The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mmail9402, 2023-02-16 13:22:29

บทที่ 2

บทที่ 2

5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินโครงงานการสร้างและพัฒนาสื่อเพื่อการเรียนด้วยเว็บไซต์ออนไลน์ รายวิชา การบัญชีตั๋วเงิน ผู้จัดทำได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถจัดทำ โครงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปได้ด้วยดี โดยทำการศึกษาค้นคว้าเอกสารและทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องดังหัวข้อต่อไปนี้ 2.1 สื่อการเรียนการสอน 2.2 ความรู้เกี่ยวกับเว็บไซต์ 2.3 ความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมที่ใช้ในการจัดทำเว็บไซต์ 2.4 หลักสูตรรายวิชา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 2.5 ข้อมูลเกี่ยวกับการบัญชีตั๋วเงิน 2.6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.7 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 2.8 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 สื่อการเรียนการสอน 2.1.1 ความหมายของสื่อการเรียนการสอน ความหมายของสื่อการเรียนการสอน (Instructional Media) สื่อ (Media) หมายถึง ตัวกลางที่ใช่ถ่ายทอดหรือนำความรู้ ในลักษณะต่างๆ จากผู้ส่งไปยังผู้รับให้เข้าใจ ความหมายได้ ตรงกันในการเรียนการสอนสื่อที่ใช้เป็นตัวกลางนำความรู้ในกระบวนการสื่อความหมายระหว่าง ผู้สอนกับผู้เรียนเรียกว่าสื่อการสอน (Instruction Media) สุวัฒน์ วรานุสาสน์ (2547,หน้า 53) ได้ให้ความหมายของสื่อการเรียนการสอนไว้ว่าสิ่งที่ เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ทักษะ เจตคติ และพัฒนาสมรรถภาพ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการหรือหมายถึง ตัวกลางที่ช่วยนำและถ่ายทอดความรู้ จากครูผู้สอนไปยังผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถบรรลุถึงวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้


6 ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2523, หน้า 112) ได้ให้ความหมาย สื่อการเรียนการสอนว่า วัสดุอุปกรณ์และวิธีการประกอบการเรียนการสอน เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการสื่อความหมายที่ผู้สอน ประสงค์จะส่งหรือถ่ายทอดไปยังผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พิมพ์วรรณ เทพสุมาธานนท์ (2531:29) ได้กล่าวว่า สื่อการเรียนการสอน หมายถึง ตัวกลาง ที่ช่วยนำความรู้จากผู้สอนหรือแหล่งความรู้ไปยังผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนบรรลุจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ตามที่ต้องการ ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2533) รองศาสตราจารย์ ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษาของ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้คำจำกัดความของสื่อการสอนไว้ว่า “สิ่งต่างๆ ที่ผู้สอนและผู้เรียน นำมาใช้ในระบบการเรียนการสอน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ตามจุดมุ่งหมายของการเรียน การสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น” สรุปได้ว่าสื่อการสอน หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ ซึ่งถูกนำมาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อเป็นตัวตัวกลางในการนำส่งหรือถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และเจตคติ จากผู้สอนหรือแหล่งความรู้ ไปยังผู้เรียน ช่วยให้การเรียนการสอนดำเนินไปอย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ และทำให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่ตั้งไว้ 2.2 ความรู้เกี่ยวกับเว็บไซต์ 2.2.1 ความหมายของเว็บไซค์ เว็บไซค์ (Website Web site หรือ Site) หมายถึง หน้าเว็บเพจหลายหน้า ซึ่งเชื่อมโยงกัน ผ่านทางไฮเปอร์ลิงก์ ส่วนใหญ่จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ โดยถูกจัดเก็บไว้ใน เวิลด์ไวด์เว็บ หน้าแรกของเว็บไซต์ที่เก็บไว้ที่ชื่อหลักจะเรียกว่า โฮมเพจ เว็บไซต์โดยทั่วไปจะ ให้บริการต่อผู้ใช้ฟรี แต่ในขณะเดียวกันบางเว็บไซต์จำเป็นต้องมีการสมัครสมาชิกและเสียค่าบริการ เพื่อที่จะดูข้อมูล ในเว็บไซต์นั้น ซึ่งได้แก่ข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ หรือข้อมูลสื่อ ต่างๆ ผู้ทำเว็บไซต์มีหลากหลายระดับ ตั้งแต่สร้างเว็บไซต์ส่วนตัว จนถึงระดับเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ หรือองค์กรต่างๆ การเรียกดูเว็บไซต์โดยทั่วไปนิยมเรียกดูผ่านซอฟต์แวร์ในลักษณะของ เว็บ เบราว์เซอร์ เว็บไซต์แห่งแรกของโลก มีชื่อว่า http:info.cern.ch ปรากฏตัวบนโลกไซเบอร์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1991 สร้างโดย ทิม เบอร์เนอร์ส ลี นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ซึ่งทำงานเป็นที่ ปรึกษาให้กับองค์การเพื่อการวิจัยด้านนิวเคลียร์แห่งยุโรป (European Organization for Nuclear Research) หรือ CERN ที่ก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคม ปี 1989 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เบอร์เนอร์ส ลี ได้ไอเดียคิดสร้างเว็บไซต์ หลังจากที่ วินต์ เซิร์ฟ และบ็อบ คาห์น ได้สร้างระบบเครือข่ายเชื่อมต่อที่ใช้ส่งข้อมูลเป็นกลุ่มๆ จากคอมพิวเตอร์ผ่านสายเคเบิลไปยัง


7 เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม “อินเทอร์เน็ต” ได้สำเร็จแล้วก่อนหน้านี้ วัตถุประสงค์ในการสร้างเว็บไซต์ของเบอร์เนอร์ส ลี ก็เพื่อให้ผู้คนสามารถแชร์ข้อมูลต่างๆ ซึ่งมีอยู่ เพียงชิ้นเดียวร่วมกันได้โดยอาศัยระบบอินเทอร์เน็ต กล่าวง่ายๆ ก็คือ แทนที่จะต้องส่งข้อมูลที่มีอยู่ใน มือไปให้คนอื่นผลัดกันดู เราสามารถนั่งดูข้อมูลดังกล่าวได้ในเวลาพร้อมๆ กันบนเว็บไซต์โดยไม่ต้อง อาศัยอยู่ที่เดียวกัน นั่นเองปัจจุบันเว็บไซต์ http:info.cern.ch ก็ยังคงมีอยู่ โดยเนื้อหาที่ปรากฏใน เว็บไซต์ดังกล่าวเป็นการบอกเล่าถึงความเป็นมาของการเกิดเว็บไซต์แห่งนี้ ขณะที่ เจ้าของไอเดีย สร้างเว็บไซต์อย่าง เบอร์เนอร์ส ลี ได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ ฉบับประจำวันที่ 14 มิถุนายน 1999 ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 20 ในฐานะที่เขาเป็นผู้ปลุกให้คน หันมาสนใจโลกแห่งไซเบอร์ในปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โฮมเพจ (Home Page) คือ เว็บเพจหน้าแรกซึ่งเป็นทางเข้าหลักของเว็บไซต์ ปกติเว็บเพจ ทุกๆ หน้าในเว็บไซท์จะถูกลิงค์ (โดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม) มาจากโฮมเพจ ดังนั้นบางครั้งจึงมีผู้ใช้ คำว่าโฮมเพจโดยหมายถึงเว็บไซท์ทั้งหมด แต่ความจริงแล้วโฮมเพจหมายถึงหน้าแรกเท่านั้น ถ้า เปรียบกับร้านค้า โฮมเพจก็เป็นเสมือนหน้าร้านนั่นเอง ดังนั้นจึงมักถูกออกแบบให้โดดเด่นและ น่าสนใจมากที่สุด เว็บเพจ (web page, webpage) คือ หน้าเอกสารต่างๆ ในเว็บไซต์ ที่มีการแสดงข้อมูลและ รูปภาพของเว็บไซต์ โดยที่เว็บไซต์หนึ่งเว็บไซต์สามารถมีหน้าเว็บเพจได้ไม่จำกัด ซึ่งจะขึ้นอยู่กับ เนื้อหาและข้อมูลของแต่ละเว็บไซต์ เว็บเพจส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของเอกสาร HTML 2.2.2 ประเภทของเว็บไซต์ การที่เราจะสามารถใช้งานเว็บไซต์ให้ เกิดประโยชน์สูงสุดได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เรา จะต้องเข้าใจถึงลักษณะทั่วไปของเว็บไซต์และจำแนกแยกแยะได้ว่าเว็บไซต์เหล่านั้นมีความแตกต่าง หรือเหมือนกันอย่างไร รวมถึงมีหน้าที่หลักเฉพาะตัวอย่างใดบ้าง ทั้งนี้ เพื่อให้เรามองเห็นภาพรวม ของเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้น เราอาจแบ่งเว็บไซต์ออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 8 ประเภท ตามลักษณะของ เนื้อหาและรูปแบบของเว็บไซต์ ซึ่งกลุ่มเว็บไซต์ทั้ง 8 ประเภทนั้น ได้แก่ 2.2.2.1 เว็บท่า (Portal Site) อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เว็บวาไรตี้ ซึ่งหมายถึงเว็บที่ ให้บริการต่างๆ ไว้มากมาย มักประกอบไปด้วยบริการ ที่รวมลิงค์ของเว็บไซต์ที่น่าสนใจไว้มากมาย ให้เราได้ค้นหา รวมถึงบริการที่เกี่ยวกับเรื่องราวที่มีสาระและบันเทิงหลากหลายประเภท ดูหนัง ฟังเพลง ดูดวง ท่องเที่ยว ไอที เกม สุขภาพ ฯลฯ 2.2.2.2 เว็บข่าว (News Site) เป็นเว็บที่สร้างขึ้นโดยองค์กรข่าวหรือสถาบันสื่อสาร มวลชนต่างๆ ที่มีสื่อมวลชนประเภทต่างๆ ของตนอยู่เป็นหลัก เช่น สถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วรสาร หรือแม้กระทั่ง กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ซึ่งผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูล และติดตามข่าวได้ทุกเวลา


