The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเกี่ยวกับคร่าวฮ่ำ หรือค่าวเป็นวรรณกรรมพื้นบ้านล้านนา ประเภทค่าวซอและค่าวฮ่ำจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อเป็นองค์ความรู้แก่ผู้ที่สนใจศึกษา และเพื่อเป็นการสืบสาน รักษา ต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้คงอยู่คู่กับจังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมการดำเนินงานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๖ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คร่าวฮ่ำ หรือค่าว ภาษาและวรรณกรรมพื้นบ้านล้านนา จังหวัดเชียงใหม่

หนังสือเกี่ยวกับคร่าวฮ่ำ หรือค่าวเป็นวรรณกรรมพื้นบ้านล้านนา ประเภทค่าวซอและค่าวฮ่ำจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อเป็นองค์ความรู้แก่ผู้ที่สนใจศึกษา และเพื่อเป็นการสืบสาน รักษา ต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้คงอยู่คู่กับจังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมการดำเนินงานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๖ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

ค่าว คร่า ร่ วฮ่ำ สำ นักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ สภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ โครงการส่งเสริมการดำ เนินงานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประจำ ปีพุทธศักราช ๒๕๖๖ พ่อ พ่ ครูถนอม ปาจา ชมรมอนุรักษ์ภาษาวัฒนธรรมล้านนา ครูภูมิปัญญาด้านวรรณกรรมค่าว


ค่าว คร่าวฮ่ำ จัจั จั งจั งหวัวั วั ดวั ดเชีชี ชี ยชี ยงใหม่ม่ ม่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ โครงการส่งเสริมการดำ เนินงานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประจำ ปีพุทธศักราช ๒๕๖๖


คร่าวฮ่ำ หรือ ค่าว เขียนตามอักษรล้านนาว่า (ค่รฺาว) อ่านว่า ค่าว ไม่อ่านออก เสียงว่าคร่าว เนื่องจากภาษาล้านนาไม่นิยมออกเสียงควาบกล้ำ ค่าค่ว เป็นป็ฉันฉัทลักลัษณ์ที่ณ์ ชที่ าวบ้าบ้นล้าล้นนานิยนิมใช้มช้ากที่สุ ที่ ดสุดังดัจะเห็นห็ได้จด้ากการใช้คำช้คำประพันพัธ์ปธ์ระเภทนี้อ นี้ ย่าย่งกว้าว้งขวาง โดยคร่าร่วมีคมีวามหมาย โดยทั่ว ทั่ ไปว่าว่เป็นป็เส้นส้ติดติต่อต่ ไปในแนวเดียดีวกันกัเช่นช่ “เชือชืกคร่าร่ว” อันอัหมายถึงถึเชือชืกใหญ่ขญ่นาดยาว ที่มี ที่ ลัมีกลัษณะเป็นป็เกลียลีวในทิศทิทางเดียดีวกันกัยาวติดติต่อต่กันกัไป แต่โต่ดยปริยริาย หมายถึงถึคำ ประพันพัธ์ชธ์นิดนิหนึ่ง นึ่ ซึ่ง ซึ่ มีทั้มีง ทั้ สิ้น สิ้ ๖ ชนิดนิ ได้แด้ก่ คร่าร่วร่ำ คร่าร่วก้อก้ม คร่าร่วซอ คร่าร่วใช้ คร่าร่วปล่อล่ย และคร่าร่วว้อว้ง มีรมีายละเอียอีดดังดันี้ ๑.คร่าวร่ำ เป็นร้อยกรองที่แต่งเพื่อร่ำ พรรณนาเรื่องราวต่างๆ โดยเฉพาะ ๒.คร่าวก้อม เป็นร้อยกรองที่แต่งขึ้นเป็นบทสั่น ๆ มักเป็นโวหารที่กินใจ ๓.คร่าวซอ(คร่าวธรรม)คือร้อยกรองที่แต่งจากวรรณกรรมประเภทชาดก มีลักษณะละม้ายนิทานคำ กลอน ๔.คร่าวใช้คือร้อยกรองที่แต่งเป็นบทโต้ตอบกันระหว่างหนุ่มสาวทำ นองเพลงยาวของภาคกลาง ๕.คร่าวปล่อยได้ร้อยกรองที่เขียนแล้วให้คนอ่าน โดยไม่บอกที่มาหรือชื่อผู้แต่งทำ นองบัตรสนเท่ห์ ๖.คร่าวว้อง ได้แก่ร้อยกรองขนาดสั้นโดยคำ สุดท้ายของบทจะส่งสัมผัสกับท่อนต้นของบทคร่าวนั้นๆ ได้ แต่เดิมคนล้านนานิยมแต่งคร่าวกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยที่ยังใช้อักษรล้านนาอยู่ ภายหลัง เปลี่ยนมาใช้อักษรไทย ผู้คนจึงค่อยๆ เสื่อมความนิยมคร่าวลง กระนั้นก็ตามยังมีการใช้คร่าวรับใช้สังคมล้านนา อยู่แต่ลดน้อยถอยลงเหลือเพียงคร่าวร่ำ และคร่าวก้อม คร่าร่วฮ่ำ เป็นป็วรรณกรรม ประเภทคร่าร่ว นิยนิมแต่งต่กันกัมาก ในสมัยมัรัตรันโกสินสิทร์ตร์อนต้นต้เริ่ม ริ่ ตั้ง ตั้ แต่ปต่ระมาณ พ.ศ. ๒๓๐๐ อันอัเป็นป็ระยะที่บ้ ที่ าบ้นเมือมืงพ้นพ้จากการปกครองของพม่าม่แล้วล้ ในสมัยมันั้น นั้ กวีส่วีวส่นกลางนิยนิมแต่งต่วรรณกรรม ด้วด้ยกลอนแปดหรือรืกลอนสุภสุาพ แต่กต่วีล้วีาล้นนานิยนิมแต่งต่ด้วด้ย“คร่าร่ว” หรือรื “คร่าร่วซอ”เป็นป็ส่วส่นใหญ่ การแต่งต่วรรณกรรม คร่าร่วซอนี้ มีจุมีดจุมุ่งมุ่ หมายสำ หรับรัการ “เล่าล่คร่าร่ว” ซึ่ง ซึ่ หมายถึงถึการที่ผู้ ที่ ใผู้ดผู้หผู้นึ่ง นึ่ ที่ส ที่ ามารถอ่าอ่นอักอัษรล้าล้นนาได้อ่าอ่นคร่าร่วซอ เป็นป็ทำ นองเสนาะหรือรือ่าอ่นแบบธรรมดา ให้ผู้ห้ที่ผู้ไที่ ม่สม่ามารถอ่าอ่นออกเขียขีนได้ฟัด้งฟัอันอัเป็นป็ ประเพณีนิณียนิมกันกัในล้าล้นนาไทย สมัยมันั้น นั้ วรรณกรรมคร่าร่วซอที่นิ ที่ ยนิมกันกัมาก ได้แด้ก่เก่รื่อ รื่ ง หงส์หิส์นหิเจ้าจ้สุวัสุตวัร– นางบัวบัคำ คร่าร่วฮ่ำ นางชม หรือรืคร่าร่วสี่บ สี่ ทของ พระยาพรหมโวหารเป็นป็ต้นต้ สำ นักนังานวัฒวันธรรมจังจัหวัดวัเชียชีงใหม่ ร่วร่มกับกัสภาวัฒวันธรรมจังจัหวัดวัเชียชีงใหม่ ได้ร่ด้วร่มกันกัจัดจัทำ โครงการ ส่งส่เสริมริการดำ เนินนิงานมรดกภูมิภูปัมิญปัญาทางวัฒวันธรรม ประจำ ปีงปีบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ และหนังนัสือสือิเอิล็กล็ทรอนิกนิส์ เรื่อ รื่ ง คร่าร่วฮ่ำ จังจัหวัดวัเชียชีงใหม่ หรือรืค่าค่ว ฉบับบันี้ขึ้ นี้ น ขึ้ เพื่อ พื่ ให้คห้วามรู้วรู้รรณกรรมลายลักลัษณ์ที่ณ์ส ที่ ร้าร้งสรรค์ โดยกวีพื้วีน พื้ บ้าบ้น ล้าล้นนา วรรณกรรมประเภทค่าค่วซอ และค่าค่วฮ่ำ เพื่อ พื่ เป็นป็การสืบสืสาน รักรัษาต่อต่ยอดมรดกภูมิภูปัมิญปัญาทางวัฒวันธรรม ให้คห้งอยู่คู่ยู่ จัคู่ งจัหวัดวัเชียชีงใหม่ และมีกมีารต่อต่ยอดเพื่อ พื่ สร้าร้งมูลมูค่าค่ทั้ง ทั้ เศรษฐกิจกิและสังสัคมอย่าย่งสร้าร้งสรรค์ต่ค์อต่ ไป คำ นิย นิ ม สำ นักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ สิงหาคม ๒๕๖๖ ๒


คำ นำ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม โดยสำ นักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ได้เล็งเห็นถึง ความสำ คัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทางกระทรวงวัฒนธรรม มีนโยบาย ดำ เนินการอนุรักษ์สืบสาน พัฒนา และต่อยอด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคม ผ่านวัฒนธรรม เชิงสัญลักษณ์ ๕F (FOOD /FASHION /FIGHTING /FILM /FESTIVAL) โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานมรดก ภูมิภูปัมิญปัญาทางวัฒวันธรรมผ่าผ่นเครือรืข่าข่ยวัฒวันธรรม และการจัดจัเก็บก็รวบรวมข้อข้มูลมูภูมิภูปัมิญปัญาทางวัฒวันธรรม การจัดจัทำ ฐาน ข้อข้มูลมูระบบสารสนเทศภูมิภูศมิาสตร์ (GEOGRAPHIC INFORMATION SYSTEM : GIS)ของมรดกภูมิภูปัมิญปัญาทางวัฒวันธรรม เพื่อ พื่ เป็นป็ศูนศูย์กย์ลาง ในการแลกเปลี่ย ลี่ นข้อข้มูลมูด้าด้นวัฒวันธรรมของประเทศ และเพื่อ พื่ ให้เห้กิดกิการสร้าร้งมูลมูค่าค่ทางเศรษฐกิจกิและ นำ ไปสู่กสู่ ารอนุรันุกรัษ์ สืบสืสาน สร้าร้งสรรค์งค์านศิลศิปะและวัฒวันธรรมในท้อท้งถิ่น ถิ่ และพัฒพันา ส่งส่เสริมริต่อต่ยอดมรดกภูมิภูปัมิญปัญา ทางวัฒวันธรรมอย่าย่งยั่ง ยั่ ยืนยืทั้ง ทั้ นี้เ นี้ พื่อ พื่ ให้งห้านวัฒวันธรรมของท้อท้งถิ่น ถิ่ ได้รัด้บรัการขับขัเคลื่อ ลื่ นอย่าย่งต่อต่เนื่อ นื่ งและเป็นป็รูปรูธรรม สำ นักนังานวัฒวันธรรมจังจัหวัดวัเชียชีงใหม่ ร่วร่มกับกัสภาวัฒวันธรรมจังจัหวัดวัเชียชีงใหม่ ได้ร่ด้วร่มกันกัจัดจัทำ โครงการ ส่งส่เสริมริการดำ เนินนิงานมรดกภูมิภูปัมิญปัญาทางวัฒวันธรรม ประจำ ปีงปีบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ และหนังนัสือสือิเอิล็กล็ทรอนิกนิส์ เรื่อ รื่ ง คร่าร่วฮ่ำ จังจัหวัดวัเชียชีงใหม่ หรือรืค่าค่ว ฉบับบันี้ขึ้ นี้ น ขึ้ เพื่อ พื่ ให้คห้วามรู้ใรู้นเรื่อ รื่ งวรรณกรรมลายลักลัษณ์ที่ณ์ส ที่ ร้าร้งสรรค์ โดยกวี พื้น พื้ บ้าบ้นล้าล้นนาวรรณกรรมประเภทค่าค่วซอและค่าค่วฮ่ำ เพื่อ พื่ เป็นป็การสืบสืสาน รักรัษาต่อต่ยอดมรดกภูมิภูปัมิญปัญาทางวัฒวันธรรม ให้คห้งอยู่คู่ยู่ จัคู่ งจัหวัดวัเชียชีงใหม่ และมีกมีารต่อต่ยอดเพื่อ พื่ สร้าร้งมูลมูค่าค่ทั้ง ทั้ เศรษฐกิจกิและสังสัคมอย่าย่งสร้าร้งสรรค์ต่ค์อต่ ไป สำ นักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๖


สารบัญ บั หน้า คำ นิยม คำ นำ สารบัญ ๒ ๓ ๔ ประวัติความเป็นมา ๕ ประเภทของคร่าวฮ่ำ ๘ คำ สอน ข้อคิดที่ได้จากบทค่าวฮ่ำ ๑๙ คุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๒๐ บทบาทของชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๒๑ การเก็บข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มาตรการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ครูผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาด้านคร่าว บทประพันธ์หนังสือ ผู้แต่ง : รสสุคนธ์ รักษ์กวี ๔ ๒๒ วรรณกรรมท้องถิ่นค่าว จากผู้แต่งรสสุคนธ์ รักษ์กวี บรรณานุกรม ๒๓ ๒๕ ๒๙ ๓๐ ๓๑


