0 วิจัยในชั้นเรียน “การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 (รหัสวิชา ว21101) หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก โดยพัฒนาชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565” นางสาวจันทรวรรณ จันทรกอง ครูผู้ช่วย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนบ้านเชียงวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี วช.พ.14.3
1 วิจัยในชั้นเรียน โรงเรียนบ้านเชียงวิทยา ชื่องานวิจัย “การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 (รหัสวิชา ว21101) หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก โดยพัฒนาชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและ การสืบพันธุ์ของพืชดอก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565” ชื่อผู้วิจัย นางสาวจันทรวรรณ จันทรกอง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยการจัดการเรียนรู้เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก จำนวน 6 คาบ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- บทที่ 1 บทนำ ศตวรรษที่ 21 เป็นการดำรงชีวิตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก กับความเป็นสังคมเมือง สังคมการเรียนรู้และความเป็นส่วนตัว ซึ่งในยุคที่เปลี่ยนผ่านนั้นคนไทยยังไม่สามารถเป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์หรือ เป็นผู้นำในการคิด การทำงานได้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ม.ป.ป.) การพัฒนาคนให้ก้าว ทันโลกที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นอย่างยิ่งและเป็นวิธีการพื้นฐานให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งเน้นใน การเสริมสร้างความรู้ ความสามารถและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 (วุฒิพงษ์ คำเนตร, 2558) ด้วยการพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดริเริ่ม เป็นผู้นำทางการเรียนรู้ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ได้กำหนดประเด็นการพัฒนา พร้อมทั้งแผนงาน โครงการสำคัญ ที่ต้องดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมของคน สังคมและเศรษฐกิจให้สามารถปรับตัวได้ เพื่อรองรับการ เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2559) ด้วยการ ให้เยาวชนของชาติได้รับการศึกษาที่ดีตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวด 4 มาตรา 22 ที่กล่าวว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักการว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ รวมถึง ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการต้องยึดหลักที่ว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนา ตนเองได้ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 127, 2553) สอดคล้องวิสัยทัศน์ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ตามศักยภาพที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญหลายประการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสามารถในการคิด ประกอบด้วย การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมี วิจารณญาณ และการคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศประกอบการตัดสินใจ เกี่ยวกับตนเองและสังคม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ทักษะการคิด การทำงานของนักเรียน ถูกพัฒนาจาก กิจกรรมการเรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ด้วยเครื่องมือการวัดที่หลากหลายที่จะช่วยให้นักเรียนได้ แสดงความสามารถของตนเองได้ตามศักยภาพ
2 โรงเรียนบ้านเชียงวิทยา มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่เปี่ยมด้วยความรู้ สื่อสารได้ หลายภาษา มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรม ได้วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) และ หลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 โดยจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Active Learning) เพื่อให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย มีทักษะกระบวนการที่เกิดจากการนำความรู้มาฝึกปฏิบัติ ทดลองทำ สร้างสรรค์ชิ้นงาน มีความตระหนักในความสำคัญของความเป็นไทย มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คือ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รักความเป็นไทย มุ่งมั่นในการทำงาน ใฝ่เรียนรู้ และมีทักษะความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้ทักษะชีวิตและการใช้เทคโนโลยี (แผนปฏิบัติงานประจำปี พ.ศ.2564, 2564) จากการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ 1 (รหัสวิชา ว21101) เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช ที่ผ่านมา พบว่า ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เนื้อหาวิชาตามตัวชี้วัดของแต่ละมาตรฐานการเรียนรู้จากสื่อการสอนที่ ครูสร้างขึ้น ผู้เรียนชอบเรียนรู้เพียงคนเดียว ไม่ชอบการรวมกลุ่มกันทำงาน จึงทำให้มีทักษะในการปฏิบัติ กิจกรรมน้อย ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ นักเรียนยังไม่สามารถมองภาพรวมของโครงสร้างของ ดอกไม้รวมทั้งการ ชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก เป็นสื่อประเภทวัสดุและอุปกรณ์ เนื่องจากในชุดการสอนนี้ประกอบไปด้วยสื่อที่เป็นใบกิจกรรม ใบความรู้ และใบงาน นอกจากนี้ยังมีบบจำลอง โครงสร้างดอกไม้ ซึ่งสามารถศึกษาโครงสร้างและกระบวนการสืบพันธุ์ของดอกไม้ได้ และยังมีชุดภาพของการ งอกของเมล็ดพืชซึ่งเป็นผลหลังจากการสืบพันธุ์ซึ่งเป็นสื่อการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วย ตนเอง เพื่อให้นักเรียนเกิดการสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองอย่างถาวร ผู้สอนจำเป็นต้องชุดการสอน แบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก โดยริเริ่มพัฒนาชุดการสอนเพื่อใช้ในขั้นตอนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ จากสภาพปัญหาดังกล่าว ผู้สอนจึงมีความสนใจพัฒนาชุดการสอนที่รวมทั้งวัสดุและอุปกรณ์เพื่อให้ นักเรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้จากการเรียนรู้จึงจำเป็นที่จะต้องนำสื่อไปพัฒนา ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก โดยให้นักเรียนได้ศึกษาเรียนรู้จากชุดการเพื่อนำไปสู่การพัฒนา ฝึกฝนให้ผู้เรียน เกิดความชำนาญในการใช้กระบวนการคิด และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ใน ระดับที่สูงขึ้นไปได้อย่างมีคุณภาพ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน/คุณลักษณะให้เป็นไปตามค่าเป้าหมายของ โรงเรียน และพัฒนาสมรรถนะความสามารถด้านการสื่อสารและความคิดของผู้เรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 (รหัสวิชา ว21101) หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อสร้างและพัฒนาชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก หน่วยการ เรียนรู้ เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก รายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การสืบพันธุ์ ของพืชดอก รายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยชุดการสอน แบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก รายวิชา วิทยาศาสตร์ 1 กับค่าเป้าหมายของโรงเรียน
3 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบจำลอง โครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก 3. สมมติฐานของการวิจัย 1. ชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก รายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคุณภาพตามเกณฑ์ประเมินของ ผู้เชี่ยวชาญในระดับมากขึ้นไป 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยชุดการสอน แบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก หน่วยการเรียนรู้ เรื่องการสืบพันธุ์ของพืชดอก รายวิชา วิทยาศาสตร์ 1 สูงกว่าก่อนเรียน 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบจำลอง โครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก รายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 สูงกว่าค่าเป้าหมายของโรงเรียน 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของ พืชดอก หน่วยการเรียนรู้ เรื่องการสืบพันธุ์ของพืชดอก รายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 มีความพึงพอใจตั้งแต่ระดับ มากขึ้นไป 4. ขอบเขตของการวิจัย 4.1 กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยในชั้นเรียน 1) ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 3 ห้อง จำนวน 76 คน 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1 และ 1 จำนวน 51 คน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย และใช้ การสอนแบบการสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7-E Learning Cycle) โดยใช้ชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและ การสืบพันธุ์ของพืชดอก โรงเรียนบ้านเชียงวิทยา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เนื่องจากเป็นห้องเรียนที่ผู้รายงานเป็นผู้สอน 4.2 ตัวแปร 1) ตัวแปรต้น คือ 1. การเรียนด้วยชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ ของพืชดอก 2) ตัวแปรตาม คือ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ 1 หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก 2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 5. นิยามศัพท์เฉพาะ 1) ชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก หมายถึง สื่อทั้งที่เป็นประเภทวัสดุ และอุปกรณ์ ซึ่งประกอบด้วยชุดกิจกรรมทั้งหมด 3 ชุด ได้แก่ 1.1) ชุดกิจกรรมที่ 1 โครงสร้างของดอกกับการถ่ายเรณู 1.2) ชุดกิจกรรมที่ 2 การสืบพันธุ์ของพืชดอก 1.3) ชุดกิจกรรมที่ 3 การงอกของเมล็ด
4 โดยแต่ละชุดกิจกรรมประกอบไปด้วย ใบกิจกรรม ใบความรู้ และใบงาน ตามความเหมาะสมของ เนื้อหาแต่ละเรื่อง 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์1 หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ด้านความรู้ ความจำ และความเข้าใจ เรื่อง การสบพันธุ์ของ พืชดอก วัดได้จากการทำแบบทดหลังก่อนเรียน เรื่อง การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ 3) ความพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอใจ ความชอบ ความรู้สึก ความคิดเห็นของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก รายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 6. กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น 1. การเรียนด้วยชุดการสอนแบบจำลอง โครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก ตัวแปรตาม 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ 1 หน่วย การเรียนรู้ เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก 2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 1. ชุดการสอน ชัยยงค์ พรหมวงศ์, สมเชาว์ เนตรประเสริฐ, และสุดา สินสกุล (2521:6) ได้แบ่งประเภทชุดการ สอนที่ผลิตจากระบบการสอนแผนจุฬาเป็น 4 ประเภท คือ 1. ชุดการสอนประกอบแบบบรรยาย ช่วยให้ครู/อาจารย์ทำการสอนแบบบรรยายได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เพื่อลดบทบาทของครู/อาจารย์ให้พูดน้อยลง และใช้สื่อการสอนช่วยในการถ่ายทอดเนื้อหาสาระ แก่ผู้เรียนมากยิ่งขึ้น 2. ชุดการสอนประกอบกลุ่มกิจกรรม ใช้ในการสอนแบบกิจกรรมที่ใช้กลุ่มสัมพันธ์ เข้าช่วย เหมาะที่จะใช้ในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาขั้นต้น (ปี1-2) หากปรับปรุงกิจกรรมและ เนื้อหาให้เหมาะสมแล้ว สามารถสอนนักศึกษาและผู้ใหญ่ได้ดี 3. ชุดการสอนรายบุคคล ใช้ในการสอนตามเอกัตภาพ มีการแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยย่อย (Modules) โดยวิธีการเขียนเป็นแบบโปรแกรมที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ด้วยตนเองมีห้องเรียน เพื่อการสอนรายบุคคลโดยเฉพาะ โดยมีคูหาจำนวนเพียงพอมีห้องประชุมกลุ่มย่อย หิ้งเก็บชุดการสอน และมี เจ้าหน้าที่คอยให้บริการ อาจให้เป็นส่วนหนึ่งของห้องสมุด 4. ชุดการสอนประเภทอื่น ระบบการผลิตชุดการสอนแผนจุฬาสามารถใช้ผลิตชุดการสอน การผลิตรายการโทรทัศน์ ชุดการสอนทางไปรษณีย์ ชุดการสอนสำหรับผู้ปกครอง (สอนบุตรธิดา) ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (อ้างใน สายไหม โพธ์ศิริ, 2554:52) ได้จําแนกประเภทของชุดการสอนและ แนวคิดในการผลิตชุดการเรียนการสอนออกเป็นชุด และประเภทใหญ่ 4 ประเภท คือ 1. ชุดการเรียนการสอนประกอบการบรรยาย เป็นชุดการเรียนการสอนที่มุ่งขยายเนื้อหา สาระการสอนแบบบรรยายให้ชัดเจนขึ้นโดยกำหนดกิจกรรมและสื่อการสอนให้ครูใช้ประกอบคําบรรยาย บางครั้งจึงเรียกว่า “ชุดการเรียนการสอนสำหรับครู” ชุดการเรียนการสอนนี้จะมีเนื้อหาวิชาเพียงหน่วยเดียว และใช้กับผู้เรียนทั้งชั้น โดยแบ่งหัวข้อที่จะบรรยาย และกิจกรรมไว้ตามลำดับขั้น ทั้งนี้เพื่ออํานวยความสะดวก แก่ครูผู้สอน และเพื่อเปลี่ยนบทบาทการพูดของครูให้น้อยลง เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้มีส่วนร่วมในการ จัดกิจกรรมการเรียนมากยิ่งขึ้น ชุดการเรียนการสอนประกอบการบรรยายนี้นิยมใช้กับการฝึกอบรมและในการ สอนในระดับอุดมศึกษา สื่อการสอนที่ใช้อาจเป็นแผ่นการสอน แผนภูมิ รูปภาพ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ หรือกลุ่ม กิจกรรม เป็นต้น สื่อการสอน ชุดการเรียนการสอนมักจะบรรจุในกล่องที่มีขนาดเหมาะสม แต่ถ้าเป็นวัสดุ อุปกรณ์ที่มีราคาแพงหรือขนาดเล็ก หรือใหญ่เกินไป ตลอดจนเสียหายง่าย หรือเป็นสิ่งมีชีวิตก็จะไม่บรรจุลง กล่อง แต่จะกำหนดไว้ในคู่มือครูเพื่อจัดเตรียมก่อนสอน 2. ชุดการเรียนการสอนสำหรับกิจกรรมแบบกลุ่ม เป็นชุดการสอนที่มุ่งเน้นที่ตัวผู้เรียนได้ ประกอบกิจกรรมร่วมกัน ครูจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้บรรยายเป็นผู้แนะนําช่วยเหลือผู้เรียน ชุดการเรียนการ สอนแบบกิจกรรมกลุ่มอาจจัดเรียนในห้องเรียนศูนย์การเรียน ชุดการเรียนการสอนแต่ละชุดจะประกอบด้วย ชุดการสอนย่อยที่มีจำนวนเท่ากับจำนวนศูนย์กิจกรรมนั้นๆ ซึ่งจัดไว้ในรูปสื่อประสม อาจใช้เป็นสื่อรายบุคคล หรือทั้งกลุ่มใช้ร่วมกันก็ได้ ในขณะทำกิจกรรมการเรียนหากมีปัญหา ผู้เรียนสามารถซักถามครูได้เสมอ เมื่อจบ
6 การเรียนแต่ละศูนย์แล้วผู้เรียนสนใจที่จะเรียนเสริมก็สามารถศึกษาได้จากศูนย์สํารองที่จัดเตรียมไว้ โดยไม่ต้อง เสียเวลารอคอยผู้อื่น 3. ชุดการเรียนการสอนรายบุคคลเป็นชุดการเรียนการสอนที่จัดไว้ให้ผู้เรียนเรียนด้วยตนเอง ตามคำแนะนําที่ระบุไว้ แต่อาจมีการปรึกษากันระหว่างเรียนได้ และเมื่อสงสัยไม่เข้าใจบทเรียนตอนไหน สามารถไต่ถามครูได้ การเรียนจากชุดการสอนรายบุคคลนี้นิยมใช้ห้องเรียนที่มีลักษณะพิเศษ แบ่งสัดส่วน สำหรับผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งเรียกว่า “ห้องเรียนรายบุคคล” ชุดการเรียนการสอนรายบุคคลนี้ นักเรียนอาจ นําไปใช้เรียนที่บ้านได้ด้วยโดยมีผู้ปกครองหรือบุคลากรอื่นคอยให้ความช่วยเหลือชุดการเรีย นการสอน รายบุคคลนี้เน้นหน่วยการสอนย่อย จึงนิยมเรียกว่า บทเรียนโมดูล (Instructional module) 4. ชุดการเรียนการสอนทางไกล เป็นชุดการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนอยู่ ต่างถิ่นต่างเวลา มุ่งสอนให้ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเองโดยไม่ต้องเข้ามาชั้นเรียน ประกอบด้วยสื่อประเภทสิ่งพิมพ์ รายการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และการสอนเสริมตามศูนย์บริการการศึกษา เช่น ชุดการเรียน การสอนทางไกลของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นต้น ทิศนา แขมมณี (2548 : 10 – 12) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้ 1. ชื่อกิจกรรม ประกอบด้วยหมายเลขกิจกรรม ชื่อของกิจกรรมและเนื้อหาของกิจกรรมนั้น 2. คำชี้แจง เป็นส่วนที่อธิบายความมุ่งหมายหลักของกิจกรรมและลักษณะของการจัด กิจกรรมเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายนั้น 3. จุดมุ่งหมายเป็นส่วนที่ระบุจุดมุ่งหมายของกิจกรรม 4. ความคิดรวบยอดเป็นส่วนที่ระบุเนื้อหาหรือมโนทัศน์ของกิจกรรมนั้นส่วนนี้ควรได้รับการ ย้ำและเน้นเป็นพิเศษ 5. สื่อ เป็นส่วนที่ระบุถึงวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินกิจกรรม เพื่อช่วยให้ครูทราบว่า ต้องเตรียมอะไรบ้าง 6. เวลาที่ใช้เป็นส่วนที่ระบุถึงเวลาโดยประมาณ กิจกรรมนั้นควรใช้เวลาเพียงใด 7. ขั้นตอนในการดำเนินกิจกรรม เป็นส่วนที่ระบุในการจัดกิจกรรมเพื่อให้บรรลุตาม วัตถุประสงค์ที่วางไว้ วิธีการจัดกิจกรรมนี้ได้จัดไว้เป็นขั้นตอนซึ่งนอกจากจะสอดคล้องกับหลักวิชาการแล้วยัง เป็นการอำนวยความสะดวกในการดำเนินการ ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ 7.1 ขั้นนำเป็นการเตรียมความพร้อมของผู้เรียน 7.2 ขั้นกิจกรรมเป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ทำให้เกิด ประสบการณ์นำไปสู่การเรียนรู้ตามเป้าหมาย 7.3 ขั้นอภิปรายเป็นส่วนที่ผู้เรียนจะได้มีโอกาสนำประสบการณ์ที่ได้รับจาก ขั้นกิจกรรมมาวิเคราะห์เพื่อให้เกิดความเข้าใจและอภิปรายเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่กว้างขวางไปอีก 7.4 ขั้นสรุปเป็นส่วนที่ครูและผู้เรียนประมวลข้อความรู้ที่ได้จากขั้นกิจกรรมและ ขั้นอภิปรายนำมาสรุปหาสาระสำคัญที่จะสามารถนำไปใช้ต่อไป 7.5 ขั้นการฝึกปฏิบัติ เป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้นำความรู้ที่ได้จากการเรียนใน กิจกรรมไปฝึกปฏิบัติเพิ่มเติม 7.6 ขั้นประเมินผล เป็นส่วนที่วัดความรู้ความเข้าใจของผู้เรียนหลังจากการฝึกปฏิบัติ กิจกรรมครบถ้วนทุกขั้นตอนแล้ว โดยให้ท าแบบฝึกกิจกรรมทบทวนท้ายชุดกิจกรรม ระพิน โพธิ์ศรี (2545 : 98) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของชุดกิจกรรมไว้ ดังนี้
7 1. มีจุดประสงค์ปลายทางที่ชัดเจน ที่ระบุทั้งเนื้อหา ความรู้ และระดับทักษะการเรียนรู้ที่ ชัดเจนนั่นคือ จะต้องมีจุดประสงค์ประจำชุดกิจกรรมที่ระบุไว้ชัดเจนว่าเมื่อผ่านการเรียนรู้จบ ชุดกิจกรรมนั้น แล้วผู้เรียนต้องทำอะไรเป็นระดับใด 2. ระบุกลุ่มเป้าหมายชัดเจนว่า ชุดกิจกรรมดังกล่าว สร้างขึ้นสำหรับใคร 3. มีองค์ประกอบของจุดประสงค์ที่เป็นระบบเป็นเหตุและผล เชื่อมโยงกันระหว่าง จุดประสงค์ประจำหน่วยและจุดประสงค์ย่อย 4. ต้องมีคำชี้แจง เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน และการประเมินผลที่สอดคล้องกับ จุดประสงค์แต่ละระดับ 5. กรณีทำเป็นชุดการสอน ต้องมีคู่มือครูที่อธิบายวิธีการเงื่อนไขการใช้ชุดการสอนและการ เฉลยข้อคำถามทั้งหมดในกิจกรรม ประเมินผล สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2553) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมมีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1. คู่มือการใช้ชุดกิจกรรม เป็นคู่มือหรือแผนการสอนสำหรับผู้สอนใช้ศึกษาและปฏิบัติตาม ขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งมีรายละเอียดชี้แจงไว้อย่างชัดเจน เช่น การนำเข้าสู่บทเรียนการจัดชั้นเรียน บทบาทของ ผู้เรียนเป็นต้น ลักษณะของคู่มืออาจจัดท าเป็นเล่ม หรือแผ่นพับก็ได้ 2. บัตรคำสั่งหรือบัตรงาน เป็นเอกสารที่บอกให้ผู้เรียนประกอบกิจกรรมแต่ละอย่างตาม ขั้นตอนที่กำหนดไว้ บรรจุอยู่ในชุดการสอนบัตรค าสั่งหรือบัตรงานจะมีครบตามจำนวนกลุ่มหรือจำนวนผู้เรียน ซึ่งประกอบด้วย คำอธิบายในเรื่องที่จะศึกษาคำสั่งให้ผู้เรียนประกอบกิจกรรม และการสรุปบทเรียน 3. เนื้อหาสาระและสื่อการเรียนประเภทต่าง ๆ จัดไว้เป็นรูปของสื่อการสอนที่หลากหลาย อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท 3.1 ประเภทเอกสารสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร บทความ ใบความรู้ของเนื้อหา เฉพาะเรื่อง บทเรียนโปรแกรม เป็นต้น 3.2 ประเภทโสตทัศนูปกรณ์ เช่น รูปภาพ แผนภาพ แผนภูมิ สมุดภาพเทป บันทึกเสียง เทปโทรทัศน์ สไลด์ วีดิทัศน์ ซีดีรอม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นต้น 4. แบบทดสอบ เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดและประเมินความรู้ด้วยตนเองทั้งก่อนและหลังเรียน อาจจะเป็นแบบทดสอบชนิดจับคู่เลือกตอบหรือกาเครื่องหมายถูกผิดก็ได้ บุญเกื้อ ควรหาเวช (2543 : 95-97) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของชุดการสอน โดยจำแนกส่วน ของชุดการสอน เป็น 4 ส่วน คือ 1. คู่มือ สำหรับครูผู้ใช้ชุดการสอน หรือผู้เรียนที่ต้องการเรียนจากชุดการสอน 2. คำสั่งหรือกรอบงาน เพื่อกำหนดแนวทางการเรียนให้ผู้เรียน 3. เนื้อหาสาระและสื่อ โดยจัดให้อยู่ในรูปของสื่อการสอนแบบประสมและกิจกรรมการเรียน การสอนแบบกลุ่มและรายบุคคลตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 4. การประเมินผล เป็นการประเมินของกระบวนการ ได้แก่ แบบฝึกหัด รายงาน การค้นคว้า และผลการเรียนรู้ในรูปของแบบทดสอบต่าง ๆ จากการศึกษาการจัดประเภทของชุดการสอน ดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้สังเคราะห์เป็นชุดการสอน แบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก ซึ่งมีองค์ประกอบคือ คู่มือครูซึ่งเป็นคู่มือและแผนการ จัดการเรียนรู้ในการใช้ชุดกิจกรรม วัตถุประสงค์ของชุดกิจกรรม คำชี้แจงเนื้อหากิจกรรมการสอน เนื้อหาสาระ ใบความรู้ ใบกิจกรรม ใบงาน เกณฑ์การให้คะแนน บรรณานุกรม ภาคผนวก และเฉลยแนวคำตอบ
