The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ธศ.-100-ชั้นตรี พุทธประวัติ ระดับประถมศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by manmit.ath, 2020-06-03 04:24:10

ธศ.-100-ชั้นตรี พุทธประวัติ ระดับประถมศึกษา

ธศ.-100-ชั้นตรี พุทธประวัติ ระดับประถมศึกษา

1

วิชาพทุ ธประวตั ิ
ธรรมศึกษาชนั้ ตรี
ระดับประถมศกึ ษา (ธศ 113)

2

ขอบข่ายวิชา พทุ ธประวตั ิ ระดบั ประถมศกึ ษา (ธศ.113)

ปริเฉทท่ี 1 - ชมพทู วปี และประชาชน - วรรณะ 4

ปริเฉทที่ 2 - ศากยวงศ์ - ลาดบั ศากยวงศ์

ปริเฉทท่ี 3 - ประสตู ิ - ทรงอภเิ ษกสมรส

ปริเฉทที่ 4 - เสดจ็ ออกบรรพชา

ปริเฉทท่ี 5 - ตรสั รู้

ปริเฉทท่ี 6 - แสดงปฐมเทศนา - แสดงอนตั ตลกั ขณสตู ร

ปริเฉทท่ี 7 - ทรงสง่ สาวกไปประกาศพระศาสนา - โปรดยสกุลบุตร

ปริเฉทท่ี 8 - เสดจ็ เมอื งราชคฤห์ แควน้ มคธ - ทรงไดพ้ ระอคั รสาวก

ปริเฉทที่ 9 - มหาสนั นิบาตแห่งพระสาวก - ทรงแสดงทศิ 6 โปรดสงิ คาลกมาณพ

ปริเฉทที่ 10 - โปรดพระพทุ ธบดิ า - นนั ทกมุ ารออกบวช - ราหุลบรรพชา

ปริเฉทที่ 11 - เสดจ็ แควน้ โกศล

ปริเฉทที่ 12 - ทรงปรงอายุสงั ขารเสดจ็ บา้ นเวฬวุ คาม -นายจนุ ทะถวายปิจฉมิ บณิ ฑบาต

- เสดจ็ เมอื งปาวา - ทรงแสดงสงั เวชนยี สถาน 4 ตาบล

- ถูปารหบุคคล 4 - โปรดสุภทั ทปรพิ าชก - ปัจฉิมโอวาท

- ปรนิ พิ พาน

ปริเฉทที่ 13 - ถวายพระเพลงิ พระพุทธสรรี ะ - แจกพระบรมสารรี กิ ธาตุ

ศาสนพิธี - พธิ แี สดงตนเป็นพุทธมามกะ
- วนั วสิ าขบูชา
- อารมั ภบท - วนั อาสาฬหบูชา
- วนั มาฆบูชา - พธิ แี สดงความเคารพพระรตั นตรยั
- วนั อฏั ฐมบี ูชา - คาอาราธนาพระปรติ ร
- พธิ ถี วายทาน - คาอาราธนาธรรม
- คาอาราธนาศลี 5 - วธิ กี รวดน้า
- สรณคมน์และศลี 5
- วธิ ปี ระเคนของถวายพระ

3

ปรเิ ฉทที่ 1 ชมพูทวปี และประชาชน

ชมพทู วีปและประชาชน

ชมพูทวีป คือ ประเทศอินเดียในสมัยก่อน ในสมัยปัจจุบันแบ่งออกเป็น 4 ประเทศ คือ
อินเดีย, เนปาล,ปากีสถานและบังคลาเทศ ซึ่งอยู่ทางทิศพายัพของประเทศไทย (ทิศตะวันตกเฉียง
เหนือ)
ชนชาติทอ่ี าศัยอยู่มี 2 ชนชาติ คอื

1. ชนชาติมลิ ักขะ เจ้าถ่นิ เดิม อาศัยอยู่ก่อน
2. ชนชาติอรยิ กะ พวกทีร่ ุกไลเ่ จ้าของถิน่ เดมิ ออกไป
ชมพูทวีป แบ่งออกเปน็ จงั หวดั ใหญ่ 2 จงั หวดั คือ
1. มัชฌมิ ชนบท หรือ มธั ยมประเทศ ไดแ้ ก่ จังหวดั ส่วนกลาง
2. ปัจจันตชนบท ไดแ้ ก่ จงั หวัดปลายแดน

วรรณะ 4

วรรณะในสมยั พุทธกาลแบง่ ตามหนา้ ท่ี ดังนี้
1. กษัตริย์ มีหน้าท่ีปกครองบา้ นเมือง ศึกษาเกย่ี วกับยทุ ธวิธี
2. พราหมณ์ มหี นา้ ท่สี ่ังสอนและทำพธิ ีกรรม ศกึ ษาเกี่ยวกบั ศาสนา พิธกี รรม
3. แพศย์ มีหนา้ ที่ในการทำนาคา้ ขาย ศกึ ษาเกย่ี วกบั การเพาะปลกู
4. ศทู ร มีหนา้ ทร่ี ับจา้ งทำการงาน ศกึ ษาเกีย่ วกบั การใช้แรงงาน
กษัตริย์และพราหมณ์ ถือตนเองว่าเป็นคนมวี รรณะสูง จึงรังเกียจพวกที่มีวรรณะต่ำ ไม่ยอม
รว่ มกนิ รว่ มนอน จะสมสู่เปน็ สามีภรรยาเฉพาะในวรรณะของตนเท่านัน้ ถ้าหากหญิงทเ่ี ป็นนางกษัตริย์
หรอื พราหมณี ไปแต่งงานกบั ชายที่เป็นแพศย์หรือศูทรทีบ่ ุตรเกิดมาจะถูกเรียกว่า เป็นคน “จัณฑาล”
เป็นที่รังเกียจของคนท่ัวไป โดยถือว่าเปน็ คนกาลกิณี หรือที่คนไทยถอื วา่ เปน็ “เสนยี ดจญั ไร”

4

ปริเฉทท่ี 2 กำเหนดิ ศากยวงศ์

ศากยวงศ์

ศากยวงศ์ คือวงศข์ องศากยะท่ีสืบต่อกันมา เพราะเหตุ 3 ประการ คอื
1. เพราะกษัตริย์วงศน์ ้ีต้ังอย่ใู นสกั กชนบท
2. เพราะกษัตรยิ ์ วงศ์นีส้ มสกู่ ันเองระหวา่ งพี่น้อง ทีเ่ รยี กว่า “สกสังวาส”
3. เพราะกษตั ริยว์ งศน์ ้ีทรงถอื เอาพระราชดำรัสของพระเจา้ โอกกากราช ท่อี อกพระโอฐชมว่า
สกั กาเป็นผอู้ าจหาญ มีความสามารถ การปกครอง เป็นแบบสามคั คีธรรม

ลำดับศากยวงศ์
ลำดับวงศ์ศากยวงศ์ และโกลิยวงศ์ สบื เชอื้ สายตอ่ กันมาโดยลำดบั คอื

5

ปริปรเิ ฉทที่ 3 ประสตู ิ

ประสตู ิ

พระโพธิสัตร์เลด็จสู่พระครรภ์ ในราตรีวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ปีระกา พระมารดา

ทรงสบุ ินเห็นพญาช้างเผอื ก พระโพธสิ ัตว์อยู่ในครรภ์ 10 เดือนพอดี

พระโพธสิ ตั วท์ รงประสูติที่สวนลมุ พนิ ีวัน ใต้รม่ ไมส้ าละ (ต้นรัง) ระหวา่ งกรุงกบิลพัสด์ุกับกรุง

เทวทหะ ปัจจุบันเรียกว่า “รุมมินเด” ประเทศเนปาล เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ (วันวิ

สาขบูชา) ตอนประสูติพระโพธิสัตว์เดินได้ 7 ก้าวพร้อมกับพูดว่า “เราเป็นเลิศ เป็นผู้ประเสริฐที่สุด

แห่งโลกการเกดิ ของเราคร้ังน้เี ป็นครงั้ สุดท้ายบดั นี้ภพใหม่ไม่มอี ีกแลว้ ”

สหชาติ คอื สิ่งทเ่ี กิดวันเวลาเดียวกันกับพระโพธสิ ตั ว์ มี 7 อย่าง ไดแ้ ก่

1. พระนางพิมพา 2. พระอานนท์

3. กาฬทุ ายอี ำมาตย์ 4. ฉันนะอำมาตย์

6

5. มา้ กณั ธกะ 6. ตน้ พระศรมี หาโพธ์ิ

7. ขุมทรพั ย์ ทัง้ 4

หลังจากประสูติ 3 วัน มี อสิตดาบส หรือ กาฬเทวิลดาบส เข้าเยี่ยม และพยากรณ์ 2 อย่าง

(ถ้าอย่ปู กครองบา้ นเมอื งจะเปน็ พระเจา้ จักรพรรดิ ถา้ ออกบวช จะเปน็ พระพุทธเจา้ )

ประสูติได้ 5 วัน พระเจ้าสุทโธทนะเชิญพราหมณ์ 108 มาทานอาหาร ,ขนานพระนาม และ

ทำนายลักษณะ คือ 1. ถ้าอยู่เป็นฆราวาสจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ 2. ถ้าบวชจะได้เป็น

พระพุทธเจ้า

ประสตู ิได้ 7 วนั พระมารดาทิวงคต พระเจา้ สทุ โธทนะแต่งตัง้ ใหน้ างปชาบดีดูแลแทน

ทรงอภเิ ษกสมรส

เมื่อพระชนมายุได้ 16

พรรษา พระราชบิดาเห็นควรจะมี

พระชายาได้แล้ว จึงตรัสสั่งให้สร้าง

ปราสาทข้นึ 3 หลัง เพ่ือเหมาะแกก่ าร

อยู่ตามฤดูทั้ง 3 ฤดู แล้วตรัสขอพระ

นางยโสธราหรือพิมพา พระราชบุตรี

ของพระเจ้าสุปปพุทธะกับพระนาง

อมิตาแห่งโกลิยวงศ์มาอภิเษกเป็น

พระเทวีจนกระทั่งพระชนมายุได้ 29

พรรษาพระนางพิมพาจึงมีพระราช

โอรสพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า

“ราหุลกุมาร”

7

ปริเฉทท่ี 4 ออกบรรพชา

เสดจ็ ออกบรรพชา

วนั หนึง่ เจา้ ชายสิทธัตถะทรงเบ่อื ความจำเจในปราสาท 3 ฤดู จึงชวนสารถีทรงรถม้าประพาส
อุทยาน ครั้งนั้นได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยเทวทูต (ทูตสวรรค์) ท่ี
แปลงกายมา พระองคจ์ ึงทรงคิดได้ว่า น่ีเปน็ ธรรมดาของโลก ชีวิตของทกุ คนตอ้ งตกอยู่ในสภาพเช่นน้ัน
ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ จึงทรงเห็นว่าความสุขทางโลกเป็นเพียงภาพมายา
เท่านัน้ และวิถที างที่จะพน้ จากความทกุ ข์ คือตอ้ งครองเรอื นเป็นสมณะ ดงั น้นั พระองค์จงึ ใครจ่ ะเสด็จ
ออกบรรพชา ในขณะทีม่ ีพระชนมายุ 29 พรรษา

ครานัน้ พระองคไ์ ดเ้ สด็จไปพร้อมกับนายฉนั ทะ สารถี ซง่ึ เตรยี มมา้ พระทีน่ ่ัง นามว่า กัณฑกะ
มงุ่ ตรงไปยังแมน่ ้ำอโนมานที ก่อนจะประทบั บนกองทราย ทรงตัดพระเมาลีดว้ ยพระขรรค์ และเปล่ียน
ชุดผ้ากาสาวพัตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) และให้นายฉันทะ นำเครื่องทรงกลับพระนคร
ก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่) เพียงลำพัง เพื่อมุ่ง
พระพกั ตรไ์ ปยังแคว้นมคธ

