The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เครื่องหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์บริการสังคมเพื่อสร้างชุมชนในวิถีประชาธิปไตย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jukreelucha63, 2022-01-11 16:25:22

เครื่องหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์บริการสังคมเพื่อสร้างชุมชนในวิถีประชาธิปไตย

เครื่องหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์บริการสังคมเพื่อสร้างชุมชนในวิถีประชาธิปไตย

Keywords: เครื่องหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์บริการสังคมเพื่อสร้างชุมชนในวิถีประชาธิปไตย



ช่อื เรอ่ื ง เครื่องหยอดปยุ๋ เอนกประสงค์บริการสงั คมเพ่ือสรา้ งชมุ ชน
คณะผู้จัดทาโครงงาน ในวถิ ีประชาธิปไตย
1. นายจิตตพิ ัฒน์ ขวัญอ่อน
โรงเรยี น 2. นางสาวปณั ณธร สมพร
อาจารย์ทป่ี รึกษาโครงงาน 3. เด็กหญงิ แทนขวญั สุตะนนท์
4. นางสาวพรพมิ ล ไทยลาวลั ย์
5. เดก็ หญงิ ธนชั พร หนูสี
6. เด็กหญงิ อรวรรยา เทพสุทธิ
7. เดก็ หญงิ เขมจิรา เท่ยี งมา
เมืองพลพิทยาคม
1. นางสมันตชิดา ฦาชา
2. นางสาวกาญจนา เทนอิสสระ
3. นางสาวชนิดาพร พลนามอนิ ทร์

บทคัดย่อ

ผลการออกแบบและสร้างเคร่ืองหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ พบว่าได้เครื่องหยอดปุ๋ยท่ีใช้งาน
ง่าย สะดวกในการใช้งาน มีน้าหนักเบา เหมาะส้าหรับเกษตรกรท่ีท้าการเกษตรพืชไร่ พืชสวน
ช่วยลดตน้ ทุนการผลติ ในการจ้างแรงงานคน

ผลการศึกษาประสิทธิภาพของเคร่ืองหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ พบว่าเครื่องหยอดปุ๋ย
เอนกประสงคส์ ามารถหยอดปุ๋ยได้เร็วเพยี งแค่ออกแรงก้าเบรกมือในเวลา 1 วินาที ปุ๋ยท่ีบรรจุในถัง
เก็บปุ๋ยก็หล่นลงตามท่อส่งปุ๋ยสู่ปากหลุม ค่าเฉล่ียในการออกแรงก้าเบรกมือแต่ละคร้ังเท่ากับ 4.70
กรมั ซึง่ พอเพียงส้าหรับต้นพืช 1 ต้น เมื่อแทงแท่งเหล็กปลายแหลมลงในบริเวณที่ต้องการใส่ปุ๋ย
แล้วก้าเบรกมือจะเป็นการเปิดปากหลุม แล้วปล่อยเบรกมือและยกเคร่ืองหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ขึ้น
จะเปน็ การปิดปากหลุม

ผลการศึกษาความพึงพอใจของเกษตรกรกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อเคร่ืองหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์
พบวา่ เกษตรกรกลุ่มตัวอย่างในหมู่บ้านโคกสง่า อ้าเภอแวงน้อย จังหวดขอนแก่น จ้านวน 50 คน
มีความพงึ พอใจต่อการทา้ งานของเครอ่ื งหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์โดยรวมอยู่ในระดบั มากทีส่ ุด
(̅ = 4.47 , SD = 0.71)



Abstract
The result of designing and building the multi-purpose fertilizers were found
that resulting in a lightweight, easy to use, and convenient tool, that suitable for
farmers
The result of the multi-purpose fertilizers capability were found that it can
work quickly just by exerting force on the handbrake in 1 second. The fertilizer
stored in the tank is dropped down the pipe to the hole. The mean of each
handbrake grip is 4.70 grams which is enough for 1 plant. When piercing a sharp iron
rod in the area that want to fertilize then grab the handbrake, it will open the hole
when let the handbrake raise the multi-purpose fertilizers, it will close the hole.

The result of the sample farmers’ satisfaction who have the multi-purpose
fertilizers were found that the 50 sample farmers in Ban Koksa-nga Phon Khonkaen
were satisfied with the multi-purpose fertilizers at the highest level
(̅ = 4.47 , SD = 0.71).



กติ ตกิ รรมประกาศ

ในการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภทสิ่งประดิษฐ์ เร่ืองเครื่องหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์
บริการสังคมเพ่ือสร้างชุมชนในวิถีประชาธิปไตยในคร้ังนี้สาเร็จลุล่วงไปด้วยดี เน่ืองจากได้รับความ
อนุเคราะห์จากท่านคุณครูสมันตชิดา ฦาชา คุณครูกาญจนา เทนอิสสระและคุณครูชนิดาพร
พลนามอินทร์ ครูท่ีปรึกษาโครงงาน ท่ีให้แนวคิด คาแนะนา ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ จน
โครงงานนสี้ าเรจ็ ลุล่วงไปด้วยดี

ขอขอบคุณ นายธนาวินส์ นันททิพรักษ์ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ที่ช่วยแนะนา ช่วยให้ความอนุเคราะห์ แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในการจัดเตรียมอุปกรณ์
ประกอบโครงงานจนสาเรจ็ ลุล่วงด้วยดี

ขอขอบคุณ นายประสาน กองทอง ผู้อานวยการโรงเรียนเมืองพลพิทยาคม และ
นายอนันต์ ธรรมทอง นายสุเทพ อ้นอมร นางเรณู นันททิพรักษ์และนางอัจฉรา จิกชาตรี
รองผู้อานวยการโรงเรียนเมืองพลพิทยาคม ท่ีให้ความอนุเคราะห์ในเรื่องของวัสดุอุปกรณ์ในการ
จัดทาโครงงานจนโครงงานนี้สาเรจ็ ด้วยดี

ขอขอบคุณ พระคุณบิดา มารดา และเพ่ือน ๆ ทุกคนท่ีให้ความช่วยเหลือและให้กาลังใจ
ในการทางานตลอดมา จนโครงงานนีส้ าเรจ็ ลงด้วยดี

คณะผจู้ ัดทาโครงงาน



สารบญั หน้า

กติ ติกรรมประกาศ ง
สารบญั 1
บทที่ 1 บทนา 1
1
1.1 ทมี่ าและความสาคัญของโครงงาน 2
1.2 วัตถปุ ระสงคใ์ นการจดั ทาโครงงาน 2
1.3 ขอบเขตของโครงงาน 2
1.4 ข้อตกลงเบ้ืองต้น
1.5 ประโยชนท์ คี่ าดว่าจะได้รับ 3
3
บทที่ 2 เอกสารทีเ่ กย่ี วข้อง 3
2.1 แรง 6
2.2 ชนดิ ของแรง 7
2.3 โมเมนต์ 8
2.4 โมเมนตแ์ ละแรง 10
2.5 คาน 11
2.6 ประเภทของปุ๋ย 12
2.7 หลกั การใช้ปุ๋ยกบั พืช
2.8 วิธีการใสป่ ุ๋ย 13
13
บทที่ 3 อุปกรณแ์ ละวธิ ดี าเนินการ 13
3.1 การจัดเตรียมวัสดอุ ุปกรณ์และเครื่องมอื ทใ่ี ช้ในการดาเนินการ
3.2 กรรมวิธีการประดษิ ฐ์เครื่องหยอดปยุ๋ เอนกประสงค์ 18
18
บทท่ี 4 ผลการดาเนนิ การ 18
4.1 ผลการศึกษาประสิทธภิ าพของเคร่ืองหยอดปยุ๋ เอนกประสงค์
4.2 ผลการศึกษาความพึงพอใจของเกษตรกรกลุ่มตวั อย่าง 19
ทม่ี ีตอ่ เคร่อื งหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ 19
19
บทที่ 5 สรปุ ผลการดาเนนิ การ/ อภิปรายผลการดาเนินการ 19
5.1 สรุปผลการดาเนินการ 20
5.2 วิจารณผ์ ลการดาเนินการ 21
5.3 ข้อเสนอแนะ

