The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by piyaphet.jujan, 2021-09-06 10:55:20

วิจัยในชั้นเรียน

รวมแผน_compressed

PE

DEPARTMENT

นายปยเพชร จูจนั ทร์

โรงเรยี นสนั ติราษฎรว์ ทิ ยาลัย

สาํ นกั งานเขตพนื ทีการศึกษามธั ยมศึกษา กรงุ เทพมหานคร เขต 1

วจิ ยั ในชนั เรยี น

คำนำ

การวิจัยคร้ังนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย จำนวน 10 คนซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบ
เฉพาะเจาะจง โดยทดสอบคะแนนทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตันด้วยแบบทดสอบทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตัน
นำมาฝึกด้วยแบบฝึกทักษะการเสริ ์ฟลูกแบดมินตนั เป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วทดสอบทักษะการเสริ ์ฟลูกแบดมินตัน
ด้วยแบบทดสอบเดียวกับที่ทำการการประเมินไปก่อนการฝึก ผลการวิจัยพบว่าหลังจากการฝึกผ่านไปเป็นเวลา 2
สปั ดาห์ กลุม่ ทดลองมีคะแนนทักษะการเสริ ฟ์ ลูกแบดมินตัน กฬี าแบดมินตนั สงู ขนึ้

สรปุ ผลการฝึกแบบฝกึ ทกั ษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตันของ นักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 มีคะแนนหลงั เรยี น
สูงกว่าก่อนเรยี น



บทคัดยอ่

ชื่อผู้วิจัย นายปยิ เพชร จูจนั ทร์

ช่ืองานวจิ ัย การพัฒนาทกั ษะการเสิรฟ์ ลูกแบดมินตัน ในวิชาแบดมินตนั ของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปี
ท่ี 4 โรงเรียนสันตริ าษฎรว์ ิทยาลยั

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนทักษะการเสิร์ฟลูกในกีฬาแบดมินตัน ของ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังเรียน 2. เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเสิร์ฟลูก
แบดมินตัน รายวิชาพลศึกษา กีฬาแบดมินตัน สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนสันติราษฎร์
วิทยาลัย โดยการใช้แบบฝึกทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตัน ได้นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวนนักเรียน
10 คน ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 ท่เี ป็นกลมุ่ ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่างเป็นกลุม่ เดียวกัน รูปแบบการ
วิจัยได้แก่ One Group Pretest - Posttest Design เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1. แบบฝึกทักษะ
การเสิร์ฟลูกในกีฬาแบดมินตัน 2. แบบทดสอบทักษะเสิร์ฟลูกในกีฬาแบดมินตันการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ 1.
ค่าความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา (Validity) จากการพิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item –
Objective Congruence : IOC) 2. ค่าร้อยละ (Percentage) 3. ค่าเฉล่ีย (Mean) 4. การทดสอบที (t-test)
แบบการทดลองกลุ่มเดียว และมีการวัดผลการทดลอง 2 ครั้ง ก่อนและหลังการทดลอง (t-test for
dependent) โดยใชโ้ ปรแกรม SPSS 5. การทดสอบที (t-test) แบบการทดลองกลุ่มเดยี ว และมีการวดั ผลการ
ทดลอง 1 คร้ัง เปรียบเทียบกับมาตรฐาน (one-sample t-test) โดยใช้โปรแกรม SPSS 6. การหาค่า
ประสทิ ธภิ าพของเครอื่ งมอื การวจิ ยั ตามหลกั การเรียนรขู้ องbloom

1

บทที่1

บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา

การศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทยในปัจจุบัน กำหนดให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551โดยใส่องค์ความรู้ด้านพลศึกษาไว้ในสาระท่ี 3 การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม
กีฬาไทย และกีฬาสากลซึ่งประกอบไปด้วย 2 มาตรฐาน คือมาตรฐาน พ 3.1(เข้าใจ มีทักษะในการเคลื่อนไหว
กิจกรรมทางกาย การเล่นเกม และกีฬา) และมาตรฐาน พ 3.2(รักการออกกำลังกาย การเล่นเกม และการเล่น
กีฬา ปฏิบัตเิ ปน็ ประจำอย่างสม่ำเสมอ มีวินัย เคารพสิทธิ กฎ กติกา มีน้ำใจนักกฬี า มีจติ วิญญาณในการแข่งขัน
และช่ืนชมในสุนทรียภาพของการกีฬา) ซ่ึงผู้เรียนจะได้เรียนรู้เรื่องการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ การเข้าร่วม
กิจกรรมทางกายและกีฬาทั้งประเภทบุคคล และประเภททีมอย่างหลากหลายท้ังไทยและสากล การปฏิบัติตาม
กฎ กติกา ระเบยี บ ข้อตกลงในการเขา้ รว่ มกิจกรรมทางกาย กฬี า และความมีน้ำใจนกั กีฬา

กีฬาแบดมนิ ตันเป็นกีฬาสากลชนิดหนึ่งทีไ่ ด้รบั ความนิยมในการเลน่ กันอย่างแพร่หลาย สามารถเลน่ กันได้
ทกุ เพศ ทุกวัยกีฬาแบดมินตันเป็นกีฬาท่ีแบ่งผเู้ ล่นออกเป็นสองฝ่าย แต่ละฝ่ายพยายามตีลูกแบดมินตันผ่านเน็ทให้
ตกในสนามของคู่แข่งเพื่อทำคะแนน ในการแข่งขันแตล่ ะแมทซ์ จะทำการแข่งขันแมทซ์ละ 3 เกม ตัดสนิ แพ้ชนะ2
ใน3เกม มีกำหนดคะแนนสูงสุด 21 คะแนน ฝ่ายใดทำคะแนนได้ถึง 21 คะแนนก่อนจะเป็นผู้ชนะในเกมน้ัน
แบดมินตันเป็นกีฬาท่ีมีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งในด้านสุขภาพพลานามัย ด้านจิตใจ ด้านสังคม
ซ่งึ อาศัยกระบวนการของกีฬา เพ่ือสร้างการมีส่วนร่วม ตลอดจนการสร้างจิตสำนึกในการดำรงชีวิตท่ีมีคุณธรรม มี
วนิ ัย และมคี วามรับผิดชอบต่อหนา้ ที่ ทักษะการเล่นแบดมนิ ตนั เปน็ ทักษะที่ต้องฝึกฝน เพื่อให้สามารถปฏบิ ัตทิ ักษะ
ไดอ้ ย่างชำนาน

ในการเล่นแบดมินตันมีหลายทักษะท่ีมีความจำเป็นในการเล่นแบดมินตัน ท้ังในการฝึกซ้อมหรือในการ
แข่งขัน ท้ังการเสิร์ฟลูก การตีลูกโด่ง ลูกหยอด ลูกงัดลูกตัด ลูกตบ และลูกดาดซ่ึงทักษะการเล่นทั้งหมดที่กล่าวมา
จำเป็นต้องใช้การเสิร์ฟลูกที่เป็นทักษะเร่ิมต้นท้ังส้ิน ดังน้ันจึงกล่าวได้ว่าทักษะการเสิร์ฟลูกเป็นหน่ึงในทักษะท่ี
สำคัญที่สดุ ในการเลน่ แบดมนิ ตนั

จากที่ข้าพเจ้าได้ทำการสอน และสังเกตการเรียนการสอนในวิชาพลศึกษา กีฬาแบดมินตัน ของนักเรียน
ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ท่ีโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย มีจำนวน 1 ห้องเรียน ทั้งหมด 23 คน ข้าพเจ้าได้รับรู้
ถึงปัญหาในการเรยี นการสอนของวิชาพลศึกษา กีฬาแบดมินตันมีจำนวน 10 คน ข้าพเจ้าทราบได้โดยการทดสอบ
ปฏิบัติทักษะต่างๆ จึงเห็นนักเรียนท้ัง 10 คนที่มีปัญหาทักษะ คือ ทักษะการเสิร์ฟลูกในการเล่นกีฬาแบดมินตัน
ของนักเรยี นถอื ว่ายงั ไม่มีความถูกต้อง และไม่มปี ระสิทธิภาพ เนือ่ งจากนักเรียนทง้ั 10 คนยงั ขาดทกั ษะในการเสริ ์ฟ
ลูก เช่นการจับไม้ การจัดท่าทางในการเคลื่อนไหวของร่างกาย และความสัมพันธ์ของสัดส่วนต่างๆของร่างกาย

2

ข้าพเจ้าเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้นำแบบฝึกทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตัน มาใช้ในการจัดการ
เรียนการสอนให้แก่ผูเ้ รียนในรายวิชาพลศึกษาโดยแบบฝึกทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตัน ที่นำเข้ามาใช้ในการสอน
กีฬาแบดมินตันน้ี เพ่ือเป็นตัวช่วยพัฒนาทักษะการเสิร์ฟลูกในการเล่นกีฬาแบดมินตัน ทำให้ผู้เรียนเข้าใจสามารถ
อธิบายวิธีการ และสามารถปฏิบัติไดอ้ ย่างถูกต้อง ตลอดจนพัฒนาตนให้มคี วามสามารถในการเล่นกีฬาแบดมินตัน
ต่อไป
คำถามการวิจัย

1. แบบฝึกทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตัน สามารถพัฒนาทักษะการเสิร์ฟลูกในกีฬาแบดมินตัน ของ
นกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4 ได้หรอื ไม่

วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย

1. เพ่ือเปรียบเทียบคะแนนทักษะการเสิร์ฟลูกในกีฬาแบดมินตัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4
โรงเรียนสนั ติราษฎรว์ ิทยาลัยกอ่ นและหลังเรยี น โดยการใช้แบบฝึกทักษะการเสริ ์ฟลกู แบดมนิ ตนั

2. เพ่ือหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตัน รายวิชาพลศึกษา กีฬาแบดมินตัน
สำหรบั นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 4 โรงเรียนสนั ตริ าษฎรว์ ทิ ยาลยั

สมมตฐิ านของการวิจยั

1. คะแนนทักษะการเสิร์ฟลูกในกีฬาแบดมินตัน ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการใช้แบบฝึก
ทักษะการเสริ ์ฟลูกแบดมนิ ตนั หลังเรียนสูงกว่ากอ่ นเรยี น

2.แบบฝกึ ทักษะการเสริ ์ฟลูกแบดมินตัน รายวชิ าพลศึกษา กีฬาแบดมนิ ตัน สำหรับนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 4 โรงเรยี นสนั ตริ าษฎร์วทิ ยาลัย มปี ระสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80

3

ขอบเขตการวิจยั

กลุ่มประชากร :

นกั เรียนระดบั ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรยี นสนั ตริ าษฎร์วิทยาลัย ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2564
จำนวน 10 คน

กล่มุ ตัวอยา่ ง :
กลุ่มตวั อยา่ งการวจิ ัยในคร้งั นี้เปน็ กลุ่มเดยี วกับกลุ่มประชากร
ตวั แปร :

ตัวแปรต้น คือ แบบฝกึ ทักษะการเสริ ฟ์ ลกู แบดมนิ ตัน
ตวั แปรตาม คอื คะแนนทกั ษะการเสริ ์ฟลกู ในกีฬาแบดมินตัน

เนอ้ื หา
พ 30201 รายวิชาพลศึกษา เร่ือง ทักษะการเสิร์ฟลูกในการเล่นกีฬาแบดมินตัน ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4
ระยะเวลา
การฝกึ สปั ดาหล์ ะ 2 ครัง้ ในวันอังคาร และ วนั พฤหสั บดี เป็นเวลา 2 สปั ดาห์ ครั้งละ 45 นาที ในภาค
เรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564

นิยามศัพทเ์ ฉพาะ

แบดมินตัน หมายถึง กจิ กรรมทางพลศกึ ษาอย่างหนึ่งที่ใช้เปน็ สื่อในการออกกำลังกายโดยใช้ไม้
แบดมนิ ตันตีโตล้ กู ขนไกข่ า้ มตาขา่ ย ทักษะส่วนใหญ่ที่ใช้ในการเลน่ แบดมนิ ตัน คือ การวง่ิ การตีลกู โดง่ และการ
เสริ ฟ์ ลกู

การเสิรฟ์ ลูก หมายถึง เป็นวิธกี ารของการเริ่มเล่นจากผู้เลน่ ฝัง่ หนึ่งใหไ้ ปตกอีกฝัง่ หนึ่ง ในการเล่นหรอื ฝึก
ทกั ษะแบบตา่ ง ๆ ตลอดจนเริ่มการแข่งขนั การส่งลกู จะส่งได้ทั้งลกู หน้ามือและหลงั มือ

นักเรียน หมายถงึ ผเู้ รยี นระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564
โรงเรียนสนั ติราษฎรว์ ทิ ยาลัย จำนวน 10 คน ทีม่ ีปัญหาทักษะดา้ นการเสริ ฟ์ ลูกแบดมนิ ตัน

4

แบบฝกึ ทกั ษะ หมายถงึ ส่งิ ที่สรา้ งข้นึ เพื่อเสริมสรา้ งทักษะให้แกน่ กั เรยี น มีลกั ษณะเปน็ แบบฝึกให้
นกั เรียนไดท้ ำกจิ กรรมโดยมจี ุดมงุ่ หมายเพอ่ื พัฒนาความสามารถของนกั เรียนให้ดขี น้ึ

แบบทดสอบ หมายถึง เครอ่ื งมือที่ใชใ้ นการวัดผลและวัดความสามารถในการเรียนวชิ าแบดมนิ ตัน

ประโยชน์ที่ได้รบั

1.เป็นแนวทางในการพฒั นาแบบฝกึ ทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตนั ในกล่มุ สาระการเรียนรู้สขุ ศึกษาและ
พลศึกษา ทชี่ ่วยสง่ เสรมิ กิจกรรมการเรียน และปรบั ทศั นคติของผู้เรยี นให้ดีขน้ึ

2.เปน็ แนวทางในการพฒั นาทักษะการเสริ ์ฟลูก ในกลุ่มสาระการเรยี นร้สู ขุ ศึกษาและพลศกึ ษา ท่ชี ่วย
สง่ เสรมิ กจิ กรรมการเรียน และปรบั ทศั นคติของผเู้ รยี นให้ดีขึ้น

