2|Page CHEM 1
ประมวลการสอน (Course Syllabus)
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์
โรงเรยี นสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกาแพงแสน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา
รายวิชา เคมี 1 ภาคเรียนท่ี 1
ช้ัน ม.4 (แผน 1) เวลาเรียน 2 ช่วั โมง/สัปดาห์
จานวน 1.0 หน่วยกิต อาจารย์ผูส้ อน นางสาวสุนสิ า ทับแสง
คาอธิบายรายวชิ า
การศึกษาวิเคราะห์ โครงสร้างแบบจาลองอะตอม วิวัฒนาการของอะตอมแบบต่างๆ ดอลตัน ทอมสัน
รัทเทอร์ฟอร์ด อนุภาคมูลฐานของอะตอมสัญลักษณ์ นิวเคลียร์ เลขอะตอม เลขมวล และไอโซโทป แบบจาลองอะตอม
ของโบร์ สเปคตรัมของธาตแุ ละสารประกอบ แบบจาลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก การจัดเรยี งอเิ ล็กตรอนในอะตอม ตาราง
ธาตุในปัจจุบัน สมบัตขิ องธาตุเป็นหมู่และคาบ เก่ียวกบั ขนาดอะตอม รัศมีไอออน พลังงานไอออไนเซชัน อเิ ล็กโทรเนกาติ
วิตี สัมพรรคภาพอิเล็กตรอน จุดหลอมเหลว และจุดเดือด เลขออกซิเดชัน การเกิดพันธะไอออนิก โครงสร้าง การเขียน
สูตรและเรียกชื่อสารประกอบไอออนิก การเปล่ียนแปลงพลังงานกับการเกิดสารประกอบไอออนิก สมบัติและปฏิกิริยา
ของสารประกอบไอออนิก การเกิดพันธะโคเวเลนต์ ชนิดของพันธะโคเวเลนต์ การเขียนสูตรและเรียกชื่อสารโคเวเลนต์
ความยาวพันธะและพลังงานพันธะ โครงสร้างเรโซแนนซ์ รูปร่างของโมเลกุล สภาพขั้วของโมเลกุลโคเวเลนต์ แรงยึด
เหน่ียวระหว่างโมเลกุลโคเวเลนต์ โครงผลึกร่างตาข่าย พันธะโลหะ และสมบัติบางประการของโลหะ ความเป็นกรด-เบส
ของสารประกอบออกไซด์และคลอไรด์ของธาตใุ นคาบท่ี 2 และ 3 และศึกษาสมบัติของธาตหุ มู่ IA IIA และVIIA สมบัตขิ อง
ก๊าซเฉื่อย ธาตุกึ่งโลหะ ตาแหน่งของธาตุไฮโดรเจน สมบัติของธาตุแทรนซิชัน โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
การสบื ค้นข้อมลู การสารวจตรวจสอบ การอธบิ าย การอภปิ ราย การวเิ คราะหแ์ ละคานวณ เพ่ือใหเ้ กิดความรู้ ความเขา้ ใจ
สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการคิดและตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ มีจิต
วิทยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรมและค่านยิ มทเี่ หมาะสม
ผลการเรียนรู้
1. สืบคน้ ขอ้ มลู สมมติฐาน การทดลอง หรือ ผลการทดลองที่เป็นประจักษ์พยานในการเสนอ แบบจาลองอะตอม
ของนักวทิ ยาศาสตร์ และอธิบายวิวัฒนาการของแบบจาลองอะตอม
2. เขียนสัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุและระบุ จานวนโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอนของ อะตอมจาก
สญั ลักษณน์ วิ เคลียร์รวมท้งั บอก ความหมายของไอโซโทป
3. อธิบาย และเขียนการจัดเรียงอิเล็กตรอน ในระดับพลังงานหลกั และระดับพลังงานยอ่ ย เม่ือทราบเลขอะตอม
ของธาตุ
4. ระบุหม่คู าบ ความเปน็ โลหะ อโลหะ และ กึ่งโลหะ ของธาตุเรพรีเซนเททีฟและธาตุ แทรนซิชนั ในตารางธาตุ
5. วิเคราะห์และบอกแนวโน้มสมบตั ขิ องธาตุ เรพรีเซนเททีฟตามหมแู่ ละตามคาบ
3|Page CHEM 1
6. บอกสมบตั ิของธาตุโลหะแทรนซชิ นั และ เปรยี บเทยี บสมบตั กิ ับธาตุโลหะในกลมุ่ ธาตุ เรพรเี ซนเททีฟ
7. อธบิ ายการเกิดไอออนและการเกิดพันธะ ไอออนกิ โดยใช้แผนภาพหรอื สัญลกั ษณ์ แบบจุดของลิวอิส
8. เขียนสูตร และเรยี กชอื่ สารประกอบไอออนิก
9. คานวณพลังงานทเี่ กย่ี วข้องกบั ปฏิกิรยิ า การเกดิ สารประกอบไอออนิกจากวฏั จักร บอรน์ -ฮาเบอร์
10. อธิบายสมบัตขิ องสารประกอบไอออนิก
11. เขยี นสมการไอออนกิ และสมการไอออนกิ สุทธิ ของปฏิกริ ิยาของสารประกอบไอออนิก
12. อธบิ ายการเกดิ พันธะโคเวเลนตแ์ บบพันธะเดย่ี ว พันธะคแู่ ละพนั ธะสาม ด้วยโครงสร้างลิวอิส
13.เขียนสูตร และเรียกช่ือสารโคเวเลนต์
14. วิเคราะห์และเปรียบเทียบความยาวพันธะ และพลังงานพันธะในสารโคเวเลนต์รวมท้ัง คานวณพลังงานที่
เกี่ยวขอ้ งกบั ปฏกิ ริ ยิ าของ สารโคเวเลนต์จากพลงั งานพนั ธะ
15. คาดคะเนรูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์โดยใช้ ทฤษฎีการผลักระหว่างคู่อิเล็กตรอนในวงเวเลนซ์ และระบุสภาพ
ขั้วของโมเลกลุ โคเวเลนต์
16. ระบุชนิดของแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล โคเวเลนต์และเปรียบเทียบจุดหลอมเหลว จุดเดือด และการ
ละลายน้าของสารโคเวเลนต์
17. สบื ค้นขอ้ มูล และอธิบายสมบัตขิ อง สารโคเวเลนต์โครงร่างตาข่ายชนิดตา่ ง ๆ
18. อธิบายการเกดิ พนั ธะโลหะและสมบตั ิของโลหะ
19. เปรียบเทียบสมบัติบางประการของสารประกอบ ไอออนิก สารโคเวเลนต์และโลหะ สืบค้นข้อมูล และ
นาเสนอตัวอยา่ งการใช้ประโยชนข์ อง สารประกอบไอออนกิ สารโคเวเลนต์และ โลหะ ได้อย่างเหมาะสม
รวมผลการเรียนรู้ 19 ขอ้
กจิ กรรมการเรียนการสอน
- การบรรยาย
- การปฏบิ ัติการทดลอง
- การอภิปรายรว่ มกัน/แลกเปลี่ยนเรยี นรู้ระหว่างกลมุ่
