The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Teacher อภิรดี, 2024-02-29 00:34:38

วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย ด้วยวิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

อภิรดี เสนาวิน

Keywords: วิจัยในชั้นเรียน

วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย โดยใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นางสาวอภิรดี เสนาวิน ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดท่าทอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ


คำนำ ในปัจจุบันนี้การศึกษาของไทยได้มีความก้าวหน้าอย่างมากมาย ซึ่งครูควรจะมีการพัฒนางานของ ตนเองหรือด้านการเรียนการสอนให้คุณภาพดียิ่งขึ้น จากการเรียนการสอนที่ครูมีการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทยนับว่าเป็น สิ่งที่ดีที่เด็กนักเรียนควรมีความรู้ความเข้าใจในการเรียนการสอนและเมื่อครูได้พบปัญหาต่างๆ ครูก็ควรจะมี การแก้ไขในปัญหานั้นๆ ด้วยเหตุนี้ครูต้องมีการวิจัยในชั้นเรียน ซึ่งเป็นงานที่เกิดจากความต้องการที่ครูจะ พัฒนางานสอนให้ดีขึ้นเพื่อสนองความต้องการของนักเรียนมากที่สุด ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากงานวิจัยคือ นักเรียน ทำให้นักเรียนมีความสุขในการเรียน ตลอดจนครูก็จะมีกิจกรรมมากมาย มีการพัฒนาในงานของ ตนเอง โรงเรียนก็ได้ชื่อว่า ผลิตนักเรียนมีคุณภาพออกสู่สังคม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อภิรดี เสนาวิน ครูชำนาญการพิเศษ


สารบัญ หน้า คำนำ สารบัญ 1. บทนำ 1 2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 3. วิธีดำเนินการวิจัย 24 4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 30 5. สรุปผลการศึกษา 32 ภาคผนวก


บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภาษาไทยถือเป็นภาษาที่มีความสำคัญสำหรับคนไทยทุกคนเพราะนอกจากจะเป็นเครื่องมือในการ ติดต่อสื่อสารแล้ว ภาษาไทยยังเป็นภาษาประจำชาติ เป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นความมั่นคงของชาติและเป็น มรดกอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้เพื่อเป็นเครื่องแสดงว่าชาติไทยเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่และมีวัฒนธรรมมาตั้งแต่ ครั้งโบราณกาล เนื่องจากภาษาไทยมีค่าและสำคัญยิ่งสำหรับคนไทย กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 8) ได้กำหนด หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดให้วิชาภาษาไทยอยู่ในกลุ่มวิชาทักษะที่เป็น เครื่องมือในการเรียนรู้ เพื่อที่นักเรียนสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันทั้งในด้านการ ติดต่อสื่อสาร การเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ การแสวงหาความรู้ ความเพลิดเพลินและการประกอบ อาชีพ การเรียนการสอนภาษาไทยจึงมุ่งให้ผู้เรียนมีทักษะทางภาษา สามารถใช้ภาษาไทยได้อย่างมี ประสิทธิภาพทั้งด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เป็นการศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ ตนเองและช่วยอนุรักษ์ภาษาไทยไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมสืบไป การเรียนวรรณคดีมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้รู้และเข้าใจวัฒนธรรมของตนให้ดี รวมถึงสภาพความคิดของคน ในสมัยต่าง ๆ ทั้งนี้วรรณคดียังให้ประโยชน์ทั้งทางด้านภาษา ศิลปะและความเข้าใจในชีวิตด้วย จุดมุ่งหมาย ของการศึกษาวรรณคดี คือ การใช้วรรณคดีเป็นสื่อกลางให้นักเรียนเกิดความซาบซึ้งในบทประพันธ์ด้านภาษา ศิลปะ และความเข้าใจชีวิต ตลอดจนตระหนักถึงความเป็นมา ด้านศิลปวัฒนธรรม และสังคมของคนในชาติ เมื่อเรียนวรรณคดีแล้ว นักเรียนสามารถนำความรู้และข้อคิดที่ได้รับจากสิ่งที่เรียนไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวันได้(บุญเหลือ เทพยสุวรรณ, 2539: 51) นอกจากนี้ อิงอร สุพันธ์วณิช และคณะ (2555: 25) กล่าวถึงเหตุผลของการศึกษาวรรณคดีไว้ คล้ายคลึงกัน สามารถสรุปได้ว่า การเรียนวรรณคดีเป็นสิ่งสำคัญแม้จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิง รูปธรรม โดยนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้โดยตรงแต่วรรณคดีก็มีประโยชน์ในการจรรโลงใจให้รู้จัก ใช้ปัญญาความคิดและความเข้าใจความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุที่วรรณคดีเป็นสิ่งที่รวบรวม ความเจริญทางสังคมและวัฒนธรรมและเป็นสิ่งที่ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นในวงการศึกษา การจัดการเรียนการสอนวรรณคดีต้องอ่านอย่างพินิจ เพราะเป็นกิจกรรมต่อเนื่องที่จะฝึกการอ่านเพื่อความ เข้าใจสูง อ่านเพื่อประเมิน และการที่ผู้เรียนจะรู้รสบทประพันธ์ รู้คุณค่าเรื่องราวที่กล่าวถึงนั้น จำเป็นต้อง ตีความ แปลความ เพื่อสร้างความเข้าใจเป็นเบื้องต้น ซึ่งในการเรียนการสอนวรรณคดีเพื่อให้ได้ผลสัมฤทธิ์ตาม จุดประสงค์ของหลักสูตรนั้นครูผู้สอนจำเป็นต้องแนะนำและโน้มน้าวให้เห็นประโยชน์และคุณค่าของบท ประพันธ์ (บันลือ พฤกษะวัน, 2557: 143) ดังนั้นการศึกษาวิชาวรรณคดี เป็นสิ่งมีประโยชน์แก่ผู้เรียนเป็นอย่าง มาก ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการเรียนวรรณคดี เป็นการซาบซึ้งในศิลปะอันเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่มนุษย์ สร้างขึ้นมาที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ อารมณ์และจินตนาการ นอกจากนี้เราจึงไม่ควรศึกษาวรรณคดีเพื่อความ เพลิดเพลินอย่างเดียว แต่ควรมุ่งประโยชน์ด้านอื่นด้วยเพื่อประโยชน์ในการทำความเข้าใจและ เข้าถึงแก่นของวรรณคดีได้อย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้การจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนจำเป็นต้องเลือกวิธีการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนและ สอดคล้องกับการเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน และสอดคล้องกับการเรียนรู้วรรณคดีไทย ซึ่งวิธีการสอนแบบ


2 สร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) เป็นรูปแบบการสอนที่ได้ทําการวิจัยต่อยอด มาจาก Problem-based Learning (PBL) ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางซึ่งได้ผลดีใน หลายประเทศ เป็นการสอนแบบ Active Learning คือการจัดการสอนให้ผู้เรียนตื่นตัวในการค้นคว้าแทนที่จะ รอรับการบรรยายแบบเดิม ผู้สอนจะมีกําหนดการสอนที่ชัดเจน ตั้งแต่บทที่ 1 ไปเรื่อยๆ จนจบเนื้อหาใน หลักสูตรนั้นๆ ลักษณะการสอน แยกออกเป็นวิชาอย่างชัดเจน แต่ใน CBL ผู้สอนจะเปลี่ยนบทบาทจากการ เป็นผู้บรรยายเนื้อหาต่างๆ อย่างละเอียดมาเป็นผู้อํานวยการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริง และมีบทบาทในการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ การสร้างปฏิสัมพันธ์ และการร่วมมือกัน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกัน มีวินัยในการทำงาน และแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบร่วมกัน โดยผู้สอนจะเป็น ผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเอง เป็นกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก( Active Learning) ที่ผู้เรียนมีบทบาทในการ แสวงหาความรู้และเรียนรู้อย่างมีปฏิสัมพันธ์จนเกิดความรู้ ความ เข้าใจ นำไปประยุกต์ใช้ สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า หรือ สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และพัฒนาตนเอง เต็มความสามารถ ให้ฝึกทักษะการสื่อสาร การนำเสนอผลงานทางการเรียนรู้ในสถานการณ์จำลอง ทั้งมีการฝึกปฏิบัติในสภาพจริง มี การเชื่อมโยงกับ สถานการณ์ต่างๆ จะทำให้ผลการเรียนรู้เกิดขึ้นถึง 90% นอกจากนี้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วรรณคดีไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่ ครูผู้สอนจะต้องจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการคิด ทั้งการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างเป็นระบบ การคิด เชิงวิจารณ์ และการคิดอย่างสรรค์ ซึ่งในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และทักษะกระบวนการคิดดังกล่าว การนำ เทคนิคการเขียนแผนผังความคิดมาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จัดเป็นเทคนิคการสอนที่ จะช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ช่วยเสริมสร้างทักษะในการวิเคราะห์ และ การสังเคราะห์ข้อมูล อันเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ อีกทั้งช่วยจัดระเบียบความคิด และช่วยในการจดจํา จน สามารถสรุปความรู้ความเข้าใจจากการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ผู้วิจัยจึง สนใจการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย โดยใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativitybased Learning Model (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิดสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดท่าทอง วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสร้างสรรค์ เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยวิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดท่าทอง ปีการศึกษา 2567 จำนวน 31 คน


3 เนื้อหาในการวิจัย ผู้วิจัยใช้เนื้อหาวรรณคดีไทยจาก บทเสภา เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 5 วรรณคดี และวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็นวิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย อย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ระยะเวลาในการทำวิจัย ระยะเวลาในการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการวิจัย ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โดยกำหนด ระยะเวลาในการทดลอง 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 6 ชั่วโมง สมมติฐานของการวิจัย 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย หลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativitybased Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ มาก ขึ้นไป กรอบความคิดในการศึกษาวิจัย ตัวแปรต้น คือ วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) และเทคนิค การเขียนแผนผังความคิด ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย จากวรรณคดีไทย เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ คำนิยามศัพท์ การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity-based learning ) เป็นรูปแบบการสอนแนว active learning ที่พัฒนามาจากการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานผู้เรียนจะได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงด้วยตนเอง เป็น รูปแบบการสอนที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ครบสองด้าน คือได้ทั้งด้านเนื้อหาวิชา และทักษะในศตวรรษที่21 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะทำให้ผู้เรียนมีทักษะในการคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ และคิดสร้างสรรค์และยังได้ฝึกฝนทักษะใน การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ทักษะในการเรียนรู้ และที่สำคัญ ที่สุด คือทักษะในการคิดสร้างสรรค์ซึ่งมีการนำกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยการนำ วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity Base Learning (CBL) และมีนวัตกรรม KRU JOE Model มา ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาไทย โดยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนทำกิจกรรม การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ทั้ง 5 ขั้นตอน และนำนวัตกรรม KRU JOE Model มาประยุกต์ใช้ใน กิจกรรมการเรียนการสอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ เป็นขั้นตอนการเปิดใจให้นักเรียนเกิดความอยากรู้อยากเรียน โดยครูให้นักเรียนทำกิจกรรมที่กระตุ้นความสนใจของนักเรียน ผ่านการทำกิจกรรมเกม เพลง คลิปวีดีโอ สื่อ


4 ของจริงใกล้ตัว แล้วใช้คำถามง่ายๆ กระตุ้นความสนใจให้นักเรียนตอบคำถาม โดยถามเกี่ยวกับกิจกรรมที่ นักเรียนได้ทำหรือดู ขั้นตอนที่ 2 ขั้นตั้งคำถามและจัดกลุ่มตามความสนใจ เป็นขั้นตอนการกระตุ้นด้วยการตั้งคำถาม โดยครูกำหนดสถานการณ์ปัญหาหรือ ตั้งคำถามปลายเปิดกว้างๆ เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนสงสัย อยากรู้ และเกิด ข้อคำถามในใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่จะเรียน เพื่อต้องการหาคำตอบที่ตนเองอยากรู้ ขั้นตอนนี้นักเรียนจะได้ฝึก ทักษะการทำงานกลุ่ม โดยนักเรียนแต่ละกลุ่มเลือกจับกลุ่มตามความสนใจของตนเอง โดย ช่วยกันค้นหา คำตอบ หรือข้อสงสัยจากสถานการณ์ ขั้นตอนที่ 3 ขั้นค้นคว้าและคิด เป็นขั้นตอนที่นักเรียนได้ฝึกการทำงานเป็นกลุ่มเป็นทีม นักเรียนทุก คนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน (Joinder= J การมีส่วนร่วมและแลกเปลี่ยน เรียนรู้ร่วมกัน) ฝึกทักษะการค้นคว้าและการแก้ปัญหา โดยขั้นตอนนี้นักเรียนแต่ละกลุ่มจะช่วยกันระดม ความคิดแก้ไขปัญหาและค้นหาคำตอบจากสิ่งที่สงสัยหรือคำถามที่นักเรียนตั้งไว้ โดยศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ ต่างๆ (Knowledge = J การแสวงหาความรู้ด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย) และเมื่อนักเรียนได้ คำตอบแล้วก็จะนำมารวบรวม คิดวิเคราะห์ ทำความเข้าใจ และสรุปความคิดมาเป็นองค์ความรู้ของตนเอง (Understanding = U การสร้างองค์ความรู้บนพื้นฐานของความเข้าใจ) ผ่านการทำกิจกรรมการเขียน แผนผังความคิด ขั้นตอนที่ 4 ขั้นนำเสนอ เป็นขั้นตอนที่ฝึกทักษะการสื่อสารและการคิดสร้างสรรค์ โดยเมื่อนักเรียน สรุปองค์ความรู้ได้แล้ว ขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนที่นักเรียนได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านการสร้างสรรค์ ผลงานนวัตกรรมและการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ที่ตนและเพื่อนสมาชิกในกลุ่มช่วยกันคิด (Renew = R การ สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่) และออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียน ขั้นตอนที่ 5 ขั้นประเมินผล เป็นขั้นตอนที่นักเรียนมีส่วนร่วมในการประเมินผลงานการนำเสนอของ ตนเองและเพื่อนแต่ละกลุ่ม หลังจากที่นักเรียนได้สังเกตการนำเสนองานของเพื่อนทุกกลุ่ม เพื่อนำสิ่งที่ได้จาก การสังเกตมาปรับปรุง พัฒนาและต่อยอดผลงานของตนเอง โดยให้นักเรียนเผยแพร่ผลงานเป็นแบบอย่างแก่ ผู้อื่น (Observation = O การสังเกตสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้และต่อยอดสู่ความสำเร็จ) อาทิเช่น การ เผยแพร่ผลงานโดยการอัดคลิปวีดีโอผ่านสื่อโซเชียล Tiktok Youtube Facebook หรือ การจัดทำป้ายแสดง ผลงานนักเรียนในชั้นเรียน จากนั้นครูและนักเรียนช่วยกันสรุปความรู้ที่เรียนร่วมกัน ซึ่งในขั้นตอนนี้ ครูมีการ ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามคุณลักษณะและทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (3Rs8Cs) โดยมีการ ประเมินทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ (Evaluation = E การประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตาม คุณลักษณะและทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21) 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย หมายถึง คะแนนของนักเรียนที่ได้จากการทำแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ใช้สำหรับทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้และทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้


