1
ก คำนำ รายงานนวัตกรรมวร้างคนดี โรงเรียนคุณธรรม ประจำปี 2566 ของโรงเรียนพลับพลาชัยพิทยาคม เรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โครงงานคุณธรรมสู่จิตอาสาร่วมพัฒนาสังคมด้วย HEART MODEL จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมกิจกรรมให้นักเรียนมีจิตอาสา และตระหนักถึงประโยชน์ของส่วนรวม โดยเป็น ความร่วมมือกันระหว่างครูผู้รับผิดชอบกิจกรรม และคณะกรรมการสภานักเรียนโรงเรียนพลับพลาชัยพิทยาคม เพื่อช่วยกันพัฒนาสถานศึกษาให้มีความเข้มแข็ง และปลอดจากสิ่งอบายมุข คณะผู้จัดทำขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้บริหาร คณะครู นักเรียน ผู้ปกครองและหน่วยงานอื่นๆ ที่ คอยสนับสนุนให้สามารถดำเนินกิจกรรมไปได้สำเร็จลุล่วง นายกิติศักดิ์ ไทวะกิรติ ผู้จัดทำ
ข สารบัญ เรื่อง หน้า 1. ชื่อผลงานนวัตกรรม 1 2. ความสำคัญของผลงานนวัตกรรมที่นำเสนอ 1 3. จุดประสงค์และเป้าหมายของนวัตกรรม 3 4. เป้าหมาย 4 5. ผลการดำเนินการ / ผลสัมฤทธิ์ / ประโยชน์ที่ได้รับ 8 6. ปัจจัยความสำเร็จ 14 7. บทเรียนที่ได้รับ (Lesson Learn) 15 8. การเผยแพร่ / การได้การยอมรับ / รางวัลที่ได้รับ 15 - รางวัลของสถานศึกษา 15 - รางวัลของผู้บริหาร 16 - รางวัลของครูผู้สอน 17 - รางวัลของนักเรียน 18 9. เงื่อนไขความสำเร็จ 19 ภาคผนวก
1 เอกสารประกอบการพิจารณาส่งเสริมและคัดเลือกนวัตกรรมสร้างสรรค์คนดี “โครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ.” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ชื่อผลงาน การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โครงงานคุณธรรมสู่จิตอาสาร่วมพัฒนาสังคมด้วย HEART MODEL ความพอเพียง ความกตัญญู ความซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบ อุดมการณ์คุณธรรม คุณธรรมอัตลักษณ์ (โปรดระบุ)..........มีสัมมาคารวะ.................................... ชื่อผู้พัฒนานวัตกรรม นายกิติศักดิ์ ไทวะกิรติ โรงเรียน/หน่วยงาน พลับพลาชัยพิทยาคม สังกัด สพป./สพม. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ โทรศัพท์080-4708228 โทรสาร...................................-.......................................................... E-mail : [email protected] โทรศัพท์เคลื่อนที่ : 080-4708228 ความสำคัญของนวัตกรรม การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โครงงานเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังแนวคิดของ ฟิลลิปส์ (Phillips.1999 : 6-7) ได้กล่าวว่า โครงงานเป็นกิจกรรมบูรณาการที่พัฒนาผู้เรียนโดยองค์รวม กล่าวคือ กิจกรรม โครงงานช่วยให้เด็กมีพัฒนาการ ทั้งทางด้านสติปัญญาร่างกาย สังคม อารมณ์ บุคลิกภาพและการ พึ่งตนเอง และยังช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ด้านภาษา และทักษะ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แบบพึ่งตนเอง นอกจากนี้โครงงานสามารถตอบสนองความต้องการของชั้นเรียนที่ผู้เรียนมีความสามารถ ความถนัด และความ สนใจต่างกัน ซึ่งช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นในหลักสูตร (ทิศนา แขมมณี. 2542 : 1-17) ได้กล่าวถึงการสอน โครงงานว่า เป็นการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างทั่วถึง ช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในด้านความคิด ความรู้สึก ปฏิกิริยาและพฤติกรรมของผู้อื่นเรียนรู้วิธีการวิเคราะห์ ข้อมูล ต่างๆ และรู้จักหาสาเหตุทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนั่นก็คือ การได้พัฒนาตนเองในด้านกระบวนการคิด นอกจากนี้ (กรมวิชาการ. 2543 : บทนำ) และฟรายด์ บูธ (Fried Booth. 1997 : 5) กล่าวไว้สอดคล้องกับแนวคิดข้างต้น
2 ว่า การสอนแบบโครงงานเป็นการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพราะเป็นการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้ด้วย ตนเอง โครงงานเกิดจากแรงจูงใจภายในของผู้เรียน โดยผู้เรียนเป็นผู้คิดและตัดสินใจเองว่า จะทำอะไร และจะ ทำอย่างไร โดยมีครูเป็นผู้คอยให้คำปรึกษา โครงงานเป็นวิธีการเรียนรู้สู่ความรู้ใหม่ และสามารถนำความรู้ไป ใช้ในชีวิตจริงเพื่อเป็นผู้ผลิต ผู้คิดริเริ่มสร้างสรรค์ และเป็นบุคคลแห่ง การเรียนรู้ตลอดทั้งดำรงตนได้อย่างมี ความสุข สามารถคิด วิเคราะห์ อย่างมีเหตุผลมีกระบวนการทำงานและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ผู้วิจัยมีแนวคิดนำการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนำมาประยุกต์ใช้พัฒนาทางการศึกษาซึ่ง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครูผู้สอนและผู้เรียน ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้ เป็นผู้มีส่วนร่วมในการวิจัย ดังนั้นการประยุกต์ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในทางการศึกษาจึงมี ความเหมาะสม เพราะจะสามารถก่อให้เกิดความร่วมมือ เกิดการเปลี่ยนแปลงและเกิดการศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหา โดยผู้วิจัย ผู้สอน และผู้เรียนมีส่วนร่วมใน กระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนให้มีความก้าวหน้าทางการเรียนที่เกิดจากการเรียน การสอนที่มีประสิทธิภาพซึ่งประกอบด้วยการปฏิบัติจริง การร่วมมือในการทำงาน การคิด การแก้ปัญหา รวมทั้งทักษะ และคุณลักษณะอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนา (ชัยศักดิ์ ลีลาจริสกุล : 2549) จากสภาพปัญหาการ จัดการเรียนการสอนในรูปแบบต่าง ๆ ล้วนแต่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไป คือ ผู้เรียนไม่มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนให้เป็นระบบ ดังที่มีการศึกษา พบว่า ผู้สอนส่วนใหญ่ยังจัด กิจกรรมการเรียนการสอนที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนยังทำกิจกรรมตามที่ผู้สอนบอกโดยมีกิจกรรมการ เรียนการสอนน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย (วิทยากร เชียงกูล : 2544) โรงเรียนพลับพลาชัยพิทยาคม อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาบุรีรัมย์จากการศึกษารายงานการพัฒนาการศึกษาปีการศึกษา 2565 โรงเรียนพลับพลาชัยพิทยา คม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์พบว่า มาตรฐานผู้เรียนด้านมีความสามารถในการ คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์ อยู่ในระดับดี สมควรได้รับการพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับผลการนิเทศ การสอบถาม สัมภาษณ์ และจากการประชุมระดมสมอง ของบุคลากรในโรงเรียนพบว่าผู้เรียนไม่สามารถคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ คิดไตร่ตรองและมี วิสัยทัศน์ไม่สามารถสืบค้นความรู้ สร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง จำเป็นต้องแก้ไข จากปัญหาดังกล่าวคณะ บุคลากรได้ร่วมกันค้นหาสาเหตุของปัญหาพบว่า บุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการนำนวัตกรรม ใหม่ๆ มาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ สอนแบบบรรยายโดยที่ยึดหนังสือเรียนเป็นหลักการจัดการเรียนการสอนรู้ เฉพาะในหนังสือและถูกกำหนดด้วยตารางสอนและห้องเรียน การพัฒนาผู้เรียนจึงไม่เอื้อให้มีคุณสมบัติมอง กว้าง คิดไกล วิธีการสอนไม่เน้นให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ แสดงความคิดเห็นและแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้ ทำให้ผู้เรียนขาดคุณสมบัติ ช่างสงสัย และใฝ่หาคำตอบ ผู้เรียนไม่ได้เรียนตามความสนใจและลงมือปฏิบัติด้วย ตนเอง จากสิ่งที่สงสัยและต้องการหาคำตอบโดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ภายใต้การดูแลให้คำปรึกษาของ บุคลากรผู้สอนตลอดจนการประเมินผลการเรียนยังไม่หลากหลาย และถึงแม้ว่าในการประเมินนั้นโรงเรียนจะได้ มาตรฐานในระดับดีแล้วนั้น โรงเรียนพลับพลาชัยพิทยาคม ได้มีบุคลากรใหม่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งขาดประสบการณ์ ด้านการจัดการเรียน การสอน การพัฒนาบุคลากรจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาการจัดการศึกษาให้มี