- การพูด – ถามตอบ
4|Page CHEM 1
สือ่ การเรยี นการสอน น้าหนกั
- เอกสารประกอบการสอน “หนังสอื เรยี น รายวิชาเพิม่ เติม เคมี 1” 8
- PowerPoint (ppt.) 20
- วดี ีทัศน์/ รูปภาพ จากแหล่งความรูต้ ่างๆ 2
- แบบทดลอง แบบฝึกหดั และใบงาน 30
- อปุ กรณ์การทดลอง 30
- Model โครงสรา้ งโมเลกุล 10
- Google Classroom
- Website ท่เี ก่ียวข้อง
การวัดและประเมินผล เคร่ืองมือ/วธิ ีการประเมิน
เป้าหมายการเรียนรู้ แบบทดสอบอัตนัย/ปรนัย
ดา้ นความร้ใู นเน้ือหา - การทดสอบย่อย
- การทดสอบกลางภาค
ด้านทักษะกระบวนการ - การทาแบบฝึกหดั /ใบงาน
ดา้ นจติ พิสยั - การทดสอบปลายภาค
แบบประเมนิ การปฏิบตั ิงาน/ กิจกรรมกล่มุ
แบบสงั เกตการตอบคาถาม
แบบสงั เกตพฤติกรรมในชน้ั เรียน
เกณฑ์การใหร้ ะดับคะแนน ระดบั คะแนน
คะแนน 4
80-100 3.5
75-79 3
70-74 2.5
65-69 2
60-64 1.5
55-59 1
50-54 0
0-49
5|Page CHEM 1
โครงการสอน หมายเหตุ
สัปดาห์ท่ี คาบท่ี เน้ือหา
1 1 แนะนารายวิชา
1. แบบจาลองอะตอม
1-2 2–4
3-4 5–8 1.1 ดอลตัน
1.2 ทอมสัน
8 9 - 16 1.3 รทั เทอรฟ์ อร์ด
9 17 - 18 1.4 โบร์
10 - 12 19 - 24 1.5 กลุ่มหมอก
2. สญั ลักษณ์นิวเคลียร์
13 - 15 25 - 30 3. การจัดเรยี งอิเล็กตรอนในระดับพลังงาน
3. สมบตั ขิ องธาตุตามหมู่และตามคาบ
3.1 ขนาดอะตอม
3.2 รศั มไี อออน
3.3 พลังงานไอออไนเซชัน
3.4 อเิ ล็กโทรเนกาตวิ ิตี
3.5 สัมพรรคภาพอิเล็กตรอน
3.6 จุดหลอมเหลวจุดเดอื ด
3.7 เลขออกซิเดชนั
สอบกลางภาค
4. พันธะไอออนกิ
4.1 การเกิดพนั ธะไอออนิก
4.2 โครงสรา้ งของสารประกอบไอออนิก
4.3 การเขยี นสูตร เรียกช่อื สารประกอบไอออนิก
4.4 การเปลย่ี นแปลงพลงั งานกับการเกิดสารประกอบไอออนกิ
4.5 สมบตั สิ ารประกอบไอออนิก
4.6 ปฏกิ ริ ยิ าของสารประกอบไอออนิก
5. พันธะโคเวเลนต์
5.1 การเกิดพนั ธะ
5.2 ชนิดของพนั ธะ
5.3 กฎออกเตต
5.4 โครงสรา้ งของโมเลกลุ โคเวเลนต์
5.5 การเขยี นสูตรและเรียกชอ่ื สารโคเวเลนต์
6|Page CHEM 1
5.6 การคานวณหาพลงั งานทเ่ี ปลีย่ นแปลงของปฏกิ ิรยิ าจากคา่
พลงั งานพนั ธะ
5.7 รูปร่างโมเลกลุ
5.8 สภาพข้ัวของโมเลกลุ
แรงยดึ เหนย่ี วระหวา่ งโมเลกลุ โคเวเลนต์
6. พนั ธะโลหะ
16 31 - 32 6.1 การเกดิ พนั ธะโลหะ
6.2 สมบัติของโลหะ
17 33 - 34 7. สมบัตบิ างประการของสารประกอบ ไอออนิก สารโคเวเลนต์
และโลหะ
18 35 - 36 สอบปลายภาค
การประเมนิ การจัดการเรยี นการสอนรปู แบบออนไลน์
เนอ่ื งจากสถานการณก์ ารระบาดของโรค COVIC-19 ทาให้โรงเรยี นมรี ูปแบบการจัดการเรียนการสอน Online
100% ตลอดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ในการจัดการเรียนการสอนโดยรูปแบบการสอนตามปกติ การทา
กิจกรรมกลุ่มบางคร้ังไม่เอื้ออานวยต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ประกอบกับการตอบสนองของนักเรียนที่มีต่อการเรียน
ลดลงกว่าการเรียนในห้องเรียนปกติ อาจารย์ผู้สอนจึงจาเป็นต้องหารูปแบบ วิธีการสอนและเครื่องมือ ในการจัดการ
เรียนการสอน ที่สามารถกระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียน รวมถึงเกณฑ์ในการประเมินผล ต้องมีการปรับรูปแบบให้
เหมาะสมกบั สถานการณ์ในปัจจุบนั
ข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไข
อาจารย์ผู้สอนทาการศึกษารูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพ่ิมเติม เข้าร่วมอบรมการจัดการเรียนการสอนใน
รูปแบบออนไลน์จากหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงนาแอปพลิเคชัน คลิปวิดิโอจากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ มาใช้ในห้องเรียน
ออนไลน์ตามเน้ือหาที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นความสนใจในการเรียนรู้ของนักเรียนให้เพ่ิมข้ึน นอกจากนี้ปรับเกณฑ์การ
ประเมินต่าง ๆ ให้เหมาะสม และจัดการในส่วนของงานท่ีมอบหมายหรือทบทวนให้เสร็จภายในคาบเรียนเพ่ือลดภาระใน
การทาการบา้ นของนักเรยี น
ลงนาม……………………………………………………..ผู้สอน
(นางสาวสนุ สิ า ทับแสง)
โครงสรา้ งร
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ราย
ระดับ ประถมศกึ ษา ช้ัน....................... เวล
เวล
มัธยมศึกษา ชนั้ ม.4
ลาดับท่ี ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ สาระส
1. อะตอมและตาราง 1. สืบคน้ ข้อมลู สมมติฐาน การ 2. แบบจาลองอ
ธาตุ ทดลอง หรอื ผลการทดลองที่ 2.1 ดอลตนั
เป็นประจกั ษพ์ ยานในการ 2.2 ทอมสัน
เสนอ แบบจาลองอะตอมของ 2.3 รทั เทอร
นกั วิทยาศาสตร์ และอธิบาย 2.4 โบร์
วิวฒั นาการของแบบจาลอง 2.5 กลุ่มหมอ
อะตอม
3. เขียนสัญลักษณ์นวิ เคลียรข์ อง 4. สัญลกั ษณ์นวิ
ธาตุและระบุ จานวนโปรตอน 5. การจดั เรยี งอ
นวิ ตรอน และอิเล็กตรอนของ ระดบั พลงั งาน
อะตอมจากสญั ลกั ษณ์นิวเคลียร์
รายวชิ า รหัสวชิ า ว 31221
จานวน 1.0 นก.