บรรณานุกรม
ภาคผนวก

บทที่ 1
บทนา

1.1 ทมี่ าและความสาคัญของโครงงาน

ประเทศไทยถือว่าเปน็ ประเทศที่นามันสาปะหลังมาผลติ เป็นแป้งมากทีส่ ุด และถือได้วา่ เปน็
ผผู้ ลิตแปง้ มนั สาปะหลังรายใหญ่ท่ีสุดของโลก มันสาปะหลงั เป็นพชื ทีม่ ีความสาคัญทางเศรษฐกจิ ของ
ประเทศไทย เนื่องจากเปน็ พืชท่ปี ลกู ง่าย มปี ัญหาในการผลิตนอ้ ย สามารถปลกู ได้ตลอดปโี ดย
มากกวา่ ร้อยละ 65 ของพน้ื ท่ีปลกู ทัง้ หมด เกษตรกรจะทาการปลูกในช่วงตน้ ฤดฝู น คือประมาณ
เดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม อีกร้อยละ 20 ปลูกในช่วงฤดูแลง้ ตงั้ แตเ่ ดือนพฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์
ส่วนที่เหลือร้อยละ 13 จะปลูกในชว่ งเดือนมิถุนายน ถึง ตลุ าคม สาหรบั การปลูกในช่วงตน้ ฤดูฝน
ผลผลติ หวั สดทไี่ ดจ้ ะสงู กว่าการปลูกในชว่ งอนื่ ๆ แต่ในดนิ ท่ีมลี ักษณะเนื้อดนิ ค่อนขา้ งหยาบ การปลูก
ในชว่ งฤดแู ลง้ จะให้ผลผลติ สงู ท่สี ดุ เกษตรกรท่ัวไปที่มีอาชีพทาการเกษตรสว่ นใหญจ่ ะปลูกพชื ไร่ เช่น
ปลูกมันสาปะหลัง ปลูกอ้อย ปลูกขา้ วโพด ปลูกถัว่ ลิสง ปลูกแตงโม ปลูกแตงไทย และการจะทาให้
พืชไร่มีการเจรญิ เติบโตได้ดี เกษตรกรจะต้องใสป่ ุ๋ยให้กับพืชไร่ การใส่ปุย๋ มหี ลายวธิ ี เชน่ การหวา่ น
ป๋ยุ การหยอดปยุ๋ เกษตรกรจะตอ้ งจ้างแรงงานรายวนั วันละ 250 - 300 บาทตอ่ คนมาทาการ
หยอดปุย๋ ให้กับต้นพชื โดยเฉพาะมนั สาปะหลงั ทเ่ี ป็นพชื เศรษฐกิจ เกษตรกรในชมุ ชนบ้านโคกสงา่ มี
การเพาะปลกู เปน็ จานวนมาก

ในปจั จบุ นั ได้มีการผลติ และการใชป้ ๋ยุ วทิ ยาศาสตรก์ นั ในปริมาณมากและกว้างขวางท่วั ไป
มากกวา่ การใชป้ ุ๋ยอินทรยี ์ธรรมชาติ เนื่องจากใหผ้ ลในการเจริญเตบิ โตของพืชไดเ้ ร็ว มีจาหน่ายทั่วไป
ขนสง่ และนาไปใชไ้ ด้สะดวก การใช้ปุ๋ยวทิ ยาศาสตรบ์ างประเภทตดิ ต่อกนั เป็นเวลานานๆ หรือใชอ้ ย่าง
ขาดความรู้ รอบคอบจะทาให้คุณสมบัตบิ างประการของดนิ เสื่อมลงได้ เช่น ความพรนุ ของดนิ
ปริมาณและกจิ กรรมของจุลินทรยี ใ์ นดิน หรอื ทาให้ปฏิกิริยาของดินเปลีย่ นแปลง ดงั น้ันมีความ
จาเปน็ ต้องใชป้ ๋ยุ ท้ัง 2 ประเภทคอื ป๋ยุ เคมี และปุย๋ อินทรีย์ธรรมชาติ ร่วมกนั เพือ่ ป๋ยุ เคมีจะไปเร่งการ
เจรญิ เตบิ โตของพชื ขณะที่ปยุ๋ อินทรีย์ธรรมชาติจะไปลดความเสือ่ มสภาพของดินบางประการอันเกดิ
จากการใช้ปุ๋ยเคมีทาใหด้ ินมคี ุณสมบัตเิ หมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชอย่างยง่ั ยนื

จากปญั หาดงั กลา่ วคณะผจู้ ดั ทาจงึ มแี นวคดิ ในการทาโครงงานชิน้ น้ขี ้ึนมาเพ่ือเผยแพร่ให้
เกษตรกรในชุมชนได้นาเคร่อื งหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ไปใชง้ าน ลดต้นทุนในการผลติ และการจา้ ง
แรงงานคน ทาให้เกษตรกรสามารถทางานไดเ้ รว็ ข้ึน สะดวกปลอดภัยต่อผใู้ ช้งาน เหมาะสาหรับการ
ใส่ป๋ยุ เมด็ ทกุ ชนิด และยังสามารถใชใ้ นการหยอดเมลด็ ขา้ วโพด และเมล็ดพันธ์ุพชื ชนิดอืน่ ได้อกี ดว้ ย

1.2 วตั ถุประสงคใ์ นการจัดทาโครงงาน

1. เพ่ือออกแบบและสร้างเคร่อื งหยอดปุ๋ยเอนกประสงคท์ ีใ่ ชง้ านไดจ้ ริง
2. เพ่ือศึกษาประสิทธิภาพของเครื่องหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของเกษตรกรกลุ่มตัวอยา่ งทม่ี ตี ่อเคร่ืองหยอดป๋ยุ เอนกประสงค์

2

1.3 ขอบเขตของโครงงาน

3.1 กลุ่มเป้าหมาย คอื /จานวนเท่าใด (ระบุให้ชัดเจน)
ประชากรกลมุ่ ตัวอย่างในการศกึ ษา ได้แก่เกษตรกรในหมู่บ้านโคกสงา่ อาเภอแวงน้อย
จังหวดั ขอนแก่น จานวน 50 คน
3.2 ระยะเวลาดาเนนิ การ
วันท่ี 2 เดือนพฤศจกิ ายน 2563 ถึง วันท่ี 10 เดือน พฤษภาคม 2564

1.4 ขอ้ ตกลงเบื้องตน้

การทดสอบออกแรงกาเบรกมือจักรยานของเคร่ืองหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ ไม่คิดขนาดของ
แรงในการกามอื

1.5 ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับ

4.1 นักเรยี น
1. ได้ศกึ ษารปู แบบกลไกการทางานของเครื่องหยอดปุย๋ เอนกประสงค์และออกแบบ

เครอ่ื งหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ท่ใี ช้งานได้จรงิ และเหมาะกบั การนาไปใช้งานในพื้นทจ่ี รงิ
2. ไดศ้ ึกษาเก่ยี วกับชว่ งเวลาปลกู มันสาปะหลงั และการให้ปุ๋ยกบั ตน้ มันสาปะหลัง

4.2 ครูผสู้ อน
1. ไดร้ บั ความรู้เพิม่ เตมิ ในการทางานของเคร่อื งหยอดปยุ๋ เอนกประสงค์และ

ออกแบบเครอื่ งหยอดปุ๋ยเอนกประสงคท์ ี่ใชง้ านได้จรงิ และเหมาะกับการนาไปใชง้ านในพ้ืนทจ่ี ริง
2. ได้รับความรูเ้ พ่ิมเตมิ เก่ยี วกับช่วงเวลาปลูกมนั สาปะหลัง และการให้ปุ๋ยกับตน้ มัน

สาปะหลัง และตน้ พืชชนดิ อื่น
4.3 โรงเรียน
1. ไดเ้ ครอื่ งหยอดปยุ๋ เอนกประสงค์ซง่ึ เป็นเครื่องตน้ แบบทใ่ี ช้งานไดจ้ ริงและเปน็ มิตร

ตอ่ สิ่งแวดลอ้ ม
4.4 ชมุ ชน
1. ไดท้ ดสอบใช้เครอ่ื งหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ทีใ่ ชง้ านง่าย สะดวก สามารถหยอด

ป๋ยุ ไดร้ วดเรว็ ลดค่าใช้จ่ายในการจา้ งแรงงานคน
2. ได้เครอ่ื งหยอดปุย๋ ท่เี ปน็ ต้นแบบในชุมชน และสามารถทางานได้สะดวก มคี วาม

ปลอดภยั ตอ่ ร่างกายโดยไม่ต้องสัมผสั ปยุ๋ เคมี
4.5 ผู้ปกครอง
1. ได้ทดสอบใช้เคร่ืองหยอดปยุ๋ เอนกประสงค์กับพชื ชนดิ อน่ื
2. ไดร้ บั ความรู้กลไกในการทางานของเคร่ืองหยอดปยุ๋ เอนกประสงค์

บทท่ี 2
เอกสารทเี่ กยี่ วขอ้ ง

2.1 แรง

แรง (force) เป็นสิง่ ทีท่ าให้วัตถุเปลี่ยนรูปร่าง เปล่ียนทิศทาง เกิดการเคลอื่ นทีห่ รือหรือ
หยุดน่ิงได้ แรงสามารถเปล่ียนความเร็วของวัตถุได้ หรือกล่าวได้ว่าแรงทาให้วัตถุเกิดความเร่ง ถ้ามี
แรงขนาดเท่ากันกระทาต่อวัตถุในทิศทางตรงกันข้าม อาจจะทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงรูปร่างและ
ขนาดของวัตถุ แต่ไม่มีการเคล่ือนที่ของวัตถุ ลักษณะของแรง แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์ มีท้ังขนาด
และทิศทาง มหี น่วยเป็นนิวตัน (N) สัญลักษณ์ F เขยี นแทนแรง การเขียนสัญลักษณ์ของแรงท่ีบอก
ทิศทางของแรงด้วยนั้น จะใช้ความยาวของเส้นตรงแทนขนาด และใช้หัวลูกศรแทนทิศทางของแรง
เรียกว่า เวกเตอร์ของแรง ในบางกรณี เมื่อออกแรงกระทาต่อวัตถุอาจทาให้วัตถุหมุน เรียกว่าเกิด
โมเมนตข์ องแรง ซ่ึงเกิดเมอ่ื แรงท่ีกระทามีทิศต้ังฉากกับระยะทางจากจุดหมุนไปยังแนวแรงการหมุนน้ี
มีทั้งหมุนในทิศตามเข็มนาฬิกาและทวนเขม็ นาฬิกา โดยถ้าผลรวมของโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกาเท่ากับ
ผลรวมของโมเมนตท์ วนเขม็ นาฬิกาวัตถุจะอย่ใู นสภาพสมดลุ