3 คุณภาพดังนั้นการพัฒนาบุคลากรจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม ซึ่งการ ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ เป็นกิจกรรมที่จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ นอกจากนี้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 มาตรา 24 ได้กล่าวถึงการจัดกระบวน การเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องดำเนินการ คือ 1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และ การประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา 3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิด การใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง 4) จัดการเรียนการสอนโดย ผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา 5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัย เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและ แหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ และ 6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความ ร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ จากปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เกิดจากวิธีการสอนของครูที่ยึดครูเป็นศูนย์กลางดังกล่าวและ ความแตกต่างกันระหว่างบุคคลของนักเรียน ผู้วิจัยในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนพลับพลาชัยพิทยาคม ตระหนักถึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่บุคลากรในโรงเรียนควรได้รับการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ โครงงาน ประกอบกับการจัดกิจกรรมโครงงานเป็นเครื่องมือหรือเทคนิคหนึ่งที่จะช่วยให้การปฏิรูปการเรียนรู้บัง เกิดผล เนื่องจากกิจกรรมโครงงานเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามความสนใจและได้ศึกษาอย่างลุ่มลึกด้วย ตนเอง โดยมีบุคลากรคอยให้ความช่วยเหลือสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเต็ม ศักยภาพเพื่อให้นักเรียนได้ขยายความรู้พื้นฐานไปสู่ความรู้ใหม่ และสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้ จาก เหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะนำคุณลักษณะสำคัญโดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) มาเป็นเครื่องมือสร้างเสริมโดยบูรณาการกับการส่งเสริมพัฒนา บุคลากรในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้โครงงาน และมีจิตอาสาเพื่อร่วมกันพัฒนาชุมชนของตนเอง ทั้งนี้เพื่อศึกษาปัจจัยและแนวทางในการจัดกระบวนการเรียนการสอนที่เหมาะสมและนำมาซึ่งการเพิ่ม ประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ที่สูงขึ้นอย่างยั่งยืน จุดประสงค์และเป้าหมายของนวัตกรรม 1) เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยโครงงานคุณธรรมสู่จิตอาสาร่วมพัฒนาสังคม 2) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยโครงงานคุณธรรมสู่จิตอาสาร่วมพัฒนาสังคม
4 เป้าหมาย จากการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้จัดทำขึ้นในระดับโรงเรียนจึงได้กำหนดผู้ร่วมวิจัยโดยยึด เกณฑ์การคัดเลือกผู้มีส่วนร่วมในการวิจัย คือ เป็นบุคลกรที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนพลับพลาชัยพิทยาคม อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ผู้ปกครองร่วมกับศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา บุรีรัมย์รวมจำนวน 32 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียนพลับพลาชัยพิทยาคม จำนวน 1 คน ครูผู้สมัครเข้า ร่วมวิจัย จำนวน 10 คน ผู้ปกครองจำนวน 20 คน กระบวนการพัฒนานวัตกรรมหรือขั้นตอนการดำเนินงาน กระบวนการผลิตผลงานหรือขั้นตอนการดำเนินงาน Holistic learning = องค์ความรู้ทั้งหมด Explore the goal = สำรวจเป้าหมาย Activity-base learning = กิจกรรมแห่งการเรียนรู้ Reflective Practice = สะท้อนผลการฝึกปฏิบัติ Team-base learning = การทำงานเป็นทีมเพื่อการเรียนรู้ ผู้เรียนมีคุณลักษณะ ตามแบบ โรงเรียนสุจริต
5 การจัดกิจกรรมการพัฒนาคุณลักษณะต่อต้านการทุจริตด้วย HEART MODELโดยใช้โครงงานคุณธรรม เน้นจิตอาสา โดยใช้หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม ของโรงเรียนพลับพลาชัยพิทยาคม อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ ทั้งนี้เพื่อศึกษาปัจจัยและแนวทางในการ จัดกระบวนการเรียนการสอนที่เหมาะสมและนำมาซึ่งการเพิ่มประสิทธิภาพ อย่างยั่งยืน โดยใช้รูปแบบ HEART MODELเป็นการส่งเสริม พัฒนาและปลูกฝังค่านิยม จิตสำนึกให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 5 ประการตาม แบบโรงเรียนสุจริต จนเป็นลักษณะนิสัย และมีสำนึกที่ดีต่อตนเองและส่วนรวม โดยได้ดำเนินการตามระเบียบวิธีการ ของการวิจัยดังนี้ 1. ขั้นตอนที่ 1 ขั้นการวางแผน (Plan : P) จุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาวิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหา สภาพที่คาดหวัง ทางเลือกเพื่อ แก้ปัญหาให้บรรลุสภาพที่คาดหวังในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน คุณธรรมเน้น จิตอาสา กำหนดประเด็นปัญหาที่ต้องการปรับปรุง แก้ไขหรือพัฒนาและจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ขั้นการดำเนินงาน 1. วิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหา สภาพที่คาดหวัง 2. กำหนดประเด็นปัญหาและทำความเข้าใจปัญหา 3. ประเมินประเด็นปัญหาที่ต้องการปรับปรุง แก้ไขหรือพัฒนา 4. วางแผนพัฒนาจัดทำแผนปฏิบัติกิจกรรม 5. การประเมินผล สรุปผล 2. ขั้นตอนที่ 2 ขั้นปฏิบัติ (Act : A) จุดมุ่งหมาย เพื่อนำแผนพัฒนาจัดทำแผนปฏิบัติกิจกรรมที่จัดทำขึ้นไปปฏิบัติ ขั้นการดำเนินงาน 1. กำหนดแนวทางปฏิบัติ 2. ปฏิบัติกิจกรรมตามคุณลักษณะโรงเรียนสุจริต โดยใช้การบูรณาการตามวิถีชีวิต กิจกรรมอื่น ๆ การสอดแทรกในกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน 1. ค่ายคุณธรรม 2. ค่ายวิชาการสอดแทรกลงไปในกิจกรรม 3. กิจกรรมต่าง ๆ ที่โรงเรียนจัดขึ้นแล้วครูสามารถนำเนื้อหาของคุณลักษณะโรงเรียนสุจริตเข้าไปร่วม ในกิจกรรมนั้นได้และออกมาเป็นชิ้นงาน 4. ปฏิบัติกิจกรรมตามแนวทางโครงงานคุณธรรมที่กำหนดเพื่อสร้างสายสัมพันธ์ ความผูกพันใน ครอบครัว และชุมชน มี 4 กิจกรรมหลักๆ ดังนี้
