การปลูกฟักน ้าเต้า ชื่อวิทยาศาสตร์: Benincasa hispida อังกฤษ: winter meion วงศ์: Cucurbitaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ฟักเขียวเป็นพืชอายุสั้น มีล าต้นสีเขียวมีขนขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วล าต้น แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ใบมีลักษณะ เป็นหยักคล้ายฝ่ามือขอบใบแยกออกเป็น 5–7 แฉก ปลายแฉกแหลมใบหยาบเรียงสลับกันตามข้อต้น ใบ กว้างประมาณ 5–15 เซนติเมตร มีขนปกคลุม ก้านใบยาวประมาณ 10 เซนติเมตร มีดอกเดี่ยว (Solitary Flower) สีเหลือง ดอกเพศผู้มีลักษณะเป็นหลอดยาว 5–10 เซนติเมตร ปลายดอกแยกออกเป็น 5 กลีบ มี กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ส่วนดอกเพศเมียก้านดอกจะสั้นกว่าดอกเพศผู้ ปลายดอกแยกออกเป็น 3 แฉก มีรังไข่อยู่ ภายในดอก ผลมีลักษณะเป็นรูปกลมยาวกว้างประมาณ 20–30 เซนติเมตร ยาว 30–60 เซนติเมตร เปลือก แข็งสีเขียวเนื้อในสีขาว เนื้อแน่น ฉ ่าน ้า มีเมล็ดอยู่ภายในจ านวนมากสีขาวออกเหลือง
การปลูก ฟักเขียวขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ปลูกได้ดีในดินร่วนปนทรายโดยการน าเมล็ดที่เตรียมไว้หยอดลงหลุมลึก ประมาณ 3–5 เซนติเมตร ประมาณ 2–3 เมล็ด กลบหลุมและรดน ้าสม ่าเสมอทุกวันโดยเฉพาะช่วงติดดอก และผลมิฉะนั้นอาจท าให้ดอกและผลที่ติดหลุดร่วงได้ ในช่วงเวลา 15 วัน ก่อนการเก็บเกี่ยวควรหยุดการให้ น ้าเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วง 35–60 วัน คุณค่าทางโภชนาการ คนไทยมักน าผลฟักเขียวมาประกอบอาหารในประเภท ต้ม ผัด แกงหรือน ามาท าขนมหวานในเทศกาล เมนู ยอดนิยมของฟักเขียวที่รู้จักกันดี คือ แกงจืดฟักต้มกับไก่ แกงเขียวหวานไก่ฟักเขียว แกงเลียง ฟักเขียวผัด กับหมูใส่ไข่ ฟักเชื่อม และยอดอ่อนลวกหรือต้มกะทิรับประทานทานคู่กับน ้าพริก ทั่วโลกนิยมน าผลฟักเขียว มาบริโภคทั้งแบบดิบและสุก เช่น ฟักเขียวดอง แกงเผ็ด หรือกวนแยม ฟักเขียวสามารถบริโภคได้ทั้งผลอ่อน และผลแก่ โดยผลอ่อนรสชาติจะเข้มกว่าผลแก่ มีน ้ามาก ใบอ่อนและตาดอก น าไปนึ่งหรือใส่ในแกงจืดเพิ่ม รสชาติ ส่วนเมล็ดอุดมไปด้วยน ้ามันและโปรตีนโดยท าให้สุกสามารถกินได้ แต่มีข้อควรระวังส าหรับคนที่มี ปัญหาทางด้านการขับถ่าย และมีอาการแน่นหน้าอก ไม่ควรรับประทาน สรรพคุณทางยา ใบ –แก้ฟกช ้า แก้พิษผึ้งต่อย ช่วยรักษาบาดแผล แก้โรคบิด แก้ร้อนในกระหายน ้า แก้บวมอักเสบมีหนอง ผล –ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไอ แก้ธาตุพิการ แก้โลหิตเป็นพิษ บวมน ้า หลอดลมอักเสบ เมล็ด – ลดไข้ แก้ริดสีดวงทวาร แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้ไตอักเสบ บ ารุงผิว ละลายเสมหะ ราก –แก้ไข้ แก้กระหายน ้า ถอนพิษ เถาสด – รสขมเย็น ใช้รักษาริดสีดวงทวาร มีไข้สูง เปลือก – บ าบัดอาการบวมน ้า ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย แผลบวมอักเสบมีหนอง