2.2 ชนดิ ของแรง

2.2.1 แรงโนม้ ถ่วงของโลก
จากกฎความโน้มถ่วงของนิวตัน แรงโน้มถ่วง (gravity) ของโลกที่กระทากับวัตถุมวลใด ๆ
แรงสามารถทาให้วัตถุเปล่ียนรูปร่างหรือเปล่ียนสภาพการเคล่ือนที่ เช่น ถ้าปล่อยมือจากวัตถุท่ีถือไว้
วตั ถจุ ะเปล่ียนแปลงสภาพการเคลอ่ื นทต่ี กลงสูพ่ ้นื เน่ืองจากมแี รงดึงดูดของโลกท่ีกระทาต่อวัตถุ หรือท่ี
เรียกวา่ แรงโนม้ ถ่วงของโลก โดยแรงน้ีจะมีค่ามากหรือน้อยน้ันขึ้นอยู่กับมวลของวัตถุน้ันๆ โดยวัตถุที่
มีมวลมากก็จะมีน้าหนักมาก วัตถุที่มีมวลน้อยก็จะมีน้าหนักน้อย ประโยชน์ที่ได้จากแรงโน้มถ่วงของ
โลก เช่น ทาให้วตั ถุต่างๆ ไมล่ อยออกไปนอกโลก ทาใหน้ ้าไหลจากทส่ี งู ลงสู่ท่ีต่าและใช้พลังงานของน้า
ในการผลติ กระแสไฟฟ้า
มวล คอื ปรมิ าณเนอื้ ของสารซ่ึงมคี า่ คงตวั มหี นว่ ยเปน็ กิโลกรัม
น้าหนัก ของวัตถุบนโลก เกิดจากแรงดึงดูดระหว่างมวลของวัตถแุ ละโลก
น้าหนักของวัตถุช้ินหนึ่ง ๆ เมื่อชั่งในปริมาณต่างกันจะมีค่าต่างกัน โดยน้าหนักของมวล 1
กิโลกรัมที่บริเวณเส้นศูนย์สูตรมีค่าประมาณ 9.78 นิวตัน ในขณะท่ีน้าหนักของมวล 1 กิโลกรัม ท่ี
บริเวณขว้ั โลกมคี า่ ประมาณ 9.83 นวิ ตัน
2.2.2 แรงแมเ่ หลก็ (magnetic force)

แม่เหล็กมี 2 ขั้ว คือ ข้ัวเหนือ และข้ัวใต้ ข้ัวแม่เหล็กเหมือนกันจะออกแรงผลัก
กัน ขั้วตา่ งกนั จะออกแรงดึงดูดกนั บรเิ วณรอบๆ แทง่ แม่เหล็กจะมีสนามแม่เหล็กเกิดข้ึนมีทิศจากข้ัว

4

เหนือไปสู่ขั้วใต้วัตถุท่ีเป็นสารแม่เหล็ก เม่ืออยู่ในบริเวณสนามแม่เหล็กจะถูกแม่เหล็กดูดได้ เส้นแรง
แม่เหล็กจะเห็นได้ชัดเจนเม่ือโรยผงตะไบเหล็กรอบ ๆ แท่งแม่เหล็ก ผงตะไบเหล็กจะเกิดการเรียงตัว
ตามเส้นแรงแม่เหล็กที่ออกมารอบแท่งแม่เหล็ก วัตถุที่เป็นสารแม่เหล็ก เม่ืออยู่ในบริเวณ
สนามแม่เหล็กจะถูกแม่เหล็กดูดได้ จากสมบัติดังกล่าว จึงนาแม่เหล็กไปใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่น การ
แยกสารแม่เหลก็ ทผ่ี สมรวมอย่กู ับสารอืน่ ให้ออกจากกนั หรอื การสร้างเคร่ืองมอื เช่นไขควงจะสร้างให้
มีสมบัติเป็นแม่เหล็กเพ่ือสะดวกใน การจับหัวน๊อตให้ติดกับไขควงขณะใช้งาน ในกรณีที่ปล่อย
อนุภาคท่ีมีประจุ เช่น โปรตอน หรืออิเล็กตรอน ให้เคลื่อนท่ีผ่านสนามแม่เหล็ก อนุภาคเหล่านี้จะถูก
แรงแม่เหล็กกระทาให้เบนไป ผลของแรงแม่เหล็กท่ีกระทาต่อประจุ สามารถนาไปใช้ประโยชน์ เช่น
การทาเป็นหลอดภาพอิเล็กตรอน จอโทรทัศน์ หรือจอคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

2.2.3 แรงไฟฟ้าสถิต (electrostatic force)
อนุภาคท่ีเล็กท่ีสุดของสารคืออะตอมซึ่งประกอบด้วยอนุภาคมูลฐาน 3 ชนิด คือ โปรตอน
นิวตรอน และอิเล็กตรอน ปกติอะตอมเป็นกลางทางไฟฟ้าเนื่องจากมีจานวนโปรตอน (+) เท่ากับ
อิเล็กตรอน (-) ถ้าอะตอมเสียอิเล็กตรอนจะเกิดเป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าบวก ในทางตรงกันข้าม
ถ้าอะตอมรับอิเล็กตรอนจะเกิดเป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าลบ แรงระหว่างประจุไฟฟ้ามี 2 ชนิด คือ
แรงผลัก และ แรงดดู กล่าวคอื ประจุเหมือนกนั จะออกแรงผลกั กนั ประจตุ า่ งกันจะออกแรงดงึ ดูดกนั
การทาให้เกิดประจุไฟฟา้ บนวัตถุ ทาได้ 3 วธิ ี ได้แก่

2.2.3.1 การขัดสีหรือการถู เกิดจากการนาวัตถุ 2 ชนิดมาขัดสีหรือถูกันจะทาให้มี
การถา่ ยเทอเิ ล็กตรอนระหวา่ งวัตถทุ งั้ สองวตั ถใุ ดสญู เสียอเิ ลก็ ตรอนไปวัตถุนั้นจะมีประจุไฟฟ้าเป็นบวก
ส่วนวัตถุท่ีได้รับอิเล็กตรอนจะมีประจุไฟฟ้าเป็นลบในการขัดสีหรือถู จานวนประจุไฟฟ้าท่ีเกิดข้ึนบน
วตั ถุทงั้ สองมีขนาดเท่ากันแตช่ นดิ ของประจุไฟฟ้าจะตรงข้าม

2.2.3.2 การแตะหรือสัมผัส โดยการนาวตั ถุทม่ี อี านาจทางไฟฟ้าไปแตะหรือสัมผัส
กับวัตถุท่ีเป็นกลางทางไฟฟ้าทาให้มีการถ่ายเทของอิเล็กตรอนจนกระทั่งวัตถุท้ังสองมีศักย์ไฟฟ้า
เท่ากันจึงหยุดการถ่ายเทหลังการสัมผัสหรือการแตะจะทาให้วัตถุ ซ่ึงเดิมเป็นกลางจะมีประจุไฟฟ้า
ชนิดเดียวกับประจุไฟฟ้าของวัตถุที่นามาแตะโดยขนาดของประจุไฟฟ้าท่ีเกิดขึ้นบนวัตถุที่เป็นกลาง
ทางไฟฟา้ จะมีคา่ เท่ากับขนาดประจุไฟฟา้ ทีล่ ดลงของวตั ถุท่นี ามาแตะ

2.2.3.3 การเหนี่ยวนา โดยการนาวัตถุซึ่งมีประจุไฟฟ้าเข้าไปใกล้ ๆ วัตถุท่ีเป็น
กลางจะทาให้ เกิดการเหน่ียวนาให้ประจุไฟฟ้าท่ีอยู่ในวัตถุที่เป็นกลางเกิดการจัดเรียงตัวใหม่ เป็นผล
ทาให้วตั ถทุ ่ีเป็นกลางจะมปี ระจุไฟฟา้ เกิดขนึ้

2.2.4 แรงนิวเคลียร์ (nuclear force)
จากโครงสร้างของอะตอมประกอบด้วยอนุภาค 3 ชนิด คือ โปรตอน นิวตรอนและ
อิเล็กตรอน โปรตอนและนิวตรอนอัดกันแน่นอยู่ตรงกลาง เรียกว่า นิวเคลียส จากการท่ีอนุภาค

5

โปรตอนซ่ึงมีประจุไฟฟ้าเป็นบวกเหมือนกันมารวมอยู่ด้วยกันในนิวเคลียสจะเกิดแรงผลักกันมหาศาล
แต่ที่โปรตอนอยู่ด้วยกันได้แสดงว่า ต้องมีแรงที่ทาให้โปรตอนกับโปรตอนยึดติดกันได้ แรงดังกล่าว
เรียกว่า แรงนวิ เคลยี ร์ การทาลายนวิ เคลยี สของธาตุบางชนิด หรือการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี
จะได้พลังงานออกมาสูงมาก เรียกว่า พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานรูปหนึ่งที่
มนุษย์นามาใช้ประโยชน์ นักวิทยาศาสตร์ชาวผรั่งเศส ช่ืออังรีเบกเคอเรล ได้ค้นพบโดยบังเอิญเม่ือ
พ.ศ.2439 แต่คนทั่วไปเริ่มรู้จักพลังงานนิวเคลียร์หลังจากท่ีมีการท้ิงระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา
และนางาซากิ ประเทศญ่ีปุ่นเมื่อ พ.ศ.2488 ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งท่ีสอง มีผลทาให้
สงครามโลกคร้ังท่ีสองยุติแต่ผลของระเบิดปรมาณูในคร้ังนั้นได้ทาลายชีวิตมนุษย์ไปเป็นจานวนมาก
รวมทั้งอาคารบ้านเรือน และสิ่งก่อสร้างอ่ืนๆ นอกจากน้ีกัมมันตภาพรังสีท่ีเกิดขึ้นจากการระเบิดยัง
ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและมีผลต่อผู้รอดชีวิตในระยะยาว ในปัจจุบันได้นาเอา
พลังงานจากปฏิกิริยานิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ในทางสันติมากมาย เช่น โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ การ
ขับเคลอ่ื นเรือเดนิ สมทุ รขนาดใหญ่ การขุดคลองขนาดใหญ่