6 (1) จิตอาสา กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ทำงานบ้าน (2) จิตอาสาพัฒนาจิตใจ ถวายน้ำปานะ ร่วมทำบุญ (3) ทำความสะอาดวัด โรงเรียน ล้างห้องน้ำ ทำเครื่องดื่มสมุนไพรให้คนในชุมชนดื่ม (4) จิตอาสาช่วยงานบุญต่างๆ เช่น งานศพ งานบวช งานวัด วันสำคัญทางศาสนา ดอกไม้จันทน์ เหรียญโปรยทาน รำหน้าไฟ
7 3. ขั้นตอนที่ 3 ขั้นการสังเกตผล (Observe : O) จุดมุ่งหมาย เพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้น ทั้งผลที่คาดหวังและไม่คาดหวัง และการตีความปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมหรือกระบวนการปฏิบัติงานว่าเกิดผลการ เปลี่ยนแปลงเพียงใด ได้องค์ความรู้ใหม่ หรือเกิดการเรียนรู้ใหม่ที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ โครงงานคุณธรรมเน้นจิตอาสา ขั้นการดำเนินงาน 1. การกำหนดรูปแบบและวิธีการ 2. การเสนอรายงาน 3. การประเมินผล สรุปผล 4. ขั้นตอนที่ 4 ขั้นการสะท้อนผล (Reflect : R) จุดมุ่งหมาย เพื่อสรุปผลการปฏิบัติงานที่ที่ผ่านมาทั้งหมด และข้อเสนอแนะเพื่อการ ปรับปรุงแก้ไข ขั้นการดำเนินงาน 1. การสังเคราะห์ความรู้ 2. การนำเสนอรายงาน 3. การประเมินผล สรุปผล แนวคิดการพัฒนากิจกรรมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เป็นการรวมระหว่างแนวคิดการวิจัยเชิง ปฏิบัติการกับการวิจัยแบบมีส่วนร่วมเข้าด้วยกัน ซึ่งผู้ร่วมศึกษามีบทบาทเป็นทั้งผู้วิจัยและร่วมวิจัย เพื่อศึกษา สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง ผลักดันให้กิจกรรมดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและบรรลุจุดมุ่งหมายที่วางไว้ กระบวนการพัฒนาจึงมีลักษณะเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานการเรียนรู้และแสวงหา ความรู้จากประสบการณ์ เพื่อค้นหาแนวทางแก้ปัญหาและวิธีส่งเสริมสิ่งที่เกิดจากการพัฒนากิจกรรมหรือ โครงการ เริ่มตั้งแต่การกำหนดปัญหาการวางแผนปฏิบัติการ การดำเนินการตามแผน การวิเคราะห์ข้อมูล การ ประเมินผลและอภิปรายผล มีการรวบรวมเก็บข้อมูลและประเมินผลข้อมูลอย่างเป็นระบบ จากการสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตลักษณะเด่นของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เป็นการวิจัยและ พัฒนาที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด ตรงประเด็นตามปัญหาองค์กร สามารถนำ ผลการวิจัยหรือองค์ความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหาต่อไปได้หลังจากนักวิจัยออกจากพื้นที่แล้ว (สุภางค์ จันทวานิช. 2551 : 68) กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมสามารถแบ่งระยะการวิจัยได้ 3 ระยะ คือระยะ เตรียมการวิจัย (Pre - research Phase) จะเป็นช่วงขั้นตอนที่ 1 เป็นขั้นตอนการศึกษาปัญหาตามสภาพพื้นที่ ที่ต้องการทำวิจัย เพื่อกำหนดปัญหาที่ต้องการแก้ไขหรือปรับปรุง เตรียมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องพร้อมกำหนด บทบาทหน้าที่ในการเข้ามามีส่วนร่วม ระยะดำเนินการวิจัย (Research Phase) ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนคือ 1) การวางแผนปฏิบัติการวิจัย และ 2) ขั้นตอนนำแผนปฏิบัติไปปฏิบัติเพื่อดูผลที่เกิดขึ้น ระยะการติดตามและ ประเมินผลโครงการ (Monitoring and Evaluation Phase) ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ 1) กำกับติดตาม
8 และประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนงานและ 2) สะท้อนผลการปฏิบัติงานเพื่อปรับปรุงแก้ไขระหว่าง ดำเนินการวิจัยเพื่อสรุปผลการวิจัยเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว (ทิวาวรรณ ชัยขาว. 2550 : 20 - 22) ผลการดำเนินการ/ผลสัมฤทธิ์/ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ผลการพัฒนารูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบโครงงานได้รูปแบบชื่อว่า ฮาร์ทโมเดล (HEART MODEL) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยบูรณาการกับ การส่งเสริม พัฒนาบุคลากรในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเน้นจิตอาสาพัฒนาสังคม โดยใช้หลักการบริหาร แบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนพลับพลาชัยพิทยาคม อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ ทั้งนี้เพื่อศึกษาปัจจัยและแนวทางในการจัดกระบวนการเรียน การสอนที่เหมาะสม และนำมาซึ่งการเพิ่มประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ที่สูงขึ้น อย่างยั่งยืน ผู้วิจัยดำเนินการตามลักษณะของ กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Research) มี 5ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1ขั้นเตรียมการ (Preparing : P) ขั้นตอนที่ 2 ขั้นการวางแผน (Planning : P) ขั้นตอนที่ 3 ขั้นปฏิบัติ (Acting : A) ขั้นตอนที่ 4 ขั้น การสังเกตผล (Observing : O) และขั้นตอนที่ 5 ขั้น การสะท้อนผล (Reflecting : R) ซึ่งผู้วิจัยขอเสนอผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหา สภาพที่คาดหวัง ทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาให้บรรลุสภาพ ที่คาดหวังในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสา โดยใช้หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วมของ โรงเรียนพลับพลาชัยพิทยาคม การเลือกทางเลือกเพื่อปฏิบัติ และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการนำทางเลือกไป ปฏิบัติ ที่มีการใช้หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วมเป็นตัวสอดแทรก สำหรับการดำเนินการวิจัยในขั้นตอนนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาความต้องการและความจำเป็นในการพัฒนาบุคลากรเพื่อส่งเสริมให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานเน้นจิตอาสา ซึ่งเป็นกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Research) โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 5 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่1ขั้นเตรียมการ (Preparing) ขั้นตอนที่ 2ขั้นการวางแผน (Planning) ขั้นตอนที่ 3 ขั้นปฏิบัติ (Acting) ขั้นตอนที่ 4 ขั้นการสังเกตผล (Observing) และขั้นตอนที่ 5 ขั้นการสะท้อนผล (Reflecting) ผู้วิจัยขอ นำเสนอผลการวิจัยตามลำดับขั้นดังนี้ คือ ขั้นตอนที่ 1 ขั้นเตรียมการ (Preparing) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นด้านสภาพ ปัจจุบันและปัญหา สิ่งที่มุ่งหวัง แนวทางในการพัฒนาและแก้ปัญหาปัจจัยเอื้อต่อความสำเร็จจุดเน้นด้านเนื้อหา สาระการเรียนรู้ แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และแนวทางการวัดผลประเมินผล เก็บรวบรวมข้อมูล โดย วิธีการสนทนากลุ่ม ซึ่งผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหา สภาพที่ คาดหวัง ทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาให้บรรลุสภาพที่คาดหวังในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน โดยใช้ หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนพลับพลาชัยพิทยาคม การเลือกทางเลือกเพื่อปฏิบัติ และ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการนำทางเลือกไปปฏิบัติ ที่มีการใช้หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วมเป็นตัวสอดแทรก เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เป็นการวางแผนร่วมกันระหว่างผู้วิจัยกับครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ได้มา