8 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่เกิดจากการจัดการเรียนรู้ซึ่ง จำแนกได้เป็น 3 ด้านตามอนุกรมวิธานของ Bloom ได้แก่ ผลการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย ด้านทักษะพิสัย และ ด้านจิตพิสัย ซึ่งสามาถวัดได้ด้วยเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประเภทต่าง ๆ 2.2 การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2548) กล่าวว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการดำเนินการที่มี จุดมุ่งหมาย คือ เพื่อค้นหาและพัฒนาสมรรถภาพของมนุษย์ โดยประกอบด้วยการวัด 3 ด้าน ตามอนุกรมวิธาน ของ Bloom ดังนี้ 1. ด้านพุทธิพิสัย คือ ความสามารถทางสมองหรือสติปัญญาของบุคคลในการเรียนรู้ สิ่งต่าง ๆ แบ่งออกเป็น 6 ระดับ จากระดับต่ำสุดไประดับสูงสุด ได้แก่ ระดับที่ 1 ความรู้ที่เกิดจากความจำ (Knowledge) ระดับที่ 2 ความเข้าใจ (Comprehension) ระดับที่ 3 การนำไปใช้ (Application) ระดับที่ 4 การวิเคราะห์ (Analyzation) ระดับที่ 5 การสังเคราะห์ (Synthesis) และระดับที่ 6 การประเมินค่า (Evaluation) 2. ด้านทักษะพิสัย คือ ความสามารถในเชิงปฏิบัติการซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้งานอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายที่ต้องอาศัยการทำงานประสานสัมพันธ์กันของกล้ามเนื้อและระบบประสาท 3. ด้านจิตพิสัย คือ คุณลักษณะด้านความรู้สึกนึกคิด จิตใจ อารมณ์ และคุณธรรม 2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2548) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หมายถึง เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้านพุทธิพิสัย เพื่อให้ทราบว่านักเรียนบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้เพียงใด โดยทั่วไป แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำแนกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนเฉพาะกลุ่มที่ครูสอน เป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นใช้กันโดยทั่วไปในสถานศึกษา ซึ่งจำแนกได้อีก 2 ประเภท คือ 1.1 แบบทดสอบอัตนัย เป็นแบบทดสอบที่กำหนดคำถามหรือปัญหาให้ แล้วให้ ผู้ตอบเขียนแสดงความรู้ ความคิด เจตคติ ได้อย่างเต็มที่ 1.2 แบบทดสอบปรนัย เป็นแบบทดสอบที่กำหนดให้ผู้สอบเขียนตอบสั้น ๆ หรือมี คำตอบให้เลือกแบบจำกัดคำตอบ แบบทดสอบประเภทนี้ จำแนกได้อีก 4 ประเภท คือ แบบทดสอบถูก-ผิด (True-false) แบบทดสอบเติมคำ (Completion) แบบทดสอบจับคู่ (Matching) และแบบทดสอบเลือกตอบ (Multiple Choice) 2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ทั่ว ๆ ไป ซึ่งสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ มีการวิเคราะห์และปรับปรุงอย่างดีจนมีคุณภาพ มาตรฐาน กล่าวคือ มี มาตรฐานในการดำเนินการสอบ วิธีการให้คะแนน และการแปลความหมายของคะแนน สำหรับในการวิจัยนี้ ผู้วิจัยเลือกใช้แบบทดสอบแบบปรนัย จำนวน 10 ข้อ เป็นเครื่องมือใน แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา ว21101 วิทยาศาสตร์ 1 เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก โดยเป็น การวัดวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านพุทธิพิสัย 6 ระดับ ตามอนุกรมวิธานของ Bloom
9 3. ความพึงพอใจ 3.1 ความหมายของความพึงพอใจ จิราพร กำจัดทุกข์ (2552) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่เป็นการยอมรับ ความรู้สึกที่ยินดีความรู้สึกชอบในการได้รับบริการหรือได้รับการตอบสนองตามความคาดหวังหรือความ ต้องการที่บุคคลนั้นได้ตั้งไว้ สมบัตร บารมี (2551) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกเป็นสุขที่เกิดจาก ทัศนคติทางด้านบวกที่มีต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นทั้งจากภายในและภายนอกของปัจเจกบุคคล วิมลสิทธิ์ หรยางกูร (2549) กล่าวถึงความหมายของความพึงพอใจว่า ความพึงพอใจ เป็นการให้ค่าความรู้สึกของคนที่สัมผัสกับโลกทัศน์เกี่ยวกับการจัดการสภาพแวดล้อมค่าความรู้สึกของบุคคลที่ มีต่อการจัดการจัดสภาพแวดล้อมจะแตกต่างกัน เช่น ความรู้สึกดี เลว พอใจ ไม่พอใจ สนใจ ไม่สนใจ 3.2 ระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการ ภณิดา ชัยปัญญา (2541) กล่าวว่า การวัดระดับความพึงพอใจ สามารถทำได้ดังนี้ 1. การใช้แบบสอบถาม เพื่อต้องการทราบความคิดเห็น ซึ่งสามารถกระทำได้ใน ลักษณะกำหนดคำตอบให้เลือกหรือตอบคำถามอิสระ คำถามอิสระดังกล่าว อาจถามความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ 2. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจทางตรง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิค และ วิธีการที่ดีจะได้ข้อมูลที่เป็นจริง 3. การสังเกต เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยการสังเกตพฤติกรรมของบุคคล เป้าหมาย ไม่ว่าจะแสดงออกจากการพูดจา กิริยา ท่าทาง วิธีนี้ต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจังและสังเกต อย่างมีระเบียบแบบแผน 3.3 การวัดความพึงพอใจ โยธิน แสวงดี (2551) กล่าวว่า มาตรวัดความพึงพอใจ ได้แก่ 1. การใช้แบบสอบถาม ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยให้กลุ่มบุคคลที่ ต้องการวัดแสดงความคิดเห็นลงในแบบสอบถามที่กำหนด เพื่อต้องการทราบความคิดเห็น ซึ่งสามารถทำได้ใน ลักษณะที่กำหนดคำตอบให้เลือกหรือตอบคำถามอิสระ คำถามดังกล่าวอาจถามความพึงพอใจในด้านต่างๆ เช่น การบริหารและการควบคุมงาน และเงื่อนไขต่างๆ เป็นต้น 2. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิค ความชำนาญพิเศษของผู้สัมภาษณ์และวิธีการที่ดีจึงจะทำให้ผู้ตอบคำถามตอบตามข้อเท็จจริง ได้ข้อ มูลที่เป็น จริงได้ 3. การสังเกต เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ว่าจะแสดงออกจากการพูด กิริยาท่าทาง วิธีนี้จะต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจังและการสังเกตอย่างมี ระเบียบแบบแผน จากการศึกษา ผู้วิจัยจึงนำมีความสนใจในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการสืบพันธุ์ของพืช ดอก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก
10 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การสร้างและพัฒนาชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ผู้รายงานได้ดำเนินการศึกษาค้นคว้า ดังต่อไปนี้ 1. กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยในชั้นเรียน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 3. การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ 4. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยในชั้นเรียน 1) ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 3 ห้อง จำนวน 76 คน 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1 และ 2 จำนวน 51 คน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย และใช้ การสอนแบบการสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7-E Learning Cycle) โดยใช้ชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและ การสืบพันธุ์ของพืชดอก โรงเรียนบ้านเชียงวิทยา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เนื่องจากเป็นห้องเรียนที่ผู้รายงานเป็นผู้สอน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า 1) ชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก 2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วยการเรียนรู้เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก 4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบจำลอง โครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก รายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 3. การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 3.1 การสร้างชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก 1) ศึกษา วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดจากการจัดการเรียนการสอน และปัญหาการจัดการเรียน การสอนอื่น ๆ และความต้องการของผู้เรียน เกี่ยวกับด้านสื่อการจัดการเรียนการสอน ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก 2) วิเคราะห์เนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ 1 หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก ศึกษา วิธีการสร้างและวิธีการใช้งาน Platform ตามรูปแบบที่ครู นักเรียน ผู้ปกครองและโรงเรียนบ้านเชียงวิทยา ร่วมกันกำหนดตามความต้องการ 3) ออกแบบชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก ให้สอดคล้องกับ ความต้องการของผู้เรียน ประกอบด้วย 3.1) ชุดกิจกรรมที่ 1 โครงสร้างของดอกกับการถ่ายเรณู 3.2) ชุดกิจกรรมที่ 2 การสืบพันธุ์ของพืชดอก
11 3.3) ชุดกิจกรรมที่ 3 การงอกของเมล็ด โดยแต่ละชุดกิจกรรมประกอบไปด้วย ใบกิจกรรม ใบความรู้ และใบงาน ตามความเหมาะสม ของเนื้อหาแต่ละเรื่อง 4) นำชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก ไปให้คณะกรรมการ สร้างและพัฒนาสื่อนวัตกรรมของโรงเรียนบ้านเชียงวิทยา ประเมินคุณภาพและความถูกต้องตามหลักการสร้าง แล้วทำการปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำ 5) นำชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก ไปให้ผู้เชี่ยวชาญทำการ ประเมินคุณภาพ โดยตรวจสอบความเหมาะสมและความสอดคล้องของเวลาการสอน มาตรฐานการเรียนรู้และ ตัวชี้วัด จุดประสงค์ กิจกรรมการเรียนการสอน การวัดประเมินผล ให้เหมาะสมกับบริบทของห้องเรียน ผู้เรียน และโรงเรียน แล้วปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำ เกณฑ์ประเมินคุณภาพตามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ 5 หมายถึง มีคุณภาพในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง มีคุณภาพในระดับมาก 3 หมายถึง มีคุณภาพในระดับปานกลาง 2 หมายถึง มีคุณภาพในระดับน้อย 1 หมายถึง มีคุณภาพในระดับน้อยมาก ผู้วิจัยกำหนดค่าเฉลี่ยแปลความหมายของการประเมิน ดังนี้ 4.50-5.00 หมายถึง มีคุณภาพมากที่สุด 3.50-4.49 หมายถึง มีคุณภาพในระดับมาก 2.50-3.49 หมายถึง มีคุณภาพในระดับปานกลาง 1.50-2.49 หมายถึง มีคุณภาพในระดับน้อย 1.00-1.49 หมายถึง มีคุณภาพในระดับน้อยที่สุด 6) สร้างชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก ให้สมบูรณ์ แล้วนำไป สร้างเป็นแผนการจัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก จำนวน 2 แผนการจัดการ เรียนรู้จำนวน 6 ชั่วโมง 3.2 การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ 1) ศึกษาเอกสารการสอนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ เอกสารเกี่ยวกับ เรื่อง การสืบพันธุ์ ของพืชดอก และนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ใหม่เพื่อนำมาพัฒนาการจัดการเรียนการสอนตาม ผลการเรียนรู้ของหลักสูตรสถานศึกษา 2) ออกแบบหน่วยการเรียนรู้ให้ครอบคลุมผลการเรียนรู้ และสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ แบบ Active Learning ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้ชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของ พืชดอก
