The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สัมมนาพระสุตตันตปิฎกบทที่7(สัญชัย ทิพย์โอสถ)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sunchait65, 2022-12-26 10:04:01

สัมมนาพระสุตตันตปิฎกบทที่7(สัญชัย ทิพย์โอสถ)

สัมมนาพระสุตตันตปิฎกบทที่7(สัญชัย ทิพย์โอสถ)

แผนการสอนประจำสปั ดาห์ท่ี 7
เรือ่ ง ปรัชญาการใชช้ ีวิตเชิงพุทธ

พระครูวนิ ยั ธร สัญชัย ทพิ ย์โอสถ, ดร.1
26 ธนั วาคม 2565

1) บทคัดยอ่

ปรชั ญาการใชช้ วี ิตเชิงพุทธกล่าวถงึ เรื่องมงคลเกดิ จากการประพฤติปฏิบัติของตัวเองด้วยการ
ตงั้ อยใู่ นสุจรติ ดา้ นกาย งดเวน้ จากการฆ่าสัตว์ ลกั ทรพั ย์ ประพฤตผิ ิดในกาม ทางวาจา การไม่พูดเท็จ
การไม่พูดคำหยาบ การไม่พูดส่อเสียด การไม่พูดเพ้อเจ้อ ทางใจ ด้วยความไม่โลภอยากได้ของคนอ่ืน
ความไม่พยาบาท ความเหน็ ถกู ตามทำนองคลองธรรม ข้อปฏิบตั ทิ ่ีทำใหเ้ กิดมงคลในพุทธปรัชญา การ
ไม่คบคนพาล คบคนดี ควรบูชาบุคคลที่ควรบูชา อยู่ในถิ่นอันสมควร การได้ทำบุญมาไว้ในชาติปาง
ก่อน ควรตั้งตนไว้ทางที่ชอบ เป็นพหูสุต มีศิลปะ มีวินัยที่ดี มีวาจาสุภาษิต การดูแลบำรุงมารดาบิดา
ดูแลสงเคราะห์บุตร ดูแลสงเคราะห์ภรรยา การทำงานไม่คั่งค้าง การให้ทาน การปฏิบัติ การ
สงเคราะห์ญาติ ทำงานไม่มีโทษ ละเว้นการทำบาป สำรวมจากการดื่มน้ำเมา การไม่ประมาทในธรรม
ทั้งหลาย มีความเคารพ มีความถ่อมตน มีความสันโดษ มีความกตัญญู ฟังธรรมตามกาลเวลาอัน
สมควร มคี วามอดทน เปน็ ผ้วู ่างา่ ย ไดเ้ ห็นสมณะ สนทนาธรรมตามกาล การบำเพญ็ ตบะ การประพฤติ
พรหมจรรย์ การเห็นอริยสัจ การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน มีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม มีจิตไม่เศร้า
โศก มจี ิตปราศจากกเิ ลส มีจติ เกษมจากกิเลสทัง้ ปวง สำหรับปุถุชนทวั่ ไปสามารถนำมาประยุกต์ใช้ด้วย
การศึกษาให้เข้าใจ เข้าถึงแก่นแท้ของหลักคำสอน และพัฒนาให้เกิดขึ้นภายในตนเอง สำหรับเป็น
เครอ่ื งมือในการมองโลกอยา่ งเขา้ ใจซงึ่ สัจธรรมความเป็นไปของโลก

คำสำคัญ; แนวคิด, มงคล, พระพทุ ธศาสนาเถรวาทเถรวาท

Abstract

This academic article can be concluded that auspiciousness arises from one's
conduct, being physically honest based, abstaining from killing animals, stealing, verbal
misconduct, a n d non-lying. Profanity Non-talkative, to mental not greedy for other
people's things. vindictiveness, right thought. practices that create auspiciousness in
Buddhist philosophy to not associate with a bad person, associate with good people,
should worship a person who should worship, live in a suitable place, have merit in

1 เอกสารประกอบการสอนรายวิชา PH 1005

2

the previous life, should set oneself in the way that you like, be the earliest, be
philosopher, have art, have good discipline, proverbial speech, take care of parents,
take care of children, wives care, uninterrupted work, giving alms, practice, relatives
counsin, working without penalties, abstaining from evil, concentrating from drinking
alcohol. not negligence in all dharma, respectful, humility, solitude, gratitude, listening
to dharma in due time, having patience, being easy-learning, seeing goodness monk,
talking dharma according to time, practice, behave chastity, seeing the noble truth,
enlightening the nirvana, having an unshakable mind in the world, having a heart
without grief, having a mind free of defilement, having a spirit of all desires. for the
general laypeople, it can be applied by studying to understand. get to the core of the
doctrine and develop to happen within oneself, for being a tool to see the world in a
way that is the truth of the world.

a

Keyword; Concept, Mangala (Blessing), Theravada Buddhism,

2) บทนำ (Introduction)
สังคมไทยได้มีการเปล่ียนแปลงไปในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านสังคมและเศรษฐกิจซึ่งมีผล

ต่อการดำรงชีวิต ทำให้วิถีชีวิตและลักษณะนิสัยของคนไทยในปัจจุบันเปล่ียนแปลงไปมากเชน่ ความมี
น้ำใจลดน้อยลง มีความเหน็ แกต่ วั เพ่ิมขึน้ ความอดทนในเรื่องตา่ งๆ มแี นวโนม้ ลดลง โดยมีพฤติกรรม
เชิงบริโภคนิยมเพิ่มมากขึ้นและมีนิสัยที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้น เป็นต้น ที่สำคัญหลักคำสอนทาง
พระพุทธศาสนาเถรวาทไม่ได้รับความสนใจจากผูค้ นในปัจจุบันเท่าที่ควรเช่นเดียวกับผู้คนในอดตี ทำ
ใหใ้ นแต่ละวันผคู้ นในสังคมต่างมีความสับสนวนุ่ วายเน่ืองจากขาดแบบแผนหรือแนวทางในการดำเนิน
ชีวิต ทำให้ประสบปัญหา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขอรายงานภาวะ
สงั คมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2563 ซ่งึ มคี วามเคลอ่ื นไหวทางสังคมท่ีสำคัญ ได้แก่ อัตราการว่างงานยังอยู่
ในระดับต่ำ หนี้สินครัวเรือนชะลอการขยายตัว การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลง คดีอาญาลดลง
การเกิดอุบัติเหตุทางบกลดลง แต่มีประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ การจ้างงานลดลง การบริโภค
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอสถานการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจ
ได้แก่ การเลิกเรียนกลางคัน : ความเสี่ยงของอนาคตเยาวชนไทย และพฤติกรรมทางการเงินของ
ครวั เรอื นไทยและความเสีย่ งทางการเงนิ รวมทงั้ การเสนอบทความเรอ่ื ง “วกิ ฤต COVID-19 : บทเรียน
เพื่อการก้าวต่อไปอย่างมีภูมิคุ้มกัน” (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2563)
พระพทุ ธศาสนาเถรวาทกับคนไทยมีความผูกพันกันมาอย่างชา้ นาน ทั้งขนบธรรมเนยี มประเพณีต่างๆ
ล้วนแต่มีพื้นฐานมาจากพระพุทธศาสนาเถรวาท “วัฒนธรรมไทยทุกรูปแบบที่บรรพบุรุษของเราได้

