การสร้างสรรค์สยี ้อมธรรมชาติและลายผ้าเพ่ือพฒั นาผ้าบาตกิ ส่ชู ุมชน
The Creation of Natural Colorant and Batik Prints for the Developmentof Local Batik Community
ตะวัน ตนยะแหละ1 รวิเทพ มสุ ิกะปาน2 และสริ ิมา สัตยาธาร1
1สาขาวชิ าการออกแบบแฟชั่นและส่ิงทอ คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลศรวี ชิ ยั สงขลา
2วิชาเอกการออกแบบแฟชั่น สาขาวชิ าการออกแบบทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒกรงุ เทพฯ
บทคัดย่อ
การวจิ ัยคร้งั นี้เพ่อื ศกึ ษา 1. ทรัพยากรพืชท้องถิ่นท่ีสามารถนามาทาสีย้อมธรรมชาติท่ีติดเนื้อผ้าได้คงทนใช้ทดแทนสีย้อมเคมี
ส่งผลตอ่ การอนรุ ักษส์ ่งิ แวดล้อมและสืบทอดเปน็ ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่นิ ตอ่ ไป 2. การออกแบบลวดลายผา้ เพื่อพัฒนาศักยภาพให้กับผู้ผลิตผ้า
บาตกิ ในท้องถิ่นได้อย่างต่อเน่อื งและยงั่ ยืน
การวจิ ยั ครง้ั น้เี ปน็ การวจิ ยั แบบการพัฒนาทดลอง (Experimental development) โดยการนาความรู้และประสบการณ์ด้าน
การออกแบบแฟชั่นและสิง่ ทอมาทดลองผลติ สี และพัฒนาสรา้ งสรรค์ลวดลายผ้า ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive
Sampling) สมาชิกในกลุม่ ผู้ผลิตจานวน 10 คน เคร่ืองมอื การวจิ ยั แบบสัมภาษณ์ รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล
ทดลองผลิตสี และออกแบบลวดลาย วิเคราะหข์ ้อมูลจากแบบสมั ภาษณ์ผู้ผลิต
ผลการศึกษาทรัพยากรพืชท้องถ่ินที่สามารถนามาทาสีย้อมธรรมชาติที่ติดเน้ือผ้าได้คงทนใช้ท ดแทนสีย้อมเคมีส่งผลต่อการ
อนุรกั ษ์ส่งิ แวดลอ้ มและสืบทอดเป็นภูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่ินต่อไป ไดพ้ บวา่ พืชทใี่ ชใ้ นการวิจัยได้ 6 สี คอื คาแสดได้สีน้าตาลอมส้ม มะหาดได้
สนี ้าตาลอมมว่ ง ขมน้ิ ไดส้ เี หลืองออ่ น เพกาได้สีเขียวออ่ น ย่านอวดสดได้สีน้าตาลเข้ม และย่านอวดแห้งได้สีน้าตาลอ่อน ย่านอวดเป็นสี
ใหมซ่ ง่ึ ได้จากพชื ชนิดไมเ้ ลือ้ ยทมี่ ีอยใู่ นชมุ ชน สีท่ไี ด้สามารถนามาผลิตผ้าบาตกิ ใหก้ ลุ่มผ้าบาติกยางกล้วยในชุมชนเขารูปช้าง ต.ปาดังเบ
ซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ได้ใช้ความรู้สืบทอดเป็นภูมิปัญญาสู่คนในชุมชน และผลการศึกษาการออกแบบลวดลายผ้าเพ่ือพัฒนา
ศักยภาพให้กบั ผูผ้ ลิตผา้ บาตกิ ในท้องถิ่นไดอ้ ย่างต่อเน่ืองและยั่งยืน ได้ลวดลายผ้าบาติกผู้วิจัยออกแบบได้ 2 ลายคือลายเส้นท่ีได้แรง
บนั ดาลใจจากเห็ด รา ยีสต์ แบคทีเรยี และลายเสน้ ทไี่ ดแ้ รงบนั ดาลใจจากเปลือกไม้ ซง่ึ ได้แรงบลั ดาลใจจากธรรมชาติที่พบเห็นในชุมชน
ลวดลายและสีที่ได้น้ีนาไปพัฒนาลายผ้าให้กับกลุ่มผ้าบาติกเพ่ือพัฒนาผลิตภัณฑ์และส่ิงทอให้กับกลุ่มผ้าบาติกยางกล้วยในชุมชนให้
เขม้ แข็งตอ่ ไป
คาสาคัญ : ผ้าบาตกิ , สยี ้อมธรรมชาติ , ตน้ แบบ , แฟชน่ั , ชมุ ชน
Abstract
This study was aimed to 1) examine local plants that can be utilized as effective colorant, can substitute
the chemical ones, preserve the environment, as well as maintain local wisdom and 2) design new prints for
batik which can strengthen capacity of local batik producers continually and permanently.
This developmental experiment integrates knowledge and experiences about fashion design and textiles
in producing colorants and developing batik prints. Purposive sampling was employed to obtain 10 batik
producers. An interview form was applied as a research tool to collect the data regarding colorant test and print
design from the producers.
Concerning colorants, it was found that the local plants gave 6 six colors. The colorants could be used as
natural colorants and substituted chemical colorants as well as preserving local wisdom. Khamsad gave orange
color and Mahad provided brownish purple. Similarly, Curcuma resulted in light yellow, while Peka gave light
สาขาสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ศิลปกรรม และงานสร้างสรรค์ I 103
green color. Next, Yan Uad provided dark brown color and the dried plant provided light brown. This plant was a
kind of local ivy which was innovatively found lately in the community. All of the colorants were beneficial for
Yang Kluay Batik Production Community in Khao Roop Chang, Padang Besar, Sadao, Songkhla. The community
could pass on the wisdom to other generations. Moreover, two new prints for batik were designed by the
researcher to empower the capabilities of local batik producers. The first one was inspired by the outer part of
tree stems, while mushroom, mold, yeast, and bacteria in the neighborhood contributed the latter print. It is
potentially that the colorant and the prints could be applied in developing products and textiles of Yang Kluay
Batik Production Community.