ยวิชา เคมี 1
ลา.............คาบ/สปั ดาห์
ลา 2 คาบ/สัปดาห์
สาคญั เวลา จุดเน้น
(คาบ) 21 Century skills Characters
อะตอม 4 1. ทักษะการคิดอยา่ งมี 2. การอยรู่ ่วมกันใน
วจิ ารณญาณ และการ สังคมและการปรบั
แกป้ ัญหา ตัวเข้ากบั ผอู้ ่ืน
ร์ฟอรด์ 5. ทักษะการสอ่ื สาร 4. การติดต่อส่ือสาร
สารสนเทศ และเทา่ 5. การแสวงหาความรู้
อก ทนั สื่อ
8. มคี ุณธรรม จริยธรรม
วเคลียร์ 2
อเิ ล็กตรอนใน
น
8|Page
ลาดับท่ี ชือ่ หน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ สาระส
รวมทง้ั บอก ความหมายของ
ไอโซโทป
4. อธบิ าย และเขียนการจดั เรียง
อเิ ลก็ ตรอน ในระดบั พลงั งาน
หลักและระดับพลงั งานย่อย
เมื่อทราบเลขอะตอมของธาตุ
4. ระบุหมู่คาบ ความเป็นโลหะ 4. สมบตั ขิ องธา
อโลหะ และ ก่ึงโลหะ ของธาตุ ตามคาบ
เรพรเี ซนเททฟี และธาตุ แทรนซิ 4.1 ขนาดอ
ชันในตารางธาตุ 4.2 รัศมีไอ
5. วิเคราะหแ์ ละบอกแนวโนม้ สมบัติ 4.3 พลังงาน
ของธาตุ เรพรีเซนเททีฟตามหมู่ 4.4 อเิ ลก็ โท
4.5 สมั พรร
และตามคาบ อิเล็กต
6. บอกสมบัติของธาตุโลหะแทรนซิ
4.6 จุดหลอ
ชัน และ เปรียบเทียบสมบัติกับ เลขออกซิเดชัน
ธาตุโลหะในกลุ่มธาตุ เรพรีเซน
เททีฟ
CHEM 1
สาคญั เวลา จุดเนน้
(คาบ) 21 Century skills Characters
าตตุ ามหมู่และ 6
อะตอม
อออน
นไอออไนเซชนั
ทรเนกาตวิ ิตี
รคภาพ
ตรอน
อมเหลวจุดเดอื ด
9|Page
ลาดบั ท่ี ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ สาระส
2. พันธะเคมี 7. อธิบายการเกิดไอออนและการ 6. พนั ธะไอออน
เกดิ พันธะ ไอออนกิ โดยใช้ 6.1 การเกิดพ
แผนภาพหรือสัญลักษณ์ แบบจุด 6.2 โครงสรา้
ของลิวอิส สารประ
8. เขียนสตู ร และเรียกช่ือ 6.3 การเขยี น
สารประกอบไอออนกิ สารประ
9. คานวณพลงั งานท่เี กีย่ วข้องกับ 6.4 การเปล
ปฏิกริ ยิ า การเกดิ สารประกอบ พลังงาน
ไอออนิกจากวฏั จักร บอรน์ -ฮา สารประ
เบอร์ 6.5 สมบัตสิ า
10. อธิบายสมบัติของสารประกอบ
ไอออนิก
ไอออนกิ 6.6 ปฏิกริ ยิ า
11. เขยี นสมการไอออนกิ และ สารประ
สมการไอออนิกสุทธิ ของ
ปฏิกิริยาของสารประกอบไอออ
นิก
12. อธิบายการเกิดพันธะโคเวเลนต์ 7. พนั ธะโคเวเล
แบบพันธะเดี่ยว พันธะคู่และ 7.1 การเกิดพ
พันธะสาม ดว้ ยโครงสรา้ งลวิ อสิ 7.2 ชนิดของ
CHEM 1
สาคัญ เวลา จดุ เน้น
(คาบ) 21 Century skills Characters
นิก 8 1. ทักษะการคิดอยา่ งมี 2. การอยรู่ ว่ มกนั ใน
พนั ธะไอออนิก วจิ ารณญาณ และการ สังคมและการปรับ
างของ แกป้ ัญหา ตัวเขา้ กบั ผอู้ ่ืน
ะกอบไอออนิก
นสตู ร เรียกชื่อ 5. ทักษะการส่อื สาร 4. การตดิ ตอ่ ส่ือสาร
ะกอบไอออนิก สารสนเทศ และเทา่ 5. การแสวงหาความรู้
ลย่ี นแปลง ทนั ส่ือ
นกบั การเกดิ
8. มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม
ะกอบไอออนกิ
ารประกอบ
ก
าของ
ะกอบไอออนิก
ลนต์ 8
พนั ธะ
งพันธะ
10 | P a g e
ลาดับที่ ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ สาระส
13. เขียนสูตร และเรียกช่ือสารโคเว 7.3 กฎออกเ
เลนต์ 7.4 โครงสรา้
14. วเิ คราะห์และเปรยี บเทียบความ โคเวเลน
ยาวพันธะ และพลังงานพันธะ 7.5 การเขยี น
ใ น ส า ร โ ค เ ว เ ล น ต์ ร ว ม ท้ั ง
คานวณพลังงานท่ีเกี่ยวข้องกับ เรยี กชอ่ื
ปฏิกิริยาของ สารโคเวเลนต์ 7.6 การคาน
จากพลังงานพนั ธะ
เปลีย่ นแ
15. คาดคะเนรูปร่างโมเลกุลโคเว ปฏิกริ ยิ า
เลนต์โดยใช้ ทฤษฎีการผลัก พันธะ
ร ะ ห ว่ า ง คู่ อิ เ ล็ ก ต ร อ น ใ น ว ง 7.7 รูปรา่ งโม
เวเลนซ์ และระบุสภาพขั้วของ 7.8 สภาพขวั้
โมเลกุลโคเวเลนต์ 7.9 แรงยึดเห
โมเลกลุ โ
16. ระบุชนิดของแรงยึดเหน่ียว
ระหว่างโมเลกุล โคเวเลนต์และ
เปรียบเทียบจุดหลอมเหลว จุด
เดือด และการละลายน้าของ
สารโคเวเลนต์
สาคัญ เวลา จุดเนน้ CHEM 1
(คาบ) 21 Century skills
Characters
เตต
างของโมเลกุล
นต์
นสตู รและ
อสารโคเวเลนต์
นวณหาพลงั งานท่ี
แปลงของ
าจากค่าพลงั งาน
มเลกุล
วของโมเลกลุ
หนย่ี วระหวา่ ง
โคเวเลนต์
11 | P a g e
ลาดับท่ี ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ สาระส
17. สืบค้นข้อมูล และอธิบายสมบัติ
ของ สารโคเวเลนต์โครงร่างตา
ขา่ ยชนิดตา่ ง ๆ
18. อธบิ ายการเกิดพันธะโลหะและ 7. พันธะโลหะ
สมบตั ขิ องโลหะ 7.1 การเกดิ พ
7.2 สมบตั ิขอ
19. เปรียบเทียบสมบตั บิ างประการ 8. ส ม บั ติ บ า ง
ของสารประกอบ ไอออนิก สารประกอบ
ส า ร โ ค เ ว เ ล น ต์ แ ล ะ โ ลหะ โคเวเลนตแ์ ล
สืบค้นข้อมูล และนาเสนอ
ตัวอย่างการใช้ประโยชน์ของ
สารประกอบไอออนิก สาร
โคเวเลนต์และ โลหะ ได้อย่าง
เหมาะสม
รวมตลอดภาค
CHEM 1
สาคัญ เวลา จดุ เนน้
(คาบ) 21 Century skills Characters
พันธะโลหะ 2
องโลหะ 2
งประการของ
บ ไอออนิก สาร
ละโลหะ
32
อะตอมและตารางธาตุ
Name: …………………………………………………………………………
Class: ………………………………………………………………………….
13 | P a g e CHEM 1
Content
โครงสร้างอะตอม
อนุภาคมูลฐานอะตอม
ไอโซโทป ไอโซโทน ไอโซบาร์
การคานวณคลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า
ตารางธาตุ
จัดเรียงอเิ ลก็ ตรอน
Name: …………………………………………………………………………
Class: ………………………………………………………………………….