ประวัติ วั ค ติ วามเป็น ป็ มา คร่าวฮ่ำ เป็นวรรณกรรมประเภทคร่าว นิยมแต่งกันมาก ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เริ่มตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๓๐๐ อันอัเป็นป็ระยะที่บ้ ที่ าบ้นเมือมืงพ้นพ้จากการปกครองของพม่าม่แล้วล้ ในสมัยมันั้น นั้ กวีส่วีวส่นกลางนิยนิมแต่งต่วรรณกรรมด้วด้ยกลอนแปด หรือรืกลอนสุภสุาพ แต่กต่วีล้วีาล้นนานิยนิมแต่งต่ด้วด้ย “คร่าร่ว” หรือรื “คร่าร่วซอ” เป็นป็ส่วส่นใหญ่ การแต่งต่วรรณกรรมคร่าร่วซอนี้ มีจุมีดจุมุ่งมุ่ หมาย สำ หรับรัการ “เล่าล่คร่าร่ว” ซึ่ง ซึ่ หมายถึงถึการที่ผู้ ที่ ใผู้ดผู้หผู้นึ่ง นึ่ ที่ส ที่ ามารถอ่าอ่นอักอัษรล้าล้นนาได้ อ่าอ่นคร่าร่วซอเป็นป็ทำ นองเสนาะหรือรือ่าอ่นแบบ ธรรมดาให้ผู้ห้ที่ผู้ไที่ ม่สม่ามารถอ่าอ่นออกเขียขีนได้ฟัด้งฟัอันอัเป็นป็ประเพณีนิณียนิมกันกัในล้าล้นนาไทยสมัยมันั้น นั้ วรรณกรรมคร่าร่วซอที่นิ ที่ ยนิมกันกัมาก ได้แด้ก่ เรื่อ รื่ งหงส์หิส์นหิเจ้าจ้สุวัสุตวัร–นางบัวบัคำ คร่าร่วฮ่ำ นางชมหรือรืคร่าร่วสี่บ สี่ ทของพระยาพรหมโวหารเป็นป็ต้นต้ ในสมัยหลังระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๕ จนถึงสงครามโลก และ พ.ศ. ๒๔๙๔ - ๒๕๐๐ เป็นช่วงที่วรรณกรรมคร่าวซอ ได้รับความนิยมแพร่หลายขั้นอีก ทั้งนี้เพราะโรงพิมพ์เจริญเมืองของนายเมืองใจ ชัยนิลพันธ์ ได้จัดพิมพ์คร่าวซอเรื่อง ต่าง ๆ จำ หน่ายโดยพิมพ์เป็นหนังสือที่ใช้ทั้งตัวอักษรไทยและตัวอักษรล้านนา แต่ต่อมาโรงพิมพ์นี้ก็เลิกกิจการไป และ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ร้านประเทืองวิทยาเชียงใหม่ ได้รับมอบลิขสิทธิ์ให้พิมพ์เผยแพร่อีก แต่ในปัจจุบันเลิกพิมพ์ไปแล้ว เพราะไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากนัก และได้ให้ลิขสิทธิ์คร่าวซอทุกเรื่องแก่ พระครูอดุลสีลกิตติ์ วัดธาตุคำ อำ เภอเมืองเชียงใหม่ พระยาพรหม รัตนกวีแห่งล้านนา หรือเรียกอีกนามว่า พระยาพรหมโวหาร หรือ พระยาพรหมินทร์ ซึ่งเป็นกวี ที่มี ที่ ชื่มีอ ชื่ เสียสีงมากที่สุ ที่ ดสุผู้หผู้นึ่ง นึ่ ของล้าล้นนา เดิมดิชื่อ ชื่ พรหมินมิทร์ เกิดกิที่เ ที่ มือมืงลำ ปาง เมื่อ มื่ พ.ศ. ๒๓๔๕ ปีจปีอ บิดบิาชื่อ ชื่ แสนเมือมืงมา ซึ่ง ซึ่ เป็นป็ สายเชื้อ ชื้สายในวงศ์เศ์จ้าจ้เจ็ดจ็ตน ผู้ทำผู้ทำหน้าน้ที่เ ที่ ป็นป็ผู้รัผู้กรัษากุญกุแจคลังลัของเจ้าจ้หลวงเมือมืงลำ ปาง มารดาชื่อ ชื่ เป็งป็พระยาพรหมโวหาร ศึกศึษาเล่าล่เรียรีนขั้น ขั้ ต้นต้ โดยเมื่อ มื่ อายุ ๑๗ ปี ได้บด้วชเป็นป็เณรที่สำ ที่ สำนักนัวัดวัสิงสิห์ชัห์ยชัมีอมีาจารย์ชื่ย์อ ชื่ พระอุปอุนันนัโทเถระ เมื่อ มื่ อายุคยุรบ ๒๐ ปี แล้วล้ก็อุก็ปอุสมบทเป็นป็พระและพระอุปอุนันนัโทเถระก็ไก็ด้แด้นะนำ ให้พห้รหมินมิทร์ไร์ปศึกศึษา กับกัพระอาจารย์ปิย์นปิตา ที่วั ที่ ดวัสุกสุขมิ้น มิ้ ในเขต วัดวัเจดีย์ดีหย์ลวง เชียชีงใหม่ พรหมินมิทร์ไร์ด้ศึด้กศึษาอยู่ที่ยู่ นั่ ที่ น นั่ สองสามพรรษาก็ลก็าสิกสิขาบท และคืนคืสู่เสู่ มือมืงลำ ปาง ซึ่ง ซึ่ ก่อก่นลาสิกสิขาบท ก็ไก็ด้เด้ขียขีน “คร่าร่วใคร่สิร่กสิข์”ข์หรือรือยากลาสิกสิขาบทไว้ด้ว้วด้ย โดยพรหมินมิทร์เร์ป็นป็คนเฉลียลีวฉลาด มีปมีฏิภฏิาณเฉียฉีบแหลมโดยเฉพาะ มีคมีวามถนัดนัในกวีทวีางภาคเหนือนืที่เ ที่ รียรีกว่าว่ “โคลงกะลง”และเขียขีนคร่าร่วได้ได้พเราะดีที่ดีสุ ที่ ดสุเมื่อ มื่ กลับลัสู่เสู่ มือมืงลำ ปางแล้วล้พรหมินมิทร์ก็ร์ ไก็ด้ รับรัจ้าจ้งเขียขีนเอกสารด้าด้นกฎหมายอยู่กัยู่ บกัศาลเมือมืงลำ ปาง ขณะเดียดีวกันกัก็รัก็บรัจ้าจ้งเขียขีน “คร่าร่วใช้”ช้หรือรืเพลงยาวให้แห้ก่หก่นุ่มนุ่ สาว อีกอีด้วด้ยต่อต่มาบิดบิาก็พก็าพรหมินมิทร์ไร์ปฝึกฝึงานกับกักวี ชื่อ ชื่ พระยาโลมวิสัวิยสัผู้เผู้ป็นป็สหายในราชสำ นักนัเมือมืงลำ ปาง แล้วล้ได้ทำด้ทำงานเป็นป็ มหาดเล็กล็อยู่กัยู่ บกัเจ้าจ้วรญาณรังรัสีเสีจ้าจ้ผู้คผู้รองนครลำ ปางองค์ที่ค์ ที่ ๙ ๕ ประวัติวัสัติสังเขป พระยาพรหมโวหาร ที่มา : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่


ประวัติ วั ค ติ วามเป็น ป็ มา ครั้น รั้ ทรงเห็นห็ว่าว่พรหมินมิทร์มีร์คมีวามถนัดนัในด้าด้นหนังนัสือสืจึงจึได้ส่ด้งส่ ไปอยู่แยู่ ผนกอาลักลัษณ์กัณ์บกัพระยาโลมวิสัวิยสัพรหมินมิทร์จึร์งจึได้มีด้โมีอกาส ศึกศึษาเพิ่ม พิ่ เติมติด้าด้นกวีอีวีกอีต่อต่มาได้มีด้โมีอกาสแสดงความสามารถในด้าด้นกวี โดยเฉพาะปฎิภฎิาณกวีขวีองพรหมินมิทร์เร์ป็นป็ที่โที่ ปรดปราน ของเจ้าจ้ผู้คผู้รองนครลำ ปาง จึงจึได้รัด้บรัแต่งต่ตั้ง ตั้ให้เห้ป็นป็ “พระยาพรหมโวหาร” กวีปวีระจำ สำ นักนันครลำ ปาง และพระยาพรหมโวหาร ได้สด้มรสกับกัเจ้าจ้สุนสุาณลำ ปางซึ่ง ซึ่ เป็นป็ภรรยาคนแรกในจำ นวนที่ว่ ที่ าว่กันกัว่าว่มีภมีรรยาถึงถึ๔๒คนด้วด้ยกันกั พระยาพรหมโวหารเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในทางกวี จนได้รับการยกย่องให้เป็น “รัตนกวีของล้านนา” มีผล งานวรรณกรรมที่สำ คัญคือ คร่าวใคร่สิกข์ คร่าวช้างขึด คำ จ่ม คร่าวปู่สอนหลาน คร่าวสรรพคำ สอน คร่าวพระอภัยมณี คร่าวฮ่ำ นางจม หรือ คร่าวสี่บท และเวสสันดรชาดกกัณฑ์มหาพน ฉบับตำ รายาพระยาพรหมโวหารรับราชการอยู่กับ พ่อเจ้าตลอดมาจนถึงแก่กรรม เมื่อวันเสาร์ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๗ เหนือ พ.ศ. ๒๔๓๐ ตรงกับวัน “พญาวัน” หรือ วันเถลิงศก ด้วยโรคชรารวมมีอายุ ๘๕ ปี ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์ของพระยาพรหมโวหารอยู่ที่หน้าวัดสวนดอก อำ เภอเมือง เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ คำ ว่า คร่าวฮ่ำ หรือ คร่าวร่ำ ความหมายเดียวกัน เพราะตามปกติคนเมืองล้านนาไทย ไม่นิยมออกเสียงคำ ควบ กล้ำ จึงมักจะใช้คำ ว่า “ค่าวฮ่ำ ” นอกจากนั้นก็มักจะเขียนตามเสียงพูดคือเขียนเหมือนภาษาพูด เช่น กำ กึ๊ด ไม่ใช่คำ คึด หรือเปี๊ยดไม่ใช่เพียด หรือเป็งปุ๊ดไม่ใช่เพ็งพุธ เป็นต้น คร่าร่วเป็นป็คำ คล้อล้งจอง หรือรืเป็นป็บทร้อร้ยกรองชนิดนิหนึ่ง นึ่ ของล้าล้นนาไทย เราเรียรีกว่าว่ “วรรณกรรมล้าล้นนา” วรรณกรรม ล้าล้นนามีทั้มีง ทั้ หมดเท่าท่ที่ไที่ ด้ค้ด้นค้คว้าว้จากเอกสารมี ๖ ประเภท คือคื ซอ คร่าร่ว กะโลง กาพย์ ร่าร่ย คำ ฮ่ำ แต่ลต่ะประเภทจะมี ผังผัฉันฉัทลักลัษณ์แณ์ตกต่าต่งกันกัไป คร่าร่วฮ่ำ เป็นป็บทร้อร้ยกรองที่ไที่ พเราะเพราะพริ้ง ริ้ มาก ท่าท่นที่มี ที่ ชื่มีอ ชื่ เสียสีงโด่งด่ดังดัด้าด้นคร่าร่วฮ่ำ สมัยโบราณคือ ท่านพระยาพรหมโวหาร (พ.ศ. ๒๓๔๕ – ๒๔๓๐) ในสมัยนั้น คนส่วนใหญ่มักจะใช้คร่าวฮ่ำ พูดจา โต้ตอบกัน ใครไม่เก่งก็จะขอคนที่เก่งเขียนให้ หนุ่มจีบสาวหรือสาวจะตอบหนุ่ม ก็จะใช้คร่าวเป็นสื่อ ใครไม่ถนัดก็จะไป จ้างคนที่ถนัดเขียนให้ เพื่อให้ได้คร่าวที่มีความหมายไพเราะพริ้ง และทำ ให้ซาบซึ้งในจดหมาย อาจจะเป็นการกระเซ้า เย้าแหย่ หรืออาจจะบอกรักก็มีใครที่เก่งคร่าวฮ่ำ ก็มักจะมีคนนิยมยกย่อง ถ้าเป็นหนุ่มๆ ก็จะเนื้อหอมทีเดียวบางคน เอาคร่าวไปใส่ทำ นองเพราะๆ เรียกว่า “จ๊อย” จ๊อยก็ใช้คร่าวนี่แหละแต่ใส่ทำ นองให้ไพเราะขึ้น คนรุ่นเก่าๆ รู้จักจ๊อยดี ตัวอย่างหนุ่มไปเที่ยวหาสาว (แอ่วสาว) ในสมัยนั้นอาจจ๊อยว่า “เกิดมาจ๊าตินี้ บ่มีไผสน อยากได้หน้ามนสักคน แอมข้าง ไว้เป๋นคู่เคียง ร่วมเรียงร่วมสร้าง ยังบ่มีทางแต๊เล้าอ้ายแอ่วเซาะหา ไปมาค่ำ เจ๊า ปวดเศียรเวียนเกล้า เต๋มที อ้ายเป๋นบ่าวเคิ้น มาเมินหลายปี๋ ยังบ่เคยมี สาวจี๋เคียงข้างสาวจี๋เคียงข้าง” ด้าด้นภูมิภูปัมิญปัญาที่สั ที่ งสัเคราะห์ไห์ด้จด้ากวรรณกรรมนั้น นั้ มีไมีม่น้ม่อน้ยโดยเฉพาะจากวรรณกรรมท้อท้งถิ่น ถิ่ ล้าล้นนา ตัวตัอย่าย่งเช่นช่ ภูมิภูปัมิญปัญาจากวรรณกรรมคำ สอนของล้าล้นนา ภูมิภูปัมิญปัญาจากวรรณกรรมประเภทธรรมค่าค่ว ภูมิภูปัมิญปัญาจากนิทนิานค่าค่วล้าล้นนา ภูมิภูปัมิญปัญาที่สื่ ที่ อ สื่ ผ่าผ่นวรรณกรรมประกอบพิธีพิกธีรรมล้าล้นนา ภูมิภูปัมิญปัญาจากบทซอและเพลงคำ เมือมืง เป็นป็ต้นต้ ๖