8

ปรเิ ฉทท่ี 5 ตรัสรู้

ตรัสรู้

หลังจากออกบรรพชาแล้ว เข้าศึกษาที่สำนักของ อาฬาดาบส กาลามโครตและอุททกดาบส
รามบุตร ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาที่ อุรุเวลาเสนานิคม ทุกกรกิริยา หมายถึง กิริยาที่ทำได้ยาก มี 3
วาระ คอื

1. กัดฟนั ดว้ ยฟนั กดเพดานดว้ ยลน้ิ
2. กล้นั ลมหายใจเขา้ -ออก
3. อดอาหารจนซบู ผอบ

ปญั จวัคคีย์ ดูแลในระหว่างบำเพ็ญเพียร

9

ทรงเลิกบำเพ็ญเพยี ร “เพราะมิใชห่ นทางแห่ง
การตรสั ร”ู้
นางสชุ าดา ถวายข้าวมธุปายาสก่อนตรสั รู้
ญาณที่ทรงได้ในระหว่างบรรลุธรรม
ตามลำดับคือ

1. ปฐมยาม บรรลุปุพเพนิวาสานุส
สตญิ าณ คอื ระลึกชาติได้

2. มัชฌิมยาม บรรลุจุตูปปาตญาณ
คือ รู้การเกดิ และตายของสัตวท์ ั้งปวง

3. ปัจฉิมยาม บรรลุอาสวักขยญาณ
คอื ร้อู ริยสจั 4 คือ ทุกข์ สมุทยั นโิ รธ มรรค

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เม่ือ
พระชนมายุ 35 พรรษาตรงกับวันพุธข้ึน 15
ค่ำ เดือน 6 ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำ
เนรัญชรา ต.อุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ
ตรสั รหู้ ลังจากบรรพชา 6 ปี
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อริยสัจ 4 ทรงชนะมาร
และเสนามารดว้ ย บารมี 10

10

ปริเฉทท่ี 6 แสดงปฐมเทศนา

แสดงปฐมเทศนา

ครั้นถึงวันอาสาฬหปุณณมี วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 อาสาฬหมาส ได้โอกาสอันควรที่จะ
แสดงธรรม โปรดพระปัญจวัคคีย์ พระพุทธองค์จึงประกาศพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร หรือการปฐม
เทศนาครั้งแรกในโลก ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวันแห่งนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงถึงที่สุดสองอย่าง ที่
ภิกษุไม่ควรเสพ คือ การพัวพันหนักใน กามสุข และการประกอบกรรม อันเป็นการทรมานตัวเองให้
เหนอื่ ยเปลา่ ไม่ใช่ทางแห่งความหลดุ พน้ ทรงชที้ างให้ ดำเนินตาม มชั ฌิมาปฏิปทา คอื ทางสายกลางท่ี
เรียกวา่ มรรคมอี งค์ 8 คอื ไมห่ ย่อนเกินไป และไม่ตึงเกนิ ไป อันเป็นทางที่จะให้ตรัสร้ไู ด้ และทรงแสดง
อริยสัจ คือ ความจรงิ อย่างประเสรฐิ 4 ประการ คือ

1. ทุกข์ คือความไมส่ บายกายไมส่ บายใจ

2. สมุทัย คือเหตใุ หท้ กุ ขเ์ กิด

3. นโิ รธ คอื ความดับทุกข์

4. มรรค คือขอ้ ปฏิบัตใิ หถ้ ึงความดบั ทุกข์

11

แสดงอนัตตลักขณสูตร

ครั้นพระปญั จวัคคีย์ มอี นิ ทรยี แ์ กก่ ลา้ สมควรที่จะเจรญิ วิปัสสนาเพื่อบรรลุ “วมิ ตุ ติ คือ ความ
หลุดพ้น” ไดแ้ ล้ว คร้ันถึงวันแรม 5 ค่ำ เดอื น 8 พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนาช่ือ “ อนัตต
ลักขณสูตร” ซึ่งมีใจความว่า “ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นของไม่เที่ยง เป็น
ทุกข์ เป็นอนตั ตา ไมใ่ ช่ตวั ไมใ่ ช่ตน ไม่ใช่ของตน ไมเ่ ปน็ ไปตามปรารถนา เป็นไปเพอื่ ความป่วยไข้ ไม่
ควรจะยึดม่ันถือม่นั ” เมื่อพระปญั จวัคคยี ์พิจารณาตามภูมธิ รรมเทศนานั้นแล้ว จิตก็หลุดพ้นจาก
อาสวะ ไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน หรือที่ท่านเรียกว่า “บรรลุพระอรหัตตผลหรือพระอรหันต์”
นัน่ เอง ครง้ั นน้ั มีพระอรหนั ตเ์ กิดขึ้นในโลก 6 องค์ รวมท้งั พระศาสดา

12

ปริเฉทท่ี 7 ประกาศพระศาสนา

ทรงสง่ สาวกไปประกาศพระศาสนา

เมื่อยสะ บุตรของเศรษฐีชาวเมืองพาราณสี เกิดความเบื่อหน่ายจากการครองเรือน ได้เดิน
ตามทางไปยงั ป่าอิสิปตนมฤคทายวนั พลางบ่นไปว่า "ทน่ี ่วี ุ่นวายหนอ ทนี่ ี่ขัดขอ้ งหนอ" ในเวลาใกล้รุ้ง
ขณะนั้นพระบรมศาสดาทรงเสด็จจงกรมอยู่ ทรงได้ยินเข้า จึงตรัสไปว่า "ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขดั ข้อง
เชิญทางนี้เถิด และนั่งลง เราจักแสดงธรรมแก่ทา่ น” ยสะได้ยินดังนั้นจึงถอดรองเท้าเข้าไปเฝ้าถวาย
นมสั การ แล้วนั่งลงทีส่ มควรแหง่ หน่ึง

พระองค์ทรงแสดงอนุปพุ กี ถา 5 ประการ คือ
1. ทาน การเสยี สละ
2. ศลี การรักษากายวาจาใหเ้ รียบร้อย
3. สวรรค์
4. กามาทนี พ โทษของกาม
5. เนกขมั มานสิ งส์ อานสิ งส์แห่งการออกจากกาม

13

แลว้ จบลงดว้ ยการอรยิ สัจ 4 พอจบพระธรรมเทศนา ยสกุลบตุ รกไ็ ดด้ วงตาเห็นธรรม เศรษฐี
ผู้เป็นบิดาท่านยสะ ได้เข้าเฝ้าพระศาสดาและพระองค์ได้ทรงประทานพระธรรมเทศนาอนุปุพพีกถา
และอรยิ สัจ 4 ท่านเศรษฐไี ด้แสดงตนเป็นอุบาสก ขอถงึ พระรตั นตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต นับว่าเป็น
อุบาสกคนแรกในโลกที่ถงึ พระรัตนตรยั เป็นสรณะ(เตวาจกิ อบุ าสก)

ฝา่ ยมารดาและภรรยาของทา่ นกเ็ หมอื กนั ได้ขอถึงพระรัตนะตรยั เปน็ สรณะเปน็ อุบาสิกาคน
แรกในโลก

พระพุทธเจ้าทรงอุปสมบทแก่ท่านยสะ ด้วยการประทานพระดำรัสว่า "เธอจงเป็นภิกษุมา
เถดิ ธรรมอนั เรากล่าวดแี ล้ว เธอจงประพฤตพิ รหมจรรยเ์ ถิด" ในที่ นี้ไม่มคี ำวา่ "เพ่ือทำท่ีสุดแห่งทุกข์
โดยชอบเถิด" เพราะยสะเป็นพระอรหันต์ ถึงที่สดุ แห่งทุกข์แลว้

สหายพระยสะที่มีชื่อ 4 คน คือ วิมละ สุพาหุ ปณุ ณชิ และควัมปติ และท่ไี มป่ รากฏช่ืออีก
50 คน ทราบขา่ วยสกุลบุตบวชจงึ พากันออกบวชตาม พระพุทธองค์ทรงอุปสมบทและทรงสั่งสอนจน
ให้สำเรจ็ พระอรหันต์

ครั้นมีพระอรหันต์เกดิ ขึ้นในโลกแล้ว 61 องค์ พร้อมด้วยพระศาสดา พระองค์จึงตรัสเรียก
พระสงฆส์ าวกเหล่านนั้ มาเพอื่ ทีจ่ ะส่งไปประกาศพระศาสนา ตรัสวา่ “ภกิ ษุท้งั หลาย เราไดพ้ ้นแล้วจาก
บว่ งทงั้ ปวง ทง้ั ที่เปน็ ของทิพย์ ทง้ั ทเี่ ปน็ ของมนษุ ย์ แม้เธอทั้งหลายก็เหมอื นกนั เธอทง้ั หลายจงเทีย่ วไป
ตามชนบท เพ่อื ประโยชนแ์ ละความสุขแกช่ นเป็นอันมาก แตอ่ ย่าไปทางเดียวกนั 2 องค์ จงแสดงธรรม

14

ทมี่ ีคุณในเบือ้ งตน้ ทา่ มกลาง และท่ีสุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทัง้ อรรถท้ังพยัญชนะอันบริสุทธ์ิ
บริบูรณโ์ ดยสิน้ เชิง สัตว์ท้งั หลายมีกิเลสบังปัญญาดุจธุลใี ยจักษุมีอยนู่ ้อย เพราะโทษทม่ี ิไดฟ้ งั ธรรม จึง
เส่อื มจากคุณที่จะพงึ ได้พึงถงึ ผู้รู้ทั่วถงึ ธรรมจักมอี ยู่ แม้เราเองจะไปยังอรุ เุ วลาเสนานิคม เพ่ือจะแสดง
ธรรม”

เมอ่ื พระสงฆส์ าวกทง้ั 60 องคอ์ อกประกาศพระศาสนาได้มีกลุ บุตรศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่าง
มาก พระองค์ทรงเห็นความลำบาก ที่พระสงฆ์ได้นำกุลบุตรเหล่านั้นมาบวชกับพระองค์ ภายหลังจึง
ทรงอนุญาตให้พระสงฆ์เหล่าน้ันใหบ้ วชกุลบุตรผู้มีความเลื่อมในได้เอง โดยการให้กล่าวแสดงตนถงึ
พระรตั นตรัย กเ็ ป็นอนั เสรจ็ พิธกี ารบวช การบวชแบบนีเ้ รยี กว่า ติสรณคมนูปสมั ปทา คอื ไตรสรณคมน์

15

ปรเิ ฉทท่ี 8 เสด็จกรุงราชคฤห์

พระเจา้ พมิ พสิ ารพาบริวารเข้าเฝา้

ลำดับนั้นพระเจ้าพิมพิสาร ได้เสด็จไปเข้าเฝ้าพร้อมด้วยข้าราชบริพารจำนวน 12 นหุต
(120,000 คน) พระเจ้าพิมพิสารถวายอภวิ าทด้วยความเคารพ ทรงแสดงอนปุ ุพพีกถาและจบลงดว้ ย
อริยสัจ 4 พระเจ้าพิมพิสารพร้อมขา้ ราชบริพาร 11 นหุต ได้ดวงตาเห็นธรรมสำเรจ็ เปน็ พระโสดาบัน
อีก 1 นหุต มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยทั้งหมด ประกาศตนเป็นอุบาสกตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์
ตลอดชีวิต

จากนนั้ พระเจา้ พมิ พสิ ารได้ประกาศความสำเร็จแห่งความปรารถนาท่เี คยตงั้ ไว้ 5 ประการ คอื
1. ขอใหไ้ ดร้ บั ราชาภเิ ษกเป็นกษัตริย์แคว้นมคธ
2. ขอให้พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบมายังแคว้นมคธ
3. ขอให้ไดเ้ ขา้ ไปน่ังใกลพ้ ระอรหนั ต์น้นั
4. ขอใหพ้ ระอรหันตน์ น้ั แสดงธรรมให้ฟัง
5. ขอใหไ้ ด้รทู้ ว่ั ถงึ ธรรมของพระอรหันตน์ ั้น

16

ไดพ้ ระอัครสาวก
ขณะที่ประทบั อยูท่ ีว่ ัดเวฬุวัน มีบุตรพราหมณ์ที่มีฐานะในตำบลนาลนั ทาสองคนไปเทีย่ วงาน