3

สร้างสมสืบทอดมาจึงล้วนเป็นวัฒนธรรมที่มีพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นพื้นฐานทั้งสิ้น นอกจากน้ัน
พระมหากษัตริย์ของไทยทุกพระองค์ล้วนทรงเป็นพุทธมามกะที่มีศรัทธามั่นคงใน พระพุทธศาสนาเถร
วาท บางพระองค์ได้เคยผนวชเป็นพระภิกษุหรือสามเณรในพระพุทธศาสนาเถรวาทชั่วระยะหนึง่ จึง
ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนปู ถัมภกและทรงพิทักษ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาเถรวาทอยา่ งเข้มแข็ง และ
จริงจัง ทำให้พระพุทธศาสนาเถรวาทได้คงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้” (จำนง ทองประเสริฐและคณะ,
2527)

จากการที่ผู้คนละเลยหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาเถรวาทและไม่ศึกษาให้เข้าใจอย่าง
ถ่องแท้จึงทำให้พวกเขาได้ดำเนินชีวิตทีส่ วนทางกับหลักคำสอนทางพุทธศาสนา แม้จะเรียกตัวเองว่า
เป็นชาวพุทธก็ตาม ดังในกรณที ี่บางคนได้แสดงพฤติกรรมที่แปลกๆ หลายอย่างออกมาเชน่ การขอ
โชคลาภจากตน้ ไมแ้ ละสตั วท์ ่ีเกดิ ออกมามลี ักษณะแปลกประหลาด การบนบานศาลกลา่ วกับเจ้าที่หรือ
พระพรหมให้ไดเ้ ลื่อนข้ันเล่ือนตำแหนง่ ใหถ้ ูกลอตเตอร่ี หรือเมอื่ ไปสมัครงานหรือสอบคัดเลือกต่างๆ
ก็จะไปหาพระเพื่อรดน้ำมนตใ์ ห้โชคดี ตลอดจนการเคารพบูชาวัตถสุ ่ิงต่างๆ ท่เี ช่ือว่าเมอื่ อ้อนวอนแล้ว
จะทำให้สมความปรารถนา เจริญในหน้าที่การงานหรือเรียกสั้นๆ ว่าเกิดความเป็นสิริมงคล และ
พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนจะพบเห็นได้มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้นในปจั จุบันการแสดงออกถึงความเชอื่
หรือศรัทธาในสิ่งที่ถือว่าเป็นมงคลมีปรากฏหลายรูปแบบ เช่น การบูชาราหู การบูชาพระเคร่ืองหรือ
รปู หล่อครบู าอาจารย์และวัตถตุ ่างๆ ซงึ่ เชอ่ื ว่าเมอื่ นำไปบูชาแล้วย่อมจะก่อใหเ้ กิดส่ิงที่ดีท่ีเป็นสิริมงคล
ต่อตัวเอง ความเชื่อแบบนี้ถือได้ว่าเป็นความเชื่อที่หวังพึ่งสิ่งภายนอกเป็นผู้หยิบยื่นสิง่ ที่เป็นมงคลให้
จึงก่อให้เกิดคำถามว่าการกระทำดังกล่าวถูกต้องและตรงตามหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาเถร
วาทโดยเฉพาะเรื่องมงคลหรือไม่เพียงใด เมื่อพิจารณาถึงหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาเถรวาท
สามารถกล่าวได้ว่าลักษณะเด่นประการหนึ่งของพุทธศาสนาก็คือมีหลักคำสอนที่เป็นกรรมวาที ซึ่ง
สอนใหเ้ ช่ือเรือ่ งการกระทำของตนเองนน่ั คือเม่ือเรากระทำกรรมเช่นใดไว้ตัวเราเองย่อมเป็นผู้ได้รับผล
ของกรรมนั้นไม่ว่าทั้งดแี ละชัว่ ดังพระพุทธดำรัสที่วา่ “…บุคคลหวา่ นพืชเช่นใดย่อมได้รบั ผลเช่นนั้น
คนทำดยี ่อมได้ดี ทำช่ัวกย็ อ่ มไดช้ ัว่ …” (ส.ํ ส. (ไทย) 15/903/274)

นอกจากจะสอนให้เรายอมรับผลที่เรากระทำขึ้นเองแล้ว พระพุทธศาสนาเถรวาทยังสอน
ให้เราเป็นคนที่ไม่ยอมทอดธุระ การกระทำใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและไม่สร้างความ
เดือดร้อนแก่ผู้อื่น ก็สมควรที่จะต้องกระทำด้วยตนเองโดยใช้ความเพียรพยายามและความอุตสาหะ
มิใช่รอพึ่งแต่ความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นหรอื จากสิ่งภายนอกดังพุทธสุภาษิตทีว่ ่า“…ตนแลเป็นที่พ่งึ
ของตน บุคคลอนื่ ใครเล่าจะเปน็ ท่ีพ่ึงได…้ ” (ขุ.ธ. (ไทย) 25/22/25) หลกั คำสอนทางพระพุทธศาสนา
เถรวาท นอกจากจะสอนให้เราใช้ความพยายามในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ด้วยตนเองแล้ว ยัง
สอนให้เป็นคนทล่ี ะเอียดรอบคอบไม่เช่อื ส่งิ ใดโดยง่าย ดงั เช่น เร่ืองฤกษ์ยาม หรอื การทจี่ ะกระทำการ
ใดๆ เมื่อมีคนมาทักว่าเวลานี้ควรหรือไม่ควรกระทำ ก็ให้ใช้ปัญญาของตัวเองพิจารณาไตร่ตรองให้ถี่

4

ถ้วนก่อนอย่าพึ่งยอมรับในทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นคนที่ขาดเหตุผลและอาจก่อให้เกิดความ
เสียหายต่อชีวิตหรือกิจการใดๆ ของตนเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่เป็นนักบริหาร นักปกครอง
หรือผู้นำสังคมที่มีความเชื่อและงมงายในเรื่องฤกษ์ยามนี้ก็มิอาจถือว่าเป็นผู้ปกครองหรือผู้นำที่ดีได้
(พิทยา ว่องกุลและคณะ, 2543, น.5) ดังนั้นคนที่ทำหน้าที่บริหารหรือ นักปกครองจะต้องเป็นคนท่ี
หนกั แน่นมเี หตุมผี ลหาไมแ่ ล้วย่อมก่อให้เกดิ ความผิดพลาดในหนา้ ที่ ทตี่ นเองรับผดิ ชอบได้ ซ่ึงเราจะ
สามารถพิจารณาได้จากพุทธพจน์นี้ …สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย ประพฤติสุจริตด้วยวาจา
ประพฤติสจุ ริตดว้ ยใจ ในเวลาเช้า เวลาเช้าก็เป็นเวลาเช้าทด่ี ีของสัตวเ์ หล่านั้น สตั วเ์ หลา่ ใดประพฤติ
สุจรติ ด้วยกาย ประพฤติสจุ รติ ด้วยวาจา ประพฤตสิ จุ ริตดว้ ยใจ ในเวลาเที่ยง เวลาเที่ยงกเ็ ปน็ เวลาที่
ดีของสตั วเ์ หล่าน้ัน สตั ว์เหลา่ ใดประพฤตสิ ุจริตดว้ ยกาย ประพฤตสิ จุ รติ ดว้ ยวาจา ประพฤตสิ จุ ริตด้วย
ใจ ในเวลาเย็น เวลาเย็นก็เปน็ เวลาทีด่ ีของสัตว์เหล่าน้ัน สัตวท์ ั้งหลายประพฤติชอบในเวลาใด เวลา
น้นั ชอ่ื วา่ เปน็ ฤกษ์ดี มงคลด…ี (อง.ฺ ติก. (ไทย) 20/595/285-6)