2.2.5 แรงเสียดทาน
แรงเสียดทาน (friction) หมายถึง แรงที่ต่อต้านการเคล่ือนท่ีของวัตถุ แรงเสียดทานเกิดขึ้น
ระหว่างผวิ สัมผัสของวัตถกุ ับผวิ ของพน้ื เชน่ เม่อื เราเขน็ รถเข็นเด็ก

มนุษยเ์ รามคี วามรู้เกย่ี วกบั แรงเสยี ดทานมาใชป้ ระโยชน์ เพ่ืออานวยความสะดวกใน
ชวี ิตประจาวนั ดงั นี้

1. ช่วยให้รถเคลื่อนทไ่ี ปข้างหนา้ ได้ ยางรถจงึ มีรอ่ งยางช่วยเพมิ่ ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนที่
เรียกวา่ ดอกยาง

2. ช่วยใหร้ ถถอยหลงั ได้ ยางรถยนตจ์ งึ มลี วดลายดอกยางเพอื่ ชว่ ยในการยึดเกาะถนน
3. การเดินบนพ้นื ต้องอาศัยแรงเสยี ดทาน จงึ ควรใช้รองเทา้ ทีม่ ีพ้ืนเป็นยางและมีลวดลายขรุขระ
ไมค่ วรใชร้ องเท้าแบบพ้ืนเรยี บ แรงเสียดทานน้อยจะทาใหล้ ื่น

6

4. นักวิง่ เร็วท่ีใช้รองเทา้ พนื้ ตะปู เพ่อื เพ่ิมแรงเสียดทาน ทาให้มีแรงยึดเกาะกับพื้นผวิ ลู่วง่ิ ชว่ ยใหว้ ง่ิ

ไดเ้ รว็ ข้ึน

โทษของแรงเสยี ดทาน

แรงเสยี ดทานทาให้สิน้ เปลอื งพลงั งานและทาให้เกดิ การสกึ หรอของอุปกรณ์ตา่ งๆ ใน

เคร่ืองจักร ดังน้ันการหาวิธีลดแรงเสียดทาน เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการทางานของเคร่ืองจักรกล

ทงั้ หลาย คอื

โทษของแรงเสยี ดทาน การลดแรงเสยี ดทาน

1. เกิดความฝืดในเครื่องกล ทาให้เกิดการ 1. สามารถลดแรงเสยี ดทานได้ดว้ ย

สญู เสียพลังงานในการขบั เคล่อื นเครื่องยนต์ - ใสน่ า้ มนั ล่อล่ืน

และเกิดความร้อนจากการขดั สที าใหเ้ ครือ่ งยนต์ - ใส่รองเท้าบูช

สึกหรอ - ใส่ลกู ปนื

2. อากาศตา้ นการเคล่ือนท่ีของรถยนต์ ทาให้ 2. การผลิตรถยนต์ให้มรี ปู ร่างเพรียวลม

รถยนตแ์ ลน่ ไดช้ ้ากว่าท่คี วรจะเปน็ 3. การผลติ เรือใหม้ รี ูปรา่ งเพรียว ไม่ต้าน

3. แรงจากกระแสน้าตา้ นการเคลื่อนท่ีของเรือ กระแสนา้

2.3 โมเมนต์

โมเมนต์ (moment) เป็นความสามารถของแรงในการหมุนวัตถุรอบจุดหมุน ขนาดของ
โมเมนต์หาไดจ้ าก แรงคณู กับระยะทางตั้งฉากจากจุดทแี่ รงกระทาไปยงั จุดหมนุ

เมื่อมีแรงภายนอกมากระทาต่อวัตถุ โดยแนวแรงไม่ผ่านจุดศูนย์กลางมวล วัตถุน้ันจะ
หมุนรอบๆ จดุ ศูนย์กลางมวล ผลของการเกิดขน้ึ เรยี กว่า โมเมนตเ์ ช่น การป่ันจักรยาน การเปิดฝาขวด
การเปิดประตู เป็นต้น

7

2.4 โมเมนตข์ องแรง

โมเมนต์ของแรง (moment of force) หรือโมเมนต์ (moment) หมายถึง ผลของแรงท่ี
กระทาตอ่ วัตถุเพ่ือใหว้ ตั ถหุ มุนไปรอบจดุ หมุน ดังน้นั โมเมนตข์ องแรงก็คือ ผลคณู ของแรงกบั ระยะตัง้
ฉากจากแนวแรงถงึ จดุ หมุน ดังสตู ร

ทศิ ทางของโมเมนต์ มี 2 ทศิ ทาง คอื
1. โมเมนตต์ ามเขม็ นาฬิกา

2. โมเมนต์ทวนเขม็ นาฬิกา

รูปแสดงทศิ ทางของโมเมนต์

จากรูป โมเมนต์ตามเขม็ นาฬิกา = W x L2 (นวิ ตนั -เมตร)
โมเมนต์ทวนเขม็ นาฬกิ า = E x L1 (นวิ ตัน-เมตร)
ถา้ มแี รงหลายแรงกระทาต่อวตั ถุช้นิ หน่ึง แลว้ ทาใหว้ ัตถนุ น้ั อย่ใู นสภาวะสมดลุ จะไดว้ ่า
ผลรวมของโมเมนต์ทวนเขม็ นาฬิกา = ผลรวมของโมเมนตต์ ามเข็มนาฬิกา
ภาวะสมดลุ ของคาน
ท่สี ภาวะท่คี านอยใู่ นแนวสมดุลหรือขนานกบั พืน้ นั้นเราเรยี กว่า ภาวะคานสมดลุ และเม่ือคาน
อยใู่ นสภาวะสมดลุ ผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา จะเท่ากบั ผลรวมของโมเมนตต์ ามเข็มนาฬกิ า
เมื่อคานสมดุล

8

ผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬกิ า = ผลรวมของโมเมนตต์ ามเขม็ นาฬกิ า

2.5 คาน

หลักการของโมเมนต์ เรานามาใชก้ บั อุปกรณท์ เี่ รียกว่า คาน (lever) หรือคานดดี คานงัด
คานเปน็ เคร่ืองกลชนิดหน่ึงท่ีใช้ดีดงดั วัตถใุ ห้เคลื่อนท่รี อบจดุ หมด (fulcrum) มีลกั ษณะเปน็ แทง่ ยาว
หลกั การทางานของคานใช้หลักของโมเมนต์

รูปแสดงลักษณะของคาน
สว่ นประกอบของคาน สว่ นประกอบที่สาคัญในการทางานของคานมี 3 ส่วน คือ
1. จดุ หมุนหรือจุดฟัลกรมั (Fulcrum) F
2. แรงความต้านทาน (W) หรอื นา้ หนกั ของวัตถุ
3. แรงความพยายาม (E) หรอื แรงทกี่ ระทาต่อคาน
การจ้าแนกคาน คานจาแนกได้ 3 ประเภทหรือ 3 อนั ดบั ดังน้ี
1. คานอนั ดบั ท่ี 1 เป็นคานท่ีมจี ุด (F) อยูร่ ะหวา่ งแรงความพยายาม (E) และแรงความ
ตา้ นทาน (W) เช่น กรรไกรตัดผ้า กรรไกรตัดเลบ็ คีมตัดลวด เรือแจว ไม้กระดก เปน็ ต้น

รูปแสดงคานอนั ดบั 1

9

2. คานอนั ดบั 2 เปน็ คานท่มี ีแรงความต้านทาน (W) อยรู่ ะหวา่ งแรงความพยายาม (E)
และจุดหมุน (F) เช่น ทเ่ี ปิดขวดนา้ อัดลม รถเขน็ ทราย ท่ตี ัดกระดาษ เป็นต้น

รปู แสดงคานอันดบั 2

3. คานอนั ดบั ท่ี 3 เป็นคานท่ีมีแรงความพยายาม (E) อยรู่ ะหวา่ งแรงความต้านทาน (W)
และจุดหมนุ (F) เช่น ตะเกยี บ คีมคบี ถ่าน แหนบ เปน็ ต้น

รูปแสดงคานอนั ดับ 3

10

การผอ่ นแรงของคาน จะมคี ่ามากหรือนอ้ ยโดยดูจากระยะ E ถึง F และ W วา่ ถ้าระยะ EF
ยาวหรือสั้นกว่าระยะ WF ถ้าในกรณีทีย่ าวกวา่ กจ็ ะช่วยผอ่ นแรง ถา้ สั้นกว่าก็จะไมผ่ อ่ นแรง

2.6 ประเภทของปยุ๋

2.6.1 ประเภทของปุ๋ยโดยถือเอาสภาพของสารประกอบที่ใชเ้ ปน็ วสั ดปุ ุ๋ย โดยท่ัวไปแบ่ง
ได้เป็น 2 ประเภทด้วยกนั