8 2.2.2.3 เว็บข้อมูล (Information Site) เป็นเว็บที่ให้บริการเกี่ยวกับการสืบค้น ข้อมูล ข่าวสาร หรือข้อเท็จจริงต่างๆ ที่น่าสนใจ องค์กรต่างๆ มักสร้างเว็บข้อมูลของตนขึ้นมาเพื่อเป็น ช่องทางให้ประชาชนหรือกลุ่มบุคคลที่ สนใจ เข้ามาศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับองค์กรของตน 2.2.2.4 เว็บธุรกิจหรือการตลาด (Business/Marketing Site) สร้างขึ้นโดย องค์กรธุรกิจ ต่าง ๆ มีจุดประสงค์ในการประชาสัมพันธ์องค์กรและเพิ่มผลกำไรทางการค้าด้วย โดยเนื้อหาส่วน ใหญ่หรือเกือบทั้งหมดมักจะเป็นการนำเสนอเกี่ยวกับรายละเอียด และความน่าสนใจของสินค้าและ บริการ 2.2.2.5 เว็บการศึกษา (Educational Site) ส่วนใหญ่สร้างขึ้นโดยสถาบันการศึกษาต่างๆ หรือองค์กรทั้งของภาครัฐและเอกชนที่มีนโยบายในการเผยแพร่ความรู้ และให้โอกาสในการค้นคว้า หาข้อมูลเพื่อการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมถึงประชาชนทั่วไป เว็บการศึกษาให้ข้อมูล เกี่ยวกับการเรียนรู้ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ บริการการเรียนรู้แบบออนไลน์ หรือที่เรียกว่า อีเลิร์นนิ่ง (E-Learning) ต่าง ๆ 2.2.2.6 เว็บบันเทิง (Entertainment Site) เป็นเว็บนำเสนอและให้บริการต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความบันเทิง จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกัน ดนตรี ภาพยนตร์ ดารา กีฬา เกม ความรัก บทกลอน การ์ตูน เรื่องขำขัน รวมถึงบริการดาวน์โหลดโลโก้และริงโทนสำหรับโทรศัพท์เคลือนที่ด้วย 2.2.2.7 เว็บองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (Non-profit Organization Site) ส่วนใหญ่สร้าง ขึ้นโดยบุคคลหรือองค์การต่าง ๆ ที่มีนโยบายในการสร้างและช่วยเหลือสังคมโดยที่ไม่หวังผลกำไร หรือค่าตอบแทน ซึ่งกลุ่มบุคคลหรือองค์การเหล่านี้ได้แก่ สมาคม ชมรม มูลนิธี และโครงการต่างๆ โดยอาจจะมีจุดประสงค์เฉพาะที่แตกต่างกันเช่น เพื่อทำความดี สร้างสรรค์สังคม พิทักษ์สิ่งแวดล้อม ปกป้องสิทธิมนุษยชน รณรงค์ไม่สูบบุหรี่ เป็นต้น 2.2.2.8 เว็บส่วนตัว (Personal Site) บางครั้งอาจเป็นเว็บของคนๆเดียว เพื่อนฝูง หรือ ครอบครัวก็ได้ โดยอาจจะจัดทำขึ้นด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน เช่น แนะนำตนเอง แนะนำกลุ่มเพื่อน โชว์รูปภาพ แสดงความคิดเห็น เขียนไดอารี่ประจำวัน นำเสนอผลงาน ถ่ายทอดประสบการณ์ เกี่ยวกับสิ่งที่เชี่ยวชาญหรือสนใจ 2.2.3 ความสำคัญในการออกแบบเว็บไซต์ ในปัจจุบันเว็บเว็บไซต์เข้ำมามีบทบาทและมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของเราเป็น อย่างมากโดยเฉพาะกลุ่มคน เจนวาย (Generation Y) หรือ “เด็กรุ่นใหม่” ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2523-2543 อายุ 13-33 ปี เป็นกลุ่มคนที่โตมำพร้อมกับคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีไอ ที ทำให้วิถีชีวิตต้องการความทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์อยู่เสมอ เว็บไซต์จึงเป็นแหล่งสารสนเทศที่ สำคัญสำหรับทุกคนเพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ข่าว การโฆษณาสื่อต่าง ๆ ผ่านทางเว็บไซต์ หรือแม้กระทั่งสื่อสังคมออนไลน์


9 เครือข่ายสังคม เช่น เฟสบุ๊ค หรือ กูเกิล หรือ ทวิตเตอร์ที่สามารถตอบโจทย์การติดต่อสื่อสารได้เป็น อย่างดี ดังนั้นเว็บไซต์จึงมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก ทุกองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ให้ ความสำคัญของการมีเว็บไซต์เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อการประชาสัมพันธ์ หรือเพื่อ การค้าขาย และหากมีการนำเสนอเว็บไซต์ในรูปแบบสวยงาม ค้นหาข้อมูลง่าย มีความน่าเชื่อถือ ก็จะ ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมหรือลูกค้าได้มากกว่าสื่อประเภทอื่น ๆ บริษัทรับ ทำเว็บไซต์รับทำเว็บไซต์ 2.2.4 หลักในการออกแบบเว็บไชต์ 2.2.4.1 รูปแบบการออกแบบเว็บไชต์ เว็บไซต์ในปัจจุบันจะมีการออกแบบที่แตกต่างกันไม่มากนัก ซึ่งการออกแบบ หน้าตาเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะมองดูองค์ประกอบขององค์กร หน่วยงาน หรือเนื้อหาเรื่องที่นำเสนอเป็น หลัก ซึ่งการออกแบบหน้าของเว็บไซต์มีอยู่ 3 แบบ คือ 1) การออกแบบเว็บไซต์ที่เน้นการนำเสนอเนื้อหาเป็นการออกแบบเว็บไซต์ที่เน้น การนำเสนอเนื้อหามากกว่ารูปภาพ โดยโครงสร้างใช้รูปแบบตารางเป็นหลัก มีการออกแบบหน้าตา รูปแบบง่าย เช่น มีเมนูสารบัญ และเนื้อหา 2) การออกแบบเว็บไซต์ที่เน้นภาพกราฟิกเป็นการออกแบบเว็บไซต์ที่เน้น ภาพกราฟิกที่สวยงาม ซึ่งอาจจะใช้โปรแกรม Photoshop สำหรับการตกแต่งภาพ ข้อดี สวยงาม น่าสนใจ ข้อเสีย อาจจะใช้เวลาในการโหลดเว็บนาน 3) การออกแบบเว็บไซต์ที่มีทั้งภาพและเนื้อหาเป็นการออกแบบเว็บที่นิยมใน ปัจจุบันซึ่งประกอบด้วยข้อความ รูปภาพ โดยมีการจัดองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อให้เว็บน่าสนใจ 2.2.4.2 การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ คือ การวางแผนการจัดลำดับ เนื้อหาสาระของ เว็บไซต์ ออกเป็นหมวดหมู่ เพื่อจัดทำเป็นโครงสร้างในการจัดวางหน้าเว็บเพจทั้งหมด เปรียบเสมือน แผนที่ ที่ทำให้เห็นโครงสร้างทั้งหมดของเว็บไซต์ ช่วยในนักออกแบบเว็บไซต์ไม่ให้หลงทาง การจัดโครงสร้างของเว็บไซต์ มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ การที่จะทำให้ผู้เข้าเยี่ยมชม สามารถค้นหา ข้อมูลในเว็บเพจได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ที่สามารถสร้างความสำเร็จให้กับผู้ที่ ทำหน้าที่ในการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ (Webmaster) การออกแบบโครงสร้างหรือจัดระเบียบ ของข้อมูลที่ชัดเจน แยกย่อยเนื้อหาออกเป็นส่วนต่างๆ ที่สัมพันธ์กันและให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน จะช่วยให้น่าใช้งานและง่าย ต่อการเข้าอ่านเนื้อหาของผู้ใช้เว็บไซต์ โดยมีหลักในการออกแบบ โครงสร้างเว็บไซต์ ควรพิจารณาดังนี้