Keywords: Batik, Natural Colorant, Model, Fashion, Community
*ผู้นิพนธ์ประสานงาน [email protected] โทร 0810961595
1. บทนา
ผ้าบาติก เป็นผ้าชนิดหนึ่งท่ีมีแหล่งผลิตทั่วไปในหลายจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทยและนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายใน
รปู แบบต่างๆ กระบวนการทาผ้าบาตกิ มีท้ังพมิ พเ์ ทียน แตม้ สี ระบายสี ย้อมสี ผา้ บาติกจึงมลี กั ษณะเป็นงานหัตถอุตสาหกรรมและงาน
ศิลปะ ผ้าบาติกมีรายละเอียดลักษณะที่ไม่เหมือนกัน แม้ว่าจะใช้แม่พิมพ์อันเดียวกัน จึงทาให้ผ้าบาติกแตกต่างกับผ้าพิมพ์ลายใน
ลกั ษณะอนื่ ๆ ซึ่งจะเปน็ เสนห่ ข์ องผ้าบาติก
ความโดดเด่นของผ้าบาติกอยู่ที่สีและลวดลายของภาพที่สามารถบอกอะไรได้หลายอย่างทั้งถ่ินที่มาวัฒนธรรมความเป็นอยู่
ธรรมชาติ เอกลกั ษณข์ องแหล่งผลิตหรือกระทัง่ ความรสู้ กึ นึกคดิ ของคนในท้องถิน่ นนั้ ๆ เช่นดังผลการวิจัยของโสภณ ศุภวิริยากร พบว่า
ลวดลายผา้ บาตกิ ในจงั หวัดภูเก็ต พงั งา และกระบี่ ไดแ้ ก่ ปู ปลา หอย ปะการัง ดอกกล้วยไม้ ดอกลีลาวดี ดอกเฟ่ืองฟูา นก ผีเส้ือ ท้ัง
สามจงั หวดั ไมม่ คี วามแต่งตา่ งกัน ในสว่ นของลวดลายทีแ่ ตกต่างและเป็นจุดเด่นของผ้าบาติกในจังหวัดภูเก็ต นิยมเขียนลวดลายแหลม
พรหมเทพ อาคารชโิ นปอร์ตุกีส จังหวดั พังงานยิ มเขียนเขาตะปู เขาช้าง ส่วนจังหวดั กระบน่ี ิยมเขยี นรองเท้านารี นกแต้วแล้ว เขาขนาบ
นา้ (โสภณ ศุภวิรยิ ากร. 2552: ก) การผลติ ผ้าบาติกมีกรรมวธิ ีท่ีซบั ซอ้ นอย่หู ลายกระบวนการทงั้ พมิ พ์เทียน แต้มสี ระบายสี หรือย้อมสี
บาติกจึงมีลักษณะทเี่ ป็นได้ทง้ั งานหตั ถอุตสากรรมและงานศิลปะ ที่เกิดข้ึนจากการเขียนลวดลายตามท่ีผู้ผลิตต้องการสร้างลวดลายลง
บนผนื ผา้ ดว้ ยดินสอแล้วใช้ปากกาเขยี นเทียนจันติง้ (Tjanting) จุ่มตักน้าเทียนแล้วเขียนไปตามลวดลาย จากนั้นก็ระบายสีลงบนผืนผ้า
สที ี่นยิ มใช้ในงานบาติก คือ สแี ว๊ต (Vat dyes) เปน็ สีทนี่ ยิ มยอ้ มผา้ บาตกิ กันมาก เพราะเป็นสที ม่ี ีความทนทานต่อการซัก การขัดทู และ
ทนแดดได้ดี ให้สีสวยเกือบทุกสี เป็นสีท่ีไม่ละลายในน้า จะละลายในด่าง สีโซลูบิไลซ์แว๊ต (Solubilised Vat dyes) เป็นสี Vat ที่
ละลายน้าได้ให้สสี ด สวยงามมาก มคี ุณสมบัตเิ ชน่ เดียวกับสี Vat ธรรมดา แต่ใหส้ อี อกมาอ่อนกว่าเหมาะสมท่ีจะใช้เป็นสีพื้นครั้งแรกใน
การทาผ้าบาติกหลายๆ สี สีรีแอกทีฟ (Reactive dyes) เป็นสีที่ใช้ย้อมเย็น ละลายในน้าอุณหภูมิปกติละลายน้าได้ดี ติดเส้นใยผ้า
ทนทาน แตส่ ีเมอ่ื ยอ้ มหรอื ระบายแล้วสีจะสดใส และสีอะโซอิก (Azoic dyes) สนี ้รี จู้ ักกันท่ัวไปว่าสีแน๊พทอล (Napthol dyes) เป็นสีที่
ใช้ย้อมใยฝูายหรือทมี่ าจากเซลลโู ลส มีความทนทานต่อแสงแดดปานกลาง (ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภเู ก็ต. เอกสารประกอบการอบรม
เร่อื งการทาผา้ บาตกิ งานปฏิบัติการฟอกย้อม. 2535: 14 อ้างถึงใน โสภณ ศุภวิริยากร. 2551: 38) สีเหล่าน้ีมีส่วนผสมของสารเคมีที่
เปน็ อนั ตรายผสมอย่ใู นผลิตภัณฑส์ ียอ้ ม (Dyes) สยี ้อมบางชนดิ พบว่าเปน็ สารพิษ หรอื สารกัดกรอ่ น เป็นต้นเหตุของโรคภูมิแพ้ และเม่ือ
ได้รับสะสมไปเปน็ เวลานานจะกอ่ ใหเ้ กิดโรคมะเร็งซง่ึ เปน็ อันตรายตอ่ สขุ ภาพของผ้ผู ลิตเป็นอยา่ งมาก อีกทั้งน้าย้อมจากสีเคมีที่ปล่อยทิ้ง
ไปเป็นระยะเวลานานหลายปจี ะทาใหเ้ กิดผลเสียมากมายต่อสภาพแวดล้อมโดยทัว่ ไปของชมุ ชน
ดงั นั้นผ้วู ิจัยเลง็ เห็นถงึ ความสาคัญของกระบวนการผลิตผา้ บาติกซง่ึ มีความจาเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์สีย้อมจากสารเคมีเป็นระยะ
เวลานานหลายปี อกี ท้ังมคี วามตอ้ งการทจ่ี ะนาองคค์ วามร้ดู า้ นการออกแบบแฟชั่นและส่ิงทอในการพัฒนาผ้าบาติกจากสีย้อมธรรมชาติ