มหรสพก็บังเกิดความสังเวชใจ เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สาระของชีวิต จึงพร้อมใจกันออกเดินทางหา
โมกขธรรม อุปติสสะและโกลิตะจึงออกบวชในสำนักของอาจารย์สัญชัย เวลัฏฐบุตร พร้อมสหาย
มาณพอีก 250 คน บวชไดไ้ ม่นานก็มีความรู้ทัดเทียมอาจารย์ เม่อื เหน็ ว่าความรู้ในสำนักน้ีมีเท่านี้ ทั้ง
สองคนคือออกเดินทางแยกย้ายกันไปหาโมกขธรรม โดยสัญญาว่าหากใครพบก่อนให้รีบมาบอกอีก
ฝา่ ยครน้ั อปุ ติสสะเข้าไปใน นครราชคฤห์ก็ไดพ้ บกับพระอัสสชิ หนึง่ ในพระปญั จวัคคีย์ที่เพ่ิงบวชได้ไม่
นาน ก็เกิดความชน่ื ชมในอิรยิ าบถอันนา่ เลื่อมใส หลังจากเข้าไปถามธรรมของพระศาสดาจากพระอัสส
ชิ อปุ ตสิ สะก็บรรลเุ ปน็ พระโสดาบนั

เมอ่ื บรรลุแลว้ อุปติสสะจงึ เดนิ ทางไปหาโกลิตะสหายรกั ตามสัญญาและได้กล่าวคาถาเดียวกับ
ที่พระอัสสชิกล่าวมี เย ธัมมา เหตุปปภวา เป็นต้นทำให้โกลิตะบรรลุเป็นพระโสดาบันเช่นเดียวกัน
สองสหายจึงตกลงกันว่าจะไปชักชวนสหายทั้ง 250 และอาจารย์สัญชัยไปบวชยังสำนักของ
พระพุทธเจ้าด้วยกัน แต่สัญชัยปริพาชกกลับปฏิเสธคำชวนถึง 3 ครั้ง สองสหายจึงนำเพื่อนอีก 250
คน ออกจากสำนักสัญชยั เดนิ ทางไปหาพระพุทธเจ้าทเี่ วฬุวนั

พระพุทธเจา้ ทอดพระเนตรเหน็ ท้ังสองสหายเดนิ มาแต่ไกล กร็ ับส่ังกบั ภกิ ษุทัง้ หลายว่า สหาย
ทั้งสองทีก่ ำลังเดินทางมาน้ีคือคูอ่ ัครสาวกอันเยี่ยมของเรา ครั้นสองสหายถึงวหิ ารแล้วได้กราบทูลขอ
บวช พระพุทธเจ้าทรงประทานการบวชด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ให้อุปติสสะ โกลิตะ และสหายอีก

17

250 ได้กลายเพศเป็นสมณะดว้ ยกนั ทั้งหมด ด้วยความที่อุปติสสะเป็นบุตรของนางสารีพราหมณี จึง
ไดช้ อื่ วา่ พระสารบี ตุ ร สว่ นโกลติ ะน้นั เป็นบุตรของนางโมคคลั ลีพราหมณี จงึ ได้ชื่อวา่ พระมหาโมคคัลลา
นะนับแต่นั้นเป็นต้นมาสองอัครสาวกนับว่าเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัย
พุทธกาล ด้วยปัญญาอันยิ่งของพระสารีบุตรที่สามารถข่มปรัปวาทของเหล่าเดียรถีร์ได้อย่างหมดจด
ทั้งยังสาธยายธรรมให้พิสดารลึกซึ้ง และยังเป็นต้นแบบของการจัดสรรธรรมออกเป็นหมวดหมู่ และ
ด้วยฤทธิ์อันมหาศาลของพระมหาโมคคัลลานะที่ใช้ปราบอมนุษย์ เดยี รถีร์ ให้เกรงกลวั หรอื ให้หันมามี
ใจเลอ่ื มใสนับถือพระพุทธศาสนา

18

ปริเฉทท่ี 9 พุทธกิจในแควน้ มคธ

มหาสันนบิ าตแห่งพระสาวก

ครั้งพระศาสดาเสด็จประทับ ณ กรุงราชคฤห์ พระนครหลวงแห่งมคธ ได้มีการประชุมแห่ง
พระสาวกคราวหน่งึ เรยี กว่า จาตรุ งคสันนบิ าต แปลวา่ การประชุมมอี งค์ 4 คอื

1. พระสาวกผูเ้ ข้าประชุมกันน้ัน ลว้ นเป็นพระอรหนั ต์อย่จู บพรหมจรรย์แล้ว
2. พระสาวกเหล่านั้นลว้ นเป็นเอหภิ กิ ขุ สาวกคร้ังแรกทพ่ี ระศาสดาประทานอุปสมบทเอง
3. พระสาวกเหลา่ นน้ั ไมไ่ ด้นัดหมาย ตา่ งมาพรอ้ มกันเข้าเอง 1,250 องค์
4. พระศาสดาประทานพระบรมพุทโธวาท ซึ่งเรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ ย่อหัวใจ
พระพทุ ธศาสนา
มหาสันนิบาตนี้ ได้มีขน้ึ ที่เวฬุวนาราม ในวันมาฆปรุ ณมดี ถิ ีเพญ็ มาฆมาส คอื เดอื น 3 เวลา
บ่าย การประชมุ นม้ี ีช่ือเลา่ ลอื มาในพระศาสนา จึงยกข้ึนกลา่ วเป็นพระเกยี รตขิ องพระศาสดาในมหาป
ทานสูตร และเปน็ อภริ ักขิตสมัยท่ที ำบูชาของวดั ทง้ั หลาย เรยี กว่า มาฆบชู า

19

โปรดสิงคาลกมาณพ

พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดสิงคาลมาณพ ซึ่งเชื่อตามที่พ่อไดส้ อนไว้ว่า ให้ไหว้ทิศทุก
เช้า พระองค์ก็ทรงมาโปรดและตรสั ถามว่า ทำไมต้องไหว้อย่างน้ี เขาก็ตอบว่าพ่อสั่งให้ทำ พระองคก์ ็
เลยบอกว่า มนั มีทิศทน่ี า่ จะไหวอ้ กี ทิศแปลวา่ สง่ิ ทีจ่ ะต้องเหลยี วดู เพราะฉะนั้นสิง่ ท่ีเราน่าจะเหลียวดู
ทุกเช้า ไม่ใช่ทิศเหนือทิศใต้ ทิศที่น่าเหลียวดูที่สุด ทิศเบื้องหน้า ได้แก่ บิดา มารดา เป็นต้น ทิศ
เบอื้ งหลงั ไดแ้ ก่ บุตร ภรรยา แตค่ นบางคนมนั หนั กลับทิศ มัวดแู ตบ่ ตุ รและภรรยา บิดามารดาไม่ได้ดู
อย่างนีก้ ็เสยี หาย กเ็ รยี กว่าดูให้ทว่ั ทศิ ทีเ่ ราควรเหลียวดู เชน่ บุตร ภรรยา สามี เพ่อื น บ่าว ไพร่ สมณะ
ชี พราหมณ์

20

ปรเิ ฉทที่ 10 เสดจ็ แคว้นสกั กะ

โปรดพระพทุ ธบดิ า

ครั้นสิ้นสมัยราตรีรุ่งเช้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จด้วยพระขีณาสพ 2 หมื่นเป็นบริวาร
ทรงบาตรดำเนนิ ภิกษาจารตามทอ้ งถนนในกบลิ พัสดน์ุ คร ขณะนน้ั มหาชนที่สัญจรในถนน ตลอดไปถงึ
ทุก ๆ คน ทุกบ้านช่อง ต่างก็จ้องดูด้วยความเล่ือมใสและประหลาดใจระคนกันว่า ไฉนพระผู้เป็นเจา้
สิทธตั ถะกมุ ารจงึ นำพระสงฆ์เท่ียวภิกษาจารดว้ ยอาการเช่นนี้ แลว้ กโ็ จษจันกนั องึ ทวั่ พระนคร

เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบก็ตกพระทัย รีบเสด็จลงจากพระราชนิเวศน์ เสด็จพระราช
ดำเนนิ ไปหยุดยนื เฉพาะพระพักตร์พระบรมศาสดาแลว้ ทูลว่า

“ไฉนพระองคจ์ ึงทรงทำให้หม่อมฉนั ไดร้ บั ความอปั ยศ โดยเท่ียวภกิ ษาจารเช่นนี”้
สมเด็จพระชินสีหจ์ ึงตรสั ตอบว่า

“ดูกรพระราชสมภาร อันการเทีย่ วบิณฑบาตนี้ เป็นจารีตประเพณีของตถาคต”
“ขา้ แต่พระผมู้ ีพระภาค อนั บรรดากษตั ริยข์ ัตติยสมมติวงศอ์ งคใ์ ดองค์หนง่ึ ซึ่งเท่ยี วบิณฑบาต
เชน่ นยี้ งั จะมอี ยู่ ณ ที่ใด ประเพณีของหม่อมฉันไมเ่ คยมีแต่คร้ังไหนในกอ่ นกาล”

21

“ดูกรพระราชสมภาร นับแต่ตถาคตไดบ้ รรลพุ ระสัมโพธิญาณแล้ว ก็สิ้นสุดสมมตขิ ัตตวิ งศ์ เร่ิม
ประดิษฐานพุทธวงศ์ตั้งแต่นั้นมาจนถึงวันนี้ ดังนั้น การเที่ยวบิณฑบาตจึงเป็นประเพณีของ
พระพุทธเจา้ ตลอดพระภิกษสุ งฆท์ สี่ บื สายพทุ ธวงศช์ ่วั นิรนั ดร”

วันร่งุ ขึน้ พระบรมศาสดาเสด็จพระพุทธดำเนนิ ไปรับภัตตาหารบิณฑบาต ในพระราชนิเวศน์เป็น
วันที่สอง ครัน้ เสร็จภัตตกิจแล้ว ตรัสพระธรรมเทศนาโปรดพระนางมหาปชาบดีและพระเจ้าสุทโธทนะพระ
พุทธบิดา เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระนางมหาปชาบดีได้บรรลุโสดาปัตติผล พระพุทธบิดาได้บรรลุ
สกทาคามีผล

นันทกมุ ารออกบวช
วันหนึ่ง มีการอาวาหมงคลาภิเษกนันทกุมาร พระพุทธเจ้าเสด็จไปเสวยที่ตำหนักของนันท

กุมาร เสร็จแล้วทรงส่งบาตรให้นันทกุมารถือไว้แล้ว ตรัสอวยชัยมงคลแล้วเสด็จกลับ ส่วนนันทกมุ าร
ถอื บาตรตามเสด็จไปดว้ ยความสำคญั ว่า ถ้าทรงรับบาตรในทีแ่ หง่ ใดแลว้ กจ็ ะกลับมา แตไ่ ม่สามารถจะ
ทูลเตือนได้ เพราะมีความเคารพ ส่วนนางชนบทกัลยาณีซึ่งจะเป็นเทวีของนันทกุมารได้เห็นอาการ
อย่างนั้น จึงร้องสั่งว่า ขอพระลูกเจ้าจงเสด็จกลับมาด่วน ครั้นพระศาสดาเสด็จถึงวิหารแล้วตรัส
ถามนันทกุมารวา่ นันท ท่านจักบวชหรือ นันทกุมารแม้มีใจไม่สมัครจะบวช แต่ไม่อาจขัดได้ เพราะมี
ความเคารพมาก จึงทูลรับยอมบวช

22

ครั้นบวชแล้ว หวนระลึกถึงนางเทวีที่ร้องสั่งไว้เมื่อมา มีความกระสันไม่ยินดีจะประพฤติ
พรหมจรรย์ต่อไปคิดใครจะสึกออกมาภายหลงั พระศาสดาพาเที่ยวจารกิ ไปให้เห็นหญิงท่ีมีรูปงามกว่า
นางเทวีนั้นทำให้นันทะละความรักนางเทวีเสีย มีใจจดจ่อในหญิงที่มีรูปงามกว่านั้นต่อไป ภายหลัง
พระนันทะเหน็ ว่าความรกั ไม่มที ี่สิ้นสุดก็บรรเทาเสียได้ เป็นผู้ไมป่ ระมาทบำเพ็ญเพียร ก็ได้บรรลพุ ระ
อรหัตผล