3.การศึกษาน้จี ะเป็นประโยชน์ต่อครผู ้สู อน ผู้ฝกึ สอนนกั กีฬา นักกฬี า และผู้ท่ีสนใจโดยทวั่ ไป จะไดน้ ำ
ผลการศกึ ษาไปทดลองปฏิบัติ เพอื่ ให้เกดิ การพฒั นาในกีฬาแบดมินตนั

กรอบแนวคิดการวิจยั

ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม

แบบฝกึ ทักษะการเสิรฟ์ ลูก ทกั ษะการเสิร์ฟลูกในกีฬา
แบดมนิ ตัน แบดมินตนั

แบบฝกึ ทักษะการเสริ ฟ์ ลูกแบดมินตัน เพื่อพฒั นาทกั ษะการเสริ ์ฟลูกในกีฬา
แบดมินตนั ของนักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรียนสนั ติราษฎรว์ ิทยาลัย

5

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ที่เก่ยี วข้อง
ผวู้ ิจัยได้ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กี่ยวข้องกับงานวิจัย เรือ่ ง การพัฒนาทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตนั ในวิชา
แบดมินตนั ของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรียนสนั ตริ าษฎรว์ ิทยาลยั ผทู้ ำการวิจยั ไดร้ วบรวมแนวคดิ
เอกสารและงานวิจัยทเ่ี กยี่ วข้อง ผู้วิจยั ได้นำเสนอตามลำดับดงั นี้
1.เอกสารที่เก่ยี วขอ้ ง
1.1 หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐานพุทธศักราช 2551
1.2 เอกสารท่ีเกี่ยวกับหลกั สูตรโรงเรียนสนั ติราษฎร์วิยาลัย
1.3 เอกสารเก่ยี วกับวิชาพลศึกศกึ ษา ระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 โรงเรยี นสันตริ าษฎรว์ ิทยาลัย
1.4 เอกสารแบบทดสอบทักษะกีฬา
1.5 เอกสารที่เกยี่ วกับการเสิร์ฟลกู หน้ามือและหลังมอื
1.6 เอกสารทีเ่ กย่ี วกับการจับแร็กเก็ตและการจบั ลกู ขนไก่
1.7 งานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง

1. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐานพุทธศกั ราช 2551
กระทรวงศกึ ษาธิการได้ประกาศใช้หลกั สตู รการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2544 ให้เปน็ หลักสูตร

แกนกลางของประเทศ โดยกำหนดจดุ หมาย และมาตรฐานการเรียนรู้เปน็ เป้าหมายและกรอบทิศทางในการพฒั นา
คณุ ภาพผเู้ รียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มคี ุณภาพชวี ติ ทีด่ แี ละมขี ีดความสามารถ ในการแข่งขนั ในเวทรี ะดับโลก
(กระทรวงศกึ ษาธกิ าร : 2544)
พรอ้ มกันนไ้ี ด้ปรับกระบวนการพัฒนาหลักสตู รใหม้ ีความสอดคลอ้ งกบั เจตนารมณ์แหง่ พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษา
แหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 และ ทแี่ ก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ที่มงุ่ เนน้ การกระจายอำนาจทางการศกึ ษาให้
ท้องถ่ินและสถานศึกษาไดม้ ีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลกั สตู ร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพ และ ความ
ตอ้ งการของท้องถน่ิ
(สำนกั นายกรัฐมนตรี : 2542)

6

หลักการ
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มหี ลกั การท่ีสำคัญ ดังน้ี
1. เปน็ หลักสตู รการศกึ ษาเพอ่ื ความเป็นเอกภาพของชาติ มีจดุ หมายและมาตรฐานการเรียนรู้ เปน็

เป้าหมายสำหรบั พัฒนาเด็กและเยาวชนให้มคี วามรู้ ทักษะ เจตคติ และคณุ ธรรมบนพ้นื ฐานของความเป็นไทย
ควบค่กู บั ความเปน็ สากล

2. เปน็ หลักสตู รการศกึ ษาเพือ่ ปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสไดร้ บั การศึกษาอยา่ งเสมอภาค และมี
คุณภาพ

3. เปน็ หลกั สูตรการศกึ ษาที่สนองการกระจายอำนาจ ใหส้ ังคมมสี ่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้สอดคล้อง
กับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น

4. เป็นหลกั สตู รการศึกษาที่มีโครงสรา้ งยดื หยุน่ ทัง้ ด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจดั การเรยี นรู้
5. เป็นหลกั สูตรการศกึ ษาทเ่ี นน้ ผเู้ รียนเป็นสำคัญ
6. เปน็ หลกั สูตรการศกึ ษาสำหรับการศกึ ษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศยั ครอบคลุมทุก
กล่มุ เป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
จุดหมาย
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน ม่งุ พฒั นาผู้เรียนให้เป็นคนดี มปี ญั ญา มีความสุข มีศกั ยภาพใน
การศกึ ษาต่อ และประกอบอาชพี จงึ กำหนดเปน็ จุดหมายเพือ่ ให้เกดิ กบั ผู้เรยี นเมือ่ จบการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน ดังน้ี
1. มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่พงึ ประสงค์ เหน็ คุณค่าของตนเอง มวี ินยั และปฏบิ ตั ติ นตามหลักธรรม
ของพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาท่ตี นนับถือ ยึดหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2. มีความรู้ ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแกป้ ัญหา การใชเ้ ทคโนโลยี และมีทกั ษะชีวติ
3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตทด่ี ี มสี ุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย
4. มคี วามรกั ชาติ มีจติ สำนึกในความเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ยึดม่ันในวถิ ีชวี ติ และ การปกครองตาม
ระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมุข
5. มีจติ สำนกึ ในการอนรุ ักษว์ ฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาไทย การอนรุ ักษ์และพฒั นาส่ิงแวดล้อม มีจิต
สาธารณะทีม่ ุ่งทำประโยชนแ์ ละสรา้ งส่ิงทด่ี งี ามในสงั คม และอยูร่ ว่ มกันในสงั คมอย่างมีความสขุ

7

2. เอกสารท่ีเกย่ี วกับหลกั สูตรโรงเรียนสันติราษฎรว์ ิทยาลัย
ประวตั ิโรงเรียนสันตริ าษฎร์วทิ ยาลัย

โรงเรยี นสันติราษฎร์วทิ ยาลัย เป็นโรงเรยี นสหศึกษาขนาดใหญ่ สังกดั เขตพืน้ ท่ีการศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต
1 สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน ต้ังอยทู่ ี่ 332 ถนนศรอี ยุธยา เขตราชเทวี กทม. 10400 บนเนอ้ื ท่ี
18 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา มีอาคารเรยี น 4 ชน้ั จำนวน 5 หลงั อาคารอเนกประสงค์ 1 หลัง หอประชมุ เผา่ -อดุ ม
1 หลงั อาคารสมาคมศิษยเ์ ก่าสันตริ าษฎร์ 1 หลงั ศาลาประชาสัมพนั ธ์ 1 หลัง สนามฟตุ บอล 1 สนาม สนาม
บาสเกตบอล 2 สนาม และสนามวอลเล่ย์บอล 1 สนาม

- โรงเรียน จัดตัง้ คร้ังแรกเม่ือปี พ.ศ.2470 อยูท่ ีต่ รอกพระยาสุนทร หัวลำโพง เขตปทมุ วัน
กรงุ เทพมหานคร เปน็ โรงเรยี นเอกชน ช่อื โรงเรียนอินทรศึกษา มีอาจารย์ชอบ อุทยั เฉลิม เป็นเจา้ ของและครใู หญ่
จนกระทง่ั พ.ศ.2491 จงึ ไดย้ ้ายมาอยใู่ นท่ีตงั้ ปจั จบุ ัน

- พ.ศ. 2496 อาจารย์ประพฒั น์ วรรธนะสาร ได้รับการแต่งตง้ั เปน็ อาจารย์ใหญ่ และไดเ้ ปล่ยี นชอ่ื โรงเรียน
เปน็ โรงเรยี นพญาไทศกึ ษา จนถึงปี 2497 ไดแ้ ยกโรงเรียนเป็น 2 โรงเรียน โรงเรียนชายมี อาจารยเ์ พทาย อมาตย
กลุ เปน็ อาจารย์ใหญ่ ส่วนโรงเรียนหญิงมอี าจารย์ประทุม วรรธนะสาร เป็นอาจารยใ์ หญ่

- ปลายปี พ.ศ. 2497 สวัสดิการ กรมตำรวจ ไดร้ บั โอนโรงเรยี นทัง้ 2 โรงไปดแู ล โดยคงสภาพเป็นโรงเรยี น
เอกชน แตเ่ ปลย่ี นช่ือเปน็ โรงเรยี นสนั ติราษฎร์บำรงุ และโรงเรียนสตรสี นั ตริ าษฎร์บำรงุ โดยมีอาจารย์ เพทาย
อมาตยกลุ และอาจารย์ประทุม วรรธนะสาร เป็นอาจารยใ์ หญ่เหมอื นเดิม จนถงึ ปี พ.ศ. 2500 อาจารยฉ์ ายศรี รตา
นนท์ ได้รับแตง่ ตงั้ เปน็ อาจารยใ์ หญโ่ รงเรียนสตรสี นั ตริ าษฎรบ์ ำรงุ

- พ.ศ. 2518 กรมสามญั ศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้รบั โอนโรงเรยี นทั้งสองไปสังกดั โดยรวมกันเป็น
สหศกึ ษา ใชช้ ือ่ โรงเรียนสันติราษฎร์รำลกึ เปลยี่ นสภาพเป็นโรงเรียนรฐั บาล และแต่งตงั้ อาจารยช์ าลี ถาวรานรุ ักษ์
ผอู้ ำนวยการโรงเรียนวดั นวลนรดิศ มาเปน็ ผ้อู ำนวยโรงเรียนคนแรก ต่อมาในวนั ที่ 7 กรกฎาคม 2518 ได้เปลยี่ นชอื่
โรงเรยี นอกี ครั้งป็น โรงเรยี นสันติราษฎรว์ ทิ ยาลยั ซ่ึงไดช้ ือ่ นี้ และยึดถือวนั ดงั กล่าวเปน็ วนั สถาปนาโรงเรยี นสืบตอ่
กันมาถึงทกุ วนั นี้

- พ.ศ. 2519 กรมสามญั ศึกษา ไดจ้ ัดสรรงบประมาณ จำนวน 3,790,000.00 บาท ก่อสรา้ งอาคารเรียน
หลังแรก เป็นอาคาร 4 ช้ัน คือ อาคาร 1 ในปจั จบุ ันนี้ และได้จัดสรรเงินงบประมาณ จำนวน 3,888,000.00 บาท
เพือ่ สรา้ งอาคาร 2 ในปี 2521 ซ่ึงเปน็ อาคาร 4 ชัน้ เชน่ เดียวกนั

8

- ในปี พ.ศ.2536 อาจารย์พงษ์ศักดิ์ รงุ่ โรจนพ์ านิช ผอู้ ำนวยการกรมสามญั ศึกษากรุงเทพมหานคร ได้รบั
แตง่ ต้งั มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรยี นสนั ติราษฎรว์ ทิ ยาลยั ได้ระดมทุนบรู ณะหอประชุมเผา่ -อดุ ม
เอกลกั ษณ์ของโรงเรียนให้คงอยู่ เด่นเปน็ สง่าจนถงึ ทกุ วันน้ี

- พ.ศ. 2550 - 2558 นายณัฐกจิ บวั ขม ผอู้ ำนวยการโรงเรียนมัธยมวดั มกุฏกษตั ริย์ ไดร้ ับแตง่ ต้งั มาเปน็
ผู้อำนวยการโรงเรยี น ไดต้ ิดต้ังโทรทศั นข์ นาด 29 นว้ิ เครอ่ื งเสยี งและดวี ีดี เพ่ือแกป้ ญั หาการขาดแคลนครู และใช้
เทคโนโลยใี นการจดั การเรียนการสอน จำนวน 65 ห้อง ทาสรี ัว้ โรงเรยี น ตดิ ตงั้ ปา้ ยประชาสมั พนั ธ์แบบสามมิติ
ตดิ ต้ังกลอ้ งวงจรปิดเพ่ิมเติมตามจุดตา่ ง ๆ ปรบั ปรงุ สวนหย่อมหน้าอาคาร 3 ถงึ หน้าอาคารสมาคมศิษยเ์ ก่าฯ สวน
สัตตบรรณ สนาวอลเลย่ ์ บ้านพักนักการภารโรง ปรบั ปรงุ ห้องประชุมอาคารอเนกประสงค์ หอ้ งเรยี นอาเซยี น
หอ้ งเรยี นไร้พรมแดน ห้องเรยี นอัจฉริยะ ปรบั สนามฟุตบอล และเกษยี ณอายรุ าชการทนี่ ี่วันท่ี 30 กนั ยายน 2558
รวมระยะเวลา 8 ปี

- นายอารีย์ วรี ะเจริญ ได้ดำรงตำแหนง่ ผ้อู ำนวยการโรงเรียนสันติราษฎรว์ ิทยาลยั มาตัง้ แต่ 2558-2561
เป็นระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน ไดพ้ ฒั นาโรงเรยี นให้เปน็ ไปในทิศทางที่เกิดประโยชนอ์ ยา่ งสูงสดุ แกผ่ เู้ รียนและ
บคุ ลากร นกั เรยี นได้เกิดการพัฒนาทัง้ ในดา้ นความรู้ ทักษะ ตลอดจนมีคุณลักษณะทจ่ี ำเป็นและเหมาะสมกับการ
ดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบนั ท่มี ีความเปล่ยี นแปลงไปอยา่ งรวดเร็ว

9

ท่ตี ั้งโรงเรยี น 332 ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กทม. 10400
ขนาดสถานศึกษา ขนาดใหญ่
ระดบั ชั้นที่เปิดสอน ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1-6
ตราประจำโรงเรยี น

