The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความรู้เกี่ยวกับผักกาด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by P640711 ชลธิชา วงจุฬา, 2023-03-06 02:52:52

ผัก2

ความรู้เกี่ยวกับผักกาด

yummy!


จัดทำ โดย เสนอ เรื่อง ปลูกพืชผักสวนครัว(ผักกาดขาว) รายงาน นางสาวชลธิชา วงจุฬา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่5/7 เลขที่11 อาจารย์พิศมัย สืบเลย รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา ท 32102 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนสีชมพูศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น


คำ นำ เนื่องจากเป็นผักที่มีความสำ คัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งเพราะมาผู้นิยมบริโภคอย่างแพร่ หลาย ใช้รับประทานเป็นผักสด หรือใช้ประกอบอาหารอื่นก็ได้ทุกครั้งที่ต้องการหาง่ายและปลูก ง่าย ผู้เขียนอยากให้มีความรู้เกี่ยวกับผักกาดขาว จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องผักกาดขาว นำ เสนอรายงาน เพื่อให้ผู้อ่านได้มีความรู้จักกับผักกาดขาว วิธีปลูก พันธุ์ผักกาดขาวที่เกษตร นิยมปลูก วิธีการดูแล ควรวางแปลงพักไว้ที่ใด ต้องอยู่ในอุณหภูมิเท่าไหร่ถึงจะทำ ให้ผักกาด ขาวเจริญเติบโตได้ดีมาก ประโยชน์ของพืชผัก ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำ ความรู้ไปใช้ ประโยชน์ได้บ้างตามสมควร ขอขอบพระคุณอาจารย์พิศมัย สืบเลย ที่กรุณาให้คำ แนะนำ ในการจัดทำ รายงานส่งสำ เร็จ ลุล่วงด้วยดี นางสาวชลธิชา วงจุฬา 5 มีนาคม 2566


สารบัญ เรื่อง บทนำ ความสำ คัญและแหล่งกำ เนิดของผักกาดขาว พันธุ์ของผักกาดขาว วิธีปลูกและวิธีดูแลผักกาดขาว โรคต่างๆของผักกาดขาว ประโยชน์จากผักกาดขาว คำ แนะนำ ในการรับประทานผักกาดขาว สรรพคุณของผักกาดขาว บทสรุป บรรณานุกรม หน้า 1 1 2 2-3-4 5-6 7 7 8-9 10 10