5 4. ความพึงพอใจของนักเรียน หมายถึง ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้วรรณคดี ไทยด้วยรูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ในด้านกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ด้านบรรยากาศในการ จัดการเรียนรู้ และด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนรู้ 5. นักเรียน หมายถึง นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2567 โรงเรียนวัดท่าทอง ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 1. เป็นแนวทางสำหรับผู้สอนในการนำรูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานไปประยุกต์ใช้เพื่อ เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย หรือรายวิชาภาษาไทยใน เนื้อหาอื่น ๆ เช่น หลักภาษาไทย สาระ การเรียนรู้การอ่าน การเขียน และการพูด 2. เป็นแนวทางแก่นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอน แบบ สร้างสรรค์เป็นฐาน สามารถนำเอาความรู้และทักษะที่ได้รับการฝึกฝนขณะทำกิจกรรมไปใช้ในการเรียนรู้และ ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน


6 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย โดยใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็น ฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนที่เรียนด้วย วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผัง ความคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วย วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผัง ความคิดในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนวัดท่าทอง พุทธศักราช 2560 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2. การสอนวรรณคดีไทย 3. วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน 4. เทคนิคการเขียนแผนผังความคิด 5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนวัดท่าทอง พุทธศักราช 2560 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.1 วิสัยทัศน์ พัฒนาส่งเสริมนักเรียนทุกคนให้มีศักยภาพการเรียนรู้ตามมาตรฐานการศึกษา พัฒนาทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ให้นักเรียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี ปลอดจากสารเสพติดทั้งปวง พร้อมน้อมนำศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 1.2 หลักการ หลักสูตรโรงเรียนวัดท่าทอง มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของความ เป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2.เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เด็กในวัยเรียนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค และมี คุณภาพ 3.เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4.เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัดการเรียนรู้ 5.เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6.เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ


7 1.3 จุดหมาย หลักสูตรโรงเรียนวัดท่าทอง มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพใน การศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ดังนี้ 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตาม หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู้ความสามารถในการสื่อสาร การคิดการแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและมีทักษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ การปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข 1.4 รายละเอียดคำอธิบายรายวิชาและโครงสร้างหน่วยการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คำอธิบายรายวิชาภาษาไทย รายวิชาภาษาไทย 6 รหัสวิชา ท 16101 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เวลา 160 ชั่วโมง/ปี กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยประกอบด้วยสาระการเรียนรู้ 5 สาระ คือ การอ่าน การเขียน การฟัง การดู และการพูด หลักการใช้ภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม ในด้านสาระต่างๆ นำมาบูรณาการและจัด หน่วยการเรียนรู้ให้สอดคล้องสัมพันธ์กันภายในกลุ่มสาระกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ ดังนี้ ศึกษาการอ่านออกเสียงและการบอกความหมายของบทร้อยแก้ว และบทร้อยกรอง คำควบกล้ำ คำ อักษรนำ คำที่มีตัวการันต์ คำภาษาต่างประเทศ อักษรย่อและเครื่องหมายวรรคตอน วัน เดือน ปีแบบไทย ข้อความที่เป็นโวหารต่างๆ สำนวนเปรียบเทียบ การอ่านทำนองเสนาะ การอ่านจับใจความจากสื่อต่างๆ เช่น วรรณคดีในบทเรียน บทความ บทโฆษณา โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การอ่านเร็ว การ อ่านงานเขียนเชิงอธิบาย คำสั่ง ข้อแนะนำ และปฏิบัติตาม การใช้พจนานุกรม การปฏิบัติตนในการอยู่ ร่วมกันในสังคม ข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันในโรงเรียน และการใช้สถานที่สาธารณะในชุมชนและท้องถิ่นการ อ่านข้อมูลจากแผนผัง แผนที่ แผนภูมิ และกราฟ การอ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น หนังสือที่นักเรียนสนใจ และเหมาะสมกับวัยด้วยการใช้หนังสืออ่านที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน มารยาทในการอ่าน การคัดลายมือ ตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัดตามรูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย การเขียนสื่อสาร การเขียนแผนภาพ โครงเรื่องและแผนภาพความคิด เรียงความ ย่อความจากสื่อต่างๆ เช่น นิทาน ความเรียงประเภทต่างๆ ประกาศ แจ้งความ แถลงการณ์ จดหมาย คำสอน โอวาท คำปราศรัย สุนทรพจน์ รายงาน ระเบียบ คำสั่ง การเขียนจดหมายส่วนตัว จดหมายขอโทษ จดหมาย แสดงความขอบคุณ จดหมายแสดงความเห็นใจ จดหมายแสดงความยินดี การกรอกแบบรายการ แบบคำร้องต่างๆ ใบสมัครศึกษาต่อ แบบฝากส่งพัสดุและ ไปรษณียภัณฑ์ การเขียนเรื่องตามจินตนาการและสร้างสรรค์ มารยาทในการเขียน การพูดแสดงความรู้ ความ


8 เข้าใจในจุดประสงค์ของเรื่องที่ฟังและดูจากสื่อต่างๆ ได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ การวิเคราะห์ความ น่าเชื่อถือจากการฟังและดู สื่อโฆษณา การรายงาน เช่น การพูดลำดับขั้นตอนการปฏิบัติงาน การพูดลำดับ เหตุการณ์ การพูดโน้มน้าวในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การเลือกตั้งกรรมการนักเรียน การรณรงค์ด้านต่างๆ การ โต้วาที มารยาทในการฟัง การดู และการพูด ชนิดของคำ เช่น คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ คำ บุพบท คำเชื่อม คำอุทาน การใช้คำราชาศัพท์ ระดับภาษา ภาษาถิ่น คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ กลุ่มคำหรือ วลี ประโยคสามัญ ประโยครวม ประโยคซ้อน กลอนสุภาพ สำนวนที่เป็นคำพังเพย และสุภาษิต วรรณคดีและ วรรณกรรม โดยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น นิทานพื้นบ้านท้องถิ่นตนเองและท้องถิ่นอื่น นิทานคติธรรม เพลงพื้นบ้านวรรณคดีและวรรณกรรมในบทเรียนและตามความสนใจ บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า โดยใช้ทักษะกระบวนการอ่าน การเขียน การฟัง การดูและการพูดอย่างมีวิจารณญาณ แยกข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็น สามารถคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่านโดยระบุเหตุผลประกอบ สรุปความรู้และข้อคิดจาก เรื่องที่อ่านเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม เห็นคุณค่าของการนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ มีนิสัยรักการอ่าน รักความเป็นไทย มีมารยาทใน การอ่าน การเขียน การฟัง การดู และการพูด ใช้ภาษาในการสื่อสาร ค้นคว้าและรายงานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม รักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติตลอดไป สาระท้องถิ่น เพลงพื้นบ้าน และตำนานพื้นบ้านจังหวัดนครสวรรค์ (ตำนานแม่น้ำเจ้าพระยา, ตำนาน โบสถ์เทวดาสร้าง, ตำนานหนองสมบูรณ์ ฯลฯ) รหัสตัวชี้วัด ท 1.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6, ป.6/7, ป.6/8, ป.6/9 ท 2.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6, ป.6/7, ป.6/8, ป.6/9 ท 3.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6 ท 4.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6 ท 5.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4 รวมทั้งหมด 34 ตัวชี้วัด


9 แบบบันทึกการออกแบบหน่วยการเรียนรู้สู่แผนการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ที่สอดคล้องกับทักษะศตวรรษที่ 21 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ เสภา เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม วิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 เวลา 6 ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวอภิรดี เสนาวิน ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ โรงเรียน วัดท่าทอง แผนที่ ชื่อแผนการ จัดการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา 1 ร้อยเรียง เรื่องราวที่มา ขุนช้าง ขุนแผน มาตรฐาน ท 2.1 มาตรฐาน ท 3.1 มาตรฐาน ท 5.1 ท 2.1 ป.6/3 ท 3.1 ป.6/1 ท 5.1 ป. 6/1 ท 5.1 ป. 6/5 ด้านความรู้ 1. บอกประวัติความ เป็นมาจากเสภา เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลาย งามได้ (K) ทักษะ/กระบวนการ 1. เขียนแผนผัง ความคิดประวัติความ เป็นมาจากเสภา เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงามได้ (P) ด้านเจตคติ 1. ใฝ่เรียนรู้ (A) 2. มุ่งมั่นในการ ทำงาน (A) 3. เห็นคุณค่าของการ อ่านวรรณคดี (A) - วรรณคดี เสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม 1 ชั่วโมง


10 แผนที่ ชื่อแผนการ จัดการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา 2 ฝึกอ่านฝึกท่อง ร้องรำตามบท ละคร มาตรฐาน ท 1.1 มาตรฐาน ท 5.1 ท 1.1 ป. 6/1 ท 5.1 ป. 6/4 ด้านความรู้ 1. บอกหลักการอ่าน ออกเสียงบทร้อย กรองได้ (K) ทักษะ/กระบวนการ 1. อ่านออกเสียงบท ร้อยกรองเสภา เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงามได้ (P) ด้านเจตคติ 1. ใฝ่เรียนรู้ (A) 2. มุ่งมั่นในการ ทำงาน (A) 3. เห็นคุณค่าของการ อ่านออกเสียงบทร้อย กรอง (A) - วรรณคดี เสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม 1 ชั่วโมง 3 เรียนรู้คำศัพท์ จากบทละคร มาตรฐาน ท 1.1 มาตรฐาน ท 2.1 ท 1.1 ป. 6/2 ท 2.1 ป.6/3 ด้านความรู้ 1. บอกความหมาย ของคำศัพท์จากบท เสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ตอน กำเนิด พลายงามได้ (K) ทักษะ/กระบวนการ 1. หาความหมายของ คำศัพท์จาก พจนานุกรมได้ (P) ด้านเจตคติ 1. ใฝ่เรียนรู้ (A) 2. มุ่งมั่นในการ ทำงาน (A) 3. เห็นคุณค่าของการ หาความหมายของ คำศัพท์จาก พจนานุกรมได้ (A) - วรรณคดี เสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม 1 ชั่วโมง


11 แผนที่ ชื่อแผนการ จัดการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา 4 การถอดความ และสรุป ใจความสำคัญ มาตรฐาน ท 2.1 มาตรฐาน ท 3.1 มาตรฐาน ท 5.1 ท 2.1 ป.6/3 ท 3.1 ป.6/4 ท 5.1 ป. 6/1 ด้านความรู้ 1. ถอดความและสรุป ใจความสำคัญของ เสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ตอน กำเนิด พลายงามได้ (K) ทักษะ/กระบวนการ 1. เขียนแผนภาพโครง เรื่องสรุปเสภา เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงามได้ (P) ด้านเจตคติ 1. ใฝ่เรียนรู้ (A) 2. มุ่งมั่นในการทำงาน (A) - วรรณคดี เสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม 1 ชั่วโมง 5 การวิเคราะห์ ลักษณะและ บทบาทของตัว ละคร มาตรฐาน ท 1.1 มาตรฐาน ท 2.1 มาตรฐาน ท 5.1 ท 1.1 ป.6/5 ท 2.1 ป.6/3 ท 5.1 ป. 6/1 ด้านความรู้ 1. อธิบายเกี่ยวกับ ลักษณะของตัวละคร สำคัญและบทบาทที่ น่าชื่นชมของตัวละคร สำคัญในเสภา เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงามได้ (K) ทักษะ/กระบวนการ 1. เขียนแผนภาพ ความคิดลักษณะและ บทบาทตัวละครสำคัญ ในเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ตอน กำเนิด พลายงามได้ (P) 2. เขียนแสดง ความรู้สึกชื่นชม บทบาทของตัวละคร สำคัญในเสภา เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน - วรรณคดี เสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม 1 ชั่วโมง


12 แผนที่ ชื่อแผนการ จัดการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา กำเนิดพลายงามได้ (P) ด้านเจตคติ 1. ใฝ่เรียนรู้ (A) 2. มุ่งมั่นในการทำงาน (A) 6 ข้อคิดและ คุณธรรมที่ได้ จากบทละคร มาตรฐาน ท 1.1 มาตรฐาน ท 2.1 มาตรฐาน ท 5.1 ท 1.1 ป.6/5 ท 2.1 ป.6/3 ท 5.1 ป. 6/1 ท 5.1 ป. 6/3 ด้านความรู้ 1. อธิบายเกี่ยวกับ คุณธรรมที่แทรกอยู่ใน เสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ตอน กำเนิด พลายงามได้ ( K) ทักษะ/กระบวนการ 1. แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับข้อคิด คุณธรรมจากเรื่องขุน ช้างขุนแผนได้ (P) ด้านเจตคติ 1. ใฝ่เรียนรู้ (A) 2. มุ่งมั่นในการทำงาน (A) 3. เห็นประโยชน์ของ การนำคุณธรรมที่ได้ จากเรื่องไปประยุกต์ใช้ ในชีวิตจริง (A) - วรรณคดี เสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม 1 ชั่วโมง จากข้อมูลที่ได้นำเสนอข้างต้น สรุปได้ว่า หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดท่าทอง พุทธศักราช 2560 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ได้กำหนดให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรียนวิชาภาษาไทยพื้นฐาน สาระ การเรียนรู้ วรรณคดีและวรรณกรรม ผู้วิจัยได้ใช้หน่วยการเรียนรู้บทเสภา เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิด พลายงาม จำนวน 6 ชั่วโมง ซึ่งจากตัวชี้วัดและสาระสำคัญ ที่ปรากฏในโครงสร้างรายวิชา จะเห็นได้ว่า เนื้อหาวิชา และเป้าหมายในหน่วยการเรียนรู้ดังกล่าว เน้นให้นักเรียนฝึกฝนทักษะด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนา ตนเองในด้านความรู้ ด้านอารมณ์ คุณธรรมจริยธรรมและใช้ความสามารถในการคิด โดยเฉพาะคิดวิเคราะห์ รวมถึงการกล้าแสดงออก ทางความคิด การพูดสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ผู้วิจัยจึงเลือกหน่วยการเรียนรู้ดังกล่าว มาใช้เป็นหน่วยในการวิจัย