การเลือกฟักเขียว วิธีการเลือกฟักเขียว ควรเลือกฟักเขียวที่มีเนื้อแข็ง เพราะจะมีรสหวานและกรอบเมื่อน ามาปรุงอาหาร ลักษณะภายในของฟักเขียวที่ดีนั้นควรจะมีขอบของเนื้อเป็นสีเขียวเข้มแล้วค่อย ๆ จางเป็นสีขาวจนถึงตรง กลาง ฟักเขียวสามารถเก็บรักษาได้นานเป็นเดือนหรือค่อนปีโดยมีแว็กซ์หรือขี้ผึ้งเคลือบภายนอก การเตรียมดินปลูกน ้าเต้า การปลูกน ้าเต้า (bottle gourd) จะต้องเตรียมดินให้มีการไถพรวน และยกร่องแปลงปลูกกว้าง ประมาณ 4 เมตร จะนิยมขุดหลุมปลูกให้กว้าง 15-20 เซนติเมตร ลึก 2-3 เซนติเมตร ขุดกลุมห่างกัน 2 เมตร แล้วน าปุ๋ ยคอกหรือปุ๋ ยหมักมารองก้นหลุม หลังจากนั้นก็หยอดเมล็ดลงในหลุมปลูกที่เตรียมไว้ ใน พื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะใช้เมล็ดน ้าเต้าจ านวน 1.5 กิโลกรัม สภาพแวดล้อมทเี่หมาะสมตอ่ การเจริญ ชอบดินร่วน ดินร่วนปนทราย หรือดินเหนียวผสมดินร่วน – มีการระบายน ้าและถ่ายเทอากาศได้ดี น ้าไม่ ท่วมขัง – ดินมีความเป็นกรด-ด่าง (ph) อยู่ระหว่าง 5.5–7.5 สามารถปลูกได้ทุกฤดู ช่วงที่ดีที่สุด คือ ช่วงปลายฝนต้นหนาวจะท าให้มีการติดผลได้ดี– ถ้าความชื้นในอากาศสูงจะท าให้ผลผลิตต ่า – ควรปลูก ในพื้นที่ใกล้แหล่งน ้าและสะดวกต่อการใช้ตลอดฤดูปลูก การเตรียมพันธุ์ เลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ เปอร์เซ็นต์การงอกสูง เป็นพันธุ์ที่มีความนิยม ลักษณะดี และเป็นที่ต้องการของ ตลาด ซึ่งแฟงในตลาดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แฟงไส้ตันผลใหญ่(แฟงงาช้าง) เช่น แฟงงาช้าง บางระจัน และ แฟง งาช้าง แฟงไส้ตัน เช่น ปิ่นแก้ว, ปิ่นทอง และ สลาตัน
การดูแลรักษา น ้าเต้า (bottle gourd) หลังการปลูก น ้าเต้าเป็นพืชที่มีระบบรากตื้น ต้องการ ความชื้นปานกลาง หลังจากต้นโตให้รดน ้าประมาณ 3-5 วัน/ครั้ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพของ ดินปลูก ว่ามี ความแห้งแล้งเพียงใด ถ้าอากาศร้อนมาก ๆ ดินปลูกเริ่มแห้งก้ต้องรดน ้าให้ถี่ขึ้น แต่ต้องคอยดูไม่ให้ดินแฉะ มากเกินไป อาจท าให้เกิดโรครากเน่า หลังปลูกไปได้ประมาณ 25-30 วัน หรือเริ่มมีใบจริง 4-5 ใบ จึง เริ่มใส่ปุ๋ ยสูตร 16-20-0 ในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่บริเวณโคนต้น ไม่ควรพรวนดินให้ลึกเกินไป เพราะอาจเกิดความเสียหายต่อระบบรากไปจนถึงต้นเลยทีเดียว การก าจัดวัชพืช ควรจะมีการก าจัดวัชพืชให้น ้าเต้า อย่างสม ่าเสมอและต่อเนื่องในช่วงที่น ้าเต้ายังเล็ก อยู่ เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะคลุมพื้นที่ปลูกทั้งหมด จะช่วยลดการก าจัดวัชพืชลงได้บ้างบางส่วน โรคและแมลง น ้าเต้า มีโรคและแมลงรบกวนค่อนข้างน้อย เนื่องจากใบของน ้าเต้ามีกลิ่นเหม็น แมลงไม่ ชอบ มีข้อควรระวังอย่างเดียวคือ เรื่องของการให้น ้าอย่าแฉะเกินไปจนท าให้เกิดโรคราก-โคนเน่า การเก ็ บเกี่ยวผลผลิต น ้าเต้า หลังจากปลูกไปแล้วประมาณ 55-60 วัน ก็เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิต ให้ เราเลือกผลที่เหมาะที่จะน ามารับประทานมากที่สุดให้สังเกตในช่วง หลังดอกบาน 6-7 วัน ให้เริ่มทยอย เก็บ จะเก็บในลักษณะวันเว้นวัน ท าเช่นนี้ไปจนหมดผลผลิต
คุณสมบตัิในการใช้รักษาโรคของน ้าเต้า (bottle gourd) 1. โรคเบาหวาน 2. ท่อปัสสาวะอักเสบ 3. โรคปอดอักเสบ จะใช้ส่วนที่เป็นเปลือกสดรับประทาน 4. แก้ปวดฝีในเด็ก โดยใช้น ้าเต้าหั่นเป็นชิ้น ๆ ผสมขิงต้มเป็นน ้าซุปรับประทาน 5. โรคลูกอัณฑะบวมให้ใช้ลูกน ้าเต้ามาต้มรับประทาน 6. โรคทางล าคอให้ใช้ลูกน ้าเต้าที่แก่ ๆ ตัดจุก แล้วใส่น ้าไว้รับประทานเป็นโรคประจ าจะสามารถป้องกัน รักษาโรคทางล าคอได้ การใช้ประโยชน์ของ น ้าเต้า (bottle gourd) ผลน ้าเต้าสามารถน ามารับประทานกับน ้าพริก ผัด กับหมูและไข่ แกงส้ม สรรพคุณทางยา ใบ แก้ตัวร้อน แก้ร้อนในกระหายน ้า แก้เริม เป็นต้น