10 1) กำหนดวัตถุประสงค์ โดยพิจารณาว่าเป้าหมายของการสร้างเว็บไซต์นี้ทำเพื่อ อะไร 2) ศึกษาคุณลักษณะของผู้ที่เข้ามาใช้ว่ากลุ่มเป้าหมายใดที่ผู้สร้างต้องการสื่อสาร ข้อมูลอะไรที่พวกเขาต้องการโดยขั้นตอนนี้ควรปฏิบัติควบคู่ไปกับขั้นตอนที่หนึ่ง 3) วางแผนเกี่ยวกับการจัดรูปแบบโครงสร้างเนื้อหาสาระ การออกแบบเว็บไซต์ ต้องมีการจัดโครงสร้างหรือจัดระเบียบข้อมูลที่ชัดเจน การที่เนื้อหามี ความต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุดหรือ กระจายมากเกินไป อาจทำให้เกิดความสับสนต่อผู้ใช้ได้ ฉะนั้นจึงควรออกแบบให้มีลักษณะที่ชัดเจน แยกย่อยออกเป็นส่วนต่าง ๆ จัดหมวดหมู่ในเรื่องที่สัมพันธ์กัน 4) กำหนดรายละเอียดให้กับโครงสร้าง ซึ่งพิจารณาจากวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดย ตั้งเกณฑ์ในการใช้ เช่น ผู้ใช้ควรทำอะไรบ้าง จำนวนหน้าควรมีเท่าใด มีการเชื่อมโยง มากน้อย เพียงใด 5) หลังจากนั้น จึงทำการสร้างเว็บไซต์แล้วนำไปทดลองเพื่อหาข้อผิดพลาดและ ทำการแก้ไขปรับปรุง แล้วจึงนำเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นขั้นสุดท้าย 2.2.4.3 องค์ประกอบที่ดีของการออกแบบเว็บไซต์ การออกแบบเว็บไซต์เพื่อให้มีประสิทธิภาพ และสามารถดึงดูดความสนใจของ ผู้คนได้ดี จะต้องมีองค์ประกอบของเว็บไซต์อย่างครบถ้วน ซึ่งได้แก่ 1) โครงสร้างที่ชัดเจน ผู้ออกแบบเว็บไซต์ควรจัดโครงสร้างหรือจัดระเบียบของ ข้อมูลที่ชัดเจน แยกย่อยเนื้อหาออกเป็นส่วนต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กันและให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน จะช่วยให้น่าใช้งานและง่าย ต่อการอ่านเนื้อหาของผู้ใช้ 2) การใช้งานที่ง่าย ลักษณะของเว็บที่มีการใช้งานง่ายจะช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกสบายใจ ต่อการอ่านและสามารถทำความเข้าใจกับเนื้อหาได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมาเสียเวลาอยู่กับการทำ ความเข้าใจ การใช้งานที่สับสนด้วยเหตุนี้ผู้ออกแบบจึงควรกำหนดปุ่มการใช้งานที่ชัดเจน เหมาะสม โดยเฉพาะปุ่มควบคุมเส้นทางการเข้าสู่เนื้อหา (Navigation) ไม่ว่าจะเป็นเดินหน้า ถอยหลัง หากเป็น เว็บไซต์ที่มีเว็บเพจจำนวนมาก ควรจะจัดทำแผนผังของเว็บไซต์ (Site Map) ที่ช่วยให้ผู้ใช้ทราบว่า ตอนนี้อยู่ ณ จุดใด หรือเครื่องมือสืบค้น (Search Engine) ที่ช่วยในการค้นหาหน้าที่ที่ต้องการ 3) การเชื่อมโยงที่ดี ลักษณะไฮเปอร์เท็กซ์ที่ใช้ในการเชื่อมโยง ควรอยู่ในรูปแบบที่ เป็นมาตรฐาน ทั่วไปและต้องระวังเรื่องของตำแหน่งในการเชื่อมโยง การที่จำนวนการเชื่อมโยงมาก และกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในหน้าอาจก่อให้เกิดความสับสน นอกจากนี้คำที่ใช้สำหรับการเชื่อมโยง จะต้องเข้าใจง่ายมีความชัดเจนและไม่สั้นจนเกินไป นอกจากนี้ในแต่ละเว็บเพจที่สร้างขึ้นมาควรมี จุดเชื่อมโยงกลับมายังหน้าแรกของเว็บไซต์ที่กำลังใช้งานอยู่ด้วย ทั้งนี้เผื่อว่าผู้ใช้เกิดหลงทาง และไม่


11 ทราบว่าจะทำอย่างต่อไปดีจะได้มีหนทางกลับมาสู่จุดเริ่มต้นใหม่ ระวังอย่าให้มีหน้าที่ไม่มีการ เชื่อมโยง (Orphan Page) เพราะจะทำให้ผู้ใช้ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป 4) ความเหมาะสมในหน้าจอ เนื้อหาที่นำเสนอในแต่ละหน้าจอควรสั้น กระชับ และทันสมัย หลีกเลี่ยงการใช้หน้าจอที่มีลักษณะการเลื่อนขึ้นลง (Scrolling) แต่ถ้าจำเป็นต้องมี ควร จะให้ข้อมูลที่มี ความสำคัญอยู่บริเวณด้านบนสุดของหน้าจอ หลีกเลี่ยงการใช้กราฟิกด้านบนของ หน้าจอ เพราะถึงแม้จะดูสวยงาม แต่จะทำให้ผู้ใช้เสียเวลาในการได้รับข้อมูลที่ต้องการ แต่หากต้องมี การใช้ภาพประกอบก็ควรใช้เฉพาะที่มีความสัมพันธ์กับเนื้อหาเท่านั้น นอกจากนี้การใช้รูปภาพเพื่อ เป็นพื้นหลัง (Background) ไม่ควรเน้นสีสันที่ฉูดฉาดมากนัก เพราะอาจจะไปลดความเด่นชัดของ เนื้อหาลง ควรใช้ภาพที่มีสีอ่อน ๆ ไม่สว่างจนเกินไปรวมไปถึงการใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น ภาพเคลื่อนไหว หรือตัวอักษรวิ่ง (Marquees) ซึ่งอาจจะเกิดการรบกวนการอ่านได้ ควรใช้เฉพาะที่ จำเป็นจริง ๆ เท่านั้นตัวอักษรที่นำมาแสดงบนจอภาพควรเลือกขนาดที่อ่านง่าย ไม่มีสีสันและ ลวดลายมากเกินไป 5) ความรวดเร็ว ความรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ ผู้ใช้จะเกิดอาการเบื่อหน่ายและหมดความสนใจกับเว็บที่ใช้เวลาในการแสดงผลนาน สาเหตุสำคัญที่ จะทำให้การแสดงผลนานคือการใช้ภาพกราฟิกหรือภาพเคลื่อนไหว ซึ่งแม้ว่าจะช่วยดึงดูดความสนใจ ได้ดี ฉะนั้นในการออกแบบจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ภาพขนาดใหญ่ หรือภาพเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น และพยายามใช้กราฟิกแทนตัวอักษรธรรมดาให้น้อยที่สุด โดยไม่ควรใช้มากเกินกว่า 2 – 3 บรรทัดใน แต่ละหน้าจอ 2.2.4.4 โครงสร้างเว็บไซต์ หลักการในการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ โดยส่วนมากจะออกแบบโดยพิจารณา จากวัตถุประสงค์ในการสร้างเว็บไซต์ ประเภทเว็บไซต์ ขนาดของข้อมูลที่จะนำเสนอ รวมถึงการจัด วางองค์ประกอบต่างๆ เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานกับผู้ใช้ให้มากที่สุด โครงสร้างของเว็บไซต์ ประกอบไปด้วย 4 รูปแบบใหญ่ๆ ได้ดังนี้ 1) เว็บที่มีโครงสร้างแบบเรียงลำดับ (Sequential Structure) เป็นโครงสร้าง แบบธรรมดาที่ใช้กันมากที่สุดเนื่องจากง่ายต่อการจัดระบบข้อมูล ข้อมูลที่นิยม จัดด้วยโครงสร้าง แบบนี้มักเป็นข้อมูลที่มีลักษณะเป็นเรื่องราวตามลำดับของเวลา เช่น การเรียงลำดับตามตัวอักษร ดรรชนี สารานุกรม หรืออภิธานศัพท์ โครงสร้างแบบนี้ เหมาะกับเว็บไซต์ที่มีขนาดเล็ก เนื้อหาไม่ ซับซ้อนใช้การลิงก์ (Link) ไปทีละหน้า ทิศทางของการเข้าสู่เนื้อหา (Navigation) ภายในเว็บจะเป็น การดำเนินเรื่องในลักษณะเส้นตรง โดยมี ปุ่มเดินหน้า-ถอยหลังเป็นเครื่องมือหลักในการกำหนด ทิศทาง ข้อเสียของโครงสร้างระบบนี้คือ ผู้ใช้ไม่สามารถกำหนดทิศทางการเข้าสู่เนื้อหาของตนเองได้ ทำให้เสียเวลาเข้าสู่เนื้อ