บทนำ ผักกาดขาวปลี เป็นผักที่ปลูกกันมากในประเทศจีนตอนใต้ ไต้หวัน และในประเทศ ผักกาดขาวปลี นับว่าเป็นผักที่มีความสำ คัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากมีผู้นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลายส่วนที่ใช้บริโภค ได้แก่ ส่วนใบ รับประทานเป็นผักสดหรือ ใช้ประกอบอาหารอื่นๆ ผักกาดขาว เป็นที่รู้จักว่า เป็นผักกาดชนิดหนึ่งของ ผักกาดจีน ถิ่นกำ เนิดใกล้กับปักกิ่ง และบริโภคกัน อย่างแพร่หลายในอาหารเอเชียตะวันออก แต่ส่วนใหญ่ในโลกก็ ผักกาดชนิดนี้ก็เข้าใจว่า "ผักกาดจีน" ผัก กาดจีนจะมีสีจางกว่าผักกาดจีนชนิดอื่น ๆ อย่างเช่น ผักกาดกวางตุ้ง ซึ่งก็ถูกเรียกว่าผักกาดจีนเช่นเดียวกัน ในสหราชอาณาจักร ผักชนิดนี้รู้จักกันในชื่อ "Chinese Leaf" ในนิวซีแลนด์รู้จักกันในชื่อ"Wong Bok" หรือ"Won bok" ในออสเตรเลียและฟิลิปปินส์รู้จักกันในชื่อ"wombok".[1] ชื่อ "nappa" มาจากภาษาพูดและภาษาถิ่นในภาษาญี่ปุ่น ซึ่ง ญี่ปุ่น: 菜っ葉; โรมาจิ: nappa มัก จะใช้เรียกใบของผักต่าง ๆ โดยเฉพาะใบผักที่ใช้ทำ อาหาร[2] ชื่อในภาษาญี่ปุ่นที่เอาไว้เจาะจงผักกาด ประเภทนี้ว่า ญี่ปุ่น: ⽩菜; โรมาจิ: hakusai, lit. "ผักกาดขาว" โดยเป็นคำ อ่านออกเสียงแบบจีน ใน ภาษาญี่ปุ่น ผักกาดขาวถูกบริโภคอย่างแพร่หลายในจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี และที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งในจังหวัด กังวอน ทางตอนเหนือของเกาหลีใต้[3] ผัดกาดขาวถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความเจริญรุ่งเรืองในจีน[4] และในภาพลักษณ์นี้เองจึงมักพบเห็นรูปจำ ลองที่ทำ จากแก้วและกระเบื้องเคลือบ รูปสลักผักกาดที่มีชื่อ เสียง Jadeite Cabbage ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติไต้หวัน ก็เป็นรูปสลักของผักกาดขาว ด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีผู้อพยพจากไต้หวันนี้เอง จึงสามารถพบเห็นรูปสลักผักกาดได้ในหลายเมือง ของ อเมริกาเหนือ ยุโรปและออสเตรเลีย ในอาหารเกาหลี ผักกาดถูกใช้เป็นส่วนผสมหลักของ baechu kimchi ที่เป็นชนิดของกิมจิ ทั่วไป แต่ ก็ยังกินสด ๆ โดยเอาไปห่อเนื้อหมูหรือหอยนางรม แล้วจิ้มกับโกชูจัง[5] แต่คนทั่วไปก็มักใส่ใบที่แก่กว่าใน ซุป ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เมื่อเทียบกับผักกาดชนิดอื่น ๆ เช่น บ๊อกชอย หรือ กะหล่ำ และผักกาด ขาวยังสามารถเอาไปผัดน้ำ มันกับส่วนผสมอื่น ๆ เช่นเต้าหู้ เห็ด หรือซูกินี ผักกาดขาวยังเป็นส่วนผสมพื้น ฐานในการกินอาหารหม้อไฟอีกด้วย ความสำ คัญและแหล่งกำ เนิดของผักกาดขาว (1)


ผักกาดขาว มีชื่อเรียกอื่นว่า ผักกาดขาวปลี, แปะฉ่าย, แปะฉ่ายลุ้ย เป็นต้น สายพันธุ์ผักกาดขาวที่นิยมปลูกมีอยู่ 3 พันธุ์ คือ พันธุ์เข้าปลียาว (ลักษณะสูง เป็นรูปไข่), พันธุ์เข้าปลีกลมแน่น (ลักษณะสั้น อ้วนกลม) และพันธุ์เข้าปลีหลวมหรือไม่ห่อปลี (ปลูกได้ทั่วไป เช่น ผักกาดขาวธรรมดา ผักกาดขาวใหญ่) พันธุ์ของผักกาดขาวปลี วิธีปลูกและวิธีดูแลผักกาดขาว ผักกาดขาวเป็นผักอายุปีเดียว มีระบบรากตื้น ใบมีลักษณะห่อปลียาวหรืออาจห่อหลวมๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ใบ มีสี ขาวถึงสีเขียวอ่อน ผักกาดขาว นับเป็นผักที่มีความสำ คัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากมีผู้ นิยม บริโภคอย่างแพร่หลาย ใช้บริโภคคือ ส่วนของใบ ซึ่งมีลักษณะเป็นผืนเดียวกันตลอด สามารถบริโภค ได้ทั้งแบบสด และนำ ไปประกอบอาหาร ตลอดจนเป็นผักที่ใช้ในอุตสาหกรรมรูปอื่นๆ อีก ซึ่งทางเราได้เรียบเรียง วิธีปลูก ผักกาด ขาว แบบสั้นๆเข้าใจง่ายไว้ในบทความนี้ เพื่อใช้เป็นแนวทางสำ หรับคนที่สนใจปลูก แหล่งปลูกที่เหมาะสม -อุณหภูมิที่เหมาะสมสำ หรับการปลูกคือ 15-22 องศาเซลเซียส (ช่วงเดือน ตุลาคม-กุมภาพันธ์) -สามารถปลูกได้ในทุกสภาพดิน แต่ที่ดีที่สุด คือ ดินร่วน ระบายน้ำ ดีและมีความอุดมสมบูรณ์สูง -ค่า pH ที่เหมาะสมในการปลูกคือ 6 – 6.8 -ควรได้รับแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน (2)


