ปฐมนิเทศพนักงานใหม่ 01 02 03 04 05 ประวัติบริษัท แผนผังองค์กร ระเบียบข้อบังคับบริษัท สวัสดิการ กองทุนสำ รองเลี้ยงชีพ
คณะกรรมการบริหาร นายอมรชัย ฮวง ประธาน VIP THAILAND GROUP MR.DAVID WRAY SENIOR VICE PRESIDENT น.ส.ประภาพร ฮวง กรรมการผู้จัดการ VIP GROUP นายกฤษณ์ วาณิชนนท์ ผู้จัดการทั่วไป WYNDHAM LA VITA PHUKET
วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป็นโรงแรมเพื่อการพักผ่อนซึ่งมีสิ่ง อำ นวยความสะดวกอย่างครบครันและ การบริการที่เป็นเลิศ เพื่อให้สอดคล้อง กับแนวคิดด้านคุณค่าของบริษัท ที่ยึดถือ ลูกค้าเป็นหลัก มีความรับผิดชอบและ ภาระผูกพันเพื่อแสวงหาความก้าวหน้า สร้างระบบชีวิตที่ดีสำ หรับลูกค้าและนัก ลงทุน ชีวิตที่มีความสุข
ค่านิยม ยึดถือลูกค้าเป็นหลัก มีความรับ ผิดชอบและภาระผูกพันเพื่อแสวงหา ความก้าวหน้า สร้างระบบชีวิตที่ดี สำ หรับลูกค้าและนักลงทุน
ประวัติโรงแรม WYNDHAM LA VITA PHUKET
เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (30 ก.ย.) ที่สำ นักงานขาย VIP THAILAND GROUP ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายอมรชัย ฮวง ประธาน VIP THAILAND GROUP ได้ลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ กับ MR.DAVID WRAY SENIOR VICE PRESIDENT, DEVELOPMENT AND ACQUISITIONS, WYNDHAM HOTEL AP ระหว่างบริษัท VIP THAILAND และ WYNDHAM HOTEL AP โดยมี น.ส.ประภาพร ฮวง กรรมการผู้จัดการ VIP GROUP MR. DAVID WRAY - SENIOR VICE PRESIDENT, DEVELOPMENT AND ACQUISITIONS, WYNDHAM HOTEL AP และนายกฤษณ์ วาณิชนนท์ ผู้จัดการทั่วไป WYNDHAM LA VITA PHUKET ร่วมเป็นสักขีพยาน การลงนามในครั้งนี้ เพื่อให้ทาง WYNDHAM HOTEL AP เข้ามา เป็นผู้บริหารโรงแรม WYNDHAM LA VITA PHUKET ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ที่กำ ลังจะเปิดให้บริการในเดือนมีนาคม 2563 ที่จะถึงนี้ ทั้งหมด 8 ตึก จำ นวนห้องพัก 516 ห้อง มูลค่าการลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท ขณะนี้การก่อสร้างมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 80%
นายอมรชัย แซ่ฮวง ประธาน VIP THAILAND GROUP กล่าว ว่า บริษัท VIP THAILAND GROUP ก่อตั้งและเข้ามาลงทุนพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ที่เป็นคอนโดมิเนียมและโรงแรมในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ พ.ศ.2557 โดยเริ่มจากการพัฒนาโครงการ แรก คือ คอนโดมิเนียม VIP GRAND KATA ที่หาดกะตะ อ.เมือง ภูเก็ต จนถึงปัจจุบัน VIP THAILAND GROUP มี 8 โครงการ รวมถึง กำ ลังวางแผนออกแบบและก่อสร้าง ประกอบไปด้วยคอนโดมิเนียม สไตล์โรงแรมที่ราคาไม่แพง ไปจนถึงวิลล่าหรูระดับพรีเมียม สำ หรับแบรนด์โรงแรม LA VITA PHUKET ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ บริหารโครงการในรูปแบบโรงแรม ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่นักลงทุน ทำ ให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าการลงทุน ได้รับบริการใน โรงแรมระดับห้าดาว ซึ่ง “LA VITA” หมายถึง “ชีวิตที่มีความสุข” ซึ่ง สอดคล้องต่อวิสัยทัศน์ของบริษัท VIP THAILAND GROUP คือ ONLY FOR A BETTER LIFE
MAP OF OUR FACTORIES IN THAILAND MAP OF OUR FACTORIES IN THAILAND
แผนที่โครงการ ในประเทศไทย