คบเพลิง หมายถึง แสงสว่างท่กี ระจายพุ่งไปรอบดา้ น หมายถึง ความรุ่งโรจนแ์ หง่ ปญั ญา
กรอบ รอบ ๆ คบเพลงิ หมายถงึ ขอบเขตแหง่ ระเบยี บประเพณีและความมวี นิ ัย

กนกลายไทย หมายถึง ความอ่อนหวาน อ่อนน้อมกบั บุคคลทว่ั ไป ผู้อาวโุ สและครู-อาจารย์

สีประจำโรงเรียน

สี เลือดหมู - ดำ
เลือดหมู

เลือดเนื้อเชื้อไขของชาวสันติราษฎร์วิทยาลยั ซงึ่ หมายถึงความเปน็ พน่ี ้อง และความสามคั คีเป็นน้ำหน่งึ ใจ
เดียวกัน และหมายถึงความเข้มแข็งกล้าหาญ
ดำ

หมายถงึ ความเขม้ ขน จรงิ ใจ และความหนักแน่น ซึง่ เป็นสัญลกั ษณ์ หรอื เป็นธรรมประจำใจของชาวสนั ติ
ราษฎร์วทิ ยาลยั

10

วิสัยทัศน์
โรงเรยี นสันติราษฎรว์ ิทยาลยั ม่งุ พฒั นาผเู้ รยี นให้มศี ักยภาพสูม่ าตรฐานสากล มีคุณธรรมตามกฎลูกเสือ ก้าวทนั
เทคโนโลยี มีทักษะชีวิตเพื่อการดำรงตนตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง รกั ษ์ความเป็นไทย ภายใตก้ าร
บริหารจดั การแบบมีส่วนรว่ ม
คำขวัญโรงเรยี น
ประพฤตดิ ี เรยี นดี มวี ินยั ใจกตญั ญู รู้หนา้ ท่ี
คติพจนโ์ รงเรียน
ปัญญฺ า โลกสมํ ปชโฺ ชโต ปญั ญาเป็นแสงสว่างในโลก

3.เอกสารเก่ยี วกับวชิ าพลศกึ ษา ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4
3.1 กล่มุ สาระการเรยี นรสู้ ขุ ศึกษาและพลศึกษา

ทำไมตอ้ งเรยี นสุขศึกษาและพลศกึ ษา
สุขภาพ หรอื สุขภาวะ หมายถงึ ภาวะของมนุษย์ทีส่ มบูรณ์ท้งั ทางกาย ทางจติ ทางสังคม และทาง

ปัญญาหรือจิตวญิ ญาณ สุขภาพหรือสขุ ภาวะจงึ เป็นเรือ่ งสำคญั เพราะเก่ียวโยงกับทุกมิติของชวี ติ ซ่ึงทุกคนควร
จะได้เรยี นร้เู รื่องสขุ ภาพ เพื่อจะได้มคี วามรู้ ความเขา้ ใจที่ถูกตอ้ ง มเี จตคติ คุณธรรมและคา่ นยิ มท่ีเหมาะสม
รวมทั้งมที ักษะปฏบิ ตั ดิ า้ นสุขภาพจนเปน็ กิจนสิ ัย อนั จะส่งผลใหส้ งั คมโดยรวมมคี ณุ ภาพ
เรยี นรอู้ ะไรในสุขศึกษาและพลศึกษา

สุขศกึ ษาและพลศึกษาเป็นการศึกษาด้านสุขภาพท่มี เี ปา้ หมาย เพ่อื การดำรงสขุ ภาพ การสรา้ งเสริม
สขุ ภาพและการพัฒนาคุณภาพชีวติ ของบุคคล ครอบครัว และชุมชนให้ยงั่ ยืน

สุขศึกษา มงุ่ เน้นให้ผู้เรียนพัฒนาพฤติกรรมด้านความรู้ เจตคติ คุณธรรม ค่านยิ ม และการปฏิบตั เิ กี่ยวกับ
สุขภาพควบคู่ไปด้วยกัน

พลศกึ ษา มุ่งเน้นให้ผ้เู รยี นใช้กจิ กรรมการเคล่อื นไหว การออกกำลังกาย การเลน่ เกมและกฬี า เปน็
เครอื่ งมอื ในการพัฒนาโดยรวมท้งั ดา้ นรา่ งกาย จติ ใจ อารมณ์ สงั คม สติปัญญารวมทงั้ สมรรถภาพเพื่อสุขภาพและ
กฬี า

11

สาระที่เป็นกรอบเน้ือหาหรือขอบขา่ ยองค์ความรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรสู้ ขุ ศึกษาและพลศกึ ษาประกอบด้วย
• การเจรญิ เตบิ โตและพัฒนาการของมนษุ ย์ผเู้ รียนจะได้เรียนรู้เรือ่ งธรรมชาตขิ องการเจริญเติบโตและ

พัฒนาการของมนุษย์ ปัจจัยท่มี ีผลต่อการเจริญเติบโต ความสมั พนั ธ์เชอ่ื มโยงในการทำงานของระบบต่างๆของ
รา่ งกาย รวมถงึ วธิ ีปฏิบัติตนเพือ่ ให้เจริญเตบิ โตและมีพัฒนาการทสี่ มวยั

• ชวี ิตและครอบครัวผูเ้ รยี นจะได้เรยี นรู้เรอื่ งคุณค่าของตนเองและครอบครัว การปรบั ตวั ตอ่ การ
เปลย่ี นแปลงทางรา่ งกาย จติ ใจ อารมณ์ความรูส้ ึกทางเพศ การสร้างและรักษาสมั พันธภาพกบั ผู้อืน่ สขุ ปฏิบตั ิทาง
เพศ และทกั ษะในการดำเนินชวี ติ

• การเคล่อื นไหว การออกกำลังกาย การเลน่ เกม กีฬาไทย และกฬี าสากลผเู้ รยี นได้เรียนรู้เรอื่ งการ
เคลือ่ นไหวในรปู แบบตา่ ง ๆ การเขา้ รว่ มกิจกรรมทางกายและกีฬา ท้ังประเภทบุคคล และประเภททีมอย่าง
หลากหลายทั้งไทยและสากล การปฏบิ ตั ติ ามกฎ กติกา ระเบยี บ และขอ้ ตกลงในการเข้าร่วมกจิ กรรมทางกาย
และกีฬา และความมนี ้ำใจนักกฬี า

• การสรา้ งเสริมสุขภาพ สมรรถภาพ และการป้องกันโรคผเู้ รียนจะไดเ้ รียนร้เู กยี่ วกบั หลกั และวธิ ีการ
เลอื กบริโภคอาหาร ผลิตภัณฑแ์ ละบริการสขุ ภาพ การสร้างเสริมสมรรถภาพเพอ่ื สุขภาพ และการป้องกนั โรค
ทง้ั โรคตดิ ต่อและโรคไม่ตดิ ต่อ

• ความปลอดภัยในชีวติ ผ้เู รยี นจะได้เรียนรู้เร่ืองการป้องกันตนเองจากพฤติกรรมเสี่ยงตา่ งๆ
ทัง้ ความเส่ียงต่อสุขภาพ อุบัติเหตุ ความรนุ แรง อันตรายจากการใชย้ าและสารเสพตดิ รวมถึงแนวทางในการสรา้ ง
เสรมิ ความปลอดภยั ในชีวติ
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ ๑ การเจรญิ เตบิ โตและพฒั นาการของมนุษย์
มาตรฐาน พ ๑.๑ เขา้ ใจธรรมชาติของการเจริญเติบโตและพฒั นาการของมนุษย์
สาระที่ ๒ ชีวติ และครอบครวั
มาตรฐาน พ ๒.๑ เขา้ ใจและเห็นคุณค่าตนเอง ครอบครัว เพศศึกษา และมีทักษะในการดำเนินชีวิต
สาระที่ ๓ การเคลอ่ื นไหว การออกกำลงั กาย การเลน่ เกม กีฬาไทย และกีฬาสากล
มาตรฐาน พ ๓.๑ เข้าใจ มที ักษะในการเคล่ือนไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกม และกฬี า

12

มาตรฐาน พ ๓.๒ รกั การออกกำลังกาย การเล่นเกม และการเล่นกีฬา ปฏิบัตเิ ป็นประจำอยา่ งสมำ่ เสมอ มีวินยั
เคารพสิทธิ กฎ กติกา มนี ำ้ ใจนักกฬี า มีจติ วิญญาณในการแขง่ ขัน และชื่นชมในสนุ ทรียภาพ
ของการกีฬา

สาระท่ี ๔ การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค
มาตรฐาน พ ๔.๑ เห็นคุณค่าและมีทกั ษะในการสร้างเสริมสุขภาพ การดำรงสุขภาพ การป้องกันโรคและการ

สร้างเสริมสมรรถภาพเพอื่ สุขภาพ
สาระที่ ๕ ความปลอดภยั ในชีวิต
มาตรฐาน พ ๕.๑ ป้องกนั และหลีกเลี่ยงปจั จัยเส่ียง พฤติกรรมเส่ียงต่อสขุ ภาพ อุบัตเิ หตุ การใช้ยา สารเสพ

ตดิ และความรนุ แรง
คุณภาพผูเ้ รียน

จบชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๖
• สามารถดูแลสุขภาพ สร้างเสริมสขุ ภาพ ป้องกันโรค หลกี เล่ียงปจั จัยเสี่ยง และพฤตกิ รรมเส่ยี งตอ่
สุขภาพ อบุ ัติเหตุ การใชย้ า สารเสพตดิ และความรุนแรงได้อย่างมีประสิทธภิ าพด้วยการวางแผนอย่างเป็นระบบ
• แสดงออกถึงความรัก ความเอ้อื อาทร ความเข้าใจในอิทธิพลของครอบครัว เพ่ือน สังคม และ
วัฒนธรรมทีม่ ีตอ่ พฤติกรรมทางเพศ การดำเนนิ ชีวิต และวิถีชวี ติ ท่มี ีสขุ ภาพดี
• ออกกำลังกาย เลน่ กีฬา เข้าร่วมกจิ กรรมนันทนาการ กิจกรรมสร้างเสรมิ สมรรถภาพ เพื่อสขุ ภาพ
โดยนำหลกั การของทักษะกลไกมาใชไ้ ดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง สมำ่ เสมอด้วยความช่ืนชมและสนุกสนาน
• แสดงความรับผิดชอบ ให้ความรว่ มมอื และปฏิบตั ิตามกฎ กติกา สิทธิ หลักความปลอดภยั ในการ
เขา้ ร่วมกจิ กรรมทางกาย และเลน่ กีฬาจนประสบความสำเร็จตามเปา้ หมายของตนเองและทมี
• แสดงออกถึงการมีมารยาทในการดู การเล่น และการแขง่ ขัน ด้วยความมนี ้ำใจนักกีฬาและนำไป
ปฏบิ ตั ใิ นทุกโอกาสจนเปน็ บคุ ลกิ ภาพทดี่ ี
• วเิ คราะห์และประเมินสุขภาพส่วนบุคคลเพือ่ กำหนดกลวิธลี ดความเสีย่ ง สร้างเสริมสุขภาพ ดำรง
สขุ ภาพ การปอ้ งกนั โรค และการจัดการกับอารมณ์และความเครียดได้ถูกต้องและเหมาะสม
• ใชก้ ระบวนการทางประชาสังคม สร้างเสริมให้ชมุ ชนเขม้ แขง็ ปลอดภัย และมีวิถีชวี ิตทด่ี ี

13

4. แบบทดสอบทักษะกฬี า

ชนิดของแบบทดสอบทกั ษะกีฬา

มอรโ์ รว์ และคนอน่ื ๆ (Morrow and others. 1995: 278 – 285) ไดแ้ บง่ ชนิดของแบบทดสอบทักษะกีฬา
ออกเป็น 4 กล่มุ คือ

1. แบบทดสอบความแม่นยาํ (Accuracy – based Skills Test) นยิ มใชใ้ นการวัดผลการเสิร์ฟวอลเลย์บอล
เทนนสิ หรอื แบดมินตนั การขวา้ งลกู บอล การยงิ ลูกโทษ การยงิ ประเภทตา่ งๆ ในกีฬาบาสเกตบอล เป็นต้น ส่ิงท่ี
ควรคาํ นึงในการใช้แบบทดสอบประเภทน้ี คือ การสรา้ งระบบใหค้ ะแนนใหม้ ีความเช่อื ถือได้ และความเที่ยงตรงให้
มากท่สี ุด

2. แบบทดสอบวัดการปฏิบตั ิซำ้ ๆ (Repetitive – performance Test) โดยปกตเิ รยี กว่า การตีบอลกระทบผนัง
หรือการตีขน้ึ ไปในอากาศ (Wall Volley of Self- volleys) สามารถใช้วัดการตีในทักษะกีฬาประเภทท่ีต้องใช้ไม้
(Racquet Sport) เช่น การตลี ูกหน้ามือ หลังมอื และ การสง่ บอลในกีฬาวอลเลย์บอล แบบทดสอบประเภทน้ี
นบั ว่ามีความเช่ือถอื ได้สูง แต่ถ้ากระบวนการในการสรา้ งไม่ดกี ็อาจเกิดความไมเ่ หมาะสม เพราะสามารถใช้วัด
ทกั ษะกีฬาได้เพยี งท่าเดยี ว ซ่งึ ไมค่ รอบคลุมทกั ษะอื่นๆเท่าไหร่นกั ทําให้ความเท่ียงตรงลดลงไป

3. แบบทดสอบการเคล่ือนไหวของรา่ งกายทัง้ หมด (Total Bodily Movement Test) มักเรยี กว่า แบบทดสอบ
วดั ความเรว็ (Speed Test) นิยมใช้กบั การทดสอบการเล้ียงบาสเกตบอล หรือฟุตบอล การวิง่ ในกฬี าบาสเกตบอล
และซอฟต์บอล แบบทดสอบประเภทนนี้ บั วา่ มคี วามน่าเช่ือถือได้สงู มากเพราะมีตัวแปรหลายตวั รวมทงั้ การดูเวลาท่ี
ได้จากการปฏิบตั ดิ ว้ ย