ประวัติ วั ค ติ วามเป็น ป็ มา วรรณกรรมลายลักลัษณ์ที่ณ์ส ที่ ร้าร้งสรรค์ โดยกวีพื้วีน พื้ บ้าบ้นล้าล้นนาอีกอีประเภทหนึ่ง นึ่ คือคืวรรณกรรมประเภทค่าค่วซอและค่าค่วฮ่ำ สื่อ สื่ มวลชนในจังจัหวัดวัเชียชีงใหม่ที่ม่มี ที่ บมีทบาทสำ คัญคั ในการฟื้น ฟื้ฟูแฟูละส่งส่เสริมริให้มีห้กมีารแต่งต่ค่าค่ว ได้แด้ก่ หนังนัสือสืพิมพิพ์แพ์ละสถานีวินีทวิยุท้ยุอท้งถิ่น ถิ่ ในสมัยมันั้น นั้ กล่าล่วคือคืช่วช่งปี พ.ศ. ๒๔๙๓ หนังนัสือสืพิมพิพ์ชพ์าวเหนือนืซึ่ง ซึ่ เป็นป็หนังนัสือสืพิมพิพ์ ในจังจัหวัดวัเชียชีงใหม่ ได้จัด้ดจัประกวดการแต่งต่ค่าค่ว ในรูปรูแบบค่าค่วซอ ครั้ง รั้ นั้น นั้ มีนัมีกนัเขียขีนค่าค่วซอเขียขีนค่าค่วเข้าข้ประกวดกันกัมาก หลังลัจากนั้น นั้ ช่วช่ง พ.ศ. ๒๕๐๑ มีหมีนังนัสือสืพิมพิพ์คพ์นเมือมืง ซึ่ง ซึ่ เป็นป็หนังนัสือสืพิมพิพ์ท้พ์อท้งถิ่น ถิ่ อีกอีฉบับบัของจังจัหวัดวัเชียชีงใหม่ สนับนัสนุนนุกวีพื้วีน พื้ บ้าบ้น โดยให้พื้ห้น พื้ ที่ตี ที่ พิตีมพิพ์บพ์ทคร่าร่ว หากค่าค่วซอที่ไที่ ด้ลด้งพิมพิพ์ แล้วล้จะนำ ออกอ่าอ่นทางวิทวิยุ ด้วด้ยผู้คผู้วบคุมคุรายการ คือคื “เลิศลิลานนาไทย” หรือรืนายบุญบุเลิศลิพิงพิพราวลี ต่อต่มาปี พ.ศ. ๒๕๐๒ นายอำ นวย กลำ พัดพันักนัจัดจัรายการวิทวิยุ สถานีวินีทวิยุ วปถ.๒ จังจัหวัดวัเชียชีงใหม่ ได้จัด้ดจัรายการค่าค่วฮ่ำ ทางสถานีวินีทวิยุขึ้ยุน ขึ้ในลักลัษณะ ของการจัดจัรายการเพลงสลับลักับกัการอ่าอ่นค่าค่วฮ่ำ ที่มี ที่ ผู้มีแผู้ต่งต่ส่งส่มาร่วร่มรายการ มีผู้มีสผู้นใจแต่งต่ค่าค่วฮ่ำ เข้าข้ร่วร่มรายการมากพอสมควร ความนิยนิมแต่งต่ค่าค่วของกวีพื้วีน พื้ บ้าบ้นคงมีมมีาอย่าย่งต่อต่เนื่อ นื่ ง จนมาถึงถึช่วช่งที่ไที่ ด้รัด้บรัความนิยนิมสูงสูสุดสุเมื่อ มื่ ปี พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๑๒ เมื่อ มื่ สถานีวินีทวิยุ วปถ.๒ จังจัหวัดวัเชียชีงใหม่ ได้จัด้ดจัให้มีห้กมีารประกวดค่าค่วฮ่ำ ชิงชิรางวัลวั (สร้อร้ยคอทองคำ ) โดยผู้สผู้นใจต้อต้งแต่งต่ตามหัวหัข้อข้ที่กำ ที่ กำหนดผลปรากฏว่าว่ มีปมีระชาชนในท้อท้งถิ่น ถิ่ ล้าล้นนาแต่งต่ค่าค่วฮ่ำ เข้าข้ประกวดเป็นป็จำ นวนมาก นักนัจัดจัรายการวิทวิยุที่ยุมี ที่ ชื่มีอ ชื่ เสียสีงในยุคยุนั้น นั้ ได้แด้ก่ นางรำ พันพัอินอิทวงศ์ (บัวบัคำ )นายอำ นวยกลำ พัดพัและนางเรไรไชยวงศ์ อาจกล่าล่วได้ว่ด้าว่ตั้ง ตั้ แต่ พ.ศ. ๒๔๙๓ – ๒๕๑๒ เป็นป็ยุคยุที่ค่ ที่ าค่วซอ และค่าค่วฮ่ำ เป็นป็ที่นิ ที่ ยนิมสูงสูสุดสุทั้ง ทั้ ทางสื่อ สื่ สิ่ง สิ่ พิมพิพ์แพ์ละ สถานีวินีทวิยุ ก่อก่นที่จ ที่ ะคลี่ค ลี่ ลายไปเมื่อ มื่ มีสื่มีอ สื่ วิทวิยุโยุทรทัศทัน์ขน์องกรมประชาสัมสัพันพัธ์ (ช่อช่ง ๘ ลำ ปาง) ภายหลังลัปรับรัเป็นป็สถานี โทรทัศทัน์แน์ห่งห่ ประเทศไทย (สทท.๑๑) เข้าข้มาในท้อท้งถิ่น ถิ่ การนำ เสนอข้อข้มูลมูข่าข่วสารที่ใที่ ห้ทั้ห้ง ทั้ ภาพและเสียสีงจึงจึดึงดึดูดดูความสนใจ ทำ ให้ชห้าวล้าล้นนาเริ่ม ริ่ จะเป็นป็ ฝ่าฝ่ย “เสพ” ข้อข้มูลมูข่าข่วสารและความบันบัเทิงทิมากกว่าว่เป็นป็ ฝ่าฝ่ย “สร้าร้ง” ฉะนั้น นั้ จึงจึอาจกล่าล่วได้ว่ด้าว่ กระแสความเปลี่ย ลี่ นแปลงทางสังสัคมส่งส่ผลให้ค่ห้าค่วฮ่ำ /ค่าค่วซอ ที่มี ที่ มมีาแต่เต่ดิมดิแผ่วผ่เบาลงไป เพื่อมิให้สับสนจึงให้ความหมายของคำ ว่า “ค่าว” “ค่าวซอ” “ค่าวฮ่ำ ” ไว้ดังนี้ “ค่าว”ความหมายแรก คือ ใช้เรียกรูปแบบคำ ประพันธ์ ประเภทหนึ่งของล้านนา ๑ บทมี ๓ บาท ความหมายที่สอง คือ เนื้อหาที่แต่งด้วยคำ ประเภทค่าว อาจระบายความคับข้องใจ เช่น น้ำ ท่วมบ้าน อาจบันทึกเหตุการณ์ทำ นองจดหมายเหตุ เช่น มหันตภัยสึนามิลักษณะเนื้อหาเช่นนี้บางทีก็เรียกว่า “ค่าวฮ่ำ ” เนื่องจาก มีลักษณะพร่ำ พรรณนาแทรกในตัวบท ค่าวในกลุ่มนี้ต้องมิใช่เรื่องที่แต่งจากนิทานชาดก “ค่าวซอ” คือ คำ ประพันธ์ประเภทค่าวที่นำ เรื่องมาจากนิทานชาดก หรือนิทานธรรม แต่งเป็นเรื่องยาวๆ เช่น ค่าวซอหงส์ผาคำ ค่าวซอเจ้าสุวัตรนางบัวคำ ค่าวสุวัณณหอยสังข์ เป็นต้น ๗


ประเภทของคร่า ร่ วฮ่ำ คร่าวฮ่ำ หรือค่าวฮ่ำ ถ้าจะแบ่งเป็นประเภทเพื่อความเข้าใจ จะแบ่งได้ ๓ ประเภท คือ ๑)คร่าวก้อม ๒)คร่าวกลาง และ ๓)คร่าวยาว ๘ ๑.คร่า ร่ วก้อ ก้ ม คร่าวก้อม เป็นคร่าวที่สั้นๆ ส่วนมากจะมีแค่ ๔ ท่อนเท่านั้น ตามตัวอย่างผังดังนี้ ผังคร่า ร่ วก้อ ก้ ม ตามผังที่ให้ไว้จะเห็นได้ว่าแต่ละวรรคจะใช้ ๔ คำ บางทีก็ใช้ ๓ คำ ก็มี จะเห็นว่าในผังนั้น วรรคแรก จะลงท้ายด้วยเสียง “ตรี” วรรคที่สอง จะลงท้ายด้วยเสียง “จัตวา” วรรคที่สาม จะลงท้ายด้วยเสียง “สามัญ” วรรคสุดท้ายจะลงท้ายด้วยเสียง “โท” คำ ว่าเสียง หมายถึงระดับเสียง เช่น เสียงตรี หมายถึงระดับเสียงตรี เช่น น้า, ฟ้า, น้อง, เก๊า เป็นต้น ส่วนเสียงจัตวา ก็คือระดับเสียงสูงนั่งเอง เช่น สาย, หนู, ป๋อง, หนาว เป็นต้น เสียงสามัญ คือระดับเสียงสามัญทั่วไป เช่น พา,ดู, เมิน เป็นต้น เสียงโท คือระดับเสียงโท เช่น อ้าย, ป้า, เหล้น, หน้อยเป็นต้น การสัมผัสผั ถ้าจะให้อ่านเพราะๆ คล่องๆ ควรจะสัมผัสตามที่ได้เขียนตามผังที่ให้ไว้ บางทีอาจจะเพี้ยนไปบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ที่บังคับจริงๆ คือ คำ สุดท้ายของวรรคที่สอง กับคำ สุดท้ายของวรรคที่สาม ต้องสัมผัสกัน ถ้าไม่สัมผัสถือว่าผิด นอกนั้นพออนุโลมได้ เช่น อู้หื้อเปิ่นฮัก ยากนักจักหวัง อู้หื้อเปิ่นจัง กำ เดวก่อได้ แปลว่า พูดให้เขารัก หวังได้ยากมาก พูดให้เขาเกลียดแป๊ปเดียวเอง


ประเภทของคร่า ร่ วฮ่ำ ๑.คร่า ร่ วก้อ ก้ ม (ต่อ ต่ ) ตัวตัอย่าย่งคร่าร่วก้อก้ม พรรณนาถึงธรรมชาติ อากาศก็ฮ้อน ยามนอนเหื่อไหล (ร้อน) เหม็นสาบขี้ไคล จิตใจ๋หม่นเศร้า หรือว่า ท้องฟ้ายามนี้ งามดีสดใส ผ่อไปตางใด สุขใจ๋บ่หน้อย (มองไปทางไหน) พรรณนาถึงการอนุรักษ์ ของดีเฮานั้น สำ คัญนักหนา ของเก่าล้านนา ค้นหาดูได้ หรือว่า ควรอนุรักษ์ ปกปักฮักษา ฮีตเก่าเฮานา ศึกษาหื้อได้ เท่าที่ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น เป็นลักษณะของคร่าวก้อม บางคนจะใช้คร่าวก้อมในการสนทนา โต้ตอบกัน อาจกระเซ้าเย้าแหย่กันเล่น เพราะคร่าวก้อมแต่งง่ายใช้ง่ายสามารถแต่งได้โดยทันทีทันใด เห็นอะไรก็สามารถแต่งเป็นคร่าวได้ ตัวตัอย่าย่ง หนุ่มบอกว่า อ้ายฮักน้องแต้ เป็นแน่เป็นจิ๋ง (เป็นจริง/แน่แท้) อยากได้ตั๋วญิง มาอิงแนบข้าง (ผู้หญิง) หากได้เชยชม คงสมใฝ่อ้าง จะขอฮักนาง น้องไท้ สาวบอกว่า ถ้าอ้ายฮักน้อง ต้องหมั่นติดตาม ถ้าจะหื้องาม ต้องถามป้อข้า พ่อสาวบอกว่า สำ หรับเรื่องนั้น มันแล้วแต่สู น้ำ ใจกู ใคร่หื้อสูได้ ๙