เพ่อื ผลิตต้นแบบเคร่อื งแตง่ กายแฟชั่น ซง่ึ สยี ้อมธรรมชาตมิ คี ุณสมบตั ิท่ไี มเ่ ป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภค วัตถุดิบหาได้
สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศลิ ปกรรม และงานสรา้ งสรรค์ I 104
งา่ ยในชมุ ชนไม่ตอ้ งใช้สีเคมี คดั สรรเป็นวัตถดุ ิบจากธรรมชาติกลับคืนสู่ธรรมชาติเมอื่ เสรจ็ ส้ินจากกระบวนการย้อม การย้อมสีธรรมชาติ
สามารถเรยี นรู้ได้ด้วยตนเองเป็นความรูท้ ี่เพมิ่ พนู ขน้ึ ตามประสบการณส์ ามารถถ่ายทอดให้แก่คนร่นุ หลังเป็นภมู ิปญั ญาของทอ้ งถ่ินต่อไป
วตั ถปุ ระสงค์
1. ศึกษาทรัพยากรพืชท้องถิ่นที่สามารถทาสีย้อมธรรมชาติที่ติดเน้ือผ้าได้คงทนเพื่อทดแทนสีย้อมเคมีส่งผลต่อการอนุรักษ์
สงิ่ แวดล้อม และสืบทอดเปน็ ภมู ิปญั ญาทอ้ งถิ่นตอ่ ไป
2. ออกแบบลวดลายผา้ เพ่อื พัฒนาศักยภาพใหก้ บั ผูผ้ ลติ ผา้ บาติกในท้องถ่ินได้อย่างต่อเน่อื งและยัง่ ยนื
กรอบแนวคดิ และทฤษฏี
2. วิธกี ารดาเนนิ วจิ ยั
บทความนีเ้ ป็นส่วนหน่ึงของงานวิจัยชื่อการพัฒนาผ้าบาติกจากสีธรรมชาติเพื่อผลิตต้นแบบเครื่องแต่งกายแฟช่ันเป็นการวิจัย
แบบการพัฒนาทดลอง (Experimental development) เป็นการศึกษาอย่างมีระบบโดยการนาความรู้ที่มีอยู่แล้วจากการวิจัยและ
จากประสบการณใ์ นการปฏิบัติงานด้านการออกแบบแฟชน่ั และสิง่ ทอสร้างสรรคล์ วดลายใหม่ ผลิตสแี ละลวดลายผ้า โดยสร้างเครื่องมือ
บล๊อคไม้เพื่อพมิ พล์ ายผา้ และการให้บริการด้านการออกแบบ ขอบเขตการวิจัยด้านพ้ืนท่ีศึกษากลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผลิตภัณฑ์เคร่ือง
แต่งกายผ้าบาติกยางกล้วย ที่อยู่ 100/7 หมู่ 6 ถนนวัดเขารูปช้าง ตาบลปาดังเบซาร์ อาเภอสะเดา จังหวัด สงขลา 90240 และ
ขอบเขตดา้ นเนือ้ หาผ้วู ิจัยได้ศึกษาผ้าบาตกิ , สีย้อมผ้าบาติก, ลวดลายและองค์ประกอบศิลป์ และแนวโน้มการออกแบบแฟชั่นและสิ่ง
ทอซึง่ ไดด้ าเนนิ การตามขนั้ ตอนดงั นี้
1. กลุ่มตัวอยา่ ง โดยใชว้ ิธีการสุม่ ตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) สมาชิกในกลมุ่ ผู้ผลติ จานวน 10 คน
2. เครอื่ งมือการวจิ ัย แบบสัมภาษณ์
3. รวบรวมข้อมลู จากการสัมภาษณ์เพ่ือวิเคราะห์ขอ้ มูล ทดลองผลิตสี และออกแบบลวดลาย
4. วิเคราะห์ข้อมลู จากแบบสัมภาษณผ์ ผู้ ลิต
สาขาสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ศิลปกรรม และงานสรา้ งสรรค์ I 105
3. ผลการวจิ ยั
สธี รรมชาติ เปน็ สีท่ีไดจ้ ากธรรมชาติ เป็นวัตถุดิบจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น พืช หิน หรือแม้แต่ดิน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วสี
ธรรมชาติโดยท่ัวไปทใี่ ชย้ ้อมผ้ามกั นิยมใช้พืชในการนาวัตถุดิบมาผลิตเป็นสีโดยวิธีการต่างๆ ส่วนของพืชที่ใช้มาทาสีก็แตกต่างกันตาม
ชนิดของพชื ใชไ้ ด้ต้ังแต่ราก ลาต้น เปลือก แกนไม้ ใบ ผล เมล็ดหรือแม้กระท่ังดอกก็ใช้ได้ ปัจจุบันความนิยมนาสีธรรมชาติมาใช้ใน
ดา้ นการย้อมผา้ เพมิ่ ปริมาณมากขนึ้ เพราะเรมิ่ คานึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพร่างกาย เพราะการใช้สีเคมี หรือสี
สังเคราะห์จะส่งผลให้ธรรมชาติถูกทาลาย น้าจากการย้อมผ้าจากสีเคมี หรือสีสังเคราะห์เม่ือถูกถ่ายทิ้งลงดิน หรือแม่น้าก็เกิดมลพิษ
ตามมา อุตสาหกรรมการทอผ้าการฟอกย้อมได้สร้างมลพิษทางน้าให้เกิดข้ึนมากมาย เริ่มด้วยการฟอกขาวก่อนการย้อมด้วย
สารประกอบคลอรนี ซง่ึ ทาใหเ้ กิดสารพษิ ไดออกซินท่เี ปน็ อนั ตรายตอ่ ส่ิงมีชีวิต การสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายผิดปกติ และเป็นสารก่อ
มะเร็ง ขบวนการยอ้ มสกี ารใช้สสี ังเคราะห์ สีเคมี ซึ่งเป็นผลติ ภัณฑ์ที่ได้มาจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรวมทั้งถ่านหิน และประกอบโดย