13 2. การสอนวรรณคดีไทย 2.1 แนวทางการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีไทย การจัดการเรียนการสอนวรรณคดีไทย คือ การมุ่งเน้นค้นหาความงาม ความไพเราะ หรือสุนทรียภาพ จากการใช้ภาษาและเนื้อหาว่ามีความประณีตและวิจิตรอย่างไร และการเรียนการสอนวรรณคดีไทยในระดับ มัธยมศึกษา ครูจะต้องนำหลักจิตวิทยาเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอนโดยเฉพาะจิตวิทยาที่เกี่ยวกับ แรงจูงใจในชั้นเรียน และหลักความแตกต่างระหว่างบุคคล ควรเลือกใช้วิธีสอนที่หลากหลาย ทั้งนี้มีนักวิชาการ ได้ให้แนวทางในการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีไทยไว้หลายวิธี ดังนี้ สิริพัชร์ เจษฎาวิโรจน์ (2552: 178-184) กล่าวถึง แนวทางการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีไทย สามารถสรุปได้ ดังนี้ 1. การอ่านเข้าใจ เป็นขั้นตอนแรกในการสอนวรรณคดีไทย ซึ่งครูจะต้องเตรียมการสอนโดย การอ่านวรรณคดีเรื่องนั้น ๆ ให้เข้าใจ ทั้งการทำความเข้าใจเนื้อเรื่องว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร กล่าวถึงใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ผลของการกระทำนั้นเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การทำความเข้าใจคำศัพท์ หากครูไม่เข้าใจคำศัพท์ไม่ควรผ่านเลยไป อาจค้นดูความหมายจาก พจนานุกรมหรือถามผู้รู้แต่ไม่ควรกังวลกับคำศัพท์มากจนเกินไป 2. ได้เสียงเสนาะ การสอนวรรณคดีไทยไม่ว่าจะเป็นร้อยแก้วหรือร้อยกรองล้วนแต่ มีความไพเราะใน รูปแบบแตกต่างกันออกไป ครูต้องให้ความสำคัญในการสอนให้นักเรียนอยากอ่าน และเห็นความสำคัญของ เสียงเสนาะดังกล่าว ทั้งการอ่านออกเสียงร้อยแก้วที่ครูสอนให้นักเรียน พยายามฝึกการใช้น้ำเสียง ลีลา การเว้น จังหวะ การเน้นเสียง การผ่อนเสียง ฯลฯ ครูอาจยกตัวอย่าง ผู้ประกาศข่าว พิธีกร ผู้ดำเนินรายการวิทยุหรือ โทรทัศน์ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนสนใจที่จะฝึกอ่านออกเสียงร้อยแก้ว การสอนอ่านร้อยกรองก็ เช่นเดียวกัน ครูภาษาไทยที่ดีควรฝึกอ่านทำนองเสนาะให้ได้ วิธีที่ดีที่สุด คือการสาธิต เพราะจะทำให้นักเรียน จับจังหวะ ลีลา และน้ำเสียงได้ 3. เจาะแนวคิดสำคัญ การสอนวรรณคดีนั้นสิ่งที่สำคัญประการหนึ่งคือการสอนให้นักเรียน จับแนวคิด สำคัญของเรื่อง (theme) ได้แล้วสามารถประมวลเรื่องที่อ่าน เพื่อวิเคราะห์ในประเด็น ต่าง ๆ ครูต้องคอย กระตุ้นให้นักเรียนมีวิธีคิดพิจารณา สาระสำคัญ ให้นักเรียนค้นพบด้วยตนเอง ได้โดยง่ายก็จะทำให้นักเรียน ภาคภูมิใจในตนเอง 4. หมั่นวิเคราะห์วินิจฉัย ครูต้องสอนให้นักเรียนตีความได้ ต้องพยายามค้นหาสาระหรือความรู้สึกที่ แฝงในวรรณคดีเรื่องนั้น ๆ ให้พบโดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมา 5. ใส่ใจวิพากษ์วิจารณ์ การสอนให้นักเรียนกล้าแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องที่อ่านนั้นถือว่า มี ความสำคัญอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อสามารถวิเคราะห์ วินิจฉัยรายละเอียดต่างๆ และสามารถแสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล การสอนในขั้นนี้หากมุ่งให้นักเรียนเขียนบทวิจารณ์จะเป็น สิ่งที่ยากเกินไป แต่ครูสามารถใช้วิธีการสนทนา ซักถาม หรือบทบาทสมมติ 6. ประสานกิจกรรม ครูควรรู้จักเลือกใช้กิจกรรมต่าง ๆ ประกอบการเรียนการสอนวรรณคดีและ วรรณกรรม จะทำให้การเรียนการสอนสนุกสนานและน่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ กิจกรรม บทบาทสมมติ กิจกรรมการแสดงละคร กิจกรรมการขับร้องฟ้อนรำ กิจกรรมวาดภาพ กิจกรรมเขียนแผนที่ กิจกรรมสถานการณ์จำลอง กิจกรรมค้นคว้า กิจกรรมนิทรรศการ และกิจกรรมทายปัญหา เป็นต้น 7. สัมพันธ์เนื้อหา การเรียนการสอนวรรณคดีไทยนั้นครูควรบูรณาการความรู้ให้สัมพันธ์กับเนื้อหาใน สาระอื่น ๆ ทั้งในกลุ่มสาระเดียวกันและต่างกลุ่มสาระฯ เพราะการเรียนเช่นนี้จะทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้ที่ หลากหลายเห็นความเชื่อมโยง เกิดความรู้สึกว่าเรียนเรื่องเดียว แต่สามารถได้รับความรู้หลากหลายเรื่อง


14 อิงอร สุพันธุ์วณิช และคณะ (2555: 121) กล่าวถึง การจัดการเรียนการสอนวรรณคดีไว้ว่า ในการ จัดการเรียนการสอนวรรณคดีไทย ควรเน้นพัฒนาความคิดของผู้เรียน ผู้สอนไม่ควรปิดกั้นหรือครอบงำ ความคิดของผู้เรียน ควรให้อิสระในการคิดของผู้เรียน และแนะนำวิธีการคิดที่ถูกต้อง ทั้งนี้ควรจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนอย่างหลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนสนใจและเห็นคุณค่าของวรรณคดี บันลือ พฤกษะวัน (2557: 145-147) กล่าวถึงแนวทางในการจัดการเรียนการสอน วรรณคดีไทย สามารถสรุปได้ ดังนี้ 1. การเตรียมการสอน สำรวจเนื้อหา จัดลำดับกิจกรรม จุดประสงค์ อุปกรณ์ กิจกรรมการ ประเมินผล หรือวิธีที่จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจ สรุปเรื่อง ประเมินเรื่องที่อ่านได้ 2. จัดบรรยากาศให้เป็นกันเอง ครูยิ้มแย้มแจ่มใส สนใจเด็กทุกคน และสังเกตดูความกระตือรือร้นของ ผู้เรียน 3. ให้ผู้เรียนเล่าความเป็นมาของวรรณคดีตอนนั้นก่อน หลังจากที่ได้อ่านวรรณคดีแบบง่ายประกอบ ภาพ โดยช่วยกันสรุปเรื่องความสนุกสนานที่จะช่วยให้อ่านต่อ เพื่อเร้าให้สนใจที่จะอ่านตอนต่อไป (บทเรียน) 4. ครูทบทวนเรื่อง ผู้เรียนอ่านวรรณคดีฉบับง่ายอีกรอบหนึ่ง สรุปถึงความสำคัญที่จะเป็นรอยต่อของ บทเรียน สอบถามถึงตัวละครในเรื่องและพฤติกรรมของตัวละครเหล่านั้นพอสังเขป 5. ให้ผู้เรียนอ่านแบบคร่าว ๆ เพื่อหาคำเสียงเหมือนโดยขีดเส้นใต้คำเหล่านั้น (ถ้าเป็นบทร้อยกรอง) สักหนึ่งตอน หากเป็นบทร้อยแก้วก็ให้สำรวจคำศัพท์ คำยากใช้เทคนิคการเดารูปประโยค ทำความเข้าใจ มอบหมายให้อ่านเป็นกลุ่มและตอน (อนุเฉท) ที่กำหนด 6. ครูอ่านออกเสียงลงจังหวะสัมผัสให้ผู้เรียนอ่านตามพร้อมกัน 7. จัดกลุ่มให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มไปฝึกอ่านนำและอ่านตามกัน แล้วลองแข่งขันการอ่านลงจังหวะสัมผัส ประกวดกัน ครูคอยช่วยแนะนำแก้ไขการอ่านของทุกกลุ่ม และให้กำลังใจ 8. ทดลองให้อ่านเป็นรายบุคคล เพื่อเลือกเด็กที่เป็นหัวหน้ากลุ่มแต่ละกลุ่ม หรืออาจสลับสับเปลี่ยน หัวหน้ากลุ่ม สมาชิกกลุ่มบ้างก็ได้ (เมื่อเห็นว่าอ่านถูกต้องคล่องแคล่วดีแล้ว) 9. เมื่ออ่านลงจังหวะสัมผัสตามที่กำหนด จบตอน หรือเท่าที่กำหนด เห็นว่าหลายตอนยาว พอสมควรตามแผนการสอนที่เตรียมไว้ ควรเริ่มดำเนินการถอดคำประพันธ์เป็นระยะ ๆ ไปได้ 10. ถ้าบทร้อยกรองนั้น ๆ เป็นบทของตัวละครแยกกันแต่ละบท ก็มอบหมายให้แต่ละกลุ่ม ฝึกอ่านลงจังหวะพร้อมกันกลุ่มละบทแบบแทนตัวละครที่กำหนดเพื่อส่งเสริมความเข้าใจ (ก่อนจะถอดคำ ประพันธ์) โดยผลัดกันอ่านกลุ่มละตอน (บท) 11. หากพบคำคม คำพังเพย คำสุภาษิต คติพจน์ ให้ผู้เรียนค้นหาหรือบันทึกเข้าไว้ของแต่ละ กลุ่มที่อ่าน แล้วจัดทำป้ายนิเทศไว้พร้อมคำอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ 12. ส่งเสริมให้แต่งนิทานเรื่องราวประกอบ หรือหานิทานที่สอดคล้องกับคำคม คำพังเพย นั้น ๆ อ่านสู่ฟังอธิบายหรืออภิปรายว่านิทานเรื่องราวนั้นสอดคล้องสนองกับคำพังเพย คำสุภาษิตนั้น อีกครั้งหนึ่ง 13. ถ้าเป็นร้อยแก้ว ควรส่งเสริมการเรียนหลักภาษานำมาใช้ในบทอ่าน เช่น เมื่อเรียนถึง คำสรรพนาม อักษรคู่ อักษรเดี่ยว ก็ให้สำรวจเลือกใช้คำที่กำหนดจากข้อความที่อ่านนั้นไปพร้อมกัน (ทักษะสัมพันธ์) อาจกล่าวได้ว่า การเรียนภาษาควบคู่กับการอ่านและการเขียนย่อมชวนให้ผู้เรียนสนใจ มากกว่าแล้วจึงขยายความเข้าใจในหลักภาษานั้นไปเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน หรือวิชาอื่น ฝึกให้มีการติดตาม เรื่อง เดาเรื่อง (จากพฤติกรรมของตัวละคร) โดยการคิดหาเหตุผล พิจารณาหาส่วนดี ส่วนบกพร่อง ยกเหตุผล ประกอบ และเสนอแนะแก้ไขข้อบกพร่องนั้น ๆ ไว้ด้วย


15 15. กำหนดกิจกรรมการอ่านและทำแบบฝึกหัดที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ในการสอนที่คุณค่าน้อยกว่าการที่ครู แต่งคำถามขึ้นใช้ฝึกเด็กของแต่ละบทแต่ละตอนเอง เพราะผู้เรียนได้เรียนรู้และตรวจสอบทันที ทันควัน ทันใจ 16. ให้มีการสรุปบทเรียนร่วมกันทุกครั้ง อาจมีการชี้แนะ โน้มน้าวให้เห็นประโยชน์ตลอดจนความไพเราะเกาะ กินใจของบทประพันธ์ แล้วบันทึกไว้ตามความเข้าใจของตน 17. หากเป็นบทร้อยกรอง ให้ผู้เรียนเลือกและพิจารณาดูว่า บทหรือตอนใดที่ผู้เรียนชอบชื่นชมว่ามีความ ไพเราะ จากแนวทางในการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้ในวิชา วรรณคดีไทยนั้น ผู้สอนต้องเป็นผู้แนะให้ผู้เรียนเห็นถึงความงามของวรรณคดี คือ ประเมินคุณค่าของวรรณคดี นั้น ๆ ให้ผู้เรียนเห็นว่าวรรณคดีไทยมีความงามและมีคุณค่าอย่างไร โดยการสร้างทัศนคติที่ดีในการเรียน วรรณคดีให้แก่ผู้เรียน โดยเน้นหลักว่า วรรณคดีเป็นสิ่งที่สอนให้นักเรียนนึกถึงความงามในวรรณคดีแสดง ความเป็นไปของวิถีชีวิตตามจินตนาการของผู้ประพันธ์ แม้ว่าในบางครั้งวรรณคดีอาจมองดูเป็นเรื่องใน จินตนาการ แต่ก็ยังมีพื้นฐานมาจากความจริง นอกจากนี้ผู้สอนต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของ ผู้เรียน ในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันในชั้นเรียน การจัดบรรยากาศในชั้นเรียนต้องเอื้อต่อการเรียนรู้ การใช้เทคนิคหรือวิธีการสอนที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ และการใช้สื่อประกอบเพื่อกระตุ้นให้ ผู้เรียนสนใจ และอยากศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม และที่สำคัญคือ ผู้สอนควรเน้นการสร้างองค์ความรู้มากกว่า เนื้อหา เพราะการเน้นเนื้อหามากเกินไป ผู้เรียนจะไม่มีโอกาสซาบซึ้งถึงความงามและความไพเราะของ วรรณคดีได้อย่างลึกซึ้งตามเป้าหมายในการเรียน 3. วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน 3.1 การจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity–based Learning : CBL) เป็นวิธีการจัดการ เรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นรูปแบบการสอนที่ยังไม่มีการวิจัยอย่างแพร่หลาย และยังไม่มี นักวิชาการเขียนตำราเอกสารไว้อย่างชัดเจน ซึ่งวิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์ ได้เสนอรูปแบบวิธีการสอนแบบสร้างสรรค์ ไว้ สามารถสรุปได้ ดังนี้ วิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์ (2557ข: 71) ได้กล่าวว่า การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity–based Learning: CBL) เป็นหนึ่งในวิธีการจัดการเรียนการสอน โดยเน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ ซึ่งพัฒนามาจาก Problem–based Learning : PBL ) หรือการใช้ปัญหาเป็นฐาน และแนวทางพัฒนาความคิดแนวขนาด (Parallel Thinking) ของเอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน ที่เป็นหนึ่งใน แนวทางการสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางซึ่งใช้ ได้ผลดีในหลายประเทศ เป็นการสอนแบบ Active learning คือ การจัดการสอนให้ผู้เรียนตื่นตัวในการค้นคว้า ครูผู้สอนจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้บรรยายเนื้อหาอย่างละเอียด มาเป็นผู้อำนวยการให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ เปลี่ยนแปลงจาก lecturer มาเป็น facilitator นักเรียนก็จะได้ฝึกฝนทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ทักษะการเรียนรู้ และที่สำคัญที่สุด คือ ทักษะในการคิดสร้างสรรค์ เป็นวิธีสอนที่คำนึงถึงกระบวนการเรียนรู้ รูปแบบ การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานประกอบด้วย กระบวนการ (Process) บรรยากาศ (Context) และ บทบาทของผู้เรียน ดังนี้ 1) กระบวนการ (Process) ในบทบาทผู้สอน 1.1 สร้างแรงจูงใจใฝ่รู้ใฝ่เรียนด้วยสื่อมัลติมีเดีย ช่วยให้ผู้เรียนคิดค้นต่อไป ฝึกให้ผู้เรียนมีทักษะการ ทำงานกลุ่ม