•การเตรียมเมล็ดก่อนเพาะ ในการเลือกเมล็ดพันธุ์นั้น ควรเลือกเมล็ดพันธุ์จากผู้จำ หน่ายที่น่าเชื่อถือ มีคุณภาพ บรรจุอยู่ในภาชนะที่ป้องกัน ความชื้นและอากาศ มีการระบุข้อมูลต่างๆไว้อย่างชัดเจน เช่น ผักกาดขาวปลี กาญจนา , ผักกาดขาวปลี เฮฟวี่ ตราเจียไต๋,ต๋ ผักกาดขาว บิ๊กเอ็ม ตราไก่,ก่ผักกาดขาว ท็อปเท็น ตราเทวดา หรือ ผักกาดขาว โชกุน ตราศรแดง เป็นต้น •การเตรียมดิน -สำ หรับแปลงเพาะกล้า ไถดินแล้วตากไว้ 5-7 วัน หลังจากนั้นก็คลุกเคล้าด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วให้มาก พรวน ย่อยดินให้ละเอียด -สำ หรับแปลงปลูก ไถหรือขุดดินให้ลึกประมาณ 30 เซนติเมตรและตากดินให้แห้ง ประมาณ 7-10 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ย หมักที่สลายตัวดีจากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน •การเพาะกล้า -การเพาะกล้าผักกาดขาวนั้นเป็นการประหยัดเมล็ดพันธุ์ นิยมใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมที่มีราคาแพง -หว่านเมล็ดให้ทั่วพื้นผิวแปลง -ใช้ปุ๋ยคอกหว่านกลบหนาประมาณ 0.5 – 1 เซนติเมตร -คลุมแปลงด้วยหญ้าแห้งหรือฟางบางๆ แล้วรดน้ำ ด้วยบัวฝอยละเอียดให้ทั่วแปลง (3)


การปลูกผักกาดขาว •การปลูกโดยการเพาะกล้า ย้ายลงแปลงปลูก เมื่อต้นกล้าอายุประมาณ 30-35 วัน การย้ายกล้าไปปลูกควรย้ายในช่วงบ่ายๆ ถึงเย็น หรือช่วงที่ อากาศมืดครึ้มโดยใช้ระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 50 x 50 เซนติเมตรคลุมแปลงด้วยหญ้าแห้งหรือฟางบางๆ แล้วรดน้ำ ด้วยบัวฝอยละเอียดให้ทั่วแปลงการปลูกโดยการหว่าน สำ หรับการปลูกโดยการหว่านนั้น เหมาะสำ หรับเมล็ด พันธุ์ที่มีราคาถูก คือ ผักกาดขาวใหญ่และผักกาดขาวธรรมดาผสมเมล็ดพันธุ์ด้วยทรายละเอียดเนื่องจากเมล็ดพันธุ์ของผัก กาดขาวนั้นมีขนาดเล็กหว่านเมล็ดพันธุ์ที่ทำ การผสมกับทรายเรียบร้อยแล้วให้ทั่วแปลงปลูกหว่านทับด้วยปุ๋ยคอกหนา ประมาณ 0.5 – 1 เซนติเมตรคลุมแปลงด้วยหญ้าแห้งหรือฟางบางๆ แล้วรดน้ำ ด้วยบัวฝอยละเอียดให้ทั่วแปลงเมื่อต้นกล้างอกและ มีใบจริง 1-2 ใบควรถอนแยกเพื่อจัดระยะเมื่อต้นกล้ามีอายุ 25-30 วันให้ทำ การถอนแยกครั้งสุดท้าย โดยจัดระยะปลูก ระหว่างต้นและระหว่างแถวประมาณ 50 x 50 เซนติเมตร การดูแลรักษา •การรดน้ำ เนื่องจากผักกาดขาวเป็นผักที่ต้องการน้ำ มาก ควรให้น้ำ สม่ำ เสมอ ในระยะแรกควรให้น้ำ วันละ 3-4 ครั้ง เมื่อผักกาดขาว มีอายุเกิน 7 วันไปแล้ว ลดลงเหลือให้วันละ 3 ครั้ง เมื่ออายุเกิน 1 เดือนขึ้นไป ให้น้ำ วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ไม่ควรให้ น้ำ ในเวลาที่แดดจัดเพราะน้ำ อาจร้อนทำ ให้ผักกาดขาว ซึ่งบางเสียหายได้ง่าย ในช่วงผักกาดขาวกำ ลังห่อปลีไม่ควรให้ขาด น้ำ อย่างเด็ดขาด เพราะจะทำ ให้การห่อปลีและการเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ •การใส่ปุ๋ย ควรให้ปุ๋ยที่มีสัดส่วนของธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปรแตสเซียมในอัตรา 2:1:1 เช่น ปุ๋ยสูตร 20-10-10 หรือสูตร ใกล้เคียง โดยให้ในอัตราประมาณ 80-150 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่เมื่อผักกาดขาวมีอายุ 20 วัน •การเก็บเกี่ยว อายุการเก็บเกี่ยวของผักกาดขาวนั้นขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เช่น ผักกาดขาวปลี กาญจนา มีอายุเก็บเกี่ยว 38-40 วัน หลัง หยอดเมล็ด หรือ ผักกาดขาว บิ๊กเอ็ม ตราไก่ มี อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 50-55 วัน หลังจากหยอดเมล็ด เป็นต้น การเก็บ เกี่ยวนั้นใช้มีดคมๆ ตัดที่โคนต้น แล้วตัดแต่งใบที่เป็นโรคถูกแมลงทำ ลายออก แต่ยังคงเหลือใบนอกๆไว้ประมาณ 2-3 ใบ เพื่อป้องกันการกระแทก (4)