สารเคมีตา่ งๆ ที่ประกอบโลหะหนักบางชนิด เชน่ ปรอท ตะกว่ั เป็นตน้ น้าสที ่เี หลือจากขบวนการย้อมสีส่วนมากไม่ได้รับการบาบัด
ปลอ่ ยออกมายงั แหลง่ นา้ และแพรก่ ระจายไปทว่ั สร้างปญั หามลภาวะกับสิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษได้ทวีความรุนแรงขึ้น ผู้คนก็ได้รับ
ผลกระทบท่ีชัดเจนมากขึ้น จึงเร่ิมมีความตระหนักกับพิษภัย และพยายามหาทางออก หาทางเลือกที่จะอยู่ได้อย่างปลอดภัยและ
สมดลุ วธิ กี ารทจี่ ะอยู่ได้อยา่ งปลอดภยั และสมดุลนนั้ คอื การกลับเข้าสู่ระบบของธรรมชาติ ส่ิงทอ และ ขบวนการย้อมก็เช่นกัน
กลบั มาสธู่ รรมชาติ กลับมาสวู่ ทิ ยาการดัง่ เดมิ ที่ได้ละเลยไป
สยี อ้ มธรรมชาติได้ถกู ละเลยและทดแทนด้วยสีเคมีหลายสิบปี ทาให้ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมเส่ือมโทรมไป การกลับมาของสี
ธรรมชาติไม่ใช่เป็นเรื่องของความนิยม ความสวยงามเท่าน้ัน แต่การกลับมาของสีธรรมชาติเป็นการฟ้ืนฟูในหลายด้าน คือฟ้ืนฟู
ธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม สธี รรมชาติจะไดม้ าจากวสั ดุธรรมชาตใิ กล้ตัวจากพืชจากสัตว์ เช่น ใบไม้ ดอกไม้ ผลไม้ เปลือกไม้ เป็น
ตน้ อีกทง้ั ขบวนการย้อมก็มิได้พง่ึ พิงสารเคมีแต่ใช้สารธรรมชาติมาช่วยในขบวนการย้อม เช่น น้าต้มใบพืชที่มีรสเปร้ียว น้าด่าง จาก
ขี้เถ้าถ่านของส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ขี้เถ้างวงตาล ขบวนการย้อมสีธรรมชาติจึงไม่สร้างมลภาวะให้กับสิ่งแวดล้อมนอกจากจะไม่
ทาลายส่งิ แวดลอ้ มแล้วการย้อมสธี รรมชาติจะเป็นการฟ้นื ฟูสงิ่ แวดลอ้ ม เพราะขบวนการย้อมสีธรรมชาติ เป็นกระบวนการท่ีพึ่งพิงกับ
วัสดุจากธรรมชาติ เป็นการใชป้ ระโยชน์จากส่ิงแวดลอ้ ม ทาใหผ้ ูย้ ้อมสีธรรมชาตเิ หน็ ในคุณค่าและผูกพันกับส่ิงแวดล้อมการใช้วัสดุจาก
ธรรมชาติมาทาการย้อมสีธรรมชาติ จึงไม่ใช่การใช้ประโยชน์อย่างเดียว แต่เป็นการอนุรักษ์ รักษาต้นไม้และปลูกเพ่ิมเติมเพ่ือการ
เพิ่มข้ึนของปัจจัยในการยอ้ มสธี รรมชาตินอกจากผทู้ าการย้อมสีธรรมชาติแล้ว ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์สีธรรมชาติ ก็เป็นส่วนหน่ึงของการฟ้ืนฟู
ธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ มดว้ ย เพราะไม่สง่ เสริมการสรา้ งมลภาวะจากขบวนการยอ้ มสีสงั เคราะห์
การย้อมสีธรรมชาติ เป็นวิทยาการความรู้ท่ีถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษรุ่นต่อรุ่น แต่มาขาดช่วงด้วยกระแสความ
เจรญิ ความทันสมัย ทาให้ขาดความชานาญ การร้ือฟ้ืน และฝึกฝนขึ้นใหม่จึงไม่ใช่เร่ืองยากและเป็นเรื่องท่ีชาวบ้านสามารถเรียนรู้
และเข้าใจไดอ้ ย่างสอดคล้องกับวถิ ีชวี ติ ของชมุ ชน ชาวบา้ นสามารถจัดการและควบคุมได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ตามขั้นตอนที่แนบมากับ
ซองบรรจสุ ี แตส่ ียอ้ มธรรมชาติเปน็ เรือ่ งการคดิ ค้นดดั แปลงสร้างสีสัน นับเป็นการแสดงศักยภาพในความสามารถของผู้ทาการย้อมสี
การใช้สีธรรมชาติแทบจะไม่ต้องเสียเงินในการซื้อหามาใช้เลยหากผู้ทาการย้อมสีได้ตระหนักและรักษาธรรมชาติเอาไว้ เพราะสี
ธรรมชาติล้วนมาจากวัสดุที่หาง่ายในท้องถ่ิน เช่น สีเหลืองจากแก่นขนุน, สีน้าเงินจากคราม ต้นฮ่อม, สีแดงจากครั่ง เปลือกประดู่
ดอกคาฝอย ฝาง, สีเขียวจากใบหูกวาง เปลือกมะม่วงปุา, สีดาจากผลมะเกลือ การย้อมสีธรรมชาติให้มีคุณภาพ จะต้องมีการใช้
สารประกอบช่วยเพื่อให้เส้นใยดูดดี และ ติดสีดีขึ้น ซึ่งสารประกอบที่ใช้ได้มาจากวัสดุธรรมชาติเช่นกัน เช่น ตัวดูดสีจะใช้ใบยูคา
ลิปตัส ใบกระถิน เป็นต้น ตัวติดสี จะใช้ใบมะขาม เป็นต้น สารประกอบที่ใช้เติมในการย้อมสีธรรมชาติ จะทาให้สีย้อมที่ได้มีสี