12 2) เว็บที่มีโครงสร้างแบบลำดับขั้น (Hierarchical Structure) เป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธี หนึ่งในการจัดระบบโครงสร้างที่มีความซับซ้อนของข้อมูล โดยแบ่งเนื้อหา ออกเป็นส่วนต่างๆ และมี รายละเอียดย่อยๆ ในแต่ละส่วนลดหลั่นกันมาในลักษณะแนวคิดเดียวกับ แผนภูมิองค์กร จึงเป็นการ ง่ายต่อการทำความเข้าใจกับโครงสร้างของเนื้อหาในเว็บลักษณะนี้ ลักษณะเด่นเฉพาะของ เว็บประเภทนี้คือการมีจุดเริ่มต้นที่จุดร่วมจุดเดียว นั่นคือ โฮมเพจ (Homepage) และเชื่อมโยงไป สู่เนื้อหา ในลักษณะเป็นลำดับจากบนลงล่าง 3) เว็บที่มีโครงสร้างแบบตาราง (Grid Structure) โครงสร้างรูปแบบนี้มีความ ซับซ้อนมากกว่ารูปแบบที่ผ่านมา การออกแบบเพิ่มความยืดหยุ่น ให้แก่การเข้าสู่เนื้อหาของผู้ใช้ โดยเพิ่มการเชื่อมโยงซึ่งกันและกันระหว่างเนื้อหาแต่ละส่วน เหมาะแก่ การแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ กันของเนื้อหา การเข้าสู่เนื้อหาของผู้ใช้จะไม่เป็นลักษณะเชิงเส้นตรง เนื่องจากผู้ใช้สามารถเปลี่ยนทิศ ทางการเข้าสู่เนื้อหาของตนเองได้ ในการจัดระบบโครงสร้างแบบนี้ เนื้อหาที่นำมาใช้แต่ละส่วนควรมี ลักษณะที่เหมือนกัน และ สามารถใช้รูปแบบร่วมกัน หลักการออกแบบคือนำหัวข้อทั้งหมดมาบรรจุ ลงในที่เดียวกันซึ่งโดยทั่วไป จะเป็นหน้าแผนภาพ (Map Page) ที่แสดงในลักษณะเดียวกับโครงสร้าง ของเว็บ เมื่อผู้ใช้คลิกเลือก หัวข้อใด ก็จะเข้าไปสู่หน้าเนื้อหา (Topic Page) ที่แสดงรายละเอียดของ หัวข้อนั้นๆ และภายในหน้านั้น ก็จะมีการเชื่อมโยงไปยังหน้ารายละเอียดของหัวข้ออื่นที่เป็นเรื่อง เดียวกัน นอกจากนี้ยังสามารถนำ โครงสร้างแบบเรียงลำดับและแบบลำดับขั้นมาใช้ร่วมกันได้อีกด้วย ถึงแม้โครงสร้างแบบนี้ อาจจะสร้างความยุ่งยากในการเข้าใจได้และอาจเกิดปัญหาการคงค้างของ หัวข้อ (Cognitive Overhead) ได้ แต่จะเป็นประโยชน์ที่สุดเมื่อผู้ใช้ได้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ ระหว่างเนื้อหา ในส่วนของการออกแบบจำเป็นจะต้องมีการวางแผนที่ดี เนื่องจากมีการเชื่อมโยงที่ เกิดขึ้น ได้หลายทิศทาง นอกจากนี้การปรับปรุงแก้ไขอาจเกิดความยุ่งยากเมื่อต้องเพิ่มเนื้อหาใน ภายหลัง 4) เว็บที่มีโครงสร้างแบบใยแมงมุม (Web Structure) โครงสร้างประเภทนี้จะมี ความยืดหยุ่นมากที่สุด ทุกหน้าในเว็บสามารถจะเชื่อมโยงไปถึงกันได้หมด เป็นการสร้างรูปแบบการ เข้าสู่เนื้อหาที่เป็นอิสระ ผู้ใช้สามารถกำหนดวิธีการเข้าสู่เนื้อหาได้ด้วยตนเอง การเชื่อมโยงเนื้อหาแต่ ละหน้าอาศัยการโยงใยข้อความที่มีมโนทัศน์(Concept) เหมือนกันของแต่ละหน้าในลักษณะของ ไฮเปอร์เท็กซ์หรือไฮเปอร์มีเดีย โครงสร้างลักษณะนี้จัดเป็นรูปแบบที่ ไม่มีโครงสร้างที่แน่นนอน ตายตัว (Unstructured) นอกจากนี้การเชื่อมโยงไม่ได้จำกัดเฉพาะเนื้อหา ภายในเว็บนั้นๆ แต่สามารถเชื่อมโยงออกไปสู่เนื้อหาจากเว็บภายนอกได้ ลักษณะการเชื่อมโยงในเว็บนั้น นอกเหนือจากการใช้ไฮเปอร์เท็กซ์หรือไฮเปอร์มีเดีย กับข้อความที่มีมโนทัศน์ (Concept) เหมือนกัน ของแต่ละหน้าแล้วยังสามารถใช้ลักษณะการเชื่อมโยง จากรายการที่รวบรวมชื่อหรือหัวข้อของ เนื้อหาแต่ละหน้าไว้ ซึ่งรายการนี้จะปรากฏอยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่งในหน้าจอ ผู้ใช้สามารถคลิกที่


13 หัวข้อใดหัวข้อหนึ่งในรายการเพื่อเลือกที่จะเข้าไปสู่หน้าใดๆ ก็ได้ตามความต้องการ ข้อดีของรูปแบบ นี้คือง่ายต่อผู้ใช้ในการท่องเที่ยวบนเว็บ โดยผู้ใช้สามารถกำหนดทิศทาง การเข้าสู่เนื้อหาได้ด้วย ตนเอง แต่ข้อเสียคือถ้ามีการเพิ่มเนื้อหาใหม่ๆ อยู่เสมอจะเป็นการยากในการ ปรับปรุง 2.2.4.5 ประโยชน์ของเว็บไซต์ 1) ช่วยส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันในด้านธุรกิจ 2) ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และความทันสมัย ความน่าเชื่อถือ ให้กับองค์กร บริษัท และธุรกิจต่าง ๆ 3) ช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและบริการต่างๆ ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ 4) ช่วยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำต่างๆ เกี่ยวกับสินค้าและบริการแก่ ลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอร้านเปิดให้บริการ 5) สามารถให้บริการต่าง ๆ ของธุรกิจหรือองค์กรแบบออนไลน์ เป็นการอำนวย ความสะดวกแก่ลูกค้า 6) เป็นการเพิ่มช่องทางในการขายสินค้าและบริการของบริษัทอีกช่องทางหนึ่ง ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า หรือผู้ใช้บริการเป้าหมายได้ทุกวัน จึงสามารถซื้อ-ขายสินค้าหรือบริการผ่าน เว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ทั่วโลก 7) ช่วยขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ต สร้างรายได้โดยไม่ต้องมีหน้าร้านหรือ สำนักงาน สามารถเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ 8) เป็นการยกระดับมาตรฐานการซื้อขาย ทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ 2.3 ความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมที่ใช้ในการจัดทำเว็บไซต์ 2.3.1 โปรแกรม Google Sites กูเกิ้ลไซต์ Google Site คือบริการที่ ต่อยอดมาจากที่ผู้ใช้สามารถสร้างหน้าหนังสือ ของ Google ในแบบที่ตัวเองต้องการได้แต่ว่ามาคราวนี้ Google Site ได้ต่อยอดจากการที่ว่าสร้างไว้ เพื่อดูเองกลายเป็น เครื่องมือในการสร้างเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดายนึกถึง โปรแกรม ไมโครซอฟต์ ฟร้อนท์เพจหรือไม่ก็ แมโครมีเดีย ดรีมวีฟเวอร์ ที่เป็นโปรแกรมบนเครื่องแต่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ ง่ายกว่า ลูกเล่นเยอะกว่าเพราะสามารถ แอพกูเกิ้ลแกดจิทได้ และที่สำคัญทำงานบน เว็บเซอร์วิซ 2.3.2 Google Site เป็นแอปพลิเคชั่นออนไลน์ที่ทำให้การสร้างเว็บไชของทีมกลายเป็นเรื่องง่าย เหมือนแก้ไขเอกสารเมื่อใช้ Google Ste ผู้คนสามารถรวบรวมข้อมูลหลากหลายไว้ในที่เดียวกันได้ อย่างรวดเร็ว ได้แก่ วีดีโอ ปฏิทิน งานนำเสนอ ไฟล์แนบ และข้อความและสามารถใช้ร่วมกับกลุ่ม


14 เล็กๆ หรือทั้งโลกเพื่อดูหรือแก้ไขได้อย่างง่ายดายไปที่แผงควบคุมของคุณลักษณะที่สำคัญของ ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ 2.3.2.1 กำหนดส่วนติดต่อของเว็บไซต์ด้วยตนเอง เพื่อทำให้รูปลักษณ์ของกลุ่ม หรือโครงการมีความคล้ายคลึงกัน 2.3.2.2 สร้างหน้าย่อยใหม่ด้วยการพิมพ์ 2.3.2.3 เลือกประเภทหน้าเว็บจากรายการที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ได้แก่ หน้าเว็บประกาศ ตู้เอกสารกระดานข้อมูลและรายชื่อ 2.3.2.4 รวมศูนย์ข้อมูลที่ใช้งานร่วมกัน ฝังเนื้อหาที่มีข้อมูลมากลงในหน้าเว็บใดๆ และ อัปโหลดไฟล์แนบต่างๆ 2.3.2.5 จัดการตั้งคำการอนุญาต เพื่อให้เว็บไชต์ของคุณป็นส่วนตัวหรือสามารถแก้ไขและ ดูได้อย่างกว้างขวางตามที่คุณต้องการ 2.3.2.6 คันหาในเนื้อหาของ Google Site ด้วยเทคโนโลยีการคันหาของ Google 2.3.3 ส่วนประกอบโปรแกรม Google Site ส่วนประกอบที่สำคัญ มีดังนี้ 2.3.3.1 ส่วนหัว (Header) สำหรับไว้แสดงโลโก้ หรือข้อความที่บ่งบอกว่า เว็บไซค์ของเรา มีเนื้อหาอะไรบ้าง ในส่วนหัวอาจเป็นพื้นที่สำหรับใส่ป้ายโขษณา สำหรับการหารายได้พิเศษ นอกจากนี้อาจมีคำนิยามของเว็บ หรือสโลแกนต่อท้ายโลโก้ (อาจมีหรือไม่มีก็ใด้) ถ้ามี อาจทำให้ คุ้นเคยได้ง่ายขึ้นมากขึ้นการวางเมนูส่วนใหญ่จะอยู่ด้านบน ด้านซ้าย หรือด้านขวา เป็นหลัก ส่วน หลายๆ เว็บในปัจจุบัน 2.3.3.2 เมนู (Navigator) ไม่หลงผิดไปทิศทางอื่นๆ การมีเมนู ช่วยให้การคันหาข้อมูลได้ สะดวกมีการเพิ่มเมนูในส่วนท้าย อาจเป็นเพราะเนื้อหามีความยาวเกินหนึ่งหน้า หรือเพื่อเป็นการเพิ่ม ความสะดวกในการเข้าถึงเนื้อหาในส่วนอื่นๆ 2.3.3.3 เนื้อหา (Contents) ข้อมูลที่เราต้องการให้ผู้เยี่ยมชมรับทราบ เนื้อหาที่ดีควรมี การจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ให้ชัดเจน เพื่อให้สะดวกในการติดตามอ่านข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม ส่วน ประเภทเนื้อหาประกอบด้วย ข้อความที่เป็นตัวอักษร รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว ไฟล์เสียง วีดีโอ เป็นต้น 2.3.3.4 ส่วนท้าย ( Footer) สำหรับแสดงรายละเอียดพื้นฐาน เช่น ใส่คำพูด ส่วนลิขสิทธิ์ (copyright) หรือใส่ที่อยู่ติดต่อ 2.3.4 ความสามารถของเว็บไซต์กูเกิลไซต์ 2.3.4.1 สามารถทำหน้าเว็บเพจของตัวเองอะไรก็ได้ขึ้นมา โดยเน้นที่ความง่าย มีแอป พลิเคชันให้ใช้อย่างสะดวก