ประเภทของคร่า ร่ วฮ่ำ ๑.คร่า ร่ วก้อ ก้ ม (ต่อ ต่ ) ตัวตัอย่าย่ง หนุ่มไปเที่ยวหาสาว ก่อนจะขึ้นบ้านต้องขออนุญาตก่อนว่า อี่นายนาถน้อง อ้ายมาแอ่วหา (เที่ยวหา) รังเกียจก่อจา อ้ายมาแอ่วอู้ (มาคุยด้วย) สาวตอบอนุญาตให้ขึ้นบนบ้าน ขึ้นมาบนนี้ บ่มีไผไหน (ใครที่ไหน) อยู่ตี๋นขันได ปะใส่หมาโก้ง พอคุยกันไปสักพักก็เอ่ยปากเป็นคร่าวจีบว่า ขอเสี่ยงกำ ฮัก ห่อใบหมากหนุน แก๋งปล๋าใส่ตูน กิ๋นแล้วตุ่นไส้ (พะอืดพะอม) สาวบอกว่า หมดซ้อยล้อย เหมือนกล๋างวิหาร ป่อฮ้างบ่ปาน บ่าวจี๋บ่ข้อง (พ่อหม้าย) หนุ่มบอกว่า ไม้ใหญ่นัก จ่างมักมีผี คนงามคนดี จ่างมีคนเฝ้า สาวบอกว่า ไม้ใหญ่แต๊ ตางในมันกล๋วง (ว่างเปล่า) หนอนจ่างทะลวง ใจ๊ก๋ารบ่ได้ หนุ่มบอกว่า น้องงามลุ่มฟ้า ผ่อต๋าคมขำ (มองตา) พอหลงลืมกำ ลำ นำ นั่งอู้ (คุย) สาวบอกว่า กำ ปากว่าแต๊ ในใจ๋บ่ต๋าม (คำ พูด) เอาน้ำ ใสงาม มาล้างซ่วยหน้า (ล้างหน้า) หนุ่มบอกว่า กำ ปากว่าแล้ว ก็แล้วตึงใจ๋ หมากม่วงสุกใน ก็สุกตึงขวั้น (สุกจนถึงขั้ว) สาวบอกว่า บ่ถ้ามาเต๊าะ หยอกเยาะหื้อหลง เหมือนกับแมวโพง จุกิ๋นไก่หน้อย (โกหกเพื่อจะได้กิน) หนุ่มบอกว่า เจื่ออ้ายเต๊อะ เป๋นกำ สัตย์จริ๋ง (เชื่อ) บ่จุหลอกญิง ที่แปงขวัญหล้า (ไม่โกหก) ตัวอย่างที่ยกมาแสดงให้เห็นว่าคนล้านนาสมัยโบราณมีอารมณ์สุนทรีย์เพียงใด ๑๐


ประเภทของคร่า ร่ วฮ่ำ ๑๑๒.คร่า ร่ วกลาง คร่าวยาวขนาดกลางนี้ มีข้อความมากกว่าคร่าวก้อม ส่วนมากจะมีประมาณ ๑๕ วรรคโดยมาก จะเป็นคร่าวที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคติ คำ คม คำ สอน หรือแนวคิดต่างๆ ดังแผนผังต่อไปนี้ ผังผัคร่าร่วกลาง การสัมผัสผั ตามผังที่ให้ไว้ ถ้านับเป็นวรรคจะได้ ๑๕ วรรค ลองสังเกตดูวรรคที่ ๑-๖, ๘-๙, ๑๑-๑๕ จะมีวรรคละ ๔ คำ ส่วนวรรคที่ ๗, ๑๐ จะมี ๖ คำ โดยเขียนแยกคำ เวลาอ่านให้อ่านเว้นวรรคด้วย ส่วนการสัมผัสขอให้ สังเกตจากผังแล้วดูเปรียบเทียบกับตัวอย่างที่ให้ไว้ จะเข้าใจดียิ่งขึ้นตามผังจะบอกว่า คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๑ สัมผัสคำ ที่ ๒ ของวรรคที่ ๒ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๒ สัมผัสกับคำ สุดท้ายของวรรคที่ ๓ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๓ จะสัมผัสกับคำ ที่ ๒ ของวรรคที่ ๔ (เหมือนคร่าวก้อม) คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๔ ข้ามไปสัมผัสคำ สุดท้ายของวรรคที่ ๖ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๕ สัมผัสกับคำ ที่ ๒ ของวรรคที่ ๖ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๖ สัมผัสกับคำ ที่ ๔ ของวรรคที่ ๗ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๗ (คำ ที่ ๖) ข้ามไปสัมผัสกับคำ สุดท้ายของวรรคที่ ๙ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๘ สัมผัสกับคำ ที่ ๒ ของวรรคที่ ๙ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๙ สัมผัสกับคำ ที่ ๔ ของวรรคที่ ๑๐ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๑๐ (คำ ที่ ๖) ข้ามไปสัมผัสกับคำ สุดท้ายของวรรคที่ ๑๒ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๑๑ สัมผัสกับคำ ที่ ๒ ของวรรคที่ ๑๒ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๑๒ สัมผัสกับคำ สุดท้ายของวรรคที่ ๑๓ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๑๓ สัมผัสกับคำ ที่ ๒ ของวรรคที่ ๑๔ ส่วนวรรคที่ ๑๕ เป็นการซ้ำ คำ ของวรรคที่ ๑๔ ทั้งวรรคเพื่อเน้นความหนักแน่นของคร่าวเท่านั้น


ประเภทของคร่า ร่ วฮ่ำ ๑๒ ๒.คร่า ร่ วกลาง (ต่อ ต่ ) ข้อ ข้ ที่พึ ที่ งพึสังเกต ถ้าคำ สุดท้าย(คำ ที่ ๖) ของวรรคที่ ๗ เป็นคำ ตายหรือเสียงสั้น สัมผัสจะเปลี่ยนไปจากผังที่ให้ไว้บางจุดคือ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๙ ตามผังจะสัมผัสกับคำ สุดท้ายของวรรคที่ ๑๐ จะเปลี่ยนเป็นสัมผัสคำ ที่ ๒ ของวรรคที่ ๑๐ แทน นอกนั้นคงเดิม เสียงวรรณยุก ยุ ต์ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๑ ต้องเป็นเสียงตรี หรือวรรณยุกต์ตรี คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๒ ต้องเป็นเสียงจัตวา หรือวรรณยุกต์จัตวา คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๓ ต้องเป็นเสียงสามัญ หรือวรรณยุกต์สามัญ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๔ ต้องเป็นเสียงโท หรือวรรณยุกต์โท คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๕ ต้องเป็นเสียงสามัญ หรือวรรณยุกต์สามัญ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๖ ต้องเป็นเสียงโท หรือวรรณยุกต์โท คำ ที่ ๔ ของวรรคที่ ๗ ต้องเป็นเสียงสามัญ หรือวรรณยุกต์สามัญ คำ ที่ ๖ ของวรรคที่ ๗ ต้องเป็นเสียงตรี หรือวรรณยุกต์ตรี คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๘ ต้องเป็นเสียงสามัญ หรือวรรณยุกต์สามัญ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๙ ต้องเป็นเสียงตรี หรือวรรณยุกต์ตรี คำ ที่ ๔ ของวรรคที่ ๑๐ ต้องเป็นเสียงโท หรือวรรณยุกต์โท คำ ที่ ๖ ของวรรคที่ ๑๐ ต้องเป็นเสียงสามัญ หรือวรรณยุกต์สามัญ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๑๑ ต้องเป็นเสียงตรี หรือวรรณยุกต์ตรี คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๑๒ ต้องเป็นเสียงจัตวา หรือวรรณยุกต์จัตวา คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๑๓ ต้องเป็นเสียงสามัญ หรือวรรณยุกต์สามัญ คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๑๔ ต้องเป็นเสียงโท หรือวรรณยุกต์โท คำ สุดท้ายของวรรคที่ ๑๕ ต้องเป็นเสียงโท หรือวรรณยุกต์โท (เหมือนวรรคที่ ๑๔) จากผังและคำ อธิบายจะเห็นว่ามีความยาวและรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น ลองสังเกตตัวอย่างให้ดีแล้วเปรียบ เทียบกับผังและคำ อธิบายที่ให้ไว้ เพราะบางคำ จะใช้เสียงวรรณยุกต์แทนรูปวรรณยุกต์ก็มีต้องอ่านผังและคำ อธิบายให้เข้าใจก่อนแล้วลองแต่งดูบ้าง


ประเภทของคร่า ร่ วฮ่ำ ๑๓นอกจากนั้นขอให้สังเกตจากตัวอย่างข้างล่างนี้เป็นแนว ถ้าท่านแต่งตามผังนี้ได้ คร่าวของท่านจะมีความ ไพเราะทีเดียวดังตัวอย่างข้างล่างนี้ ตัวตัอย่า ย่ งคร่า ร่ วกลาง พรรณนาถึงเรื่อ รื่ ง ป๋าป๋เวณียี่ณีเ ยี่ ป็ง ป็ เกี่ยวกับทางน้ำ ม่วนล้ำ ใหลหลง คือลอยกระทง ยืนยงบ่หน้อย (สนุกมาก) ป๋าเวณียีเป็ง ครื้นเครงอ่อนอ้อย แสงสีเลิศลอย ยิ่งล้ำ คึกคักทั่วเมือง รุ่งเรืองท้องน้ำ กระทงถ่อจ้ำ เรียงราย ผู้คนมากล้น ถนนหลายสาย เหลือจักบรรยาย มากมายม่วนเหล้น มากมายม่วนเหล้น พรรณนาถึงเรื่อ รื่ ง การร่วร่มอนุรันุกรัษ์ ขอเจิญพี่น้อง เพื่อนพ้องตังหลาย ตึงญิงตึงจาย มากมายบ่หน้อย (ขอเชิญ) เจิญมาร่วมกั๋น ผูกพันใฝ่ห้อย ฮักษาฮีตฮอย เก๋าไว้ (รักษา) จ่วยกั๋นส่งเสริม เพิ่มเติมเซาะไซ้ บ่ว่าไกล๋ใกล้ ล้านนา (ช่วยกัน) ของเมืองเฮานั้น จ่วยกั๋นฮักษา จ่วยพัฒนา ค้นคว้าเตื่อมแถ้ง (เพิ่มเติม) ค้นคว้าเตื่อมแถ้ง ๒.คร่า ร่ วกลาง (ต่อ ต่ )


ประเภทของคร่า ร่ วฮ่ำ ๑๔ ๓.คร่า ร่ วยาว คร่าวยาวนี้จะมีฉันทลักษณ์ ต่างจากคร่าวก้อมหรือคร่าวกลางไปบ้าง แต่จะเน้นในการจัดบทโดยการแยกเป็น บทแรก บทที่สองจนใกล้จะจบบท และมีบทปิดท้ายของคร่าว หมายความว่าแบ่งเป็น ๓ ตอน ตอนที่ ๑ บทที่หนึ่งจะมี ๑๑ วรรค ตอนที่ ๒ หมายถึงบทที่ ๒ และบทต่อๆ ไปจะมีบทละ ๑๐ วรรคเท่านั้น ตอนที่ ๓ คือบทสุดท้ายหรือบทลงท้ายจะมีเพียง ๗ วรรคเท่านั้น ลองสังเกตดูให้ดี การแต่งจะแต่งกี่บทก็ได้ ส่วนมากจะยาวมากกว่า ๙ บทขึ้นไป ลงสังเกตดูผัง และเอาคร่าว ตัวอย่างเปรียบเทียบ ผังคร่า ร่ วยาว


ประเภทของคร่า ร่ วฮ่ำ ๑๕ ๓.คร่า ร่ วยาว (ต่อ ต่ ) บทที่ ๑ มี ๑๑ วรรควรรคแรกนิยมใช้ ๓ คำ วรรคสุดท้ายมี ๖ คำ คร่าวแต่ละเรื่องจะมีบทที่ ๑ นี้ครั้งเดียวเท่านั้น บทที่ ๒ มี ๑๐ วรรควรรคที่ ๓ และวรรคที่ ๑๐ จะมีวรรคละ ๖ คำ บทต่อไปจะต้องมี ๑๐ วรรคตลอดไปจนกว่า จะจบเรื่อง บทที่ ๓ ที่มีในผัง หมายถึง บทปิดท้ายของคร่าวจะมีเพียง ๗ วรรควรรคที่ ๓ จะมี ๖ คำ วรรคที่ ๔ นิยมใช้ ๓ คำ ส่วนวรรคที่ ๖ จะมี ๕ คำ บทนี้แต่ละเรื่องจะมีครั้งเดียวเท่านั้น จากผังจะเห็นได้ว่า ฃ แต่ละวรรคจะมีวรรณยุกต์หรือระดับเสียงระบุชัดเจน เพื่อให้ผู้เขียน และผู้อ่านได้นำ ไปใช้ ให้ถูกต้อง และสัมผัสต่างๆ ก็สำ คัญไม่น้อย บางคนแต่งมีแต่สัมผัสนอก ก็ถือว่าใช้ได้แต่ในผังนี้ เขียนให้ดูทั้งสัมผัสนอก และสัมผัสใน จะทำ ให้คร่าวน่าอ่านยิ่งขึ้น ข้อสำ คัญอย่าใช้สัมผัสเพี้ยน เช่น ข้างสัมผัสกับบ้าน หรือคนสัมผัสกับวงศ์ หรือ เมืองสัมผัสกับเรือน เพราะเวลาประกวดคร่าวคณะกรรมการจะถือว่าเป็นสัมผัสเพี้ยน จะทำ ให้เสียคะแนน ตัวตัอย่าย่งคร่าร่วยาว พรรณนาถึงเรื่อ รื่ ง ตำ นานปี๋ใปี๋ หม่เม่มืองเหนือนื สิทธิก๋าร อาจ๋ารย์เล่าไว้ ต๋ามที่ผมได้ เซาะไซ้ค้นหา เรื่องปี๋ใหม่นี้ ผู้มีผะหญา ได้เล่าสืบมา ล้านนาทั่วห้อง ผมจักไขจ๋า เนื้อหาถูกต้อง เล่าเป๋นทำ นอง คร่าวจ๊อย เป๋นเรื่องโบราณ พ่อหนานพ่อน้อย ได้จ๋าเล่าถ้อย เมินมา พ่อแม่พี่น้อง เพื่อนพ้องวงศา ลองฟังเต๊อะนา ตำ ราว่าอั้น (ลองฟังดู) สมัยโบราณ เมินนานบ่สั้น นับได้หลายพัน ปี๋แล้ว (นานมาแล้ว,ปี) มีเจ้ากุมาร เชี่ยวชาญบ่แคล้ว ปั๋ญญาผ่องแผ้ว ชำ นาญ เก่งกล้ายิ่งนัก ฮู้หลักแตกฉาน ชื่อธัมมบาล กุ๋มมารหนุ่มน้อย (รู้, กุมาร) จาวเมืองนับถือ เล่าลือกล่าวถ้อย ยกย่องเลิศลอย แซ่ซ้อง สมัยนั้นมา อาวอาพี่น้อง ทุกหนแห่งห้อง ปองชม มีพรหมนึ่งนั้น สำ คัญเหมาะสม ชื่อกบิลพรหม ชื่นชมอยู่หั้น มาถามปั๋ญหา อู้จ๋าสั้นสั้น มาขอพนัน ก๊านแป๊ (ปัญหา, พูดจา)