แตกตา่ งกันออกไป ซ่ึงเปน็ เรื่องท่ผี ูย้ อ้ มต้องศกึ ษา และทดลองหาว่าสารประกอบใดใช้กับวัสดุให้สีชนิดใด แล้วจะให้สีใดออกมา ซึ่ง
วสั ดุให้สีชนดิ หน่ึงสามารถค้นควา้ สรา้ งสรรค์ให้สีได้ถึง 3-5 สี นอกจากน้ี ความอ่อนแก่ของสียังแตกต่างกันไปตามฤดูกาล และความ
อ่อนแก่ของต้นไม้ท่ีนามาใช้เป็นวัสดุย้อมสีอีกด้วย ซึ่งเป็นเร่ืองท่ีไม่ได้ควบคุมด้วยสารเคมี หรือ วิธีการใดแต่เป็นการควบคุมด้วย
ธรรมชาติ (สืบค้นวนั ท่ี 14 กนั ยายน 2559 https://panmaigroup.wordpress.com)
สาขาสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ศิลปกรรม และงานสร้างสรรค์ I 106
แนวความคิดของการใช้สียอ้ มธรรมชาติ
สีเปน็ สงิ่ ทม่ี ีความสาคัญอยา่ งหนง่ึ ในการดารงชีวิต ซ่ึงมนุษย์รู้จัก และสามารถนามาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจาวัน
มาต้งั แตส่ มัยดกึ ดาบรรพ์ ในอดีตกาล มนษุ ย์ได้ค้นพบสีจากแหล่งต่างๆ จากพืช สัตว์ ดินแร่ธาตุนานาชนิด ตามหลักฐานท่ีค้นพบ
เช่ือกันว่า ศิลปะการย้อมเร่ิมต้นในประเทศทางภาคพ้ืนตะวันออกก่อนโดยเฉพาะประเทศจีน อินเดีย และเปอร์เซีย แพร่เข้ามาใน
ประเทศอียิปโดยนายวานิชพ่อค้าต่างประเทศ ชาวโฟเนียนาเข้ามาพัฒนาปรับปรุงจนกระทั่งจาหน่ายไปยังประเทศกรีก โรมัน และ
ประเทศใกล้ๆ สีที่ใช้สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันกว่าปีนั้นเป็นสีที่ได้จากพืชเกือบท้ังหมด หลักฐานที่เหลือยืนยันได้ในสมัยเหล็ก
(Iron age) ต้นพืชต่างๆ ท่ีให้สีแตกต่างกันเช่น ต้นเข็มชนิดหนึ่ง (madder) ให้สีแดงและสีเหลือง ต้นเบอรี่ชนิดหน่ึง (Bibery หรือ
Whortlebery) ให้สีม่วงสดี าใช้ยอ้ มด้วยนา้ เปลอื กตน้ โอ้กก่อน แลว้ ยอ้ มทับดว้ ยเกลอื หรอื เหลก็ ทงั้ นี้ก็เป็นการใช้กรดแทนนิค แต่ในอดีต
การยงั ไมพ่ บหลกั ฐานปรากฏชัดว่าคนในโบราณใชโ้ ลหะเป็นสารช่วยติด ดังจะเห็นจากการย้อมสีแดงโอซิเนีย (Oceania) บางคร้ังให้สี
ส้มบางครง้ั ให้สีแดง บางทีก็ให้สมี ่วงแตกต่างกนั ตามกรรมวิธเี ตรียม อัตราสว่ น และความเขม้ ข้น อุณหภูมิและเวลาที่ใช้ในการย้อมจะทา
ให้สีเปลี่ยนไป คนยุคสมัยโบราณรู้จักใช้สีที่ได้มาจากพืชก่อนเป็นสีย้อมโดยตรง ละลายน้าได้ เช่น ขม้ิน ( Turmeric) เป็นผงบดมา
โดยตรงจากตน้ (Curcuma Tentoria) มชี ุกชมุ ในเขตรอ้ นของประเทศอินเดียให้สีเหลืองส้มสดใส ไม่ต้องใช้สารช่วยติดสี สีน้ีตกซีดใน
อากาศไดเ้ ร็ว สีบางชนิดไมล่ ะลายนา้ แตล่ ะลายในด่าง ได้แก่สคี รามทไ่ี ดม้ าจากตน้ ครามเปน็ ตน้ (อจั ฉราพร ไศละสตู , 2517 : 3-7)
จากการ ค้นพบสตี า่ งๆ เหลา่ นัน้ มนษุ ยไ์ ด้นาเอาสีต่างๆ มาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง รวมไปถึงการใช้สีวาด ลงไปบน
ผืนผา้ หรือนามายอ้ มผ้าจากความบังเอิญในอดีตท่ีสีตกลงบนผืนผ้าหรือต้ังใจย้อมก็ตาม ทาให้เกิดความรู้สึกท่ีแตกต่างจากสีพื้น
เดิม สยี งั เปน็ องคป์ ระกอบหน่งึ ของการตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ ของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกของใช้ เลือกบริการ เลือกอาหาร และ
เลือกเสอื้ ผา้ โดยผเู้ ลอื กจะตัดสินใจเลอื กหรือไมน่ ้ัน บางคร้ังก็ข้ึนอยู่ที่ระดับความพึงพอใจของสี หากกล่าวถึงสีก็จะมีหลากหลายแยก
ออกไปตามประเภทหากแยกอย่างกว้างกไ็ ด้ 2 ประเภท คือ
1. สธี รรมชาติ เปน็ สีทเ่ี กดิ ขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น สีของแสงอาทิตย์ สีของท้องฟ้ายามเช้า เย็น สีของรุ้งกิน
นา้ แตส่ สี ่วนใหญ่ที่นิยมนามาย้อมผ้าจะเป็นสีท่ีได้จากพืช ได้จากส่วนต่างๆ ของพืชทั้ง ดอก ราก ใบ เปลือกไม้ ผล เมล็ด หรือ
อาจจะไดจ้ ากดนิ หนิ เปน็ ตน้
2. สีทมี่ นษุ ย์สรา้ งข้นึ สที ีม่ นษุ ย์สร้างขึ้น หรือได้สังเคราะห์ข้ึน เช่น สีวิทยาศาสตร์ มนุษย์ได้ทดลองจากแสงต่างๆ