15 2.3.4.2 สามรถผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และเป็นความรู้ หรือบทเรียนอะไรอีก หลายๆ อย่างได้ใน Google Site ได้ 2.3.4.3 สามารถที่จะเก็บไฟล์ภาพ หรือไฟล์ชนิดต่างๆ ไว้ใน Google Site ของเราได้ 2.3.5 คุณสมบัติของเว็บไชต์ google site 2.3.5.1 มีพื้นที่ให้บริการเยอะ 100 เมกะไบต์ ต่อsite 2.3.5.2 พัฒนาได้ง่าย ปรับปรุงรูปแบบ ปรับแต่งข้อมูลแบบออนไลน์ 2.3.5.3 สามารถทำในรูปแบบที่เราต้องการได้ 2.3.5.4 รูปแบบไชค์ ดูเป็นแบบมาตรฐานของเว็บไชค์ทั่วไป 2.3.5.5 ทำ ink ภายในและภายนอกของไชต์ได้ 2.3.5.6 การตั้งค่สำหรับการเข้าถึงและใช้ข้อมูลร่วมกัน 2.3.5.7 เป็นที่รวมเข้ากับเครื่องมืออื่น 1 ของ Google เพื่อให้คุณสามารถแบ่งปันวิดีโอ ภาพถ่ายงานนำเสนอและปฏิทิน 2.3.6 โปรแกรม Canva เป็นแอปพลิเคชันสำหรับสร้างสื่อการนำเสนอหลากหลายรูปแบบ เช่น การนำเสนอ โปสเตอร์การ์ด ประวัติย่อ ใบรับรอง อินโฟกราฟิก เป็นต้น ซึ่ง Canva นั้นจะมี แม่แบบ หรือรูปแบบ สำเร็จ รวมถึงขนาดมาตรฐานให้เลือกหรือ ผู้ใช้สามารถกำหนดขนาดหรือออกแบบสื่อเองจาก หน้ากระดาษที่วางเปล่าเองได้ Canva เป็นแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่าย มาพร้อมกับแม่แบบสำเร็จรูป หรือภาพประกอบ แบบสำเร็จอย่างหลากหลายที่ท่านสามารถเลือกปรับแต่งได้เอง มีความสวยงาม และสามารถแบ่งปัน ให้แก่ผู้อื่นได้ แต่อาจมีข้อจำกัดในเรื่องของความละเอียด มิติความตื้นลึกของภาพ รวมไปถึงความ คมชัดที่อาจไม่เท่ากับโปรแกรมสำหรับออกแบบหรือแต่งภาพโดยเฉพาะ อย่างโปรแกรมวาด ภาพประกอบ แต่การใช้งานที่ง่ายและมีต้นแบบหลากหลายแนวของ Canva ถือได้ว่าเป็นจุดแข็งที่ สามารถปล่อยผ่านข้อจำกัดนั้นได้เลย 2.3.6.1 ความสามารถพื้นฐานของโปรแกรม Canva 1) ภาพพรีเมียมหลายล้านภาพ 2) ฟอนต์ กราฟิก วิดีโอ และภาพเคลื่อนไหวระดับพรีเมียม 3) ลบพื้นหลังออกจากภาพในคลิกเดียว 4) อัปโหลดโลโก้และฟอนต์ของโรงเรียน 5) เพิ่ม อิโมจิ(emoji) และ กิ๊ฟ (gif) เพื่อปรับแต่งงานของคุณ


16 2.3.7 โปรแกรม anyflip (e-book) E-Book ย่อมาจากคำว่า Electronic Book หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรม คอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่าน เอกสารผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทั้งในระบบออฟไลน์ และออนไลน์คุณลักษณะของหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์สามารถเชื่อมโยงจุดไปยังส่วนต่างๆของหนังสือ เว็บไซต์ต่าง ๆ ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์ และโต้ตอบกับผู้เรียนได้ นอกจากนั้นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแทรกภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว แบบทดสอบและสามารถสั่งพิมพ์เอกสารที่ต้องการออกทางเครื่องพิมพ์ได้ อีกประการหนึ่งที่สำคัญก็ คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถปรับปรุงให้ทันสมัยได้ตลอดเวลาซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะไม่มีใน หนังสือธรรมดาทั่วไป 2.3.7.1 ประเภทของ E-book ผู้ผลิตสามารถเลือกสร้าง E-Book ได้ 4 รูปแบบ คือ 1) Hyper Text Markup Language (HTML) เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยม สูงสุด HTML เป็น ภาษามาร์กอัปออกแบบมาเพื่อใช้ในการสร้างเว็บเพจ หรือข้อมูลอื่นที่เรียกดูผ่าน ทางเว็บBrowser เริ่มพัฒนาโดย ทิม เบอร์เนอรส์ ลี (Tim Berners Lee) สำหรับภาษา SGML ใน ปัจจุบัน MLเป็นมาตรฐานหนึ่งของ ISO ซึ่งจัดการโดย World Wide Web Consortium (W30) ทาง W3C ผลักดัน รูปแบบของ HTML แบบใหม่ ที่เรียกว่า XHTML ซึ่งเป็นลักษณะของโครงสร้าง XML แบบหนึ่งที่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดโครงสร้างของโปรแกรมที่มีรูปแบบที่มาตรฐานกว่า มา ทดแทนใช้HTML รุ่น 4.01 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน HTML ยังคงเป็นรูปแบบไฟล์อย่างหนึ่ง สำหรับ .him และ สำหรับ .him ที่ใช้ในระบบปฏิบัติการที่รองรับรูปแบบนามสกุล 2) Portable Document Format (PDF) ไฟล์ประเภท PDF หรือ Portable Document Format ถูกพัฒนาโดย Adobe SystemInc เพื่อจัดเอกสารให้อยู่ในรูปแบบที่ เหมือน เอกสารพร้อมพิมพ์ ไฟล์ประเภทนี้สามารถใช้งานได้ในระบบปฏิบัติการจำนวนมากและร่วมถึง อุปกรณ์ E-Book Reader ของ Adobe ด้วยเช่นกัน และยังคงลักษณะเอกสารเหมือนตันฉบับ เอกสารในรูปแบบPDF สามารถจัดเก็บ ตัวอักษร รูปภาพ รูปลายเส้นในลักษณะเป็นหน้าหนังสือ ตั้งแต่หนึ่งหน้า หรือหลายพันหน้าได้ในแฟ้มเดียวกัน PDF เป็นมาตรฐานที่เปิดให้คนอื่นสามารถเขียน โปรแกรมมา ทำงานร่วมกับPDF ได้การใช้งานแฟ้มแบบ PDF เหมาะสมสำหรับงานที่การแสดงผลให้ มีลักษณะเดียวกันกับตันฉบับซึ่งแตกต่างกับการใช้งานรูป Browser แบบอื่น เช่น HTML การ แสดงผลของ HTML จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่ใช้และจะแสดงผลต่างกัน 3)Peanut Markup Language (PML) พัฒนาโดย Peanut Press เพื่อใช้สำหรับ สร้าง E-Book โดยเฉพาะอุปกรณ์พกพาต่าง ๆที่สนับสนุนไฟล์ประเภท PML นี้จะสนับสนุนไฟล์ นามสกุล PDF ด้วย


17 4) Extensive Markup Language (XML) สำหรับการใช้งานทั่วไปพัฒนาโดย 3C โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็น สิ่งที่เอาไว้ติดต่อกันในระบบที่มีความแตกต่างกัน เช่น ใช้คอมพิวเตอร์ มีระบบปฏิบัติการคนละตัว หรืออาจจะเป็นคนละโปรแกรมประยุกต์ที่มีความต้องการสื่อสารข้อมูล ถึงกัน และเพื่อเป็นพื้นฐานในการสร้างภาษามาร์กอัปเฉพาทางอีกขั้นหนึ่ง XML พัฒนามาจาก SGML โดยดัดแปลงให้มีความชับซ้อนลดน้อยลง XML ใช้ในแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่อง คอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกัน และเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต XML ยังเป็นภาษพื้นฐาน ให้กับภาษาอื่น ๆ อีกด้วย (ยกตัวอย่างเช่น Geography Markup Language (GML), RDF/XML, RSS,MathML,Physical Markup Language (PML), XHTML, SVG, Music XIML และ CIML) ซึ่ง อนุญาติให้โปรแกรมและทำงานกับเอกสารโดยไม่จำเป็นต้อมีความรู้ในภาษานั้น 2.4 หลักสูตรรายวิชา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 เป็นหลักสูตรหลังมัธยมศึกษาตอนต้นหรือ เทียบเท่า ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการจัดการศึกษาด้านวิชาชีพระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ และเพื่อ ยกระดับการศึกษาวิชาชีพของบุคคลให้สูงขึ้น สอดกล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ เป็นไปตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษาของชาติ และกรอบ คุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติตลอดจนยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพ โดยเน้นการเรียนรู้สู่การปฏิบัติ เพื่อ พัฒนาสมรรถนะกำลังคนระดับฝีมือรวมทั้งคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ และกิจนิสัยที่ เหมาะสมในการทำงาน ให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังคนของตลาดแรงงาน ชุมชน สังคม และ สามารถประกอบอาชีพอิสระได้ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกระบบและวิธีการเรียนได้อย่าง เหมาะสมตามศักยภาพ ตามความสนใจและ โอกาสของตนส่งเสริมให้มีการประสานความร่วมมือเพื่อ จัดการศึกษาและพัฒนาหลักสูตรร่วมกันระหว่างสถาบันสถานศึกษา หน่วยงาน สถานประกอบการ และองค์กรต่าง ๆ ทั้งในระดับชุมชน ระดับท้องถิ่นและระดับชาติ หลักเกณฑ์การใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 2.5.1 การเรียนการสอน 1) การเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทุกวิธีเรียน ที่กำหนด และนำผลการเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วมกันได้ สามารถขอเทียบโอนผลการเรียน และขอเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ได้ 2) การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติจริง สามารถจัดการเรียนการสอนได้ หลากหลายรูปแบบเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการ วิธีการและการดำเนินงาน มีทักษะ