ราหลุ บรรพชา

วันหนึ่ง พระศาสดาเสด็จไปที่พระราชนิเวศน์ของพระราชบิดา พระนางพิมพาทรงส่งราหุล
กุมารผู้เป็นโอรสออกมาขอราชสมบัติที่ตนควรจะได้ เพราะว่าพระศาสดาเปน็ พระโอรสองค์ใหญ่ของ
พระเจ้าสุทโธทนะควรจะได้รับราชสมบัติสืบพระวงศ์ เมื่อพระองคไ์ ม่ทรงรับแล้ว ก็ควรที่จะประทาน
ให้พระโอรส พระนางเหน็ เหตอุ ย่างนี้จึงส่งราหุลกมุ ารออกไปทลู ขอราชสมบัติ ราหุลกุมารออกไปเฝา้
เจรจาปราศรยั แสดงความรักมีประการตา่ ง ๆ ครน้ั เหน็ พระศาสดาจะเสด็จกลบั กร็ ้องทลู ขอราชสมบัติ
พระศาสดาทรงด าริว่า ก็บรรดาธนสมบัติท่ีจะถาวรมั่นคง และประเสริฐยิ่งกว่าคุณสมบัติมิได้มี เหตุ
น้นั จึงตรสั สง่ั พระสารบี ตุ รว่าถ้าอย่างนนั้ สารบี ุตรจงบวชใหร้ าหุลเถิด ครั้งน้นั ราหลุ กุมารยังเยาว์อยู่
มีอายุยังไมค่ รบอปุ สมบท พระสารีบุตรจงึ ทลู ถามวา่ จะโปรดใหข้ ้าพเจ้าบวชราหุลกุมารอย่างไร พระ
ศาสดาทรงปรารภเรอื่ งนี้เป็นเหตุ จงึ ทรงพระอนญุ าตใหภ้ กิ ษบุ วชกลุ บตุ รทม่ี ีอายยุ ังไมค่ รบอปุ สมบทให้
เป็นสามเณรด้วยให้รับไตรสรณคมน์ เหมือนวิธีอุปสมบทที่ทรงอนุญาตแก่ภิกษุ เมื่อครั้งแรกส่งไป
ประกาศศาสนาในทศิ นัน้ ๆ แล้วรับสงั่ ให้เลิกเสีย เมอื่ ครง้ั อนุญาตอปุ สมบทด้วยญตั ติจตตุ ถกรรมวาจา

23

ปริเฉทท่ี 11 เสด็จแคว้นโกศล

เสด็จแคว้นโกศล

แคว้นโกศลเป็นแคว้นใหญ่แคว้นหนึ่งตั้งอยู่ในมัธยมประเทศตอนเหนือของชมพูทวีปมีเมอื ง
หลวงชื่อสาวัตถพี ระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงมีอำนาจสิทธ์ิขาดในการปกครองทรงแผ่พระราชอำนาจไป
ยึดครองแควน้ กาสีอนั มีพาราณสีเปน็ เมืองหลวง และแควน้ สกั กะอนั มกี บิลพัสด์เุ ปน็ เมืองหลวง แคว้น
โกศล มีอาณาเขตติดต่อกับแคว้นอิสระใกล้เคียง คือ แคว้นมัลละแคว้นวัชชี และแคว้นมคธ

เจริญรุ่งเรืองด้วยการค้าการเกษตร
และวัฒนธรรมตา่ ง ๆ

ในเมืองสาวัตถีมีคหบดีท่าน
หนึ่งชื่อสุทัตตะ เป็นเศรษฐีใจบุญชอบ
ช่วยเหลือคนตกยากตั้งโรงทานแจก
อาหารแก่คนทั่วไป คนยากจนอนาถา
หาทีพ่ งึ่ มิได้ได้ อาศยั อาหารในโรงทาน
ของเขาเลี้ยงชวี ิต ชาวเมอื งเรียกเขาว่า
อนาถบิณฑิกะ แปลว่าผู้มกี ้อนขา้ วเพื่อ
คนอนาถาอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็น
ญาติกับราชคหกเศรษฐีน้องชาย
ภรรยาของตน คราวหนึ่ง อนาถบิณ
ฑิกเศรษฐีเดินทางไปทำธุระที่เมืองรา
ชคฤห์พักอยู่ที่บ้านราชคหกเศรษฐีวัน
นั้นราชคหกเศรษฐีสาละวนอยู่กับการ
สั่งทาสกรรมกรให้ตระเตรียมอาหาร
และตกแต่งสถานที่เป็นการใหญ่ อนาถบิณฑิกเศรษฐีนึกว่า ในคราวก่อน ๆ เมื่อเรามาถึง เศรษฐีพัก
งานทั้งหมดมาต้อนรบั เราแต่คราวนีท้ ่านกลับไม่ใส่ใจ สาละวนสั่งบ่าวไพร่ให้หุงข้าวทำกับข้าวของกิน
อย่างชุลมุน น่าจะมีงานมงคลหรือเชิญเสด็จพระเจ้าพิมพิสารมาเสวยพระกระยาหารเป็นแน่ เมื่อ
ราชคหกเศรษฐีสั่งการเรียบร้อยแล้วมาต้อนรับอนาถบิณฑิกเศรษฐีตามเคย เล่าให้ฟังว่า ได้นิมนต์
พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกมาฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้ อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ยินคำว่า
พระพทุ ธเจ้าถึงกับตกตะลงึ เพราะไม่เคยไดย้ นิ คำว่า พระพุทธเจ้ามาก่อนเลย ให้ราชคหกเศรษฐีพูดซํ้า
ถงึ 3 คร้ัง ตอ้ งการจะไปเข้าเฝา้ พระพุทธเจา้ ในทันทแี ตร่ าชคหกเศรษฐีหา้ มวา่ ไมใ่ ชเ่ วลาจะเข้าเฝ้าพระ

24

พุทธองค์ คืนนัน้ อนาถบิณฑกิ เศรษฐนี อนไมห่ ลบั ทั้งคนื ตอ้ งการให้สวา่ งเรว็ ๆ จะได้เขา้ เฝ้าพระพุทธเจ้า
พอรุ่งเช้าก่อนพระพุทธองค์จะเสด็จมาฉันที่เรือนราชคหกเศรษฐี รีบไปเข้าเฝ้า ณ สีตวัน ได้ฟังอนุปุ
พพีกถาและอริยสัจ 4 บรรลุโสดาปัตติผล ประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่ง
ตลอดชีวติ และกราบทลู ใหพ้ ระองค์เสดจ็ ไปประกาศพระศาสนาท่ีเมืองสาวัตถใี นแควน้ โกศล

อนาถบิณฑิกเศรษฐีเดินทางกลับบ้านถึงเมืองสาวัตถีแล้ว มองหาที่ดินจะสร้างวัดถวาย
พระพุทธเจ้าพบท่ีดนิ แปลงหนงึ่ เหมาะสำหรับบำเพ็ญสมณธรรมเปน็ ของเจ้าชายเชตพระญาติของพระ
เจา้ ปเสนทโิ กศลจงึ ขอซอ้ื ท่ีดินกับเจ้าชายเชต พระองค์ไม่ยอมขายให้เพราะต้องการทำเป็นพระอุทยาน
สำหรับพักผ่อนเมื่อเศรษฐีรบเร้าจะซื้อให้ได้จึงตรัสให้นำแผ่นทองคำมาปูเรียงกันจนเต็มพื้นที่พระ
อุทยานจะขายให้วนั รงุ่ ข้นึ เศรษฐีส่งั คนให้ขนแผน่ ทองคำไปปูเรียงกนั จนเต็มพื้นท่ีพระอุทยาน เจ้าชาย
ทอดพระเนตรด้วยความแปลกพระทัยไม่นึกว่าเศรษฐีจะตัง้ ใจขนาดนั้นจึงลดราคาที่ดินเหลือแค่คร่ึง
เดียว ขอร่วมสร้างวดั ถวายพระพทุ ธเจา้ ด้วย เม่อื สร้างวัดเสร็จเรยี บรอ้ ยแลว้ เศรษฐใี ห้ชือ่ วา่ พระเชตวนั
เพื่อเฉลิมพระเกียรติเจ้าชายเชตที่ยอมสละที่ดินให้และร่วมสร้างวัดกับตน กราบทูลอาราธนา
พระพุทธเจา้ พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกเสดจ็ แคว้นโกศลถวายพระเชตวันให้ประทับอยู่จำพรรษา และ
เอาใจใส่ทำนุบำรุงพระพุทธองคแ์ ละพระสงฆ์สาวกเปน็ อย่างดีจนได้รับการยกยอ่ งว่าเป็นอุบาสกผู้เลิศ
ในการถวายทาน พระพุทธเจา้ เสด็จประทับจำพรรษาท่ีพระเชตวันประกาศพระศาสนาในแคว้นโกศล
จนชาวเมืองจำนวนมาก รวมทั้งพระเจ้าปเสนทโิ กศลไดห้ นั มานบั ถือพระพุทธศาสนาพระองค์ประทบั
จำพรรษาที่พระเชตวนั ถึง 19 พรรษา นานกว่าสถานทใ่ี ด

25

ปรเิ ฉทที่ 12 ปรนิ ิพพาน

ทรงปลงอายุสังขารเสด็จบา้ นเวฬวุ คาม

ในนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 นอกจากจะเป็นวันมาฆบูชา แล้วยังเป็นวันคล้ายวันที่พระ
พุทธองคท์ รงปลงพระชนมายสุ งั ขาร ในพรรษาที่ 45 พรรษาสดุ ท้ายแหง่ การดำเนินพทุ ธกิจ ขณะที่ทรง
มีพระชนมายุ 80 พรรษา ทรงประทับจำพรรษาอยู่ทีเ่ วฬวุ คาม แขวงเมืองไพศาลี แควน้ วัชชี

ในระหวา่ งพรรษานี้ พระพุทธองคท์ รงประชวรอย่างหนกั มอี าการอาพาธอย่างรุนแรง คร้งั นนั้
พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ ประทบั นั่งบนอาสนะท่ี ท่านพระอานนท์ปูถวาย ส่วนท่าน
พระอานนท์ถวายบงั คมพระผูม้ ีพระภาคแลว้ จงึ นงั่ ณ ท่ีควรสว่ นขา้ งหน่ึง พระผูม้ ีพระภาคตรัสกะทา่ น
พระอานนท์วา่ "ดกู รอานนท์ เมอื งเวสาลเี ป็นที่นา่ รื่นรมย์ อุเทนเจดีย์กเ็ ป็นทนี่ า่ รนื่ รมย์ โคตมกเจดีย์ก็
เป็นทน่ี ่าร่นื รมย์ สตั ตัมพเจดียก์ ็เป็นทนี่ ่ารืน่ รมย์ พหุปตุ ตกเจดยี ก์ ็เปน็ ที่นา่ ร่นื รมย์ สารันททเจดีย์ก็เป็น
ท่ีนา่ ร่นื รมย.์ .." พระพทุ ธองค์ทรงแสดงนิมติ ใหญ่ เปน็ นัยบอกใบ้ให้พระอานนทท์ ลู ขอให้ดำรงพระชนม์
อยู่ดูความรื่นรมย์ต่อไป แต่ท่านพระอานนท์ไม่เข้าใจ จึงมีคำปุจฉาว่า เหตุไฉนพระอานนท์จึงไม่ทูล
อาราธนาใหพ้ ระศาสดาทรงพระชนมอ์ ยู่อกี สืบไป วิสัชนาว่า เหตุมารเข้าครอบงำหฤทัยพระผู้เป็นเจ้า
จงึ มิอาจทจ่ี ะทูลอาราธนาได้ แตพ่ ระสัพพัญกํู ระทำโอภาสนมิ ติ ดงั นั้นไซร้ถงึ 2 ครง้ั 3 ครงั้ พระอานนท์
ได้ฟงั กน็ ง่ิ อยู่ มิอาจล่วงรู้ในบทบรมพุทธาธบิ ายอันจะให้กราบทูลอาราธนา