16 1.2 ครูให้คำแนะนำ/ปรึกษา กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดมากกว่าการบอกความรู้ และช่วยอำนวยความ สะดวกแก่ผู้เรียนในการแสวงหาแหล่งข้อมูล การศึกษาข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้เรียน 1.3 การฝึกฝนการตั้งปัญหาและแก้ปัญหารายบุคคล ครูควรเลือกปัญหาที่ตรงกับความสนใจของ ผู้เรียน 1.4 ครูให้ผู้เรียนฝึกการนำเสนอและวิจารณ์แบบสร้างสรรค์ 1.5 การประเมินสัมฤทธิ์ผลในการเรียนด้วยการประเมินที่สร้างสรรค์ 2) บรรยากาศ (Context) ในบทบาทผู้สอน 2.1 ครูควรสอนน้อย ให้เด็กค้นคว้า พูดคุยและนำเสนอ ตอบคำถามด้วยคำถาม 2.2 ครูจะหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดการตัดสินแบบเด็ดขาด เช่น ถูกต้อง ผิด ควรสนับสนุนความคิด 2.3 ใช้เรื่องที่เด็กสนใจเป็นเนื้อหานำช่วงเวลาเรียนควรยาวกว่า 90 นาที 2.4 เน้นให้เด็กสนใจพัฒนาการตนเอง สมัครใจและร่วมมือแทนการสั่งการ ควรรับฟังและให้กำลังใจ เด็กเป็นสำคัญ 2.5 ครูสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้ผู้เรียนกล้าแสดงออกด้านความคิดเห็น และแสดงออกการ กระทำที่เหมาะสม 3) บทบาทของผู้เรียน 3.1 ค้นคว้าแสวงหาความรู้ ฝึกฝนวิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง ลงมือปฏิบัติจริง 3.2 กระตือรือร้นในการเรียนรู้ กล้าแสดงออก กล้านำเสนอความคิดอย่างสร้างสรรค์ 3.3 มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกันและกับผู้สอน ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ยอมรับความคิดเห็นของ ผู้อื่น ฝึกความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี วิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์ (2557ข: 39) การจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity – based learning) ในทางการปฏิบัติ จะประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ คือ ผู้สอนจะกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน โดยใช้สื่อรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ รูปภาพ คลิปวิดีโอ ข่าว เหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน สิ่งของ และเกมที่เกี่ยวกับเนื้อหาวรรณคดีไทยที่ เรียนเพื่อกระตุ้นความคิดของผู้เรียนเกิดความอยากเรียน อยากรู้ อยากค้นหาคำตอบ ขั้นที่ 2 ขั้นตั้งปัญหาและแบ่งกลุ่มตามความสนใจ คือ ผู้เรียนจะช่วยกันตั้งปัญหาที่ตนเองสงสัยจากสื่อ ที่ผู้สอนนำเสนอ เมื่อผู้เรียนพบปัญหาที่สงสัยแล้วจึงทำการแบ่งกลุ่มตามความสนใจ จำนวนกลุ่มนั้นจะตั้งขึ้น ตามจำนวนปัญหาที่เกิดขึ้นในเนื้อหาที่เรียน ขั้นที่ 3 ขั้นค้นคว้าและคิด คือ ผู้เรียนในแต่ละกลุ่มช่วยกันคิดและค้นคว้าหาคำตอบ จากแหล่งข้อมูล ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยผู้สอนจะเดินให้คำปรึกษาเวลาที่ผู้เรียนมีปัญหาตามกลุ่ม ขั้นที่ 4 ขั้นนำเสนอผลงาน คือ ผู้เรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอชิ้นงานสิ่งที่ได้ไปค้นคว้ามาชั้นเรียน ซึ่งชิ้นงานที่นำเสนอจะมีรูปแบบที่หลากหลาย ตามความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละกลุ่ม ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล คือ ผู้เรียนร่วมกันประเมินผลการเรียนรู้โดยประเมินจากการลงมือ ปฏิบัติกิจกรรมการทำงานกลุ่ม และชิ้นงาน


17 จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์ เป็นฐาน ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 กระตุ้นความสนใจ ขั้นที่ 2 ตั้งปัญหาและแบ่งกลุ่มตามความสนใจ ขั้นที่ 3 ค้นคว้าและคิด ขั้นที่ 4 นำเสนอผลงาน และขั้นที่ 5 ประเมินผล ซึ่งวิธีสอนนี้เป็นหนึ่งในวิธีการจัดการ เรียนรู้แบบ Active learning คือ การจัดการสอนให้ผู้เรียนตื่นตัวในการค้นคว้าที่ผู้สอนต้องคำนึงถึง กระบวนการเรียนรู้ บรรยากาศ และบทบาทของผู้เรียน 4.2 ประโยชน์ของการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน การเรียนการสอนรูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน เป็นการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มุ่งเน้นใน เรื่องของทักษะความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ ทำให้ผู้เรียนคิดได้ อย่างหลากหลาย สามารถ ในการเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้อย่างมีจินตนาการ ทำให้เด็กกล้าคิดและกล้าแสดงออกมาอย่าง สร้างสรรค์ จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยพบว่า รูปแบบการสอนนี้ยังเป็นทฤษฎีใหม่ เอกสารยังไม่ แพร่หลาย จึงปรากฏเฉพาะเอกสารของผู้พัฒนารูปแบบการสอนและผู้ที่นำรูปแบบการสอนนี้ไปใช้ในการวิจัย ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ วิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์ (2557ก: 73) กล่าวว่า การเรียนการสอนโดยระบบความคิดสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) จะช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต เพื่อเตรียมตัวก้าวสู่สายงานอาชีพ ดังนั้นจึง จำเป็นต้องมีทักษะสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) ทักษะด้านการวิเคราะห์ 2) ทักษะด้านการค้นคว้าหาความรู้ 3) ทักษะด้านการสื่อสาร 4) ทักษะด้านการคิดสร้างสรรค์ มงคล เรียงณรงค์ (2558: 172) จากการวิจัยได้พบว่า การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ เป็นฐาน ช่วย ให้ผู้เรียนมีการพัฒนาทักษะในการค้นคว้าหาความรู้ ทักษะการคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์ ทักษะในการ นำเสนองาน ทักษะในการบริหารเวลา และทักษะในการทำงานกลุ่ม จากข้อมูลข้างต้น สรุปได้ว่า การเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานทำให้ผู้เรียนมีการพัฒนาทักษะ ในการค้นคว้าหาความรู้ ทักษะในการคิด ทักษะในการนำเสนอ ทักษะในการทำงานเป็นกลุ่ม และทักษะในการ บริหารเวลา ทักษะต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวันและมีความสำคัญ ต่อผู้เรียนในการศึกษาเป็นอย่างมากในศตวรรษที่ 21


18 4. เทคนิคการเขียนแผนผังความคิด 4.1 ความหมายของแผนผังความคิด สุวิทย์มูลคำและคณะ (2546 : 179) กล่าวว่า แผนที่ความคิด หมายถึงแผนที่ความคิดรูปแบบนี้ใช้ แสดงการเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งระหว่างความคิดหลักความคิดรองและความคิดย่อยที่ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันพัฒนาขึ้น ธัญญา ผลอนันต์ (2550 : 17)กล่าวว่า แผนผังความคิดว่า เป็นภาพสะท้อนของการคิดรัศมีจึงเป็น การทำงานตามธรรมชาติของความคิดของเรา มันจึงเป็นทัศนคติเชิงกราฟฟิกที่ทรงพลังเสมือนกุญแจสารพัด ประโยชน์ที่จะเปิดสมองให้ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ เราสามารถประยุกต์ใช้ Mind Map ได้ในทุกวิถีชีวิต ของเรา ในอันที่จะช่วยให้เราเรียนรู้ได้ดีขึ้นและคิดอย่างหัวใสได้สมกับเป็นมนุษย์สุดประเสริฐลักษณะสำคัญที่ บ่งบอกความเป็น Mind Map 4 ประการได้แก่ 1. หัวเรื่องที่เป็นข้อใหญ่ใจความได้รับการกลันกรองจนตกผลึกเป็นภาพ ่“แก่นกลาง” 2. ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกระจายเป็นรัศมีออกมาเป็น “ก้าน” หรือ“กิ่งแก้ว” แตกแขนงจาก “แก่นแกน” ตรงกลาง 3. กิ่งที่แตกแขนงออกมาแต่ละกิ่งรองรับ คำไข (กุญแจ ประเด็น)/ภาพโดยมีเส้นเชื่อมเป็นรายละเอียด ออกมารอบ ๆ 4. กิ่งก้านต่าง ๆ ต้องเชื่อมต่อยึดโยงกันดุจกิ่งไม้หรือรากไม้ นฤภร รุจิเรจ (2552 : 132) กล่าวว่า แผนผังความคิด คือการนำข้อมูล ความรู้ข้อเท็จจริงมารวบรวม จัดทำแผนภาพให้เป็นระบบหรือจัดความคิด โดยนำหัวข้อเรื่องมาแยกเป็นหัวข้อย่อยแล้วนามาจัดลำดับเป็น แผนภาพ วิมลรัตน์สุนทรโรจน์ (2548: 235) กล่าวว่า แผนผังความคิด ว่าเป็นการถ่ายทอดความคิด หรือข้อมูล ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสมองลงกระดาษ โดยการใช้ภาพ สีเส้น และการโยงใยแทนการจดย่อแบบเดิมที่เป็นบรรทัด ๆ เรียงจากบนลงล่างขณะเดียวกันมันก็ช่วยเป็นสื่อนำความรู้จากภายนอกเช่น หนังสือคำบรรยายการประชุม ส่ง เข้าสมองให้เก็บรักษาไว้ได้ดีกว่าเดิมซ้ำยังช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ง่ายเข้า เนื่องจากจะเห็นเป็น ภาพรวม และเปิดโอกาสให้สมองได้เชื่อมโยงต่อข้อมูลหรือความคิดต่าง ๆ เข้าหากันได้ง่ายกว่า “ใช้แสดงการ เชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งระหว่างความคิดหลักความคิดรองและความคิดย่อยที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ กัน ผังความคิดลักษณะการเขียนผังความคิด เทคนิคการคิด คือนำประเด็นใหญ่มาเป็นหลักแล้วต่อด้วย ประเด็นรองในชั้นถัดไป ทิศนา แขมมณี (2547 : 389) กล่าวว่า แผนผังความคิด คือผังที่แสดงความสัมพันธ์ของสาระหรือ ความคิดต่าง ๆ ให้เห็นเป็นโครงสร้างในภาพรวม โดยใช้เส้น คำ ระยะห่างจากจุดศูนย์กลาง สีเครื่องหมาย รูปทรง เรขาคณิต และภาพ แสดงความหมายและความเชื่อมโยงของความคิดหรือสาระนั้น ๆ สรุปได้ว่าแผนผังความคิดเป็นการนำเสนอข้อมูลในลักษณะแผนที่ความคิด ความรู้จากเรื่องที่ได้อ่าน โดยการใช้ภาพ สีเส้นและการโยงใยแทนการจดบันทึกแบบเดิม ซึ่งมีประโยชน์มากทั้งในชีวิตประจำวัน เช่น การวางแผน การบันทึกช่วยจากการสรุปบทเรียนสามารถทำให้ จดจำและทำความเข้าใจในเรื่องอ่านได้ง่ายยิง


19 ขึ้น และสามารถเขียนประเด็นความคิดได้หลากหลายมุมมอง ทำให้สมองได้คิดได้ทำงานตามธรรมชาติและมี การจินตนาการกว้างไกล 2. หลักการทำ Mind Mapping วิมลรัตน์สุนทรโรจน์ (2555 : 236 - 237)กล่าวว่า หลักการทำแผนผังความคิด มีดังนี้ 1. เริ่มด้วยภาพสีตรงกึ่งกลางหน้ากระดาษ ภาพ ๆ เดียวมีค่ากว่าคำพันคำ ซ้ำยังช่วยให้เกิดความคิด สร้างสรรค์และเพิ่มความจำมากขึ้นด้วย 2. ใช้ภาพให้มากที่สุดใน Mind Map ของคุณตรงไหนที่ใช้ภาพได้ให้ใช้ก่อนคำสำคัญ (Key Word) หรือรหัส เป็นการช่วยการทำงานของสมอง ดึงดูดสายตา 3.ควรเขียนคำสำคัญบรรจงตัวใหญ่ ๆ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษให้ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่เพื่อที่ว่าย้อนกลับมาอ่าน ใหม่จะให้ภาพที่ชัดเจน สะดุดตาอ่านง่ายและก่อผลกระทบต่อความคิดมากกว่าการใช้เวลาเพิ่มอีกเล็กน้อยใน การเขียนตัวให้ใหญ่อ่านง่ายชัดเจน จะช่วยให้เราสามารถประหยัดเวลาได้เมื่อย้อนกลับมาอ่านใหม่อีกครั้ง 4. เขียนคำสำคัญเหนือเส้นและแต่ละเส้นต้องเชื่อมกับเส้นอื่น ๆ เพื่อให้ Mind Map มีโครงสร้างพื้น ฐานรองรับ 5. คำสำคัญ ควรจะมีลักษณะเป็น “หน่วย” โดยคำสำคัญ 1 คำ ต่อเส้น 1 เส้น เพราะจะช่วยให้แต่ ละคำให้เชื่อมโยงกับคำอื่น ๆ ได้อย่างอิสระเปิดทางให้ Mind Map คล่องตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น 6. ระบายสีให้ทัว่ Mind Map เพราะเป็ นสีช่วยยกระดับความจำ เพลินตากระตุ้นสมองซีกขวา 7. เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ควรปล่อยให้หัวคิดมีอิสระมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไป อย่ามัว คิดว่าจะเขียนลงตรงไหนดีหรือว่าจะใส่หรือไม่ใส่อะไรลงไปเพราะล้วนแต่จะทำให้งานล่าช้าอย่างน่าเสียดาย 3. ขั้นตอนการเขียนแผนผังความคิด นฤภร รุจิเรจ (2552 : 133) กล่าวว่า ขั้นตอนการสร้างแผนผังความคิด มีดังนี้ 1. กำหนดชื่อเรื่องหรือความคิดรวบยอดสำคัญ 2. ระดมสมองคิดถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชื่อเรื่อง หรือความคิดรวบยอดสำคัญนั้นแล้วจดบันทึกไว้เป็นคำ หรือกลุ่มคำสั้น ๆ 3. นำคำหรือกลุ่มคำที่จดบันทึกไว้ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกันมาจัดกลุ่ม ตั้งชื่อ กลุ่มคำเป็นหัวข้อย่อยแล้วเรียงลำดับกลุ่มคำตามความสำคัญ วิมลรัตน์สุนทรโรจน์ (2555 : 237) กล่าวว่า ขั้นตอนการเขียนแผนผังความคิด มีดังนี้ 1. เตรียมกระดาษเปล่าที่ไม่มีเส้นและวางกระดาษภาพแนวนอน 2. วาดภาพสีหรือเขียนคำหรือข้อความที่สื่อหรือแสดงถึงเรื่องจะทำ Mind Map กลางหน้ากระดาษ โดยใช้สื่ออย่างน้อย 3 สีและต้องไม่ตีกรอบด้วยรูปทรงเรขาคณิต 3. คิดถึงหัวเรื่องสำคัญที่เป็นส่วนประกอบของเรื่องที่ทำ Mind Map โดยให้เขียนเป็นคำที่มีลักษณะ เป็นหน่วย หรือเป็นคำสำคัญ (Key Word) สั้น ๆ ที่มีความหมาย บนเส้น ซึ่งเส้นแต่ละเส้นจะต้องแตกออกมา จากศูนย์กลางไม่ควรเกิน 8 กิ่ง