ขึน้ มากมายซงึ่ อาจเรียกได้วา่ เป็นสปี ระเภทเคมเี ปน็ สีทม่ี นุษย์สงั เคราะห์ขึ้นจากสารเคมีเพ่ือให้ได้สีตามคุณสมบัติเหมาะสมกับการย้อม
เพราะเส้นใยแตล่ ะประเภทมีคุณสมบัติที่สีสามารถตดิ ทนทานไดต้ ่างกัน
การยอ้ มสธี รรมชาติมคี วามนยิ มมากขึน้ ตามลาดบั แตก่ ารยอ้ มสีธรรมชาตจิ ะมีข้อจากัดบางอย่างเชน่ สีติดทนบนเนื้อผ้าได้ไม่นาน
สีจางเมื่อผ่านการซกั รีดหลายครั้ง แตส่ ีธรรมชาตจิ ะเปน็ สิง่ ท่ีบริสุทธ์ิในกระบวนการผลิต ดีต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความงามที่
เปน็ เอกลกั ษณ์ของสียอ้ มธรรมชาติ ซึ่งจากการวจิ ยั ของ พงศ์ศิริ นาคพงศ์ พบว่าฝูายหรือไหมที่ย้อมสีธรรมชาติจะให้ความงามมากกว่า
การใช้ดา้ ยโทเรหรือใยสงั เคราะหท์ ีย่ ้อมสีเคมี ถึงแมค้ ุณภาพอย่างอ่ืนจะส่งผลต่อการขายด้วยก็ตามแต่สีย้อมธรรมชาติก็เป็นปัจจัยหนึ่ง
ของงาน (จุฑา พรี พัชระและคณะ, 2547: 25) และสะทอ้ นไดจ้ ากคาบอกเลา่ ของประธานกกลมุ่ ผ้าบาติกว่า
“ เราไมต่ อ้ งกังวลเร่อื งสขุ ภาพ อยู่สบาย ไมต่ อ้ งกลัวสารเคมที จี่ ะมาทาใหส้ ขุ ภาพเราเสยี บางคนเหม็นสีหายใจไม่คล่อง ป้าไม่ใช้
สีเคมี ป้าทาสีธรรมชาตมิ าเกอื บ 20 ปี ตอนนถ้ี า้ ทาสีเคมอี าจจะเปน็ โรคไปแล้ว ตอนนี้สบายไม่มีโรคเพราะส่ิงเหล่าน้ี สีธรรมชาติเราทา
แลว้ เรากบ็ ายใจ” (บุญธรรม มะโนเพ็ชร , สัมภาษณ์ : 16 พฤษภาคม 2559)
การทาสียอ้ มธรรมชาติผู้ผลติ ไม่มีความกังวลต่อปัญหาเรื่องสุขภาพ วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ด้านสุขภาพมีความปลอดภัยจาก
สารเคมี เพราะหากมีการผลิตสียอ้ มจากสารเคมีมาเปน็ ระยะเวลานานหลายสิบปผี ผู้ ลิตอาจเป็นโรคภัยไข้เจ็บอย่างแน่นอน เม่ือสุขภาพ
ยังแข็งแรงกส็ ง่ ผลต่อการทางานและจติ ใจของผูผ้ ลิตเกดิ ความภูมิใจในตนเอง
สาขาสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ศลิ ปกรรม และงานสรา้ งสรรค์ I 107
“ป้าลองทามาหลายอยา่ งทค่ี ดิ วา่ มนั จะให้สี ขี้เหล็ก ใบขี้ไก่หรือใบสาบเสือที่เขาเรียกก็ให้นะ ใบหูกวางก็ทา ขี้หม้ิน และก็ยาง
กล้วย แต่ละอยา่ งใหส้ แี ตกตา่ งกนั การยอ้ มสีธรรมชาติกไ็ มช่ ่ายเรื่องง่ายสะทเี ดียว เราต้องพยายาม อดทน เพราะมันไม่สาเร็จรูปท่ีเราอ้ี
ซื้อไดเ้ ลย ขนาดอีท้ าสีจากใบขี้ไก่ ก็ไม่ใช่เร่ืองง่ายต้องตา ต้องบด เราก็ไม่ใช่อ้ีเอามาต่มได้เลย พอจะใช้มากๆก็มีข้อจากัด ต้องใ ช้ครก
ใหญ่ๆ จะบดกับเครอ่ื งมันไม่พอเพราะต้องใช้มาก”
การทาสยี ้อมธรรมชาตติ อ้ งใชก้ ระบวนการทดลองคร้ังแล้วครั้งเหล่าเป็นภูมิปัญญาความรู้ท่ีสะสม ทดลองตามประสาชาวบ้าน
ใช้วิธกี ารเก็บ หาพืชทม่ี ีในชุมชน เช่นใบข้ีเหล็ก ใบหูกวาง ขมิ้น หรือยางจากต้นกล้วย พืชแต่ละชนิดจะให้สีที่แตกต่างกัน ต้องอดทน
เพราะกระบวนการต่างๆ ท่ีจะได้มาไมใ่ ช่ของสาเรจ็ รปู ตอ้ งมาผลิตอีก
“เวลาจะเอายางกลว้ ยมาทาสี หรอื ทาลายผา้ น้ัน กลว้ ยทเี่ ลอื กกต็ อ้ งเป็นกล้วยหินใช้กล้วยอ่ืนไม่สวย กล้วยหินก็หายากอยากได้
ของสวยกย็ ากสักหดิ เวลาเราจะเกบ็ ยางกล้วยกต็ ้องรอให้ได้ยางมา ยางกล้วยออกดีกลางคืน ยางกล้วยนี้เราไปตัดตรงหัวปลี เอาผูกไว้
รองรับยางกลว้ ย คอ่ ยไปเกบ็ ตอนเชา้ ”
การทาสีย้อมจากธรรมชาติจะเห็นไดว้ า่ การเกบ็ วตั ถุดิบทจี่ ะนามาทาลวดลายหรือสีย้อมลงบนผ้าจะต้องมีการคัดเลือกชนิดของ
พชื เพราะถงึ แม้จะเปน็ พชื ชนดิ เดยี วกันแตก่ ต็ ่างพันธุ์ ยางของกลว้ ยหินจะมคี วามเหนยี วและติดทนนาน การเก็บยางกล้วยไม่ได้ตัดลาต้น
ของกล้วยทง้ั หมดแต่เรายงั คงรกั ษาตน้ กลว้ ยไวไ้ ดต้ ่ออกี ระยะเวลาหน่งึ จนได้ผลของกลว้ ยจะแกพ่ อพรอ้ มเก็บเกี่ยวเพื่อทาประโยชน์อ่ืนได้
อกี ต่อไป ยางกลว้ ยจะออกดีเวลากลางคืนเพราะอากาศจะเย็นกวา่ เวลากลางวันทาให้ยางกล้วยไม่แห้งและไหลได้ตลอดทั้งคืน สามารถ