LOCATION OF THE HOTEL AND COMPANY
GRAND KATA VIP, PHUKET 98/200 KATA ROAD, T. KARON, A. MUANG, PHUKET, 83100, THAILAND
168, SAKHU, THALANG DISTRICT, PHUKET 83110
87, 83, RAWAI, MUEANG PHUKET DISTRICT, PHUKET 83100
99 99, RAWAI, MUEANG PHUKET DISTRICT, PHUKET 83130
ORGANIZATION CHART (แผนผังองค์กร)
ตัวอย่างแผนผังองค์กร
ระเบียบ ข้อบังคับ
1. นโยบาย ข้อความในหมวดนี้รวมถึงกระบวนการว่า จ้างอันได้แก่ การสรรหาคัดเลือก บรรจุแต่งต้งัและโยกยา้ยพนกังานเมื่อมีตา แหน่ง ว่าง บริษัทฯ จะพยายามสรรหาคัดเลือกและบรรจุแต่งตั้งบุคคลให้ ดำ รงตำ แหน่งที่ว่างนั้น โดยพิจารณาบุคคลภายในที่มีคุณสมบัติเหมาะ สมก่อน แต่อย่างไรก็ตามบริษัท ทรงไว้ซึ่งสิทธิและอำ นาจในการที่จะ พิจารณา สรรหา คัดเลือก และบรรจุแต่งตั้งบุคคลในตำ แหน่งต่าง ๆ จากบุคคลภายนอกได้ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม หมวด 1 การว่าจ้าง 2.ข้อกำ หนดเกี่ยวกับการจ้างงาน 2.1การจ้างบุคคลเข้าทำ งานต้องเป็นไปตามอัตรากำ ลังคนที่ได้ กำ หนดไว้เท่านั้น การเพิ่มหรือการลดอัตรา กำ ลังคนให้เป็นไปตามที่ ได้รับอนุมัติโดยกรรมการผู้จัดการ หรือบุคคลใดที่ได้รับมอบหมาย
2.2กรรมการผู้จัดการหรือผู้ที่ได้รับมอบอำ นาจ โดยแต่งตั้งเป็นผู้มี อำ นาจในการสรรหา ทดสอบ สัมภาษณ์ คัดเลือก บรรจุ แต่งตั้ง ให้เข้า ทำ งาน โยกย้าย เปลี่ยนแปลงหน้าที่การงาน หรือให้ออกจากงาน 2.3 บริษัทฯ ทรงไว้ซึ่งสิทธิจะให้พนักงานไปทำ งานนอกสถานที่ได้ โดย บริษัทฯ จะปฏิบัติ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของจำ เป็น, ความเหมาะสม หรือ การจ้างงานของแต่ละตำ แหน่ง โดยไม่ขัดต่อ กฏหมายแรงงาน
3. การจ้างงาน 3.1 คุณสมบัติของผู้สมัครงานกับบริษัทฯ (1) ต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ในวันสมัคร หากเป็นชายต้องพ้นภาระทาง ทหารแล้ว โดยผ่าน การเกณฑ์ทหาร หรือได้รับการยกเว้นตามกฎหมายและ ระเบียบของการรับราชการทหาร (2) ต้องมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง หรือโรคที่สังคม รังเกียจ เช่น โรค เรื้อน วัณโรคในระยะแพร่เชื้อโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องใน ระยะอันตรายหรือเป็นโรคอื่น ๆ ที่แพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคร้ายแรง (3) ผู้สมัครที่เป็นคนพิการ ต้องเป็นผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการตามกฎหมาย แล้วในวันสมัครงานกับบริษัทฯ (4) ต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือสติฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือเป็น โรคประสาทขั้นรุนแรง
(5) ไม่เป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือศาลมีคำ สั่งให้อยู่ในความอนุบาลของบุคคลอื่น (6) ไม่เป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือถูกศาลมีคำ พิพากษาให้เป็นบุคคลล้ม ละลายหรือมีคดีความในชั้นพิจารณาของศาลใดศาลหนึ่ง ในราชอาณาจักรหรือ ด่างประเทศ (7) ไม่เป็นผู้ที่เคยกระทำ ความผิดอาญา หรือถูกศาลมีคำ พิพากษาถึงที่สุด ให้จำ คุก หรือมีคดีอยู่ในระหว่างการดำ เนินการอของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล เว้นแต่เป็นความผิดลหุโทษหรือความผิดที่ได้กระทำ โดยประมาท (8)ต้องเป็นผู้ที่มีศีลธรรมอันดี ไม่ปั่นบุคคลอันไม่พึงปรารถนาของสังคม หรือคลั่ง ลัทธิศาสนาอย่างรุนแรง