เมื่อเราพิจารณาพุทธพจน์ข้างต้นนี้ย่อมจะทำให้เข้าใจดีว่า คำสอน
ทางพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้นไม่ไดส้ ่งเสรมิ ใหเ้ ราเชือ่ ในเรือ่ งฤกษ์ยามหรือ
ดวงดาวต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ภายนอกและไม่สามารถที่จะมีอิทธิพลต่อ
ชีวิตของคนเราได้ เมื่อเรากระทำการใดๆ ที่ไม่ก่อให้เกดิ ความเดือดร้อนทั้ง
ต่อตนเองและผู้อื่นในเวลาใดถือได้ว่าเวลานั้นก็เป็นฤกษ์ดีสำหรับเราเอง
มิใชเ่ กดิ จากสิง่ ศักดส์ิ ิทธ์ิภายนอกดลบนั ดาลใหไ้ ดด้ ีหรือเป็นมงคลแตอ่ ย่างใด
เพราะพระพุทธศาสนาเถรวาทต้องการปลูกฝังให้คนเราแสวงหาความดี
ความเจริญที่มีอยู่ในตนเองมิใช่มัวแต่ไปแสวงหาความดีข้างนอกตัวเช่น
ดวงดาว เพราะการแสวงหาความดีในตัวเองเปน็ ความดีที่ยั่งยืนแน่นอนซึง่
จะตรงขา้ มกับความดขี ้างนอกอันมลี กั ษณะทไี่ มแ่ น่นอน ถงึ อย่างน้นั กต็ ามก็
ยังมีชาวไทยพุทธจำนวนมากมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับมงคลใน
พุทธศาสนา โดยเฉพาะความเชื่อในการลงเลข เสกเป่า การพึ่งพาวัตถุ
มงคล เครื่องลางของขลัง มากกว่าที่จะยึดหลักการกระทำหรือหลักกรรม
อันเปน็ หลักการสำคัญทางพทุ ธศาสนา

พระไตรปิฎกเป็นขุมทรัพย์ทางภูมิปัญญาของมนุษยชาติ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของชาว
ไทยทุกคนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ๆ ทั้งนี้เพราะพระไตรปิฎก เป็นพระสัทธรรมเพื่อการดำรงอยู่ของ
มนุษย์ที่แท้ หลักการดำเนินชีวิต เมื่อใครได้ศึกษาและปฏิบัติตามแล้วจะเกิดการพัฒนาตนให้มีความ

5

สงบระงับภายในได้ เกิดความสุข และเกิดปัญญา เป็นคุณภาพชีวิตที่บรรลุถึงความดีสูงสุด ทำให้เกิด
สันติภาพและความมั่นคงให้เกิดความเข้าใจสังคมไทยและสังคมอื่นที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น
ประชาชนทั่วทุกมุมโลกกำลังให้ความสนใจใฝ่รู้ในการศึกษาพระไตรปิฎกมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ มี
หลายหลากองค์ความรู้ สามารถเชื่อมโยงกับภูมิความรู้ด้านการบริหาร การปกครอง ภาวะผู้นำ
รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ภูมิความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ เช่น แพทยศาสตร์ การ
พยาบาล การสาธารณสุขศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ส่วนด้านอายุรเวทและเภสัชศาสตร์แผนไทย ก็มี
รากฐานความรู้หลายส่วนมาจากพระไตรปิฎก และเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาด้านจิตวิทยา พฤติกรรม
ศาสตร์ และจรยิ ศาสตร์ โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งในวงการศึกษาสมยั ใหม่ท่ีพระไตรปฎิ กเปน็ แหล่งภูมิปัญญา
ได้ไพศาลเช่นนั้น เพราะคุณลักษณะพิเศษที่โดดเด่นอย่างยิ่งคือ พระพุทธธรรมในพระไตรปิฎก เป็น
ปญั ญาทล่ี ึกซงึ้ เกยี่ วกบั มนษุ ย์ ธรรมชาติ และสังคม (พระธรรมปิฎก, 2541, น.117) และกระบวนการ
แสวงหาความรแู้ ละวธิ ีการคิดทำใหเ้ กดิ ความรู้ตามความเปน็ จรงิ มองเหน็ ประโยชน์หลายระดับ มีการ
สืบค้นสาวเหตุปัจจัยมีการวิเคราะห์แยกแยะ และมีวิธีการคิดแบบมองหาคุณโทษและทางออก ซึ่งใน
หลายส่วนในพระไตรปิฎกไม่มีความขัดแย้งกับวิธีการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นกระแส
หลักของโลกในปัจจุบนั นี้ (พระธรรมปฎิ ก, 2541, น.142)

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ผู้เขียนจึงมีความสนใจที่จะศึกษาเรื่อง “มงคลตาม
แนวพระพุทธศาสนาเถรวาท” ตามทัศนะของทางพระพุทธศาสนาเถรวา
ทวา่ เป็นอย่างไร เพ่ือจะได้ เข้าใจถูกตอ้ งอนั จะเปน็ หนทางนำไปสู่การปฏิบัติ
ที่ถกู ต้องแลว้ ได้ผลตามหลักพระพทุ ธศาสนาเถรวาทอย่างแท้จริง

3) เนอ้ื เรอื่ ง (Content)
พุทธศาสนาเถรวาทเป็นนิกายหนึ่งซึง่ ยอมรับและปฏิบัติตามคำส่ังสอนของพระเถระและพระ

เถระเหล่านั้นก็ได้สดับรับฟังคำสั่งสอนมาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง ดังนั้นหลักคำสอนและ
หลักปฏิบัติของนิกายเถรวาทจึงถือว่าเป็นการปฏิบัติตามพุทธบัญญัติโดยตรงอย่างเคร่งครัด อันจะ
แตกต่างกับนิกายมหายานหรอื นกิ ายอน่ื ๆ ที่มหี ลักคำสอนท่เี ปลยี่ นแปลงตามลักษณะภมู ิประเทศหรือ
ตามความเข้าใจของผู้เผยแผ่ เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับประชาชนที่อยู่ภายในภูมิประเทศ
นั้นๆ สำหรับหลักคำสอนของพุทธศาสนาเถรวาทถือว่าเป็นหลักคำสอนที่ตรงไปตรงมา ก็คือสั่งสอน
ตามท่พี ระพุทธองค์ได้ตรัสสอนพระเถระไว้ไม่ไดเ้ ปลี่ยนแปลงตามความชอบใจหรือความเข้าใจของคน
ใดคนหนึ่ง พระภิกษุสงฆ์ผู้เล่ือมใสในหลกั คำสอนและหลักปฏิบตั ิของนิกายนี้ตา่ งก็ได้สั่งสอนสืบทอด
มาเป็นลำดบั จากอดตี จนถึงปจั จุบัน นกิ ายนไ้ี ด้รบั ความเลือ่ มใสและนับถือในหลาย ๆ ประเทศ ได้แก่
ศรีลังกา ลาว พม่าและไทย โดยเฉพาะประเทศไทยถือว่าพุทธศาสนาเถรวาทได้เจริญและรุ่งเรือง