9 ซึ่งความเข้าใจในบทบาทของแต่ละฝ่ายในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ผลการวิจัย พบว่า ปัญหาและอุปสรรคใน การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนพลับพลาชัยพิทยาคม ได้แก่ 1. การให้ความร่วมมือของครูในการทำกิจกรรมซึ่งอาจส่งผลให้ครูผู้สอนมีเวลาสอน ไม่เต็มศักยภาพ เนื่องจากมีงานอื่นๆ หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นอีกมากที่ต้องทำ อาทิ การตรวจ สุขภาพนักเรียน งานธุรการโรงเรียน กิจกรรมเสริมหลักสูตรและพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับชุมชน วัด เช่น กิจกรรมวันสำคัญต่างๆ กิจกรรมร่วมกับหน่วยงานส่วนปกครองในท้องถิ่น ได้แก่ กิจกรรมปลูกต้นไม้รักษ์ สิ่งแวดล้อมร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล กิจกรรมรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดร่วมกับสถานีตำรวจ กิจกรรม ตรวจและส่งเสริมสุขภาพร่วมกับโรงพยาบาลชุมชน การปฏิบัติธรรมร่วมกับชุมชน เป็นต้น ส่งผลให้มีเวลาในการ เตรียมการสอน และปฏิบัติการสอนไม่เพียงพอที่จะพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ได้เต็มประสิทธิภาพ แต่เป็น หากมองในมิติเชิงบวกซึ่งเป็น การพัฒนาครู นักเรียน วัด และให้ความร่วมมือกับชุมชนเพื่อพัฒนาสังคมให้น่า อยู่ยิ่งขึ้น 2. ครูและบุคลากรทางการศึกษาขาดการพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง 3. นักเรียนขาดทักษะการสืบค้นและกระบวนการนำเสนอโครงงานเน้นจิตอาสา ขั้นตอนที่ 2 ขั้นการวางแผน (Planning) เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) บุคลากรหลักของโรงเรียน เพื่อเรียนรู้กระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนา กระบวนการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วน ร่วม (Participatory Action Research) และจัดทำแผนปฏิบัติงาน ผู้วิจัย คณะครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้ร่วมกันกำหนดแผนการดำเนินงานและกรอบการทำงานของแต่ละฝ่ายให้สอดคล้องกับกรอบการทำงานของ ผู้วิจัย โดยได้ร่วมกันสรุปแนวทางในการพัฒนา ดังนี้ 1. จัดเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียน พลับพลาชัยพิทยาคมในลักษณะที่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การให้คำแนะนำ ปรึกษาหารือกันในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเน้นจิตอาสาอย่างสม่ำเสมอ 2. มีปฏิทินในการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดมความคิดเห็นที่ สอดคล้องกับ ปฏิทินของโรงเรียน เพื่อเอื้อให้สมาชิกทุกคนได้เข้าร่วมกิจกรรมในการจัดทำแผน การจัดการเรียนรู้ การจัด กิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเน้นจิตอาสา 3. ควรมีการอบรม แนะนำในการใช้อินเทอร์เน็ตให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้เกิดทักษะทางเทคโนโลยีที่สามารถนำไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ตลอดจน สามารถศึกษาแนวทางการใช้นวัตกรรมสำหรับการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเน้นจิตอาสาเพื่อนำมาพัฒนา คุณภาพผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ซึ่งในขั้นตอนนี้ ใช้บุคลากรของโรงเรียนพลับพลาชัยพิทยาคมที่มี ความรู้ความสามารถด้านการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนเรียนรู้แก่ เพื่อนสมาชิก ขั้นตอนที่ 3 ขั้นปฏิบัติ (Acting) ในขั้นปฏิบัติ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ออกแบบการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ตนเองรับผิดชอบโดยใช้โครงการเป็นฐานเน้นจิตอาสา เพื่อ
10 พัฒนาคุณภาพผู้เรียนในทุกมิติ สำหรับในขั้นตอนนี้ ได้มีการนำเสนอผลการปฏิบัติ และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน ประเด็นต่างๆ ดังนี้ ผลการนำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ตนเอง รับผิดชอบโดยใช้โครงการเป็นฐานเน้นจิตอาสา ของโรงเรียนพลับพลาชัยพิทยาคมสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์เป็นผลมาจากขั้นปฏิบัติที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้พัฒนาขึ้นเพื่อพัฒนา คุณภาพผู้เรียน และนำมาเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันภายในโรงเรียน ซึ่งการดำเนินการพัฒนาครั้งนี้ กลุ่ม ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจำนวน 1 วัน ณ ห้องประชุมโรงเรียนพลับพลาชัยพิทยาคม อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อให้กลุ่มผู้ร่วมวิจัยได้ไปฝึกปฏิบัติ และนำผลงานมานำเสนอแลกเปลี่ยน เรียนรู้ในปัญหาหรืออุปสรรค ในการปฏิบัติกิจกรรมโดยคณะครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนพลับพลา ชัยพิทยาคม นำความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสาการเขียนแผนจัดการ เรียนรู้แบบโครงงานมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ผลจากการสังเกต โดยใช้แบบสังเกตฉบับที่ 1แบบสังเกตการประชุม เชิงปฏิบัติการ ซึ่งใช้สังเกตพฤติกรรมผู้ร่วมวิจัยขณะร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ โครงงานเน้นจิตอาสา พบว่า ผู้ร่วมวิจัยมีความตั้งใจ และเต็มใจในการปฏิบัติกิจกรรมทุกคน มีความกระตือรือร้น ในการทำงานและเข้าร่วมกิจกรรม มีการวางแผนปฏิบัติกิจกรรมอย่างเป็นระบบได้ฝึกปฏิบัติตามใบกิจกรรมที่ กำหนด ซึ่งเป็นไปตามแผนการจัดกิจกรรมที่วางไว้ ตระหนักและเห็นความสำคัญของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบโครงงานเน้นจิตอาสา บรรยากาศในการประชุมเชิงปฏิบัติการอบอุ่นเป็นกันเอง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นกัลยาณมิตร ส่งผลให้คณะครูและบุคลากรทางการศึกษากล้าคิดกล้าทำ กล้าที่จะซักถามข้อสงสัยจากการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้แบบ โครงงาน 5 ขั้นตอน และนำไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน ซึ่งผลการสัมภาษณ์ พบว่า การประชุม เชิงปฏิบัติการทำให้กลุ่มผู้ร่วมวิจัยมีความตระหนักถึงความสำคัญของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน มีความมั่นใจที่จะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสาได้ ดังตัวอย่างการ สัมภาษณ์ ต่อไปนี้ “...การเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานในครั้ง นี้ทำ ให้ข้าพเจ้ามีความรู้ ความเข้าใจในการเขียนเค้าโครงโครงงานมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และมีความชัดเจนในเรื่อง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานมากขึ้น...” (ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์. 21 กันยายน 2566 : สัมภาษณ์) “...เคยจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน แต่เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ไม่ครบขั้นตอน ของการเรียนรู้แบบโครงงาน และไม่เคยเขียนแผนจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสา หลังจากที่ได้รับ ความรู้และได้ฝึกปฏิบัติจริง คิดว่าจะสามารถเขียนแผนจัดการเรียนรู้ และจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เน้นจิตอาสาได้...” (ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ. 21 กันยายน 2566: สัมภาษณ์)