ปลูกพืชหมุนเวียน ทำ ลายพืชที่ติดเชื้อให้หมด ใช้สารเคมีในกลุ่ม Alkylenebis เช่น แมนโคเซป (ฮัมบรูก) (โปรมาเซบ 80) หรือ โพรพิเนบ (แอนทาโคล) เป็นต้น ใช้สารเคมีในกลุ่ม Inorganic เช่น คอปเปอร์ ไฮดรอกไซด์ (ฟังกูราน) เป็นต้น ใช้สารเคมีในกลุ่ม Dimethyldithiocarbamate เช่น ไธอะโนซาน(ไทแรม) เป็นต้น แปลงปลูกควรมีการระบายน้ำ ที่ดี ไม่ควรหว่านเมล็ดผักแน่นเกินไป ใช้สารเคมีในกลุ่ม Phenylamide เช่น เมทาแลกซิล (เมทาแลกซิล) (ลอนซาน 35) เป็นต้น ใช้สารเคมีในกลุ่ม Alkylenebis เช่น แมนโคเซป (ฮัมบรูก) (โปรมาเซบ 80) โพรพิเนบ (แอนทาโคล) เป็นต้น โรคในผักกาดขาว โรคเหี่ยวของผักกาดขาว สาเหตุ เชื้อรา Fusarium oxysporum ลักษณะอาการ มีใบล่างเหี่ยวแห้งซีกใดซีกหนึ่ง ทำ ให้ใบเบี้ยวงอไปข้างที่ใบเหี่ยวต่อมาใบทางซีกนั้นจะเหียวเพิ่มขึ้น และเหี่ยวทั่วต้นในเวลาต่อมา เมื่อถอนดูรากจะขาดหลุดจากลำ ต้นเพราะผุเปื่อยเป็นสีน้ำ ตาล ผักกาดขาวที่ปลูกใน สภาพดินเหนียวและดินทรายมักพบโรคนี้มาก การป้องกันกำ จัด โรคเน่าคอดิน สาเหตุ เชื้อรา Pythium sp. เกิดเฉพาะในแปลงเพาะกล้าเท่านั้น ลักษณะอาการ มี แผลช้ำ ที่โคนต้นระดับดิน เนื้อเยื่อตรงแผลเน่าและแห้งไปอย่างรวดเร็ว ถ้าถูกแสงแดดทำ ให้ต้นกล้า หักพับ ต้นจะเหี่ยวแห้งตายในเวลารวดเร็ว การป้องกันกำ จัด (5)