6

มากที่สุด เพราะผู้คนส่วนใหญ่ต่างให้ความเคารพนับถอื และมีความเกีย่ วข้องตั้งแต่เกิดจนตาย จนมี
ผู้รู้ได้กลา่ วไวว้ ่า “…ถา้ นำพระพทุ ธศาสนาเถรวาทออกจากคนไทยแลว้ คนไทยก็แทบไม่มอี ะไรติดตัว..”
(พระญาณวโรดม, 2538, น. 61)

หลักคำสอนของพุทธศาสนาเถรวาทที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้นั้นมีอยูม่ าก คือมีทั้งคำสั่งและ
คำสอน คำสั่งได้แก่ข้อที่ทรงห้ามประพฤติปฏิบัติ ส่วนคำสอนได้แก่ข้อที่ทรงสอนให้ประพฤติปฏบิ ัติ
ตาม ที่สำคัญแต่ละคนต่างก็มีลักษณะอุปนิสัยไม่เหมือนกัน เพื่อให้ง่ายแก่การนำไปประพฤติปฏิบัติ
ตามความเหมาะสมกับอุปนิสัยของตน พระองค์จึงทรงตรัสสอนไว้มากตามความเหมาะสมของแต่ละ
ท่านที่จะน้อมนำเอาไปประพฤติปฏิบัติ หลักคำสอนเกี่ยวกับมงคลก็เป็นหนึ่งในคำสอนที่พระองค์ได้
ตรัสสอนไว้ให้ประพฤติปฏิบัติ ดังนั้นในบทนี้จะได้กล่าวถึงคติเกี่ยวกับมงคลทางพุทธศาสนาเถรวาท
แยกเปน็ ประเด็นดังนี้

มูลเหตุของการเกิดมงคล หลกั คำสอนทางพุทธศาสนาเถรวาทมลี ักษณะท่ีเน้นถึงการกระทำ
ด้วยตนเองเปน็ สำคัญ ดังนั้นเมื่อเกิดเหตกุ ารณใ์ ดข้ึนจะไม่โยนไปที่ความบังเอิญหรืออำนาจลึกลับของ
ส่ิงศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับสอนให้พยายามสู้หน้ากับเหตุผลทุกอย่าง เพราะเหตุการณ์ที่ปรากฏในชีวิตของ
มนุษย์ล้วนมีเหตุคือการกระทำของมนุษย์นั่นเอง (สุชีพ ปุญญานุภาพ, 2541, น.175) ดังที่กล่าว
มาแลว้ นจ้ี งึ ถอื ไดว้ ่ามงคลในทางพุทธศาสนาเถรวาทเปน็ มงคลที่เกิดจากการทำให้เกิดขน้ึ ด้วยตัวมนุษย์
เอง และจำแนกดว้ ยลักษณะของการกระทำทีแ่ สดงออกมามีอยู่3 ทางด้วยกนั คอื

1. ทางกายกรรม คอื การกระทำทางกาย
2. ทางวจีกรรม คือการกระทำทางวาจา
3. ทางมโนกรรม คือการกระทำทางใจ
การกระทำที่แสดงออกมาทั้ง 3 ทางดังกล่าวนั้นหากเป็นการกระทำดีเรียกว่า สุจริต คือ
กายสุจริต วจสี ุจริต และมโนสจุ รติ ตรงข้ามหากเป็นการทำชั่วก็เรียกว่า ทุจรติ สำหรับมงคลในทาง
พุทธศาสนาเป็นมงคลที่เกิดจากการทำความดีที่ปฏิบัติให้เกิดขึ้นด้วยตัวเองหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
มงคลภายในหรือมงคลทำ เพราะเกิดจากการกระทำให้มีขึน้ ในตวั เรา มิได้เกิดจากการอ้อนวอนขอต่อ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ เราสามารถพิจารณาคำสอนที่พระพุทธองค์ได้ตรัสกับอสิพันธกบุตรไว้ในพระ
สุตตันตปฎิ ก สังยตุ ตนิกาย สฬายตนวรรค ดังน้ี
…ดูกรนายคามณี เปรียบเหมือนบุรุษโยนหินก้อนหนาใหญ่ลงในห้วงน้ำลึกหมู่มหาชนพึงมา
ประชุมกนั แลว้ สวดวงิ วอน สรรเสรญิ ประนมมือเดินเวยี นรอบหินน้ันวา่ ขอจงโผลข่ ้นึ เถิดท่านก้อนหิน
ขอจงลอยขน้ึ เถิดทา่ นก้อนหิน ขอจงขึ้นเถดิ ทา่ นก้อนหนิ ท่านจะสำคญั ความข้อนนั้ เปน็ ไฉน กอ้ นหิน
นั้นพึงโผล่ขึ้น พึงลอยขึ้น หรือพึงขึ้นบก เพราะเหตุการสวดวิงวอน สรรเสริญประนมมือเดินเวียน
รอบของหม่มู หาชนบ้างหรือ…ดูกรนายคามณี ฉนั นั้นเหมอื นกัน บรุ ษุ ใดฆ่าสตั ว์ ลักทรพั ย์ ประพฤติ
ผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท มี

7

ความเห็นผิด หมู่มหาชนพึงมาประชุมกันแล้วสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบบุรุษ
นั้นว่า ขอบุรุษนี้เมื่อตายไปจงเข้าถึงสุคติ โลก สวรรค์ ก็จริง แต่บุรุษนั้นเมื่อตาย พึงเข้าถึงอบาย
ทคุ ติ วนิ ิบาต นรก…

ดูกรนายคามณี เปรียบเหมือนบุรุษลงยังห้วงน้ำลึกแล้วพึงทุบหม้อเนยใสหรือหม้อน้ำมัน
ก้อนกรวดหรือก้อนหินที่มีอยู่ในหม้อนั้นพึงจมลง เนยใสหรือน้ำมันที่มีอยู่ในหม้อนั้นพึงลอยขึ้น หมู่
มหาชนมาประชมุ กนั แล้วสวดวงิ วอน สรรเสรญิ ประนมมือเดนิ เวยี นรอบเนยใสหรือน้ำมันนัน้ วา่ ขอ
จงจมลงเถิดท่านเนยใสและน้ำมัน ขอจงดำลงเถิดทา่ นเนยใสและน้ำมัน ขอจงลงภายใต้เถดิ ท่านเนย
ใสและน้ำมัน ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เนยใสและน้ำมันนั้นพึงจมลง พึงดำลง พึงลง
ภายใต้ เพราะเหตุแห่งการสวดวงิ วอน สรรเสรญิ หรอื เพราะเหตุการประนมมือเดินเวียนรอบของหมู่
มหาชนบ้างหรือ…

ดกู รนายคามณี ฉันน้นั เหมือนกัน บุรุษใดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสมุ จิ ฉาจาร
มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ ไม่มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท มีความ
เห็นชอบ หมมู่ หาชนจะพากันมาประชุมแล้วสวดวงิ วอน สรรเสริญ ประนมมอื เดินเวยี นรอบบุรุษน้ัน
ว่า ขอบุรุษนี้เมื่อตายไปจงเข้าถึงบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็จริงแต่บุรุษนั้นเม่ือตายไปพึงเข้าถึงสุคติ
โลก สวรรค์ (สํ.สฬา. (ไทย) 18/599–601/320–1.)