14 | P a g e CHEM 1
โครงสร้างอะตอม
แบบจำลองอะตอมเกิดจำกแนวคิดและกำรทดลองของนกั วทิ ยำศำสตร์ที่สำมำรถสรุปขอ้ มูลและพฒั นำจนไดข้ อ้ สรุป
ของแบบจำลองตำ่ ง ๆ ดงั น้ี
1. แบบจาลองอะตอมของดอลตัน (John Dalton)
ดอลตันเป็นคนแรกที่นำเสนอแนวคิดเก่ียวกบั อะตอม เพ่ือใชอ้ ธิบายเกี่ยวกบั การเปล่ียนแปลง
ของสารก่อนและหลงั ทาปฏิกิริยา รวมท้งั อตั ราส่วนที่โดยมวลของธาตุท่ีรวมกนั เป็น
สารประกอบซ่ึงสามารถสรุปไดด้ งั น้ี
1. ธาตุแตล่ ะชนิดประกอบดว้ ยอนุภาคท่ีเลก็ ท่ีสุดเรียกวา่ อะตอม ซ่ึงอะตอมไมส่ ามารถ
แบง่ แยกไดอ้ ีกและไม่สามารถถูกสร้างหรือทาลายไดใ้ นระหวา่ งการเกิดปฏิกิริยาเคมี
2. อะตอมของธาตุชนิดเดียวกนั มีมวลและสมบตั ิต่างๆ เหมือนกนั ส่วนอะตอมของธาตุ
ต่างชนิดกนั จะมีมวลและสมบตั ิต่างกนั
3. สารประกอบเกิดจากอะตอมของธาตุต้งั แต่ 2 ชนิดข้ึนไปมารวมตวั กนั ดว้ ยพนั ธะเคมี
จะเป็นอตั ราส่วนท่ีคงที่เสมอ
2. แบบจาลองอะตอมของทอมสัน (Sir Joseph John Dalton)
ทอมสันศึกษาโครงสร้างอะตอมจากการทดลองโดยใช้ ………………………………………......
พบวา่ รังสีแคโทดวิง่ จาก
ข้วั …………..……..ไป
ข้วั ………………..
เบ่ียงเบนเขา้ หาข้วั บวกของสนามไฟฟ้า
และทดสอบการเบ่ียงเบนของรังสี
แคโทดในสนามแม่เหลก็ ปรากฏวา่
รังสีแคโทดเบ่ียงเบนในสนามแม่เหลก็
จึงสรุปไดว้ า่ อนุภาครังสีแคโทด
มีประจุเป็นประจุลบ และเรียกวา่
อนุภาคน้ีวา่ “อเิ ลก็ ตรอน”
ไดค้ ่า q/m = ……………………
15 | P a g e CHEM 1
ออยเกน โกลด์สไตน์ (Eugen Goldstein) ได้ทดลองดดั แปลงหลอดรังสีแคโทดจนคน้ พบอนุภาคใหม่ที่มีสมบตั ิ
เบี่ยงเบนในสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าในทิศทางตรงขา้ มกบั รังสีแคโทด แสดงวา่ อนุภาคน้ีมีประจุไฟฟ้า
เป็นบวกและเรียกอนุภาคน้ีวา่ “โปรตอน”
จึงเสนอจาลองอะตอมใหมว่ า่
“ อะตอมมีลกั ษณะเป็นทรงกลมมีอนุภาคโปรตอนซ่ึงมีประจุบวกและ
อิเลก็ ตรอนซ่ึงมีประจุลบกระจายอยอู่ ยา่ งสม่าเสมอและอะตอมมีสภาพเป็นกลาง
ทางไฟฟ้า”
3. แบบจาลองอะตอมของรัทเทอร์ฟอร์ด (Rutherford)
รัทเทอร์ฟอร์ด ไดท้ าการทดลองยงิ อนุภาคแอลฟาไปยงั แผน่ ทองคาซ่ึงมี
ฉากเรืองแสงที่ฉาบดว้ ยซิงคซ์ ลั ไฟด์ (ZnS) โคง้ เป็นวงลอ้ มรอบแผน่ ทองคา\
เพอ่ื ...........................................................................
16 | P a g e CHEM 1
ผลการทดลองและแนวคดิ ของแบบจาลองอะตอม
ผลการทดลอง แนวคิดของแบบจาลองอะตอม
1.อนุภาคแอลฟาส่วนใหญ่เคลื่อนที่เป็ นเส้ นตรง
2.อนุภาคแอลฟาบางส่วนเคลื่อนท่ีเบยี่ งเบน
3.อนุภาคแอลฟาส่วนนอ้ ยมากเคล่ือนท่ีแบบสะท้อนกลบั
รัทเทอร์ฟอร์ดจึงไดเ้ สนอแบบจาลองอะตอมใหม่ คือ
“ อะตอมประกอบดว้ ยนิวเคลียสท่ีมีโปรตอนซ่ึงเป็นประจุบวกรวมกนั อยตู่ รงกลาง
มีขนาดเลก็ และมีมวลมาก ส่วนอิเลก็ ตรอนซ่ึงมีประจุเป็นลบและมีมวลนอ้ ยมาก
จะเคลื่อนท่ีอยรู่ อบนิวเคลียสเป็นบริเวณกวา้ ง
**** การทดลองของรัทเทอร์ฟอร์ดกบั แบบจาลองอะตอมของทอมสนั
…………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………...
17 | P a g e CHEM 1
เจมส์ แซกวกิ (James Chadwick) ทาการทดลองยงิ อนุภาคแอลฟาไปยงั แผน่ โลหะเบริลเลียม (Be)
ปรากฏวา่ ไดอ้ นุภาคใหม่ที่มีมวลใกลเ้ คียงกบั โปรตอนและเป็นกลางทางไฟฟ้าเรียกอนุภาคน้ีวา่ “นิวตรอน”
Be
+ นิวตรอน
Alpha source -
พาราฟิ น
ทาใหท้ ราบวา่ อะตอมประกอบดว้ ยอนุภาคมูลฐาน 3 ชนิด
โปรตอน นิวตรอนรวมอยกู่ นั เป็นนิวเคลียส อิเลก็ ตรอนวง่ิ รอบนิวเคลียส
การหาค่าประจุของอิเลก็ ตรอนโดยวธิ ีหยดนา้ มัน
F1
F2
กำรทดลอง หำคำ่ ประจุอิเล็กตรอนโดยวธิ ีหยดน้ำมนั
คำนวณไดโ้ ดย
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
18 | P a g e CHEM 1
>> การค้นพบ อเิ ลก็ ตรอน โปรตอนและนิวตรอน
อเิ ลก็ ตรอน (electron) ถูกค้นพบโดย …………………………………………………………………..
จากการทดลอง………………………………………………………….…….
โปรตอน (proton) ถูกค้นพบโดย …………………………………………………………………
จากการทดลอง……………………………………………………………….
นิวตรอน (neurton) ถูกค้นพบโดย …………………………………………….………………….
จากการทดลอง………………………………………………………………
อนุภาคมูลฐานของอะตอม
>> สัญลกั ษณ์นิวเคลยี ร์
A X A = เลขมวล เป็ นผลรวมของจานวนโปรตอน + นิวตรอน
Z X = สัญลักษณข์ องธาตุ
Z = เลขอะตอม เป็ นจานวนของโปรตอน
Ex. เขยี นสัญลกั ษณ์นิวเคลยี ร์ของ Ne และ Ra
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
19 | P a g e CHEM 1
ไอออน (ion)
= ธำตุที่มีจำนวนอิเล็กตรอนกบั จำนวนโปรตอนไมเ่ ทำ่ กนั
ไอออนบวก (cation) A+ ไอออนลบ (anion) A-
A+ A-
อะตอมเกิดกำรให้อิเลก็ ตรอน/สูญเสียอิเลก็ ตรอน อะตอมเกิดกำรรับอิเล็กตรอนจำกอะตอมอื่น
ธำตุมีจำนวนโปรตอน > อิเล็กตรอน ธำตุมีจำนวนอิเลก็ ตรอน > โปรตอน
Ex. Mg2+ p = ………………… Ex. Br- p = …………………
n = ………………….. n = …………………..
e-= ………………….. e-= …………………..
ไอโซโทป ไอโซโทน ไอโซบาร์
ไอโซโทป คือ………………………………………………………………………………………………………………………
ตวั อย่าง เป็นไอโซโทป , , 186O และ เป็นไอโซโทปกนั
ไอโซโทน คือ………………………………………………………………………………………………………………………
กบั เป็นไอโซโทนกนั มีจำนวนนวิ ตรอน =
กบั เป็นไอโซโทนกนั มีจำนวนนวิ ตรอน =
ไอโซบาร์ คือ………………………………………………………………………………………………………………………
กบั เป็นไอโซบำรก์ นั มีจำนวนโปรตอน + นิวตรอน =
20 | P a g e CHEM 1
O สรุป
สมบตั ิ X เท่า ความธาตุ
isotope
isotone
isobar
21 | P a g e CHEM 1
แบบฝึ กหัดท่ี 1
ชื่อ ………………………นามสกลุ …………………………….เลขที่ ……………………….