4. แบบทดสอบวัดระยะหรือพลงั ในการปฏิบัติ (Distance or Power Performance Tests) ใชใ้ นการเสิรฟ์
แบดมินตนั การขว้างลกู ซอฟตบ์ อล และแร็กเก็ตบอล การขว้างลูกซอฟตบ์ อล และเบสบอล ซง่ึ แบบทดสอบ
ประเภทนีม้ ักมีปัญหาตรงท่ีวา่ ในการทดสอบจะต้องคำนึงถึงเรื่องความแม่นยําดว้ ยหรือไม่ อย่างไรก็ตามอาจ
แก้ปญั หาดงั กลา่ วได้ด้วยการกําหนดระยะทางให้สั้นเข้า รูปแบบหรือชนดิ ของแบบทดสอบดังกลา่ วข้างตน จะเปน็
เกณฑ์และแนวทางสาํ หรับการสรา้ งแบบทดสอบได้เป็นอยา่ งดี ซ่งึ แบบทดสอบทักษะกีฬาชนิดหนง่ึ ก็ควรจะมีครบ
ทกุ รปู แบบหรือทุกชนิดของแบบทดสอบ เพื่อจะได้เป็นแรงจงู ใจสําหรบั ผรู้ ับการทดสอบ และในการสรา้ ง

14

แบบทดสอบ ผู้สร้างควรจะมีการวางแผนและศกึ ษาขั้นตอนการสร้างใหเ้ ข้าใจอย่างลกึ ซ้ึงความสําคัญของ
แบบทดสอบ
ครอนบาช (สมเจตน์ ทองด.ี 2527: 7; อา้ งอิงจาก Cronbach. 1970: 43) ได้กล่าววา่ แบบทดสอบเป็นเครื่องมอื
วดั ความแตกต่างของพฤติกรรมอย่างหนง่ึ ที่มีระบบ (Systematic Procedure) ของบุคคลตงั้ แต่ 2 คนขึ้นไป
จอห์น และเนลสนั (สมเจตน์ ทองดี. 2527: 7; อ้างอิงจาก Johnson and Nelson. 1974: 43) กลา่ ววา่ ครูผสู้ อน
จะต้องมีพ้ืนความรู้ในเรื่องการวัดผลประเมนิ ผล และจะต้องมีความสามารถ ดังนี้
1. เลอื กเครือ่ งมือทมี่ ีความเชื่อม่ันได้ และมีความเท่ียงตรง รวมทงั้ มีความเข้าใจเทคนคิ การ
วัด และแหล่งที่มาของความรู้ทช่ี ่วยในการดําเนนิ งาน
2. การเลอื กวธิ ีการวดั และประเมนิ ผลแบบทดสอบ
3. เลือกวธิ ีการเก็บข้อมลู ใหม้ ีความเทย่ี งตรง มคี วามเชื่อมั่น และประหยดั เวลา
4. สามารถแปลแบบทดสอบให้ผูเ้ รียน ผปู้ กครอง และผูบ้ รหิ ารทราบได้
5. สามารถสร้างแบบทดสอบอย่างมีความหมาย และมีจดุ มุ่งหมาย
6. สามารถสรา้ งแบบทดสอบข้นึ เอง โดยไม่เนน้ ทางดา้ นปฏบิ ตั ิเพยี งอยา่ งเดยี ว อาจจะสร้างแบบทดสอบวัดความรู้
ก็ได้
7. มคี วามรู้ทางสถิติ สามารถแปลผลท่ีไดจ้ ากการทดสอบอย่างถูกต้อง
นอกจากน้ี บอสโก และกสุ ตฟั สัน (Bosco and Gusstason. 1983: 2 – 5) ไดก้ ล่าวถงึ เหตุผลวา่ ทําไมครผู ู้สอน
จงึ ใช้แบบทดสอบในกระบวนการเรียนการสอน โดยสรปุ เหตุผลได้
ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. เพอื่ แบง่ กลมุ่ นักเรียน (Classification of Student)
2. วเิ คราะห์ความต้องการและจดุ อ่อนของนักเรยี น (Diagnosis of Student Need and Weaknesses)

15

3. เพ่ือประเมินผลการสอนของครู (Evaluation of Instruction)
4. เพอ่ื ประเมินโปรแกรมในการสอน (Evaluation of Program)
5. เพื่อการให้คะแนน (Marking of Grading)
6. เพ่ือเปน็ แรงจงู ใจ (Motivation)
7. เพื่อคิดวธิ ีสอน (Instructional)
8. เพื่อคดิ วิธกี ารคาดการณ์ (Prediction)
9. เพื่อการวิจยั (Research)
เป้าหมายของการศึกษานนั้ มุ่งพฒั นาให้คนเป็น “คนด”ี ดงั นนั้ ผ้สู อนต้องรู้ว่าความดนี น้ั คืออะไรอยูที่ไหน และ
วัดผลอยา่ งไร ภาระที่สําคัญของผู้สอนในทางปฏบิ ัติ ได้แก่ การสอนและการ
ทดสอบ กลา่ วคือ ครมู ีหน้าที่สอนใหน้ ักเรยี นมีความรู้และเจริญงอกงามตามจดุ มงุ่ หมายของการ
สอน และการทดสอบเปน็ งานทต่ี ่อเน่ืองกัน และเป็นงานท่ีครูทุกคนต้องเกี่ยวขอ้ งอยู่เปน็ ประจาํ
จึงจาํ เปน็ ตอ้ งมกี ารปรบั ปรุงวิธีการวดั ผลอยเู่ สมอเพ่ือให้ผลการวดั น้ันเทีย่ งตรง แนน่ อน ยุติธรรม
เด็กเรียนดีขนึ้ ครูสอนดีข้ึนเป็นประการสําคัญ การวัดผลและการประเมนิ ผลจะสามารถตรวจสอบได้
ว่าคณุ ภาพของการศึกษาทีจ่ ดั ขึน้ บรรลตุ ามเปา้ หมายเพียงใด

16

ประโยชนข์ องแบบทดสอบทักษะกฬี า
การวดั ผลและประเมนิ ผลทางพลศกึ ษามีประโยชน์ในดา้ นการเรยี นการสอนของครู
นกั เรยี นและผูป้ กครอง ซึง่ ประโยชนข์ องการทดสอบทักษะควรมอี ย่างน้อย 9 ประการ (ผาณิต
บิลมาศ. 2530: 53) ดงั นี้
1. วดั ผลสมั ฤทธ์ิ (Measurement of Achievement) ความมงุ่ หมายอนั ดับแรกของแบบทดสอบทักษะเพือ่ วดั
ความก้าวหนา้ ของนักเรยี นหรอื ระดบั ของผลสัมฤทธิ์ เนื้อหา ทฤษฏี
หลักการต่างๆ ของแตล่ ะวิชา
2. ให้เกรดหรอื คะแนน (Grading or marking) จะเป็นเครื่องมือชี้ให้เหน็ ระดบั ความก้าวหนา้ หรือผลสัมฤทธข์ิ อง
นักเรยี นท่ีแสดงออกให้เหน็ ตามการทดลองทักษะนั้นๆ
3. เพอื่ แบง่ กลุ่ม (Classification) ผสู้ อนจะใชท้ ดสอบเพื่อแบ่งกลุ่มผู้เรียนตามระดบั เชน่ ระดับต่ำ ระดับปานกลาง
ระดบั สงู เป็นตน้
4. การจงู ใจ ( Motivation) การทดสอบทักษะเป็นส่งิ จูงใจท่ีจะทาํ ให้นักเรียนเกดิ การพัฒนาและก้าวหนา้
5. การฝกึ และการปฏิบัติ (Practice) คือการฝกึ ซ้อมตามรายการของการทดสอบเพ่ือใหไ้ ดค้ ะแนนมากข้นึ เป็นการ
สรา้ งความกา้ วหน้าให้กับตวั เอง และเป็นการทดสอบตวั เองเพ่อื ให้
ได้คะแนนมากขึ้น เป็นการสร้างความก้าวหน้าให้กับตวั เอง และเปน็ การทดสอบตัวเอง (Self-Testing) ซ่ึงเป็น
คณุ สมบัติทสี่ ําคญั ท่ีสดุ ทจ่ี ะทําให้ประสบผลสาํ เรจ็ ในการฝึกทกั ษะกีฬาตา่ งๆ
6. การวนิ ิจฉัย (Diagnosis) เป็นการพัฒนาทางทักษะกีฬาอยา่ งหนง่ึ ซึง่ จะทําใหผ้ ู้สอนรู้จุดบกพร่องของนักเรยี น
เพื่อการแกไ้ ขต่อไป
7. เคร่ืองชว่ ยการสอน (Teaching Aids) โดยธรรมชาติของการสอนทักษะกีฬานกั เรยี นจะต้องรถู้ ึงความก้าวหนา้
และการพฒั นาทางทกั ษะของตัวเองทกุ ขณะ

17

8. เครอ่ื งมือในการแปลความหมาย (Interpretative Tool) คือ การแปลผลหรอื แปลความหมายจากผลการ
เรยี นของนักเรยี นให้กบั ผู้บรหิ าร ผ้ปู กครองของนักเรยี นและนกั เรียน
ทราบ ซึง่ การแปลความหมายท่ดี ตี ้องได้ผลมาจากการทดสอบทักษะท่มี ีคุณภาพ
9. ใช้ประเมนิ การแขง่ ขัน (Competitive Evaluation) นักเรยี นที่จะทาํ การแข่งขันหรือทําคะแนนไดม้ ากๆ ในแต่
ละรายการทดสอบ จะเป็นเครื่องชใ้ี ห้เห็นถึงความสาํ เรจ็ ของโครงการพลศึกษา
สก็อตและเฟรนซ์ (ละเมยี ด กรยุทธพิพฒั น. 2528: 4; อา้ งอิงจาก Scott and French. 1970: 8) กลา่ วถงึ การ
วัดผลของทักษะกีฬาวา่ จะชว่ ยใหเ้ กดิ ประโยชน์ ดงั น้ี
1. เป็นเคร่ืองมือพิจารณาถึงความบกพร่องในทักษะกฬี านั้น ๆ
2. เป็นเครือ่ งมือเปรียบเทยี บผลการเรยี น การนาํ ไปใช้ การแขง่ ขนั หรือการเล่น
3. เป็นแนวทางในการให้ระดับคะแนน (Grade) และวิธปี ระเมินผลการเรยี น 4. เปน็ ส่งิ กระตุ้นให้นักเรียนเกิด
ความสนใจทจี่ ะฝึกซ้อมมากข้ึน
คุณลกั ษณะของแบบทดสอบทกั ษะกีฬาที่ดี
แบบทดสอบที่ดคี วรมีลกั ษณะที่สำคญั ซึง่ สก๊อตและเฟรนซ์ (Scott and French) กลา่ ววา่ คณุ ลกั ษณะของ
แบบทดสอบท่ีดี โดยเฉพาะแบบทดสอบทักษะกลไก ควรมีลักษณะดงั น้ี
(ผาณิต บิลมาศ. 2530: 50 – 51)
1. เป็นแบบทดสอบท่วี ัดความสาํ คญั
2. เปน็ แบบทดสอบที่คล้ายการเลน่ จริง
3. เปน็ แบบทดสอบที่มีการวัดการกระทาํ ของบุคคลหนงึ่ ๆโดยเฉพาะ
4. เปน็ แบบทดสอบท่ีเน้นท่าทางท่ีดี
5. เป็นแบบทดสอบทม่ี วี ธิ ีการใหค้ ะแนนท่แี ม่นยํา

18

6. เป็นแบบทดสอบท่ีกำหนดจาํ นวนคร้งั ในการทดสอบเพียงพอ
7. เป็นแบบทดสอบท่ีนา่ สนใจและมีความหมาย
8. เปน็ แบบทดสอบท่มี ีความยากเหมาะสม
9. เป็นแบบทดสอบท่ีคะแนนสามารถนํามาตัดสินใจโดยใช้คา่ สถติ ิ
10. เป็นแบบทดสอบที่มคี ่าเฉลยี่ สาํ หรบั สาํ หรับการแปลผลของการกระทาํ

5. เอกสารที่เกย่ี วกับการเสิรฟ์ ลูกหนา้ มือและหลงั มือ
การส่งลกู
การสง่ ลูกเป็นการเลน่ ระยะแรกทส่ี ำคญั เพราะการสง่ ลูกทดี่ ีจะทำให้คู่ต่อสู้ไมส่ ามารถทำแต้มไดแ้ ละมี

โอกาสหลอกให้คตู่ ่อสตู้ ีโดง่ มาได้ ทำให้ฝ่ายที่ทำการส่งลกู มีโอกาสตบทำลายลูก ของคู่ต่อสไู้ ดง้ า่ ย ซง่ึ วาสนา คุฌา
อภิสทิ ธิ์ (2542: 67-75) ได้กล่าวสรปุ ถงึ การส่งลกู ไว้ว่าตามปกติแลว่ การส่งลูกไม่ต้องใชค้ วามเรว็ ในการเคลื่อนไหว
เท้า สายตาท่วี อ่ งไวหรือแรงแขนและข้อมือมากและทกุ คนกส็ ามารถจะทำได้ถา้ ฝึกหดั มาแลว้ องคป์ ระกอบทีจ่ ำเป็น
สำหรับการส่งลูกทีด่ ีคอื ความใจเย็น ช่างสังเกต และการใช้สติปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสง่ ลูกส้นั ตอ้ งอาศัย
ความม่ันใจเปน็ อยา่ งมาก ผูส้ ง่ ตอ้ งแนใ่ จวา่ จะสามารถส่งลูกใหข้ ้ามพน้ ตาขา่ ยไปในลักษณะการตจี ากทต่ี ำ่ ข้ึนสงู ได้
ฉะนั้นการสง่ ลูกในการเลน่ แบดมนิ ตัน จึงไม่ใช่การโจมตีแต่เป็นการเลน่ ทพ่ี ยามทำใหเ้ สียเปรยี บนอ้ ยท่สี ุด