จากพทุ ธสุภาษติ นี้จะเห็นได้ว่าเหตกุ ารณต์ ่างๆ ทเี่ กิดข้ึนกับตัวเราทั้งที่เป็นมงคลและอวมงคล
หาใช่เป็นเพราะความบังเอิญหรืออำนาจลึกลับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอกบันดาลให้หรือ เกิดจากการ
สวดออ้ นวอนก็หาไม่ แต่แทท้ ี่จรงิ แล้วลว้ นเกดิ จากการกระทำของตัวเราเปน็ ผู้ทำให้เกดิ ขนึ้ เอง เปรียบ
ได้กับการรับประทานอาหารที่ให้คนอื่นเป็นผู้รับประทาน แต่ตนเองกลับเป็นผู้รอคอยความอิ่มก็ไม่
สามารถท่จี ะประสบกบั ความอม่ิ ได้

จึงกล่าวได้ว่าคำสอนทางพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้นไม่ได้สนับสนุนให้เราเป็นคนที่คอยแต่
หวังพึ่งพาบุคคลอื่นเพียงอย่างเดียว ตรงกันข้ามกลับสอนให้เราเป็นคนที่มีความเพียรพยายามและ
ฝึกฝนที่จะพึ่งพาตนเองในการประกอบคุณงามความดี เพื่อยกระดับแห่งชีวิตของตนให้สูงขึ้น ไม่สอน
ให้คิดแต่จะเอาดีด้วยการอ้อนวอนบวงสรวง เปรียบเหมือนบุคคลที่ก้าวเดินด้วยลำแข้งของตัวเองหา
ได้อาศัยลำแข้งของบุคคลอื่นก้าวเดินไม่ นอกจากนั้นบุคคลที่หวังพึ่งแต่บุคคลอื่นยังถือได้ว่าเป็นการ
บ่มเพาะนิสัยให้เป็นคนที่มีจิตใจที่อ่อนแอไม่กล้าต่อสู้กับอุปสรรคปัญหาต่างๆ อันเกิดขึ้นใน
ชวี ิตประจำวนั อีกด้วย

ดังนั้นความเป็นสิริมงคลในทางพุทธศาสนาเถรวาทเกิดขึ้นได้จากการลงมือปฏิบัตดิ ้วยตนเอง
อย่างเต็มที่และเต็มความสามารถ ไม่ใช่คอยแต่จะพึ่งพาผู้อื่นหรือเกิดจากผู้อื่นคอยหยิบยื่นให้อย่าง
เดียว แต่ให้เป็นผู้ลงมือกระทำโดยมีการเตรียมความพร้อมและวางแผนการไว้อย่างรอบคอบ อันจะ
กอ่ ใหเ้ กิดประโยชนเ์ ป็นอย่างมากทัง้ แก่ตวั เองและสว่ นรวม

8

ความหมายของคำว่ามงคลมาจากภาษาบาลีคือคำว่า มงฺคล แปลว่า ความดี,มงคล และ
ท่านยังวิเคราะห์ความหมายของคำว่ามงคลอีกดังนี้ (มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2535, น. 693)
ธญฺญํ มงคฺ ตตี ิ มงฺคลํ (ความดีทถ่ี ึงโชคลาภชอ่ื ว่า มงคล)

มงฺคนตฺ ิ สตฺตา เอเตน สทุ ธฺ ึ คจฺฉนตฺ ตี ิ มงคฺ ลํ (ความดีท่ีชว่ ยสัตว์ให้ถึงความบรสิ ทุ ธิ์ ชื่อว่า
มงคล)

มงฺคํ ปาปํ ลุนาติ ฉินฺทตีติ มงฺคลํ (ความดที ต่ี ัดบาปเครอื่ งยงั สัตว์ใหถ้ งึ อบาย ช่อื วา่ มงคล)
นอกจากนี้ยังมีผู้รู้ได้ให้ความหมายของมงคลดังนี้พระสิริมังคลาจารย์ ให้ความหมายของ
มงคลไว้ 3 ประการคอื (สงิ หท์ น คำซาว, 2535, น.54)

1. มงคลคือเหตุใหบ้ รรลุถึงความเจริญแหง่ สมบัตทิ ง้ั ปวง
2. มงคลหมายถงึ เหตทุ ี่ทำให้สัตว์ทง้ั หลายกา้ วหน้า
3. มงคลคอื สงิ่ ทีท่ ำใหบ้ รรลุถงึ ความสำเร็จและความงอกงาม
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ให้ความหมายของมงคลว่า “มงคล
แปลว่า เหตุเป็นเครื่องถึงความเจริญแห่งสมบัติทั้งปวง…” (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิ
รญาณวงศ,์ 2515, น. 327)
สมเด็จพระสังฆราช (อุฏฺฐายี จวน) ได้ให้ความหมายของมงคลไว้ในหนังสือ “มงคลใน
พระพุทธศาสนาเถรวาท” ว่า “มงคลได้แก่เหตุที่ทำให้เราบรรลุความสุขความเจริญ… (สมเด็จ
พระสงั ฆราช (อฏุ ฐฺ ายี จวน), 2530, น.1)
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนโฺ ท จันทร)์ ได้กล่าวถึงมงคลว่า “…มงคลนั้นก็คือคุณธรรม
เป็นเหตุใหผ้ ู้ประพฤติปฏิบัติถึงความเจริญด้วยลาภและยศ มีความสุขกายสุขใจอยู่ทุกเมื่อตลอดถึงได้
บรรลโุ ลกุตรธรรมเป็นทส่ี ุด (พระอุบาลคี ุณูปมาจารย์ (สริ จิ นฺโท จนั ทร)์ , 2534, น.2)
พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ) ได้ให้ความหมายของคำว่า “มงคล” ไว้ 4
ประการ คือ (พระธรรมธรี ราชมหามนุ ี (โชดก ญาณสิทธ)ิ , 2533, น. 1-4)
1. มงคล แปลว่า ถึงพร้อมดว้ ยลกั ษณะแหง่ บุญ ซึ่งมีอยู่ 3 อย่างคอื สริ ิ บุญ และปญั ญา
สิริ ได้แก่ ศรี คอื ความเจรญิ ร่งุ เรอื งด้วยสมบัติทง้ั ปวง เชน่ มบี ริวารดี มีสมบตั ิมาก มีคน
เคารพนับถือและมีชือ่ เสยี งฟ้งุ ขจร เปน็ ตน้
บุญ ได้แก่ การดำเนินชีวิตไปในทางที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น หลีกเว้นจาก
อกศุ ลตา่ งๆ ประพฤตติ ามหลกั แห่งกุศล มบี ญุ กิรยิ าวัตถุ 3 และบญุ กริ ิยาวตั ถุ 10
ปัญญา ได้แก่ การประกอบด้วยความรู้ในการแสวงหาประโยชน์ทั้งในโลกนีแ้ ละประโยชน์ใน
โลกหน้า

9

2. มงคล แปลว่า เป็นเครื่องถึงความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย คือ บุคคลทั้งหลายที่จะ
กระทำตนให้มคี วามบริสทุ ธท์ิ างกาย วาจา และใจ นัน้ จะต้องอาศยั มงคลเป็นเครื่องเข้าถงึ อันได้แก่
ศีล สมาธิ และปัญญา