คาชี้แจง : จงเติมอนุภำคมูลฐำนจำกสญั ลกั ษณ์นิวเคลียร์ที่กำหนดใหล้ งในตำรำง และตอบคำถำม
ธาตุ จานวนอนุภาค ธาตุ จานวนอนุภาค
โปรตอน นิวตรอน อเิ ลก็ ตรอน โปรตอน นิวตรอน อเิ ลก็ ตรอน
Na Se2-
Rb Br-
Mg2+ Po
Ga3+ Ar
Cr S
As P3-
1) ธำตุใดเป็นไอโซโทป =……………………………………………………………………………………
2) ธำตุใดเป็นไอโซโทน =……………………………………………………………………………………
3) ธำตุใดเป็นไอโซบำร์ =……………………………………………………………………………………
22 | P a g e CHEM 1
แบบฝึ กหัดที่ 2
ช่ือ ………………………นามสกลุ …………………………….เลขที่ ……………………….
คาชี้แจง : จงเติมคำตอบใหถ้ ูกตอ้ ง
1. จงหำจำนวนอิเล็กตรอนที่มีมวลรวม 1 กรัม
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. อิเล็กตรอนตวั หน่ึงมีคำ่ ประจุเทำ่ กบั 2.56 x 10-19คูลอมบ์ จงคำนวณหำมวลของอิเล็กตรอนตวั น้ี
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. จงหำมวลของอิเลก็ ตรอนจำนวน 12.04 x 1023 อิเล็กตรอน
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. จงเติมตวั เลขในช่องวำ่ ง
ธำตุ เลขอะตอม จำนวนอนุภำคมูลฐำนในอะตอม เลขมวล
โปรตอน นิวตรอน อิเลก็ ตรอน
P 15 31
Fe 26 27
Ga 38 69
I 53 131
Bi 83 126
23 | P a g e CHEM 1
จงนำขอ้ ที่ 4 มำเขียนสัญลกั ษณ์นิวเคลียร์ของธำตุ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. . จงเขียนสัญลกั ษณ์นิวเคลียสของไอโซโทปต่ำงๆ ของธำตุ X ซ่ึงมี 12 อิเลก็ ตรอนและมีจำนวนนิวตรอน
เท่ำกบั 12 13 และ 14 ตำมลำดบั
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
6. จงเขียนสัญลกั ษณ์นิวเคลียร์ของไอโซโทปต่ำงๆของธำตุ X ซ่ึงมี 9 อิเลก็ ตรอน และมีนิวตรอน 9 ,10 และ 11
ตำมลำดบั
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
7. ไอโซโทปของธำตุชนิดหน่ึงมีประจุในนิวเคลียสเป็น 3 เท่ำของประจุในนิวเคลียสของไฮโดรเจนและมี เลขมวลเป็น
7 เทำ่ ของมวลไฮโดรเจน ไอโซโทปน้ีจะมีอนุภำคมูลฐำนอยำ่ งละเทำ่ ใด
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
8. ธำตุ A มีเลขอะตอมเทำ่ กบั 19 ธำตุ B มีจำนวนอิเล็กตรอนเท่ำกบั 20 และมีเลขมวลเท่ำกบั 40 ถำ้ ธำตุ Y และธำตุ Z
เป็นไอโซโทนกนั จงหำจำนวนอนุภำคมูลฐำนในอะตอมของธำตุ A
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
24 | P a g e CHEM 1
9. X2+ มีจานวนอิเลก็ ตรอนเท่ากบั 18 Y มีจานวนโปรตอนนอ้ ยกวา่ จานวนโปรตอนของ X อยู่ 4 โปรตอน มีเลขมวล
เป็น 2 เท่าของเลขอะตอม ถา้ ธาตุน้ีอยใู่ นรูปไอออนที่เสถียรจะสามารถเขียนสัญลกั ษณ์นิวเคลียร์ไดอ้ ยา่ งไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
10. เขียนสญั ลกั ษณ์นิวเคลียร์ของ X มีประจุในนิวเคลียสเป็น 2 เทา่ ของแคลเซียมมีนิวตรอน 53 มีอิเลก็ ตรอน 38
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
11. ถา้ ธาตุ X ทาให้ 2 โปรตอน และ 4 อิเลก็ ตรอนหลุดออกไป แตร่ ับนิวตรอนเขา้ มา 3 นิวตรอนจะมี เขียนสัญลกั ษณ์
นิวเคลียร์ไดอ้ ยา่ งไร (ธาตุ X มีเลขอะตอม 5 เลขมวล 11)
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
25 | P a g e CHEM 1
การคานวณคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า
ลักษณะของคล่ืน >>
ตัวแปร ม่วง คราม นา้ เงิน เขียว เหลือง แสด แดง
ความยาวคลื่น (λ)
ความถ่ี (ν)
พลงั งาน (E)
26 | P a g e CHEM 1
4. แบบจาลองอะตอมของ นีลส์ โบร์ (Niels Bohr)
การผลติ สเปกตรัมของไฮโดรเจนอะตอม
สเปกตรัมของธาตุเกดิ ขนึ้ ได้อย่างไร????
27 | P a g e CHEM 1
การแสดงการเปลยี่ นแปลงระดับช้ันพลงั งานของอเิ ลก็ ตรอนของธาตุไฮโดรเจน
จากการทดลองของโบร์
1) H 1 อะตอม มีจำนวนอิเล็กตรอน 1 ตวั แตเ่ กิดสเปกตรัมไดจ้ ำนวน 4 เส้น ใหส้ ีสเปกตรัมคือ
…………………………………………………………………………………..
2) ระดบั ช้นั พลงั งำนท่ีอะตอมโคจรในสภำวะปกติ ไมไ่ ดถ้ ูกกระตุน้ ดว้ ยพลงั งำน
เรียกวำ่ …………………….,…………………….,………………………….
3) ระดบั ช้นั พลงั งำนที่อะตอมข้ึนไปโคจรในระดบั พลงั งำนท่ีสูงข้ึน เม่ือถูกกระตุน้ ดว้ ยพลงั งำน
เรียกวำ่ …………………….,……………………..
4) กำรเปล่ียนระดบั ช้นั พลงั งำนของอิเล็กตรอนไม่จำเป็นตอ้ งเปล่ียนไปยงั ระดบั ที่อยตู่ ิดกนั
5) ระดบั พลงั งำนที่อยตู่ ่ำ (………………..) จะอยหู่ ่ำงกนั มำกกวำ่ ระดบั พลงั งำนสูง(……………………)
ระดบั พลงั งำนท่ีอยสู่ ูง (………………..) จะอยชู่ ิดกนั มำกข้ึน
>>> สรุปโครงสร้างอะตอมของโบร์
28 | P a g e CHEM 1
>> มกั ซ์ พลงั ค์ (Max Planck) ----> ศึกษาพลงั งานของคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้า สรุปได้ดงั นี้
1) ………………………………………………………………..
>> การคานวณความสัมพนั ธ์ระหว่างพลงั งาน ความยาวคล่ืน และความถขี่ องสเปกตรัม
เกยี่ วข้องกบั 3 สมการ
สมการของพลงั ค์
สมการของความเร็วแสง
สมการรวม
ตวั แปรทเ่ี กย่ี วข้อง สัญลกั ษณ์ หน่วย
ตวั แปร
ค่าพลงั งาน
(Energy)
ค่าความถี่
(Frequency)
ค่าความยาวคลื่น
(Wave length)
ค่าคงทข่ี องพลงั ค์
ค่าคงทคี่ วามเร็วแสง
29 | P a g e CHEM 1
แบบฝึ กหดั ที่ 3 เร่ือง การคานวณเกยี่ วกบั คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้า
ชื่อ ………………………นามสกลุ …………………………….เลขท่ี ……………………….