18 การปฏิบัติงานตามแบบแผนในขอบเขตสำคัญและบริบทต่างๆ ที่สัมพันธ์กันซึ่งส่วนใหญ่เป็นงาน ประจำ ให้คำแนะนำพื้นฐานที่ต้องใช้ในการตัดสินใจ วางแผนและแก้ไขปัญหาโดยไม่อยู่ภายใต้การ ควบคุมในบางเรื่อง สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะทางวิชาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารในการแก้ปัญหา และการปฏิบัติงานในบริบทใหม่ รวมทั้งรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ตลอดจนมีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจนิสัยที่เหมาะสมในการทำงาน 2.5.2 การจัดการศึกษาและเวลาเรียน การจัดการศึกษาในระบบปกติ ใช้ระยะเวลา 3 ปีการศึกษา การจัดเวลาเรียนให้ ดำเนินการ ดังนี้ 1) ในปีการศึกษาหนึ่ง ๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น 2 ภาคเรียนปกติหรือระบบ ทวิภาค ภาคเรียนละ 18 สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผล โดยมีเวลาเรียนและจำนวนหน่วยกิตตามที่ กำหนดและสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันอาจเปิดสอนภาคเรียนฤดูร้อนได้อีกตามที่เห็นสมควร 2) การเรียนในระบบชั้นเรียน ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันเปิดทำการ สอนไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 5 วัน ๆ ละไม่เกิน 7 ชั่วโมง โดยกำหนดให้จัดการเรียนการสอนคาบละ 60 นาที 2.5.3 การคิดหน่วยกิต ให้มีจำนวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 103 - 110 หน่วยกิต การคิด หน่วยกิตถือเกณฑ์ ดังนี้ 1) รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาในการบรรยายหรืออภิปราย 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 18 ชั่วโมงต่อภาคเรียนรวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 2) รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือ 36 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3) รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม 3 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ หรือ 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 4) การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมง ต่อ ภาคเรียน รวมเวลาการวัดผลมีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 5) การฝึกประสบการณ์สมรรถะวิชาชีพในสถานประกอบการ ที่ใช้เวลาไม่น้อย กว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียนรวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 6) การทำโครงงานพัฒนาสมรรถะวิชาชีพ ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมง ต่อ ภาคเรียน รวมเวลาการวัดผลมีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต


19 2.5.4 โครงสร้างหลักสูตร โครงสร้างของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 แบ่งเป็น 3 หมวดวิชา และกิจกรรมเสริมหลักสูตร ดังนี้ 2.5.4.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง 1) กลุ่มวิชาภาษาไทย ไม่น้อยกว่า 22 หน่วยกิต 2) กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ 3) กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ 4) กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ 5) กลุ่มวิชาสังคมศึกษา 6) กลุ่มวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา 2.5.4.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า 71 หน่วยกิต 1) กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐาน 2) กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพฉพาะ 3) กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือก 4) ฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ 5) โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 2.5.4.3 หมวดวิชาเลือกเสรี ไม่น้อยกว่า 10 หน่วยกิต 2.5.4.4 กิจกรรมเสริมหลักสูตร (2 ชั่วโมง/สัปดาห์) 0 หน่วยกิต หมายเหตุ 1) จำนวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชาและกลุ่มวิชาในหลักสูตร ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ ในโครงสร้างของแต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา 2) การพัฒนารายวิชาในกลุ่มสมรรถะวิชาชีพพื้นฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ จะเป็นรายวิชาบังคับที่สะท้อนความเป็นสาขาวิชาตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพ ด้านสมรรถนะ วิชาชีพของสาขาวิชา ซึ่งยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพ จึงต้องพัฒนากลุ่มรายวิชาให้ครบจำนวนหน่วยกิต ที่กำหนด และผู้เรียนต้องเรียนทุกรายวิชา 3) สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถจัดรายวิชาเลือกตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และหรือพัฒนาเพิ่มตามความต้องการเฉพาะด้านของสถานประกอบการหรือตามยุทธศาสตร์ภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและมาตรฐาน การศึกษาวิชาชีพที่ประเภทวิชา สาขาวิชาและสาขางานกำหนด


20 2.5 ข้อมูลที่เกี่ยวกับการบัญชีตั๋วเงิน การบัญชีตั๋วเงิน (Accounting for Bill) หมายถึง เอกสาร หรือหลักฐานที่แสดงการเป็นหนี้กัน ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ ซึ่งมีความน่าเชื่อถือมากกว่าลูกหนี้การค้าในการประกอบธุรกิจมีการซื้อขาย สินค้าหรือสินทรัพย์เป็นจำนวนมากมีทั้งการซื้อขายเป็นเงินสดและเงินเชื่อในกรณีซื้อขายกันจำนวน ไม่มาก และเวลาการชำระเงินเป็นระยะเวลาสั้นๆ ผู้ซื้อ ก็จะบันทึกไว้ในบัญชีเจ้าหนี้การค้า ส่วนผู้ขาย ก็จะบันทึกไว้ในบัญชีลูกหนี้การค้า แต่ถ้าซื้อขายกันเป็นจำนวนมากเวลาการให้เครดิตนาน การที่ ผู้ขายจะมีความมั่นใจว่าจะได้รับเงินจากลูกหนี้แน่นอนนั้นคือการชำระเป็นตั๋วเงิน เพราะตั๋วเงินเป็น หลักประกันในการเรียกเก็บเงินได้ดีกว่าลูกหนี้การค้าซึ่งทางด้านผู้ซื้อจะบันทึกไว้ในบัญชีตั๋วเงินจ่าย และทางด้านผู้ขายจะบันทึกไว้ในบัญชีตั๋วเงินรับ 2.5.1 จุดประสงค์รายวิชา 1) เข้าใจหลักการและกระบวนการปฏิบัติงานบัญชีเกี่ยวกับตั๋วเงิน 2) มีทักษะการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับตั๋วเงิน 3) มีกิจนิสัย มีระเบียบ ละเอียดรอบคอบ ซื่อสัตย์ มีวินัย ตรงต่อเวลา และมีเจตคติที่ดีต่อ วิชาชีพบัญชี 2.5.2 สมรรถนะรายวิชา 1) แสดงความรู้เกี่ยวกับหลักการและกระบวนการปฏิบัติงานบัญชีเกี่ยวกับตั๋วเงิน 2) บันทึกบัญชีเกี่ยวกับตั๋วเงิน 3) คำนวณดอกเบี้ยของตั๋วเงิน 4) แสดงบัญชีเกี่ยวกับตั๋วเงินในงบการเงิน 2.5.3 คำอธิบายรายวิชา ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับความหมายและประเภทของตั๋วเงิน คำนวณวันครบกำหนดตั๋ว เงินและดอกเบี้ยตั๋วเงิน การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับตั๋วเงิน สมุดทะเบียนเกี่ยวกับตั๋วเงิน การปรับปรุง บัญชีและการปิดบัญชีเกี่ยวกับดอกเบี้ยตั๋วเงินในวันสิ้นงวดบัญชี การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับการสลัก หลังโอนตั๋วเงินการขายลดตั๋วเงิน และตั๋วเงินขาดความเชื่อถือ 2.5.4 หลักการการบัญชีตั๋วเงิน 1) ธนาคารพาณิชย์สามารถออกตั๋วเงินเป็นสกุลเงินตราต่างประเทศได้เฉพาะเพื่อกู้ยืมเงิน จากธนาคารพาณิชย์ที่เป็นนิติบุคคลรับอนุญาตภายใต้กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน โดยตั๋วเงินดังกล่าวต้องมีข้อความ "เปลี่ยนมือไม่ได้" หรือคำอื่นที่มีความหมายในทำนองเดียวกันบน ด้านหน้าตั๋วเงิน