ประเภทของคร่า ร่ วฮ่ำ ๑๖ ๓.คร่า ร่ วยาว (ต่อ ต่ ) ว่าถ้ากุ๋มมาร เชี่ยวชาญเก่งแต๊ ลองมาช่วยแก้ เร็วปัน (เก่งมาก) ตั๋วข้าขอเน้น หัวเป๋นประกั๋น หัวไผหัวมัน พนันกั๋นได้ แล้วถามปั๋ญหา ฟู่จ๋าอยู่ใกล้ จะว่าอย่างใด กำ นี้ ข้อนึ่งนั้นมา ขอจ๋ากล่าวจี๊ ขอถามอย่างอี้ ฟังไป (ข้อหนึ่ง) เวลาเจ๊านี้ ราศีอยู่ไหน ข้อสองถัดไป ขอไขหื้อข้า เวลาเที่ยงวัน สำ คัญแดดกล้า ราศีย้ายมา ไหนแต๊ ข้อสามนั้นเหย ขอเผยจ๋นแป๊ ขอเจ้าช่วยแก้ แถมกำ (จนแพ้) เรื่องราศีนี้ ควรดีจดจ๋ำ ขอช่วยแนะนำ ยามค่ำ แถมข้อ ราศีอยู่ไหน ขอไขหย้อหย้อ แค่นี้ก็ปอ ขอต๊า (ขอท้า) ส่วนเจ้ากุ๋มมาร ไขขานบ่จ๊า ขอเลื่อนไปหน้า เจ็ดวัด นั่งคิดนอนคิด มืดมิดตีบตั๋น ผ่านไปหกวัน ยังกั๊นบ่ได้ เหลือแถมวันเดียว ต่องเตียวเหนือใต้ จะทำ ฉันใด ครั้งนี้ (เดิน) เลยหาอุบาย หนีต๋ายหลีดลี้ หัวใจ๋ป่นปี้ ลนลาน นั่งพักฮ่มไม้ ที่ใกล้ต้นต๋าล มีเสียงกังวาน จ๋าขานกล่าวอ้าง (ร่มไม้) ของนกอินทรี ว่าพี่คู่ข้าง วันพูกไปตาง ใดแต๊ (วันพรุ่งนี้) ผัวตอบเร็วไว บ่ไปกิ๋นแย้ ไปดูเปิ้นแก้ ทำ ทาย วันพูกนี้แล้ว บ่แคล้วต้องต๋าย กุ๋มมารหมดลาย ขยายบ่ได้ เมียมันถามเอา ว่าเจ้าที่ไหว้ ควรตอบอย่างใด กั๋นเล้า ผัวตอบทันที ราศียามเจ๊า จ๋ำ ไว้เนอเจ้า สำ คัญ อยู่ที่หน้าเน้อ อย่าเผลอลืมกั๋น ลุกมาตึงวัน พร้อมกั๋นล้างหน้า (ทุกวัน) ราศีเที่ยงวัน สำ คัญแดดกล้า ราศีย้ายมา แถมครั้ง อยู่หน้าอกมา ขออย่าพลาดพลั้ง พี่บ่ลับกั้ง บังใบ จ๋ำ ไว้เต๊อะน้อง บ่ต้องบอกไผ เอาน้ำ ลูบไป ลูบไล้ด้วยแป้ง (จำ ไว้) ข้อสามนั้นนา ขอจ๋าเตื่อมแถ้ง เวลาค่ำ แลง ลงแล้ว (ตกเย็น)


ประเภทของคร่า ร่ วฮ่ำ ๑๗๓.คร่า ร่ วยาว (ต่อ ต่ ) ราศีของคน เวียนวนบ่แคล้ว ฟังเต๊อะน้องแก้ว คนดี อยู่ตี๋นนั้นไซร้ จ๋ำ ไว้ราศี ตี๋นคนนั้นมี ราศีอยู่หั้น (อยู่ที่นั่น) ก่อนจะเข้านอน เปิ้นสอนว่าอั้น ซ่วยตี๋นตึงวัน เน้อไท้ (ล้างเท้า) ส่วนธรรมบาล กุ๋มมารจ๋ำ ไว้ เลยไขตอบได้ ทุกอัน ต๋ามได้ยินนก ที่ถกเถียงกั๋น แก้ได้เร็วปัน พนันเก่งกล้า ท้าวกบิลพรหม ชื่นชมหน่อหล้า เตรียมตัดหัวมา มอบอั๊บ ก่อนจะตัดหัว ก็กลั๋วย่อยยับ จึงรับสั่งหื้อ ธิดา กลั๋วจะผิดนัด จึงตรัสเรียกหา นางเทพธิดา หื้อมาอยู่เฝ้า (กลัว) เพื่อจักปล๋งวาง เจ็ดนางน้องเหน้า เตรียมพานรับเอา เศียรไว้ ธิดาเจ็ดนาง แบ่งวางรับใจ๊ เปลี่ยนกั๋นจ๋นได้ รับเอา (รับใช้) ติ๊ดจั๋นทร์คาร พุธ สิ้นสุดวันเสาร์ ช่วยกั๋นแบ่งเบา คนเก๊าเถิงหล้า เพียรเศียรต๊าวไท มีภัยแก่กล้า วางที่ใดนา เดือดร้อน วางไว้บนดิน ทุกถิ่นสะต๊อน จักไหวหวั่นข้อน รุนแรง (สะท้อน) ไฟไหม้เอ่าลุก ทั่วทุกระแหง ต้องหวาดระแวง กลั๋วแสงไฟไหม้ โจ่งขึ้นไปบน ก็ทนบ่ได้ เกิดอาเภทภัย ยิ่งล้ำ (โยนขึ้น) ฟ้าจักขาดฝน ทั่วหนขาดน้ำ โลกจักเหงี่ยงขว้ำ ไปมา (ตะแคง) โจ่งน้ำ ซ้ำ ฮ้าย ทำ ลายแหน้นหนา สมุทรคงคา จักปาเหือดแห้ง ตัดเศียรแล้วกา ธิดาฮู้แจ้ง กลั๋วความร้ายแรง ต๊าวไท้ (รู้จริง) รีบเอาพานทอง มารองรับไว้ กลั๋วไฟลุกไหม้ เววน ในขณะนั้น ป่วนปั่นสับสน เทพไท้เบื้องบน ทั่วหนแห่งห้อง มาจุมนุมกั๋น เนืองนันท์มี่ก้อง แหนแห่พานทอง เอ๊าอ๊ด (ชุมนุม) ได้อัญเจิญเศียร แห่เวียนบรรพต กำ หนดรอบได้ เจ็ดที เมื่อเวียนรอบแล้ว เขาแก้วใสสี ไกรลาศคีรี บ่มีหม่นเศร้า อัญเจิญพานทอง ประคองกั๋นเข้า ในถ้ำ เพื่อเอา เก็บไว้ เมื่อครบหนึ่งปี๋ พอดีแล้วไซร้ สังขารล่องได้ เวียนมา ธิดาต๊าวไท้ เซาะไซ้เรียกหา เถิงเวรแล้วกา พร้อมหน้าอยู่เฝ้า แล้วอัญเจิญเศียร แห่เวียนออกเข้า ทุกปี๋เนอเฮา พี่น้อง


ประเภทของคร่า ร่ วฮ่ำ ๑๘ ๓.คร่า ร่ วยาว (ต่อ ต่ ) ปี๋ใหม่เวียนมา ล้านนาเต๊ศต๊อง บ่มีห่วงข้อง อาลัย มาเถิงยามนี้ บ่มีสงสัย ขอจุ่งฟังไป จักไขบอกหื้อ สิบสามเมษา เวียนมาอย่าดื้อ เตรียมเริ่มลงมือ กั๋นแล้ว เป๋นวันสงกรานต์ โบราณบ่แคล้ว วันปี๋ใหม่แก้ว เวียนมา ใกล้แจ้งเมื่อเจ๊า เปิ้นเล่านักหนา สังขานต์ล่องมา ไผอย่าตื่นเต้น (ใกล้รุ่งตอนเช้า) อาบน้ำ ดำ หัว อย่ามัวแต่เหล้น น้ำ ส้มป่อยเย็น ลูบไล้ แถมวันถัดมา เมษานั้นไซร้ โบราณว่าได้ วันเนาว์ พอเถิงวันนี้ บ่มีหมองเหงา พี่น้องหมู่เฮา หยอกเย้ากั๋นเล่น ช่วยกั๋นขนทราย เรียงรายเป๋นเส้น ช่วยกั๋นบำ เพ็ญ เคร่งครัด (เป็นเส้น) เดินกั๋นเรียงราย ขนทรายใส่วัด เพื่อจัดก่อตั้ง เจ๋ดีย์ ทำ มาเมินแล้ว ผ่องแผ้วสดสี เป๋นประเพณี บ่มีหม่นเศร้า (นาน) เตรียมทำ อาหาร คาวหวานและเข้า เพื่อจัดนำ เอา ไปวัด วันพญาวัน ช่วยกั๋นเร่งรัด เข้าวัดเพื่อได้ ทำ บุญ ใส่บาตรหยาดน้ำ บุญก๊ำ อุดหนุน เพื่อหื้อเป๋นทุน ก๊ำ จุนภพหน้า (ค้ำ ) ตานช่อตานตุง หมายมุ่งแก่กล้า หื้อมีโภคา ลาภะ เรื่องประเพณี บ่ดีเลิกละ ไผปะอวดอ้าง ชมเชย ฮีตเก่าเฮานั้น ช่วยกั๋นเปิดเผย ไผที่บ่เกย ช่วยเอ่ยอวดอ้าง (ไม่เคย) เผยแพร่กั๋นไป หื้อได้แผ่กว้าง ช่วยกั๋นทุกทาง พร่ำ พร้อม เฮาล้านนาไทย จิตใจ๋หลิ่งน้อม จิตใจ๋โอบอ้อม อารี คนเมืองเฮานั้น ยึดหมั้นศักดิ์ศรี ถือประเพณี ของดีถูกต้อง ขอช่วยส่งเสริม เพิ่มเติมเสริมหย้อง ประคับประคอง เอาไว้ (แต่งตัว) ขอเจิญทุกคน ดิ้นรนเซาะไซ้ ตึงเหนือตึงใต้ สัมพันธ์ ช่วยอนุรักษ์ ปกปักป้องกั๋น สิ่งที่สำ คัญ ช่วยกั๋นโอบอุ้ม ปี๋ใหม่เมืองเหนือ ช่วยเหลือเตื่อมตุ้ม ขออย่าละตุม คว่างซัด สามัคคีธรรม น้อมนำ รวบรัด ประวัติเก่าเกื้อ โบราณ ช่วยกั๋นแต๊แต๊ เผยแพร่ประสาน จ๋ำ ศีลกิ๋นตาน เบิกบานทั่วหน้า หื้อประเพณี ของดีเจิดจ้า ช่วยพัฒนา ไปเต๊อะ (ไปเถอะ) ได้บรรยายมา หากว่าเลอะเทอะ ถ้าเภอะโปรดหื้อ อภัย ขอลาไป คงไว้เต้าอี้ เต้านี้สู่กั๋นฟัง ก่อนแหล่นายเฮย (เท่านี้) (ที่มา :ตัวอย่างบทคร่าวฮ่ำ จากหนังสือแบบฝึกการแต่งค่าวฮ่ำ โดยศิริพงศ์วงศ์ไชย)