20 4. แตกความคิดของเรื่องของหัวเรื่องสำคัญแต่ละหัวเรื่องใน ข้อ 3 ออกเป็นกิ่งหลาย ๆ กิ่งโดยเขียน คำหรือวลีบนเส้นที่แตกออกไป ลักษณะของกิ่งควรเอนไม่เกิน 60 องศา 5. แตกความคิดรองลงไปที่เป็นส่วนประกอบของแต่ละกิ่งในข้อ 4 โดยเขียน คำหรือวลีเส้นที่แตก ออกไป ซึ่งสามารถแตกความคิดออกไปเรื่อย ๆ ตามที่ความคิดจะไหลออกมา 6. การเขียนคำควรเขียนด้วยคำที่เป็นคำสำคัญ (Key Word) หรือคำหลักหรือเป็นวลีที่มีความหมาย ชัดเจน 7. คำวลีสัญลักษณ์หรือรูปภาพใดที่ต้องการเน้น อาจใช้วิธีการทำให้เด่น เช่น การล้อมกรอบ หรือใส่ กล่อง เป็นต้น 8. ตกแต่ง Mind Map ให้มีสีสันสวยงามสดใส น่าสนใจ ทิศนาแขมมณี (2549 : 389 - 391) กล่าวว่า ขั้นตอนการทาแผนผังความคิด มีดังนี้ 1. เขียนความคิดรวบยอดหลักไว้ตรงกลางแล้วแตกสาขาออกไปเป็นความคิดรวบยอดย่อย ๆ 2. เขียนคำที่เป็นตัวแทนความหมายของความคิดนั้น ๆ ลงไป และใช้รูปทรงเรขาคณิต แสดงระดับ ของคำคำใดอยู่ในขอบเขตหรือระดับเดียวกัน ใช้รูปทรงเรขาคณิตเดียวกันล้อมกรอบคำนั้น 3. ลากเส้นเชื่อมโยงความคิด เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของความคิดต่าง ๆ เส้นที่ใช้อาจเป็นเส้นตรง เส้นโค้ง หรืออาจใช้ลูกศรแสดงความเชื่อมโยงของความคิดต่าง ๆ ตัวอย่างการใช้เส้น มีดังนี้ 3.1 ใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ เป็นตัวแทนความหมายของความคิดและความรู้สึกต่าง ๆ 3.2 สร้างแผนผังความคิดให้สมบูรณ์ตามความเข้าใจของตน สรุปได้ว่า ขั้นตอนการเขียนแผนผังความคิด เริ่มตั้งแต่เขียนหรือวาดภาพมโนทัศน์หลักหรือหัวข้อเรื่อง ตรงกึ่งกลางหน้ากระดาษ ซึ่งควรใช้กระดาษชนิดไม่มีเส้นและวางกระดาษแนวนอนควรเป็นภาพสี เขียนภาพ มโนทัศน์รองที่สัมพันธ์กับมโนทัศน์หลักหรือหัวข้อเรื่องกระจายออกไปรอบ ๆ มโนทัศน์หลัก เขียนหรือวาด ภาพมโนทัศน์ย่อยที่สัมพันธ์กับมโนทัศน์รองแตกออกไปเรื่อย ๆ โดยเขียนข้อความไว้บนเส้นแต่ละเส้น ใช้ภาพ สื่อความหมายให้ได้มากที่สุด เขียนหรือพิมพ์คำด้วยตัวบรรจงขนาดใหญ่ เขียนคำที่มีลักษณะเป็นหน่วย (เป็น คำหรือข้อความที่มีความหมายในตัวเอง) เขียนคำเหนือเส้นและแต่ละเส้นต้องเชื่อมต่อกับเส้นอื่นๆ ระบายสีให้ ทำแผนผังความคิด และขณะที่เขียนแผนผังความคิด ่ ควรปล่อยความคิดให้มีอิสระมากที่สุด 4. ประโยชน์ของแผนผังความคิด วิมลรัตน์สุนทรโรจน์ (2555: 36) กล่าวว่า ประโยชน์ของแผนผังความคิด มีดังนี้ 1. ช่วยบูรณาการความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ 2. ช่วยพัฒนาความคิดรวบยอดให้ชัดเจนขึ้น 3. ช่วยเน้นองค์ประกอบสำคัญของเรื่อง 4. ช่วยพัฒนาการอ่าน การเขียน และการคิด 5. ช่วยวางแผนในการเขียนและการปรับปรุงการเขียน 6. ช่วยในการอภิปราย 7. ช่วยวางแผนการสอนของครูโดยการสอนแบบบูรณาการเนื้อหา


21 8. เป็นเครื่องมือการประเมินผล สรุปได้ว่า แผนผังความคิดให้ประโยชน์มากมายทั้งในชีวิตประจำวัน และในการทำงาน ในการ วางแผนงาน การบันทึกช่วยจำและการสรุปบทเรียน 4. ประโยชน์ของแผนผังความคิด วิมลรัตน์สุนทรโรจน์ (2555: 36) กล่าวว่า ประโยชน์ของแผนผังความคิด มีดังนี้ 1. ช่วยบูรณาการความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ 2. ช่วยพัฒนาความคิดรวบยอดให้ชัดเจนขึ้น 3. ช่วยเน้นองค์ประกอบสำคัญของเรื่อง 4. ช่วยพัฒนาการอ่าน การเขียน และการคิด 5. ช่วยวางแผนในการเขียนและการปรับปรุงการเขียน 6. ช่วยในการอภิปราย 7. ช่วยวางแผนการสอนของครูโดยการสอนแบบบูรณาการเนื้อหา 8. เป็นเครื่องมือการประเมินผล สรุปได้ว่า แผนผังความคิดให้ประโยชน์มากมายทั้งในชีวิตประจำวัน และในการทำงาน ในการ วางแผนงาน การบันทึกช่วยจำและการสรุปบทเรียน 5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เป็นผลลัพธ์ของการดำเนินการจัดการศึกษาเป็นตัวบ่งชี้ถึงความรู้ ความสามารถทางสติปัญญาของผู้เรียน และด้านอื่นๆที่สามารถกำหนดขึ้นได้ นอกจากนี้ยังแสดงถึงคุณค่าของ หลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดจนความรู้ ความสามารถของผู้บริหาร ครูผู้สอนและผู้ที่ เกี่ยวข้องอื่นๆ 5.1ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีผู้ให้ไว้หลากหลายที่น่าสนใจและสอดคล้องกับการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ความหมายของอายส์เนค และไมลี (Eysneck and Meile 1986 : 16 อ้างในนพดล เจนอักษร , 2544 : 143- 146 ) ก็คือ ดัชนีชี้ประสิทธิภาพและคุณภาพการจัดการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนอาจเกิด กระบวนการวัดผล หลังกิจกรรมการเรียนการสอน หรือระหว่างจัดกิจกรรมการเรียนการสอนก็ได้ สอดคล้อง กับความหมายที่ ไพศาล หวังพานิช (2536 : 139) ให้ไว้ว่า คือ คุณลักษณะความสามารถของบุคคลอันเกิดจาก การเรียนการสอน เป็นผลของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดจากการอบรมหรือ การสั่งสอน จากความหมายที่กล่าวมาแล้ว เราอาจจะประมวลความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ว่า คือ ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และทัศนคติอันเกิดจากการเรียนรู้ ซึ่งอาจวัดได้จากการทดสอบระหว่างหรือหลังจัด กิจกรรมการเรียนการสอน ด้วยการทดสอบหรือวิธีการอื่นๆนอกจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะบอกคุณภาพ ของผู้เรียนแล้วยังแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของหลักสูตร คุณภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดจน ความรู้ความสามารถของครูผู้สอนและผู้บริหารอีกด้วย


22 5.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ในการเรียน การที่ผู้เรียนจะเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการเรียนเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายปัจจัย อยู่เหมือนกัน ดังที่มีนักวิชาการได้ให้ความเห็นไว้ต่างๆดังต่อไปนี้ ในปี ค.ศ. 1969 ฮาวิกเฮิร์ส และนูกาเทน (Harvighurst and Neugarten 1969 : 157 ) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของผลสัมฤทธิ์ในการเรียนว่า ประกอบด้วยความสามารถที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและการอบรมในครอบครัว ประสิทธิภาพของโรงเรียน และ ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเองและการมุ่งหวังในอนาคต เจ็ดปีต่อมา บลูม (Bloom 1976:160 ) เสนอว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้แก่ตัวแปรสำคัญสามตัว คือ คุณสมบัติด้านความรู้ คุณลักษณะด้านจิตพิสัยและคุณภาพของการสอน ซึ่งประกอบด้วยการชี้แนะ การบอกจุดมุ่งหมายของการ เรียน การมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนการเสริมแรงจากคุณครู การให้ข้อมูลย้อนกลับถึงความบกพร่องหรือ ความเหมาะสม และการแก้ไขข้อบกพร่อง 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน งานวิจัยที่พบสามารถสรุป ข้อมูลได้ ดังนี้ มงคล เรียงณรงค์ (2557) ได้วิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ( CBL) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชา ส21103 สังคมศึกษา2 โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้ รูปแบบการสอนแบบแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ให้นักเรียนจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ ร้อย ละ 70 ขึ้นไป และ 2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ให้นักเรียนจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ห้อง 4 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 30 คน ใช้ เวลาทดลอง 10 ชั่วโมง ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนจากการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน นักเรียนร้อยละ 83.33 ผ่านเกณฑ์ และมีคะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 78.00 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ใช้รูปแบบการสอน แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน นักเรียนร้อยละ 80.00 ผ่านเกณฑ์ และมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 75.50 เกษมะณี ลาปะ (2559) ได้วิจัยเรื่อง การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนโดย ใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับผังกราฟิก ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาสังคมศึกษา โดยวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และ 2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน รายวิชา ส 21103 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์ เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับผังกราฟิก ให้นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 70 ขึ้นไป และมีคะแนนความคิด สร้างสรรค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้อยละ 70 ขึ้นไป กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนกุงแก้ววิทยาคาร จำนวน 24 คน ผลการวิจัยพบว่า ความคิด สร้างสรรค์ ของนักเรียนร้อยละ 79.17 มีคะแนนเฉลี่ยผ่านเกณฑ์ คิดเป็น ร้อยละ 79.17 ขึ้นไป และผลสัมฤทธิ์


23 ทางการเรียนของนักเรียน ร้อยละ 83.33 มีคะแนนเฉลี่ยผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 73.75 ขึ้นไป ซึ่งสูงกว่า เกณฑ์ที่กำหนด ชลธิชา นำนา (2560) ได้วิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่4 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลัง เรียนที่จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน และ 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของ นักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/6 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม จำนวน 45 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับสลากโดยใช้ ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่มเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยที่จัดการ เรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน 2) สื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนรู้3) แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้4) แบบสอบถามความคิดเห็นของ นักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระต่อกัน (t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 2. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ สร้างสรรค์เป็นฐาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก


24 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนที่เรียน ด้วยวิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผัง ความคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วย วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผัง ความคิด มีวิธีดำเนินการวิจัย ดังนี้ ขั้นตอนและวิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยประเภทการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research ) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วรรณคดีไทย มีขั้นตอนการดำเนินการวิจัย ดังนี้ 1. วิเคราะห์ปัญหาในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่ม Plc กับ ครูผู้สอนในกลุ่มสาระวิชาภาษาไทย วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุงพุทธศักราช 2561) และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดท่าทอง ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2564 ในเรื่องของ มาตรฐานการเรียน และตัวชี้วัด เนื้อหาสาระวรรณคดีและวรรณกรรม เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม โดยนำสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ของสถานศึกษามาจัดทำมาตรฐานช่วงชั้น มาตรฐานการเรียนรู้รายปีในแต่ละชั้น จัดทำตารางวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง สาระการเรียนรู้และ กิจกรรม และจัดทำคำอธิบายรายวิชาหลักสูตรของสถานศึกษา สู่แผนการจัดการเรียนรู้ เอกสาร ประกอบการเรียนการสอน และผลการเรียนรู้ที่คาดหวังได้อย่างถูกต้องตามตัวชี้วัดที่ต้องรู้ในรายวิชา ภาษาไทย 2. จัดทำโครงร่างของเนื้อหา วรรณคดีและวรรณกรรม เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วน ๆ พร้อมวางแผนออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จัดทำใบกิจกรรม สื่อ การสอน และเครื่องมือวัดผลประเมินผล โดยมุ่งคำนึงถึงความยากง่ายของเนื้อหา และความแตกต่างของ ผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาการเรียนภาษาไทยได้ตามศักยภาพของตนเอง ทั้งนี้การจัดกิจกรรมการเรียน การสอนภาษาไทยมุ่งเน้นการเรียนแบบ Active Learning โดยเน้นที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการ ปฏิบัติกิจกรรมมากที่สุด 3. ศึกษากลวิธีในการสอน และนวัตกรรมที่เหมาะสม เพื่อนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน โดยใน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผู้วิจัยได้นำวิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียน โดยเลือก สื่อการสอนที่หลากหลายน่าสนใจมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียน 4. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่ม Plc กับครูผู้สอนในกลุ่มสาระวิชาภาษาไทยช่วยกันตรวจสอบ ความถูกต้อง พร้อมทั้งเสนอแนะ เพื่อปรับปรุง แก้ไข 5. นำแผนการจัดการเรียนรู้และสื่อมาปรับปรุง แก้ไขตามคำแนะนำของครูผู้สอนในกลุ่มสาระวิชา ภาษาไทย