11 “...มีความรู้ในการจัดทำแผนการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแนวทางที่ จะให้นักเรียนเลือกหัวข้อโครงงาน...” (ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ. 21 กันยายน 2566 : สัมภาษณ์) ขั้นตอนที่ 4 ขั้นการสังเกตผล (Observing) เป็นการนิเทศติดตาม ประเมินผลระหว่าง ดำเนินการ สัมมนาผู้เกี่ยวข้องเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงาน ประชุมปฏิบัติการปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติงาน และพัฒนากระบวนการและปฏิบัติการนิเทศติดตามผล 1. ผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากทำให้ครูผู้ร่วมวิจัย มีความรู้ความเข้าใจในการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสาเพิ่มขึ้น และมีความสามารถในการ เขียนแผนการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสาได้ แต่ยังขาดความรู้ความสามารถในการจัด ประสบการณ์กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน 5 ขั้นตอน คือขั้นตอนที่ 1 การคิดและเลือกหัวเรื่อง ขั้นตอนที่ 2 การวางแผนโครงงาน ขั้นตอนที่ 3 การดำเนินโครงงาน ขั้นตอนที่ 4 การเขียนรายงานโครงงาน และขั้นตอน ที่ 5 การนำเสนอผลงานซึ่งต้องได้รับการพัฒนาต่อไป 2. การนิเทศ การพัฒนาครูด้วยกิจกรรมการนิเทศ คือการสังเกตการณ์การจัด กิจกรรมการเรียนรู้และการสนทนาทางวิชาการ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาครูผู้ร่วมวิจัยให้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสา ได้ตามกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การคิดและเลือกหัวข้อของโครงงาน ขั้นที่ 2 การวางแผนในการจัดทำโครงงาน ขั้นที่ 3 การดำเนินงานเกี่ยวกับ โครงงาน ขั้นที่ 4 การเขียนรายงาน และขั้นที่ 5 การแสดงผลงานการนำเสนอผลงานโครงงานเน้นจิตอาสา ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้วางแผนการนิเทศ ด้วยการสังเกตการสอนการสนทนาทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งกันและกันโดยได้ดำเนินการพัฒนาครู ระหว่างวันที่ 4 กันยายน – 21 กันยายน 2566 โดยในแต่ละวันผู้ร่วม วิจัยได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสา ในขณะจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน ผู้วิจัยและผู้ ร่วมวิจัยคนอื่น ๆ ได้ร่วมกันสังเกตการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พร้อมกับบันทึกการสังเกตการณ์สอนโดยใช้ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2 ประเภท คือ 1) แบบสังเกตพฤติกรรมการสอนของครู 2) แบบสัมภาษณ์ นักเรียน หลังจากการสังเกตการณ์สอนแล้วผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้ประชุมกันเพื่อดำเนินกิจกรรมการสนทนา ทางวิชาการเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสา ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อภิปราย วิเคราะห์ให้คำแนะนำ ปรึกษา ตลอดจนการนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการสอนซึ่งกันและกัน และการสนทนาทาง วิชาการแต่ละครั้ง มาร่วมกันกำหนดแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน ให้ดียิ่งขึ้นและมีประสิทธิภาพต่อไป ผลจากการดำเนินกิจกรรมการนิเทศ ด้วยการสนทนาทางวิชาการ พบว่า ครูผู้วิจัยสามารถจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสาได้ครบตามกระบวนการ 5 ขั้นตอนของการทำโครงงาน มีหลักการ เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่ถูกกต้อง มีการเตรียมการสอน มีเทคนิควิธีสอนที่น่าสนใจ แต่ที่ยังเป็นปัญหาที่ ควรจะแก้ไขคือ ไม่มีสถานที่ฝึกปฏิบัติให้นักเรียนเพียงพอยังขาดวัสดุอุปกรณ์ และงบประมาณ ในการอำนวย ความสะดวกแก่นักเรียน แต่หลังจากที่ได้สนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันแล้วก็มีการปรับปรุงและพัฒนา
12 กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในทางที่ดีขึ้น ทำให้นักเรียนมีความสนใจที่จะเรียนรู้ ในการทำโครงงานเน้น จิตอาสามากขึ้น ผลการนิเทศในแต่ละด้านของครู มีดังต่อไปนี้ 1. ขั้นตอนการคิดและเลือกหัวข้อเรื่องที่จะทำโครงงาน พบว่า ครูผู้ร่วมวิจัยสามารถ ดำเนินการสอนตามขั้นตอนได้เป็นอย่างดี มีการเตรียมแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และใช้สื่อประกอบการ เรียนการสอน จัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ตรงตามแผน นักเรียนมีส่วนร่วมและร่วมกันคิดเลือกหัวเรื่องที่จะทำ โครงงานเน้นจิตอาสาตามที่กลุ่มตนเองสนใจ สามารถคิดและเลือกหัวเรื่องที่จะทำโครงงานได้และทำงานร่วมกับ เพื่อนได้เป็นอย่างดี 2. ขั้นตอนการวางแผนในการทำโครงงานเน้นจิตอาสา พบว่า กลุ่มผู้ร่วมวิจัย มีความสามารถ ในการจัดการเรียนรู้ตามขั้นตอนได้ดี มีการเตรียมการด้านการวางแผนการทำโครงงานให้นักเรียนได้ใช้เป็น กรอบในการวางแผนจัดทำโครงงานเน้นจิตอาสา แต่มีปัญหาที่พบในขั้นตอนนี้คือ นักเรียนไม่เข้าใจในการเขียน เค้าโครงของโครงงานเน้นจิตอาสา ครูต้องใช้เวลามากในการอธิบายชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจแต่ถึงกระนั้นนักเรียน ก็ยังไม่เข้าใจ เขียนได้ไม่ค่อยดี ครูต้องคอยให้ความช่วยเหลือและแนะนำตลอดเวลาเนื่องจากว่าขั้นตอนการ เขียนเค้าโครงของโครงงานที่ซับซ้อนทำให้นักเรียนเข้าใจยากประกอบกับการทำโครงงานเน้นจิตอาสาเป็น รูปแบบการเรียนใหม่วิธีใหม่ จึงทำให้ครูต้องใช้เวลามากในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในขั้นตอนนี้ 3. ขั้นตอนการลงมือทำโครงงานเน้นจิตอาสา พบว่า ครูผู้ร่วมวิจัย มีความสามารถในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ก่อนลงมือทำโครงงาน ครูได้ทบทวนความรู้เดิมในการจัดทำโครงงานจนเข้าใจ ในขณะที่ทำครูก็คอยให้คำแนะนำช่วยเหลือ ติชมหรือคอยให้กำลังใจดูแลอย่างใกล้ชิดคอยอำนวยความสะดวก ให้กับนักเรียนในการจัดทำโครงงานทุกขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งสมมติฐาน การออกแบบการทดลอง การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ในการทดลองรวมทั้งการสรุปผลการทดลอง 4. ขั้นตอนการเขียนรายงานโครงงานเน้นจิตอาสา ผลปรากฏว่า การดำเนินการในขั้นตอนนี้ยัง ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร สังเกตได้จาก เวลาที่ครูให้นักเรียนเขียนรายงานโครงงานตามรูปแบบที่ครูแจกให้ นักเรียน เขียนสรุปผลการศึกษาค้นคว้าไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์ที่ตั้งไว้เขียนบทคัดย่อไม่เป็น การอภิปรายผลและ ข้อเสนอแนะยังเขียนได้ไม่ตรงประเด็น การใช้ภาษายังไม่ดีไม่กระชับครูต้องคอยแนะนำอยู่ตลอดเวลา 5. ขั้นตอนการแสดงผลงาน พบว่า ครูผู้ร่วมวิจัยสามารถดำเนินการได้ดี เห็นได้จากที่ครูให้ นักเรียนนำเสนอโครงงานเน้นจิตอาสาโดยการรายงานด้วยปากเปล่า และการจัดทำเป็นเอกสารผลงาน จนถึง แสดงผลงานด้วยการจัดแผงแสดงโครงงาน นักเรียนสามารถทำได้ถูกต้องเป็นส่วนมากสามารถนำเสนอได้อย่าง มั่นใจ กล้าแสดงความคิดเห็นให้เหตุผลมีหลักการ มีนักเรียนบางส่วนที่ยังขาดความมั่นใจไม่กล้าแสดงออก ครู ต้องให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์และมีการเสริมแรงให้นักเรียนเกิดกำลังใจ เป็นการสร้าง บรรยากาศ ที่ดีในชั้นเรียนเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ซึ่งจากการดำเนินกิจกรรมการนิเทศดังผลที่เกิดขึ้นซึ่ง ตรงกับข้อมูลการสังเกตและสัมภาษณ์ ดังนี้ ผลจากการสังเกต พบว่าครูได้มีความรู้ ความเข้าใจและสามารถที่จะจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบโครงงานเน้นจิตอาสาให้แก่นักเรียนได้ตามขั้นตอนของการจัดทำ โครงงาน และนักเรียนได้มีความรู้ในการ ทำโครงงานเน้นจิตอาสาและรายงานผลโครงงานได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดทำโครงงานเน้นจิตอาสาได้เป็น