สาเหตุ เชื้อไวรัส Turnip mosaic มีเพลี้ยอ่อนเป็นพาหะ ลักษณะอาการ ใบด่างเขียวสลับเขียวเหลืองแคระแกร็น ใบมีขนาดเล็กลง ตามบริเวณ เส้นใบจะพบเป็นสีม่วงปะปนอยู่ เมื่อรุนแรงขึ้นใบจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเหลืองทั้งใบ และมีลักษณะบิดงอ เล็กน้อย การป้องกันกำ จัด กำ จัดเพลี้ยอ่อนที่เป็นแมลงพาหะ •ใช้สารเคมีในกลุ่ม carbamate เช่น คาร์โบซัลแฟน (พอสซ์) เป็นต้น •ใช้สารเคมีในกลุ่ม Pyrethoid เช่น ไซเพอร์เมทริน (ฮุค) หรือ เดลทาเมทริน (เดซิส) เป็นต้น •ใช้สารเคมีในกลุ่ม phenylpyrazole เช่น ฟิโพรนิล (แอสเซนด์) เป็นต้น •ใช้สารเคมีในกลุ่ม Neonicotinoid เช่น ไดโนทีฟูแรน(สตาร์เกิล จี), ไทอะมีทอกแซม(เซนน่า) หรือ อิมิดา โคลพริด(ไบรด้า) เป็นต้น •ฉีดพ่นสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น สะเดา ผสมกับน้ำ ผงซักฟอกเจือจาง โรคใบด่างของผักกาดขาว ลักษณะการทำ ลาย ตัวหนอนจะกัดกินใบ ก้านใบหรือเข้าทำ ลายหัวปลี ทำ ลายเป็นหย่อมๆ ตามจุดที่ผีเสื้อวางไข่ แนวทางการป้องกันกำ จัด •เก็บไข่และตัวหนอนไปทำ ลาย •ใช้สารเคมีในกลุ่ม Pyrethoid เช่น ไซเพอร์เมทริน (ฮุค) หรือ เดลทาเมทริน (เดซิส) เป็นต้น •ใช้ (ยาฆ่าแมลงจากธรรมชาติ) •ใช้สารเคมีในกลุ่ม Avermectin เช่น อะบาเมกติน (ต็อดติ) หรือ อิมาเม็กตินเบนโซเอต(เดอะฮัก) เป็นต้น •ใช้สารเคมีในกลุ่ม Oxadiazine เช่น อินดอกซาคาร์บ (แอมเมท) เป็นต้น •ใช้สารเคมีในกลุ่ม Arylpyrrole เช่น คลอร์ฟีนาเพอร์ หรือ คลอร์ฟีนาเพอร์(แรมเพจ) เป็นต้น หนอนกระทู้ผัก (6)