25 6. นำแผนการสอนไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เคยเรียนเนื้อหา เรื่อง ขุน ช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงามและให้นักเรียนเสนอแนะข้อคิดเห็น เพื่อปรับปรุง แก้ไข หรือนักเรียนมี ความสับสนในข้อความใด ให้ดำเนินการปรับภาษาให้เข้าใจง่ายขึ้น 7. ดำเนินการสอนตามแผน อัดวีดีทัศน์ขณะที่มีการจัดการเรียนการสอน บันทึกผลการเรียนรู้ของ นักเรียน ที่เกิดขึ้นจากการกิจกรรมการเรียนรู้ และนำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่ม Plc กับครูผู้สอนในกลุ่ม สาระวิชาภาษาไทย ซึ่งนอกจากการเรียนการสอนปกติแล้วนั้น ผู้รายงานได้ตระหนักถึงความสำคัญของการ เรียนเสริมเพิ่มเติมในรายวิชาหลัก โดยการสอนเพิ่มเติมนั้นเป็นการสอนและฝึกให้นักเรียนทำข้อสอบในเวลา หลังเลิกเรียนทุกวัน ๆ ละ 1 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีความประสงค์จะทำการทดสอบกับสถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ (O-NET) และจะเข้าศึกษาต่อใน ระดับที่สูงขึ้นในโรงเรียนประจำจังหวัด 8. ประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ผู้รายงานใช้วิธีการประเมินผลตามสภาพ จริง กล่าวคือ ใช้กระบวนการสังเกต บันทึกและการรวบรวมข้อมูลจากผลงาน วิธีการ หรือสิ่งที่ผู้เรียนปฏิบัติ ระหว่างเรียน ซึ่งการประเมินผลตามสภาพจริงนั้นจะไม่เน้นการประเมินเฉพาะทักษะพื้นฐาน แต่จะเน้น ประเมินทักษะการคิดที่ซับซ้อนในการทำงาน ความสามารถในการแก้ปัญหาและการแสดงออกที่เกิดจาการ ปฏิบัติในสภาพจริงในการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วย 9. วิเคราะห์ผล และสรุปผลแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่ม plc และเผยแพร่ผลงาน โดยนำปัญหาที่เกิดขึ้น จากการประเมินที่ได้แต่ละครั้ง มาวางแผนและปรับปรุงแก้ไขในการเรียนการสอนในครั้งถัดไปให้ดีขึ้น โดยการ ปรึกษาหาแนวทางการแก้ไขกับผู้อำนวยการโรงเรียนและเพื่อนครูอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน ขั้นตอนวิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity-based learning ) เป็นหนึ่งในรูปแบบการสอนแนว active learning ที่วิจัยกับเด็กไทย ที่พัฒนามาจากการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานผู้เรียนจะได้เรียนรู้จากการ ปฏิบัติจริงด้วยตนเอง เป็นรูปแบบการสอนที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ครบสองด้าน คือได้ทั้งด้านเนื้อหาวิชา และทักษะ ในศตวรรษที่21 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะทำให้ผู้เรียนมีทักษะในการคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์และคิดสร้างสรรค์และยังได้ฝึกฝนทักษะใน การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ทักษะในการ เรียนรู้ และที่สำคัญที่สุด คือทักษะในการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งต่างจากการสอนแบบดั้งเดิม การสอนแบบสร้างสรรค์ เป็นฐานนี้เด็กจะเป็นผู้แยกแยะข้อมูลเอง อะไรเป็นความคิดเห็น อะไรเป็นข้อเท็จจริง อะไรมีความ น่าเชื่อถือแค่ ไหน เด็กจะตั้งคำถามในสิ่งที่เขาอยากรู้และช่วยกันหาคำตอบด้วยวิธีการต่างๆ การเรียนแบบนี้ครูจะสนุกและ เรียนรู้ไปกับผู้เรียน นักเรียนจะมีความสุขและสนใจใฝ่รู้ ได้ฝึกความกล้าแสดงออกของตนเอง และยังค้นพบ ความสามารถพิเศษที่ตนมี ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆด้วย


26 การประยุกต์ใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน สู่การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนด้วย KRU JOE MODEL การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียน คุณครูอภิรดี เส นาวิน มีการนำกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยการนำวิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity Base Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด และมีนวัตกรรม KRU JOE Model มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาไทย โดยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนทำกิจกรรม การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ทั้ง 5 ขั้นตอน และนำนวัตกรรม KRU JOE Model มาประยุกต์ใช้ใน กิจกรรมการเรียนการสอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ เป็นขั้นตอนการเปิดใจให้นักเรียนเกิดความอยากรู้อยากเรียน โดยครูให้นักเรียนทำกิจกรรมที่กระตุ้นความสนใจของนักเรียน ผ่านการทำกิจกรรมเกม เพลง คลิปวีดีโอ สื่อ ของจริงใกล้ตัว แล้วใช้คำถามง่ายๆ กระตุ้นความสนใจให้นักเรียนตอบคำถาม โดยถามเกี่ยวกับกิจกรรมที่ นักเรียนได้ทำหรือดู ขั้นตอนที่ 2 ขั้นตั้งคำถามและจัดกลุ่มตามความสนใจ เป็นขั้นตอนการกระตุ้นด้วยการตั้งคำถาม โดยครูกำหนดสถานการณ์ปัญหาหรือ ตั้งคำถามปลายเปิดกว้างๆ เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนสงสัย อยากรู้ และเกิด ข้อคำถามในใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่จะเรียน เพื่อต้องการหาคำตอบที่ตนเองอยากรู้ ขั้นตอนนี้นักเรียนจะได้ฝึก ทักษะการทำงานกลุ่ม โดยนักเรียนแต่ละกลุ่มเลือกจับกลุ่มตามความสนใจของตนเอง โดย ช่วยกันค้นหา คำตอบ หรือข้อสงสัยจากสถานการณ์ ขั้นตอนที่ 3 ขั้นค้นคว้าและคิด เป็นขั้นตอนที่นักเรียนได้ฝึกการทำงานเป็นกลุ่มเป็นทีม นักเรียนทุก คนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน (Joinder= J การมีส่วนร่วมและแลกเปลี่ยน เรียนรู้ร่วมกัน) ฝึกทักษะการค้นคว้าและการแก้ปัญหา โดยขั้นตอนนี้นักเรียนแต่ละกลุ่มจะช่วยกันระดม ความคิดแก้ไขปัญหาและค้นหาคำตอบจากสิ่งที่สงสัยหรือคำถามที่นักเรียนตั้งไว้ โดยศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ ต่างๆ (Knowledge = J การแสวงหาความรู้ด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย) และเมื่อนักเรียนได้ คำตอบแล้วก็จะนำมารวบรวม คิดวิเคราะห์ ทำความเข้าใจ และสรุปความคิดมาเป็นองค์ความรู้ของตนเอง (Understanding = U การสร้างองค์ความรู้บนพื้นฐานของความเข้าใจ) ผ่านการทำกิจกรรมการเขียน แผนผังความคิด


27 ขั้นตอนที่ 4 ขั้นนำเสนอ เป็นขั้นตอนที่ฝึกทักษะการสื่อสารและการคิดสร้างสรรค์ โดยเมื่อนักเรียน สรุปองค์ความรู้ได้แล้ว ขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนที่นักเรียนได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านการสร้างสรรค์ ผลงานนวัตกรรมและการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ที่ตนและเพื่อนสมาชิกในกลุ่มช่วยกันคิด (Renew = R การ สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่) และออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียน ขั้นตอนที่ 5 ขั้นประเมินผล เป็นขั้นตอนที่นักเรียนมีส่วนร่วมในการประเมินผลงานการนำเสนอของ ตนเองและเพื่อนแต่ละกลุ่ม หลังจากที่นักเรียนได้สังเกตการนำเสนองานของเพื่อนทุกกลุ่ม เพื่อนำสิ่งที่ได้จาก การสังเกตมาปรับปรุง พัฒนาและต่อยอดผลงานของตนเอง โดยให้นักเรียนเผยแพร่ผลงานเป็นแบบอย่างแก่ ผู้อื่น (Observation = O การสังเกตสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้และต่อยอดสู่ความสำเร็จ) อาทิเช่น การ เผยแพร่ผลงานโดยการอัดคลิปวีดีโอผ่านสื่อโซเชียล Tiktok Youtube Facebook หรือ การจัดทำป้ายแสดง ผลงานนักเรียนในชั้นเรียน จากนั้นครูและนักเรียนช่วยกันสรุปความรู้ที่เรียนร่วมกัน ซึ่งในขั้นตอนนี้ ครูมีการ ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามคุณลักษณะและทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (3Rs8Cs) โดยมีการ ประเมินทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ (Evaluation = E การประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตาม คุณลักษณะและทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21) กระบวนการจัดการเรียนการสอน 1. วิเคราะห์หลักสูตร เพื่อกำหนดโครงสร้าง สาระการเรียนรู้ รูปแบบของกิจกรรม การ ผลิตสื่อการสอน และเครื่องมือการวัดผลและประเมินผล 2. ออกแบบหน่วยการเรียนรู้ เพื่อจัดทำแผนการเรียนรู้ กำหนดภาระชิ้นงาน 3. ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity Base Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด มีขั้นตอนการสอน ดังนี้ ขั้นตอน การสอนแบบ สร้างสรรค์เป็น ฐาน การจัดกิจกรรม กิจกรรมส่งเสริมทักษะการ เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ผลงาน/ชิ้นงาน ขั้นตอนที่ 1 ขั้นกระตุ้นความ สนใจ (กระตุ้นคิดให้ อยากเรียนรู้) ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมที่กระตุ้นความสนใจของ นักเรียน ผ่านการทำกิจกรรมเกม เพลง คลิปวีดีโอ สื่อของจริงใกล้ตัว แล้วใช้คำถามง่ายๆ กระตุ้น ความสนใจให้นักเรียนตอบคำถาม โดยถาม เกี่ยวกับกิจกรรมที่นักเรียนได้ทำหรือดู กิจกรรมการตอบคำถามจาก เรื่อง -ทักษะด้านการคิดอย่างมี วิจารณญาณ และทักษะใน การแก้ปัญหา - การพูดแสดงความ คิดเห็น/การตอบ คำถามจากเรื่อง ขั้นสอน ขั้นตอนที่ 2 ตั้งปัญหาและ แบ่งกลุ่มตาม ความสนใจ (แสวงหาความรู้ และฝึกปฏิบัติ) ขั้นตอนการกระตุ้นด้วยการตั้งคำถาม โดยครูกำหนด สถานการณ์ปัญหาหรือ ตั้งคำถามปลายเปิดกว้างๆ เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนสงสัย อยากรู้ และเกิดข้อ คำถามในใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่จะเรียน เพื่อต้องการ หาคำตอบที่ตนเองอยากรู้ ขั้นตอนนี้นักเรียนจะได้ ฝึกทักษะการทำงานกลุ่ม โดยนักเรียนแต่ละกลุ่ม เลือกจับกลุ่มตามความสนใจของตนเอง โดย การ สืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ และช่วยกัน ค้นหาคำตอบ หรือข้อสงสัยจากสถานการณ์ กิจกรรมการตั้งคำถามและ ตอบคำถามจากสถานการณ์ ปัญหา -ทักษะด้านการคิดอย่างมี วิจารณญาณ และทักษะใน การแก้ปัญหา - ใบกิจกรรมการตั้ง คำถามและตอบ คำถามจาก สถานการณ์ปัญหา


28 ขั้นตอน การสอนแบบ สร้างสรรค์เป็น ฐาน การจัดกิจกรรม กิจกรรมส่งเสริมทักษะการ เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ผลงาน/ชิ้นงาน ขั้นตอนที่ 3 ขั้น ค้นคว้าและคิด (ลงมือปฏิบัติและ สะท้อนคิด) ขั้นตอนค้นคว้าและคิด เป็นขั้นตอนที่นักเรียนได้ฝึก การทำงานเป็นกลุ่มเป็นทีม นักเรียนทุกคนมีส่วน ร่วมในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมกัน ฝึกทักษะการค้นคว้าและการแก้ปัญหา โดย ขั้นตอนนี้นักเรียนแต่ละกลุ่มจะช่วยกันระดม ความคิดแก้ไขปัญหาและค้นหาคำตอบจากสิ่งที่ สงสัยหรือคำถามที่นักเรียนตั้งไว้ โดยศึกษาจาก แหล่งเรียนรู้ต่างๆ และเมื่อนักเรียนได้คำตอบแล้วก็ จะนำมารวบรวม คิดวิเคราะห์ ทำความเข้าใจ และ สรุปความคิดมาเป็นองค์ความรู้ของตนเอง ผ่านการ เขียนแผนผังความคิดอย่างเป็นระบบ กิจกรรมการสรุปองค์ความรู้ ด้วยตนเอง - ทักษะการอ่านและการ เขียน - ทักษะด้านความร่วมมือ การทํางานเป็นทีม และ ภาวะผู้นํา - ทักษะอาชีพ และทักษะ การเรียนรู้ - การเขียนแผนผัง ความคิด / การสรุป ความรู้ในรูปแบบ ต่างๆ ขั้นตอนที่ 4 นำเสนอ (สื่อสารผลการ ปฏิบัติ) ขั้นตอนฝึกทักษะการสื่อสารและการคิดสร้างสรรค์ โดยเมื่อนักเรียนสรุปองค์ความรู้ได้แล้ว ขั้นตอนนี้จะ เป็นขั้นตอนที่นักเรียนได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมและการ นำเสนอในรูปแบบต่างๆ ที่ตนและเพื่อนสมาชิกใน กลุ่มช่วยกันคิด และออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียน กิจกรรมการสร้างสรรค์ ผลงาน/นวัตกรรม และ นำเสนอในรูปแบบต่างๆ - ทักษะการอ่านและการ เขียน - ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม - ทักษะด้านการ สื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ - การสร้างสรรค์ ผลงานนวัตกรรมใน รูปแบบต่างๆ ขั้นตอนที่ 5 ขั้นประเมินผล (ประยุกต์ใช้ ความรู้และ เผยแพร่) เป็นขั้นตอนที่นักเรียนมีส่วนร่วมในการประเมินผล งานการนำเสนอของตนเองและเพื่อนแต่ละกลุ่ม หลังจากที่นักเรียนได้สังเกตการนำเสนองานของ เพื่อนทุกกลุ่ม เพื่อนำสิ่งที่ได้จากการสังเกตมา ปรับปรุง พัฒนาและต่อยอดผลงานของตนเอง โดย ให้นักเรียนเผยแพร่ผลงานเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่น อาทิเช่น การเผยแพร่ผลงานโดยการอัดคลิปวีดีโอ ผ่านสื่อโซเชียล Tiktok Youtube Facebook หรือ การ จัดทำป้ายแสดงผลงานนักเรียนในชั้นเรียน จากนั้น ครูและนักเรียนช่วยกันสรุปความรู้ที่เรียนร่วมกัน ซึ่ง ในขั้นตอนนี้ ครูมีการประเมินผลการเรียนรู้ของ ผู้เรียนตามคุณลักษณะและทักษะการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 (3Rs8Cs) โดยมีการประเมินทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และเจตคติ - กิจกรรมการประเมินผล งานและการเผยแพร่ผลงาน ในรูปแบบต่างๆ - ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสาร - ความมีเมตตากรุณา มีวินัย คุณธรรม และจริยธรรม - การเผยแพร่ผลงาน ในรูปแบบต่างๆ 4. ประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน ด้วยวิธีการ ประเมินผลที่หลากหลาย


29 ประชากร ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดท่าทอง จำนวน 31 คน ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ตัวแปรต้น คือ วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) และเทคนิค การเขียนแผนผังความคิด ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย จากวรรณคดีไทย เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทย ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน จำนวน 6 แผน 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยก่อนและหลังเรียน การจัดการเรียนรู้ เป็น แบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 1.3 สื่อการสอน Power Point ประกอบการสอน เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม 1.4 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์ เป็นฐานซึ่งแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ นำข้อมูลที่ได้จากการตรวจผลงานการเขียนแผนผังความคิดของผู้เรียนและสังเกตจาก พฤติกรรมของนักเรียนมาวิเคราะห์ สรุปแล้วรายงานผลในลักษณะการบรรยาย 2. การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และการวิเคราะห์ความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดย คำนวณหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย การนำเสนอข้อมูล นำเสนอโดยความเรียงประกอบตารางและแผนภูมิ