13 อย่างดีครูในแต่ละชั้นเรียน ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของการจัดทำโครงงานของนักเรียนที่มีการปรับปรุงพัฒนา มากยิ่งขึ้นและเป็นไปตามขั้นตอนทุกโครงงาน ผลจากการสัมภาษณ์นักเรียนส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกัน ว่านักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดทำโครงงานเน้นจิตอาสาและได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและทำ งานร่วมกัน สรุปผลการดำเนินการพัฒนาครูโดยการนิเทศ หลังจากการดำเนินการกิจกรรมการนิเทศแล้ว ผู้วิจัยและผู้ร่วม วิจัยได้ประชุมปรึกษาหารือเพื่อสะท้อนผลการพัฒนาโดยการนำผลการสังเกตการสอน การสัมภาษณ์ครู นักเรียน การสนทนาทางวิชาการมาทำการวิเคราะห์ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องต่างๆ ทั้งกล ยุทธ์และกิจกรรมการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสา ผลการวิจัยพบว่า สามารถพัฒนาครูผู้ร่วมวิจัยให้มีความรู้ความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานทั้ง 5 ขั้นตอน ได้ในระดับหนึ่งแต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะขั้นตอนการเขียนรายงานโครงงานและการนำแสนอผลงาน โครงงานเน้นจิตอาสายังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งนี้อาจจะเกิดจากครูยังไม่มีความมั่นใจในการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้และสับสนในขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำโครงงานเน้นจิตอาสา โดยเฉพาะในขั้นตอนการเขียนรายงานและ การนำเสนอผลงาน ส่งผลให้นักเรียนทำโครงงานได้ไม่ดีเท่าที่ควรจำเป็นที่จะต้องพัฒนาครูในกิจกรรมที่ยังไม่ ประสบผลสำเร็จอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นใจของผู้ร่วมวิจัยให้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ขั้นตอนที่ 5 ขั้นการสะท้อนผล (Reflection) เป็นการสัมมนาประเมินผลโครงการและ จัดทำรายงานการวิจัย การสะท้อนผลผลกลับการดำเนินการแก้ปัญหา ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย ได้ร่วมกัน สรุปผลการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลจากการพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เน้นจิตอาสา และกิจกรรมการนิเทศตามเป้าหมายกิจกรรมพบว่า หลังจากการดำเนิน การพัฒนาบุคลากรครู ทำ ให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสา ตามกระบวนการจัดทำ โครงงานทั้ง 5 ขั้นตอน ตามกรอบการศึกษาที่วางไว้ได้ตรงตามเป้าหมายที่ต้องการครบตามกระบวนการ ขั้นตอนการทำโครงงานเน้นจิตอาสาเป็นอย่างดี สามารถแก้ไขขั้นตอนการทำโครงงานที่เป็นปัญหาในรอบแรก คือ นักเรียนขาดทักษะในการเขียนรายงานโครงงานเน้นจิตอาสาที่ถูกต้องตามหลักการ อาจเป็นเพราะ การสอน ครั้งแรก ในการเขียนรายงานโครงงานเน้นจิตอาสาทำให้นักเรียนที่ไม่เข้าใจบางครั้งครูต้องคอยอธิบายเพิ่มเติม แต่เนื่องจากครูก็ยังขาดประสบการณ์ในการเขียนรายงานโครงงานเน้นจิตอาสาเช่นกัน นักเรียนไม่กล้า แสดงออก นำเสนอผลงานไม่เป็นไปตามขั้นตอน ตอบปัญหาไม่ตรงประเด็นเมื่อได้ให้เวลานักเรียนได้เตรียม ความพร้อมในการนำเสนอผลงานโครงงานเน้นจิตอาสา ฝึกให้เกิดความเคยชินทำให้สามารถปรับปรุงและ พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เมื่อให้แนวคิดหลักการ วิธีการนำเสนอ การเสริมแรงโดยให้นักเรียนฝึกบ่อย ๆ ผลปรากฏว่าการเขียนรายงานโครงงานเน้นจิตอาสาของนักเรียนดีขึ้น เขียนได้ถูกต้องตามหลักการทำให้มีการ พัฒนาในการโน้มน้าวให้นักเรียนกล้าแสดงออกมากขึ้น ทำให้การนำเสนอผลงานโครงงานเน้นจิตอาสาของ นักเรียนดีขึ้นมาก นักเรียนมีความมั่นใจในการนำเสนอผลงานเป็นไปตามขั้นตอน ตอบคำถามได้ตรงประเด็น กล้าแสดงออก เป็นที่น่าพอใจของผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เกิดผลดีต่อการพัฒนาครูและนักเรียน เป็นอย่างยิ่งส่งผลให้นักเรียนมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ รู้จักแก้ปัญหา และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วย
14 ตนเอง ทำงานมีระบบและสร้างสรรค์ ที่สำคัญทำให้นักเรียนสามารถทำโครงงานในเรื่องที่ตนเองสนใจได้ นอกจากนี้ผู้วิจัย ยังได้แนะนำและจัดหาเอกสารเกี่ยวกับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ แบบโครงงาน โดยการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้จากอินเทอร์เน็ต ให้ผู้ร่วมวิจัยทุกคน ได้ใช้ศึกษา หาความรู้เพิ่มเติมและนำความรู้ที่ได้มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ดีขึ้นในโอกาสต่อไป 2. ผลการใช้รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสา ได้ผลดังนี้ 2.1 ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โครงงานสู่จิตอาสาพัฒนาสังคม พบว่า ก่อนและหลังใช้รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน ครูผู้ร่วมวิจัยมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการจัดกิกจรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยหลังการใช้กิจกรรม การจัดกระบวนการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสามีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการใช้กิจกรรมการจัด กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสา 2.2 สมรรถนะในการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ โครงงานเน้นจิตอาสา ผลจากการสังเกตการจัดกิจกรรมของครูร่วมวิจัยกับนักเรียน พบว่า ครูผู้ร่วมวิจัยมี สมรรถนะในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสาอยู่ในระดับมาก 2.3 ความพึงพอใจของครูผู้รับการนิเทศที่มีต่อรูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบ โครงงานเน้นจิตอาสา ซึ่งความพึงพอใจของครูผู้ร่วมวิจัยที่มีต่อรูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน โดยภาพรวมพบว่า ครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศอยู่ในระดับมากที่สุด 2.4 ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนกับครูผู้รับการนิเทศด้วยรูปแบบการจัดกระบวนการ เรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสา ซึ่งความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนกับครูร่วมวิจัยด้วยรูปแบบการจัด กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงานเน้นจิตอาสา โดยภาพรวมพบว่า นักเรียนมีความ พึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ปัจจัยความสำเร็จ 1. การเอาใจใส่และความมุ่งมั่นของครูผู้สอนเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้การ ต่อต้านการทุจริต 2. ผู้บริหารมีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ของผู้เรียน การกำกับ ติดตาม และให้การสนับสนุนกิจกรรมของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง 3. นักเรียนให้ความสำคัญ มีความสุขในการเรียน การทำกิจกรรมและตั้งใจเรียนมากขึ้น 4. มีกระบวนการทำงานที่เป็นระบบ เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Professional Learning Community : PLC)