คาชี้แจง : จงแสดงกำรคำนวณเก่ียวกบั คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้ำ
1. จงหำควำมถ่ีและควำมยำวคล่ืนจำกคำ่ พลงั งำนของสเปกตรัมดงั ต่อไปน้ี
(a) 6.8 x 10-17 J (b) 7.6 x 10-19 J
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. จงหำค่ำพลงั งำนและควำมยำวคล่ืนจำกควำมถี่ดงั ต่อไปน้ี
(a) 4.5 x 108 Hz (b) 9.8 x 1012 Hz
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
3. จงหำพลงั งำนและควำมถี่ จำกค่ำควำมยำวคล่ืนต่อไปน้ี
(a) 470 nm (b) 630 nm
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
30 | P a g e CHEM 1
4. ในกำรเผำธำตุชนิดหน่ึงเกิดสเปกตรัมเส้นหน่ึงมีพลงั งำน 5 × 10-19 kJ สเปกตรัมเส้นน้ีมีควำมยำวคลื่น
ก่ีนำโนเมตร (nm) และอยใุ่ นช่วงที่ตำสำมำรถมองเห็นไดห้ รือไม่
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
5. ถำ้ เส้นสเปกตรัมสีม่วงของไอโดรเจนมีวคำมยำวคล่ืน 410 nm มีพลงั งำนเทำ่ ใด
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
6. รังสีอลั ตรำไวโอเลต ควำมยำวคล่ืน 100 nm มีควำมถ่ีกี่ Hz และมีพลงั งำนก่ีจูล
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
7. สถำนีวทิ ยกุ ระจำยเสียงออกอำกำศดว้ ยควำมถี่ 93.5 MHz อยำกทรำบวำ่ มีควำมยำวคลื่นกี่เมตร และมีพลงั งำนกี่
กิโลจูล
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
31 | P a g e CHEM 1
8. คลื่นวทิ ยทุ ่ีส่งออกจำกสถำนีวทิ ยสุ องแห่ง มีควำมถ่ี 90 เมกะเฮิร์ตซ์และ 100 เมกะเฮิรตซ์ ควำมยำวคลื่นของคล่ืนวทิ ยุ
ท้งั สองน้ีตำ่ งกนั เทำ่ ใด
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
32 | P a g e CHEM 1
5. แบบจาลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก
แบบจำลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก ประกอบดว้ ยกลุ่มหมอกของอิเล็กตรอนรอบนิวเคลียสมีลกั ษณะเป็นทรงกลม
- บริเวณกลุ่มหมอกทึบแสดงวำ่ มีโอกำสพบ……………………………………………………………
- บริเวณกลุ่มหมอกจำงแสดงวำ่ มีโอกำสพบ……………………………………………………………
สรุปไดด้ งั น้ี
1) อิเลก็ ตรอนเคล่ือนที่รอบนิวเคลียสอยำ่ งรวดเร็ว
รัศมีไม่แน่นอนจึงไมส่ ำมำรถบอกตำแหน่งท่ีแน่นอนของ
อิเลก็ ตรอนไดเ้ พียงโอกำสท่ีจะพบอิเล็กตรอนในบริเวณตำ่ งๆ
2) อิเล็กตรอนเคล่ือนท่ีของอิเล็กตรอนแต่ผลรวมของกลุ่มหมอก
ของอิเล็กตรอนทุกระดบั พลงั งำนจะเป็นรูปทรงกลม
\
รูปร่างออร์บิทลั ของอเิ ลก็ ตรอน
33 | P a g e
แบบฝึ กหดั ที่ 4 สร
ช่ือ ………………………นามสกลุ …………
คาชี้แจง: ให้นักเรียนเติมคาตอบเกยี่ วกบั แบบจาลองอะตอมแบบต่างๆ ให้สมบ
CHEM 1
รุปแบบจาลองอะตอม
…………………….เลขที่ ……………………….
บูรณ์
34 | P a g e CHEM 1
ตารางธาตุ
ตำรำงธำตุ (periodic table) เป็ นตำรำงธำตุที่นักวิทยำศำสตร์รวบรวมต่ำง ๆ ไวเ้ ป็ นหมวดหมู่ โดยจดั ธำตุ
ที่มีสมบตั ิคลำ้ ยคลึงกนั ไวห้ มูเ่ ดียวกนั เพ่อื ควำมสะดวกในกำรศึกษำ
โยฮนั น์ เดอเบอไรเนอร์ (Johann Dobereiner) จดั ธำตุเป็ นหมู่ หมูล่ ะ 3 ธำตุ ตำมสมบตั ิท่ีคลำ้ ยคลึงกนั เรียกวำ่ triads
โดยธำตุตวั กลำงจะมีมวลอะตอมเป็ นค่ำเฉล่ียของมวลอะตอมของธำตุอีก 2 ธำตุ ท่ีเหลือ เรียกกำรจดั แบบน้ีวำ่ ชุดสาม
ขอ้ สรุป กฎขอ้ น้ีใชไ้ มไ่ ดเ้ สมอไป ทำใหไ้ มเ่ ป็นท่ียอมรับในเวลำต่อมำ
จอห์น นิวแลนด์ (john A.R. Newlands) เสนอ Law of octanc มีใจควำมสำคญั วำ่ ถำ้ นำธำตุมำเรียงกนั ตำมมวลอะตอม
ธำตุตวั ท่ี 8 จะมีสมบตั ิคลำ้ ยธำตุตวั ท่ี 1 (เริ่มจำกธำตุใดก็ได้ ไม่รวม H และแก๊สเฉ่ือย)
ขอ้ สรุป ไม่เป็นที่ยอมรับเน่ืองจำกไม่สำมำรถอธิบำยไดว้ ำ่ ทำไมมวลอะตอมจึงมำเกี่ยวขอ้ งกบั ควำมคลำ้ ยคลึงของธ่ำตุ
ยลู ิอุส โลทำร์ ไมเออร์ และดิมิทรี อิวำโนวิช เมนเดเลเอฟ ต้งั ขอ้ สงสัยวำ่ ถำ้ เรียงธำตุตำมลำดบั มวลอะตอมจำกนอ้ ยไป
หำมำก จะพบวำ่ ธำตุมีสมบตั ิคลำ้ ยคลึงกนั เป็นช่วงๆ เรียกวำ่ กฎพรี ิออดกิ จดั เรียงธำตุเป็นแนวด่ิงตำมมวลอะตอมที่เพิม่
มำกข้ึน และใหธ้ ำตุที่มีสมบตั ิคลำ้ ยคลึงกนั อยใู่ นแถวนอน ถำ้ เรียงมวลอะตอมแลว้ สมบตั ิไมส่ อดคลอ้ งกนั จะเวน้ ช่องไว้
เพรำะคิดวำ่ น่ำจะเป็นตำแหน่งของธำตุที่ยงั ไม่มีกำรคน้ พบ
เฮนร่ี โมสลีย์ (G.J Moseley) พบวำ่ กำรเรียงธำตุตำมลำดบั เลขอะตอม หรือจำนวนโปรตอนในนิวเคลียสของอะตอม
จะสอดคลอ้ งกบั กฎพริ ิออดิกโดยไม่ตอ้ งมีกำรสลบั ท่ีกนั เหมือนกำรเรียงตำมมวลอะตอม
กฎพิริออดิกปัจจุบนั กล่ำววำ่ สมบตั ิของธำตุตำ่ งๆ เป็ น periodic function ของเลขอะตอม โดยข้ึนกบั กำรจดั เรียงตวั
ของอิเล็กตรอนในอะตอมของของธำตุเหล่ำน้นั
35 | P a g e CHEM 1
ตารางธาตุปัจจุบัน