26

พระศาสดาจึงดำรัสว่า "ดูกรอานนท์ ท่านจงไปนั่งยังวิเวกสถานเจริญสมาบัติฌานเถิด" พระ
อานนท์รับพุทธฎีกาแล้วถวายวันทนาการก็ออกไปสถิตที่วิเวกสถาน ณ รุกขมูลแห่งหนึ่งอันมีในที่ใกล้
หลังจากน้นั พระยาวสวัตตี ทูลอาราธนาให้เสด็จดับขันธปรินพิ พาน พระพทุ ธองค์กท็ รงมนสกิ าร กำหนด
ปลงพระชนมายุสังขาร ในวันมาฆบุรณมี ณ ที่ปาวาลเจดีย์ นั้นว่าอีก 3 เดือน ก็จักดับขันธ์เข้าสู่
ปรนิ ิพพาน

ลำดับนัน้ พระผู้มีพระภาคเจา้ ทรงปลงพระชนมายุสังขาร โดยตั้งพระทยั ว่า"นับแต่น้ีต่อไปอีก
สามเดือน วันเพ็ญในกลางเดอื นหก (วสิ าขะ) ปีจอ ตถาคตจักดับขนั ธปรินพิ พานท่ีเมืองกุสนิ ารา" การ
ปลงอายุสังขารจึงมีความหมายในภาษาสามัญว่า การกำหนดวันตายไว้ลว่ งหน้านั่นเอง การปลงอายุ
สังขารนี้มีขึ้น ณ ร่มไม้แห่งหนึ่งในปาวาลเจดีย์ บ้านเวฬุวคาม แขวงเมืองไพศาลี (เมืองไวสาลี ใน
ปัจจุบัน) เวลากลางวนั

นายจุนทะถวายปัจฉมิ บณิ ฑบาตเสด็จเมอื งปาวา

พระพุทธเจา้ ประทับอยู่ ณ โภคนครตามพระอธั ยาศัย แลว้ คร้ันใกลถ้ งึ กำหนด 3 เดือนนับแต่
วันปลงอายุสังขาร เสด็จไปยังเมืองปาวาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประทับอยู่ ณ อัมพวัน สวน
มะมว่ งของนายจุนทะบุตร นายชา่ งทองในเมืองปาวานั้น ฝ่ายนายจนุ ทกมั มารบุตรได้ทราบว่าพระพทุ ธ
องค์เสด็จถึงเมืองปาวาประทับอยู่ในสวนมะม่วงของตน จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์สดับพระธรรม
เทศนาและกราบทลู อาราธนาพระพุทธองค์พรอ้ มดว้ ยภกิ ษุสงฆ์ เสดจ็ ไปฉันภตั ตาหารเช้าทบี่ ้านของตน
ในวันร่งุ ข้นึ

นายจุนทกัมมารบตุ รทราบว่า พระองคท์ รงรบั อาราธนาแล้วจึงกราบทลู ลาทำประทักษิณแล้ว
หลีกไปวันนั้นเป็นวันก่อนปรินิพพาน 1 วัน ตรงกับขึ้น 14 คํ่า เดือน 6 เม่ือกลับถึงบ้านแล้วสั่งให้
จดั เตรียมอาหารอย่างประณีตและสูกรมัททวะจำนวนมากในบ้านของตนตลอดท้ังคืน ครั้นได้เวลาฉัน
ภตั ตาหารเชา้ จงึ สง่ั ใหค้ นไปกราบทูลเชญิ เสดจ็ พระพุทธเจา้ พรอ้ มดว้ ยภิกษสุ งฆ์

27

พระพุทธองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสดจ็ ไปยังบ้านของนายจุนทะประทับนั่งบนอาสนะตรัสสัง่
นายจุนทะว่า สูกรมัททวะทีท่ ่านจัดเตรียมไว้จงถวายตถาคตผู้เดียวส่วนที่เหลือให้ขดุ หลุมฝังกลบเสยี
จงถวายอาหารอย่างอ่นื แก่ภิกษุทั้งหลาย เพราะสกู รมัททวะไม่สามารถจะยอ่ ยได้ง่าย นายจนุ ทะทูลรับ
พระดำรสั นน้ั แล้วคร้ันเสวยพระกระยาหารเสร็จได้ตรสั อนุโมทนาใหน้ ายจุนทะเบิกบานใจในไทยทานที่
ถวายเสดจ็ กลบั ไปอัมพวันแล้วในวนั นน้ั เปน็ วนั ปรินพิ พานของพระองคต์ รงกบั วันขึ้น 15 คํา่ เดอื น 6
ทรงแสดงสังเวชนียสถาน 4 ตำบล

พระอานนท์กราบทูลว่า พระองคผ์ เู้ จรญิ เมอ่ื ก่อนพวกภิกษุอยู่จำพรรษาอยู่ในทิศต่าง ๆ ครั้น
ออกพรรษาปวารณาแล้ว พากันเดินทางมาเข้าเฝ้าพระองค์ได้โอกาสอยู่ใกล้ชิด ได้สนทนาปราศรัย
ได้รับฟังพระโอวาทอันประทับใจจากพระองค์ แต่หลังจากพระองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว ข้าพระองค์
ทั้งหลายจะไม่ไดเ้ ห็นจะไม่ได้เข้าเฝ้าพระองค์เช่นน้ันอกี ข้าพระองค์ท้ังหลายควรปฏิบัติอย่างไร พระ
พุทธองค์ตรสั บอกว่า “ดูกรอานนทส์ ังเวชนยี สถาน 4 ตำบล คอื สถานทปี่ ระสูติ สถานทตี่ รัสรู้ สถานที่
แสดงปฐมเทศนา และสถานที่ปรนิ ิพพาน เปน็ สถานท่ีพุทธบริษัท คือ ภิกษุ ภกิ ษณุ ี อุบาสก อุบาสิกา
มีใจศรัทธาเล่ือมใสในตถาคตควรจะไปดไู ปเหน็ เพื่อให้เกิดความสังเวชสลดใจ ชนเหล่าใดมีใจศรทั ธา
เลอ่ื มใสจาริกไปยงั สงั เวชนยี สถานเหล่าน้ี ชนเหล่านั้นตายไปจะเกดิ ในสคุ ตโิ ลกสวรรค์

28

ถูปารหบุคคล 4
พระพุทธเจ้าครั้นตรัสวิธีปฏิบตั ิในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิให้พระอานนท์ทราบแล้วทรง

แสดงถูปารหบุคคล 4 ประเภท ซึ่งควรบรรจุอัฐิธาตุไว้ในสถูป คือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า
พระอรหนั ตสาวกและพระเจ้าจักรพรรดิ ชนเหล่าใดทำจิตใหเ้ กดิ ศรัทธาเลอ่ื มใสในสถปู ว่าสถูปนี้บรรจุ
อฐั ธิ าตขุ องพระพุทธเจ้าพระปจั เจกพทุ ธเจ้า พระอรหันตสาวก พระเจ้าจักรพรรดิกราบไหว้สกั การบูชา
ด้วยดอกไม้ของหอมชนเหลา่ นน้ั ตายไปจะเกิดในสุคตโิ ลก
โปรดสภุ ัททปริพาชก

เมื่อทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าจะนิพพานในราตรีนี้ ในจำนวนคนที่มาเฝ้าพระพุทธเจ้า มี
ปริพาชกคนหนง่ึ นามว่า 'สภุ ทั ทะปรพิ าชก' คอื นักบวชนอกศาสนาพุทธพวกหน่งึ สภุ ัททะปริพาชกเข้า
หาพระอานนท์ ภายหลงั เจา้ มัลลกษัตริย์แห่งเมอื งกุสินาราไดเ้ ข้าเฝ้าแลว้ บอกวา่ ใคร่จะขออนุญาตเข้า
เฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อทูลถามปญั หาบางอยา่ งซง่ึ ข้องใจมานาน พระอานนทป์ ฏิเสธปริพาชกผู้น้ีว่าอย่า
เลย อยา่ ไดร้ บกวนพระพุทธเจ้าเลย เพราะตอนนกี้ ำลังจะนพิ พาน

29

ขณะน้ัน พระพุทธเจ้าซง่ึ ทรงได้ยินการโต้ตอบกันระหว่างพระอานนท์กับสุภทั ทะปริพาชก จึง
ตรัสบอกพระอานนท์ว่าพระองค์ทรงอนุญาตให้สุภัททะปริพาชกเข้าเฝ้าได้ เมื่อสุภัททะปริพาชกได้
โอกาสเขา้ เฝ้าพระพทุ ธเจ้า จึงทลู ถามปญั หาที่ขอ้ งใจมานาน ปญั หาข้อหนง่ึ วา่ สมณะผู้ได้บรรลุมรรค
ผลในศาสนาอื่นนอกจากพระพุทธศาสนามีหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่มี แล้วทรงแสดงธรรมให้
ปริพาชกฟงั โดยละเอียด สุภัททะปริพาชกฟังแล้วเส่ือมใส ทลู ขอบวชเปน็ พระสาวกของพระพุทธเจ้า
พระพทุ ธเจา้ ตรัสว่านักบวชในศาสนาอนื่ จะมาขอบวชเป็นพระภิกษุในศาสนาของพระองค์นน้ั จะต้อง
อยู่ปรวิ าสครบ 4 เดือนก่อนจงึ จะบวชได้ สุภทั ทะปรพิ าชกกราบทลู พระพุทธเจา้ ว่าอย่าว่าแต่ 4 เดือน
เลย จะให้อยูถ่ งึ 4 ปี ก็ยอม พระพทุ ธเจา้ จึงทรงอนญุ าตเป็นกรณีพิเศษ ใหพ้ ระสงฆจ์ ัดการบวช
ให้สุภัททะปริพาชกในคืนวันน้ัน สุภทั ทะปริพาชกจึงนบั เปน็ สาวกองค์สุดท้ายของพระพทุ ธเจา้
ปัจฉิมโอวาท

เมื่อไม่เห็นภิกษุรูปใดทูลถามพระพุทธองค์จึงตรัสแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า “หนฺททานิ ภิกฺขเว
อามนตฺ ยามิ โว วยธมมฺ า สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” ดกู รภกิ ษุท้งั หลาย บดั น้ี เราขอเตือนเธอ
ทัง้ หลายว่าสงั ขารท้ังหลายมีความเส่อื มไปเปน็ ธรรมดา เธอทงั้ หลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม
เถิดพระดำรัสนี้เรียกว่า ปัจฉิมโอวาท พระพุทธองค์ทรงประมวลพระโอวาทที่ประทานไว้ตลอด 45
พรรษา รวมลงในความไม่ประมาทตรัสเปน็ คร้ังสดุ ทา้ ยแก่มวลมนุษย์ในโลกนี้

30

ปรินิพพาน
หลังจากนั้นพระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสอะไรอีกเลยทรงเข้าอนุบุพพวิหารสมาบัติ 9 โดยอนุโลม

และปฏิโลมมีพระอนุรุทธะและพระอานนท์เฝ้าดูพระอาการของพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิดครั้นถึง
ปัจฉมิ ยามไดเ้ สด็จปรนิ พิ พานขณะถอนจติ ออกจากจตุตถฌานณภายใต้ตน้ สาละท้ังคูใ่ นสาลวโนทยาน
เมืองกสุ ินารา รวมพระชนมายไุ ด้ 80 พรรษา