1) ปุ๋ยอนิ ทรยี ์
ปุ๋ยอนิ ทรีย์ เป็นปยุ๋ ทีไ่ ด้มาจากสิ่งมีชีวิตท้ังพืชและสัตว์ ที่ถูกหมักจนเน่าเปื่อยหมดแล้ว และ
อยู่ในสภาพท่ีพืชสามารถจะนาไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ใบไม้ผุ ปุ๋ยหมัก มูลสัตว์ต่าง ๆ กระดูกป่น
กากถ่ัว ปุ๋ยพืชสดและปุ๋ยเทศบาล เป็นต้น ดินโดยทั่วไปมีอินทรีย์วัตถุที่ได้จากธรรมชาติ ปุ๋ยอินทรีย์
น้ันโดยปกติจะมีธาตุอาหารต่าง ๆ อยู่เกือบครบถ้วน แต่มีปริมาณอยู่ในระดับท่ีค่อนข้างต่า ซ่ึงมีไม่
เพียงพอสาหรับต้นไม้ แต่ปุ๋ยอินทรีย์ จะให้ประโยชน์ในแง่การปรับปรุงดินให้มีโครงสร้างที่ดียิ่งขึ้น มี
ความสามารถในการอ้มุ น้าดขี น้ึ ในดนิ ทราย และเปลี่ยนสภาพของดินเหนียว ที่มีการระบายน้าเลวให้ดี
ขน้ึ เมอ่ื ดินร่วนขนึ้ รากของตน้ ไม้จึงสามารถไชชอนไปได้ไกลและหาอาหารได้มากขึ้น ดินที่อุ้มน้าดีขึ้น
นน้ั จะชว่ ยให้การใช้ป๋ยุ เคมีมปี ระสิทธภิ าพสูงข้ึน

2) ปุย๋ อนินทรยี ์
ปุ๋ยอนินทรีย์หรืออาจเรียกว่าปุ๋ยเคมีก็ได้ ปุ๋ยอนินทรีย์นี้มีธาตุอาหารสูงกว่าปุ๋ยอินทรีย์มาก
และอยูใ่ นรูปท่ีสามารถละลายน้าไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว พชื จึงสามารถท่ีจะนาไปใช้ได้ทันที แม้ว่าปุ๋ยเคมี จะ
มธี าตุอาหารสูงกว่าปุย๋ อนิ ทรีย์กต็ าม การใชป้ ๋ยุ เคมีติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ จะมีผลทาให้สภาพ
โครงสร้างของดินเสียไป หรือการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งมีธาตุอาหารต่าหากไม่ใช้เลยก็ไม่ได้เพราะปุ๋ย
อินทรีย์ ช่วยให้โครงสร้างของดินดีมากข้ึน และยังช่วยให้ประสิทธิภาพของการใช้ปุ๋ยเคมีสูงขึ้นด้วย
จึงควรที่จะใช้ควบคู่กันไป เม่ือมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากข้ึน ปริมาณของการใช้ปุ๋ยเคมีก็ลดน้อยลงได้
อกี ทง้ั ปยุ๋ อินทรยี ์ยงั สามารถทผ่ี ลิตได้เอง ภายในส่วนของกสิกรหรือหาได้จากคอกสัตว์ในท้องถ่ิน โดย
ไม่ตอ้ งสงั่ ซอื้ จากตา่ งประเทศดังเชน่ ปุ๋ยเคมี จึงควรคานงึ ถึงการใช้ปุ๋ยอนิ ทรยี ์ใหม้ าก
2.6.2 ประเภทของปุ๋ยโดยถือเอาวิธีการไดม้ าของปุ๋ย แบง่ ได้ 2 ประเภท

1) ปุ๋ยธรรมชาติ (natural fertilizer) ได้แก่ปุ๋ยท่ีมีหรือเกิดข้ึนตามธรรมชาติ มนุษย์
นามาใชป้ ระโยชน์เปน็ ปุ๋ย เชน่ ปยุ๋ คอก ปุย๋ กระดูกปน่ ปยุ๋ หินฟอสเฟต เป็นต้น

2) ปุ๋ยสังเคราะห์หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ (synthetic fertilizer) ได้แก่ปุ๋ยท่ีเกิดข้ึนจาก
การสังเคราะห์หรือผ่านกระบวนการทางเคมี เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ปุ๋ยซูเปอร์ฟอสเฟต
ปุย๋ โปแทสเซียมคลอไรด์เปน็ ตน้

2.6.3 ประเภทของปุ๋ยโดยถือเอาธาตุอาหารปุ๋ยเป็นหลัก ตามวิธีนี้สามารถแบ่งปุ๋ยออกได้
3 ประเภท

11

1) ปุ๋ยไนโตรเจน (nitrogen fertilizer) ได้แก่ปุ๋ยท่ีให้ธาตุอาหารไนโตรเจนเป็นหลัก
เช่น ปุ๋ยยูเรยี ปยุ๋ แอมโมเนยี มซลั เฟต เลอื ดแห้ง เป็นต้น

2) ปยุ๋ ฟอสฟอรัส (phosphorus fertilizer) ได้แก่ปุ๋ยท่ีให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสเป็น
หลกั เช่น ปยุ๋ ซเู ปอรฟ์ อสเฟต ปุย๋ หินฟอสเฟต กระดกู ป่น เป็นตน้

3) ปุ๋ยโปแทสเซียม (potassium fertilizer) ได้แก่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารโปแทสเซียม
เปน็ หลัก เชน่ ปุ๋ยโปแทสเซยี มซลั เฟต ป๋ยุ โปแทสเซียมคลอไรด์ เปน็ ต้น

2.6.4 ประเภทของปุ๋ยโดยถือเอาเกรดปุ๋ยเป็นหลัก ตามวิธีน้ีสามารถแบ่งปุ๋ยออกได้ 4
ประเภทคอื

1) ปยุ๋ เกรดตา่ (low grade fertilizer) ไดแ้ ก่ปุย๋ ที่มเี ปอรเ์ ซ็นต์ธาตุอาหาร แต่ละธาตุ
หรือรวมกันทั้งหมดแล้วไมเ่ กิน 15 เปอรเ์ ซน็ ต์

2) ปุ๋ยเกรดปานกลาง (medium grade fertilizer) ได้แก่ปุ๋ยท่ีมีเปอร์เซ็นต์ธาตุ
อาหารแตล่ ะธาตุหรอื รวมกันทัง้ หมดแลว้ อยู่ในชว่ ง 15-25 เปอรเ์ ซน็ ต์

3) ปยุ๋ เกรดสูง (high grade fertilizer) ได้แก่ปุ๋ยท่ีมีเปอร์เซ็นต์เป็นธาตุอาหารแต่ละ
ธาตุหรือรวมกันทัง้ หมดแล้วอยูใ่ นชว่ ง 25-30 เปอร์เซ็นต์

4) ปุ๋ยเข้มข้น (concentrated fertilizer) ได้แก่ปุ๋ยที่มีเปอร์เซ็นต์เป็นธาตุอาหารแต่
ละธาตุหรือรวมกันทงั้ หมดแลว้ เกิน 30 เปอรเ์ ซน็ ต์

2.7 หลักในการใช้ปุ๋ยกับพชื

การใช้ปุ๋ยโดยเฉพาะปุ๋ยเคมีเพื่อการผลิตพืชจะต้องคานึงถึงผลประโยชน์สูงสุดท่ีพืชจะได้รับ
และปลอดภยั ต่อสภาพแวดลอ้ ม โดยมีหลกั ในการใส่ปยุ๋ ดงั ต่อไปนี้

1) พิจารณาถึงลักษณะดิน โดยเฉพาะเน้ือดิน โครงสร้างของดิน และความร่วนซุยของดิน
เช่น ถา้ เป็นดนิ ทรายควรแบง่ ใสป่ ุ๋ยทีละนอ้ ย หลายๆ ครัง้

2) ปุ๋ยท่ีใส่ลงไปในดินจะต้องอยู่ในบริเวณท่ีรากพืชดูดไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปจะ
สงั เกตจากบรเิ วณทปี่ ลายรากพืชกระจายอยู่หนาแนน่ และมีน้าทาละลายปยุ๋ เพียงพอ

3) กาหนดวิธีการใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับลักษณะของการปลูกพืช เช่นพืชที่ปลูกเป็นแถวเป็น
แนวมักใสข่ นานกับแถวของพชื หรอื พืชยืนตน้ ทรงพุม่ ต้นใหญ่จะต้องใสร่ อบทรงพุ่มตน้

4) ใหป้ ยุ๋ ตรงตามความต้องการของพชื ทั้งช่วงเวลาและปริมาณทพ่ี ืชต้องการ
5) การใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อให้ธาตุอาหารแก่พืชหรือเพ่ือการปรับปรุงคุณสมบัติต่าง ๆ ของดินก็
ตาม ควรใช้ปุย๋ อินทรยี ์ท่เี น่าเปื่อยสมบรู ณแ์ ลว้ เพราะจะได้ฮิวมสั มาก

12

2.8 วิธีการใสป่ ุ๋ย

การใส่ปุ๋ยเพื่อให้พืชนาไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุดนั้นจะเก่ียวข้องอย่างมากกับชนิดพืช การปลูก
ลักษณะหรือคณุ สมบตั ิของปยุ๋ ตลอดจนแรงงานและเครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้ ซึ่งมีวธิ กี ารต่างๆ ดังนี้