3. มงคล แปลว่า ตัดผู้ยังสัตว์ใหต้ าย, ตัดผู้ยังสัตว์ให้ไปสูอ่ บาย คือ ผู้ประพฤติในสิ่งที่ดเี ป็น
มงคลยอ่ มจะหลีกหนจี ากความชว่ั หรืออกุศลอันจะชักนำเราให้ไปสู่อบายหรือในทางที่ผิดที่เส่ือมเสยี

4. มงคล แปลว่า ประกอบด้วยการเขา้ ถงึ ความงาม มี 3 ประการ คอื
งามในเบอื้ งตน้ ได้แกง่ ามด้วยประโยชนน์ ค้ี ืองามด้วยศลี
งามในทา่ มกลาง ไดแ้ กง่ ามด้วยประโยชน์ในโลกหน้าคอื งามด้วยสมาธิ
งามในทส่ี ดุ ไดแ้ กง่ ามด้วยประโยชน์อย่างยง่ิ คืองามด้วยปญั ญา

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงความหมายของมงคลว่า “…สิ่งที่ทำให้มีโชคดี
ตามหลกั พระพทุ ธศาสนาเถรวาทหมายถึงธรรมท่นี ำมาซ่งึ ความสุขความเจริญ” (พระธรรมปิฎก (ป.อ.
ปยุตโฺ ต), 2546, น.178)

พระมหาเฉลียว กติ ฺตปิ าโล กลา่ วถงึ มงคลวา่ “มงคลแปลวา่ ความเจริญ ความดงี าม เหตุแห่ง
ความเจรญิ เหตุแห่งความสขุ เหตทุ ่ีนำมาซึ่งความเจรญิ ” (พระมหาเฉลียว กติ ตฺ ิปาโล, 2537, น.11)

พระสมชาย ฐานวุฑฺโฒ ให้ความหมายของคำว่า “มงคล” คือ “เหตุแห่งความสุขและความ
เจรญิ กา้ วหนา้ ของชีวติ …” (พระสมชาย ฐานวุฑฺโฒ, 2545, น.1)

จากการพจิ ารณาความหมายเบ้ืองตน้ เราพอจะสรปุ ได้วา่ มงคลในคติทางพุทธศาสนาเถรวาท
คือ ข้อปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความสุขความเจริญแก่ผู้ปฏิบัติทั้งขณะที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันและในอนาคต
เมือ่ ส้นิ ชีวิตไปแล้ว หากปฏิบัติอยา่ งเข้มขน้ และจริงจังยอ่ มสามารถทำใหบ้ รรลุถึงโลกตุ รธรรมเข้าสู่พระ
นิพพานอันเปน็ เป้าหมายสูงสดุ ทางพุทธศาสนาเถรวาท
ประเภทของมงคล

รายละเอียดของมงคลในทางพุทธศาสนาเถรวาทที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในมงคลสูตรมี 38
ประการดังน้ี (ข.ุ สุ. (ไทย) 25/317–318/288-9)

1) อเสวนา จ พาลานํ ไม่คบคนพาล 2) ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา คบกับบัณฑิต 3) ปูชา จ
ปูชนียานํ บูชาบุคคลที่ควรบูชา 4) ปฏิรูปเทสวาโส จ อยู่ในสถานที่อันเหมาะสม 5) ปุพฺเพ จ กต
ปุญฺญตา เป็นผู้ทำบุญไว้ในกาลก่อน 6) อตฺตสมฺมาปณิธิ จ ตั้งตนไว้ชอบ 7) พาหุสจฺจญฺจ ความเปน็
พหูสูต 8) สิปฺปญฺจ รอบรู้ศิลปะ 9) วินโย จ สุสิกฺขิโต มีวินัยที่ศึกษาดีแล้ว 10) สุภาสิตา จ ยา
วาจา มวี าจาเป็นสภุ าษติ 11) มาตาปติ ุอปุ ฏฐฺ านํ บำรุงบิดามารดา 12) ปุตฺตสงคฺ โห สงเคราะหเ์ ลย้ี งดู
บุตร 13) ทารสฺส สงฺคโห สงเคราะห์ภรรยาสามี 14) อนากุลา จ กมมฺ นตฺ า ทำการงานไม่ให้ค่ังค้าง
15) ทานญฺจ เสียสละใหท้ าน 16) ธมมฺ จรยิ า จ ประพฤตธิ รรม 17) ญาตกานญจฺ สงฺคโห สงเคราะห์
ญาติ 18) อนวชฺชานิ กมฺมานิ ทำการงานที่ไม่มีโทษ 19) อารตี วิรตี ปาปา งดเว้นจากบาป 20)

10

มชฺชปานา จ สญฺญโม สำรวมไม่เสพสิ่งเสพติด 21) อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ ไม่ประมาทในธรรม 22)
คารโว จ มคี วามเคารพ 23) นิวาโต จ มีความถ่อมตน 24) สนตฺ ฏุ ฺฐี จ มคี วามสันโดษ 25) กตญฺญุ
ตา มีความกตัญญู 26) กาเลน ธมฺมสฺสวนํ ฟังธรรมตามกาล 27) ขนฺตี จ มีความอดทน 28)
โสวจสฺสตา เป็นคนว่าง่าย 29) สมณานญฺจ ทสฺสนํ พบเห็นสมณะ 30) กาเลน ธมฺมสฺสากจฺฉา
สนทนาธรรมตามกาล 31) ตโป จ บำเพ็ญตบะ 32) พฺรหฺมจริยญฺจ ประพฤติพรหมจรรย์ 33)
อริยสจฺจาน ทสฺสนํ เห็นอริยสัจจ์ 34) นิพฺพานสจฺฉิกิริยา จ ทำพระนิพพานให้แจ้ง 35) ผุฏฺฐสฺส
โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม 36) อโสกํ มีจิตไม่เศร้าโศก 37) วีรชํ
จติ ปราศจากกเิ ลส 38) เขมํ มจี ติ อันเกษม

มงคลทั้ง 38 ประการเป็นมงคลที่มีมาแต่ดั้งเดิมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเถรวาทซึ่งเป็น
เรื่องของการปฏิบัติตามหลักเหตุผลเพื่อให้เกิดผลคือความสงบสุข ดังนั้นมงคลในพุทธศาสนาดั้งเดิม
จึงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเวทมนต์ไสยศาสตร์ แต่ในยุคหลังต่อมาคำสอนเกี่ยวกับมงคลของพุทธ
ศาสนาก็เริ่มมีเรื่องของไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเมื่อประมาณ พ.ศ. 1500 พุทธศาสนาก็
ไดเ้ ข้าผสมกบั ลัทธิตันตระของฮนิ ดู ทำให้พทุ ธศาสนาในยคุ นี้ได้กลายเปน็ “พุทธตนั ตระ” ที่ได้ถือเอา
การท่องบ่นเวทมนต์ และการลงเลขยันต์ เป็นสาระสำคัญและมีความพยายามปฏิบัติเพื่อให้เกิด
อทิ ธฤิ ทธิม์ ีความสามารถพิเศษต่างๆ มากกว่าเพื่อให้เกิดความสงบสุขทางด้านจิตใจหรือกำจัดกิเลสให้
หมดไปจากจิตใจ จึงทำให้ในเวลาต่อมาก็ได้กลายเป็นพุทธศาสนาแบบไสยศาสตร์อย่างสิ้นเชิง ใน
ปัจจุบันเราจะพบพุทธศาสนาแบบนี้จากการปฏิบัติของพระสงฆ์ชาวธิเบตที่มีการปฏิบัติทั้งพุทธและ
ไสยศาสตร์คละเคลา้ กนั ไป (แสง จันทรง์ าม, 2534, น. 250)