4.ประเภทของงาน เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบริษัทฯแนกประเภทของพนักงานไว้ดังนี้ 4.1 พนักงานรายเดือน คือ พนักงานที่บริษัทฯ ตกลงจ้างโดยกำ หนดค่าจ้างเป็น รายเดือน 4.2 พนักงานรายวัน คือ พนักงานที่บริษัทฯ ตกลงจ้างโดยกำ หนดค่าจ้างเป็น รายวัน 4.3 พนักงานตามผลงาน คือ พนักงานที่บริษัทฯ ตกลงจ้างโดยกำ หนดค่าจ้าง ตามผลงานโดยคํานวณเป็นหน่วย 4.4 พนักงานทดลองงาน คือ พนักงานที่บริษัทฯ มีหนังสือให้ทดลองงาน 4.5พนักงานตามสัญญาพิเศษ คือ พนักงานที่บริษัทฯ ทําสัญญาจ้างกับพนักงาน ในกรณีต่าง ๆ
หมวด 2 วันทำ งาน เวลาทำ งานปกติ และเวลาพัก บริษัทฯ กำ หนดวันทำ งาน เวลาทำ งานปกติ และเวลาพักไว้ดังนี้ 1.1. สำ นักงาน (สําหรับพนักงานที่ทำ งานประจำ ) • วันทำ งานปกติ คือ วันจันทร์ ถึง วันเสาร์ • เวลาทำ งานปกติ คือ 09.00 – 18.00 น. • เวลาพัก คือ 12.00 – 13.00 น. • วันหยุดประจำ สัปดาห์ คือ วันอาทิตย์
1.2. สำ หรับพนักงาน ทำ งานเป็นกะ พนักงานกะจะมีชั่วโมงสลับกันไปโดยมีชั่วโมงการทำ งานวันละไม่ เกิน 8 ชั่วโมง การ ทํางานในรอบสัปดาห์จะมีเวลาทำ งานปกติรวม แล้วไม่เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง และจะมีวันหยุดประจําสัปดาห์ สลับกันไป 1.2.1 กะที่ 1. •เวลาทํางานปกติ คือ 07.00 – 16.00 น. • เวลาพัก คือ 11.00 – 12.00 น. 1.2.2. กะที่ 2 • เวลาทำ งานปกติ คือ 10.00-19.00 น. • เวลาพัก คือ 12.00-13.00
1.วันหยุดประจำ สัปดาห์ 1.1 พนักงานทุกคนจะมีวันหยุดประจำ สัปดาห์ละ 1 วัน วันหยุดแต่ละสัปดาห์อาจ จะแตกต่างกันตามความจำ เป็นของงาน 1.2 บริษัทยาให้พนักงานแต่ละคนสะสมและเลื่อนวันหยุดประจำ สัปดาห์ออกไป เมื่อใดก็ได้แต่จะอยู่ในระยะไม่เกิน 4 สัปดาห์ติดต่อกัน 1.3 บริษัทฯ สามารถจะจัดทำ กำ หนดเวลาการทํางาน ชนิดใหม่ที่แตกต่างกันที่ กล่าวมานี้ได้ หากมีความจําเปนทีจะต้องกระทำ เช่นนั้น และในกรณีดังกล่าว บริษัทฯ จะแจ้งให้พนักงาน ทราบล่วงหน้า ง าโมงการทำ งานซึ่งจะต้องไม่เกิน กว่าชั่วโมงทำ งานตามปกติ เช่นนั้น โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง หมวด 3 วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด
2. วันหยุดตามประเพณี บริษัทฯ กำ หนดให้มีวันหยุดตามประเพณีปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 13 วัน ทั้งนี้อาจมี การเปลี่ยนแปลงวันหยุดได้ตามความเหมาะสมในแต่ละปี โดยรวมวันแรงงาน แห่งชาติ ด้วยและพนักงานจะได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำ งาน ซึ่งบริษัทฯ จะประกาศให้ทราบล่วงหน้าภายในเดือนธันวาคมของทุกปี ถ้าวันหยุดตาม ประเพณีตรงกับวันหยุดประจำ สัปดาห์ให้หยุดชดเชยวันหยุดตามประเพณีวันนั้น ไปหยุดในวันทำ งานถัดไป หมวด 3 วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด
3. วันหยุดพักผ่อนประจำ ปี 3.1. พนักงานที่ทำ งานกับบริษัทครบ 1 ปีติดต่อกันมีสิทธิหยุดพักผ่อน ได้ปีละ 6 วัน 3.2. เพื่อความจำ เป็นในการทำ งานที่ต่อเนื่อง งานเร่งด่วน บริษัทสามารถ กำ หนดวันหยุดพักผ่อนประจำ ปีให้กับพนักงานได้ตามความเหมาะสม 3.3 บริษัทฯ จะเป็นผู้กำ หนดวันหยุดพักผ่อนประจำ ปีให้แก่พนักงานแต่ละคน โดยพนักงานที่ประสงค์จะใช้สิทธิจะต้องยื่นใบลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน ทำ งาน และจะหยุดได้ ต่อเมื่อได้รับการอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาเป็นลายลักษณ์ อักษรแล้วเท่านั้น มิฉะนั้น จะถือ ว่าขาดงานละทิ้งหน้าที่ 3.4. การหยุดพักผ่อนประจำ ปีแต่ละครั้งจะต้องหยุดไม่น้อยกว่า 1 วัน