การปรินิพพานของพระพุทธเจ้าทำให้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ขนพองสยองเกล้าน่า
สะพรงึ กลัวเสียงกลองทิพยบ์ ันลอื ลน่ั กึกกอ้ ง ในอากาศมคี วามโกลาหลไปทั่วบริเวณสาลวโนทยาน ท้าว
สหัมบดพี รหมท้าวโกสีห์สักกเทวราชพระอนรุ ทุ ธะและพระอานนทไ์ ด้กลา่ วคาถาสรรเสริญพระคุณของ
พระพุทธเจ้าและแสดงสงั เวคกถาคอื ความไม่เทีย่ งถาวรแห่งสังขารทั้งหลายบรรเทาความทุกข์โศกแก่
พทุ ธบริษทั ทปี่ ระชุมอย่ใู นสาลวโนทยานนนั้ ตา่ งเศรา้ โศกราํ่ ไรรำพันคร่ําครวญถงึ พระพทุ ธองค์เป็นที่น่า
สลดใจยิ่งนัก พระอนุรุทธะและพระอานนท์แสดงธรรมปลอบใจมหาชนให้คลายความเศร้าโศกเสียใจ
จนกระท่ังถึงรุ่งเช้า

31

ปริเฉทที่ 13 ถวายพระเพลิงพระพทุ ธสรีระ

ถวายพระเพลงิ พระพทุ ธสรรี ะ

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว 8 วัน มัลลกษัตริย์แห่งนครกุสินารา พร้อมด้วย
ประชาชน และพระสงฆอ์ นั มีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน ไดพ้ รอ้ มกันกระทำการถวายพระเพลิง
พุทธสรีระ ณ มกุฏพันธนเจดีแห่งกรุงกุสินารา วันนั้นเปน็ วันหนึ่งท่ีชาวพุทธต้องมีความสังเวชสลดใจ
และวปิ โยคโศกเศร้าเป็นอย่างย่ิง เพราะการสญู เสียแห่งพระพทุ ธสรรี ะ เมื่อวนั แรม 8 ค่ำ เดือน 6 ซึ่ง
นยิ มเรียกกันว่าวันอฏั ฐมี นน้ั เวียนมาบรรจบแต่ละปี พุทธศาสนกิ ชนบางส่วน โดยเฉพาะพระสงฆ์และ
อุบาสกอบุ าสิกาแห่งวัดน้ัน ๆ ได้พร้อมกนั ประกอบพธิ ีบูชาขึน้ เป็นการเฉพาะภายในวดั

32

แจกพระบรมสารีริกธาตุ

ภายหลังจากพระเพลิงพระพุทธสรีระ ตอ่ มาไมน่ านเจ้าผคู้ รองแควน้ ต่าง ๆ กไ็ ดย้ กกองทัพหลวง
ของตน รวมจำนวน 8 กองทพั มาล้อมเมอื งกสุ นิ าราเพือ่ จะแยง่ ชิงพระบรมสารรี กิ ธาตุ แตด่ ้วยความท่ีกุสิ
นาราเป็นเมืองเล็ก จึงต้องยอมระงับศึกโดยแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้ทุกเมืองโดยไม่ต้องเกิดสงคราม
โดยมโี ทณพราหมณ์เป็นผู้เจรจาและประกอบพิธแี บ่งพระบรมสารรี กิ ธาตุให้เปน็ 8 ส่วน และพระอังคาร
ธาตุอีก 1 ส่วน คือ พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์มคธเมืองราชคฤห์, กษัตริย์ลิจฉวีเมืองเวสาลี, กษัตริย์
ศากยะเมืองกบิลพัสด์ุ, กษัตริย์ถูลีเมืองอัลกัปปะ, กษัตริย์โกลิยะเมืองรามคาม, พราหมณ์ผู้ครองเมือง
เวฏฐทปี กะ, กษัตรยิ ์มัลละเมืองปาวา, กษตั รยิ ม์ ลั ละเมืองกุสินารา และกษัตรยิ ์โมลยิ ะเมืองปปิ ผลวิ นั

33

วชิ า ศาสนพิธี

บทท่ี 1 อารมั ภบท

ศาสนพิธี คือแบบอย่างหรือแบบแผนต่าง ๆ ที่พึงปฏิบัติทางพระศาสนา โดยเฉพาะทาง
พระพุทธศาสนา และเกิดขึ้นภายหลงั พระศาสนา.

หลกั การสอนพระพุทธศาสนา ท่ที รงปฏบิ ตั ิ มี 3 ประการ คอื
1. สอนใหไมท่ ำความชว่ั ทงั้ ปวง
2. สอนใหทำความดีใหบริบูรณ์
3. สอนใหทำจติ ของตนใหผองแผ้ว
การทำความดี เรียกวา "ทำบุญ" หลักการทำบุญ หรือวิธีทำบุญ เรียกวา "บุญกิริยาวัตถุ"
โดยยอ มี 3 อยา่ งคือ
1. ทาน การใหส่งิ ของ
2. ศีล รกั ษากาย - วาจาใหเรียบร้อย.
3. ภาวนา อบรมจติ ใหผองใสในทางกุศล.
บญุ กิริยาวตั ถนุ เ้ี อง เป็นตนเหตุใหเกิดศาสนพธิ ีต่าง ๆ

พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ

การแสดงตนเป็นพุทธมามกะนั้น เมื่อบุคคลผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัยแล้ว จะยอมรับนบั ถือ
เป็นที่พึ่งต่อไป จึงได้มาแสดงตนเป็นพุทธมามกะต่อหน้าพระสงฆ์ โดยการนำเอาดอกไม้ธูปเทียนมา
สักการะพระอาจารย์ผเู้ ป็นพยานในการแสดงตน เสร็จแล้ว กล่าวคำนมัสการพระรตั นตรยั (นะโม...)
3 จบ แล้วกลา่ วคำปฏญิ าณตนตอ่ ไปวา่

เอสาหัง ภันเต, สุจิระปรินิพพตุ ัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัญจะ
สงั ฆัญจะ พทุ ธะมามะโกติ มัง สงั โฆ ธาเรตุ.

เมื่อผู้ปฏิญาณกล่าวคำปฏิญาณจบแล้ว พระสงฆ์ทั้งหมดประนมมือรับ “สาธุ” พร้อมกัน
ต่อจากนัน้ ให้ผปู้ ฏิญาณนั่งราบแบพับเพยี บกับพนื้ ประนมมอื ฟังโอวาทตอ่ ไป เมื่อท่านให้โอวาทจบลง
ผู้ปฏิญาณพึงรับว่า “สาธุ” แล้วคุกเข่าประนมมือกล่าวคำอาราธนาศีล และสมาทานศีลตามคำท่ี
ประสงคผ์ ู้เป็นประธานให้ คร้ันพระสงฆ์ใหศ้ ีลและบอกอานิสงส์ศีลจบลงแล้ว ผู้ปฏญิ าณกราบ 3 ครั้ง

34

แล้วถวายไทยธรรมเสร็จแล้วเตรียมกรวดน้ำ เมื่อพระสงฆ์ผู้เป็นประธานว่า ยถา...ให้รินน้ำลงยัง
ภาชนะทเ่ี ตรียมไว้ พอพระสวดบทวา่ สพพฺ ีตโี ย ววิ ชฺชนฺตุ... ให้เทนำ้ ลงใหห้ มด ประนมมอื รบั พรไปจน
จบ แล้วกราบพระรตั นตรยั ดว้ ยเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง เป็นอนั เสร็จพธิ ี

คำบูชาพระรัตนตรัย

อิมินา สกั กาเรนะ พทุ ธัง อะภิปชู ะยามิ
อมิ ินา สักกาเรนะ ธัมมงั อะภปิ ูชะยามิ
อมิ นิ า สกั กาเรนะ สงั ฆัง อะภิปชู ะยามิ

คำแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ

ทุกคนนั่งคกุ เขา่ ประนมมอื แล้วเปลง่ วาจาพรอ้ มกัน
เอสาหัง ภันเต, สจุ ิระปะรนิ พิ พุตัมปิ, ตงั ภะคะวันตัง สะระณงั คัจฉามิ,
ธมั มัญจะ สังฆัญจะ, พุทธะมามะโกติ, มัง สงั โฆ ธาเรต.ุ
ขา้ แต่พระสงฆ์ผ้เู จรญิ , ขา้ พเจา้ , ขอถึงพระผมู้ พี ระภาคเจ้าพระองคน์ ้นั , แมเ้ สด็จปรินิพพาน
นานแลว้ , กบั ท้งั พระธรรมและพระสงฆ,์ เปน็ สรณะ, ขอพระสงฆไ์ ดโ้ ปรดถือข้าพเจ้าวา่ , เป็นพทุ ธมามกะ.
พระสงฆ์ 4 รปู ประนมมือรับ สาธุ พร้อมกัน
หมายเหตุ คำท่ีขีดเสน้ ใต้ให้เปลีย่ นเป็นดังน้ี
1. ถา้ ว่าหลายคนให้เปลยี่ น เอสาหัง เป็น เอเต มะยัง
2. คจั ฉามิ เปน็ คัจฉามะ
3. พทุ ธะมามะโกติ ชายเปลี่ยนเปน็ พทุ ธะมามะกาติ
4. พุทธะมามะโกติ หญงิ เปลย่ี นเปน็ พุทธมามกิ าติ
5. มงั เป็น โน
6. ข้าพเจ้า เปน็ ข้าพเจ้าท้งั หลาย

คำอาราธนาศีล

มะยัง ภนั เต วิสุง วสิ งุ รกั ขะณัตถายะ, ติสะระเณนะ สะหะ, ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ทตุ ยิ มั ปิ มะยงั ภนั เต วสิ ุง วสิ งุ รกั ขะณตั ถายะ, ติสะ-ระเณนะ สะหะ, ปญั จะ สลี านิ ยาจามะ
ตะตยิ ัมปิ มะยงั ภนั เต วสิ งุ วสิ งุ รักขะณตั ถายะ, ตสิ ะ-ระเณนะ สะหะ, ปญั จะ สลี านิ ยาจามะ

35

คำสมาทานศีล 5

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพทุ ธสั สะ. (3 จบ)
พทุ ธงั สะระณงั คจั ฉาม.ิ
ธัมมงั สะระณงั คจั ฉามิ.
สงั ฆัง สะระณงั คัจฉามิ.

ทุตยิ ัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉาม.ิ
ทุตยิ มั ปิ ธมั มัง สะระณงั คัจฉาม.ิ
ทุตยิ มั ปิ สงั ฆัง สะระณงั คจั ฉาม.ิ
ตะตยิ ัมปิ พุทธัง สะระณงั คัจฉามิ.
ตะติยมั ปิ ธัมมัง สะระณัง คจั ฉามิ.
ตะติยมั ปิ สงั ฆัง สะระณัง คจั ฉามิ.
ปาณาติปาตา เวระมะณี, สกิ ขาปะทงั สะมาทยิ าม.ิ
อทนิ นาทานา เวระมะณี, สกิ ขาปะทงั สะมาทิยาม.ิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี, สิกขาปะทัง สะมาทิยาม.ิ
มสุ าวาทา เวระมะณี, สกิ ขาปะทงั สะมาทยิ าม.ิ
สุราเมระยะมชั ชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี, สิกขาปะทงั สะมาทิยาม.ิ

คำสรุปศีล

อมิ านิ ปัญจะ สกิ ขาปะทานิ สเี ลนะ สคุ ะตงิ ยนั ติ, สีเลนะ โภคะสมั ปะทา,
สเี ลนะ นิพพุตงิ ยันติ, ตสั มา สลี ัง วโิ สธะเย.