ประโยชน์ที่ได้จากเรื่องมงคลในพระพุทธศาสนาเถรวาท การที่รู้จักวางแผนการดำเนินชีวิต
ดว้ ยการไม่คบคนพาล คบกับบัณฑิต บูชาบคุ คลทคี่ วรบชู า ร้จู กั เลอื กอย่ใู นสถานทอ่ี ันเหมาะสม รสู้ ร้าง
สมบุญเพื่อประกอบเหตุในการเป็นผูท้ ำบุญไว้ในกาลก่อน ตั้งตนไว้ชอบ ความเป็นพหูสูต รอบรู้ศิลปะ
มีวินัยที่ศึกษาดีแล้ว มีวาจาเป็นสุภาษิต รู้จักการบำรุงบิดามารดา รู้จักการสงเคราะห์เลี้ยงดูบุตร
สงเคราะห์ภรรยาสามี ทำการงานไม่ให้ค่ังค้าง เสยี สละใหท้ าน ประพฤติธรรม สงเคราะหญ์ าติ ทำการ
งานทีไ่ มม่ โี ทษ งดเว้นจากบาป สำรวมไม่เสพสิ่งเสพตดิ ไม่ประมาทในธรรม มคี วามเคารพ มคี วาม
ถ่อมตน มีความสันโดษ มีความกตัญญู ฟังธรรมตามกาล มีความอดทน เป็นคนว่าง่าย พบเห็นสมณะ
สนทนาธรรมตามกาล บำเพ็ญตบะ ประพฤติพรหมจรรย์ เห็นอริยสัจจ์ ทำพระนิพพานให้แจ้ง จิตไม่
หวั่นไหวในโลกธรรม มีจิตไม่เศร้าโศก จิตปราศจากกิเลส มีจิตอันเกษม จะเรียกได้ว่าเป็นหลักการ
ดำเนนิ ชีวิตตามแนวทางพระพุทธศาสนา

ประโยชน์ในปัจจุบัน รู้จักขยันหมั่นเพียร เลี้ยงชีพด้วยการหมั่นประกอบการงาน เป็นผู้ขยัน
ไม่เกียจคร้านในการงานนั้น ประกอบด้วยปัญญาเครื่องสอดส่อง อันเป็นอุบายในการงานนั้น ให้
สามารถทำได้สำเร็จ รู้จักการรักษาโภคทรัพย์ (ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม)

11

รักษาคุ้มครองโภคทรัพย์เหล่านั้นไว้ได้พร้อมมูล ไม่ให้ถูกลัก หรือทำลายไปโดยภัยต่าง ๆ คบคนดี ไม่
คบคนชั่ว อยู่อาศัยในบ้านหรือนิคมใด ย่อมดำรงตน เจรจา สนทนากับบุคคลในบ้านหรือนิคมนั้น ซึ่ง
เป็นผู้มีความประพฤติบริสุทธิ์ ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา อยู่อย่างพอเพียง รู้ทางเจริญ
ทรัพยแ์ ละทางเส่ือมแหง่ โภคทรัพย์ แลว้ เลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ใหส้ ุรยุ่ สรุ ่ายฟูมฟายนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก
ดว้ ยคิดว่า รายไดข้ องเราจกั ต้องเหนอื รายจ่าย และรายจ่ายของเราจกั ตอ้ งไมเ่ หนอื รายได้

ประโยชน์ในภายภาคหน้า สัมปรายิกัตถะ หรือ สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม คือ ธรรมที่
เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า หรือ ธรรมที่เกื้อหนุนให้ได้ประโยชน์ในภายหน้าหรือภพหน้า
ประกอบด้วย ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา มีความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญา หมายเอาศรัทธา กัมม
สัทธา ความเชื่อในเรื่องของกรรม คือ เชื่อว่ากรรมมีจริง เชื่อกฎแห่งกรรม วิปากสัทธา ความเชื่อใน
เรื่องผลของกรรม คือ เชื่อว่าผลกรรมมีจริง กัมมัสสกตาสัทธา ความเชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็น
ของตน ทำกรรมใดไว้จะได้รับผลของกรรมนั้น ตถาคตโพธิสัทธา ความเชื่อในปัญญาตรัสรู้ของ
พระพุทธเจ้า ผู้ที่มีศรัทธาหรือความเชื่อที่ถูกต้อง ย่อมทำแต่สิ่งที่ดี ทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง อันจะอำน วย
ผลดใี ห้ทัง้ ในภพนแี้ ละภพหนา้

ความถึงพร้อมด้วยศีล คือ การรักษากาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อย กล่าวคือ การรักษาศีลให้
บริสุทธ์ิ ไม่ทำบาปทุจริตทั้งหลาย ถ้าเป็นฆราวาสก็รักษาศลี 5 หรือศีลอุโบสถ ถ้าเป็นสามเณรก็รักษา
ศีล 10 ถ้าเป็นพระภกิ ษุก็รักษาศลี 227 ศีล เป็นเบื้องต้นแห่งการทำความดที ัง้ หลาย คนที่รักษาศีลดี
ยอ่ มจะได้รบั การยอมรับนับถือจากบุคคลท้งั หลายในโลกน้ี เมอื่ ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ก็มีสุคติเป็นที่ไป
ในเบ้ืองหน้า ความถึงพร้อมดว้ ยการเสียสละ คอื ยินดเี สียสละ ท้ังกำลงั ทรัพย์และกำลังกาย เช่น การ
บริจาคให้ปันสิ่งของแก่ผู้ยากไร้ การถวายทานบำรุงพระสงฆ์ผู้ทรงศีล การเสียสละแรงกายช่วยเหลือ
สังคม การเสียสละนี้เป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อโลภะและมัจฉริยะ ผู้ที่ยินดีในการเสียสละ ย่อม
สามารถกำจดั ความโลภและความตระหนีถ่ ่เี หนยี วลงได้

ปัญญาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยปัญญา คือ ความเป็นผู้รู้จักบาปบุญคุณโทษ รู้ประโยชน์
และมิใช่ประโยชน์ แล้วละสิ่งที่เป็นบาป ทำสิ่งที่เป็นบุญ ละสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทำแต่สิ่งที่เป็น
ประโยชน์ อีกอย่างหนึ่งคือ การหมั่นเจริญปัญญาด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน อันจะก่อให้เกิด
ปญั ญาพิจารณาสรรพสงิ่ ให้เหน็ ตามความเปน็ จริงได้ ผูท้ ่ีมีความถงึ พร้อมด้วยปัญญาสมั ปทาเชน่ นี้ ยอ่ ม
สามารถละช่วั ทำดีได้ ทำเฉพาะสิ่งทเ่ี ปน็ ประโยชน์อันมผี ลดที ง้ั ในโลกนแี้ ละโลกหนา้

หลักธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เป็นหลักธรรมที่ก่อประโยชน์ให้ทั้งในโลกนี้และมีผลสืบต่อไปถึง
โลกหน้าคอื ภพหนา้ ด้วย จงึ ควรบำเพญ็ ใหเ้ จรญิ มาก ๆ เท่าท่ีจะมีความสามารถบำเพญ็ ได้

4) สรุป (Conclusion)

12

สรุปได้ว่า ความเป็นมงคลนั้นเกิดได้จากการกระทำของตัวเองด้วยการประพฤติปฏิบัติให้
ถกู ต้องตามศีลธรรมและประพฤตติ นใหอ้ ยใู่ นความสุจรติ ทงั้ 3 ด้านคือ ดา้ นทางกาย เรียกกายสุจริต
ดว้ ยการงดเวน้ จากการฆ่าสัตว์ ลักทรพั ย์ ประพฤตผิ ดิ ในกาม ด้านทางวาจา เรยี กวาจาสุจริต การไม่
พูดเท็จ การไม่พูดคำหยาบ การไม่พูดส่อเสียด การไม่พูดเพ้อเจ้อ ด้านทางใจ เรียกมโนสุจริต ความ
ไม่โลภอยากได้ของของผู้อื่น ความไม่พยาบาท ความเห็นถูกตามทำนองคลองธรรม สำหรับข้อปฏิบัติ
เพื่อให้เกิดความเป็นมงคลนั้นพระพุทธศาสนาเถรวาทได้แบ่งออกเป็นได้ 38 ประการดังที่กล่าวไว้
ข้างต้นแล้ว จากข้อปฏิบัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าความเป็นมงคลทางพุทธศาสนานั้นเกิดขึ้นได้ด้วยการ
ประพฤติปฏิบัติ โดยเริ่มต้นจากตวั เราเองเปน็ อันดับแรกคอื ไม่คบกับคนที่ไม่ดหี รือคนพาล เพราะการ
ท่เี ราจะเป็นคนที่มลี ักษณะนิสัยเป็นเช่นไรกย็ ่อมจะข้นึ อยู่กบั คนที่เราคบค้าสมาคมด้วย การคบบัณฑิต
บูชาบุคคลทคี่ วรบูชา อยู่ในถน่ิ อันสมควร ทำบุญมาไว้ก่อน ตั้งตนชอบ เปน็ พหสู ูต มีศลิ ปะมีวินัยท่ีดี มี
วาจาสุภาษิต การดแู ลบำรงุ บิดามารดา ดูแลสงเคราะหบ์ ุตร ดูแลสงเคราะหภ์ รรยา (สามี) ทำงานไม่ให้
ค่งั ค้าง การใหท้ าน ปฏบิ ัติธรรม การสงเคราะหญ์ าติ ทำงานทีไ่ ม่มีโทษ ละเว้นการทำบาป สำรวมจาก
การดื่มน้ำเมา การไม่ประมาทในธรรมท้ังหลาย มีความเคารพ มีความถ่อมตน มีความสันโดษ มีความ
กตัญญู ฟังธรรมตามกาลเวลาอันสมควร มีความอดทน เป็นผู้ว่าง่าย ได้เห็นสมณะ สนทนาธรรมตาม
กาล การบำเพ็ญตบะ ประพฤติพรหมจรรย์ การเห็นอริยสัจ การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน มีจิตไม่
หวนั่ ไหวในโลกธรรม มีจติ ไม่เศร้าโศก มีจิตปราศจากกเิ ลส มีจิตเกษม ดงั น้นั เพ่อื เป็นการเริ่มต้นท่ีดีจึง
ห้ามไม่ให้คบคนพาลเป็นอันดับแรก แล้วปฏิบัตพิ ัฒนาขึน้ ไปตามลำดับจนถึงประการสุดท้ายคือ ให้มี
จิตใจที่เกษมผ่องใสปราศจากกิเลสและบุคคลที่ปฏิบัติจนกระทั่งมีจิตใจที่ผ่องใส ถือได้ว่าเป็น
อริยบุคคลที่ประเสริฐสุดในพระพุทธศาสนาเถรวาทคือพระอรหันต์ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความสะอาด
บริสุทธิ์ทั้งกาย วาจาและใจ สำหรับปุถุชนทั่วไปก็สามารถน้อมนำมาประยุกต์ใช้ด้วยการศึกษาให้
เข้าใจ เข้าถึงแก่นแท้ และพัฒนาให้เกิดขึ้นภายในตนเอง สำหรับเป็นเครื่องมือในการมองโลกอย่าง
เข้าใจ

5) เอกสารอา้ งองิ (Reference)
พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตโต). (2541). พทุ ธศาสนาในฐานะเปน็ รากฐานของวทิ ยาศาสตร์. กรงุ เทพมหานคร

: มูลนธิ ิพุทธธรรม.
จำนง ทองประเสริฐและคณะ. (2527). พระพุทธศาสนาเถรวาทศาสนาประจำชาติไทย.

กรุงเทพมหานคร :อมรินทรก์ ารพิมพ์.
พิทยา ว่องกุลและคณะ. (2543). ไสยศาสตร์ครองเมือง. กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์พริน้ ติ้ง

แอนดพ์ บั ลิชชงิ่ จำกัด.

13

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2563). สรุปรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส
ห น ึ ่ ง ป ี 2 5 6 3 . ส ื บ ค ้ น เ ม ื ่ อ ว ั น ท ี ่ [27 ม ก ร า ค ม 2564] . เ ข ้ า ถ ึ ง ไ ด ้ จ า ก .
https://gnews.apps.go.th/news?news=61835.

พระญาณวโรดม. (2538). ศาสนาต่างๆ. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราช
วทิ ยาลัย.

มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลยั . (2535). อภิธานปฺปทีปิกาสูจิ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฎราช
วทิ ยาลัย.

สิงห์ทน คำซาว. (2535). พระพุทธศาสนาเถรวาทกับปรัชญาชีวิตของข้าพเจ้า. เชียงใหม่ : ภาควิชา
ปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม.่

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์. (2515). ธรรมมานุกรม. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั .

สมเดจ็ พระสังฆราช (อุฏฐฺ ายี จวน). (2530). มงคลในพระพุทธศาสนาเถรวาท. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 6, กรุงเทพ
มหานค : โรงพิมพ์กติ ติวรรณป่ินเกลา้ .

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์). (2534). ธรรมเทศนามงคล 38. กรุงเทพมหานคร : โรง
พมิ พช์ วนพิมพ์.

พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ). (2533). มงคล 38. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพมหานคร :
พระนครการพมิ พ์.

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2546). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ 10.
กรงุ เทพมหานคร : บริษทั เอส.อาร์.พรนิ้ ต้ิง แมส โปรดักส์ จำกดั .

พระมหาเฉลียว กติ ฺตปิ าโล. (2537). 38 มงคลชวี ิต. พิมพค์ รั้งท่ี 2. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา.
พระสมชาย ฐานวุฑฺโฒ. (2545). มงคลชีวิต ฉบับทางก้าวหน้า. กรุงเทพมหานค : บริษัท ฐานการ

พมิ พ์ จำกัด.
สุชีพ ปุญญานุภาพ. (2541). คุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนาเถรวาท. พิมพ์ครั้งที่ 2.

กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั .
แสง จันทร์งาม. (2534). ศาสนศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : บริษัทโรงพิมพ์ไทยวัฒนา

พานิช จำกดั .


Click to View FlipBook Version