ประโยชน์ของผักกาดขาว ใช้ประกอบอาหาร เมนูผักกาดขาว ได้แก่ ผัดผักกาดขาว, แกงจืดผักกาดขาว, ต้มจืดผักกาดขาวยัดไส้ ฯลฯ คุณค่าทางโภชนาการของผักกาดขาว 100 กรัม มีน้ำ 91.7 กรัม, กรดอะมิโน, โปรตีน 0.6 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 5.7 กรัม, เส้นใย 0.8 กรัม, แคโรทีน 0.02 มิลลิกรัม, วิตามินบี 1 0.02 มิลลิกรัม, วิตามินบี 2 0.04 มิลลิกรัม, วิตามินซี 30 มิลลิกรัม, ธาตุแคลเซียม 49 มิลลิกรัม, ธาตุฟอสฟอรัส 34 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 0.5 มิลลิกรัม, ธาตุโพแทสเซียม 196 มิลลิกรัม, ธาตุซิลิกอน 0.024 มิลลิกรัม, ธาตุแมงกานีส 1.26 มิลลิกรัม, ธาตุทอง แดง 0.21 มิลลิกรัม, ธาตุสังกะสี 3.21 มิลลิกรัม, ธาตุโมลิบดีนัม 0.125 มิลลิกรัม, ธาตุโบรอน 2.07 มิลลิกรัม, กรดนิ โคตินิค (Nicotinic acid) 0.5 มิลลิกรัม ผักกาดขาวเป็นผักที่มีเส้นใยสูงมาก โดยเส้นใยที่ว่านี้เป็นเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ แต่จะพองตัวเมื่อมีน้ำ จึงมี ความสามารถ ในการอุ้มน้ำ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการอุ้มน้ำ ได้ดีนี้จะช่วยเพิ่มปริมาตรของกากอาหาร ช่วยกระตุ้นการ เคลื่อนไหวของลำ ไส้ ทำ ให้กากอาหารอ่อนนุ่ม ขับถ่ายสะดวก และยังช่วยแก้อาการท้องผูกอีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วย เพิ่มความหนืด ทำ ให้ไม่ถูกย่อยได้ง่าย ช่วยดูดซับและแลกเปลี่ยนประจุ จึงช่วยป้องกันและกำ จัดสารอนุมูลอิสระใน ร่างกาย ช่วยดึงเอาสารพิษที่ปนเปื้อนในอาหารที่รับประทาน ช่วยลดความหมักหมมของลำ ไส้ จึงมีผลทำ ให้ช่วยลด ความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำ ไส้ได้เป็นอย่างดี สำ หรับสรรพคุณช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำ ไส้นั้น ปัจจุบันยังไม่ทราบขนาดของเส้นใยอาหารที่ต้องรับประทาน อย่างแน่นอน แต่ในสหรัฐฯ ได้กำ หนดให้เพศชายวัยสูงอายุ ควรบริโภคเส้นใยอาหารประมาณ 18 กรัมต่อวัน และ สำ หรับวัยหนุ่มสาวควรรับประทาน 20-25 กรัมต่อวัน และการรับประทานที่มากกว่าปริมาณที่กำ หนดก็ไม่ได้ช่วยลด อัตราความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งแต่อย่างใด แต่จะช่วยทำ ให้ระบบขับถ่ายทำ งานได้ดีมากขึ้น อย่างเช่นในเรื่อง ของการขับถ่าย แก้อาการท้องผูก **คำ แนะนำ ในการรับประทานผักกาดขาว 1. สำ หรับผู้ที่มีอาการม้ามพร่อง คือ มีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นท้องเป็นประจำ อาหารไม่ค่อยย่อย มีแก๊สใน กระเพาะอาหารเยอะ ไม่ควรรับประทานผักกาดขาวในปริมาณมากเกินไป แต่ถ้าเป็นแค่ชั่วคราวก็ไม่เป็นอะไร 2. สำ หรับผู้ที่รับประทานอาหารจำ พวกเนื้อสัตว์หรือของมันแนะนำ ให้รับประทานหัวผักกาดสักเล็กน้อย เพราะ หัวผักกาดขาวมีน้ำ มันมัสตาร์ด (Mustard oil) ซึ่งมีรสเผ็ด เมื่อรวมกับเอนไซม์ในหัวผักกาดจึงมีฤทธิ์ช่วยกระตุ้น กระเพาะอาหารและลำ ไส้ให้เคลื่อนไหว จึงช่วยทำ ให้รับประทานอาหารได้มากขึ้นและยังช่วยย่อยได้อีกด้วย 3. การรับประทานหัวผักกาดขาวดิบจะมีประโยชน์มากกว่ารับประทานแบบปรุงสุกหรือผ่านความร้อน เนื่องจากวิตามินซีและเอนไซม์อะไมเลส (Amylase) ในหัวผักกาดขาวจะไม่ทนต่อความร้อนมากนัก และจะถูก ทำ ลายที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส 4. สำ หรับการรับประทานผักกาดขาว ในการเลือกซื้อผักกาดขาวควรระวังในเรื่องของสารปนเปื้อนหรือยาฆ่า แมลงให้ดี เพราะการรับประทานเข้าไปในปริมาณมากอาจจะไปขัดขวางการทำ งานของเอนไซม์ในร่างกาย ทำ ให้ ร่างกายอ่อนเพลีย มึนงง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หายใจลำ บาก ชัก และหมดสติได้ (7)