36

บทที่ 2 วนั สำคัญทางพระพทุ ธศาสนา

วันสำคัญทางพระพทุ ธศาสนา เป็นวนั ที่มีความสำคัญต่อชาวพทุ ธ การกำหนดวนั สำคัญขึ้นมา
ก็เพื่อให้ชาวพุทธได้ตระหนักถึงความสำคัญ และได้เข้าร่วมกิจกรรม การเข้าร่วมกิจกรรมจะเกิด
ความสุข ความดี มีโอกาสได้บำเพ็ญบุญกุศล เพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา วันสำคัญทาง
พระพุทธศาสนา มีเหตุการณส์ ำคญั ดงั นี้

วันมาฆบชู า

วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ในปีที่เป็นอธิกมาสให้เลื่อนเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ
เดือน 4 เป็นวันทพี่ ระพุทธองค์ ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ คอื คำสอนทเ่ี ป็นอดุ มการณ์ หลักการและ
วธิ ีการในการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาแก่พระอรหนั ต์ 1,250 องค์ ทว่ี ดั เวฬุวัน วันนเี้ รียกว่า จาตุรงค-
สนั นบิ าต คือ การประชมุ พรอ้ ม ดว้ ยองค์ 4 ประการ คือ

1. ตรงกบั วันเพญ็ เดือน 3
2. พระภิกษุ 1,250 รปู มาประชมุ พร้อมกันโดยมิไดน้ ัดหมาย
3. พระภิกษุลว้ นเป็นพระขีณาสพได้อภญิ ญา
4. พระภิกษุล้วนเป็นเอหภิ ิกขุอปุ สมั ปทา
วันมาฆบชู านิยมเรียกอกี วันหน่งึ ว่า “วนั พระธรรม”

37

วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ในปีที่เป็นอธิกมาสให้เลื่อนเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ
เดอื น 7 เปน็ วันคลา้ ยวันทพี่ ระพทุ ธองคท์ รงประสูติ ตรสั รู้ และปรินิพพาน วนั วสิ าขบูชานยิ ม เรยี กอีก
วนั หน่ึงวา่ วนั พระพทุ ธเจา้ วันที่ 15 ธนั วาคม 2544 องคก์ ารสหประชาชาติได้ประกาศใหว้ ันวสิ าขบูชา
เป็นวันสำคัญสากลของโลก และวนั ท่ี 15 พฤษภาคม 2546 ไดป้ ระกาศให้เปน็ วันสมาธโิ ลก

วนั อัฏฐมีบชู า

วันอฏั ฐมบี ชู า ตรงกับวันแรม 8 คำ่ เดอื น 6 หรือเดือน 7 นบั ถัดจากวนั วสิ าขบชู าไปอีก 7 วัน
เป็นวันคล้ายวันถวายพระเพลิงพระพุทธ
สรรี ะ ทมี่ กฏุ พนั ธนเจดยี ์ เมืองกุสินารา

วันอาสาฬหบชู า

วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันขึ้น 15
ค่ำ เดือน 8 ก่อนวันเข้า พรรษา 1 วัน เป็น
วันคล้ายวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐม
เทศนา ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรด
ปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤค-ทายวัน เมือง
พาราณสี พระรัตนตรัยเกิดขึ้นครบครั้งแรก
ในโลกในวันนี้ วันอาสาฬหบูชา นิยมเรียก
อีกวนั หนึ่งวา่ “วันพระสงฆ“์

บทที่ 3 พธิ ีถวายทาน

ทานพธิ ี

พิธีกรรมถวายทานต่าง ๆ เรียกว่า ทานพิธี การถวายทาน คือการให้วัตถุหรือสิง่ ของท่คี วร
ใหด้ ้วยความเต็มใจ ในทางพระพทุ ธศาสนาเรยี กวตั ถทุ ี่ควรให้นว้ี า่ ทานวัตถุ มี 10 อย่างคือ

1. ภตั ตาหาร
2. น้ำรวมทงั้ เครอ่ื งดมื่ อันสมควรแกส่ มณบริโภค
3. เคร่อื งน่งุ ห่ม

38

4. ยานพาหนะ สงเคราะห์ปัจจัยคา่ โดยสารเขา้ ด้วย
5. มาลาดอกไมแ้ ละเคร่อื งบูชาชนิดต่าง ๆ
6. ของหอม หมายถึงธูปเทียนบชู าพระ
7. เครอ่ื งลบู ไล้ หมายถงึ เครือ่ งสขุ ภัณฑส์ ำหรับชำระร่างกายใหส้ ะอาดมีสบเู่ ป็นต้น
8. เครื่องนอนอนั สมควรแกส่ มณะ
9. ทอ่ี ย่อู าศัย
10. เคร่อื งสำหรับใหแ้ สงสว่างทกุ ชนดิ มีตะเกียง หลอดไฟ เป็นตน้

การถวายทาน

การถวายทานในพระพทุ ธศาสนานนั้ มอี ยู่ 2 อยา่ ง คอื
1. ปาฏิบุคลกิ ทาน ทานทีถ่ วายเจาะจงรปู น้ันรปู น้ี
2. สังฆทาน ทานท่ถี วายไม่เจาะจง มอบถวายเปน็ ของสว่ นรวมแกส่ งฆ์
การถวายทาน 2 อยา่ งนี้ การถวายสงั ฆทานชอ่ื ว่าได้บญุ มากกว่าปาฏิบุคลิกทาน เพราะทำให้
ผถู้ วายมใี จใหญ่ ใจกวา้ ง

เวลาของการถวายทาน

เวลาเกย่ี วกบั การถวายทานมอี ยู่ 2 อยา่ ง คือ
1. กาลทาน หมายถึงทานที่ถวายไดเ้ ฉพาะกาลเทา่ นนั้ เชน่ กฐนิ ทาน
2. อกาลทาน หมายถงึ ทานท่ีถวายไมเ่ นือ่ งด้วยกาลเวลา คือมีความประสงค์จะถวายตอนไหน
ก็ไดแ้ ล้วแตศ่ รทั ธา

คำถวายสงั ฆทาน

อิมานิ มะยัง ภันเต, ภัตตานิ, สะปะริวารานิ, ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน
ภนั เต, ภกิ ขุสังโฆ, อมิ านิ, ภัตตานิ, สะปะรวิ ารานิ, ปฏิคคัณหาต,ุ อัมหากัง, ทฆี ะรตั ตงั , หิตายะ,
สขุ ายะ, นพิ พานายะ จะ.

ขา้ แตพ่ ระภกิ ษสุ งฆ์ผู้เจริญ, ข้าพเจ้าท้ังหลาย, ขอน้อมถวาย, ภัตตาหาร, พร้อมดว้ ยบริวาร
ทง้ั หลายเหลา่ นี้, แด่พระภิกษสุ งฆ์, ขอพระภกิ ษสุ งฆ์, จงรบั , ภตั ตาหาร, พร้อมดว้ ยบริวารทั้งหลาย

39

เหล่าน้ี, ของข้าพเจ้าทง้ั หลาย, เพื่อประโยชน์, เพ่อื ความสุข, และเพ่ือมรรคผลนิพพาน, แก่ข้าพเจ้า
ท้งั หลาย, ตลอดกาลนานเทอญ ฯ

40

บทท่ี 4 การปฏบิ ตั พิ ิธี

วธิ แี สดงความเคารพพระ

การแสดงความเคารพพระ มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงให้รู้ว่า ตนมีความเคารพนับถือด้วยกาย
และใจจริง ๆ ชาวพทุ ธยกฐานะของพระไวใ้ นชัน้ สูงเปน็ ผู้ควรแกก่ ารเคารพบูชาพระในที่นี้ ได้แก่

1. พระพุทธรปู พระสถูป พระเจดียเ์ ป็นต้น
2. พระภกิ ษุ และสามเณร ผ้ทู รงเพศอนั สงู ส่ง

วธิ ีแสดงความเคารพพระมี 3 วธิ ี คือ
1. การประนมมือ
2. การไหว้
3. การกราบ

วิธปี ระเคนของพระ

ประเคน หมายถึง การถวายของพระหรือการส่งของให้พระ ให้ถึงมือ การประเคนที่ถูกต้อง
นัน้ ต้องประกอบดว้ ยองค์ 5 คือ

1. ของที่จะถวายนั้นตอ้ งไม่หนักและใหญ่เกนิ ไป คนเดยี วพอ ยกขึน้ ได้
2. ผถู้ วายตอ้ งอยู่ในหตั ถบาส คือไมใ่ กล้หรือไกลเกนิ ไป
3. เวลาถวายต้องยกของให้พน้ จากพ้ืน ไม่เสือกไสไปกับพ้นื
4. ตอ้ งถวายดว้ ยความเคารพ
5. เมือ่ ถวายเสร็จแลว้ ตอ้ งไหว้ 1 คร้งั

คำอาราธนาต่าง ๆ

อาราธนา ในคำวัดใช้ในความหมายว่าเชญิ , เชอ้ื เชิญ, ออ้ นวอน, ร้องขอภกิ ษุสามเณรให้ยินดี
พอใจทำในสง่ิ ใดสงิ่ หน่งึ หรอื ร้องขอใหท้ ำสิ่งใดใหส้ ำเร็จในอยา่ งใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่าง คือ

41

คำอาราธนาศลี

มะยัง ภนั เต วสิ งุ วสิ ุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ.
ทุติยัมปิ มะยัง ภนั เต วิสุง วิสุง รกั ขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สลี านิ ยาจามะ.
ตะติยมั ปิ มะยัง ภันเต วสิ ุง วสิ ุง รกั ขะณตั ถายะ ตสิ ะระเณนะ สะหะ ปญั จะ สลี านิ ยาจามะ.
( ถา้ คนเดียวว่า อะหงั แทน มะยัง และ ยาจามิ แทน ยาจามะ )

คำอาราธนาพระปรติ ร

วิปตั ติปะฏพิ าหายะ สพั พะสมั ปตั ตสิ ทั ธยิ า สัพพะ ทุกขะ วินาสายะ ปะรติ ตัง พรูถะ มังคะลัง.
วิปตั ตปิ ะฏพิ าหายะ สัพพะสมั ปัตตสิ ิทธยิ า สัพพะ ภะยะ วินาสายะ ปะริตตงั พรูถะ มังคะลัง.
วิปัตตปิ ะฏพิ าหายะ สพั พะสัมปตั ตสิ ิทธิยา สัพพะ โรคะ วนิ าสายะ ปะรติ ตัง พรูถะ มงั คะลงั .

คำอาราธนาธรรม

พรัหมา จะ โลกาธปิ ะตี สะหัมปะติ กัตอญั ชะลี อนั ธิวะรงั อะยาจะถะ.
สันตธี ะ สตั ตาปปะระชกั ขะชาติกา เทเสตุ ธัมมงั อะนกุ มั ปิมงั ปะชงั .

วธิ ีกรวดน้ำ

การกรวดนำ้ ในท่ีนห้ี มายถงึ การอทุ ศิ สว่ นบุญให้ผู้ตาย หรอื ผู้ล่วงลบั ไปแลว้ พระสงฆ์
อนโุ มทนา ดว้ ยบทว่า ยะถา วารวิ หา....ฯ ให้เรม่ิ รินน้ำ พระสงฆ์สวดถึงบทวา่ .........มณิโชติระโส ยะ
ถา ให้เทน้ำจนหมด ประนมมือรับพร นำนำ้ ท่ีกรวดไปเทที่พื้นดนิ สะอาด(ปัจจบุ ัน นยิ มรดโคนตน้ ไม)้
คำกรวดนำ้ แบบสัน้ : อทิ งั เม ญาตีนงั โหตุ สุขติ า โหนตุ ญาตะโย

42

บรรณานกุ รม

กองพุทธศาสนศกึ ษา. (ม.ป.ป.). คู่มือธรรมศึกษาช้ันตรี โท เอก. สบื ค้นเมื่อ 16 เมษายน 2563. จาก
https://bit.ly/2yfDTjX

คณาจารย์สำนักพิมพเ์ ล่ียงเชียง เพยี รเพอ่ื พทุ ธศาสน.์ (2562). หนงั สอื เรียนและแนวขอ้ สอบ ธรรม
ศกึ ษาช้นั ตรี ระดบั ประถมศึกษา. กรงุ เทพฯ: สำนักพิมพเ์ ล่ียงเซยี ง.

ธรรมพีเดีย.คอม. (ม.ป.ป.). ศาสนพิธี พิธีกรรมทางศาสนา. สืบค้นเมื่อ 16 เมษายน 2562. จาก
https://bit.ly/3be6swV

พระมหาสมศักดิ์ ธนปญฺโญ และคณะ. (2557). หนังสือเรียนและแนวข้อสอบ ธรรมศึกษาชั้นตรี.
กรงุ เทพฯ: หจก.แอลซีพี ฐิตพิ รการพมิ พ์.