15 บทเรียนที่ได้รับ (Lesson Learned) การทำงานที่เป็นระบบและความทุ่มเทเอาใจใส่ความรับผิดชอบ กระบวนการทำงาน ของคณะครู ผู้ปกครอง นักเรียน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์และ เป้าหมายที่วางไว้ การเผยแพร่/การได้รับการยอมรับ/รางวัลที่ได้รับ การเผยแพร่ โรงเรียนได้ดำเนินการเผยแพร่ในโรงเรียน โดยแจ้งให้คณะครูและนักเรียนทราบ ในการทำกิจกรรมหน้าเสาธง และเผยแพร่นอกโรงเรียนโดยการแจ้งให้ผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐานรับทราบโดยการประชุม และจัดกิจกรรมเปิดบ้านวิชาการ (Open House) - เผยแพร่ผลงานผ่าน Facebook, กลุ่ม Line ต่างๆ - เผยแพร่ผลงานผ่านช่อง Youtube - เป็นวิทยากรพี่เลี้ยงให้กับคุณครู การได้รับการยอมรับ 1. คณะครู ผู้ปกครอง นักเรียนและคณะกรรมการสถานศึกษาตลอดจนชุมชนมีความพึงพอใจต่อการ ดำเนินการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 2. นักเรียนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์จากการส่งเสริมความสามารถพิเศษด้านสังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม ดังนี้ รางวัลที่สถานศึกษาได้รับ รางวัลของสถานศึกษา 1. ได้รับคัดเลือกเป็นโรงเรียนที่มีแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) การน้อมนำพระบรมรา โชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกลที่ 10 ด้านที่ 3 หนึ่งนักเรียนหนึ่งอาชีพ มีงานทำ มีอาชีพ ประเภท สถานศึกษาขนาดใหญ่ ในชื่อ “ PUNROH” น้อย ร้อยอาชีพด้วยรูปแบบ PUNROH Model จากสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ และจากกลุ่มพื้นที่การศึกษา ประจำเขตตรวจราชการที่ 13 ประจำปี พ.ศ. 2566 2. ได้รับรางวัลรองชนะเลิศเหรียญทอง อันดับ 2 การเสริมเสริมความปลอดภัยที่เป็นเลิศ (The Best Safety Practice) ประเภทสถานศึกษา ระดับมัธยมศึกษา จากกลุ่มพื้นที่การศึกษา ประจำเขตตรวจ ราชการที่ 13
16 3. ได้รับรางวัลเกียรติบัตรยอดเยี่ยมลำดับที่ 1 ด้านการเสริมเสริมความปลอดภัยที่เป็นเลิศ (The Best Safety Practice) ประเภทสถานศึกษา ระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาบุรีรัมย์ 4. ได้รับการคัดเลือกเป็นโรงเรียนที่มีผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ระดับยอดเยี่ยม ด้านการเสริมเสริมความปลอดภัยในโรงเรียน ประเภทสถานศึกษาขนาดใหญ่ จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาบุรีรัมย์ 5. ได้รับรางวัลเกียรติบัตรดีเด่น ด้านการเป็นสถานศึกษาปลอดภัย ประจำปี พ.ศ. 2566 จากกรม สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 6. ได้รับรางวัลชนะเลิศ ระดับดีเยี่ยม ประเภทสถานศึกษา ในการประเมินวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของ สถานศึกษาเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะและทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 (Best Practice) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ 7. ได้รับเกียรติบัตร สถานศึกษาดีเด่น ในโครงการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เพศวิถีศึกษาและทักษะ ชีวิตในสถานศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ 8. ได้ผ่านการตรวจสอบและได้รับการยกระดับคุณภาพโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. ระดับ 2 จาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ 9. ได้รับรางวัลระดับคุณภาพดีเยี่ยม อันดับที่ 2 กิจกรรมบริษัทสร้างการดี ในการแข่งขันกิจกรรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การนำเสนอผลงานและการประกวดแข่งขันกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้โครงการเสริมสร้าง คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในสถานศึกษา (โครงการโรงเรียนสุจริต) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ 10. ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ในการประกวดแดนซ์เซอร์พร้อมนักร้อง งานสืบสาน วัฒนธรรมไทยประจำปี 2566 จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จังหวัดสุรินทร์ 11. ได้รับผลการดำเนินงานระดับดีเยี่ยม โครงการพัฒนาเครือข่ายผู้บริหารสถานศึกษาร่วม พัฒนาการนิเทศการศึกษา ปีงบประมาณ 2566 กิจกรรมการบูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นกับหลักสูตร สถานศึกษา จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จังหวัดสุรินทร์ รางวัลของผู้บริหาร 1. นายกิติศักดิ์ ไทวะกิรติ ได้รับรางวัลเกียรติบัตร ผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น ในโครงการส่งเสริม การจัดการเรียนรู้เพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตในสถานศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จากสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ 2. นายกิติศักดิ์ ไทวะกิรติ ได้รับการคัดเลือกผลงานทางวิชาการการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้น พื้นฐานโครงการจัดงานวิชาการการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนต้นแบบการจัดการเรียนรู้เชิง รุก 14 ด้าน ผลงานดีเด่นด้าน Coding “CODING Achievement Awards” ครั้งที่ 2 ด้านผู้บริหาร ระดับยอด เยี่ยม ประจำปีการศึกษา 2566 จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์
17 3. นายกิติศักดิ์ ไทวะกิรติ ได้รับการคัดเลือกผลงานทางวิชาการการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้น พื้นฐานโครงการจัดงานวิชาการการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนต้นแบบการจัดการเรียนรู้เชิง รุก 14 ด้าน ผลงานดีเด่นด้าน Coding “CODING Achievement Awards”ครั้งที่ 2 ด้านผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปีการศึกษา 2566 จาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) รางวัลของครูผู้สอน 1. นางนิศานาถ ทบวอ ได้รับรางวัล ครูต้นแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการทักษะชีวิต ประจำปี ๒๕๖๖ ระดับเขตตรวจราชการ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 เกียรติบัตรระดับทอง อันดับ 3 จากกลุ่มพื้นที่ การศึกษา ประจำเขตตรวจราชการที่ 13 2. นางนิศานาถ ทบวอ ได้รับรางวัล “ยอดเยี่ยมอันดับ 1” การประเมินครูต้นแบบการจัดการ เรียนรู้บูรณาการทักษะชีวิต ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ประจำปี 2566 