แบ่งเป็น 18 คอลมั ภ์ ในแนวต้งั เรียกวำ่ หมู่ (group) แบ่งกลุ่ม 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม A และกลุ่ม B
กลุ่ม A มี 8 หมู่ คือ 1A - 8A เรียกวำ่ ธำตุเรพรีเซนเตตีฟ
กลุ่ม B มี 8 หมู่ (10 คอลมั ภ)์ คือ 1B - 8B เรียกวำ่ ธำตุทรำนสิชนั แบ่งเป็น 7 คำบ
ธำตุหมู่ 1 A โลหะแอลคำไล (alkali metals) ไดแ้ ก่ Li, Na, K, Rb, Cs, Fr มี 1 เวเลนตอ์ ิเล็กตรอน
ธำตุหมู่ 2 A โลหะแอลคำไลน์ เอิร์ต (alkaline earth metals) ไดแ้ ก่ Be, Mg, Ca, Sr, Ba, Ra มี 2 เวเลนต์
อิเลก็ ตรอน
ธำตุหมู่ 7 A โลหะแฮโลเจน (halogen) ไดแ้ ก่ F, Cl, Br, I, At มี 7 เวเลนตอ์ ิเล็กตรอน
ธำตุหมู่ 8 A แกส๊ เฉื่อยหรือแก๊สมีตระกูล (inert gas) ไดแ้ ก่ He, Ne, Ar, Kr, Xe, Rn มี 8 เวเลนตอ์ ิเล็กตรอน
36 | P a g e CHEM 1
การอ่านชื่อธาตุ
กำรอ่ำนชื่อธำตุตำม IUPAC ใหอ้ ำ่ นช่ือธำตุโดยระบุเลขอะตอมเป็นภำษำละติน ลงทำ้ ยเสียงดว้ ย -ium โดยใชก้ บั ธำตุท่ี
มีเลขอะตอมเกิน 100
กำรนบั เลขภำษำละติน
0 = นิล (nil) 1 = อุน (un) 2 = ไบ (bi) 3 = ไตร (tri)
4 = ควอด (quad)5 = เพนท์ (pent) 6 = เฮกซ์ (hex) 8 = ออกท์ (oct)
9 = เอนน์ (enn)
ตวั อยำ่ ง ธำตุท่ี 105 อำ่ นวำ่ Unnilpetium ใชส้ ญั ลกั ษณ์ Unp
ธำตุที่ 107 อำ่ นวำ่ Unnilsetium ใชส้ ญั ลกั ษณ์ Uns
การจัดเรียงอเิ ลก็ ตรอนของธาตุ
- การจัดเรียงอิเลก็ ตรอนเข้าระดบั พลงั งานหลกั
- การจัดเรียงอิเลก็ ตรอนเข้าระดบั พลงั งานย่อย
- การจัดเรียงอิเลก็ ตรอนเข้าออบิทลั
- การจัดเรียงอิเลก็ ตรอนแบบย่อ
1. การจัดเรียงอเิ ลก็ ตรอนเข้าระดับพลงั งานหลกั
เป็นกำรจดั เรียงอิเล็กตรอนโดยใช้ shell มีท้งั หมด 7 ระดบั คือ K L M N O P และ Q
Shell K มี n = 1 จะมีจำนวนอิเลก็ ตรอน = 2(1)2 = 2
Shell L มี n = 2 จะมีจำนวนอิเลก็ ตรอน = 2(2)2 = 8
Shell M มี n = 3 จะมีจำนวนอิเล็กตรอน = 2(3)2 = 18
Shell N มี n = 4 จะมีจำนวนอิเล็กตรอน = 2(4)2 = 32
Shell O มี n = 5 จะมีจำนวนอิเล็กตรอน = 2(5)2 = 50
Shell P มี n = 6 จะมีจำนวนอิเล็กตรอน = 2(6)2 = 72
หลกั การ Shell Q มี n = 7 จะมีจำนวนอิเลก็ ตรอน = 2(7)2 = 98
1.จดั อิเลก็ ตรอนในระดบั พลงั งานต่าสุดก่อน
2. จานวนอิเลก็ ตรอนท่ีมีไดม้ ากท่ีสุดในแตล่ ะระดบั พลงั งานหลกั เทา่ กบั 2n2
3. จานวนอิเลก็ ตรอนในระดบั พลงั งานสูงสุดมีไดไ้ มเ่ กิน 8 (เวเลนซ์อิเล็กตรอน)
4. จานวนอิเล็กตรอนท่ีถดั จากระดบั พลงั งานสูงสุดเขา้ มา 1 ระดบั ตอ้ งเป็น 8 หรือ 18 เท่าน้นั
37 | P a g e CHEM 1
2. การจัดเรียงอเิ ลก็ ตรอนเข้าช้ันระดับพลงั งานย่อย
จำกกำรศึกษำของนกั วทิ ยำศำสตร์คน้ พบวำ่ ในระดบั พลงั งำนหลกั (n) จะประกอบดว้ ยช้นั ระดบั พลงั งำนยอ่ ย
ดงั น้ี s p d f
หลกั ในกำรจดั อิเล็กตรอนของอะตอมของธำตุต่ำงๆ ใหจ้ ดั โดยเรียงจำกระดบั พลงั งำนต่ำไปสู่ระดบั พลงั งำน
สูงตำมแผนภำพขำ้ งล่ำง จำกปลำยลูกศรไปยงั หวั ลูกศร
ระดบั พลงั งำนหลกั (energy level) ระดบั พลงั งำนยอ่ ย (sub energy level)
K
L
M
N
O
P
Q
จำกแผนภำพสำมำรถสรุปไดค้ ือ มีระดบั พลงั งำนยอ่ ยคือ 1s
ระดบั พลงั งำนหลกั K (n = 1) มีระดบั พลงั งำนยอ่ ยคือ 2s 2p
ระดบั พลงั งำนหลกั L (n = 2) มีระดบั พลงั งำนยอ่ ยคือ 3s 2p 3d
ระดบั พลงั งำนหลกั M (n = 3) มีระดบั พลงั งำนยอ่ ยคือ 4s 4p 4d 4f
ระดบั พลงั งำนหลกั N (n = 4) มีระดบั พลงั งำนยอ่ ยคือ 5s 5p 5d 5f
ระดบั พลงั งำนหลกั O (n = 5) มีระดบั พลงั งำนยอ่ ยคือ 6s 6p 6d
ระดบั พลงั งำนหลกั P (n = 6) มีระดบั พลงั งำนยอ่ ยคือ 7s 7p
ระดบั พลงั งำนหลกั Q (n = 7)
38 | P a g e CHEM 1
ตัวอย่างการจัดเรียงอเิ ลก็ ตรอนของธาตุ จดั เขำ้ พลงั งำนหลกั
3Li จดั เขำ้ พลงั งำนหลกั
5B จดั เขำ้ พลงั งำนหลกั
6C จดั เขำ้ พลงั งำนหลกั
7N จดั เขำ้ พลงั งำนหลกั
8O จดั เขำ้ พลงั งำนหลกั
9F จดั เขำ้ พลงั งำนหลกั
10Ne จดั เขำ้ พลงั งำนหลกั
11Na จดั เขำ้ พลงั งำนหลกั
12Mg
ระดบั พลงั งานหลกั
พลงั งำนหลกั ระดบั พลงั งำนยอ่ ย จำนวนออบิทลั จำนวนe- ท่ีบรรจุได้
2
K s1 8
18
L sp 4 32
50
M s pd 9 72
98
N spd f 16
O s p d f (g) 25
P s p d (f) (g) (h) 36
Q s p (d) (f) (g) (h) (i) 49
39 | P a g e CHEM 1
3. การจัดเรียงอเิ ลก็ ตรอนเข้าออบทิ ลั
ออบิทลั (Orbital) คือบริเวณท่ีสำมำรถพบอิเลก็ ตรอนหรือเป็นบริเวณที่อิเล็กตรอนวง่ิ อยู่
1. ในแตล่ ะออบิทลั สำมำรถบรรจุอิเลก็ ตรอนไดม้ ำกที่สุด 2 อิเลก็ ตรอนเทำ่ น้นั
2. สญั ลกั ษณ์ที่ใชแ้ ทนออบิทลั ____ หรือ
3. สัญลกั ษณ์ท่ีใชแ้ ทนอิเลก็ ตรอน คือ แทน อิเล็กตรอน 1 ตวั
4. ในแต่ละระดบั พลงั งำนยอ่ ยมีจำนวนออบิทลั ดงั น้ี
s ออบิทลั มี 1 ออบิทลั บรรจุอิเลก็ ตรอนได้ 2 ตวั
p ออบิทลั มี 3 ออบิทลั บรรจุอิเลก็ ตรอนได้ 6 ตวั