ขั้นตอนในการสง่ ลกู
1. การยนื ยืนแยกเทา้ หา่ งกนั ประมาณ 12-15 นิ้ว โดยเทา้ ซา้ ยล้ำไปขา้ งหนา้ เล็กน้อย เท้าขวาอยหู่ ลัง เท้า

ทงั้ สองจะทำมุม 45 องศากับเสน้ คอร์ด หันไหล่ซา้ ยไปยงั ทิศทางที่ต้องการจะสง่ ลกู ไป เข่างอเลก็ น้อย ตีลูกไปดว้ ย
การสวิงลำตวั ดา้ นขวาเลก็ นอ้ ย สำหรับผู้เล่นทถ่ี นัดซา้ ยให้ยืนสลบั เทา้ กนั กบั ผู้เลน่ ถนดั ขวา ส่งิ ท่ีควรคำนงึ ถึงคือเร่ือง
ของการตัดสนิ ใจว่าควรจะใช้เท้าใดนำหนา้ เพื่อทจ่ี ะเคลอื่ นท่ีเข้าไปรบั ลูกได้ทัน บางคนชอบยนื โดยใชเ้ ทา้ ขวา
นำหนา้ เพราะคาดวา่ ฝ่ายตรงข้ามจะรบั ลูกกลบั มาทางดา้ นซ้ายของตนเอง และรสู้ ึกวา่ ทำให้เขาเคล่ือนท่ีไปทางซา้ ย
ได้เรว็ ขึ้น แต่อนั ที่จรงิ แลว้ ควรจะเตอื นตนเองอยูเ่ สมอวา่ ลักษณะการวางเทา้ ของเรานัน้ มีโอกาสทีจ่ ะทำใหฝ้ ่ายตรง

19

ข้ามคาดคะเนได้วา่ เขาควรจะตลี กู อะไรไปทางใดจึงได้เปรียบ เพราะเคยกล่าวมาแลว้ ว่า ผู้เลน่ จะต้องคอยสงั เกต
ฝ่ายตรงขา้ มว่ามีลักษณะการวางและการเคล่ือนไหวเท้าอย่างไร ฉะน้นั ถ้าวางเท้าผดิ ตำแหน่งก็จะทำให้ถูกโจมตีได้
งา่ ย เพราะฝา่ ยตรงขา้ มเหน็ ข้อบกพร่องหรือจุดออ่ น

2. การถือลูก ถือลูกไว้ในมือซ้ายห่างจากตวั ประมาณ 1 ชว่ งแขนและตำ่ กวา่ ไหล่เล็กน้อย ควรจับทปี่ ลาย
ขนของลกู โดยใช้นิ้วช้ีและน้ิวหัวแม่มอื ถ้าใช้ทุกนว้ิ จับลูก เหงื่อทมี่ ืออาจทำให้ลูกชน้ื และเหนยี ว เพราะเส้นดา้ ยท่ี
ผูกขนนั้น ทากาวไวท้ ำให้ติดมือ และลกู ทปี่ ล่อยอาจเสยี วิถไี ด้ ลกู ทจ่ี ับในลกั ษณะนี้ ถา้ ปล่อยให้ตกลงมาลกู จะตก
ตรงด้านขวาของเท้าซ้าย

3. การตลี กู ถือแร็กเกตแบบหนา้ มือ จะสวงิ แขนหรือไม่ก็ได้ ถา้ ไมส่ วิงแขน จะใช้การงอขอ้ ศอกไปข้างหลัง
และใชข้ ้อมือสะบัดลกู ส่งไป โดยหัวขอ้ มือไปขา้ งหลังก่อน แตใ่ นการสง่ ทั้งสองแบบจะต้องถ่ายน้ำหนกั ตวั จากเทา้
หลงั ไปเทา้ หน้าเสมอ ขณะปล่อยลูกตกลงใหส้ วิงแรก็ เกตข้นึ มาตเี บาๆแขนชนิ ขา้ งลำตวั หันด้านข้างโดยการบิด
สะโพกเลก็ น้อย หัวแมเ่ ท้าขวาแตะพืน้ จดุ กระทบลูกจะอยู่ระหวา่ งเขา่ กบั เอว และอย่หู น้าเท้าซ้ายหลังจากตลี กู แลว้
ควรมีการตามแรงเพ่อื ความแมน่ ยำในการวางลูกไปในทิศทางท่สี ง่ ลกู ไป และจะหยุดเม่ือแร็กเกตเกอื บขนานกบั พน้ื
เหตุทีใ่ ช้ข้อมือชว่ ยในการสง่ ลกู ก็เพื่อให้ลูกไปเรว็ ขน้ึ ควรจำไวว้ ่าลกู ท่ีปล่อยลงมาน้นั ตกช้า จึงไม่ต้องรีบร้อนตลี ูก
สว่ นการถา่ ยน้ำหนักตวั จากเท้าหลงั ไปเทา้ หน้าน้นั ทำให้การสง่ มีประสทิ ธิภาพยิ่งข้ึน คือไมต่ ิดตาขา่ ยงา่ ย แม่นยำ
และไม่ตอ้ งเพมิ่ แรงในการสวิงแขน แตต่ ้องตีด้วยความมั่นใจ และการสง่ ลูกให้เฉยี ดตาข่ายมากๆ ทำใหล้ ูกตกพ้ืนเร็ว
โอกาสท่ีฝา่ ยตรงขา้ มจะโจมตีดว้ ยลกู เหนือตาข่ายก็ทำไดย้ ากและส่วนมากจะรับด้วยการช้อนลกู ทตี่ กลงมาต่ำกวา่
ขอบตาขา่ ย.
การสง่ ลกู ทำได้หลายวธิ ี เชน่ การส่งลูกส้นั ดว้ ยหลังมอื การส่งลกู โดง่ ดว้ นหนา้ มอื

การสง่ ลกู สั้นด้วยหลงั มือ จับด้ามแบบหลังมือให้อยูห่ นา้ ลำตัว ขอ้ ศอกยกสูงและหวั ขอ้ มือไปขา้ งหลัง
เท้าขวาอย่หู นา้ เท้าซา้ ย และอยใู่ หช้ ดิ กับเสน้ ส่งลูกสน้ั มอื ซ้ายทถี่ ือลูกนน้ั เหยยี ดตึงตำ่ กวา่ เอว ถือใหห้ น้าแร็กเกตอยู่
ใต้ลูกในระดบั หน้าท้อง ใชข้ ้อมอื ผลักสง่ ลกู ไปข้างหน้าเบาๆ การถอื ลูกสำหรับการสง่ ลูกแบบหลังมือ ทำได้ 2 อย่าง
คอื ถือลกู ไว้ด้านหนา้ ลำตัว ดงั ทีก่ ลา่ วมาแล้วกับถือลูกไว้ทางดา้ นซา้ ยของลำตวั หนา้ แร็กเกต จะทำมุม45องศากับ
ลูก การสง่ ลูกแบบหลงั มอื ยากกวา่ การสง่ ลูกสน้ั ธรรมดาแต่มีประโยชนค์ อื ทำใหฝ้ ่ายตรงข้ามแปลกใจ ในขณะจับลกู
ในมือซ้ายน้นั ลกู สขี าวจะอยตู่ รงหนา้ ลำตัว ซ่งึ เปน็ ชุดสขี าวทำใหฝ้ ่ายตรงขา้ มมองไม่ทนั หรือสังเกตลกู ได้ลำบาก

20

ลูกอยหู่ ่างจากลำตัวมากกวา่ การสง่ แบบอ่ืน ทำให้ใช้เวลาในการสง่ ใหข้ า้ มตาข่ายไปสั้นกว่าสามารถใชแ้ รงตวัดขอ้ มอื
ไดเ้ ต็มที่.

การส่งลกู โด่งดว้ ยหนา้ มือ ใชม้ ากในการเล่นประเภทเดยี่ ว ซงึ่ ไม่มเี ส้นส่งลกู ยาวเส้นหลังจึงเป็นทีห่ มาย
ของการส่ง โดยใช้ลูกตกห่างจากเสน้ หลังเขา้ มา ไม่มากกว่า 2 ฟตุ 6 นิ้ว ที่ดคี วรเป็น 1 ฟุต เพราะ ในระยะเช่นน้ี
ฝา่ ยตรงขา้ มจะตบลำบากมาก เนือ่ งจากไกลเกินไปเวน้ แต่ว่าฝ่ายตรงขา้ มจะมคี วามสามารถสงู เท่าน้ัน ฉะนัน้ การส่ง
ลูกในการเลน่ ประเภทเด่ยี ว จงึ เป็นการส่งลกู โดง่ ประมาณ 85-90 เปอร์เซ็นต์ เพราะ มีความปลอดภัยจากการโจมตี
และยังเปน็ การบงั คับใหฝ้ ่ายตรงขา้ มไปเลน่ ลกู ในแดนหลงั อีกด้วย

ในการเลน่ ประเภทคู่ผสม ลกู โด่งจะใชไ้ ด้ดีต่อเม่อื ผรู้ ับเปน็ ผู้หญิง เพราะไม่สามารถจะตบกลับมาได้
นอกจากจะรบั ด้วยลกู โด่งหรือลกู หยอด ในการเลน่ ประเภทชายคกู่ ็สามารถจะใชไ้ ดแ้ ต่น่ันหมายความว่า ผสู้ ง่ และคู่
มีความสามารถในการปอ้ งกันสงู มาก หรอื อาจใชใ้ นกรณีทีฝ่ ่ายตรงข้ามไม่สามารถจะตบไดร้ นุ แรง หรือใชเ้ ม่ือ
ต้องการเปลย่ี นจังหวะของการเลน่ ให้ช้าลง ในการเลน่ ประเภทหญิงคู่ สามารถจะใช้การส่งลกู โดง่ ปลอดภยั กวา่
เพราะผู้หญงิ ไมส่ ามารถตบหรือตลี กู โดง่ ไดร้ ุนแรง และในกรณีอื่นๆอาจใชล้ กู โดง่ ได้ดี โดยพจิ ารณาดตู ำแหน่งการยนื
ของฝา่ ยตรงขา้ มประกอบกนั ด้วย

6. เอกสารทเี่ ก่ยี วกับการจบั แรก็ เกต็ และการจับลูกขนไก่
หลกั ทั่วไปในการจบั ไม้แรก็ เกต
กำเนิด สภุ ณั วงษ์ (2537 : 10) ไดก้ ล่าวถงึ วิธีการจบั ไม้แรก็ เกตท่ีนิยมกันมี 2 แบบคอื แบบเช็คแฮนด์

และแบบวีเชพ
-การจับไม้แบบเช็คแฮนด์ เหมาะสำหรบั การตลี ูกหน้ามือ (Fore Hand) จนถงึ ลูกออ้ มศรี ษะ (Over

Head)
-การจบั ไมแ้ บบวีเชพ เหมาะสำหรับการตีลกู หลังมือ โดยที่นว้ิ หัวแม่มือจะกดอย่ทู ่ี สนั ใหญข่ องด้ามใน

การตีลกู หน้ามือการจับไม้แบบวเี ชพไม่สามารถปรับหน้าไม้ให้ตงั้ ฉากกบั ลกู ขนไก่ได้ ลูกขนไก่จะทำมุมกบั หนา้ ไม้
ประมาณ 45 องศา ซ่ึงทำให้แรงทีใ่ ชใ้ นการตลี กู ได้ประโยชน์เพยี งคร่งึ เดยี ว และวถิ ขี องลูกขนไก่จะไมต่ รงหรอื ที่
เราเรยี กกันว่าลกู ไซด์

21

ในการเร่ิมฝกึ หัดเล่นแบดมินตันจะเรม่ิ ดว้ ยการตีลูกหน้ามือก่อน ดังนัน้ ควรที่จะเร่ิมดว้ ยการจบั ไม้แบบ
เช็คแฮนด์ เม่ือฝึกหัดตีลูกหลงั มอื จึงสอนใหเ้ ลือกวา่ จะคงรปู การจับไม้แบบเช็คแฮนด์ไว้ และชว่ ยในการตลี ูกหลังมือ
โดยการปรับน้วิ ช้ี และน้ิวหวั แม่มือหรือปรบั ไปจับไม้แบบวเี ชพใน การตีลกู หลงั มือ และปรับมาจบั ไมแ้ บบเช็ค
แฮนด์เมื่อตลี กู หน้ามือ ซ่ึงวิธีการจบั ไม้แร็กเกตท่ีถกู ต้องและนิยมมี 2 แบบคือ

1) การจับแบบเช็คแฮนด์ ใช้มือซา้ ยจบั ท่ีคอไมแ้ ร็กเกตก่อนวางฝ่ามอื ขวาลงบนด้ามไม้แรก็ เกต
แล้วจึงค่อยๆ ลากมือลงมาเรื่อย ๆ จนน้ิวกอ้ ยหยดุ ท่ีปลายด้ามแลว้ กำท้งั 4 นิว้ รอบ ๆ ด้ามไม้แรก็ เกตสว่ น
น้ิวหัวแม่มือจะอย่ทู างดา้ นแบนอกี ดา้ นหนึ่งของไมแ้ รก็ เกตคล้ายการสัมผสั มอื

2) การจบั แบบวีเชพ ธนะรัตน์ หงสเ์ จริญ (2537 : 43) ได้อธิบายวิธีการจบั ไม้แร็กเกตแบบวีเชพ
ไวว้ ่า ยกมือข้างที่ถนดั ขึน้ มาแลว้ กางนวิ้ หัวแม่มือและน้ิวชี้ออก เปน็ รูปตัววแี ลว้ สอดด้ามไม้แร็กเกตเข้าไปในชอ่ งรูป
ตวั วีใชน้ ้ิวหัวแม่มอื กับน้ิวชค้ี บี ทางด้านแบนของด้ามไมแ้ ร็กเกตไว้ เมื่อจับถูกต้องหัวไมแ้ ร็กเกตด้านท่เี ปน็ สันจะอยู่
ตรงกลางร่องตัววีพอดี จากนั้นนิ้วท่เี หลือทั้ง 3 น้วิ กำดา้ มไม้แร็กเกตเข้ามาโดยกำให้สุดดา้ ม ปลายดา้ มจะอยใู่ น
อุ้งมือ ใชน้ ิว้ ชลี้ อ็ กทางสว่ นโค้งของ ด้ามไมแ้ ร็กเกตเอาไว้ เม่อื จบั ดา้ มไม้แร็กเกตเรยี บร้อยสงั เกตจะเห็นวา่ นวิ้ ช้ไี ม่
ตดิ กับนว้ิ กลาง นว้ิ นาง น้วิ กอ้ ยท่เี รยี งตดิ กันเปน็ มมุ 45 องศา สว่ นนิว้ หวั แมม่ ือจะวางทาบอยูด่ ้านแบนของดา้ มไม้
แร็กเกต