1) การหว่าน (broad cast application) เป็นวธิ กี ารใส่ปยุ๋ ใหก้ ับพชื ท่ปี ลูกไม่เป็นแถว
เป็นแนว หรอื พชื ทม่ี ีระบบรากแพร่กระจายอยู่ทว่ั พื้นที่ปลูก เช่น ทุง่ หญ้าเลีย้ งสัตว์ หญ้าสนาม เป็นต้น
การหว่านปุ๋ยควรหว่านให้กระจายไปทั่วอย่างสม่าเสมอโดยแบ่งการหว่านออก 2 ครั้ง ครั้งแรกตาม
แนวทิศเหนือ-ใต้ และครง้ั ที่ 2 ตามแนวทศิ ตะวนั ออก-ตก

2) การโรยเปน็ แถวขนานกบั แถวของพชื (row or band application) เป็นวิธกี ารใส่ปยุ๋
ใหพ้ ชื ทป่ี ลูกเป็นแถวเป็นแนว โดยการโรยปุ๋ยเป็นแถบในบริเวณที่รากพืชกระจายออกไปอยู่หนาแน่น
ทส่ี ดุ

3) การใส่ปยุ๋ ในหลุมท่ีขุดเปน็ จดุ (hole application) เปน็ วิธีการใสท่ ีล่ ดการกระจายของ
ปุ๋ยในพน้ื ที่ดนิ ลง เชน่ การใส่ป๋ยุ ให้ยางพาราอายุ 3-4 ปีหลงั จากปลกู

4) การใส่ปุ๋ยลงไปตามรอ่ งทไ่ี ถ (plow-sow placement) ทาได้โดยการใช้ไถเปิดร่อง
นาไปก่อนแล้วโรยปุ๋ยตามลงไปในร่อง การใส่ปุ๋ยวิธีนี้จะลดการสูญหายของปุ๋ยจากการทาลายต่างๆ
ลงได้มาก

5) การฉดี พ่นปยุ๋ เหลวให้ทางใบ (foliar spray application) โดยการฉีดปุย๋ เหลวใหก้ ับพชื
มกั ใชก้ บั พืชทีแ่ สดงอาการขาดธาตอุ าหารหรือต้องการเร่งการเจรญิ เตบิ โตแก่พชื

6) การโรยปุ๋ยรอบทรงพุ่มตน้ ตามแนวพมุ่ ใบ (ring application) วธิ นี ี้มักใช้กบั ไมผ้ ลยืนต้น
ท่มี ีทรงพ่มุ กว้างโดยจะใหป้ ยุ๋ ตามแนวพมุ่ ใบซง่ึ ถอื เปน็ บริเวณทมี่ รี ากอ่อนอยู่มาก

7) การหยอดปุ๋ยที่ซอกใบรอบโคนต้น เช่น การให้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารไนโตรเจนกับสับปะรดที่
ตาแหนง่ ซอกใบซงึ่ มลี กั ษณะเป็นกระเปาะ เน้อื เย่ือผวิ ใบคอ่ นขา้ งบางสามารถดดู ซมึ ปยุ๋ เขา้ ไปไดง้ า่ ย

โดยท่ัวไปการใส่ปุ๋ยจะคานึงถึงระยะการเจริญเติบโตทางลาต้น (vegetative growth) และ
ระยะการออกดอกผล (reproductive growth) ในการใส่ปุ๋ยให้กับพืชจึงต้องคานึงระยะการ
เจรญิ เตบิ โตของพชื วา่ อยู่ในระยะใด แล้วจึงจะใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับระบบการเจริญเติบโตนั้นๆ โดยมี
รายละเอียดของระยะเวลาที่ควรใสป่ ุย๋ ดงั ตอ่ ไปนี้

1) ใส่ก่อนปลูกโดยการใส่ปุ๋ยรองพ้ืน เช่นการหว่านปุ๋ยให้ทั่วพ้ืนท่ีแล้วไถคลุกเคล้ากับดินหรือ
ใส่พรอ้ มหยอดเมล็ด เชน่ การโรยกน้ ร่องหากเป็นไมย้ นื ต้น ไมผ้ ลกค็ ือการใส่ปยุ๋ รองก้นหลมุ

2) ใส่ระยะทีพ่ ืชเจรญิ เติบโตรวดเรว็ เปน็ ระยะทเ่ี ร่งการสร้าง ใบ ตน้ ก่ิง แขนง
3) ใส่ก่อนระยะออกดอก เพื่อให้พืชนาธาตุอาหารไปใช้ในการสร้างดอก ผล และเมล็ดได้
อยา่ งสมบูรณ์

13

4) ใสเ่ มือ่ พชื แสดงอาการขาดธาตอุ าหารใด ๆ เมื่อปรากฏชัดเจนว่าพืชขาดธาตุอาหารใส่ให้
ปุย๋ ทขี่ าดนนั้ ลงไปในดินหรือฉดี พน่ ให้ทางใบ

ในปัจจุบันได้มีการผลิตและการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์กันในปริมาณมากและกว้างขวางท่ัวไป
มากกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติ ทั้งนี้เนื่องจากให้ผลในการเจริญเติบโตของพืชได้เร็ว มีจาหน่าย
ทั่วไปขนส่งและนาไปใช้ได้สะดวก แต่อย่างไรก็ตามการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์บางประเภทติดต่อกันเป็น
เวลานานๆ หรือใช้อย่างขาดความรู้ รอบคอบจะทาให้คุณสมบัติบางประการของดินเสื่อมลงได้ เช่น
ความพรุนของดิน ปริมาณและกิจกรรมของจุลินทรีย์ในดิน หรือทาให้ปฏิกิริยาของดินเปลี่ยนแปลง
เป็นต้น ดังน้ันมีความจาเป็นที่ควรจะพิจารณาและได้นาเอาปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติท่ีมีอยู่แล้วทั่วไปใน
บริเวณท่ีปลูกพืชมาใช้เพ่ือการบารุงดิน และควบคุมคุณสมบัติหลายประการของดินให้เหมาะสมต่อ
การเจริญเตบิ โตของพืชดังกล่าวแล้ว ดังน้ันมีความจาเป็นต้องใช้ปุ๋ยท้ัง 2 ประเภทคือปุ๋ยเคมี และปุ๋ย
อินทรีย์ธรรมชาติ รว่ มกนั เพื่อปุย๋ เคมจี ะไปเร่งการเจริญเตบิ โตของพืชขณะท่ีปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติจะไป
ลดความเส่ือมสภาพของดินบางประการอันเกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีทาให้ดินมีคุณสมบัติเหมาะสมกับ
การเจริญเตบิ โตของพชื อย่างย่งั ยืน

บทที่ 3
อปุ กรณ์และวิธกี ารดาเนินการ

การดาเนนิ การออกแบบและสรา้ งเคร่ืองหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ และการศึกษา
ประสทิ ธภิ าพของเคร่อื งหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ โดยทวั่ ไปนั้น ประกอบไปด้วย วัสดุอุปกรณ์และ
เครื่องมือที่ใช้ในการดาเนินการ กรรมวิธกี ารทดลองหาประสิทธภิ าพ ซง่ึ ไดแ้ บง่ การศึกษาเอาไว้
ดงั ตอ่ ไปน้ี

3.1 การจดั เตรียมวัสดุอปุ กรณแ์ ละเครือ่ งมอื ท่ใี ชใ้ นการดาเนนิ การ
จะประกอบไปดว้ ยวัสดุและเครือ่ งมือดังต่อไปนี้
1. ถังเกบ็ ปุ๋ย
2. แทง่ สแตนเลสกลม ขนาด 1.50 น้ิว
3. ชดุ เบรกมือจักรยาน
4. มอื จับจักรยาน
5. สายยน่ 2 เสน้
6. สกูรเกลยี ว

3.2 กรรมวิธกี ารออกแบบและสรา้ งเครอ่ื งหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์
3.2.1 นา-ท่อสแตนเลสกลมขนาด 1.50 นิ้วมาตัดเป็นท่อน ให้มีความยาว 83 เซนติเมตร ตัด

ปากปลายแหลมท่ีระยะ 17 เซนติเมตร 2 ข้างเพ่ือใช้ทาปากปลายแหลม และประกอบลิ้นเปิดปิด
หลุมเขา้ กบั ปากปลายแหลม ดงั รูป

ภาพที่ 1 ภาพสว่ นประกอบของปากปลายแหลมทปี่ ระกอบล้ินปดิ เปดิ แลว้
3.2.2 ต่อสปรงิ เข้ากับปลากปลายแหลมเพ่ือใหป้ ากปลายแหลมเปดิ ปิดได้ เมอ่ื ออกแรงกาเบรก
มือจับ ดังรูป

ภาพที่ 2 ภาพประกอบสปริงเข้ากบั ปากปลายแหลมทีท่ าให้ลิ้นปดิ -เปดิ ทางานเมื่อออกแรงกามือจับ
จักรยาน

3.2.3 เชอื่ มทอ่ สง่ ปุ๋ยเข้ากับท่อเหลก็ สแตนเลส 3 ทอ่ และประกอบชดุ เบรกและมอื จับ
จักรยาน ดงั รปู