1. การลาป่วย ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง โดยได้รับค่าจ้างปีหนึ่ง ไม่เกิน 30 วันทำ งาน การลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำ งานขึ้นไป นายจ้างจะให้ลูกจ้างแสดงใบรับรอง ของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง หรือของสถานพยาบาลของทางราชการก็ได้ เช่น สถานีอนามัย ในกรณีที่ลูกจ้างไม่อาจแสดงใบรับรองแพทย์หรือของ สถานพยาบาลดังกล่าวได้ ให้ลูกจ้างชี้แจงให้นายจ้างทราบ ถ้านายจ้างจัด แพทย์ไว้ให้แล้ว ให้แพทย์นั้นเป็นผู้ออกใบรับรอง เว้นแต่ลูกจ้างไม่สามารถ ให้แพทย์นั้นตรวจได้ วันที่ลูกจ้างไม่สามารถทำ งานได้เนื่องจากประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยที่ เกิดขึ้นเนื่องจากการทำ งาน หรือลาคลอดบุตร ไม่ถือเป็นวันลาป่วย หมวด 4 วันลาและหลักเกณฑ์การลา
2. การลาเพื่อทำ หมัน ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อทำ หมันได้และมีสิทธิลาเนื่องจาก การทำ หมันตามระยะเวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำ หนดและออกใบรับ รอง โดยได้รับค่าจ้างตามระยะเวลาที่ลา 3. การลาเพื่อกิจธุระอันจำ เป็น ลูกจ้างมีสิทธิลาปีละ 3 วันทำ งาน โดยได้รับ ค่าจ้าง 3 วันทำ งาน 4. การลาเพื่อรับราชการทหาร ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อรับราชการทหารในการ เรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร หรือเพื่อทดลองความพรั่งพร้อม ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารโดยได้รับค่าจ้างไม่เกินปีละ 60 วัน
5. การลาเพื่อคลอดบุตร ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรครรภ์หนึ่งไม่เกิน 98 วัน โดยรวมวันหยุดที่มีระหว่างวันลาด้วย และได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน อนึ่ง ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ควรแจ้งให้นายจ้างทราบถึงการตั้งครรภ์ วันลาเพื่อคลอดบุตรให้หมายความรวมถึงวันลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อน คลอดบุตรด้วย วันลาเพื่อคลอดบุตร ให้นับรวมวันหยุดที่มีในระหว่างวัน ลาด้วย ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานในหน้าที่เดิม เป็นการชั่วคราวก่อนหรือหลังคลอดได้โดยให้แสดงใบรับรองแพทย์แผน ปัจจุบันชั้นหนึ่งที่รับรองว่าไม่อาจทำ หน้าที่เดิมต่อไปได้ และนายจ้างจะ พิจารณาเปลี่ยนงานที่เหมาะสมให้แก่ลูกจ้างนั้น
หมวด 5 จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลาค่าทำ งานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด 1. ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำ งานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และเงินผลประโยชน์อื่นเนื่องในการจ้างเป็นเงินตราไทย เว้นแต่ได้รับความยินยอม จากลูกจ้างให้จ่ายเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ โดยกำ หนดจ่ายเดือนหนึ่งไม่ น้อยกว่า 1 ครั้ง เว้นแต่จะได้ตกลงเป็นอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้าง โดยจ่าย ณ สถานที่ทำ งานของลูกจ้าง ถ้าจะจ่าย ณ สถานที่อื่นและวิธีอื่น เช่น จ่ายผ่าน ธนาคารต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง ซึ่งความยินยอมนั้นนายจ้างจะจัดทำ เป็นหนังสือให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานหรือมีข้อตกลงกันไว้ชัดเจน เป็นการเฉพาะ 2. ในกรณีเลิกจ้าง นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำ งานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ตามที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับให้แก่ลูกจ้างภายใน 3 วัน นับ แต่วันที่เลิกจ้าง
หมวด 6 ผลประโยชน์และสวัสดิการ 1. ประกันสังคม วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นกองทุนให้หลักประกันแก่ผู้ประกันตนให้ได้รับประโยชน์ทดแทนเมื่อ ต้องประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือหาย ซึ่งไม่ใช่เนื่องจากการ ทำ งาน รวมทั้งกรณีคลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และกรณีว่างงาน หลักเกณฑ์การคำ นวณเงินสมทบ บริษัทฯ จะหักเงินสบทบในอัตราร้อยละ 5 ของค่าจ้าง โดยใช้เงินเดือนรวมเป็น ฐานในการคำ นวณ ตามความเป็นจริงสูงสุดไม่เกิน 15,000 (750 บาทต่อ เดือน) ซึ่งรายการพักนี้จะมีแจ้งการนำ เงินเดือน เข้าบัญชีทุกเดือน ทั้งนี้ค่าจ้าง ที่พัก บริษัทฯ จะนำ ส่งเป็นเงินสมทบดังนี้
1. กรณีเจ็บป่วยที่ไม่ใช่จากการทำ งาน 0.88% 2. กรณีคลอดบุตร 0.12% 3. กรณีทุพพลภาพ 0.44% 4. กรณีเสียชีวิต 0.06% 5.กรณีสงเคราะห์บุตร 3.00% 6. วชราภาพ 3.00% 7.กรณีว่างงาน 0.50% 2.กองทุนเลี้ยงชีพ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อส่งเสริมขวัญกำ ลังใจของพนักงาน 2. เพื่อเป็นการจูงใจให้พนักงานทำ งานกับบริษัทเป็นระยะเวลานาน 3. เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงสำ หรับพนักงานขณะปฏิบัติงานกับ บริษัทฯ
อัตราเงินสมทบ 1.พนักงานสามารถที่จะเลือกสมัครเข้ากองทุนสำ รองเลี้ยงชีพ โดยบริษัท จะทำ การนับอายุ งานต่อเนื่องจากอายุงานเดิม” ในการจ่ายเงินสมทบ เข้ากองทุนสำ รองเลี้ยงชีพ 2. บริษัทจะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสำ รองเลี้ยงชีพให้พนักงานตามอายุ งาน และจะคำ นวณอัตราเงินสมทบจากเงินเดือนรวม 3. ประกันชีวิตหมู่พนักงาน วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นหลักประกันแก่พนักงานทางด้านการเงินและช่วยแบ่งเบาภาระความ เสียหายทางเศรษฐกิจของครอบครัวพนักงาน เมื่อพนักงานถึงแก่กรรมใน ระหว่างที่เป็นพนักงานของบริษัท ดังนั้น การประกันชีวิตหมู่แก่พนักงาน
บริษัทที่รับทำ ประกันชีวิต บริษัทฯ จะเป็นผู้จัดหา บริษัทประกันฯ ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ ปัจจุบัน การจ่ายเบี้ยประกัน บริษัท ในฐานะผู้เอาประกัน จะเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันชีวิตอยู่ในนามของบริษัทเอง ให้กับบริษัทประกันชีวิต ผู้รับทำ ประกันเป็นรายปีไป การให้ความคุ้มครอง วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และ ป้องกันอันตรายจากโรคภัยต่างๆ จึงเห็นสมควรให้ตรวจสุขภาพประจำ ปี