ธนะรัตน์ หงส์เจริญ (2537 : 44) ไดเ้ สนอแนะหลักท่ัวไปในการจบั ไม้แร็กเกต ดังต่อไปน้ี
1) ไม่จับไมแ้ รก็ เกตจนแนน่ เกินไปกระชบั มือเพยี งให้อยู่สามารถเปลยี่ นแปลงไดต้ ลอดในการตหี าก

จับไมแ้ ร็กเกตแน่นจนเกนิ ไปจะทำให้เกดิ อาการเกรง็ ในสว่ นของแขนและไม่สามารถตีและบงั คับลูกขนไก่ไปยัง
เปา้ หมายด้วยการใชน้ วิ้ และข้อมือได้ถนัดกลายเป็นการใช้แขนมากกวา่ เพราะหลกั การเล่นแบดมินตันต้องใชน้ ิ้วมอื
และข้อมือในการตีลูกขนไกบ่ ังคบั ไปยังเป้าหมายดว้ ยความรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งจะทำได้ดีและงา่ ยกว่าการใชแ้ ขน

2) เมือ่ จบั ดา้ มไมแ้ ร็กเกตไว้อย่างถูกตอ้ งแล้วสามารถทจี่ ะใช้ไมแ้ ร็กเกตน้ันได้เสมือนเป็นส่วนหนึ่ง
ของแขน อย่างไรกต็ ามควรได้ทราบถงึ วิธีการจบั ไม้แร็กเกตที่ไม่ถกู ต้องไว้ดว้ ยเพอื่ เปน็ ข้อเปรียบเทียบท่ีพบเห็นมีอยู่
2 วธิ ีคอื

22

- การจบั ไม้แรก็ เกตแบบหน้าเดยี ว ซึง่ ข้อแตกตา่ งของการจบั ไมแ้ ร็กเกตแบบนกี้ ับการจับแบบ
วีเชพ คอื นิ้วหวั แมม่ ือจบั อยตู่ รงสนั ทำใหไ้ มส่ ามารถตลี ูกขนไก่ไดท้ ั้ง 2 หน้า คงตีได้เพยี งหน้าเดยี วเฉพาะหน้ามือ
เทา่ นน้ั ส่วนด้านหลงั มือไมส่ ามารถตไี ด้เลย

- การจบั ไม้แรก็ เกตแบบรวมนวิ้ หรอื แบบกำค้อน คือการจับไม้แร็กเกตแบบนีจ้ ะใช้นิ้วท้งั ห้าจับที่
บริเวณด้ามไม้แรก็ เกตในลักษณะท่ีกำแนน่ รวมนว้ิ ทั้งห้าตดิ กัน ทำให้ไมส่ ามารถใช้น้วิ และข้อมือในการตีลูกขนไก่
อย่างถูกต้องตามหลักการของกฬี าแบดมนิ ตนั
การจับลกู ขนไก่ทนี่ ิยมกนั มี 3 วธิ ีคือ
1.จบั ที่หวั ไมค้ อร์กของลูก โดยใช้น้ิวหวั แมม่ อื นิ้วช้ี และนว้ิ กลางจบั ลูก
2.จบั ท่ีปลายขนไก่ดา้ นในของลูกโดยใช้น้วิ หัวแมม่ ือกบั นิว้ ชี้
3.จบั โดยการวางลูกอยู่บนฝ่ามือ

7.งานวิจัยที่เก่ียวข้อง
อัจฉรีพร พงษ์สุพรรณ (2533 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลของการปึกหัดในใจภายหลังการปึก ส่งลูกท่ีมีต่อ

ความแม่นยำในการส่งลูกท่ีมีความแม่นยำในการส่งลูกเทนนิสกลุ่มตัวอย่างเป็น อาสาสมัคร จำนวน 30 คน แบ่ง
ออกเป็น 2 กลุ่ม กำหนดให้เป็นกลุ่มควบคุม คือ ปึกส่งลูกอย่างเดียว 30นาที และกลุ่มทดลองปึกทักษะการส่งลูก
ตามโปรแกรมและปกึ หดั ในใจ 10นาทรี ะยะเวลาในการ ทดลอง 6 สัปดาหๆ์ ละ 3 วนั และใช้แบบทดสอบวัดความ
สัมฤทธิผลในการเล่นเทนนิสของเซวิทเป็น เครอื่ งมือ ผลการวิลัยพบว่า ความแม่นยำในการส่งลูกเทนนิสของกลุ่ม
ปึกหัดในใจ ภายหลังการปึก การปึกส่งลูกมีความแตกต่างระหว่างการทดลองท้ังหมดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่
ระดับ .05 และ ความแม่นยำในการส่งลกู เทนนิสของกลุ่มปึกหัดในใจภายหลังการส่งลูกไม่มีความแตกต่างกับกลุ่ม
ท่ี ไม่ได้รับการปึกส่งลูกเพียงอย่างเดียว หลังจากการปึกในสัปดาห์ที่ 2 แต่ภายหลังการปึกส่งลูกสัปดาห์ ท่ี 4 และ
สัปดาห์ท่ี 6 ความแม่นยำในการส่งลูกของกลุ่มปึกหัดในใจภายหลังการปึกส่งลูกมีความ แตกต่างกับกลุ่มที่ได้รับ
การส่งลกู เพยี งอยา่ งเดยี วอยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถิติทรี่ ะดบั .05

ประดิษฐ์พยุงวงศ์(2539 : บทคัดย่อ) ทำการศึกษาเร่ืองการสร้างแบบทดสอบทักษะกีฬา แบดมินตัน
สำหรับนักกีฬาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ความมุ่งหมายของการศึกษาน้ี เพ่ือสร้าง แบบทดสอบทักษะกีฬา

23

แบดมินตันสำหรับนักกีฬาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ประกอบด้วย 4 รายการคือ การเสิร์ฟ การตีลูกโยน การดี
ลูกหลอด และการดีลูกตบ กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาครั้ง นี้ เป็นนักกีฬาชายจำนวน 30 คน และนักกีฬาหญิง
30 คน ของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ได้มาโดย การซุ่มตัวอยา่ งแบบง่าย (SIMPLE RANDOM SAMPLING)

ผลการศึกษาพบว่า แบบทดสอบทักษะกีฬาแบดมินตันสำหรบั นักกีฬาชายสถาบัน เทคโนโลยีราชมงคล มี
ความเป็นปรนัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แบบทดสอบทักษะกีฬา แบดมินตันสำหรับนักกีฬาชาย
สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล มีความเชื่อม่ันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ท่ีระคับ .05 แบบทดสอบทักษะกีฬา
แบดมนิ ตนั สำหรับนกั กฬี าชายสถาบันเทคโนโลยรี าชมงคล มี ความเทย่ี งตรงอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ทิ ี่ระคบั .05

สุวิทย์ ทาศรีภู (2541 : บทคัดย่อ) ทำการศึกษาเร่ืองการสร้างแบบทดสอบทักษะกีฬา แบดมินตัน
สำหรับนักศึกษาวิทยาลัยพลศึกษา การศึกษาคร้ังนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแบบทดสอบ ทักษะกีฬาแบดมินตัน
สำหรับนักศึกษาวิทยาลัยพลศึกษา และสร้างเกณฑ์ปกติทักษะกีฬาแบดมินตัน สำหรับนักศึกษาวิทยาลัยพลศึกษา
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการหาคุณภาพของแบบทดสอบเป็น นักศึกษาวิทยาลัยพลศึกษา จังหวัดศรีสะเกษที่ผ่านการ
เรียนวิชาแบดมินตัน1 มาแล้วประจำปี การศึกษา 2540 จำนวน 60 คน โดย แบ่งเป็นนักศึกษาชายจำนวน30 คน
และนักศึกษาหญิงจำนวน 30 คนได้มาโดยวิธีลุ่มตัวอย่างง่าย ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการสร้างเกณฑ์ปกติของ
แบบทดสอบ เป็นนักศึกษาวิทยาลัยพลศึกษา จังหวัดศรีสะเกษท่ีผ่านการเรียนวิชาแบดมินตัน 1 มาแล้ว ประจำปี
การศึกษา2540จำนวน100คน โดยแบ่งเป็นชายจำนวน50คนและนักศึกษาหญิงจำนวน 50คน ได้มาโดยวิธีลุ่ม
ตัวอย่างง่าย เครื่องมือท่ีใช้ในการศึกษาครั้งน้ี คือ แบบทดสอบทักษะกีฬาแบดมินตัน ท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้ น
ประกอบด้วยรายการทดสอบ 6 รายการคือ การสง่ ลูกส้ัน การส่งลูกยาว การตีลกู ตบ การตีลูกโยน การตีลูกหยอด
การตีลกู ดาด

ผลการศึกษาพบว่า แบบทดสอบทักษะกีฬาแบดมินตันท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้น รวมทุกรายการของ นักศึกษา
ชายและหญิง มีความเป็นปรนัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระคับ .05 แบบทดสอบทักษะ กีฬาแบดมินตันท่ีผู้วิจัย
สร้างข้ึน รวมทุกรายการของนักศึกษาชายและหญิง มีความเชื่อม่ันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
แบบทดสอบทักษะกีฬาแบดมินตันที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น รวมทุกรายการ ของนักศึกษาชายและหญิง มีความเที่ยงตรง
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระคับ .05 เกณฑ์ปกติในการ แบ่งระดับความสามารถในการทดสอบทักษะกีฬา
แบดมินตันท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึนโดยจำแนก ความสามารถเป็น 5 ระดับคือ ดีเลิศ ดี ปานกลาง พอใช้ และควรปรับปรุง

24

ตงั น้ี

ระดบั ดเี ลศิ คะแนน นักศกึ ษาชาย นกั ศกึ ษาหญิง
264 ข้นึ ไป 232 ข้นึ ไป

ระดบั ดี คะแนน 241 -263 213-231
ระดบั ปานกลาง คะแนน 218-240 194-212

ระดับพอใช้ คะแนน 195-217 175-193

ระดบั ควรปรบั ปรุง คะแนน ตำ่ กวา่ 195 ตำ่ กวา่ 175

อรรคพล เพ็ญสุภา (2517 : บทคัดย่อ) ทำการศึกษาเรื่อง แบบฝึกเพ่ือพัฒนาทักษะกีฬาแบดมินตันและ

สมรรถภาพทางกาย ความมุ่งหมายของการศึกษาครง้ั น้ี เพื่อพัฒนาทักษะแบดมินตันและสมรรถภาพทางกาย กลุ่ม

ตวั อย่างเป็นนสิ ิตชายช้ันปีท่ี 1 มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ บางแสน จำนวน 25 คน ซึ่งมีทกั ษะกีฬาแบดมนิ ตัน

อยู่ในระดับเบ้ืองต้นให้กลุ่มตัวอย่างฝึกเป็นเวลา 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน แบบฝึกหัดประกอบด้วย 6 รายการ

ซ่ึงต้องฝึกติดต่อกันตามลำดับ ดังน้ี ก. การวิ่งในสนามรูปตัวเอกซ์ (X) ในเวลา 1 นาที ข. การตีลูกหน้ามือกระทบ

ผนังในเวลา 30 วนิ าที ค. การตีลกู หลงั มือกระทบผนังในเวลา 30 วินาที ง. การเสริ ์ฟลูกส้ัน 15 ลูก จ. การเสิร์ฟลูก

ยาว 15 ลูก ฉ. การตีลูกโยน 15 ลูก พิจารณาพัฒนาการของกลุ่มตัวอย่างจากคะแนนของแบบฝึกในแต่ละวัน

เปรยี บเทียบทักษะกีฬาแบดมินตันและสมรรถภาพทางกายก่อนและหลังการฝึก ทำการฝึกซ้ำภายหลังจากหยุดฝึก

ไปแล้ว 1 สัปดาห์ นำผลที่ได้จากการฝึกทั้งหมดไปหาค่าสถิติต่อไปนี้คือ วิเคราะห์ความแปรปรวน วิเคราะห์

แนวโน้ม ทดสอบค่าที และทดสอบรายคู่แบบนิวแมน-คูลส์ ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกสามารถสร้างเสริมทักษะ

แบดมินตันได้เป็นอย่างดี และสมรรถภาพทางกายในเชิงความอดทน และความอ่อนตัวได้อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ

0.1 สมรรถภาพทางกายในเชิงความคล่องแคล่วว่องไว ความเร็ว และกำลัง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่

ระดับ 0.5 ส่วนสมรรถภาพทางกายในเชิงของความแข็งแรงไม่มีความแตกต่างกันที่ระดับ 0.5 หลังจากได้หยุดฝึก

ไปแล้วเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ทักษะกีฬาแบดมินตันของผู้เข้ารับการฝึกยังคงอยู่ในระดับเดยี วกับคร้ังสุดท้ายของการ