15

ภาพท่ี 3 เครอ่ื งหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ ที่ประกอบชดุ เบรกมอื จบั จักรยาน และท่อสง่ ปุ๋ยเรียบรอ้ ย
3.2.4 นาถังเก็บปุย๋ มาเปิดปากถงั โดยใช้มดี คัดเตอร์
3.2.5 เจาะรูถงั เก็บป๋ยุ เพื่อต่อกบั ท่อส่งป๋ยุ และนาแผน่ ไม้อัดเชื่อมตอ่ ดว้ ยซลิ ิโคลนเพ่ือแบ่งชอ่ ง
เก็บปยุ๋ ดังรปู

ภาพท่ี 4 ภาพถังเกบ็ ปุ๋ยที่แบ่งช่องบรรจุปุย๋ เรยี บร้อยแลว้
3.2.6 ขอบอีกดา้ นของถังเก็บปุ๋ยติดบานพบั เพื่อทาฝาเปิด-ปิดฝาถงั เกบ็ ปุ๋ย
3.2.7 ตอ่ สายสง่ ปยุ๋ เข้ากบั ถังเกบ็ ปุย๋ แล้วตอ่ เข้ากบั เคร่ืองหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ จะได้เครอ่ื ง
หยอดปยุ๋ เอนกประสงค์ ทีส่ มบรู ณพ์ ร้อมใชง้ าน ดงั รปู

ภาพที่ 5 ภาพเครอื่ งหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ ท่ปี ระกอบเข้าถังเกบ็ ปุ๋ย พร้อมใช้งาน

ดา้ มจบั 16
มือเบรกจบั จักรยาน
ถังเกบ็ ป๋ยุ
แท่งสแตนเลสกลม
สปรงิ กดเปิด-ปิดปากหลุม ทอ่ ส่งปยุ๋
ปากเปดิ -ปดิ ปากหลุม

ภาพท่ี 6 ภาพสว่ นประกอบเคร่อื งหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ ทป่ี ระกอบเขา้ ถังเกบ็ ปุ๋ย พร้อมใชง้ าน

วธิ ดี าเนินโครงงาน
แบ่งเปน็ ระยะดาเนินการ ดังนี้
ระยะที่ 1 รว่ มกันวางแผนงานโครงงาน/การศึกษาขอ้ มูลพน้ื ฐาน
1) กาหนดปัญหาทสี่ นใจซงึ่ คือปญั หาการให้ปุ๋ยกับต้นมนั สาปะหลังในชุมชนบา้ นโคกสง่า
2) วางแผนการศึกษาขอ้ มูลของปญั หาการใช้สารเคมีในชมุ ชนหนองบวั น้อยโดยจะทาการลง

พืน้ ท่ไี ปสารวจหมู่บ้านชุมชนบ้านโคกสง่าและเกบ็ ขอ้ มลู จากชาวบ้านเกษตรกรทีป่ ลูกมันสาปะหลัง
3) ร่างและออกแบบเครอ่ื งหยอดปยุ๋ เอนกประสงค์ทีเ่ หมาะสมในการใช้งาน
4) ประดิษฐเ์ ครอื่ งหยอดปยุ๋ อเนกประสงค์ตามแบบทรี่ ่างไว้

ระยะที่ 2 ดาเนนิ โครงการ/กิจกรรมอะไรบ้าง/ทาอยา่ งไร
1) ลงพนื้ ที่ในบริเวณโรงเรยี นเพอ่ื นาเครือ่ งหยอดปยุ๋ เอนกประสงค์ไปทดสอบให้ปุย๋ กบั ตน้ พืช
2) ศึกษาการทางานของเคร่อื งหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์และปรับแก้ไขการใช้งานจากปัญหาที่พบ
ในการทาเคร่อื งหยอดปุย๋ เอนกประสงค์ไปทดสอบใหป้ ยุ๋ กบั ตน้ พืชในบรเิ วณโรงเรียนเมืองพลพิทยาคม
3) แนวทางในการแก้ปญั หาจากการใช้เคร่อื งหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ไปทดสอบใหป้ ุ๋ยกบั ตน้
พืช คือ เครื่องหยอดปุ๋ยอเนกประสงคม์ ีนา้ หนักมาก และเม่ือใชง้ านไปนาน ๆ จะพบว่ามีสนมิ เกาะ
บริเวณปลายปากของเครอื่ งหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์

17

ระยะท่ี 3 การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และสงั เคราะห์ข้อมูลตามวัตถปุ ระสงค์
1) ปรบั แก้ไขเครือ่ งหยอดปุย๋ เอนกประสงค์โดยเปลี่ยนจากเหลก็ กลมมาใช้สแตนเลสแทน
เพ่อื แก้ไขปญั หาเร่ืองน้าหนักของเครื่องหยอดป๋ยุ เอนกประสงค์ ใหม้ นี ้าหนักเบาและไม่เกิดสนมิ เมอ่ื
นาไปใช้งานในพืน้ ท่ีจรงิ จะชว่ ยใหเ้ กษตรกรทางานไดร้ วดเร็วขน้ึ และสะดวกในการใชง้ าน
2) ปรบั แก้ถงั เก็บปุ๋ยจากเดิมท่ีปยุ๋ ไหลออกทางเดียว ให้สามารถไหลออกได้ 2 ทาง
3) ปรับแก้ท่อสง่ ปยุ๋ ใหม้ ีความยาวพอเหมาะ เพื่อสะดวกในการใชง้ าน

ระยะท่ี 4 การสะทอ้ นผล/การประเมินผลโครงงาน
1) ลงพ้ืนท่สี าธติ ให้ความรูแ้ ก่ชาวบ้านและเกษตรกรในชมุ ชนบา้ นโคกสง่า ในการใชง้ านและ
วิธกี ารใชง้ านเครือ่ งหยอดปยุ๋ เอนกประสงคท์ เี่ ป็นเคร่ืองตน้ แบบในการใหป้ ุย๋ กบั ตน้ พืช โดยมอื ไมต่ ้อง
สมั ผสั ปยุ๋ เคมีใหเ้ ปน็ อนั ตราย และสามารถให้ปยุ๋ กบั ตน้ พชื โดยปยุ๋ ไมห่ ลน่ กระจายไปตามพน้ื ดนิ แต่
ถกู ฝงั ลงในดนิ ตามบริเวณทเี่ ราตอ้ งการจะให้ปุ๋ยกับต้นพืช และยงั ช่วยผ่อนแรงในการทางาน
2) เกษตรกรกลมุ่ ตวั อย่าง 50 คน ทดลองใชเ้ ครื่องหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ในแปลงไร่มนั
สาปะหลงั หม่บู า้ นโคกสง่า
3) สัมภาษณ์และสอบถามความพงึ พอใจของชาวบ้านและเกษตรกรกลมุ่ ตัวอย่างหลังจากทีใ่ ช้
เคร่อื งหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ในพน้ื ท่ีแปลงไร่มนั สาปะหลังไปแลว้ โดยใหข้ อ้ มูลในการตอบ
แบบสอบถาม

บทท่ี 4
ผลการทดลอง

จากการทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ และการศึกษา
ความพงึ พอใจของเกษตรกรกลุ่มตวั อยา่ งที่มตี ่อเคร่ืองหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ ไดผ้ ลการทดลองดงั นี้

4.1 ผลการศกึ ษาประสิทธิภาพของเคร่ืองหยอดปยุ๋ เอนกประสงค์ ดงั แสดงในตารางท่ี 1

ตารางท่ี 1 ตารางแสดงผลการศึกษาปริมาณการไหลของปยุ๋ ในแต่ละครัง้

ครง้ั ที่ ปรมิ าณการหล่นของปุ๋ย(กรัม) หมายเหตุ

1 3.63

2 4.74

3 5.21

4 4.70

5 4.56

6 4.78

7 4.69

8 4.97

9 4.78

10 4.90

ค่าเฉล่ีย (̅) 4.70

SD 0.42

4.2 ผลการศึกษาความพึงพอใจของเกษตรกรกล่มุ ตวั อยา่ งทม่ี ีต่อเครอ่ื งหยอดปุ๋ย
เอนกประสงค์

ความพงึ พอใจของเกษตรกรกล่มุ ตัวอย่างในหมู่บา้ นโคกสง่า อาเภอแวงนอ้ ย จงั หวัดขอนแก่น
จานวน 50 คนท่ีมตี อ่ เครือ่ งหยอดปุย๋ เอนกประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากทส่ี ดุ

(̅ = 4.47 , SD = 0.71)

บทท่ี 5
สรปุ ผลการดาเนนิ การ/ อภปิ รายผลการทาเนนิ การ

จากผลการออกแบบสร้างเคร่ืองหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ การศึกษาประสิทธิภาพของเครื่อง
หยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ และการศึกษาความพึงพอใจของเกษตรกรกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อเคร่ืองหยอด
ปุ๋ยเอนกประสงค์ ไดผ้ ลสรปุ วิจารณผ์ ลการทดลอง และขอ้ เสนอแนะ ดังนี้

ระยะที่ 5 สรุปรายงานผลโครงงาน/อภปิ รายผล/ประโยชนท์ ไี่ ด้รับ/ขอ้ เสนอแนะ
5.1 สรปุ ผลการดาเนนิ การ

1. การออกแบบและสร้างเครื่องหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ พบว่าได้เครื่องหยอดปุ๋ยท่ีใช้งาน
ง่าย สะดวกในการใช้งาน มีน้าหนักเบา เหมาะส้าหรับเกษตรกรที่ท้าการเกษตรพืชไร่ พืชสวน
ช่วยลดตน้ ทนุ การผลติ ในการจา้ งแรงงานคน