12 3) สร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของ พืชดอก หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก โดยออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้นและสูงกว่าค่าเป้าหมายของโรงเรียน 4) เข้าร่วมกระบวนการนิเทศของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โดยการนำเสนอผลการการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก ต่อผู้นิเทศและสมาชิกในกลุ่ม โดยสมาชิก ช่วยกันให้ข้อเสนอแนะ และผู้นิเทศทำการนิเทศแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา ความเหมาะสมและความสอดคล้องของเวลาการสอน ตัวชี้วัด จุดประสงค์ กิจกรรมการเรียนการสอน การวัด ประเมินผล ให้เหมาะสมกับบริบทของห้องเรียน ผู้เรียนและโรงเรียน และปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้นิเทศ 5) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ห้อง 110 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 42 คน ที่มิใช่กลุ่มเป้าหมาย แล้วปรับปรุง ข้อบกพร่องในระหว่างการจัดกิจกรรมการสอนด้วยรูปแบบการสอนแบบการสอนแบบการสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7-E Learning Cycle) ร่วมกับชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก ให้มีความ สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น 6) นำแผนการจัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก และแผนการ จัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การงอกของเมล็ด ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ห้อง 1 และ 2 จำนวน 51 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น โดยใช้ ชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริง ตาม ขั้นตอนต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นตรวจสอบความรู้เดิม ขั้นที่ 2 ขั้นกระตุ้นความสนใจ ขั้นที่ 3 ขั้นสำรวจและค้นหา ขั้นที่ 4 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป ขั้นที่ 5 ขั้นขยายความรู้ ขั้นที่ 6 ขั้นประเมินผล ขั้นที่ 7 ขั้นนำความรู้ไปใช้ 7) ให้ผู้นิเทศทำการเยี่ยมชั้นเรียน ในระหว่างที่ทำการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก แล้วสะท้อนผลการนิเทศ 3.3 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2560 หลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 2) ศึกษาหลักการสร้างแบบทดสอบจากตำราและเอกสารวิชาการวัดประเมินผลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งระเบียบการวัดประเมินผลของโรงเรียนบ้านเชียงวิทยา
13 3) วิเคราะห์ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ที่ใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ 4) ออกแบบเครื่องมือวัดและประเมินผล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก โดยสร้างแบบทดสอบจำนวน 10 ข้อ จากนั้นนำแบบทดสอบให้กรรม การวัดผลกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ทำการวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์การเรียนกับเนื้อหา 5) ดำเนินการปรับปรุงเครื่องมือวัดประเมินผล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก ตามคำแนะนำของกรรมการวัดผลกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 6) นำเครื่องมือวัดและประเมินผลสร้างขึ้นและมีคุณภาพตามเกณฑ์ประเมินของผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย หลังจากเรียนด้วยชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก รายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 7) นำคะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้ไปเปรียบเทียบระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียน และเปรียบเทียบกับเกณฑ์ของสถานศึกษา 8) บันทึกผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่เกิดขึ้นจากการกิจกรรมการเรียนรู้ ในโปรแกรม Microsoft Excel และสะท้อนผลการเรียนรู้ให้นักเรียนทราบเป็นระยะ เป็นสารสนเทศผู้เรียน แล้วแจ้งให้ ผู้เรียนทราบ สำหรับผู้เรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ได้ทำการสอบซ่อมและได้รับการพัฒนาจนกว่าจะผ่านเกณฑ์ของ โรงเรียน 3.4 การสร้างแบบประเมินความพึงพอใจ 1) ศึกษาเอกสาร ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวกับการสร้างแบบประเมินความพึงพอใจ 2) ออกแบบแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดการสอน แบบจำลองโครงสร้างและการสืบพันธุ์ของพืชดอก หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก โดยสร้าง แบบสอบถามชุดละ 9 ข้อ ที่มีมาตรประมาณค่า 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด ดังนี้ 5 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด 4 หมายถึง พึงพอใจมาก 3 หมายถึง พึงพอใจ 2 หมายถึง พึงพอใจน้อย 1 หมายถึง พึงพอใจน้อยที่สุด ผู้วิจัยกำหนดค่าเฉลี่ยแปลความหมายของการประเมิน ดังนี้ 4.50 - 5.00 หมายถึง มากที่สุด 3.50 - 4.49 หมายถึง มาก 2.50 - 3.49 หมายถึง พึงพอใจ 1.50 - 2.49 หมายถึง น้อย 1.00 - 1.49 หมายถึง น้อยที่สุด
14 เกณฑ์ที่ยอมรับได้ตั้งแต่ 3.5 ขึ้นไป 3) นำแบบประเมินไปให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ความสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการวัด และ ดำเนินการปรับปรุงแบบประเมินความพึงพอใจตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 4) นำแบบประเมินไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย หลังจากเรียนด้วยชุดการสอนแบบจำลองโครงสร้าง และการสืบพันธุ์ของพืชดอก หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การสืบพันธุ์ของพืชดอก รายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 (ว21101) 5) แปลผล 4. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 ร้อยละ (Percentage) f P = ×100 n เมื่อ P แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ n แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 4.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) x X = n เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย x แทน คะแนนแต่ละคน n แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม แทน ผลรวม 4.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) S.D. = (n 1) (x X) 2 − − เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน x แทน คะแนนแต่ละตัว X แทน ค่าเฉลี่ย n แทน จำนวนคะแนนของกลุ่มตัวอย่าง แทน ผลรวม