30 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการ สอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปรากฏผลวิจัย ดังนี้ ผลการวิจัย ตอนที่ 1 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็น ฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิดสำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ตารางที่ 1 แสดงผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน รายการประเมิน ค่าเฉลี่ยของร้อยละ ก่อนเรียน หลังเรียน แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน 63.22 80.32 จากตารางที่ 1 แสดงว่า กิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลาย งาม ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน กล่าวคือ จากการทดสอบก่อนเรียน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคิดเป็นร้อยละ 63.22 หลังจากที่ นักเรียนเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิค การเขียนแผนผังความคิด ทำให้ผลการทดสอบหลังเรียนเพิ่มขึ้น เป็น 80.32 ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ สูงขึ้น ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ตอนที่ 2 ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด ผลการศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับ เทคนิคการเขียนแผนผังความคิด จำนวน 31 คน ซึ่งจำแนกเป็นภาพรวมและรายด้าน จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านบรรยากาศการเรียนรู้ และด้านประโยชน์ที่ได้รับ โดยวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย และระดับความคิดเห็น ดังนี้


31 ตารางที่ 2 ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ข้อที่ รายการ ค่าเฉลี่ย ระดับความคิดเห็น ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1 นักเรียนเรียนรู้การเรียนวรรณคดีไทยที่จัดการเรียนรู้โดย ใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานแล้วมีความเข้าใจ เนื้อหา 4.56 มากที่สุด 2 กิจกรรมช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้คิดวิเคราะห์และ แสดงความคิดเห็นในทุกขั้นตอนของการเรียนรู้อย่าง สร้างสรรค์ 4.22 มาก 3 นักเรียนรู้จักการทำงานโดยใช้กระบวนการกลุ่มร่วมกับ เพื่อน 4.13 มาก 4 กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกทักษะ กระบวนการคิดผ่านการเขียนแผนภาพความคิด 4.44 มาก ด้านบรรยากาศการเรียนรู้ 5 นักเรียนมีความสุขในการปฏิบัติกิจกรรมทุกขั้นตอน 4.58 มากที่สุด 6 ครูมีการใช้สื่อที่หลากหลาย น่าสนใจ และช่วยกระตุ้น การเรียนรู้ของนักเรียนได้เป็นอย่างดี 4.56 มากที่สุด 7 ครูมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อนักเรียน คอยแนะนำและ ช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างทั่วถึง 4.44 มาก ด้านประโยชน์ที่ได้รับ 8 นักเรียนได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ศึกษาเพิ่มขึ้น และได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ 4.58 มากที่สุด 9 นักเรียนได้ฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ และการ แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 4.33 มาก 10 นักเรียนสามารถนำทักษะการคิดวิเคราะห์อย่าง สร้างสรรค์ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ 4.29 มาก ความคิดเห็นโดยภาพรวมทุกด้าน 4.41 มาก จากตารางที่ 6 พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน โดยภาพรวมมีระดับความคิดเห็นในระดับเห็น ด้วยมาก โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.41


32 บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ จากการวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนที่เรียนด้วย วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผัง ความคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สามารถสรุปผลอภิปรายผลและข้อเสนอแนะได้ดังนี้ การวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการ สอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในครั้งนี้เป็นการวิจัยทดลองการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) แบบกลุ่มเดียว วัดผลการทดลองและหลังการทดลอง (One Group Pretest-Posttest Design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอน แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยวิธีการสอนแบบ สร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด ซึ่งกลุ่ม ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2567 โรงเรียนท่าทอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทย ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด จำนวน 6 แผน 2. แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยก่อนและหลังเรียน การจัดการเรียนรู้ เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3. สื่อการสอน Power Point ประกอบการสอน เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม 4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอน แบบสร้างสรรค์เป็นฐานซึ่งแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ ประเมินในด้านการ จัดกิจกรรม การเรียนรู้ ด้านบรรยากาศการเรียนรู้ และด้านประโยชน์ที่ได้รับ ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูล ดำเนินการโดยสถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียนที่จัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน โดยใช้ค่าเฉลี่ยร้อยละ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ใช้การวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย แล้วนำเสนอการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปของตาราง สรุปผลการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการ สอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สามารถสรุปผลการวิจัยได้ ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


33 2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก อภิปรายผล จากผลการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับเทคนิคการเขียน แผนผังความคิด สามารถอภิปรายผลตามวัตถุประสงค์การวิจัยได้ดังต่อไปนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เป็นผลที่สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ ทั้งนี้เนื่องจาก การจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอนแบบ สร้างสรรค์เป็นฐาน เป็นการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ พัฒนาจากกระบวนการใช้ปัญหา เป็นฐาน (Problem Based Learning: PBL) และแนวทางพัฒนาความคิดแนวขนาด (Parallel Thinking) ของ เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน ซึ่งเป็นหนึ่งแนวทางการสอนแบบ Active learning คือการจัดการสอนให้ผู้เรียน ตื่นตัว การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานเป็นแนวคิดที่จัดการเรียนการสอนมุ่งเน้นในเรื่องของทักษะ ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ การจัดสภาพแวดล้อมหรือบรรยากาศใน การเรียนรู้ให้เหมาะสม ใช้สื่อกระตุ้นให้เกิดทักษะคิด โดยผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าแสวงหา ข้อมูล ได้ลงมือปฏิบัติจริงจนค้นพบความรู้และมีกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ สามารถวิเคราะห์เป็น สร้าง องค์ความรู้ขึ้นได้ด้วยตนเองผ่านการเขียนแผนผังความคิด ซึ่งการจัดการเรียนรู้นี้จะช่วยให้นักเรียนได้พัฒนา ความสามารถในการคิด และฝึกให้นักเรียนมีทักษะทางด้านสังคมที่ดีขึ้นด้วยการใช้กระบวนการกลุ่ม ทำงาน อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้จากขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ สร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด ซึ่งผู้วิจัยได้จัดการเรียนรู้ตามขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 กระตุ้นความสนใจ ผู้สอนกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย รูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ ข้อความ กราฟิก เสียง ภาพเคลื่อนไหว (Animation) และวีดิทัศน์ที่เกี่ยวกับเนื้อหา วรรณคดีไทย ที่เรียนเพื่อกระตุ้นความคิดของผู้เรียนให้เกิดความอยากเรียนอยากรู้ อยากค้นหาคำตอบ สื่อมัลติมีเดีย และสื่อ Power Point ที่ผู้วิจัยได้จัดทำขึ้นเอง มีการนำเสนอหลากหลายรูปแบบ ประกอบด้วย ข้อความ กราฟิก เสียงบรรยาย ภาพเคลื่อนไหว (Animation) ในขั้นที่ 1 นี้ สามารถกระตุ้นความสนใจของ ผู้เรียนเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นได้ สอดคล้องกับความคิดเห็นของ วิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์ (2557ข: 48) ที่กล่าวว่า การใช้สื่อมัลติมีเดียถือเป็นการกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนได้เป็นอย่าง ดี ทั้งรูปภาพ เสียงข้อความต่าง ๆ ที่นำมาใช้ ผู้สอนจำเป็นจะต้องเลือกสื่อที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา โดยที่สื่อนั้น เป็นสื่อที่กระตุ้นความสนใจหรือสร้างแรงบันดาลใจในบทเรียนนั้น ๆ ได้ดีจะส่งผลต่อผู้เรียนได้มาก อีกทั้งส่งผล ให้ผู้เรียนอยากหาคำตอบในเนื้อหาที่เราจะทำการเรียนการสอน และสอดคล้องกับงานวิจัยของ เอกชน มั่น ปาน (2559: 97) ที่ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการจัดการเรียนรู้สื่อมัลติมีเดียกับการจัดการเรียนรู้ แบบปกติ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องสังข์ทอง ได้กล่าวว่า สื่อมัลติมีเดียที่นำเสนอในรูปแบบ ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว กราฟิก และเทคนิคการใช้เสียงต่าง ๆ ตัวกระตุ้นเหล่านี้ทำให้สื่อน่าสนใจ ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างเข้าใจ และผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียน ที่เรียน


34 โดยใช้สื่อมัลติมีเดียสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบปกติ รวมถึงผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขั้นตอนที่ 2 ตั้งปัญหาและแบ่งกลุ่มตามความสนใจ คือ ผู้เรียนช่วยกันตั้งปัญหาที่ตนเองสงสัย จากสื่อที่ผู้สอนนำเสนอ เมื่อผู้เรียนพบปัญหาที่สงสัยแล้วจึงทำการแบ่งกลุ่มตามความสนใจ จำนวนกลุ่มนั้นจะ ตั้งขึ้นตามจำนวนปัญหาที่เกิดขึ้นในเนื้อหาที่เรียน และผลการสังเกตในระหว่างการจัดการเรียนรู้ในช่วง แผนการจัดการเรียนรู้แรก นักเรียนยังระบุปัญหาและวิเคราะห์ปัญหา ไม่หลากหลาย นักเรียนบางคนไม่ให้ ความร่วมมือและไม่ร่วมแสดงความคิดเห็น จึงทำให้ใช้เวลาทำกิจกรรมในขั้นตอนนี้ค่อนข้างมาก ดังนั้น ครูผู้สอนควรกระตุ้นให้นักเรียนรู้จักตั้งประเด็นปัญหา โดยใช้คำถาม หรือยกสถานการณ์ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ซึ่ง เป็นการท้าทายความสามารถในการคิดของนักเรียน กำหนดหัวข้อในการศึกษาร่วมกัน สอดคล้องกับ สุวัฒน์ วิ วัฒนานนท์ (2550: 62) ที่กล่าวว่า ผู้สอนต้องสนับสนุนให้ผู้เรียนค้นหาคำตอบด้วยคำถามหรือปัญหาที่ เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบทเรียนจะเป็นจุดเริ่มต้นการคิด ให้ผู้เรียนพยายามให้ได้คำตอบหรือแก้ปัญหาได้ ผู้เรียน จะต้องใช้ความคิดมากขึ้น การที่ผู้เรียนแสวงหาคำตอบหรือตอบคำถามด้วยตนเองผู้สอนต้องยึดหลักว่าตอบช้า ดีกว่าไม่ตอบ ขั้นตอนที่ 3 ค้นคว้าและคิด คือ ผู้เรียนในแต่ละกลุ่มช่วยกันค้นคว้าและวิเคราะห์ข้อมูลจาก แหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยผู้สอนจะเดินตามกลุ่มเพื่อให้คำปรึกษาเวลาที่ผู้เรียนมีปัญหา และเกิดข้อ สงสัย จากการสังเกตในระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้เรียนจำเป็นต้องมีการค้นคว้าข้อมูลจากแหล่ง เรียนรู้ต่าง ๆ ทั้งในและนอกห้องเรียน ซึ่งแหล่งข้อมูลที่เข้าถึงได้ง่าย คือ แหล่งข้อมูลในอินเทอร์เน็ตแต่ใน อินเตอร์เน็ตมีทั้งข้อมูลที่เชื่อถือได้และเชื่อถือไม่ได้ โดยให้นักเรียนรู้จักเลือกข้อมูลที่สามารถเชื่อถือได้มาใช้ ในการวิเคราะห์ประเด็นที่ต้องการศึกษา นอกจากนี้ในขั้นตอนที่มีการสรุปองค์ความรู้เป็นแผนผังความคิด นักเรียนทุกคนในกลุ่มควรให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม และการเขียนแผนผังความคิดผ่านการคิด วิเคราะห์ร่วมกันอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้นักเรียนสามารถสรุปความรู้ความเข้าใจจากสิ่งที่นักเรียนค้นคว้าได้ดี ยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดของ ชนาธิป พรกุล (2554: 60) ที่กล่าวว่า ผู้เรียนจะเป็นนักคิด เมื่อครูให้โอกาส ผู้เรียนได้คิด ส่งเสริมการคิดของผู้เรียน ได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทำงานร่วมกับผู้อื่นมีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ถามคำถาม และวิจารณ์ ผู้เรียนแต่ละคนมีบทบาทเป็นครู เป็นผู้เรียน และเป็นผู้ฝึกที่ช่วยให้ผู้อื่นคิด และเรียนรู้ สร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งมีครูเป็นแบบอย่างในการคิด ให้คำแนะนำ และช่วยจุดประกาย ความคิดของผู้เรียนอย่างใกล้ชิด และ ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2559: 8) ที่กล่าวว่า การสอนที่จะทำให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้อย่างดีนั้นต้องมีกระบวนการที่ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนโดยได้ศึกษา ค้นคว้า พิสูจน์ ทดลอง ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องและสร้างผลงานของตนเองออกมาอย่างมีคุณภาพ ขั้นตอนที่ 4 นำเสนอผลงาน คือ ผู้เรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอชิ้นงานผลการศึกษาค้นคว้าหน้า ชั้นเรียนในรูปแบบต่างๆตามความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละกลุ่ม จากการสังเกตในระหว่างการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ ผู้เรียนจำเป็นต้องมานำเสนอผลงานที่ได้สร้างสรรค์มาหน้าชั้นเรียน สำหรับชิ้นงานในแผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 1 นักเรียนนำมาเสนอข้อมูลยังไม่ครอบคลุมเนื้อหาที่เรียน ชิ้นงานยังไม่แสดงให้เห็นถึงความ สร้างสรรค์เท่าที่ควร แต่ในคาบถัดมาชิ้นงานที่นักเรียนนำมาเสนอ มีความน่าสนใจและสร้างสรรค์ขึ้นเรื่อย ๆ ทุกกลุ่มตามคำแนะนำของครูและเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ช่วยกันแสดงความคิดเห็น สอดคล้องกับดวงกมล สินเพ็ง (2553: 141) ที่กล่าวว่าผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีเมื่อมีการได้แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันหรือการซักถามในแง่มุม