***สรรพคุณของผักกาดขาว 1. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน 2. มีแคลเซียมช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน 3. ช่วยบำ รุงร่างกาย บำ รุงกำ ลัง 4. ช่วยให้เจริญอาหาร รับประทานอาหารได้มากขึ้น 5. ช่วยแก้กระหาย 6. ช่วยทำ ให้กล้ามเนื้อทำ งานเป็นปกติ 7. แคลเซียมมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิตสูง 8. ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผนังหลอดเลือด 9. ช่วยขับน้ำ นม (ใบ) 10. ผักกาดขาวมีออร์กาโนซัลไฟด์ (Organosulffide) และฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยป้องกันมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจ 11. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งในลำ ไส้ 12. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง 13. มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคตาบอดตอนกลางคืน 14. ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน 15. มีส่วนช่วยกำ จัดสารพิษ ของเสีย และโลหะหนักออกจากร่างกาย 16. ผักกาดอุดมไปด้วยโฟเลตซึ่งเป็นสารอาหารที่จำ เป็นสำ หรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก 17. ช่วยทำ ให้เม็ดเลือดแดงแข็งแรงมากขึ้น 18. ช่วยแก้หืด (เมล็ด) 19. ช่วยแก้อาการหวัด ด้วยการต้มหัวผักกาดดื่มเป็นน้ำ 20. ช่วยแก้อาการไอและเสมหะ ด้วยการใช้หัวผักกาดพอประมาณ ใส่ขิงและน้ำ ผึ้งเล็กน้อยแล้วต้มกับน้ำ ดื่ม (หัวผักกาด, เมล็ด) 21. ช่วยแก้อาการเสียงแห้ง ไม่มีเสียง ด้วยการคั้นน้ำ หัวผักกาดขาว เติมน้ำ ขิงเล็กน้อยแล้วนำ มาดื่ม 22. ช่วยแก้เลือดกำ เดาออก 23. ช่วยแก้อาเจียนเป็นเลือด 24. ช่วยรักษาแผลในปาก ด้วยการคั้นน้ำ จากหัวผักกาดขาวแล้วนำ มาใช้บ้วนปากเป็นประจำ 25. ช่วยแก้อาการเรอเปรี้ยว ด้วยการนำ หัวผักกาดขาวดิบมาหั่นประมาณ 3-4 แว่นแล้วนำ มาเคี้ยวกินแก้อาการ 26. ช่วยแก้อาการเจ็บคอ (ใบ) 27. ช่วยในการย่อยอาหาร (หัวผักกาด, ใบ) 28. แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ 29. ช่วยแก้ท้องเสีย (หัวผักกาด, เมล็ด, ใบ) 30. ช่วยแก้และบรรเทาอาการท้องผูก (8)


***สรรพคุณของผักกาดขาว 31. ช่วยขับปัสสาวะ 32. ช่วยแก้พิษสุรา 33. ช่วยแก้อาการบวมน้ำ 34. ช่วยรักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะ 35. ช่วยป้องกันและรักษาโรคเหน็บชา 36. ช่วยแก้อาการอักเสบ 37. ช่วยรักษาแผลไฟไหม้น้ำ ร้อนลวกหรือแผลโดนสะเก็ดไฟ ด้วยการใช้หัวผักกาดนำ มาตำ ให้แหลกแล้วนำ มาพอกบริเวณที่ เป็นแผล หรือจะใช้เมล็ดนำ มาตำ ให้แหลกแล้ว พอกก็ใช้ได้เช่นกัน (หัวผักกาด, เมล็ด) 38. ช่วยแก้อาการฟกช้ำ ดำ เขียว ด้วยการใช้หัวผักกาดหรือใบ นำ มาตำ ให้ละเอียดแล้วพอกบริเวณที่ฟกช้ำ หรือจะใช้เมล็ด ประมาณ 60 กรัมนำ มาตำ ให้ละเอียดแล้วนำ มาคลุก กับเหล้า (อุ่นให้ร้อน) แล้วนำ มาพอกบริเวณที่เป็น (หัวผักกาด, ใบ, เมล็ด) (9)


บทสรุป หวังว่าทุกคนจะได้ความรู้เกี่ยวกับความสำ คัญแหล่งกำ เนิด พันธุ์ว่ามีพันธุ์อะไรบ้าง การปลูก และการดูแล โรคต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นได้ คำ แนะนำ ในการรับประทาน ประโยชน์และ สรรพคุณของผักกาดขาว (10) บรรณานุกรม https://medthai.com/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B 8%B2%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7/


Thank you!


Click to View FlipBook Version