หมวด 7 วินัยและโทษทางวินัย 7.1 ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำ งาน 7.2 ลูกจ้างต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำ สั่งโดยชอบของผู้บังคับบัญชา 7.3 ลูกจ้างต้องมาปฏิบัติงานให้ตรงตามเวลา และลงบันทึกเวลาทำ งานตามที่กำ หนด 7.4 ลูกจ้างต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ไม่กลั่นแกล้งหรือจงใจก่อให้เกิดความ เสียหายแก่นายจ้างหรือลูกจ้างด้วยกันเอง 7.5 ลูกจ้างต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันและเต็มความสามารถ 7.6 ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามกฎแห่งความปลอดภัยในการทำ งาน
7.7 ลูกจ้างต้องดูแลบำ รุงรักษาเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์การทำ งานให้ อยู่ ในสภาพดีเป็นระเบียบเรียบร้อยตามความจำ เป็น หรือตามควรแก่หน้าที่ของ ตน 7.8 ลูกจ้างต้องช่วยกันระมัดระวังและป้องกันทรัพย์สินใดๆ ในบริเวณที่ทำ งาน หรือโรงงาน โดยมิให้สูญหายหรือเสียหายจากบุคคลใดๆ หรือจากภัยพิบัติอื่นๆ เท่าที่สามารถจะทำ ได้ 7.9 ลูกจ้างต้องช่วยกันรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในบริเวณ ที่ทำ งานหรือโรงงาน 7.10 ลูกจ้างต้องไม่กระทำ การทะเลาะวิวาท หรือทำ ร้ายร่างกายบุคคลใดใน บริเวณที่ทำ งานหรือโรงงาน 7.11 ลูกจ้างต้องไม่นำ ยาเสพติดผิดกฎหมาย หรืออาวุธที่มีอันตรายร้ายแรง หรือ วัตถุระเบิดเข้ามาบริเวณที่ทำ งานหรือโรงงาน
ลูกจ้างผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกพิจารณาลงโทษโดยการตักเตือนด้วยวาจา ตักเตือน เป็นหนังสือให้พักงาน หรือเลิกจ้าง ตามสมควรแห่งความผิดที่ได้กระทำ ในกรณีที่ลูกจ้างถูกกล่าวหาว่ากระทำ ความผิดวินัย นายจ้างอาจมีคำ สั่งพัก งานเป็นหนังสือระบุความผิดและกำ หนดระยะเวลาพักงานในระหว่างการ สอบสวนได้ไม่เกินเจ็ดวันโดยแจ้งลูกจ้างทราบก่อนการพักงาน ซึ่งในระหว่าง การพักงานนายจ้างจะจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้าง ในวันทำ งานที่ลูกจ้างได้รับก่อนถูกสั่งพักงาน และเมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ปรากฏว่าลูกจ้างไม่มีความผิดนายจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้าง ในวันทำ งานนับแต่วันที่ลูกจ้างถูกสั่งพักงานเป็นต้นไปโดยคำ นวณเงินที่นายจ้าง จ่ายไปแล้วเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปี
8.1 ขอบเขตและความหมาย การร้องทุกข์ หมายถึง กรณีที่ลูกจ้างมีความไม่พอใจหรือมีความทุกข์อันเกิด ขึ้นเนื่องจากการทำ งานไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพการทำ งาน สภาพการจ้าง การ บังคับบัญชา การสั่งหรือมอบหมายงาน การจ่ายค่าตอบแทนในการทำ งานหรือ ประโยชน์อื่น หรือการปฏิบัติใดที่ไม่เหมาะสมระหว่างนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชา ต่อลูกจ้างหรือระหว่างลูกจ้างด้วยกันและลูกจ้างได้เสนอความไม่พอใจหรือความ ทุกข์นั้นต่อนายจ้าง เพื่อให้นายจ้างได้ดำ เนินการแก้ไขหรือยุติเหตุการณ์นั้น ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง และเพื่อให้ลูกจ้าง ทำ งานด้วยความสุข หมวด 8 การร้องทุกข์
8.2 วิธีการและขั้นตอน ลูกจ้างที่มีความไม่พอใจหรือมีความทุกข์เนื่องจากการทำ งานดังกล่าวข้าง ต้น ควรยื่นคำ ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรงหรือผู้บังคับบัญชาชั้นแรกของตน โดยเร็ว เว้นแต่เรื่องที่จะร้องทุกข์นั้นเกี่ยวกับการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาดัง กล่าวหรือผู้บังคับบัญชาดังกล่าวเป็นต้นเหตุก็ให้ยื่นคำ ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชา ระดับสูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง การยื่นคำ ร้องทุกข์ให้กรอกข้อความลงในแบบพิมพ์ที่นายจ้างได้กำ หนดขึ้น (เพื่อให้เป็นแบบเดียวกันและได้ข้อมูลที่สำ คัญครบถ้วน)