ฝกึ โดยไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทร่ี ะดับ 0.1

25

อาจหาญ ทรงงามทรัพย์ (2519 : บทคัดย่อ) ทำการศึกษาเร่ืองสร้างแบบทดสอบทักษะกีฬาแบดมินตัน
สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ความมุ่งหมายของการศึกษาครั้งน้ี เพ่ือศึกษาแบบทดสอบทักษะกีฬา
แบดมินตันท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึน มีความเที่ยงตรงและความเช่ือมั่นเพียงใด เหมาะท่ีจะนำไปใช้วัดระดับทักษะกีฬา
แบดมินตันของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือไม่ โดยใช้แบบทดสอบท่ีสร้างข้ึนเอง ซ่ึงประกอบด้วย 4
รายการคอื การเสิรฟ์ การตีลูกโยน การตีลูกกระทบผนงั และการหยอดเหรียญใส่ถ้วย และแบบทดสอบทักษะกีฬา
แบดมินตันของมิลเลอร์ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซ่ึงคัดเลือกเกณฑ์ท่ีผู้วิจัยกำหนดให้ ซ่ึง
ประกอบด้วยผู้มีทักษะ 50 คน ผู้ไม่มีทักษะ 50 คน จากนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนสังกัด
กรมสามัญศึกษา และกรมอาชีวศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร โดยกลุ่มตัวอย่างเข้ารับการสอบ 2 ครั้ง เวน้ ช่วงการ
สอบครง้ั แรกกับครงั้ หลงั 1 สัปดาห์ ผลการศกึ ษาพบว่า

1. แบบทดสอบทักษะกีฬาแบดมินตนั ของผู้วิจยั มคี วามเทย่ี งตรงอยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิติทรี่ ะดบั 0.1
2. แบบทดสอบทักษะกีฬาแบดมนิ ตันของผ้วู จิ ัย มคี วามเชือ่ ม่ันอย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ิท่ีระดับ 0.1
3. แบบทดสอบทักษะกีฬาแบดมนิ ตนั ของผวู้ ิจยั แตล่ ะรายการทกั ษะ มคี วามเท่ียงตรงอย่างมีนยั สำคัญ
ทางสถติ ิทร่ี ะดับ 0.1
4. แบบทดสอบทักษะกีฬาแบดมินตนั ของผวู้ จิ ัย แตล่ ะรายการทกั ษะ มคี วามเชอ่ื มน่ั อยา่ งมีนัยสำคัญทาง
สถติ ิที่ระดับ 0.1

25

บทที่ 3
วธิ ีดำเนนิ การ

การศึกษาน้ีเป็นการศึกษาเพื่อพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น ทกั ษะด้านการเคลื่อนไหวและหา
ประสทิ ธภิ าพของชุดโปรแกรมการฝกึ วิชาพลศึกษา (พ30201) เร่ือง การพฒั นาแบบฝึ กทกั ษะการเสิร์ฟ
ลูกแบดมินตนั ของนกั เรียนระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 4 รายวิชาแบดมินตนั โรงเรยี นสนั ตริ าษฎร์วทิ ยาลยั
ปี การศึกษา 2564

ซึง่ ผรู้ ายงานได้ดำเนนิ การศกึ ษาตามข้นั ตอนดังนี้
1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง
2. สร้างเคร่อื งมือท่ีใช้ในการศึกษา
3. การสรา้ งเครื่องมือทีใ่ ช้ในการวจิ ยั
4. รปู แบบการศึกษา
5. เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
6. วิเคราะหข์ ้อมลู
7. สถิตทิ ่ใี ชใ้ นการศกึ ษา

1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
1.1 ประชากร
นักเรยี นระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรยี นสนั ติราษฎรว์ ิทยาลัย ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา
2564 จำนวน 10 คน

1.2 กล่มุ ตวั อยา่ ง
กลมุ่ ตัวอย่างที่ใชใ้ นการวิจยั ครัง้ น้เี ป็นกลมุ่ เดยี วกับกลุ่มประชากร

2. เครอ่ื งมือทใ่ี ชใ้ นการศึกษา
เครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการศึกษาในคร้งั นป้ี ระกอบไปด้วย
2.1 แบบฝกึ ทักษะการเสริ ฟ์ ลูกในกีฬาแบดมินตัน
2.2 แบบทดสอบทกั ษะเสิร์ฟลูกในกีฬาแบดมนิ ตนั

26

3. การสรา้ งเครื่องมอื ทใ่ี ช้ในการศึกษา

3.1 แบบฝึกทกั ษะการเสริ ฟ์ ลูกในกีฬาแบดมินตนั

3.1.1 ศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ หลักสูตร คู่มือครู หนังสือแบบเรยี นวชิ าพลศึกษา เร่อื ง
ทักษะการเสริ ์ฟลูกในกีฬาแบดมนิ ตัน เพ่ือกำหนดขอบเขตดา้ นเน้ือหา

3.1.2 ศึกษาวิธีการสร้างแบบฝึกทกั ษะจากหนงั สอื วิจัยทางการศึกษาและสถติ ิวิจัย

3.1.3 สรา้ งแบบฝกึ ทักษะ เร่ือง การเสิร์ฟลูกในกีฬาแบดมินตัน ซ่งึ เป็นการทดสอบแบบ
ทักษะในการปฏบิ ัติ โดยให้ครอบคลมุ เน้ือหา และผลการเรียนรู้ทคี่ าดหวัง

3.1.4นำแบบฝึกทักษะการเสิรฟ์ ลูกแบดมินตันไปทดลองใชเ้ พ่ือดูความเหมาะสมของผู้
เข้ารับการฝกึ และระยะเวลาในการฝกึ มีความเหมาะสมหรือไม่

3.1.5 นำแบบฝกึ ทักษะ เร่ือง การเสริ ฟ์ ลกู ในกีฬาแบดมนิ ตัน

3.1.6 นำมาปรบั ปรุงแก้ไขตามขอ้ บกพร่อง

3.1.7 ความนำแบบฝึกทกั ษะไใหผ้ เู้ ชีย่ วชาญตรวจสอบค่าดชั นีสอดคล้อง IOC พจิ ารณา
ค่าดัชนีความสอดคล้องตัง้ แต่ 0.67 – 1.00

3.1.8 ปรับปรุงแบบฝึกทักษะ ตามข้อบกพรอ่ ง

3.1.9 หาประสิทธภิ าพของแบบฝึกทกั ษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตนั โดยใช้ในการวิจัยตาม
หลักการเรยี นร้ขู องbloom ตามเกณฑ์ 80/80

3.1.10 นำแบบฝกึ ทักษะทีส่ มบูรณไ์ ปใช้กับกลุ่มตัวอยา่ งของงานวจิ ยั ในคร้ังนี้

3.2 แบบทดสอบทกั ษะการเสิรฟ์ ลูกในกีฬาแบดมนิ ตัน
3.2.1 ศึกษามาตรฐานการเรยี นรู้ หลักสูตร คู่มือครู หนังสือแบบเรยี นวชิ าพลศึกษา เรอื่ ง

ทกั ษะการเสิร์ฟลกู ในกีฬาแบดมินตนั เพ่ือกำหนดขอบเขตดา้ นเน้อื หา
3.2.2 ศึกษาวธิ ีการสรา้ งแบบทดสอบจากหนังสือวิจัยทางการศกึ ษาและสถิติวิจยั

3.2.3 สรา้ งแบบทดสอบทกั ษะ เรื่อง การเสริ ฟ์ ลูกในกีฬาแบดมินตนั ซ่ึงเป็นการทดสอบ
ทกั ษะในการปฏบิ ตั ิ โดยใหค้ รอบคลุมเน้ือหา และผลการเรียนรู้ทค่ี าดหวงั

3.2.4นำแบบทดสอบทักษะการเสิรฟ์ ลกู แบดมินตนั ไปทดลองใช้เพ่ือดูความเหมาะสม
ของผูเ้ ข้ารบั การฝกึ และระยะเวลาในการฝึกมคี วามเหมาะสมหรอื ไม่

3.2.5 นำมาปรบั ปรงุ แก้ไขตามข้อบกพร่อง

27

3.2.6 นำแบบทดสอบไปตรวจสอบค่าดชั นคี วามสอดคล้อง IOC พิจารณาคา่ ดชั นคี วาม
สอดคล้องตงั้ แต่ 0.67 – 1.00

3.2.7 ปรบั ปรงุ แบบทดสอบ ตามข้อบกพรอ่ ง

3.2.8 นำแบบทดสอบทกั ษะที่สมบรู ณไ์ ปใช้กับกลุ่มตวั อย่างของงานวิจัยในคร้งั นี้

4. รูปแบบการศึกษา

การศึกษาในครั้งน้เี ป็นการวจิ ัยก่อนมีการวจิ ัยเชงิ ทดลอง รปู แบบทีใ่ ชศ้ ึกษาคือ แบบกลมุ่ เดยี ว

วัดผลก่อนและหลัง (One – group pretest – posttest design)

สญั ลกั ษณ์

T1 X T2

T1 คอื แบบทดสอบกอ่ นเรียน
X คือ นวัตกรรมหรือเทคนิคการสอน
T2 คือ แบบทดสอบหลงั เรยี น

5, กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมลู
ผู้วิจัยได้ดำเนนิ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ดงั นี้
5.1 วัดผลจากแบบทดสอบทกั ษะเร่อื งการเสริ ์ฟลกู ในการเล่นกีฬาแบดมินตัน
5.2 จัดการฝกึ ทักษะการเสิร์ฟลกู ในการเลน่ กีฬาแบดมินตันโดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะการเสริ ฟ์ ลูก
แบดมินตัน ในการฝึกสัปดาห์ละ 2 คร้ัง ในวันองั คารและวนั พฤหสั บดี เปน็ เวลา 2 สัปดาห์ ครั้ง
ละ 45 นาที ในภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564
5.3 วัดผลจากแบบทดสอบทักษะ

6. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
การวิเคราะห์ขอ้ มลู ผวู้ ิจัยไดท้ ำการวเิ คราะห์ข้อมลู โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ดงั น้ี
1. การหาประสทิ ธภิ าพแบบฝึกทักษะการเสิร์ฟลกู แบดมินตัน
2. การหาประสิทธิภาพแบบทดสอบทกั ษะการเสริ ฟ์ ลูกแบดมนิ ตัน
3. ผลของการทำแบบทดสอบทักษะการเสริ ์ฟลูกแบดมนิ ตันของการเรียน ก่อนเรียนและหลัง
เรยี น

28

6.1 การหาประสทิ ธภิ าพแบบฝึกทกั ษะการเสิรฟ์ ลกู แบดมนิ ตนั โดย
1. นำรายการมาให้ค่าน้ำหนักคะแนน ถ้าเหมาะสม ได้ค่าน้ำหนัก +1 ถ้าไม่แน่ใจ ได้ค่าน้ำหนัก
0 และถา้ ไมเ่ หมาะสม ได้คา่ น้ำหนัก –1
2. บันทึกค่าน้ำหนักคะแนน และทำการวเิ คราะห์หาค่า IOC
3. ค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ขน้ึ ไป ถอื วา่ ใช้ได้
4. หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตัน โดยใช้ในการวิจัยตามหลักการเรียนรู้
ของbloom ตามเกณฑ์ 80/80

6.2 การหาประสิทธิภาพแบบทดสอบทกั ษะการเสริ ์ฟลูกแบดมินตัน โดย
1. นำรายการมาให้ค่าน้ำหนักคะแนน ถ้าเหมาะสม ได้ค่าน้ำหนัก +1 ถ้าไม่แน่ใจ ได้ค่าน้ำหนัก 0
และถ้าไม่เหมาะสม ไดค้ ่าน้ำหนกั –1
2. บนั ทกึ คา่ นำ้ หนักคะแนน และทำการวเิ คราะห์หาค่า IOC
3. คา่ IOC ตั้งแต่ 0.5 ข้นึ ไป ถอื ว่าใช้ได้
4. ทำการ Try out แบบทดสอบทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตันเพ่ือหาความเชอื่ มั่น ใช้เทคนิควิธกี าร
ทดสอบซ้ำ (Test-retest) ซ่ึงจะทำการทดสอบครั้งที่ 1 แล้วเว้นระยะประมาณ 5-7 วัน แล้วทดสอบ
คร้งั ท่ี 2
5. เมื่อทำการทดสอบท้ัง 2 คร้ังเสร็จ จะนำคะแนนของครั้งที่ 1 และ คร้ังท่ี 2 มาหาค่าสัมประสิทธิ์
สหสมั พันธโ์ ดยวิธีการของเพยี รส์ นั เพ่ือดูคา่ ความสัมพนั ธข์ องคะแนนคร้ังท่ี 1 และ ครง้ั ท่ี 2
6. นำค่าสมั ประสิทธิ์สหสัมพันธ์ไปเทยี บกบั เกณฑว์ า่ ความเชื่อม่ันท่ีเท่าไรอยู่ในระดบั ใด

6.3 ผลของการทำแบบทดสอบทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมนิ ตันของการเรียน ก่อนเรยี นและหลงั เรยี น
1. หาค่าเฉล่ีย µ และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน  ของผลของการทำแบบทดสอบทักษะการเสิร์ฟลกู
แบดมินตนั ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 นำมาเสนอในรูปแบบของตารางและความเรียง
2. เปรียบเทยี บทักษะก่อนและหลังการฝึกของนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 ดว้ ยการทดสอบคา่ ที (t-
test) แบบ Paired Samples t-test
3. สรุปผลของการทดสอบทักษะของนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4 เสนอในรูปแบบของตารางและ
ความเรยี ง

7. สถิตทิ ่ใี ช้ในการศึกษา
สถติ ิที่ใช้ในการศึกษาน้ีประกอบด้วย สถิตทิ ใ่ี ช้สำหรบั ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือและสถิตทิ ี่

ใชส้ ำหรับวเิ คราะหผ์ ลศกึ ษา ดังนี้

29

สถติ ทิ ี่ใช้ตรวจสอบคุณภาพเครือ่ งมือ

1) คา่ ความเที่ยงตรงเชงิ เนอ้ื หา (Validity) หาจากการพิจารณาค่าดัชนีความ
สอดคลอ้ ง (Index Of Congruency: IOC)

IOC =  R

N

เมอื่ IOC แทน ดชั นีความสอดคลอ้ งมคี ่าอยู่ระหว่าง -1 ถึง +1

 R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเหน็ ของผเู้ ชยี่ วชาญท้งั หมด