15 ลงชื่อ.................................................ผู้วิจัย (นางสาวจันทรวรรณ จันทรกอง) 4 กันยายน 2565 ความคิดเห็นของหัวหน้างานวิจัยกลุ่มสาระการเรียนรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ลงชื่อ.................................................. (นางอมรรัตน์ สุมาตรา) หัวหน้างานวิจัยกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความคิดเห็นของผู้รองอำนวยการโรงเรียน ................................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................ ลงชื่อ...................................................... (นายไพบูลย์ พุทธรักษ์) รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ความเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียน ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ว่าที่ร้อยตรี..................................................... (สมบัติ เกิดเพชร) ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเชียงวิทยา
16 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด. กิดานันท์ มลิทอง. (2543). เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จิราพร กําจัดทุกข์. (2552). ความพึงพอใจหลังการตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพมหานคร (วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2523). ชุดการสอนระดับประถมศึกษา. (เอกสารการสอนชุดวิชาสื่อการสอน ระดับ ประถมศึกษา). กรุงเทพมหานคร: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ชัยยงค์ พรหมวงศ์, สมเชาว์ เนตรประเสริฐ, และสุดา สินสกุล. (2521). ระบบการผลิตชุดการสอนแผน จุฬา. กรุงเทพมหานคร: คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ชัยยนต์ ศรีเชียงหา, และชาตรี ฝ่ายคำตา. (2554) การพัฒนาแนวคิดเรื่องสมดุลเคมีและเจตคติต่อวิชา เคมี ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์: ม.ป.ท. ทิศนา แขมมณี. (2548). ศาสตร์การสอน. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย บุญเกื้อ ควรหาเวช. (2543). นวัตกรรมการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 5. นนทบุรี: เอสอาร์ พริ้นติ้ง. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. 2548. หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา. พิมพครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: เฮาสออฟ เคอรมีสท ภนิดา ชัยปัญญา. (2541). การวัดความพึงพอใจ. กรุงเทพมหานคร: แสงอักษร. โยธิน แสวงดี. (2551). การวิจัยเชิงคุณภาพ. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ศึกษาและฝึกอบรมการวิจัย. ระพิน โพธิ์ศรี. (2549). การสร้างชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้. อุตรดิตถ์: คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราช ภัฎอุตรดิตถ์. วิมลสิทธิ์ หรยางกูร. (2549). พฤติกรรมมนุษย์กับสภาพแวดลอม. (พิมพครั้งที่่ 6). กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. วุฒิพงษ์ คำเนตร. (2558). การสอนภาษาไทยในศตวรรษที่ 21. สืบค้น 7 พฤศจิกายน 2564. จาก https://wutthiphongkhamnet.blogspot.com/2015/06/five-steps-for-student- development.html สมบัตร บารมี. (2551). ปัจจัยทีมีผลต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทมหพันธ์ ไฟเบอร์ซีเมนต์ จํากัด มหาชน. (รายงานผลการวิจัย). สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. สายไหม โพธิ์ศิริ. (2554). “การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพฤติกรรมการทํางานกลุ่มโดยใช้ชุดการ เรียนรู้ร่วมกับวิธีการเรียนแบบร่วมมือวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน.”การค้นคว้าอิสระปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (ม.ป.ป.). กฎหมายการศึกษา. กรุงเพมหานคร: สำนักพิมพ์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
17 สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2559). รายงานสรุปผลการประชุมประจำปี 2559 ของคสช. เรื่องร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564). กรุงเพมหานคร: สำนักนายกรัฐมนตรี. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. (2553). ราชกิจจานุเบกษาเล่ม 127. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา. สุวิทย์ มูลคำ, และอรทัย มูลคำ. (2553). 20 วิธีการจัดการเรียนรู้. (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพมหานคร: ภาพพิมพ์.
18 ภาคผนวก ขอให้แนบเอกสารดังนี้ 1. ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อที่สร้าง (อย่างน้อย 1 ชั่วโมง) 2. ตัวอย่างสื่อ/นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ 3. เครื่องมือนิเทศสื่อ/นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ (วช.พ.09.2) ที่ผู้นิเทศประเมินแล้ว 4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในเรื่องที่ใช้นวัตกรรม 5. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน (วช.พ.13.2) 6. แบบประเมินสมรรถนะ.../คุณลักษณะ.../ทักษะ...(ถ้ามี) 7. สำเนาบันทึกข้อตกลง PA ที่ ผอ.ลงนามแล้ว (เฉพาะส่วนที่ 2 เป็นต้นไป) 8. โครงร่างวิจัยในชั้นเรียนที่ได้รับการประเมินในภาคเรียนที่ 2/2564