8.3 การสอบสวนและพิจารณา เมื่อผู้บังคับบัญชาได้รับคำ ร้องทุกข์จากลูกจ้างแล้ว ให้รีบดำ เนินการ สอบสวนเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงในเรื่องที่ร้องทุกข์นั้นโดยละเอียดเท่าที่จะ ทำ ได้ โดยดำ เนินการด้วยตนเองหรือด้วยความช่วยเหลือจากนายจ้าง ทั้งนี้ ลูกจ้างผู้ยื่นคำ ร้องทุกข์ชอบที่จะให้ข้อเท็จจริงโดยละเอียดแก่ผู้บังคับบัญชาด้วย เมื่อสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ นั้น หากเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบเขตของอำ นาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชานั้นและผู้ บังคับบัญชาสามารถแก้ไขได้ ก็ให้ผู้บังคับบัญชาดำ เนินการแก้ไขให้เสร็จสิ้น โดยเร็ว แล้วแจ้งให้ลูกจ้างผู้ยื่นคำ ร้องทุกข์ทราบ พร้อมทั้งรายงานให้นายจ้าง ทราบด้วย หากเรื่องราวที่ร้องทุกข์นั้น เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนืออำ นาจหน้าที่ของผู้ บังคับบัญชานั้นให้ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวเสนอเรื่องราวที่ร้องทุกข์ พร้อมทั้งข้อ เสนอในการแก้ไขหรือความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปตามลำ ดับ
ให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปดำ เนินการสอบสวนและพิจารณาคำ ร้อง ทุกข์เช่นเดียวกับผู้บังคับบัญชาระดับต้นที่ได้รับคำ ร้องทุกข์ ผู้บังคับบัญชาแต่ละชั้นต้องดำ เนินการเกี่ยวกับคำ ร้องทุกข์โดยเร็วอย่างช้า ไม่เกิน 7 วัน 8.4 กระบวนการยุติข้อร้องทุกข์ เมื่อผู้บังคับบัญชาแต่ละชั้นได้พิจารณาคำ ร้องทุกข์ ดำ เนินการแก้ไขหรือยุติ เหตุการณ์ที่เกิดการร้องทุกข์ และได้แจ้งให้ลูกจ้างผู้ยื่นคำ ร้องทุกข์ทราบ หาก ลูกจ้างผู้ยื่นคำ ร้องทุกข์พอใจก็ให้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็วแต่ถ้าลูกจ้างผู้ ยื่นคำ ร้องทุกข์ไม่พอใจ ก็ให้ยื่นอุทธรณ์ โดยกรอกข้อความที่อุทธรณ์ลงในแบบพิมพ์ ที่นายจ้างได้กำ หนดขึ้นและยื่นต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ ทราบผลการร้องทุกข์จากผู้บังคับบัญชาระดับต้น ผู้บังคับบัญชาระดับสูงสุดจะพิจารณาอุทธรณ์และดำ เนินการแก้ไขหรือยุติ เหตุการณ์ตามคำ ร้องทุกข์ และแจ้งผลการพิจารณาดำ เนินการให้ลูกจ้างผู้ยื่น คำ ร้องทุกข์ทราบภายใน 15 วัน
หากลูกจ้างผู้ยื่นคำ ร้องทุกข์ยังไม่พอใจผลการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ บังคับบัญชาสูงสุด ย่อมมีสิทธิดำ เนินการในทางอื่นอันชอบด้วยกฎหมายต่อไป ได้ (หรืออาจเสนอต่อนายจ้าง เพื่อร่วมกันตั้งผู้ชี้ขาดขึ้นเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด ปัญหาอันเกิดจากคำ ร้องทุกข์นั้นต่อไปได้) 8.5 ความคุ้มครองผู้ร้องทุกข์และผู้เกี่ยวข้อง เนื่องจากการร้องทุกข์ที่กระทำ ไปโดยสุจริตใจ ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์อัน ยิ่งใหญ่แก่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างเป็นส่วนรวม ดังนั้น ลูกจ้างผู้ยื่นคำ ร้องทุกข์ ลูกจ้างผู้ให้ถ้อยคำ ให้ข้อมูล ให้ข้อเท็จจริง หรือให้พยานหลักฐานใดเกี่ยวกับ การร้องทุกข์ และลูกจ้างที่เป็นผู้พิจารณาคำ ร้องทุกข์ เมื่อได้กระทำ ไปโดย สุจริตใจ แม้จะเป็นเหตุให้เกิดข้อยุ่งยากประการใดแก่นายจ้าง ก็ย่อมได้รับ การประกันจากนายจ้างว่าจะไม่เป็นเหตุหรือถือเป็นเหตุที่จะเลิกจ้าง ลงโทษ หรือดำ เนินการใดที่เกิดผลร้ายต่อลูกจ้างดังกล่าว