คำ สอน ข้อ ข้ คิด คิ ที่ไที่ ด้จ ด้ ากบทค่า ค่ วฮ่ำ ๑๙ฉันทลักษณ์ ลักษณะการแต่งคร่าว จะเห็นได้ว่าคนโบราณเขาจะสอนกันเป็นคำ คล้องจองหรือเป็นคร่าว เพราะจะ ทำ ให้จำ ง่ายและเป็นคำ ที่ลึกซึ้งกินใจและอธิบายความหมายของคร่าวฮ่ำ คำ สอนนั้นๆ ด้วย ตัวตัอย่าย่งเช่นช่ ก้นหม้อบ่ฮ้อน บ่เป๋นแต่ไห (ไม่ร้อน, ไม่เป็น) คำ ที่จะอธิบายความหมายจะอยู่ในวงเล็บ คือ(บ่ฮ้อน ความหมายคือไม่ร้อน , บ่เป๋น ความหมายคือไม่เป็น) เป็นต้น ตัวตัอย่าย่งคร่าร่วฮ่ำ คำ สอน เป็นป็บทคร่าร่วที่ใที่ ห้ข้ห้อข้คิดคิคติคำติคำสอน และสามารถนำ ไปใช้ปช้ระโยชน์ เตือตืนสติใตินชีวิชีตวิประจำ วันวัได้ ดังดัตัวตัอย่าย่งต่อต่ ไปนี้ คร่าร่วฮ่ำ คำ สอน เรื่อ รื่ งที่ ๑ ก้นหม้อบ่ฮ้อน บ่เป๋นแต่ไห มันเป๋นแต่ไฟ บ่ใจ้กับหม้อ (ไม่ร้อน) ความหมาย: หม้อม้ที่เ ที่ อามาตั้ง ตั้ บนไฟไม่ร้ม่อร้น ไม่ใม่ช่เช่ ป็นป็เพราะหม้อม้หากแต่เต่ ป็นป็เพราะไฟไม่แม่รง เหมือมืนกับกัคนทำ ความผิดผิ เพราะรู้เรู้ท่าท่ ไม่ถึม่งถึการณ์จณ์ะไปโทษคนที่ทำ ที่ ทำผิดผิไม่ไม่ด้ จะต้อต้งหาสาเหตุขตุองการที่ทำ ที่ ทำความผิดผิเสียสีก่อก่นว่าว่สาเหตุเตุนื่อ นื่ งมาการอะไร คร่าร่วฮ่ำ คำ สอน เรื่อ รื่ งที่ ๒ จับใจ๋แฮ้ง บ่แหน้นใจ๋ก๋า จับใจ๋ครูบา บ่เปิงใจ๋พระหน้อย (ไม่แน่น, ถูกใจ) ความหมาย:คนหนึ่งไปชอบอย่างหนึ่งแต่อีกคนก็กลับไปชอบอีกอย่างหนึ่ง เป็นความรู้สึกที่ไม่คล้อยตามกัน คร่าร่วฮ่ำ คำ สอน เรื่อ รื่ งที่ ๓ กิ๋นตานหยาดน้ำ ทำ บุญหลวงหลาย จักได้สบายเกิดสุขปายหน้า (เยอะแยะ) ความหมาย: ทำ บุญไว้มากๆ ย่อมจะได้รับผลบุญตอบสนองในภาวะชาติหน้าและชาติภพภายหน้า คร่าร่วฮ่ำ คำ สอน เรื่อ รื่ งที่ ๔ ไม้สูงกว่าไม้ หักเปื้อลมฝน คนสูงกว่าคน ก๊านภัยต๋นหั้น (ตัวเอง) ความหมาย: ไม้ที่สูงกว่าต้นไม้อื่นๆ ย่อมจะหักเพราะลมฝน คนที่มีสูงกว่าคนอื่นๆ ย่อมจะแพ้ภัยตนเอง เป็นคำ เปรียบ เทียบว่าอย่าได้ทำ ตัวให้เด่นจนเกินไปย่อมจะมีภัยเพราะความเด่นของตนเอง คร่าร่วฮ่ำ คำ สอน เรื่อ รื่ งที่ ๕ ถึงเป๋นเจ้าจ๊าง มหาเศรษฐี จื้อเสียงบ่ดี ไผบ่อวดอ้าง (ชื่อเสียง) จื้อเสียงเฮาดี ถึงต๋ายกระด้าง คนตึงหาตาง อวดไว้ (ตาย, หาทาง) ความหมาย: ถึงแม้ว่าจะเป็นคนมั่งมีเป็นมหาเศรษฐีมีเงินล้นฟ้า หากว่าชื่อเสียงไม่ดี ก็ไม่มีใครยกย่องสรรเสริญ หากว่าเป็นคนดีมีศีลธรรม ประกอบแต่งคุณความดี แม้จะสิ้นชีวิตไปแล้ว คนทั่วไปยังระลึกถึงและยกย่องสรรเสริญ ตลอดไป


คุณ คุ ค่า ค่ ของมรดกภูมิ ภู มิปัญ ปั ญา ทางวัฒ วั นธรรม ๒๐ คร่า ร่ วฮ่ำ หรือรืคร่า ร่ วร่ำ ความหมายเดียดีวกันกัเพราะตามปกติคตินเมือมืงล้าล้นนาไทยไม่นิม่ยนิมออกเสียสีง คำ ควบกล้ำ จึงจึมักมัจะใช้คำ ช้คำว่าว่ “ค่าวฮ่ำ ” คร่า ร่ ว หมายถึง คำ คล้อล้งจอง หรือรืเป็น ป็ บทร้อร้ยกรองชนิดนิหนึ่ง นึ่ ของล้าล้นนา ไทย เราเรียรีกว่าว่วรรณกรรมล้าล้นนา โดยมีทั้มีงทั้หมด ๖ ประเภท คือ ซอ คร่าร่ว กะโลง กาพย์ ร่าร่ย คำ ฮ่ำ ฉันฉัทลักลัษณ์ปณ์ ระเภทค่า ค่ ว มีลัมีกลัษณะร่วร่มสมัยมัและมีพมีลวัตวัต่อต่เนื่อ นื่ งไปไม่สิ้ม่นสิ้สุดสุตราบที่ยั ที่ งยัมีคมีนรักรั ค่าว แต่งต่ ค่าว ผู้เผู้ขียขีนเชื่อ ชื่ แน่ว่น่าว่เยาวชนล้าล้นนาที่ส ที่ นใจ และรักรัการแต่งต่ค่าค่วยังยัมี อีกอีมาก และพร้อร้มจะถ่าถ่ยทอดภูมิภูปัมิญปัญา อันอัเป็น ป็ เอกลักลัษณ์ท้ณ์อท้งถิ่นถิ่มิใมิห้สูห้ญสูหาย ไปอย่าย่งแน่นน่อน


บทบาทของชุม ชุ ชนที่มี ที่ มี ต่อ ต่ มรดกภูมิ ภู มิปัญ ปั ญาทางวัฒ วั นธรรม ๒๑ จากการเปลี่ย ลี่ นแปลงยุคยุสมัยมัเทคโนโลยีแยีละสังคมในปัจปัจุบัจุนบัทำ ให้ศิห้ลศิ ปะ การแสดงหรือรืวรรณกรรมพื้น พื้ บ้าบ้นและภาษาท้อท้งถิ่นหลายๆ ที่เ ที่ ริ่มริ่สูญหายไปตาม กาลเวลา รวมถึงถึค่าค่วล้าล้นนา โดยเนื้อ นื้ หาได้แด้สดงให้เห้ห็น ห็ ถึงถึวัฒวันธรรม ประเพณีต่ณีาต่ง ๆ ที่มี ที่ คมีวามเป็น ป็ เอกลักลัษณ์ บอกเล่าล่เรื่อ รื่ งราว ความเป็น ป็ อยู่ขยู่ องผู้คผู้ นในล้าล้นนา อีกอีทั้งทั้ ยังยัสะท้อท้นให้เห้ห็น ห็ ถึงภูมิภูปัมิญปัญา และวิถีวิ ถีชีวิชีตวิความเป็น ป็ อยู่ขยู่ องสังคมชนบท ในอดีตดี อันอัแฝงด้วด้ยคติธติรรม และคำ สอน ด้วด้ยเหตุนี้ตุนี้ ค่าค่วจึงจึเป็น ป็ วรรณกรรมพื้น พื้ บ้าบ้น อันอัทรงคุณคุค่าค่ทางด้าด้นภาษา บอกเล่าล่เรื่อ รื่ งราวความเป็น ป็ มาทางประวัติวัศติาสตร์ ฃแต่ใต่นปัจปัจุบัจุนบัการประพันพัธ์ และการเล่าล่ค่าค่วได้ถูด้ถูกละทิ้งทิ้ ไม่ได้รัด้บรัความสนใจ จากผู้คผู้ นในสังคมเท่าท่ที่ค ที่ วร และหากไม่ได้รัด้บรัการจัดจัการอย่าย่งเหมาะสม ค่าค่วก็อาจ จะเลือลืนหายไป ภูมิภูปัมิญปัญาด้าด้นวรรณกรรมค่าค่วล้าล้นนา (พ่อพ่ครูผู้รู ผู้แต่งต่และเขียนค่าค่ว) ปัจปัจุบัจุนบั ในเชียชีงใหม่ยัม่งยัคงเหลือลืผู้ที่ผู้ สื ที่ สืบสาน หรือรืนักนักวีด้วีาด้นคร่าร่วฮ่ำ นั้นนั้ลดน้อน้ยลง โดยจะปรับรัเปลี่ย ลี่ นการนำ เสนอ หรือรืการเล่าล่เรื่อ รื่ งในรูปรูแบบ เรื่อ รื่ งเล่าล่นิทนิานหรือรื สำ นวนสุภาษิต ผ่าผ่นการจัดจัรายการที่ส ที่ ถานีวินีทวิยุของชุมชุชน


มาตรการส่งเสริม ริ และรัก รั ษามรดก ภูมิ ภู มิปัญ ปั ญาทางวัฒ วั นธรรม ๒๒ ความยั่งยั่ยืนยื ในการสืบสานด้า ด้ นวรรณกรรมค่า ค่ วล้า ล้ นนา ประกอบด้วด้ย ๑. ภูมิภูปัมิญปัญาด้าด้นวรรณกรรมค่าค่ว (พ่อพ่ครู ผู้แผู้ต่งต่ค่าค่ว และอ่าอ่นค่าค่ว) สืบสาน วรรณกรรมพื้น พื้ บ้าบ้นล้าล้นนา สร้าร้งความภาคภูมิภูมิใจในอาชีพชีสร้าร้งรายได้ รักรัษาและ สืบทอดให้แห้ก่ลูก่กลูหลาน และคนที่ส ที่ นใจ ๒. การมีส่มีวส่นร่วร่มของชุมชุชน บางกลุ่มลุ่ในชุมชุชนให้คห้วามสำ คัญคัของมรดกภูมิภูปัมิญปัญา (ด้าด้นวรรณกรรมค่าค่ว) ในชุมชุชน ร่วร่มกันกัสืบสืสานรักรัษา ให้อห้ยู่คยู่ วบคู่กคู่ ารใช้ใช้นชีวิชีตวิประจำ วันวั ปัจปัจุบัจุนบัค่าค่วปรับรัเปลี่ย ลี่ นไปตามยุคยุตามสมัยมัแต่ยัต่งยัคงภูมิภูปัมิญปัญาเดิมดิอาทิ การอ่าอ่นข่าข่วค่าค่ว มีดมีนตรีล้รีาล้นนาเข้าข้มาบรรเลง และคร่าร่วซอ ขับขัขานซอพื้น พื้ บ้าบ้นพร้อร้มวงดนตรีพื้รีน พื้ บ้าบ้น สะล้อล้ ซอ ซึงซึเข้าข้มาประยุกยุต์ใต์ห้เห้กิดกิความไพเราะ สนุกนุสนาน ๓. การสนับนัสนุนนุจากหน่วน่ยงานภาครัฐรัภาคเอกชน โดยการเปิดปิพื้น พื้ ที่บ้ ที่ าบ้น ครูภูรูมิภูปัมิญปัญา แหล่งล่เรียรีนรู้ใรู้นชุมชุชนให้บุห้คบุคลภายนอก นักนัท่อท่งเที่ย ที่ วชาวต่าต่งชาติ นักนัเรียรีน นักนัศึกศึษา ได้เด้ข้าข้มาเรียรีนรู้กรู้ ารแต่งต่ค่าค่วฮ่ำ แบบโบราณล้าล้นนาและการอ่าอ่น ค่าค่ว การส่งเสริมริ ให้คห้วามรู้ โดยให้ผู้ห้เผู้ชี่ย ชี่ วชาญ ในด้าด้นวรรณกรรมพื้น พื้ บ้าบ้นคร่าร่ว ในจังจัหวัดวัเชียชีงใหม่ ได้เด้ข้าข้ร่วร่มแลกเปลี่ย ลี่ นเรียรีนรู้ การให้คำห้คำปรึกรึษา และการถ่าถ่ยทอด การแสดงแก่ศิก่ลศิ ปินปิและผู้ที่ผู้ มี ที่ คมีวามสนใจ รวมทั้งทั้จัดจัการประกวดแต่งต่ค่าค่ว ประกวด จ๊อจ๊ยบนเวที ประกวดซอพื้น พื้ เมือมืงและประกวดเล่าล่เจี้ย จี้ ก้อก้ม ที่สำ ที่ สำคัญคัต้อต้งส่งส่เสริมริการ ตลาดของงานการแสดง เพื่อ พื่ นำ ไปสู่กสู่ารสร้าร้งมูลมูค่าค่เพิ่มพิ่ของอาชีพชีทางวรรณกรรม พื้น พื้ บ้าบ้น คือคืค่าค่ว และซอ อีกอีทั้งทั้ยังยัเป็น ป็ การถ่าถ่ยทอดองค์คค์วามรู้ด้รู้ าด้นค่าค่วให้อห้ยู่คู่ยู่ กัคู่ บกั วัฒวันธรรมล้าล้นนา และชาวล้าล้นนาต่อต่ ไป