N แทน จำนวนผูเ้ ชย่ี วชาญทัง้ หมด

2)สูตรการหาคา่ เฉล่ีย (ล้วน สายยศ และองั คณา สายยศ, 2538: 184-185)

µ= X

N

เม่อื µ แทน คะแนนเฉลีย่

X แทน ผลรวมของคะแนนทง้ั หมด
N แทน จำนวนนกั เรยี น

3)สูตรการหาค่าสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D)

= N X2 − ( X)2

N(N − 1)

เม่ือ  แทน ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
N แทน จำนวนข้อมูลทัง้ หมด
 X แทน ผลรวมของข้อมูลทง้ั หมด
 X 2 แทน ผลรวมของข้อมูลแต่ละตวั ยกกำลังสอง

4) จากสูตรการหาค่าประสิทธภิ าพของเคร่อื งมือการวจิ ัยตามหลักการเรียนรู้ของbloom

E1 =

30

E2 =

E1 = ประสิทธิภาพของกระบวนการ
E2 = ประสทิ ธิภาพของผลลัพธ์
∑x1 = คะแนนรวมของกจิ กรรมในบทเรียน
∑x2 = คะแนนรวมแบบทดสอบหลังเรียน
A = คะแนนเต็มกจิ กรรมในบทเรียน
B = คะแนนเต็มสอบหลังเรียน
N = จำนวนของผู้เรยี น

31

บทท่ี 4
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
การพัฒนาทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตัน ในวิชาแบดมินตัน ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี
4 โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย มีวัตถุประสงค์คือ 1.เพื่อเปรียบเทียบคะแนนทักษะการเสิร์ฟลูกในกีฬา
แบดมินตัน ของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 4 กอ่ นและหลังเรียน 2.เพือ่ หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการ
เสิร์ฟลูกแบดมินตัน รายวิชาพลศึกษา กีฬาแบดมินตัน สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสันติ
ราษฎรว์ ิทยาลยั โดยการใช้แบบฝกึ ทักษะการเสิรฟ์ ลกู แบดมินตนั
กลุ่มตัวอย่างท่ใี ช้ในการวจิ ัยครงั้ นี้เปน็ นักเรียนระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2564 ทงั้ หมด
1 หอ้ ง จำนวน 10 คน ซึ่งเรียนวชิ าพลศกึ ษา (แบดมนิ ตนั ) กล่มุ ตัวอย่างในการวจิ ัยคร้งั น้ีเปน็ กลมุ่ เดียวกบั กลมุ่
ประชากร

เครือ่ งมอื ที่ใชร้ วบรวมขอ้ มูล ประกอบดว้ ย
1. แบบฝกึ ทกั ษะการเสิร์ฟลูกในกีฬาแบดมนิ ตนั
2. แบบทดสอบทักษะการเสิร์ฟลูกในกฬี าแบดมินตัน

ผวู้ ิจยั เสนอผลการวจิ ยั ดงั นี้

1.สัญลกั ษณ์ท่ีใช้ในการนำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล

N แทน จำนวนนักเรยี นกลมุ่ ประชากร
µ แทน ค่าเฉลีย่
 แทน ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน

32

2. ข้นั ตอนในการวิเคราะหข์ ้อมูล
ผ้วู ิจยั ได้ดำเนินการวเิ คราะหข์ อ้ มลู และแปลความหมายตามลำดับข้ันตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 ค่าดัชนคี วามสอดคล้องของแบบฝกึ ทกั ษะการเสริ ์ฟลกู แบดมนิ ตัน
ตอนท่ี 2 ค่าดัชนคี วามสอดคลอ้ งของแบบทดสอบทักษะการการเสิร์ฟลกู แบดมินตัน
ตอนที่ 3 การวิเคราะห์การหาความเชื่อม่ันโดยใช้เทคนิคการทดสอบซ้ำของแบบทดสอบทักษะการ
เสิรฟ์ ลูกแบดมินตนั
ตอนที่ 4 การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลของการทดสอบทักษะการการเสิร์ฟลูกแบดมินตัน ก่อนเรียน
และหลงั เรียน
ตอนที่ 5 การวิเคราะห์หาประสทิ ธิภาพของแบบฝึกทักษะการเสิรฟ์ ลูกแบดมินตันตามหลักการเรียนรู้
ของ bloom

33

ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู วจิ ัย
ตอนท่ี 1 ค่าดชั นีความสอดคล้องของแบบฝึกทกั ษะการเสริ ฟ์ ลูกแบดมินตัน

ตารางท่ี 1 แสดงคา่ ดชั นคี วามสอดคล้องของแบบฝกึ ทกั ษะการเสิร์ฟลูกแบดมนิ ตนั

ข้อ รายการประเมนิ IOC

1 วัตถปุ ระสงค์ของแต่ละแบบฝึกมคี วามเหมาะสม 1
2 แบบฝกึ เรยี งลำดบั ข้ันตอนจากงา่ ยไปหายาก 1
3 ขนั้ ตอนในการปฏบิ ตั แิ บบฝึกท่ี 1 ลำดบั ข้ันวิธกี ารปฏิบตั ิถูกต้อง 1
4 ข้นั ตอนในการปฏบิ ัตแิ บบฝึกท่ี 2 ลำดบั ขน้ั วธิ ีการปฏิบตั ิถกู ตอ้ ง 1
5 ขัน้ ตอนในการปฏิบตั ิแบบฝึกที่ 3 ลำดับขน้ั วธิ ีการปฏบิ ตั ิถกู ต้อง 1
6 ขั้นตอนในการปฏิบตั ิแบบฝึกที่ 4 ลำดบั ขนั้ วธิ กี ารปฏิบัติถกู ตอ้ ง 1
7 ขนั้ ตอนในการปฏบิ ตั แิ บบฝึกที่ 5 ลำดบั ขั้นวธิ ีการปฏบิ ตั ถิ ูกต้อง 1
8 ขนั้ ตอนในการปฏิบตั ิแบบฝึกท่ี 6 ลำดับข้นั วธิ กี ารปฏบิ ตั ถิ กู ต้อง 1
9 สถานท่ใี ชใ้ นการฝึกปฏบิ ตั ิมีความเหมาะสม 0.67

จากตารางที่ 1 แสดงให้เห็นว่าดัชนีความสอดคล้องของแบบฝึกทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตัน มี
ค่าเฉล่ียเท่ากับ 0.66 - 1.00 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (สมนึก ภัททิยธนี. 2546 : 221) กำหนด คือ มากกว่า
หรอื เทา่ กับ 0.50 แสดงว่ามคี วามเทย่ี งตรงเชงิ เนือ้ หา สามารถวดั ได้ตามจุดประสงค์ทีต่ อ้ งการจริง

34

ตอนท่ี 2 ดัชนีคา่ ความสอดคลอ้ งแบบทดสอบทักษะการเสริ ฟ์ ลกู แบดมนิ ตัน
ตารางที่ 2 แสดงค่าดัชนคี วามสอดคลอ้ งแบบทดสอบทักษะการการเสิรฟ์ ลูกแบดมนิ ตัน

ข้อ รายการประเมนิ IOC

1 วัตถปุ ระสงค์การทดสอบ 1
2 อปุ กรณ์และสถานที่ 1
3 การเตรยี มอปุ กรณแ์ ละสถานท่ี 1
4 วธิ ีดำเนนิ การทดสอบ 1
5 ระเบยี บการทดสอบ 0.67
6 การให้คะแนนการทดสอบ 0.67

จากตารางที่ 2 แสดงให้เหน็ ว่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบทักษะการเสริ ์ฟลูกแบดมินตัน มี
ค่าเฉล่ียเท่ากับ 0.66 - 1.00 สูงกว่าเกณฑ์ท่ีกำหนด (สมนึก ภัททิยธนี. 2546 : 221) กำหนด คือ มากกว่า
หรอื เทา่ กับ 0.50 แสดงวา่ มคี วามเท่ยี งตรงเชงิ เนอื้ หา สามารถวดั ได้ตามจดุ ประสงค์ที่ตอ้ งการจริง

35

ตอนที่ 3 การวิเคราะหก์ ารหาความเชื่อมนั่ โดยใชเ้ ทคนคิ การทดสอบซ้ำของแบบทดสอบทกั ษะการเสริ ฟ์ ลกู
แบดมนิ ตัน

ตารางท่ี 3 แสดงการวิเคราะหก์ ารหาความเชอ่ื มน่ั โดยใช้เทคนคิ การทดสอบซำ้ ของแบบทดสอบทักษะการเสริ ์ฟ
ลกู แบดมนิ ตนั โดยใช้สูตรของเพียร์สัน

Y Pearson Correalations Y X1
Sig.(2 – tailed) 1.000 0.868
N
. 0.001
X1 Pearson Correalations 10 10
Sig.(2 – tailed) 0.868 1.000
N 0.001 .
10 10

จากตารางที่ 3 แสดงให้เห็นว่า t test = 4.942 > t-table 2.306 และ sig = 0.001 จึงสรุปผลการ
ทดสอบ คือ ตัวแปรอิสระ (X) มีความสัมพันธ์กับตัวแปรตาม (Y) ในทิศทางเดียวกัน และปฏิเสธสมมติฐาน
แสดงวา่ ตวั แปรอสิ ระ (X) มคี วามสัมพันธ์กบั ตวั แปรตาม (Y)

36

ตอนท่ี 4 การวเิ คราะห์เปรียบเทยี บผลของการทดสอบทักษะการการเสริ ์ฟลูกแบดมนิ ตัน ก่อนเรียนและหลงั
เรยี น

ตารางที่ 4 ตารางแสดงผลของการทดสอบทกั ษะการเสิรฟ์ ลกู แบดมนิ ตนั กีฬาแบดมนิ ตนั ของ
นกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรยี น ก่อนใช้แบบฝกึ และหลังใชแ้ บบฝกึ

นักเรียนคนท่ี คะแนนก่อนเรยี น คะแนนหลงั เรยี น
1 9.00 13.00
2 9.00 12.00
3 12.00 15.00
4 10.00 13.00
5 13.00 14.00
6 13.00 16.00
7 13.00 15.00
8 10.00 11.00
9 11.00 12.00
10 14.00 16.00
11 13.00 14.00
12 9.00 13.00
13 11.00 14.00
14 14.00 15.00
15 14.00 16.00
16 12.00 15.00
17 12.00 14.00
18 11.00 12.00
19 13.00 15.00
20 13.00 15.00

สรปุ ไดว้ า่ หลังจากการฝกึ 2 สัปดาห์ นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 4 โรงเรียนสันติราษฎร์วทิ ยาลัย แต่
ละคนสามารถทำคะแนนการเสริ ์ฟทไี่ ด้มากขน้ึ จากการทดสอบก่อนฝกึ แสดงให้เห็นวา่ นกั เรยี นมีพฒั นาการ
เสริ ฟ์ ลกู แบดมนิ ตนั กฬี าแบดมินตนั ทสี่ งู ข้นึ

37

ตารางการวิเคราะหเ์ ปรยี บเทียบผลวเิ คราะห์ของการทดสอบทกั ษะการเสิร์ฟแบดมินตนั ก่อนเรยี น
และหลังเรยี น

Mean  คา่ เฉลย่ี ของผลต่าง ค่าเฉลีย่ ผลตา่ ง

กอ่ นเรยี น 11.80 1.704 2.20 1.005
หลงั เรยี น 14.00 1.487

จากตาราง คะแนนทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตัน กีฬาแบดมินตัน ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4
หลังใช้แบบฝึก มีค่าคะแนนเฉลี่ย µ = 14.00 และ  = 1.487 สูงกว่าคะแนนเฉล่ียก่อนใช้แบบฝึก ซึ่งมีค่า
คะแนนเฉลี่ย µ = 11.80 และ  = 1.704 จากการวิเคราะห์พบว่าคะแนนของแบบฝึกทักษะการเสิร์ฟลูก
แบดมินตัน กีฬาแบดมินตัน สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย หลังการฝึก
โดยใช้แบบฝกึ ทักษะการเสริ ฟ์ ลกู แบดมินตนั กีฬาแบดมนิ ตนั สงู กวา่ กอ่ นใช้อย่างมนี ยั สำคัญท่ีระดบั .05

38

ตอนท่ี 5 การวเิ คราะหห์ าประสทิ ธิภาพของแบบฝึกทักษะการเสิรฟ์ ลกู แบดมินตนั ตามหลักการเรยี นรขู้ อง
bloom

ตาราง ผลการหาประสทิ ธิภาพของแบบฝกึ ทักษะการเสิร์ฟลกู แบดมนิ ตนั สำหรับนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 4
โรงเรียนสนั ตริ าษฎร์วิทยาลัย จงั หวัดกรุงเทพมหานคร

การเรยี น ประสิทธภิ าพ ประสิทธภิ าพตามเกณฑ์
ระหวา่ งเรียน (E1) 88.16 80
หลงั เรียน (E2) 86.87 80

จากตาราง ผลการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตัน สำหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 4 พบว่า นักเรียนทำแบบทดสอบระหว่างเรียนมีค่าคะแนนเฉล่ียร้อยละ 88.16 และ
แบบทดสอบหลังเรียนมีค่าคะแนนเฉล่ียร้อยละ 86.87 เม่ือพิจารณาจากประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 ตัวแรก
และ 80 ตัวหลัง มีค่า 88.16 / 86.87 ดังนั้น แบบฝึกทักษะการเสิร์ฟลูกแบดมินตัน สำหรับนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย มีประสิทธิภาพตามการฝึกจากแบบฝึกทักษะการเสิร์ฟลูก

แบดมินตันมีประสิทธิภาพ 85.86 / 89 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด จะเห็นได้ว่าคะแนนท่ีได้สูงกว่าเกณฑ์
80/80 ท่กี ำหนดไว้

โ ร ง เ ร ีย น สั น ติ ร า ษ ฎ ร ์วิ ท ย า ลั ย

สาํ นักงานเขตพืนทีการศึ กษามัธยมศึ กษากรุงเทพมหานคร เขต 1


Click to View FlipBook Version