3. นางสาวสิริญา วงเวียน ได้รับรางวัล “ยอดเยี่ยมอันดับ 2” การประเมินครูต้นแบบการจัดการ เรียนรู้บูรณาการทักษะชีวิต ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ประจำปี 2566 4. นายชลวัฒน์ เมฆหมอก ได้รับรางวัลเกียรติบัตร ครูผู้สอนดีเด่น ในโครงการส่งเสริมการจัดการ เรียนรู้เพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตในสถานศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จากสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ 5. นายณัฐพงษ์ บุญปอง นางสาวสิริญา วงเวียน และนางสาวมนัญชยา หนูช่วย ได้รับเกียรติบัตร เป็นผู้นำเสนอผลงาน ได้รับรางวัล ชนะเลิศ ระดับดีเยี่ยม ประเภทสถานศึกษา การประกวดวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ของสถานศึกษาเกี่ยวกับการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะและทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 (Best Practice) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ 6. นายภูรินท์ฤทธิ์ หลอมประโคน นางสาวฉวีวรรณ เรืองชาญ และนายหลักชัย จิตรสมาน ได้รับ เกียรติบัตร ครูที่ปรึกษา กิจกรรมบริษัทสร้างการดี รางวัลระดับคุณภาพดีเยี่ยม อันดับ 2 ในการแข่งขันกิจกรรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การนำเสนอผลงานและการประกวดแข่งขันกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้โครงการเสริมสร้าง คุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา (โครงการโรงเรียนสุจริต) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ 7. นางอนุรักษ์ สาระสิทธิ์ นางชนากาญจน์ เสาะหายิ่ง นายศราวุธ เสาเกลียว นางไพลิน เสา เกลียว นายนิพนธ์ เกลียรัมย์ นางสาวสิริญา วงเวียน และนางสาวกนกวรรณ ทองเชิด ได้รับเกียรติบัตร เป็น ครูผู้สอนนักเรียน ได้รับรางวัลระดับเหรียญทอง การแข่งขันสูตรคูณเร็ว ระดับมัธยมศึกษา รายการ “คิดเลขเร็ว เอแม็ท และซูโดกุบุรีรัมย์ ครั้งที่ 8 ประจำปีการศึกษา 2566” ชิงถ้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จาก กระทรวงศึกษาธิการ 8. นายปิยะ เกียนประโคน และนางนิศานาถ ทบวอ ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัย เรื่อง การส่งเสริม การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหา เชิงสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
18 รางวัลของนักเรียน 1. นายสิรภพ หว่างรัมย์และนางสาวนิชนันท์ แปลงดี ได้รับเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติ เป็นผู้ ได้รับคัดเลือกและยกย่องว่ามี“ความประพฤติดี” ประจำปี 2566 และได้รับทุนการศึกษาจำนวน 4,000 บาท จากพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 2. นายสุทธิพงศ์ สมนอก นางสาวหทัยขวัญ สินทรา นางสาวนิภารัตน์ จันทร์ทอง และนางสาววิไล วรรณ เกิดทรัพย์ ได้รับเกียรติบัตร เป็นผู้นำเสนอผลงาน กิจกรรมบริษัทสร้างการดี รางวัล ระดับคุณภาพดี เยี่ยม อันดับ 2 ในการแข่งขันกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การนำเสนอผลงาน และการประกวดแข่งขันกิจกรรม การเรียนรู้ ภายใต้โครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในสถานศึกษา (โครงการโรงเรียน สุจริต) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ 3. น.ส. นิดา เฮ่งทิม ด.ญ. ณิชภัทร ฝ่ายพรม น.ส. อชิรญา นากาจิมา นายสิรภพ หว่างรัมย์ ด.ญ. ชมพู่ ครองชื่น ด.ญ. สุพัชชา ภาคเดี่ยว ด.ญ. วารินทร์ พรมนอก น.ส. สุชาวดี ไขทะเล และ น.ส. พิมพกานต์ กระชิรัมย์ ได้รับเกียรติบัตร รางวัลระดับเหรียญทอง การแข่งขันสูตรคูณเร็ว ระดับมัธยมศึกษา รายการ “คิด เลขเร็ว เอแม็ทและซูโดกุบุรีรัมย์ ครั้งที่ 8 ประจำปีการศึกษา 2566” ชิงถ้วยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ 4. นายชญธนัน สายยศ น.ส. ธนพร ธนศรีวรฉัตร นายวรยุทธ คำแหง และ น.ส. ธนะศรี สังเกตกิจ ได้รับเกียรติบัตร รางวัลระดับเหรียญเงิน การแข่งขันสูตรคูณเร็ว ระดับมัธยมศึกษา รายการ “คิดเลขเร็ว เอ แม็ทและซูโดกุบุรีรัมย์ ครั้งที่ 8 ประจำปีการศึกษา 2566” ชิงถ้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 5. ด.ญ. ณัฐชยา แจ่มใส น.ส. สุพิชญา เหลือสนุกนิดา นายรติพงษ์ จินดาศรี น.ส. กุลนันท์ กันรัมย์ น.ส. ฐานิกา ชอบรัมย์ นายเมธาสิทธิ์ เฮ่งทิม น.ส. มธุกุลย์ การรัมย์ น.ส. สุนิสา บัวประโคน น.ส. สิริวิมล วัน เพราพริ้ง นายภาคิน สมชาติ น.ส. ณัฏฐิกา คำไหล น.ส. แพรวา หาญนึก และ น.ส. อาทิตยา เสลานอก ได้รับ เกียรติบัตร รางวัลระดับเหรียญทองแดง การแข่งขันสูตรคูณเร็ว ระดับมัธยมศึกษา รายการ “คิดเลขเร็ว เอ แม็ทและซูโดกุบุรีรัมย์ ครั้งที่ ๘ ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๖” ชิงถ้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 6. ด.ญ. ณิชภัทร ฝ่ายพรม ได้รับเกียรติบัตร รางวัลระดับเหรียญเงิน การแข่งขันเอแม็ท ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น รายการ “คิดเลขเร็ว เอแม็ทและซูโดกุบุรีรัมย์ ครั้งที่ 8 ประจำปีการศึกษา 2566” ชิงถ้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 7. ด.ช. พัสกร กุสารัมย์ และ ด.ช. อภิวัฒน์ คำงาม ได้รับเกียรติบัตร รางวัลระดับเหรียญทองแดง การแข่งขันเอแม็ท ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รายการ “คิดเลขเร็ว เอแม็ทและซูโดกุบุรีรัมย์ ครั้งที่ 8 ประจำปี การศึกษา 2566” ชิงถ้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 8. น.ส. ยุพารัตน์ แป้นประโคน ได้รับเกียรติบัตร รางวัลระดับเหรียญเงิน การแข่งขันเอแม็ท ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รายการ “คิดเลขเร็ว เอแม็ทและซูโดกุบุรีรัมย์ ครั้งที่ 8 ประจำปีการศึกษา 2566” ชิงถ้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
19 9. น.ส. นิดา เฮ่งทิม และ นายยุทธจักร คำแหง ได้รับเกียรติบัตร รางวัลระดับเหรียญทองแดง การแข่งขันเอแม็ท ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รายการ “คิดเลขเร็ว เอแม็ทและซูโดกุบุรีรัมย์ ครั้งที่ 8 ประจำปีการศึกษา 2566” ชิงถ้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 10. นักเรียนได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย การแข่งขันเซปัก ตะกร้อ ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 11. นักเรียนได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น การแข่งขันเซปัก ตะกร้อ ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เงื่อนไขความสำเร็จ 1. ทุกกิจกรรมเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมมากที่สุด (Active Learning) 2. นักเรียนส่งต่อความดีจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง เผื่อแผ่ความดี ความสุขไปยังผู้อื่น 3. การกำกับติดตามการให้คำปรึกษาแนะนำในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ภาคผนวก
โครงการอบรมคุณธรรม จริยธรรม
นิทรรศการนำเสนอผลงานนักเรียน
นิทรรศการนำเสนอผลงานนักเรียน
กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย
กิจกรรมส่งเสริมจิตอาสา
กิจกรรมโรงเรียนวิถีพุทธ
กิจกรรมโรงเรียนวิถีพุทธ
กิจกรรมจิตอาสา