21 2) ในการออกตั๋วเงินตามข้อ1.ธนาคารพาณิชย์จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศและ หนังสือเรียน และหลักเกณฑ์ที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินและมาตรการ ป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยเคร่งครัดด้วย 3) การออกตั๋วเงินที่เป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ต้องมีลักษณะและเงื่อนไขที่เป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ว่าด้วยการออกและเสนอขายตราสารหนี้ และประกาศของคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ว่าด้วยเรื่อง การขออนุญาตและการอนุญาตให้เสนอขายตราสารหนี้ที่ออกใหม่ ประกาศและ หลักเกณฑ์อื่นที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องด้วย 4) ธนาคารพาณิชย์ต้องมีมาตรการป้องกันการปลอมแปลงและการแก้ไขข้อความบนตั๋ว เงิน ทั้งนี้ 5) เป็นเอกสารที่เป็นตราสาร กล่าวคือ เป็นหนังสือสัญญาที่กฎหมายรับรองและคุ้มครอง ให้แก่ผู้ทรงตราสาร โดยมาตรา ๘๙๘ บัญญัติให้ตั๋วเงินมีสามประเภท ได้แก่ ตั๋วแลกเงิน, ตั๋วสัญญาใช้ เงิน และเช็ค ตราสารอื่นที่ไม่ใช่ตราสารทั้งสามประเภทนี้ไม่ใช่ตั๋วเงิน เช่น เลตเตอร์ออฟเครดิต ใบรับ ของในคลังสินค้า ใบประทวนสินค้า ใบหุ้น เอกสารเหล่านี้ แม้เป็นตราสารที่เปลี่ยนมือได้แต่ก็ไม่ นับว่าเป็นตั๋วเงิน 6) ตั๋วเงินต้องมีมูลหนี้การออกตั๋วเงินนั้นต้องเป็นการออกเพื่อชำระหนี้ ตั๋วเงินไม่ได้ ก่อให้เกิดหนี้ในตัวเอง ดังนั้นหากออกตั๋วเงินโดยไม่มีมูลหนี้ผู้ออกตั๋วไม่ต้องรับผิด เช่น การออกตั๋วเงิน เพื่อชำระหนี้การพนันอันหาก่อให้เกิดหนี้ไม่ ตั๋วเงินนั้นไม่อาจบังคับได้เพราะเป็นการออกตั๋วโดยไม่มี มูลหนี้ 7) คำสั่งอันปราศจากเงื่อนไขให้จ่ายเงินเป็นจำนวนแน่นอน ต้องมีลักษณะเป็นคำสั่ง ไม่ เปิดโอกาสให้ผู้จ่ายใช้ดุลยพินิจในการจ่าย เช่น “กรุณาจ่ายเงินให้แก่นายดำ” เช่นนี้ ผู้จ่ายมีหน้าที่ ต้องจ่ายเงินให้แก่นายดำ แม้จะใช้คำว่า โปรดหรือกรุณาก็เป็นเพียงการใช้คำสุภาพเท่านั้นแต่หากว่า ตั๋วเงินมีข้อความ “ถ้าจะจ่ายเงิน กรุณาจ่ายให้แก่นายดำ” เช่นนี้ ไม่มีลักษณะเป็นคำสั่งเพราะเปิด โอกาสให้ผู้จ่ายใช้ดุลยพินิจว่าจะจ่ายเงินหรือไม่ ไม่ใช่ลักษณะของตั๋วเงินคำสั่งต้องปราศจากเงื่อนไข ในการจ่ายเงิน ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนหรือบังคับหลังก็ตาม เงื่อนไขคือเหตุการณ์ใน อนาคตอันไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ เช่น จะจ่ายต่อเมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนว่าจะสอบเข้า มหาลัยธรรมศาสตร์ได้หรือไม่ถือเป็นการจ่ายโดยมีเงื่อนไข ต้องห้ามตามลักษณะตั๋วเงินต้องจ่ายเป็นจำนวนเงินที่แน่นอน ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเงินสกุลใดก็ได้ แต่ต้อง มีจำนวนที่แน่นอน เช่น การระบุดอกเบี้ยไว้ 7% ถือว่าเป็นการระบุจำนวนเงินที่แน่นอนเพราะ สามารถคำนวณจำนวนเงินที่แน่นอนได้


22 2.5.5 ประโยชน์ของการบัญชีตั๋วเงิน ในการซื้อขายสินค้าเป็นจำนวนมาก ผู้ขายต้องการรับชำระหนี้เป็นตั๋วเงินมากกว่าตั้งเป็น ลูกหนี้การค้าเพราะเหตุผลดังต่อไปนี้ 1) ในการทำธุรกิจที่มีการขายสินค้า หรือบริการเป็นจำนวนมากและมีมูลค่าสูง เพื่อให้เกิด ความมั่นใจว่าจะได้รับเงินตามจำนวนและตรงเวลา ผู้ขายจึงต้องการรับชำระเป็นตั๋วเงิน เพราะตั๋วเงิน เป็นเอกสารหลักฐานระบุจำนวนเงินที่เป็นหนี้ ระยะเวลาชำระเงินที่แน่นอน เมื่อวันครบกำหนดก็จะ ได้รับชำระหนี้ตามจำนวนเงินในตั๋ว หรือถ้าผู้จ่ายเงินตามตั๋วปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันครบกำหนดก็ สามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ 2) จากการที่กิจการได้รับตั๋วเงินจากการขายสินค้าและบริการ ต่อมาเมื่อกิจการมีความ จำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินก่อนวันที่ตั๋วจะครบกำหนดก็สามารถนำตั๋วเงินนั้นไปขายลดให้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงิน หรืออาจจะนำตั๋วเงินนั้นสลักหลังโอนเพื่อชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ก็ได้ 3) ถ้าเป็นตั๋วเงินชนิดมีดอกเบี้ยเมื่อถึงวันครบกำหนดของตั๋วเงิน นอกจากจะได้รับชำระ ตามตั๋วแล้วก็จะได้รับดอกเบี้ยด้วย ซึ่งดอกเบี้ยรับนี้ถือเป็นรายได้ของกิจการอีกทางหนึ่ง 2.6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.6.1 ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อรทัย จันใด (2553, หน้า 18) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความสามารถในการที่จะพยายามเข้าถึงความรู้ หรือทักษะซึ่งเกิดจากการกระทำที่ประสานกันต้อง อาศัยความพยายามอย่างมากทั้งองค์ประกอบทางด้านที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญา และองค์ประกอบที่ ใช้สถิติปัญญา แสดงออกในรูปของความสำเร็จซึ่งสามารถสังเกตและวัดได้ด้วยเครื่องมือทางจิตวิทยา หรือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทั่วไป ชนิดา ยอดสาลี และ กาญจนา บุญส่ง (2559, หน้า 13) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้หรือทักษะที่ต้องใช้สติปัญญาและสมรรถภาพทางสมองที่ได้รับมาจากการสั่งสอน แสดง ออกมาในรูปความสำเร็จสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย ด้านทักษะพิสัย และใช้แบบทดสอบความสามารถในการเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่เรียนจากที่กล่าว ข้างต้นสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากการกระทำของบุคคลเป็นการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยเป็นผลจากการได้รับประสบการณ์จากการเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือจากการ เรียนการสอนในชั้นเรียน สามารถประเมินหรือวัดประมาณได้จากการทดสอบ หรือการสังเกต พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป สมพร เชื้อพันธ์ (2547, หน้า 53) สรุปว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึงความสามารถความสำเร็จและสมรรถภาพด้านต่างๆของผู้เรียนที่ได้จากการเรียนรู้อันเป็นผล


23 มาจากการเรียนการสอน การฝึกฝนหรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งสามารถวัดได้จากการ ทดสอบด้วยวิธีการต่างๆ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548, หน้า 125) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหมายถึงขนาดของความสำเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน ปราณี กองจินดา (2549,หน้า 42) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือผลสำเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และประสบการณ์เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน จากที่กล่าวข้างตันสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากการกระทำ ของบุคคลเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยเป็นผลจากการได้รับประสบการณ์จากการเรียนรู้ด้วย ตนเอง หรือจากการเรียนการสอนในชั้นเรียน สามารถประเมินหรือวัดประมาณได้จากการทดสอบ หรือการสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป 2.6.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545 : 96) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่า บรรลุผลสำเร็จตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้เพียงใด สิริพร ทิพย์คง (2545 : 193) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ชุดคำถามที่มุ่งวัดพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนว่ามีความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านสมองด้าน ต่างๆ ในเรื่องที่เรียนรู้ไปแล้วมากน้อยเพียงใด สมพร เชื้อพันธ์ (2547 : 59) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบหรือชุดของข้อสอบที่ใช้วัดความสำเร็จหรือความสามารถในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนที่เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนว่าผ่านจุดประสงค์การ เรียนรู้ที่ตั้งไว้เพียงใด 2.6.3 ลักษณะของแบบทดสอบวัดสัมฤทธิ์ที่ดี 2.6.3.1 ความเที่ยงตรง เป็นแบบทดสอบที่สามารถนำไปวัดในสิ่งที่เราต้องการวัดได้อย่าง ถูกต้อง ครบถ้วน ตรงตามจุดประสงค์ที่ต้องการวัด 2.6.3.2 ความเชื่อมั่น แบบทดสอบที่มีความเชื่อมั่น คือ สามารถวัดได้คงที่ไม่ว่าจะวัดกี่ครั้ง ก็ตาม เช่น ถ้านำแบบทดสอบไปวัดกับนักเรียนคนเดิมคะแนนจากการสอบทั้งสองครั้งควรมี ความสัมพันธ์กันดี เมื่อสอบได้คะแนนสูงในครั้งแรกก็ควรได้คะแนนสูงในการสอบครั้งที่สอง


24 2.6.3.3 ความเป็นปรนัย เป็นแบบทดสอบที่มีคำถามชัดเจน เฉพาะเจาะจง ความถูกต้อง ตามหลักวิชา และเข้าใจตรงกัน เมื่อนักเรียนอ่านคำถามจะเข้าใจตรงกัน ข้อคำถามต้องชัดเจนอ่าน แล้วเข้าใจตรงกัน 2.6.3.4 การถามลึก หมายถึง ไม่ถามเพียงพฤติกรรมขั้นความรู้ความจำ โดยถามตามตำรา หรือถามตามที่ครูสอน แต่พยายามถามพฤติกรรมขั้นสูงกว่าขั้นความรู้ความจำได้แก่ ความเข้าใจการ นำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินค่า 2.6.3.5 ความยากง่ายพอเหมาะ หมายถึง ข้อสอบที่บอกให้ทราบว่าข้อสอบข้อนั้นมีคน ตอบถูกมากหรือตอบถูกน้อย ถ้ามีคนตอบถูกมากข้อสอบข้อนั้นก็ง่ายและถ้ามีคนตอบถูกน้อยข้อสอบ ข้อนั้นก็ยาก ข้อสอบที่ยากเกินความสามารถของนักเรียนจะตอบได้นั้นก็ไม่มีความหมาย เพราะไม่ สามารถจำแนกนักเรียนได้ว่าใครเก่งใครอ่อน ในทางตรงกันข้ามถ้าข้อสอบง่ายเกินไปนักเรียนตอบได้ หมด ก็ไม่สามารถจำแนกได้เช่นกัน ฉะนั้นข้อสอบที่ดีควรมีความยากง่ายพอเหมาะ ไม่ยากเกินไปไม่ ง่ายเกินไป 2.6.3.6 อำนาจจำแนก หมายถึง แบบทดสอบนี้สามารถแยกนักเรียนได้ว่าใครเก่งใครอ่อน โดยสามารถจำแนกนักเรียนออกเป็นประเภทๆ ได้ทุกระดับอย่างละเอียดตั่งแต่อ่อนสุดจนถึงเก่งสุด 2.6.3.7 ความยุติธรรม คำถามของแบบทดสอบต้องไม่มีช่องทางชี้แนะให้นักเรียนที่ฉลาด ใช้ไหวพริบในการเดาได้ถูกต้องและไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่เกียจคร้านซึ่งดูตำราอย่างคร่าวๆตอบ ได้ และต้องเป็นแบบทดสอบที่ไม่ลำเอียงต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 2.7 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 2.7.1 ความหมายของความพึงพอใจ วิรุฬ พรรณเทวี (2542, หน้า 111) ได้ให้ความหมายความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก ภายในจิตใจของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะคาดหวังกับสิ่งหนึ่งอย่างไรถ้า คาดหวังหรือมีความตั้งใจมากและได้รับการตอบสนองด้วยดีจะมีความพึงพอใจมาก แต่ในทางตรงกัน ข้ามอาจผิดหวังหรือไม่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ สิ่งที่ตนตั้งใจไว้ว่ามีมากหรือน้อย สุริยะ วิริยะสวัสดิ์ (2530, หน้า 42 อ้างถึงใน ปราการ กองแก้ว, 2546, หน้า 17) ได้ให้ ความหมายความพึงพอใจหลังการให้บริการของหน่วยงานของรัฐของเขาว่า ระดับผลที่ได้จากการ พบปะ สอดคล้องกับปัญหาที่มีอยู่หรือไม่ ส่งผลดีและสร้างความภูมิใจเพียงใด และสร้างความภูมิใจ เพียงใด สาโรช ไสยสมบัติ (2534, หน้า 18 อ้างถึงใน ปราการ กองแก้ว, 2546, หน้า 17) ความพึง พอใจเป็นปัจจัยสำกัญประการหนึ่งที่ช่วยทำให้งานประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นงานที่