มาเกบ็ ได้ในตอนเชา้
ดงั น้ันแนวความคิดของการทาสยี ้อมธรรมชาติจงึ มตี ้นตอมาจากธรรมชาตทิ เ่ี ราได้คลุกคลีอยู่ในชุมชน หาวัตถุดิบที่มีในชุมชนมา
ใช้เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม กระบวนการที่ได้มาของวัตถุดิบไม่ไปทาลายธรรมชาติ สร้างความสบายใจให้แก่
ผผู้ ลติ และผู้ใชบ้ ริโภค เกิดความภาคภูมิใจในผลงานที่สร้างสรรค์ข้ึนจากภูมิปัญญา ความรู้ที่ทดลอง ลองผิดลองถูกคัดวัตถุดิ บมาทาสี
ต้องใชค้ วามอดทนในการทาสีย้อมธรรมชาติ เพราะไม่ใชส่ สี าเร็จรปู ท่ีหาซือ้ ได้ท่ัวไป อีกทั้งยังได้สีธรรมชาติซ่ึงเป็นเอกลักษณ์ของสีย้อม
ธรรมชาติทีไ่ มฉ่ ดู ฉาดจนเกินไป และสสี นั และลวดลายของผ้าทส่ี ามารถบอกถ่นิ ท่มี า วฒั นธรรม ความเป็นอยู่ ธรรมชาติ เอกลักษณ์ของ
แหลง่ ผลิต ความรสู้ ึกนกึ คดิ ของคนในทอ้ งถนิ่ ที่เกดิ ขน้ึ จากการเขยี นลวดลายตามที่ผูผ้ ลิตต้องการสื่อสารลงบนผืนผ้า การแต่งแต้มสีสัน
บนผนื ผา้ จะต้องซึมผา่ นทง้ั ดา้ นหนา้ และดา้ นหลงั ซงึ่ เป็นเอกลักษณป์ ระจาตัว หากมีสีธรรมชาติก็จะส่งผลดีกับสุขภาพกับผู้ผลิต ผู้วิจัย
เหน็ ถงึ ความสาคญั ดงั กลา่ ว อีกทง้ั มคี วามต้องการที่จะนาองค์ความรู้ด้านการออกแบบแฟช่ันและส่ิงทอ เพ่ือการพัฒนาผ้าบาติกจากสี
ย้อมธรรมชาตผิ ลิตต้นแบบเครื่องแต่งกายแฟชั่น จึงเปน็ ที่มาของแนวทางการพัฒนาสียอ้ มธรรมชาตทิ ไ่ี มเ่ ป็นอันตราย การใช้สีธรรมชาติ
สามารถเรยี นรไู้ ดด้ ว้ ยตนเอง และผมู้ คี วามร้ใู นชุมชน เป็นความรูท้ ่ีเพ่ิมพูนขึ้นตามประสบการณ์ สามารถถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นหลังเป็น
ภูมปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ การใชส้ ียอ้ มธรรมชาติทาให้เหน็ คุณค่าและรู้จักใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เกิดเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง
ผผู้ ลติ การย้อม สจี ากวัตถดุ บิ ทอ้ งถิ่น ย่อมกอ่ ให้ เกดิ ความรัก ความหวงแหน และเรียนรูท้ จี่ ะอนรุ กั ษส์ ิง่ เหล่านตี้ อ่ ไป
การสร้างสรรค์สียอ้ มธรรมชาติ
การยอ้ มผา้ ด้วยสีสังเคราะห์หรือสีเคมีนยิ มใช้กันมากในกลุ่มผู้ผลิตผ้าเพราะสีจะมีความหลากหลายมีความเข้มไม่เปล่ียนแปลง
จากสเี ดมิ มากนักเมอื่ ย้อมลงเนือ้ ผ้าเสรจ็ แตผ่ ลเสียของการใช้สเี คมีอย่างต่อเนื่องและเพิม่ มากขนึ้ ทาให้ส่งผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม และ
ส่งผลเสยี ตอ่ สุขภาพของผู้ผลิตได้ รวมทง้ั ความนิยมในความต้องการสีมคี วามหลากหลายมากขึ้นเพราะสีท่ีได้จากสีสังเคราะห์มีความสด
และชัดเจนมากทาให้ผู้บริโภคบางกลุ่มเห็นและเลือกใช้ในการย้อมสีจากธรรมชาติท่ีเป็นสีอ่อนโยน ดูสบายตา ดีต่อสุขภาพและ
สง่ิ แวดล้อม การย้อมสีธรรมชาตเิ ปน็ การลดการใชส้ ารเคมที ่ที าใหเ้ กิดโรคต่างๆ ในระบบทางเดนิ หายใจ โรคมะเร็ง โรคผิวหนังที่เกิดจาก
การสะสมของสารเคมี จากการย้อมผา้ ด้วยสีเคมที มี่ ีกลิ่นฉุน แสบจมูก ทาให้เกิดการวิงเวียนศีรษะ สีธรรมชาติจะเป็นสีบริสุทธิ์ไม่มีพิษ
ต่อรา่ งกาย ไม่กอ่ โรคภัยไข้เจบ็ และสีทไี่ ด้มคี วามโดดเด่นเฉพาะเมอื่ นามายอ้ มแต่อาจยากตรงกรรมวธิ ีในการย้อม ซึ่งการย้อมสีธรรมชาติ
มกี รรมวิธที ากันอยู่ 2 แบบ คอื การย้อมร้อนและการย้อมเย็น โดยวิธีการย้อมร้อนคือการใช้ความร้อนท่ีเกิดจากการต้มในการสกัดสี
สาขาสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ศิลปกรรม และงานสร้างสรรค์ I 108
จากวัตถุดิบธรรมชาติในขั้นตอนการย้อม ส่วนกรรมวิธีการย้อมเย็นคือการนาเอาวัตถุดิบธรรมชาติที่ให้สีสันมาสกัดสีโดยวิธีการหมัก
และใช้แสงแดดเปน็ ตัวเรง่ ปฏิกริ ยิ าในการยอ้ มให้ตดิ สี เชน่ การยอ้ มดว้ ยครามฮ่อมและมะเกลือ (ปิยาภรณ์ เพชรสูงเนนิ , 2539 : 1-2)