พ่อพ่ครูถรูนอม ปาจา หรือรือาจารย์รย์ สสุคนธ์ รักรัษ์กวี ปัจปัจุบั จุ นบั -อายุ ๗๓ ปี (เกิดวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ -อาชีพปัจจุบัน : ครูภูมิปัญญาด้านภาษาและวรรณกรรมค่าว - ที่อยู่: ๔๓/๑ หมู่ ๗ บ้านสันห่าวตำ บลบ้านกลางอำ เภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ รหัสไปรษณีย์ ๕๐๑๒๐ วิชวิาความรู้ - เริ่มการศึกษาผลงานโดยการเรียนรุ้ด้วยตนเองตั้งแต่สมัยเรียนพระปริยัติธรรม ด้วยอุปนิสัยรักการอ่าน และเขียนหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ฝึกฝนเขียนกลอนส่งไปทาง หนังสือพิมพ์และวิทยุในท้องถิ่นเชียงใหม่เป็นจุดเริ่มแรก - ภาษา วรรณกรรมและวรรณศิลป์ ประวัติวักติารทำ งาน - พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้เข้าเป็นสมาชิกชมรมนักกลอนเชียงใหม่ -ลำ พูน - พ.ศ. ๒๕๒๕ ก็ได้เริ่มเขียนค่าว โดยส่งผลงานไปทางวิทยุ รายการของแม่ครู เรไร ชัยวงศ์ และพ่อครูอำ นวย กลำ พัด ได้จัดทำ หนังสือ ตำ นานพื้นบ้าน, เจี้ยตลก, กวีนิพนธ์ค่าว, ประวัติหมู่บ้านสันห่าว, หนังสือกำ ค่าว กำ คม เล่ม ๑ - ๓ กวีนิพนธ์ ร่วมกับเพื่อนๆ เรื่องพระเจ้าสิบชาติ, ได้ร่วมออกรายการโทรทัศน์กับชมรมนักกลอน เชียงใหม่ -ลำ พูน ที่ทีวี ช่อง ๘ ลำ ปาง, จัดรายการวิทยุชุมชนสันป่าตอง วิทยุชุมชน สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง วิทยุชุมชนวัดศรีปันเงิน ทั้งยังเข้าร่วมประกวดกลอน ค่าวตามสถานที่ราชการและเอกชน ได้รับรางวัลเกียรติบัตรที่สำ คัญกว่า ๒๐ รางวัล เช่นรางวัลค่าวเฉลิมพระเกียรติในหลวงครองราชย์ ๖๐ พรรษาของมูลนิธิดอยสุเทพ, รางวัลชนะเลิศค่าวหมอเจ้าฟ้า ในงานวันมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, รองชนะเลิศ ค่าวเศรษฐกิจพอเพียง ห้องสมุดศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดลำ พูน, รางวัล รองชนะเลิศบทประพันธ์ค่าวของชมรมฟื้นฟูกวีล้านนาภาคเหนือเป็นต้น - ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้ร่วมก่อตั้ง “ชมรมอนุรักษ์ภาษา วัฒนธรรมล้านนาสายใต้” เปิดทำ การสอนเด็กนักเรียนที่สนใจในการแต่งกลอน แต่งค่าว และดนตรีพื้นเมือง และเป็นพ่อครูอาสา - วรรณกรรมค่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นระยะร่วม ๔๕ ปีผ่านมา ครูผู้ รู สืบทอดมรดกภูมิ ภู มิปัญ ปั ญา ด้า ด้ นคร่า ร่ ว ๒๓วีดีวี โดีอบทสัมภาษณ์พ่ณ์อพ่ครูถรูนอม จาปา เกี่ยวกับค่าว บทกวีล้วีล้านนา และค่าว สุภาษิตคำ คมล้านนา โตยฮอยล้านนา ๒๔ ตอนคำ ค่าว พ่อพ่ครูถรูนอม จาปา


หนังสือคำ ค่าวคำ คม เล่ม 1,2,3 หนังสือรวมเล่ม 1-2ค่าวอีปู่สอนหลาน หนังสือกวีนิพนธ์ หนังสือของดีเวียงท่ากาน หนังสือกวีล้านนา ภาคภาษาคำ เมืองและภาษาไทยกลาง (แปล) หนังสือประวัติบ้านสันห่าว หนังสือนิราศเมืองกอก หนังสือค่าวเจิญมาแอ่วอำ เภอสันป่าตอง หนังสือเจี้ยคำ เมือง ซีดีเพลงชุดส่งเสริมการท่องเที่ยวอำ เภอสันป่าตอง ซีดีเพลงกะโลงสุขภาพจิต ค่าวจ้อยเสริมสร้างความสมานฉันท์ ของทีวีช่อง 11 เชียงใหม่ รางวัลวัที่เ ที่ คยได้รั ด้ บรั - พ.ศ. ๒๕๒๒ รางวัลศิลปินดีเด่น สาขาวรรณศิลป์ด้านบทประพันธ์ค่าว ประจำ ปี ๒๕๒๒ จากสภา วัฒนธรรมอำ เภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ - พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ครูภูมิปัญญาไทยรุ่นที่ ๗ สาขาภาษา และวรรณกรรม (วรรณกรรมท้องถิ่นค่าว) จากสำ นักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ประจำ ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ - พ.ศ. ๒๕๕๔ ผู้ทำ คุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรมระดับจังหวัดด้านศิลปะ ประจำ ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ของกระทรวงวัฒนธรรม - พ.ศ. ๒๕๕๔ รางวัลศิลปินพื้นบ้านผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม สาขาภาษาถิ่นดีเด่น ประจำ ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ - พ.ศ. ๒๕๕๖ รางวัล “วัฒนคุณาธร” จากกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากเป็นผู้ทำ คุณ ประโยชน์ด้านศิลปะ ประจำ ปี พ.ศ. ๒๕๕๖ การแต่ง ต่ ประพันพัธ์ห ธ์ นังนัสือ ได้แ ด้ ก่ การประพันพัธ์บ ธ์ ทเพลง ได้แ ด้ ก่ ฝึกอบรม ให้แก่นักเรียน นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป โดยผ่านการสอนพื้นฐานการแต่งค่าว ครูผู้ รู สืบทอดมรดกภูมิ ภู มิปัญ ปั ญา ด้า ด้ นคร่า ร่ ว ๒๔ พ่อพ่ครูถรูนอม ปาจา หรือรือาจารย์รย์ สสุคนธ์ รักรัษ์กวี จ้อจ้ย ล้านนา สมาพันพัธ์กธ์วี วรรณกรรมล้านนาภาคเหนือ เพลงสันป่าตอง โดยพ่อพ่ถนอม จาปา


วรรณกรรมท้อ ท้ งถิ่นค่า ค่ ว จากผู้แผู้ต่ง ต่ รสสุคนธ์ รัก รั ษ์กวี ๒๕


บทคร่า ร่ ว จากผู้แต่ง ต่ รสสุคนธ์ รัก รั ษ์กวี กำ ค่า ค่ วกำ คมกวีล้ วี า ล้ นนา ภาค ๗๐ คนมีมมีานะ ย่อย่มประสพผล สำ เร็จ ร็ กู้คกู้ น เป๋นป๋จริ๋งริ๋แน่มั่น่ มั่น คนบ่ทำบ่ทำงาน นอนฮานอยู่หั้ยู่ นหั้ ตึงตึบ่มีบ่วัมีนวัจวบป๊บป๊ (ความสำ เร็จ ร็) ลูกลูหลานญิงญิจาย จุ่งจุ่ได้นด้อบนบ คบยำ ปู่ป้ปู่าป้ลุงลุอา ป้อป้แม่ปี้ม่น้ ปี้ อน้ง เกี่ย กี่ วข้อข้งวาศา จักจัเป๋นป๋บุญบุ ญา ฮักฮัษาห่อห่หุ้มหุ้ ฮีตฮี ประเพณี งามดีอ่ดีออ่นอุ้มอุ้ อย่าย่ละเลยตุมตุหลานฮักฮั ของเก่าก่ล้าล้นนา มาอนุรันุกรัษ์ ฮักฮัษาต่อต่หื้อ หื้ ยาวเมิน บ่าบ่นอยบ่าบ่น้ำ ล่ำ ตำ ค้าค้งเติ๋นติ๋ มักมัเน่าน่เหม็น ม็ เอินอิกั๊บกั๊จองกั๊บกั๊บ้าบ้น กวีล้วีาล้นนา ภาษาถิ่นถ้าน บ่าบ่เล่าล่เมินมินาน แน่แน่ล้วล้ ก่อก่จะลืมลืลา บ่กบ่ลากลาดแกล้วล้ แผ่วผ่หายเฮี่ย ฮี่ จ้อจ้ย คนเอียอีน ค่าค่วซอค่าค่วจ๊อจ๊ย คนเมืองบ่เบ่ขียขีน คนเมือมืงบ่เบ่ฮียฮีน คนเมือมืงบ่อู้บ่ อู้ คนอื่น อื่ ตี้ไตี้ หน ไผจักจัหลิ่งลิ่หลู้ มาอ่าอ่นมาดู ผ่อผ่ซ้ำ คงจะสูญหาย ไปเวยเจ้นจ้ล้ำ เสียดายของเก่าก่เกื้อ กื้ โบราณ แหล่นายเฮย... ผู้แผู้ต่งต่: นามปากกา รสสุคนธ์ รักรัษ์กวี ชมรมอนุรันุกรัษ์ภาษาวัฒวันธรรมล้าล้นนา - ชมรมฟื้น ฟื้ ฟูกฟูวีล้วีาล้นนา นักนัค่าค่วภาคเหนือนื ๒๖


บทคร่า ร่ ว จากผู้แต่ง ต่ รสสุคนธ์ รัก รั ษ์กวี ๒๗ก่อ ก่ นเลือ ลื กตั้งตั้กับกัหลังลัเลือ ลื กตั้งตั้ ก่อก่นจะเป๋นป๋เขาเน้นน้วาทะ อ้าอ้งคุณคุธรรมะ สัจจะแน่นน่หนา แอ่วอ่อู้หอู้ ว่าว่นล้อล้ม อ่ออ่นน้อน้มกำ จ๋าจ๋ผ่อผ่น่าน่ศรัทรัธา นับนัถืออวดอ้าอ้ง หยิบยิยกปั๋ญปั๋หา นำ มาแป๋งป๋สร้าร้ง ดูเดูป๋นป๋แนวทาง เลิศลิฤทธิ์ ตี๋ห ตี๋ น้าน้ซื่อ ซื่ ใส หมดภัยภัเผดปิ๊จปิ๊จะคิดคิเสริมริสร้าร้ง จุมจุคน จะหื้อ หื้ ปี้น้ ปี้ อน้ง บ่ต้บ่อต้งขัดขัสน หมดห่วห่งกั๋งกั๋วล บนความถูกต้อต้ง กำ มั่นมั่สัญญา บ่หบ่นาต่อต่ถ้อง สารพัดพัมอง สะง๊าง๊ แจกข้าข้วแจกของ คูปคูองก๋าก๋รก๊าก๊หลายสิ่งมากหน้าน้อารี จะใกล้ไล้กล๋นั้ล๋นนั้บ่หบ่วั่นวั่ถอยหนี ถึงจายคามี ยอมยกมือมืไหว้ เตียตีวตวยถามหา เจี๋ย จี๋ รจ๋าจ๋ ไจ้ไจ้จ้ กิ๋นกิ๋อยู่อยู่ ย่าย่งใด พ่อพ่งแต๊ ถ้าเลือลืกพรรคเขา ขอเอาจ๋นจ๋แป๊ รับรัรองจะแก้ ภัยภัยา จะหื้อ หื้ ปี้น้ ปี้ อน้ง ทั่วทั่ห้อห้งทิศทิา สุขสบายกา เหมือมืนกั๋นกั๋ทุกทุผู้ ได้ฟัด้งฟักำ หวาน เหมือมืนต๋าต๋ลหลิ่งลิ่หลู้ ยอมขนครัวรัจู จ้วจ้ยก๊ำ หลังลัเลือลืกตั้งตั้เหย ลืมลืเวยเจ้นจ้ล้ำ ใจ๋ปุ๊จ๋ดปุ๊ขาดคว่ำ เปปังปั ได้เด้ป๋นป๋ ไปแล้วล้มาลืมลืตังตัหลังลัอ๊กอ๊ปูดปูโธธังธัเสียงดังดัแข็งข็กร้าร้ว ความเลวบัดบัสี กาลีเลีถื่อนห้าห้ว ตระบัตบัสัตย์รย์าว อมนุษนุย์ มุ่งมุ่ประโยชน์ต๋น์นต๋บนความแย่งย่ยุทยุธ สุดแสบฉลฉ้อฉ้ โกงกล เปลี่ย ลี่ นกำ เวยแต้ เผยแผ่พิผ่ษพิผล สัญญาของคน เจื่อ จื่ แต้บ่ต้ ไบ่ด้ ไจ้อำจ้อำนาจหลง ทนงบาปไบ้ เอื้อ อื้ สายวงใย ปี้น้ ปี้ อน้ง มาหลงกำ เมินมิเพลินลิแต่เต่ ปื้อ ปื้ นป๊อป๊ง บ่เบ่หลียลีวเกี่ย กี่ วข้อข้ง ประชา หมิ่นมิ่รากแก้วก้เก๊าก๊เฮาดั่งดั่หมูหมูมา มาขาดจ๋รจ๋รยา ผู้แผู้ทนเหียหีจ้อจ้ย นี่แ นี่ หละสันดาน ก๋าก๋รเมือมืงเถื่อนถ้อย เจื้อ จื้ คารมป้อป้ย เดือดืดร้อร้น เจ็บจ็ ปวดแล้วล้บ๋อบ๋ ป้อป้ไหมยอดม้อม้น หมู่ขมู่ ายสิทธิ์ป้ธิ์อป้น นายทุนทุ หันหัแก่อก่ามิสมิสินจ้าจ้งอุดอุหนุนนุเต๋มต๋ ใจ๋ฮจ๋อมบุญบุหื้อ หื้ เปิ้นปิ้เข่นข่ฆ่าฆ่ อันอัคนซื้อ ซื้ เสียง ใจ๋เจ๋ปียปีงบาปบ้าบ้คิดคิแต่ปต่ารา เถื่อนฮ้าฮ้ย ชาติจติะล่มล่จ๋มจ๋สังคมโหดร้าร้ย กอบโกงตอบส้าย สินบน เลือลืกตั้งตั้กี่ค กี่ รั้งรั้เฮายังยัสับสน เพราะบ่ผ่บ่อผ่คน หลงแก่สิก่ สินจ้าจ้ง ไผเที่ย ที่ งไผตรง ปล๋งล๋ ใจ๋หื้จ๋อ หื้ กว้าว้ง จะหันหัหนตาง สว่าว่งตุ๊กตุ๊ เป๋นป๋บทเรียรีนสอน เก่าก่ซ้ำ ซากซุกซุจ๋นจ๋ตุ๊กตุ๊อยู่หั้ยู่ นหั้คนเดียดีว เจ็บจ็ ปวดหนนี้ บ่มีบ่ ไมีผเหลียลีว หนย่าย่งตางเตียตีว เหลียลีวไหนก่อก่จ้อจ้ย ขอฝากกำ จ๋าจ๋มาสานสืบถ้อย ป้อป้แม่อม่าอาว ปี้น้ ปี้ าน้ ผ่าผ่นมาหลายหน ผ่อผ่คนถ่อยจ้าจ้ขอจ๋ำ จื่อ จื่ หน้าน้ดาฟังฟั วจนังนัขอยั้งยั้เต้าต้อี้ เต้าต้นี้ว นี้ าดวางกำ ก่อก่นแหล่นล่ายเฮย...