25 เกี่ยวกับการให้บริการนอกจากผู้บริหารจะดำเนินการให้ผู้ทำงานเกิดความพึงพอใจในการทำงานแล้ว ยังจำเป็นต้องดำเนินการที่จะทำให้ผู้ใช้บริการเกิดความพึงพอใจด้วยเพราะความเจริญก้าวหน้าของ การบริการเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงจำนวนผู้มาใช้บริการ คังนั้นผู้บริหารที่ชาญ ฉลาดจึงควรอย่างยิ่งที่จะศึกมาให้ลึกซึ้งถึงปัจจัยและองค์ประกอบต่าง ๆที่จะทำให้เกิดความพึงพอใจ ทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้มาใช้บริการ ราณี เชาวนปรีชาส์ (2538, หน้า 18 อ้างถึงใน วฤทธิ์ สารฤทธิคาม, 2548, หน้า 31) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกหรือทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือปัจจัย ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องความรู้สึกพึงพอใจจะเกิดเมื่อความต้องการของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือปัจจัย ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องความรู้สึกพึงพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการของบุคคลได้รับการตอบสนองหรือ บรรลุตามจุคมุ่งหมายในระดับหนึ่ง ความรู้สึกดังกล่าวจะลคลงหรือไม่เกิดขึ้น หากความต้องการหรือ จุดมุ่งหมายนั้นไม่ได้รับการตอบสนอง ความพึงพอใจต่อการใช้บริการจึงเป็นความรู้สึกของผู้ที่มารับ บริการมีต่อสถานบริการตามประสบการณ์ที่ได้รับจากการเข้าไปติดต่อขอรับบริการในสถานบริการ นั้น ๆ อรรถพร คำคม (2546, หน้า 29) ได้สรุปว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ทัศนคติหรือระดับ ความพึงพอใจของบุคคลต่อกิจการรมต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกิจกรรมนั้น ๆ โดยเกิดจากพื้นฐานของการรับรู้ ค่านิยมและประสบการณ์ที่แต่ละบุคคลจะได้รับ ระดับของความ พึงพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อกิจกรรมนั้น 1 สามารถตอบสนองความต้องการแก่บุคคลนั้นได้ วฤทธิ์ สารฤทธิคาม (2548, หน้า 32 อ้างถึงใน รัตนศักดิ์ ขี่สารพัฒน์, 2551, หน้า 1) ได้ ให้ความหมายความพึงพอใจว่า เป็นปฏิกิริยาด้านความรู้สึกต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นที่แสดงผล 2.7.2 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 2.7.2.1 ทฤษฎีของ ม าสโ ลว์ (Maslows gcneral theory of human motivation) Maslow and Adraham Harold (1970: 35 ได้กล่าวว่า ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ (Human basic needs) แบ่งออกเป็น 5 ชั้น และความต้องการขั้นแรกจะต้องได้รับกาตอบสนองก่อนจึงจะ สามารถตอบสนองความต้องการขั้นต่อไปได้ โดยแบ่งความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ 1) ความต้องการทางกาย (Physical needs) เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานที่เป็น ความจำเป็นต่อการอยู่รอดของชีวิตมนุษย์ ได้แก่ ความต้องการอากาศ อาหาร น้ำ ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย การขับถ่าย การพักผ่อน การหลีกหนีความเจ็บปวด การเคลื่อนไหวและ ความต้องการทางเพศความต้องการ หรือความคาดหวัง แรงผลักดัน เป้าหมาย (พฤติกรรม/การ กระทำ) 2) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย (Safety and security need>) ได้แก่ ความต้องการความมั่นคงความเท่าเทียม ความเสมอภาค ความไว้วางใจ ตลอดจนความปลอดภัยจาก


26 3) ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (Love and belonging) ได้แก่ ความต้องการความรักความใกล้ชิด ความอบอุ่นเห็นอกเห็นใจ ความเป็นเจ้าของ 4) ความต้องการการยอมรับนับถือ (Estecm needs) ได้แก่ การตระหนักใน คุณค่าและความสามารถ ต้องการได้รับการยอมรับจากผู้อื่นการ ได้รับความเป็นอิสระ 5) ความต้องการที่จะบรรลุถึงความสำเร็จสมหวังในชีวิต ได้แก่ความต้องการที่ อยากจะสำเร็จตามความนึกคิดหรือความคาดหวังทะเยอทะยานใฝ่ฝันภายหลังจากที่มนุษย์ได้รับการ ตอบสนองกับความต้องการทั้ง 4 ขั้นอย่างครบถ้วนแล้ว ความต้องการในขั้นนี้จะเกิดขึ้นและมักเป็น ความต้องการที่เป็นอิสระเฉพาะแต่ละคนซึ่งต่างมีความนึกคิดใผ่ฝันที่อยากได้รับผลสำเร็จในสิ่งสูงสุด ในทัศนะคติ 6) Maynard W.Shelly (1975 : 252 -268) ได้กล่าวว่า ทฤษฎีความพึงพอใจว่า เป็นความรู้สึกสองแบบของมนุษย์ คือ ความรู้สึกทางบวกและความรู้สึกทางลบ ความรู้สึกทางบวก เป็นความรู้สึกที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้เกิดความสุข ความสุขนี้เป็นความรู้สึกที่แตกต่างจาก ความรู้สึกทางบวกอื่นๆกล่าวคือเป็นความรู้สึกที่มีระบบย้อนกลับ ความสุขสามารถทำให้เกิดความสุข หรือความรู้สึกทางบวกเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความสุขเป็นความรู้สึกที่สลับชับซ้อน และ ความสุขนี้จะมีผลต่อบุคคลมากกว่าความรู้ทางบวกอื่นๆ สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจของ มนุษย์ ได้แก่ ทรัพยากรหรือสิ่งเร้า การวิเคราะห์ระบบความพึงพอใจ คือการศึกษาว่าทรัพยากรหรือ สิ่งเร้า แบบใดเป็นสิ่งที่ต้องการที่จะทำให้เกิดความพอใจ และความสุขแก่มนุษย์ ความพอใจจะเกิดได้ มากที่สุดเมื่อมีทรัพยากรทุกอย่างที่เป็นความต้องการครบถ้วน 2.8 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ลักษ์ณภา แก้วคำแจ้ง (2561 : 65) การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นฐาน เรื่องการสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลวิจัยพบว่า โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน เรื่องการสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML มีประสิทธิภาพ 90.09/92.00 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 90/ 90 2) ผลการเปรียบเทียบคะแนนจากกา รทตสอบก่อนและหลังเรียนของนักเรียน ที่เรียนผ่านเว็บ ปรากฎว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ผลการศึกษาความคิดเห็น ของผู้เรียน ที่มีต่อบทเรียนผ่านเว็บ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน เรื่องการสร้างเว็บเพจ ด้วยภาษา HTML สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปรากฏว่า ผู้เรียนมีทัศนะทางบวกอยู่ใน ระดับมาก


27 บุญยงค์ สรรพจักร (2543) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดการสอนแบบสื่อการเรียนการสอน วิชาคอมพิวเตอร์พื้นฐาน สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นมีอย่างน้อยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 05 และนักศึกษาที่ เรียนจากชุดสื่อการเรียนการสอนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับชุดสื่อการเรียนการสอนในระดับเห็นด้วย ปาณิสรา สิงหพงษ์ (2560 : 61) การจัดการเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Site เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาโครงงานคอมพิวเตอร์ (ง31231) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสายปัญญรังสิต ผลการวิจัย พบว่า 1) การสร้างบทเรียน ออนไลน์มี ประสิทธิภาพ(E1/E2) เท่ากับ 91.60/88.65 สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้และสูงกว่า เกณฑ์ ที่ กำหนดไว้ (80/80) 2) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการเรียนรู้ จากบทเรียน ออนไลน์ด้วยโปรแกรมGoogle Site รายวิชาโครงงานคอมพิวเตอร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาย ปัญญารังสิตกับเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าเกณฑ์ร้อย ละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Site ด้านภาพรวม พบว่า มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก ( x = 4.29, S.D.=0.52)


Click to View FlipBook Version