d ออบิทลั มี 5 ออบิทลั บรรจุอิเลก็ ตรอนได้ 10 ตวั
f ออบิทลั มี 7 ออบิทลั บรรจุอิเล็กตรอนได้ 14 ตวั
5. จะตอ้ งทำกำรบรรจุอิเล็กตรอนในออบิทลั ท่ีมีพลงั งำนต่ำสุดไปก่อนแลว้ จึงบรรจุลงในออบิทลั ที่มีพลงั งำน
สูงข้ึน
6. ในออบิทลั ท่ีมีพลงั งำนเทำ่ กนั หลำยออบิทลั กำรบรรจุอิเล็กตรอนจะตอ้ งบรรจุทีละ 1 อิเลก็ ตรอนของแต่
ละออบิทลั ก่อน แลว้ จึงทำกำรบรรจุอิเลก็ ตรอนเป็นคูๆ่ ไป
ระดบั พลงั งำนยอ่ ยจะมีจะมีออบิทลั ในแตล่ ะพลงั งำนดงั น้ี
s ประกอบดว้ ย 1 ออบิทลั บรรจุได้ 2 e- แทนดว้ ย __
p ประกอบดว้ ย 3 ออบิทลั บรรจุได้ 6 e- แทนดว้ ย __ __
d ประกอบดว้ ย 5 ออบิทลั บรรจุได้ 10 e- แทนดว้ ย __ __ __
f ประกอบดว้ ย 7 ออบิทลั บรรจุได้ 14 e- แทนดว้ ย __ __ __ __ __
40 | P a g e CHEM 1
ขอ้ พิเศษ
o กำรจดั อิเลก็ ตรอนเขำ้ ระดบั พลงั งำนยอ่ ย จะเรียงเขำ้ ไปออบิทลั ละ 1 e-จนครบออบิทลั ก่อน
(กฎของฮุนด)์
ตวั อยำ่ งเช่น
2p3 = ..................................................... ...........................................................
sp4 = ..................................................... ...........................................................
3d7 = ..................................................... ...........................................................
o ระดบั ช้นั พลงั งำนยอ่ ยจะเสถียรเมื่อ e- บรรจุในออบิทลั เตม็ (Full) หรือ บรรจุคร่ึงหน่ึง (half) ทุกออบิทลั
ตวั อยำ่ งเช่น
4s2 3d4 =>
4s2 3d9 =>
41 | P a g e CHEM 1
แบบฝึ กหดั ท่ี 5 การจัดเรียงอเิ ลก็ ตรอน
ช่ือ ………………………นามสกลุ …………………………….เลขที่ ……………………….
คาชี้แจง : ให้นักเรียนจดั เรียงอเิ ลก็ ตรอนของธาตทุ ก่ี าหนดเลขอะตอมให้
ธำตุ เลขอะตอม กำรจดั เรียงอิเลก็ ตรอนเขำ้ ระดบั พลงั งำนยอ่ ย จำนวนในระดบั พลงั งำนหลกั
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
42 | P a g e CHEM 1
ธำตุ เลขอะตอม กำรจดั เรียงอิเลก็ ตรอนเขำ้ ระดบั พลงั งำนยอ่ ย จำนวนในระดบั พลงั งำนหลกั
25
26
27
28
29
30
31
32
33
34
35
36
43 | P a g e CHEM 1
4. การจัดเรียงอิเลก็ ตรอนแบบย่อ
คือกำรใชธ้ ำตุหมู่ 8 มำเป็นฐำน เพอ่ื ลดควำมยำวในกำรจดั เรียงอิเล็กตรอน
ธำตุ กำรจดั เรียงอิเล็กตรอน กำรจดั เรียงอิเลก็ ตรอนแบบยอ่
1H 1s1
2He 1s2
3Li 1s2 2s1
4Be 1s2 2s2
5B 1s2 2s2 2p1
6C 1s2 2s2 2p2
7N 1s2 2s2 2p3
8O 1s2 2s2 2p4
9F 1s2 2s2 2p5
10Ne 1s2 2s2 2p6
11Na 1s2 2s2 2p6 3s1
12Mg 1s2 2s2 2p6 3s2
13Al 1s2 2s2 2p6 3s2 3p1
14Si 1s2 2s2 2p6 3s2 3p2
15P 1s2 2s2 2p6 3s2 3p3
16S 1s2 2s2 2p6 3s2 3p4
17Cl 1s2 2s2 2p6 3s2 3p5
18Ar 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6
19K 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s1
20Ca 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s2
31Ga 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s2 3d10 4p1
32Ge 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s2 3d10 4p2
33As 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s2 3d10 4p3
37Rb 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s2 3d10 4p6 5s1
55Cs 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s2 3d10 4p6 5s2 4d10 5p6 6s1
56Ba 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s2 3d10 4p6 5s2 4d10 5p6 6s2
44 | P a g e CHEM 1
การแบ่งตารางธาตุออกเป็ นเขต
S block P block
d block
f block
>> คุณสมบัติของธาตุทอ่ี ยู่ในคาบเดียวกนั
1. ธำตุในคำบเดียวกนั จะมีจำนวนระดบั พลงั งำนเทำ่ กนั ซ่ึงจำนวนช้นั จะเท่ำกบั เลขที่ของคำบ
2. ธำตุในคำบเดียวกนั จะมีเวเลนตเ์ พิ่มข้ึนจำกซำ้ ยไปขวำ จึงทำใหธ้ ำตุในคำบเดียวกนั มีคุณสมบตั ิที่แตกตำ่ งกนั
ยกเวน้ ธำตุทรำนซิชนั จะมีเวเลนตอ์ ิเลก็ ตรอน เท่ำกบั 2 เสมอ จึงมีคุณสมบตั ิคลำ้ ยคลึงกนั ในคำบเดียวกนั
>> คุณสมบตั ขิ องธาตุทอ่ี ย่ใู นคาบเดียวกนั
1. ธำตุที่อยใู่ นหมูเ่ ดียวกนั จะมีเวเลนตอ์ ิเล็กตรอนเท่ำกนั
2. ธำตุกลุ่ม A (หมู่ 1-8) จะมีเวเลนตอ์ ิเล็กตรอนตำมเลขที่ของหมู่
3. ธำตุทรำนซิชนั จะมีเวเลนตอ์ ิเลก็ ตรอนเท่ำกบั 2 เสมอ ยกเวน้ Cr Cu จะมีเวเลนตอ์ ิเล็กตรอนเทำ่ กบั 1
4. ธำตุหมู่เดียวกนั จะมีจำนวนช้นั ระดบั พลงั งำนเพม่ิ ข้ึนจำกบนลงล่ำง
ข้อสังเกต
ธำตุที่มีกำรจดั เรียงอิเลก็ ตรอนลงทำ้ ยดว้ ย s จะเป็นธำตุโลหะ
ธำตุท่ีมีกำรจดั เรียงอิเลก็ ตรอนลงทำ้ ยดว้ ย p จะเป็นธำตุอโลหะ
ธำตุท่ีมีกำรจดั เรียงอิเลก็ ตรอนลงทำ้ ยดว้ ย d จะเป็นธำตุทรำนซิชนั