บทคร่า ร่ ว จากผู้แต่ง ต่ รสสุคนธ์ รัก รั ษ์กวี คืน คื หมาเห่า ห่ สะดุ้งดุ้ลืมลืต๋าต๋เสียงหมาเห่าห่ฮ้อฮ้ง สังมาขุ่นขุ่ข้อข้ง รำ คาญนักนัหนา ลุงลุมูลมูก่อก่จั๊กจั๊ดาบบางข้าข้งฝา ก้อก้ยเยาะย่อย่งมา ลงคันคั ไดห้อห้ย เป๋นป๋ห่วห่งหลวงหลาย ควายแม่ลูม่กลูหน้อน้ย มัดมัอยู่ฮิยู่ มฮิยอย ขั่วขั่ฟักฟั ไผมันมั ไค่ถค่อง ลองดีมดีาลักลัหวังวัจักจัหยั่งยั่อั้นอั้เจิงจิเฮา ก้อก้ยเตวเยื้อ ยื้ งย้าย้ย ควายอยู่คยู่ รบเถา แม่หม่มูสีมูสีเลา ยังยันอนอยู่หั้ยู่ นหั้ แม่ไม่ก่สีก่ สีลาย นอนยายดั่งดั่อั้นอั้กิ่งกิ่ลำ ไยปันปัตูบตูน้อน้ย ไปตางประตู๋ มันมัดูเดูรียรีบร้อร้ย ป้อป้ยปิดปิแตบแน่นน่ยังยัดี หายใจ๋โจ๋ล่งล่แต้ เป๋นป๋แน่ดีน่หดีลี ลุงลุมูลมูนั้นนั้มี ใจ๋หจ๋าญเก่งก่กล้าล้ ยืดยือกตั๋วตั๋ทำ รำ ดาบส่องหน้าน้กล๋าล๋งแสงเดือดืนครา เป่งป่ล้ำ งัดงัจั้นจั้เจิงจิสอน ป้อป้หม่อม่นจ้วจ้ยก้ำ ตี้จ๋ำ ตี้ จ๋ำสอนหื้อ หื้ เมินมิมา หื้อ หื้ ฟันฟัสามครั้งรั้แตงสามทีหทีนา มีใมีนต๋ำ ฮา ป้อป้หม่อม่นสอนหื้อ หื้ มะลิซ้ลิอซ้นขาว พุ่มพุ่ยาวใหญ่หญ่ยื้อ ยื้ แผ่ใผ่บกว้าว้งตือตืเฮื้อ ฮื้ ฮ้าฮ้ง ถือเป๋นป๋ศัตศัถู กูต้กูอต้งล้มล้ล้าล้ง ใจ๋หจ๋มางเข่นข่ฆ่าฆ่ราวี ลุงลุเอาดาบนั้นนั้รำ ฟันฟัถอยหนี แล้วล้เปลี่ย ลี่ นท่าท่ที เกียกีมแตงตี้หั้ ตี้ นหั้ ฝ่าฝ่ยตังตัขโมย แอบอดใจ๋กจ๋ลั้นลั้เหงื่อ งื่ ไหลคิงคิปันปัยวาดยว้าว้ย ลุงลุมูลมูถอยหลังลัเกียกีมครั้งรั้สุดท้าท้ย หมายฟันฟับ่ไบ่ด้ รีรรีอ ฝ่าฝ่ยขะโขยนั้นนั้มันมั ใส่ตี๋น ตี๋ หมอ ล่นล่สุดแฮงตอ จ๋นจ๋ ปอผมยุ่งยุ่ ลุงลุหันหัเต๋มต๋ต๋าต๋จ๋นจ๋ ปาสะดุ้งดุ้จิตจิ ใจ๋นัจ๋นนันุงนุวุ่นวุ่ว้าว้ อว่าว่ยหน้าน้ขึ้น ขึ้ เฮือฮืน เหมือมืนคนง่อง่ยล้าล้เป๋นป๋เหมือมืนผีบ้ผีาบ้ โดนอำ ฮ้อฮ้งแม่อี่ม่น้ อี่ อน้ง ข้อข้งเปียปีดข้อข้งจ๋ำ ขอจ้วจ้ยข้าข้กำ ผีมัผีนมัหลอกข้าข้ กลั๋วลั๋จ๋นจ๋เหยี่ย ยี่ วไหล ใส่เตี่ย ตี่ วใส่ผ้าผ้ ปุ่นปุ่เวตะนา เจ้นจ้ล้ำ ไขวะจะนังนั ได้ฟัด้งฟัม่อม่นย้ำ นำ สารค่าค่วสร้อร้ย ลำ นำ ค่าค่วระบำ นำ คืนคืหมาเห่าห่เล่าล่อู้สู่อู้สู่กั๋นกั๋ ฟังฟัก่อก่นแหล่นล่ายเฮย... ๒๘ ๓ มีนมีาคม ๒๕๕๐ วารสารล้าล้นนากวี ฉบับบัที่ ๑ ชมรมกวีล้วีาล้นนา (นักนัค่าค่วภาคเหนือนื)


การเก็บ ก็ ข้อ ข้ มูลมรดกภูมิ ภู มิปัญ ปั ญา ทางวัฒ วั นธรรม ๒๙แบบจัดจัทำ รายการเบื้อ บื้ งต้นต้มรดกภูมิภูปัมิญปัญาทางวัฒวันธรรม รายการ : คร่าร่วฮ่ำ จังจัหวัดวัเชียชีงใหม่ (ค่าค่ว) ๑.การลงพื้น พื้ ที่เ ที่ ก็บ ก็ ข้อ ข้ มูล มู และสัมภาษณ์ จากนายถนอม จาปา พ่อพ่ครูภูรูมิภูปัมิญปัญาด้าด้นภาษาและวรรณกรรมค่าค่ว “ครูภูรูมิภูมิปัญญาไทยรุ่นรุ่ที่ ๗” สาขาภาษาและวรรณกรรม (วรรณกรรมท้อท้งถิ่นค่าค่ว)


บทประพัน พั ธ์ห ธ์ นังสือ ผู้แต่ง ต่ : รสสุคนธ์ รัก รั ษ์กวี ๓๐ หนังสือ ชมรมอนุรักรัษ์ภาษาวัฒวันธรรมล้าล้นนา กวีนิวี นิพนธ์ค่ธ์าค่วฮ่ำ ล้าล้นนา หนังสือ กำ ค่าค่วกำ คม (สุภาษิตล้าล้นนา) เล่มล่๑ หนังสือ กำ ค่าค่วกำ คม (สุภาษิตล้าล้นนา) เล่มล่ ๒ หนังสือ กำ ค่าค่ว กำ คม (ร้อร้ยกรอง ภาษาคำ เมืองเหนือ) หนังสือ ค่าค่วฮ่ำ กำ เมืองล้าล้นนา เล่มล่๓ หนังสือ ภาษาและวรรณกรรม ของดีเดีมืองต้าต้ก๋าก๋น (ของดีเดีมืองท่าท่กาน) หนังสือ ค่าค่วอี่ปู่อี่ สปู่อนหลาน เล่มล่๑ หนังสือ ค่าค่วอี่ปู่อี่ สปู่อนหลาน เล่มล่ ๒ หนังสือ ค่าค่วอี่ปู่อี่ สปู่อนหลาน เล่มล่๓ ที่ม ที่ า : ศูนศูย์ข้อมูลภูมิปัญญาล้านนา มหาวิทวิยาลัยราชภัฏเชียชีงใหม่


บรรณานุก นุ รม ๓๑ แหล่ง ล่ ที่ม ที่ าของข้อ ข้ มูล มู ขอขอบคุณ คุ ๑. บุญบุคิดคิวัชวัรศาสตร์.ร์ (๒๕๓๘). คนเมือมืง อู้กำ อู้ กำเมือมืง. เชียชีงใหม่.ม่ธาราทองการพิมพิพ์.พ์ บุญบุคิดคิวัชวัรศาสตร์.ร์ (๒๕๔๘). ภาษาเมือมืงล้าล้นนา ฉบับบัเรียรีนด้วด้ยตนเอง. เชียชีงใหม่.ม่ ธาราทองการพิมพิพ์.พ์ บุญบุคิดคิวัชวัรศาสตร์.ร์ (๒๕๔๒). ภาษิตคำ เมือมืง.เชียชีงใหม่.ม่ธาราทองการพิมพิพ์.พ์ ๒. ลมูลมูจันจัทน์หน์อม. (๒๕๓๘). วรรณกรรมท้อท้งถิ่นล้าล้นนา. เชียชีงใหม่.ม่สุริวริงค์บุ๊ค์คบุ๊เซนเตอร์.ร์ ๓. ศิริศิพริงศ์ วงศ์ไศ์ชย. (๒๕๔๖). แบบฝึกฝึการแต่งต่ค่าค่ฮ่ำ แบบโบราณล้าล้นนาไทย.เชียชีงใหม่.ม่ดาว คอมพิวพิกราฟิคฟิ . ๔. สารนุกนุรมวัฒวันธรรมไทย. ภาคเหนือนื. (๒๕๓๙). เล่มล่๑, เล่มล่๘ ๕. อำ นวย กลำ พัดพั. (๒๕๓๑). คำ คมแห่งห่ล้าล้นนา.เชียชีงใหม่.ม่ร้าร้นประเทือทืงวิทวิยา. ๖. อุดอุม รุ่งรุ่เรือรืงศรี.รี(๒๕๒๘). วรรณกรรมล้าล้นนา. กรุงรุเทพฯ. มิตมิรนราการพิมพิพ์.พ์ อุดอุม รุ่งรุ่เรือรืงศรี.รี(๒๕๔๖). วรรณกรรมล้าล้นนา. (พิมพิพ์คพ์รั้งรั้ที่ ๒). (น. ๓๑ - ๓๓). กรุงรุเทพ ฯ : สำ นักนังานกองทุนทุสนับนัสนุนนุงานวิจัวิยจั. ๗. รสสุคนธ์ รักรัษ์กวี สันป่าป่ตอง. (๒๕๕๐). กำ ค่าค่วกำ คม สุภาษิตล้าล้นนา. ,กำ ค่าค่วกำ คม กวีล้วีาล้นนาเล่มล่๑–๓ ,กำ ค่าค่วกำ คม สุภาษิตล้าล้นนา ๒ ภาษา ไทยกลางและภาษาคำ เมือมืง, กวีนิวีพนินธ์ รสสุคนธ์ รักรัษ์กวี.วีค่าค่วอี่ปู่อี่ สปู่อนหลาน เล่มล่๑ – ๔, ค่าค่วเจิญจิมาแอ่วอ่อำ เภอ สันป่าป่ตอง, ค่าค่วนิรนิาศเมือมืงกอก, เจี้ย จี้ ล้าล้นนา, ของดีเดีวียวีงต้าต้ก๋าก๋น, คนยองในอำ เภอ สันป่าป่ตอง, ประวัติวับ้ติาบ้นสันห่าห่ว, ค่าค่วบายศรีสู่รีสู่ขวัญวัผู้ว่ผู้ าว่ราชการจังจัหวัดวัภูเภูก็ตก็, ค่าค่ว รณรงค์ลค์ดหมอกควันวัของ สทท. ช่อช่ง ๑๑ เชียชีงใหม่,ม่ซอ, ทำ ซีดีซีเดีพลงประจำ อำ เภอ สันป่าป่ตอง, ซีดีซี ดีอ่าอ่นค่าค่ว-เล่าล่ค่าค่ว จ๊อจ๊ย เล่าล่เจี้ย จี้ อื่อ อื่ กะโลง. ๘. พระมหานรินริทร์ นรินฺริ โนฺท ป.ธ.๙, A LITTLEBUDDHA.COM. (๒๕๔๓). คร่าร่วสี่บทพญา พรหมโวหาร (บทที่ 4). สืบค้นค้จาก HTTP://WWW.ALITTLEBUDDHA.COM/HTML/LANNATHAI/LANNATHAI05.HTML ๙. วรรณกรรมขับขัขานล้าล้นนา, สำ นักนัหอสมุดมุมหาวิทวิยาลัยลัเชียชีงใหม่.ม่ (ม.ป.ป.). พลวัตวัของ ค่าค่ว. สืบค้นค้จาก HTTP://LANNAINFO.LIBRARY.CMU.AC.TH/LANNAPOETRY/KNOWLEDGE/ DYNAMIC ๑๐. ศูนศูย์ข้ย์อข้มูลมูภูมิภูปัมิญปัญาล้าล้นนา มหาวิทวิยาลัยลัราชภัฏภัเชียชีงใหม่ สืบค้นค้จาก HTTP://WWW.CULTURE.CMRU.AC.TH/OPAC/


กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่


Click to View FlipBook Version