2. ผลการศึกษาประสิทธิภาพของเครื่องหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ พบว่าเคร่ืองหยอดปุ๋ย
เอนกประสงค์ สามารถหยอดปุ๋ยได้เร็วเพียงแค่ออกแรงก้าเบรกมือในเวลา 1 วินาที ปุ๋ยที่บรรจุใน
ถังเก็บปุ๋ยก็หล่นลงตามท่อส่งปุ๋ยสู่ปากหลุม ค่าเฉลี่ยในการออกแรงก้าเบรกมือแต่ละคร้ังเท่ากับ
4.70 กรมั ซ่งึ พอเพียงส้าหรบั ต้นพืช 1 ต้น เม่ือแทงแท่งเหล็กปลายแหลมลงในบริเวณที่ต้องการ
ใส่ปุ๋ย แล้วก้าเบรกมือจะเป็นการเปิดปากหลุม แล้วปล่อยเบรกมือและยกเครื่องหยอดปุ๋ย
เอนกประสงค์ ข้นึ จะเป็นการปดิ ปากหลุม

3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของเกษตรกรกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อ เครื่องหยอดปุ๋ย
เอนกประสงค์ พบว่าเกษตรกรกลุ่มตัวอย่างในหมู่บ้านโคกสง่า อ้าเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น
จ้านวน 50 คน มคี วามพงึ พอใจต่อการท้างานของเคร่ืองหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับ
มากท่ีสุด (̅ = 4.47 , SD = 0.71) เพราะใช้งานง่าย สะดวก ท้างานได้เร็ว โดยท่ีมือไม่ได้สัมผัส
ปุ๋ยโดยตรง และป๋ยุ ลงสตู่ น้ พืชได้ในปริมาณท่ีเพียงพอ และป๋ยุ ไมห่ ล่นกระจายบนพ้ืนท้าให้ปุ๋ยลงสู่ต้น
พืชไดเ้ ต็มท่ี

5.2 วิจารณผ์ ลการดาเนนิ การ

จากผลการออกแบบสร้างเคร่ืองหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ การศึกษาประสิทธิภาพของเคร่ือง
หยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ และการศึกษาความพึงพอใจของเกษตรกรกลุ่มตัวอย่างท่ีมีต่อเครื่องหยอด
ปยุ๋ เอนกประสงค์ พบว่าเวลาที่ใชง้ านได้ในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ข้ึนอยู่กับการเดิน ความคล่องและ
ความช้านาญของผ้ทู ใ่ี ช้

5.3 ขอ้ เสนอแนะ

เพื่อท้าให้การศึกษาประสิทธิภาพมีความถูกต้องแม่นย้ามากย่ิงข้ึน จึงขอเสนอให้มีการ
ค้นควา้ เพมิ่ เติมเพ่ือพฒั นาโครงงานตอ่ ไป ดังนี้

1. เคร่ืองหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ มีประสิทธิภาพในการใช้งาน เหมาะส้าหรับเกษตรกร
ทั่วไปท่ีท้าการเกษตร พืชไร่ พืชสวน วิธีการใช้งานไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการใช้งาน โดยเกษตรกรไม่
ต้องใช้มอื ในการสมั ผัสกบั ปุ๋ยโดยตรง

20

2. เคร่ืองหยอดป๋ยุ เอนกประสงค์ เหมาะ ส้าหรบั หยอดปุย๋ เคมที แี่ หง้ ไมม่ ีความชื้น
3. หากต้องการพัฒนาให้เครื่องหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์ท้างานได้ดี มีความคงทน และมี
อายุการใช้งานไดน้ านควรเลือกใชว้ ัสดทุ ี่มนี ้าหนักเบา คงทน และไม่เกดิ สนมิ
4. เคร่ืองหยอดปยุ๋ เอนกประสงค์สามารถนา้ ไปใช้หยอดเมลด็ ข้าวโพด และเมลด็ พชื ชนดิ
อื่น ๆ ได้

บรรณานุกรม

กรมวชิ าการเกษตร . ปยุ๋ อินทรีย์เม็ด. เอกสารเทคโนโลยีการเกษตรกรมวิชาการเกษตรกระทรวงเกษตร
และสหกรณ.์ แหลง่ ท่มี า: http://www.doa.go.th.2554.

ชัชชัย ชยั สัตตปกรณ์ อนชุ า เชาว์โชติ และสมเดช ไทยแท.้ ทดสอบและพัฒนาเครอื่ งพ่นหวาน
เมลด็ ข้าว . กองเกษตรวศิ วกรรม กรมวชิ าการเกษตร. 2545

ชชั ชัย ชัยสัตตปกรณ์ สชุ าติ สุขนิยม บาลทติ ย์ ทองแดง และจารุวฒั น์ มงคลธนทรรศ.
ทดสอบและพฒั นา เคร่อื งปลูกขา้ วแห้งแบบสะพาย. สถาบันวิจยั เกษตรวิศวกรรม
กรมวิชาการเกษตร. 2549

สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี,สถาบนั .หนงั สือเรียนสาระเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์
พื้นฐาน วิทยาศาสตร์ 5 ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 เลม่ 1. กรุงเทพฯ : สกสค.ลาดพร้าว.2556

สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี,สถาบนั .หนังสือเรยี น รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์
พืน้ ฐาน ฟิสกิ ส์ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4-6. กรงุ เทพฯ : สกสค.ลาดพร้าว.2554

สถาบันสง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี,สถาบนั .หนงั สอื เรยี น รายวิชาพ้นื ฐาน
วิทยาศาสตร์ การเคล่อื นทแ่ี ละแรงในธรรมชาติ ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 4-6. กรงุ เทพฯ :
สกสค.ลาดพรา้ ว.2554

สถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย,ี สถาบัน.หนังสือเรียน คมู่ อื ครรู ายวิชาพน้ื ฐาน
วทิ ยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ 2 ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4-6. กรุงเทพฯ : สกสค.ลาดพร้าว.2554

ภาคผนวก

22

แบบสอบถามความพึงพอใจ
โครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภทส่งิ ประดษิ ฐ์
เครื่องหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์บรกิ ารสังคมเพอื่ สร้างชมุ ชน

แบบสอบถามนมี้ ีวัตถุประสงค์เพ่อื สารวจความพงึ พอใจแบบสอบถามความพึงพอใจ ในการทดสอบใช้
เคร่อื งหยอดปยุ๋ เอนกประสงค์บรกิ ารสังคมเพื่อสร้างชมุ ชนในวถิ ปี ระชาธิปไตย แบง่ ออกเปน็ 2 ตอน

ตอนท่ี 1 ขอ้ มลู เก่ียวกบั สถานภาพและข้อมูลพ้นื ฐานของผตู้ อบแบบสอบถาม
คาชี้แจง โปรดให้รายละเอยี ดทีเ่ กย่ี วกบั ตัวท่าน โดยเขียนเครือ่ งหมาย  ลงใน ( )
หนา้ ข้อความตามความเปน็ จรงิ

เพศ ( ) ชาย ( ) หญิง
อายุ ......................................................................................................................

ตอนที่ 2 การประเมนิ ความพงึ พอใจ

คาช้ีแจง เขยี นเครื่องหมาย  ลงในชอ่ งระดับความพงึ พอใจตามความเป็นจริง

ระดับความพึงพอใจ

หวั ข้อประเมนิ มากท่สี ดุ มาก ปานกลาง น้อย น้อยทีส่ ุด
5432 1

1. การเลอื กใช้วสั ดุ

2. รปู แบบของเครื่องมคี วามเหมาะสม

3. ปรมิ าณการไหลของปยุ๋ มีความเหมาะสม

4. ขนาดและน้าหนักมีความเหมาะสม

5. การใช้งานมปี ระสิทธภิ าพสูง
6. ช่วยในการทนุ่ แรง

7. สะดวกสบายกว่าวิธีธรรมดา

8. ประหยัดคา่ ใชจ้ ่าย

9. สามารถหยุดป๋ยุ ไดร้ วดเร็วกว่าวธิ ธี รรมดา

10. มีความต้องการใช้เคร่อื งหยอดปุ๋ย
เอนกประสงค์บริการสังคมเพื่อสร้างชุมชน
ในวถิ ีประชาธปิ ไตย

ขอ้ เสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

23

รูปภาพกิจกรรมการดาเนินโครงงาน

24

รูปภาพกิจกรรมการดาเนินโครงงาน

ภาพการทดสอบประสทิ ธภิ าพเครอื่ งหยอดปุ๋ยเคร่ืองหยอดปยุ๋ เอนกประสงค์ในแปลงไร่มันสาปะหลัง
หมบู่ ้านโคกสง่า อาเภอแวงนอ้ ย จงั หวดั ขอนแก่น

25

ภาพการทดสอบประสทิ ธภิ าพเคร่ืองหยอดปุ๋ยเครื่องหยอดปุย๋ เอนกประสงค์ในแปลงไร่มันสาปะหลัง
หมบู่ า้ นโคกสงา่ อาเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น

26

ภาพการทดสอบประสทิ ธภิ าพเคร่ืองหยอดปุ๋ยเครื่องหยอดปุย๋ เอนกประสงค์ในแปลงไร่มันสาปะหลัง
หมบู่ า้ นโคกสงา่ อาเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น

27

ภาพรา่ งแบบรา่ งสาหรับประดิษฐ์เครอื่ งหยอดปุ๋ยเอนกประสงค์บรกิ ารสงั คมเพ่ือสรา้ งชมุ ชนในวิถีประชาธิปไตย


Click to View FlipBook Version