-----------. (2561). หนังสอื เรียนและแนวขอ้ สอบ ธรรมศึกษาช้ันตรี ระดับมัธยมศกึ ษา. กรุงเทพฯ:
หจก.แอลซีพี ฐติ พิ รการพิมพ.์

-----------. (2561). หนังสือเรยี นและแนวข้อสอบ ธรรมศกึ ษาชนั้ ตรี ระดับประถมศกึ ษา. กรุงเทพฯ:
หจก.แอลซีพี ฐิติพรการพิมพ์.

พระอตคิ ณุ ฐติ วโร (เอย่ี มด)ี . (2562). คู่มอื เตรียมสอบธรรมศึกษาช้นั ตรี ระดับประถมศึกษา.
กรุงเทพฯ: สุขุมวทิ การพิมพ.์

วดั ภเู งินวนาราม. (มปป). พุทธประวตั ิ. สบื ค้นเมอ่ื 16 เมษายน 2563. จาก https://bit.ly/2Vx5bdD
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. (ม.ป.ป.). วันสำคัญทางศาสนา. สืบค้นเมือ่ 16 เมษายน 2563.

จาก https://bit.ly/2ygAth1
สำนักงานแมก่ องธรรมสนามหลวง. (2561). ขอบข่ายการเรยี นการสอนและออกข้อสอบธรรม

ศกึ ษา. สบื คน้ เม่ือ 4 ตุลาคม 2562. เขา้ ถงึ ได้จาก
http://www.gongtham.net/docs/2561/teachingscope2561.pdf
-----------. (2561). ธรรมศกึ ษา. สืบค้นเมือ่ 6 เมษายน 2563. จาก
http://www.gongtham.net/web/downloads.php?cat_id=2
-----------. (ม.ป.ป.) หนังสอื ธรรมศึกษาชน้ั ตรี. สืบค้นเมอ่ื 8 มีนาคม 2563. เข้าถึงไดจ้ าก
http://www.gongtham.net/web/downloads.php?cat_id=2

43

ประวัตผิ รู้ วบรวม

1. ชื่อ - นามสกลุ (ภาษาไทย) พระมหาสมศักดิ์ ธนปญฺโญ (ทองบอ่ )
ช่ือ - นามสกุล (ภาษาอังกฤษ) Phramahasomsak Thanapanyo (Thongbo)

2. ท่ีอยปู่ จั จุบนั วัดวมิ ตุ ยาราม แขวงบางอ้อ เขตบางพลดั กรุงเทพมหานคร 10700
3. ตำแหนง่ ปัจจุบัน อาจารย์ประจำหลกั สตู ร สาขาวิชาการสอนภาษาไทย
4. หน่วยงานและสถานท่อี ยทู่ ตี่ ดิ ตอ่ ไดส้ ะดวก

มหาวิทยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลยั ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม
โทรศัพท์มอื ถือ 0-8301-98663
E-mail: [email protected]
5. ประวตั ิการศกึ ษา
พ.ศ. 2544 พธ.บ. การสอนภาษาไทย มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
พ.ศ. 2549 ศษ.ม. การสอนภาษาไทย มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร
6. สาขาวิชาการทมี่ คี วามชำนาญพิเศษ
การสอนภาษาไทย
7. ผลงานทางวชิ าการ
พระมหาสมศกั ด์ิ ทองบอ่ . (2559). ภาษาศาสตร์ภาษาไทย (พิมพค์ รัง้ ท่ี 2). กรงุ เทพฯ: สำนกั พิมพ์
ธนบรรณ.
พระมหาสมศกั ดิ์ ธนปญฺโญ. (2559). “หลกั การพดู ในท่ชี ุมชน”. ว า ร ส า ร MBU Education
Journal คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลยั
พระมหาสมศกั ด์ิ ธนปญโฺ ญ. (2560). “การใชภ้ าษาบาลีสนั สกฤตในภาษาไทย”วารสารศึกษาศาสตร์
มมร
ทศั นคติและความเข้าใจต่อหลกั คำสอนทางพระพุทธศาสนาท่ีเกี่ยวกับความเปน็ สามเณรของสามเณร
ในโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน สำนักงานเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร พ.ศ.
2559
แนวคดิ การบูรณาการความรใู้ นอรยิ สัจเพื่อพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนคณุ ธรรมจรยิ ธรรม
สำหรับครู ของอาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลยั
การทำความเขา้ ใจกระบวนการหยดุ พัฒนาทางอนั ตรภาษาในการเรยี นการสอนภาษาที่สองรายงาน
ผลงานวจิ ยั /บทความวชิ าการ PROCEEDINGS การประชุมมวิชาการระดบั ชาติ คร้ังท่ี 17
และระดบั นานาชาติ ครงั้ ท่ี 1 "การปรบั เปลยี่ นทิศทางสงั คมในศตวรรษท่ี 21 : ทิศทางที่
ถูกตอ้ งบนฐานพระพทุ ธศาสนา". บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลยั .

44

45

ประวตั ยิ ่อผ้วู ิจยั

1. ชอ่ื – ชื่อสกุล พระครูปลัดประพนั ธ์ สรุ กโร (สังการ)
2. วัน เดอื น ปเี กิด 21 ตลุ าคม 2521
3. สถานทเี่ กดิ จงั หวดั นครศรธี รรมราช
4. สถานทอ่ี ยู่ปจั จุบนั วดั บุรณศริ ิมาตยาราม ถนนอัษฎางค์ แขวงศาลเจา้ พ่อเสือ
เขตพระนคร กรงุ เทพมหานคร 10200
5. E – mail [email protected]
6. โทรศพั ท์ 061 696 1544

7. ประวัตกิ ารศึกษา
พ.ศ. 2557 ศาสนศาสตรบ์ ัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย (เกียรตนิ ยิ มอันดบั 1)
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลยั
พ.ศ. 2560 ศกึ ษาศาสตร์มหาบัณฑติ สาขาวชิ าการสอนภาษาไทย
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั

46

ประวตั ผิ ูร้ วบรวม

1. ชื่อ-นามสกลุ (ภาษาไทย) พระบญุ ฤทธิ์ อภปิ ณุ โฺ ณ (คำเหลือง)
ช่อื -นามสกลุ (ภาษาองั กฤษ) Phra Boonyarit Abhipunno (Khamluang)

2. ท่อี ยปู่ จั จบุ ัน วัดยายร่ม แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร 10150
3. ตำแหน่งปจั จบุ ัน อาจารย์ประจำหลกั สูตร สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ
4. หน่วยงานและสถานที่อยูท่ ่ตี ิดต่อได้สะดวก

มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย ต.ศาลายา อ.พทุ ธมณฑล จ.นครปฐม
5. ประวัติการศกึ ษา

พ.ศ. 2549 พธ.บ. (ภาษาอังกฤษ) มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
พ.ศ. 2560 ศศ.ม. ภาษาศาสตรป์ ระยุกตด์ า้ นการสอนภาษาองั กฤษ (หลักสูตร
นานาชาติ)
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบรุ ี
6. สาขาวิชาการท่ีมคี วามชำนาญพิเศษ การสอนภาษาอังกฤษ
7. ผลงานทางวชิ าการ
Khamluang, B., & Thepsiri, K. (2018). Concerns and Coping Strategies of EFL Teachers
in a Buddhist University. Proceedings of the 7th National Conference on
Applied Liberal Arts: NCAA 2018, Liberal Arts for All. Thailand: King Mongkut’s
Institute of Technology Ladkrabang.
Yaoharee, O., & Khamluang, B. (2018). Can second language be taught online?: An
investigation of learning outcomes through online email writing course.
Proceedings of the 7th PSU Education Conference “Higher Education for All:
Surviving in Times of Change” (pp. 102-109). Prince of Songkla University,
Thailand.
Khamluang, B., Thongbo, S., Arjkonkharn, S., & Prakrai, C. (2019). Understanding
Interlanguage Fossilization in L2 Teaching and Learning. Proceedings of
The 17th National and the 1st International Symposium on “Social Disruption
in the 21st Century : Right Direction Based on Buddhist Approach” (pp.1411-
1422). Mahamakut Buddhist University, Thailand.

47

ประวตั ผิ รู้ วบรวม

1. ชอื่ - นามสกุล (ภาษาไทย) ผศ.นุชรี บญุ ศรงี าม
ชอื่ - นามสกลุ (ภาษาอังกฤษ) Miss Nucharee Boonsringam

2. ตำแหนง่ ปจั จบุ ัน อาจารยป์ ระจำสาขาวชิ าบรรณารักษศาสตรแ์ ละสารสนเทศศาสตร์
3. หนว่ ยงานและสถานทอ่ี ยทู่ ตี่ ิดตอ่ ได้สะดวก
มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครปฐม คณะมนษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์
4. ประวัติการศึกษา

พ.ศ. 2542 ศศ.บ. บรรณารักษศาสตรแ์ ละสารนเิ ทศศาสตร์ สถาบันราชภฏั นครปฐม
พ.ศ. 2550 ศศ.ม. บรรณารักษศาสตรแ์ ละสารนเิ ทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
5. สาขาวิชาการที่มีความชำนาญพเิ ศษ
บรรณารกั ษศาสตร์ สารสนเทศศาสตร์ การอา้ งอิงและบรรณานกุ รม
6. ประสบการณ์ท่เี กย่ี วข้องกับการบริหารงานวจิ ัยทง้ั ในและต่างประเทศ ระบสุ ถานภาพใน
การทำการวจิ ัยว่าเป็นผอู้ ำนวยการแผนงานวจิ ัย หัวหน้าโครงการวิจัย หรอื ผู้ร่วมวจิ ัยใน
แตล่ ะข้อเสนอการวจิ ยั
7. ผลงานวชิ าการ :
- นุชรี บุญศรีงาม. (2560). รายงานการวิจยั ฉบบั สมบูรณ์ เรอื่ ง การวเิ คราะห์เนือ้ หา
วารสารวิชาการภาษาไทยท่ใี หบ้ รกิ ารในสำนกั วทิ ยบริการและเทคโนโลยสี ารสนเทศ
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครปฐม ระหวา่ งปี พ.ศ. 2555-2557. นครปฐม: มหาวิทยาลยั
ราชภฏั นครปฐม. (ได้รับทุนอุดหนนุ การวจิ ยั โครงการวิจัยเพ่อื พฒั นาทอ้ งถนิ่ และเชิง
วชิ าการ ปีงบประมาณ 2558 มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครปฐม)
- นุชรี บุญศรีงาม. (2560, มกราคม-มิถนุ ายน). การวเิ คราะห์เนอ้ื หาวารสารวิชาการภาษาไทยท่ี
ให้บรกิ ารในสำนกั วทิ ยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครปฐม
ระหวา่ งปี พ.ศ. 2555-2557. วารสารบรรณศาสตร์ มศว, 10 (1), 10-21.
ผู้ร่วมวจิ ยั ปงี บประมาณ 2563 ประกอบไปดว้ ย 3 เรอื่ ง คือ
- การพัฒนาหลักสูตรและการผลติ ส่อื การเรยี นการสอนธรรมศึกษาระดับประถมศึกษา
- การพฒั นาผลติ ภัณฑ์ผ้าทอมอื สธี รรมชาตเิ ชิงสรา้ งสรรค์ และออกแบบบรรจุภัณฑเ์ พ่อื
การอนุรักษ์ฟ้ืนฟสู บื สาน และเพมิ่ มลู คา่ ผ้าทอ สำหรับการทอ่ งเทยี่ วนวัตวิถกี ลุ่มชาตพิ นั ธ์ุ
ลาวครง่ั ในจงั หวดั นครปฐม
- สารสนเทศการทอ่ งเทยี่ วและสอื่ การท่องเทีย่ ว เพ่ือการพัฒนาการท่องเทยี่ ว นวตั วิถีกลมุ่
ชาติพันธล์ุ าวครัง่ ในจงั หวัดนครปฐม


Click to View FlipBook Version