หมวด 9 การพ้นสภาพพนักงาน และการจ่ายค่าชดเชย พนักงานของบริษัทจะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานในกรณีดังต่อไปนี้ 1. ลาออก 2. เกษียณอายุ 3. เลิกจ้างโดยได้รับค่าชดเชย 4. เลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชย 5. ถึงแก่กรรม 1. ลาออก พนักงานที่ประสงค์จะลาออกจากการเป็นพนักงานของบริษัท ให้ยื่น หนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาอนุมัติ ตามลำ ดับขั้น เป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ต่อเมื่อได้รับอนุมัติแล้ว จึงจะถือว่าพ้น สภาพจากการเป็นพนักงานโดย สมบูรณ์
2. ค่าชดเชยพิเศษ 2.1 การย้ายสถานประกอบกิจการ ในกรณีที่บริษัทย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณสถานที่อื่น อันมีผลกระ ทบสำ คัญต่อการดำ รงชีวิตตามปกติของ พนักงานหรือครอบครัว บริษัทจะแจ้ง ให้พนักงานทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30ในการนี้ถ้าพนักงานไม่ประสงค์จะไป ทำ งาน ด้วยให้พนักงานมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งจากบริษัทได้โดย บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยพิเศษ ไม่น้อยกว่าอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้าง จึงมีสิทธิได้รับตามกฎหมายแรงงานตาม มาตรา 118
2.2 การเลิกจ้างด้วยเหตุปรับปรุงกิจการ บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยพิเศษให้พนักงานที่บริษัทเลิกจ้างเพราะเหตุ ปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำ หน่าย ซึ่ง เป็นเหตุให้ต้องลด จำ นวนพนักงาน บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตาม กฎหมายแรงงาน มาตรา 118 แก่ พนักงานที่ทำ งานติดต่อกันครบ 6 ปีขึ้นไป ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วันต่อการทำ งานครบหนึ่งปี แต่รวมแล้ว ต้อง ไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้าย 360 วัน กรณีระยะเวลาทำ งานไม่ครบหนึ่ง ปี ถ้าเศษของระยะทำ งานมากว่า 180 วัน ให้นับ เป็นการทำ งานครบหนึ่งปี ทั้งนี้ บริษัทจะแจ้งวันที่เลิกจ้างและเหตุผลของการเลิกจ้างให้พนักงาน ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ก่อนวันเลิกจ้าง ใน กรณีบริษัทไม่อาจแจ้ง ให้พนักงานที่จะถูกเลิกจ้างทราบล่วงหน้าหรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 60 วัน บริษัทจะจ่ายค่าชดเชย พิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตรา สุดท้าย 60 วัน
3. เลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชย ในกรณีที่พนักงานประพฤติผิดวินัยขั้นร้ายแรงตามที่บริษัทได้กำ หนด ลักษณะความผิดขั้นร้ายแรงไว้ บริษัทอาจพิจารณาเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่า ชดเชย 4. ถึงแก่กรรม พนักงานที่ถึงแก่กรรม ถือว่าพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของบริษัทใน วันที่ถึงแก่กรรมนั้น