35 ต่าง ๆ เป็นกิจกรรมที่จะทำให้เกิดความคิด เกิดการไตร่ตรอง การแลกเปลี่ยนข้อมูลจึงทำให้ผู้เรียนต้องคิดขยาย ความอธิบายให้ได้ ผู้สอนต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และฝึกทักษะการคิด แสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี และให้การยอมรับ ขั้นตอนที่ 5 ขั้นประเมินผล ผู้เรียนร่วมกันประเมินผลการเรียนรู้ โดยประเมินจากการลงมือ ปฏิบัติกิจกรรมการทำงานกลุ่มชิ้นงานและใบงาน ในขั้นนี้ผู้เรียนจะได้มีส่วนร่วมในการประเมินผล การจัด กิจกรรมการเรียนรู้ของตนเองและกลุ่ม กระบวนการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวข้างต้นส่งผลให้นักเรียนเกิดการ เรียนรู้อย่างมีความหมาย และมีความเข้าใจในองค์ความรู้ที่ตนเองได้สร้างขึ้นจากการลงมือปฏิบัติจริงใน กระบวนการทำงานกลุ่ม ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยสูงขึ้น ดังที่ วิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์ (2557ข: 4) กล่าวว่า ผลการวิจัยเรื่องการสอนแบบคิดสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) พบว่า ผู้เรียนมีการพัฒนา ทักษะในการค้นคว้าหาความรู้ ทักษะในการคิด ทักษะในการนำเสนอ ทักษะในการทำงานเป็นกลุ่ม และทักษะ ในการบริหารเวลา ทักษะเหล่านี้จำเป็นต่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ทำให้ผลสัมฤทธิ์การเรียนย่อม สูงขึ้น นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ มงคล เรียงณรงค์ (2558) ที่วิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะ การ เรียนรู้ที่ 21 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ( CBL) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชา ส 21103 สังคมศึกษา2ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษ ที่ 21 ของนักเรียนจากการกิจกรรมการเรียนรู้ใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน นักเรียนร้อยละ 83.33 ผ่านเกณฑ์ และมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 78.00 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานนักเรียนร้อยละ 80.00 ผ่านเกณฑ์ และมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 75.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ รวมถึงงานวิจัยของ เกษมะณี ลาปะ (2559) ที่ได้วิจัยเรื่อง การพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับ ผังกราฟิกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชา ส 21103 สังคมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนร้อยละ 83.33 มีคะแนนเฉลี่ยผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 73.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ กำหนดไว้ ด้วยเหตุนี้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ด้วย กระบวนการขั้นตอนที่เกิดจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตั้งแต่ขั้นกระตุ้นความสนใจขั้นตั้งปัญหาและแบ่งกลุ่ม ตามความสนใจ ขั้นค้นคว้าและคิด ขั้นนำเสนอผลงาน และขั้นประเมินผลเป็นการจัดกิจกรรมทุกขั้นตอน สอดคล้องและสัมพันธ์กันโดยยึดวิธีการและรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งยังฝึกให้ผู้เรียนได้คิด ค้นคว้าแสวงหา ข้อมูลด้วยการลงมือปฏิบัติจริงและสร้างสรรค์ผลงานด้วยกระบวนการกลุ่มจึงสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของผู้เรียนได้ 2. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ สอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านบรรยากาศการเรียนรู้ ทั้งนี้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานที่เป็น หนึ่งในแนวทางการสอนแบบ Active learning คือการจัดการสอนให้ผู้เรียนตื่นตัว ซึ่งการสอนในแนวทางนี้ ผู้สอนจะช่วยสร้างบรรยากาศ สร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับนักเรียน ยิ้มแย้มแจ่มใส จัดการเรียนรู้ที่เน้น นักเรียนเป็นศูนย์กลาง จัดสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน โดยครูคอยแนะนำและช่วยเหลือ นักเรียนได้อย่างทั่วถึงแบบกลุ่มย่อย สนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน และเสริมแรงทางบวกให้กับนักเรียน


36 อย่างสม่ำเสมอสอดคล้องกับความคิดเห็นของวิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์ (2557ข: 57) ที่กล่าวไว้ว่า บรรยากาศการ จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานนั้น จะต้องมีการจัดการเรียนต้องเน้นนักเรีย นเป็น ศูนย์กลางใช้แหล่งข้อมูลและสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวนักเรียนให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้า ทั้งสนับสนุนให้นักเรียนคิด คิดได้อย่างอิสรเสรีบนพื้นฐานของจุดประสงค์การเรียนรู้ ที่กำหนดไว้ โดยอาศัยความรู้ ประสบการณ์เดิม และ ข้อมูลใหม่ที่ค้นคว้ามา จัดการเรียนรู้ที่ท้าทายด้วยคำถาม โดยครูผู้สอนทำหน้าที่เป็นผู้กระตุ้น ส่งเสริมและจัด สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ สร้างองค์ความรู้ใหม่ของตนเองขึ้นมาได้ และ ประเมินผลนักเรียนตามสภาพจริง จากผลการวิจัยและการอภิปรายผลดังกล่าว สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับเทคนิค การเขียนแผนผังความคิดหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ข้อเสนอแนะ 1. ผู้สอนควรกระตุ้นให้นักเรียนได้คิดวิเคราะห์ และรู้จักตั้งประเด็นปัญหา โดยใช้คำถาม หรือยกตัวอย่างสถานการณ์ปัญหาต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น 2. ควรมีการวิจัยเกี่ยวกับการนำวิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับเทคนิคการสอน แบบต่างๆ ไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ในวิชาภาษาไทยเรื่องอื่นๆ ต่อไป


37 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด. ________. (2552ก). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทยตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด. ________. (2552ข). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด. ________. (2552ค). “รายงานการวิจัยเรื่อง สภาพปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาการจัดการเรียน การสอนที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน.” กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.ที.ซี. คอมมิวนิเคชั่น กุหลาบ มัลลิกะมาส. (2550). วรรณคดีวิจารณ์. กรุงเทพฯ: มนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง. เกษมะณี ลาปะ. (2559). “การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอน แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับผังกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชา ส 21103 สังคมศึกษา.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา การสอนสังคมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. จารุวรรณ เทียนเงิน. (2547). “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การพินิจวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่5 ที่ใช้วิธีสอนตามแนวคิดของสเตอร์เบอร์กกับวิธีสอนแบบปกติ.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ชนาธิป พรกุล. (2554). การสอนกระบวนการคิด ทฤษฎีและการนำไปใช้. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ชลธิชา นำนา (2560). “การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ชัตสุณี สินธุสิงห์. (2550). วรรณคดีทัศนา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (2559). 80 นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. กรุงเทพ ฯ: บริษัท แดเน็กซ์ อินเตอร์คอร์ปปอเรชั่น. ฐิตาพร วิภววาณิชย์. (2553). “การพัฒนาชุดการเรียนวรรณคดีด้วยตัวเอง เรื่องอิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา.” สารนิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาการศึกษามัธยมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ. พรสุดา พรวัฒนกุล. (2558). การศึกษาผลการเรียนรู้วรรณคดีไทย กลอนบทละคร เรื่องรามเกียรติ์ ตอนนารายณ์ปราบนนทก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้สื่อประสม. วิทยานิพนธ์


38 ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต. พิชญา มณีศร . (2557). “การพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณในการเรียนวรรณคดีไทย เรื่องขุนช้างขุนแผน โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบซักค้าน สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสะเมิงพิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่.” วิทยานิพนธ์ปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่. มงคล เรียงณรงค์. (2558). “การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 รายวิชา ส21103 สังคมศึกษา 2.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. วิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์. (2557ก). เปลี่ยนการศึกษาไทย สู่ศตวรรษที่21. กรุงเทพฯ: สำนักงานอุทยานการ เรียนรู้. ________. (2557ข). “คู่มือออกแบบการสอนในศตวรรษที่ 21.” เอกสารประกอบการอบรม การสอนแบบ สร้างสรรค์เป็นฐาน. ________. (2558). “การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน.” นวัตกรรมการเรียนรู้ 1, 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม): 23-37. สิริพัชร์ เจษฎาวิโรจน์. (2552). ภาษาไทยสำหรับครูประถมศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง สิทธา พินิจภูวดล และนัทธนัย ประสานนาม. (2554). เอกสารการสอนชุดวิชาวรรณคดีไทย. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. องอาจ โอ้โลม. (2555). วรรณคดีศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: บริษัท ทริปเพิ้ล กรุ๊ป จำกัด. อนนต์ศรีศักดา.(2554). ความรู้พื้นฐานทางวรรณกรรมไทย. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยกรุงเทพ. อนุมานราชธน, พระยา. (2546). การศึกษาวรรณคดีในแง่วรรณศิลป์. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: ศยาม. อิงอร สุพันธ์วณิช. (2554). วรรณกรรมวิจารณ์: ร้อยกรองปัจจุบัน. กรุงเทพฯ: บริษัทธนาเพรส จำกัด. อิงอร สุพันธุ์วณิช และคณะ. (2555). ภาษาไทยระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ชุดฝึกอบรมครู. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เอกชน มั่นปาน. (2559). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการจัดการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดีย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย วรรณคดี เรื่อง สังข์ทอง. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต.


39 ภาคผนวก


40 นวัตกรรมรูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity-based learning) สู่การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนด้วย KRU JOE MODEL การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity-based learning ) เป็นหนึ่งในรูปแบบการสอนแนว active learning ที่วิจัยกับเด็กไทย ที่พัฒนามาจากการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานผู้เรียนจะได้เรียนรู้จากการ ปฏิบัติจริงด้วยตนเอง เป็นรูปแบบการสอนที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ครบสองด้าน คือได้ทั้งด้านเนื้อหาวิชา และ ทักษะในศตวรรษที่21 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะทำให้ผู้เรียนมีทักษะในการคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำ ให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์และคิดสร้างสรรค์และยังได้ฝึกฝนทักษะใน การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ทักษะใน การเรียนรู้ และที่สำคัญที่สุด คือทักษะในการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งต่างจากการสอนแบบดั้งเดิม การสอนแบบ สร้างสรรค์เป็นฐานนี้เด็กจะเป็นผู้แยกแยะข้อมูลเอง อะไรเป็นความคิดเห็น อะไรเป็นข้อเท็จจริง อะไรมีความ น่าเชื่อถือแค่ไหน เด็กจะตั้งคำถามในสิ่งที่เขาอยากรู้และช่วยกันหาคำตอบด้วยวิธีการต่างๆ การเรียนแบบนี้ครู จะสนุกและเรียนรู้ไปกับผู้เรียน นักเรียนจะมีความสุขและสนใจใฝ่รู้ ได้ฝึกความกล้าแสดงออกของตนเอง และ ยังค้นพบความสามารถพิเศษที่ตนมี ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆด้วย


41 รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานมี 5 ขั้นตอนดังนี้ สำหรับขั้นตอนการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity-based learning ) มีทั้งหมด ๕ ขั้นตอน คือ ขั้นกระตุ้นความสนใจ ขั้นการตั้งคำถามและจับกลุ่มตามความสนใจ ขั้นค้นคว้าและคิด ขั้น นำเสนอ และ ขั้นประเมินผล ซึ่งแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดดังนี้ ขั้นตอนที่ ๑ ขั้นกระตุ้นความสนใจ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่คุณครูจะต้องนำสื่อที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะ เป็นเกม คลิปวีดีโอ สถานการณ์ในปัจจุบันมากระตุ้นความสนใจของผู้เรียน โดยกิจกรรมที่นำมาใช้จะต้องเป็น เรื่องที่ใกล้ตัวนักเรียนและสามารถพบเห็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนอยากรู้และสนใจ เพราะเป็นเรื่อง ที่นักเรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ ขั้นตอนนี้จึงเป็นขั้นตอนที่จะช่วยกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจใน เนื้อหาที่เรียน อยากรู้ อยากค้นหาคำตอบ และเป็นการเปิดใจผู้เรียนให้พร้อมที่จะเรียนรู้ในขั้นตอนต่อไป ขั้นตอนที่ ๒ ขั้นตั้งคำถามและจัดกลุ่มตามความสนใจ เมื่อนักเรียนสนใจอยากเรียนรู้แล้วขั้นตอน ต่อไปครูจะต้องกระตุ้นด้วยการตั้งคำถาม ซึ่งครูอาจกำหนดสถานการณ์หรือ ตั้งคำถามปลายเปิดกว้างๆ เพื่อ กระตุ้นให้นักเรียนสงสัย อยากรู้ และเกิดข้อคำถามในใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่จะเรียน เพื่อต้องการหาคำตอบที่ ตนเองอยากรู้ ขั้นตอนนี้นักเรียนจะได้ฝึกทักษะการทำงานกลุ่มไปด้วยคือ การให้นักเรียนจับกลุ่มตามความ สนใจของตนเอง ซึ่งนักเรียนจะไม่รู้สึกว่าตนเองนั้นถูกบังคับ แต่เกิดจากความใคร่รู้ของตนเอง และช่วยกันคิด และแก้ไขปัญหาข้อข้องใจของตนเองและสมาชิกในกลุ่ม ขั้นตอนที่ ๓ ขั้นค้นคว้าและคิด ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสำคัญที่นักเรียนจะได้ฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม เป็นทีม ฝึกทักษะการค้นคว้าและการแก้ปัญหา โดยขั้นตอนนี้นักเรียนแต่ละกลุ่มจะช่วยกันระดมความคิดแก้ไข ปัญหาและค้นหาคำตอบจากสิ่งที่สงสัยหรือคำถามที่นักเรียนตั้งไว้ โดยศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งครูจะมี


42 หน้าที่เป็นเพียงผู้แนะนำ หรือตอบคำถามนักเรียนด้วยคำถามเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนคิดและค้นหาคำตอบเอง และเมื่อนักเรียนได้คำตอบแล้วก็จะนำมารวบรวม คิดวิเคราะห์ และสรุปความคิดมาเป็นองค์ความรู้ของตนเอง ผ่านการเขียนเป็นแผนผังความคิดอย่างเป็นระบบ ขั้นตอนที่ ๔ ขั้นนำเสนอ เป็นขั้นตอนที่ฝึกทักษะการสื่อสารและการคิดสร้างสรรค์ นักเรียนจะได้มี โอกาสแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ที่ตนและเพื่อนสมาชิกในกลุ่มช่วยกันคิด ซึ่ง ในขั้นตอนนักเรียนจะสนุกสนานกับการทำกิจกรรม เพราะนักเรียนได้สร้างสรรค์ผลงานในแบบฉบับของตนเอง และออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียนให้เพื่อนเข้าใจ หลังจากนำเสนอเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครูจะเปิดประเด็นให้มี การซักถามในชั้นเรียน และให้นักเรียนช่วยกันสรุปความรู้ร่วมกันเพื่อให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาที่เรียนและไม่ หลุดจากขอบข่ายของเนื้อหาที่เรียน ขั้นตอนที่ ๕ ขั้นประเมินผล เป็นขั้นตอนที่แตกต่างจากการประเมินผลแบบเดิมๆที่จะเน้นประเมิน ด้านความรู้หรือประเมินเมื่อสิ้นสุดกิจกรรม ขั้นประเมินผลนี้ครูจะต้องประเมินผลตลอดระยะเวลาการทำ กิจกรรม โดยการประเมินผลผู้เรียนจะต้องประเมินให้ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านความรู้ ด้านทักษะ และ ด้านคุณลักษณะ โดยนอกจากครูจะเป็นผู้ประเมินนักเรียนแล้ว ครูอาจให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการประเมิน ตนเองและประเมินการทำกิจกรรมของตนเองและเพื่อนๆ โดยเฉพาะด้านทักษะและด้านคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ ซึ่งจะทำให้การประเมินผลมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น


43 ภาพกิจกรรมการประชุม PLC การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย ด้วยวิธีการสอนแบบ สร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ของคุณครูอภิรดี เสนาวิน หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม


44 ภาพกิจกรรมการเรียนรู้ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย ด้วยวิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativitybased Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ของคุณครูอภิรดี เสนาวิน หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน หลังจากทำกิจกรรมการเรียนการสอนนักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน นักเรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง โดยครูคอยเป็นผู้ให้คำแนะนำ/ปรึกษา สรุปผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนได้ฝึกการนำเสนอผลงาน เพื่อประเมินทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


45 ภาพกิจกรรมการเรียนรู้ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย ด้วยวิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativitybased Learning (CBL) ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ของคุณครูอภิรดี เสนาวิน หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม


46 ภาพแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (3Rs8Cs) ด้วยวิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ร่วมกับเทคนิคการเขียนแผนผังความคิด ของคุณครูอภิรดี เสนาวิน หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง สีสันโฆษณา


Click to View FlipBook Version