ดังน้ันผวู้ ิจยั จึงทาการสร้างสรรค์สจี ากธรรมชาตขิ ้นึ โดยไดค้ น้ หาสีจากวัตถุดิบทางธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่น หลายชนิดได้มา
ทาการเลือกว่าสามารถนามาทาสียอ้ มผ้าได้หรอื ไมเ่ พราะพชื บางชนิดไม่ให้สีหรือบางครั้งสีอ่อนเกินไปจนไม่ติดเส้นใย ผู้วิจัยได้เลือกพืช
ดงั ตอ่ ไปนมี้ าผลติ สยี อ้ มธรรมชาติเพอื่ สรา้ งสรรค์ลวดลาย ได้แก่ 1. ย่านอวดหรอื เชือกอวด 2. คาแสด 3. มะหาด 4. ขมิ้น 5. เพกา การ
เตรยี มเปลอื กหรือใบไม้ หรอื ผลของพืชเพอื่ ผลิตสี ตอ้ งมจี ติ สานกึ ในการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนท่ีจะทาให้ต้นไม้ไม่ถูกทาลาย โดยการ
เตรียมเปลือกไม้ ตอ้ งตดั เปลือกไมช้ ้นิ เดยี วและห่นั เปน็ ชิน้ เล็กๆ ใหม้ ากท่สี ุดสีจะออกมากกว่าช้ินใหญ่ และไม่ควรตัดต้นไม้ ใบไม้ควรใช้
ใบไม้ที่ไมอ่ ่อนและไม่แก่เกนิ ไป ต้นไม้ควรมีอายุ 5 ปีขึ้นไปห่ันซอยเป็นชิ้นเล็กๆ เช่นกัน (มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์, 2546 : 52-53)
การทาน้าสีท่ีจะใช้ยอ้ มจะทาได้ 3 วธิ ี คอื การต้ม การตา และ การแช่ ซ่ึงข้ึนกับชนิดของวัสดุท่ีทาสีย้อม เช่น การย้อมครั่งจะเตรียม
นา้ สีโดยการตา การย้อมครามใช้วิธีการ ฟื้นฟูภูมิปัญญาและศักยภาพของชาวบ้าน ความรู้การย้อมสีธรรมชาติ เป็นความรู้และภูมิ
ปัญญาของชาวบ้าน ของท้องถิ่นท่มี ใี ชค้ วบคู่กบั วิถชี ีวิตและวฒั นธรรม และนอกจากนี้การย้อมสีเฉพาะหลายสียังต้องเรียนรู้เทคนิคการ
ย้อมจากคนรนุ่ เก่า ผเู้ ฒา่ ผู้แก่ ทไี่ ดท้ ดลองทากันมา ซง่ึ ไดม้ ีวธิ กี ารทาสีย้อมธรรมชาติ ดงั น้ี
วิธีการทาสยี ้อมธรรมชาติ
ขั้นตอนการเตรียมพชื สบั เปน็ ช้ินเล็กๆ หรอื ทบุ ใหล้ ะเอียดเพื่อใหพ้ ชื ออกสไี ด้มากที่สุด สาหรับเปลือกไม้ แก่นไม้ ใบไม้
และรากไม้ต่างๆ จะใช้วิธกี ารแช่แลว้ นามาต้มสาหรบั การเตรียมนา้ สีโดยการแชจ่ ะตอ้ งหนั่ ชนิ้ วัสดขุ องสีให้ชิ้นเล็กที่สุด และ ตาก
ให้แหง้ นา้ สจี ะไดอ้ อกมากทส่ี ุดแล้วนามาแช่เป็นเวลา 24 ชว่ั โมงกอ่ นนามาต้ม
ขั้นตอนการตม้ นามาตม้ กับน้าในอัตราส่วน 3 ต่อ 1 ส่วน การต้มเค่ียววัสดุให้สีเป็นเวลา 30 นาที แต่ถ้าเป็นวัสดุให้สี
สดเปน็ พวกใบไมจ้ ะต้มเป็นเวลา 1 ช่วั โมง ใสเ่ กลอื ลงไปเพอ่ื ให้สตี ิดทนไดด้ ียิง่ ขึ้น ใชไ้ ฟแรง ต้มไปเรอ่ื ยๆ พร้อมทั้งคนไปบ้างเป็น
ระยะจนเหลอื อัตราแค่ 1 ส่วน
ขั้นตอนการย้อม กรองเอาน้าสีออก นาผืนผ้าที่ทาความสะอาดแล้วมาต้มกับน้าสีเป็นเวลา 1 ชั่วโมง หรืออาจจะใช้
วธิ กี ารแตม้ สสี าหรบั ผา้ ทม่ี ลี วดลาย ตรงสว่ นนี้จะใช้สีธรรมชาตลิ ้วนๆ ไมใ่ ส่จุลสซี ่ึงเป็นเคมีผงสีน้าเงิน แต่จะใช้ใบฝร่ังแทนจะทา
ใหส้ ีเกาะแนน่ โดยตม้ ใบฝรัง่ กอ่ นแล้วคอ่ ยตกั ใบฝรั่งข้นึ จึงเอาผ้าลงเตาย้อมได้เลย ต้องทาอย่างประณีตเพ่ือให้ได้สีสม่าเสมอกัน
แลว้ แชผ่ ืนผา้ ไวใ้ นนา้ สี จนกระทงั่ น้าสเี ย็น เพือ่ ให้ผืนผ้าดูดสใี หเ้ ตม็ อิม่ แลว้ จงึ นาออกมาลา้ งใหส้ ะอาด
ข้นั ตอนการตาก นาผนื ผา้ ทีย่ ้อมมาตากแห้ง ใช้แสงอาทติ ย์ให้เป็นประโยชน์เพือ่ ใหส้ ีแห้งติดทนข้นึ อีกแต่สีที่ได้แต่ละคร้ัง
อาจจะได้ไม่เหมือนกัน จะเป็นเอกลักษณ์ของสีย้อมธรรมชาติในแต่ละผืนหรือแต่ละครั้งท่ีย้อมถือว่าเป็นเสน่ห์ของผ้าสีย้อม
ธรรมชาติ
รปู ภาพประกอบวธิ กี ารทาสียอ้ มธรรมชาติ
รูปท่ี 1 ข้ันตอนการเตรียมพชื รูปที่ 2 ข้นั ตอนการตม้ รูปที่ 3 ข้นั ตอนการย้อม รูปท่ี 4 ขนั้ ตอนการตาก
การยอ้ มสี เป็นวธิ กี ารหนึ่งในการตกแต่งผืนผา้ ให้มีความสวยงาม สะดุดตา การย้อมสีผ้าให้ได้ดี จะต้องเลือกสีย้อมให้เหมาะ
กบั ชนิดของเส้นใย เทคนิคการยอ้ มท่ถี กู ตอ้ งทาให้ไดผ้ ้ายอ้ มทีม่ ีสสี วยงามตามความตอ้ งการ การละเลยขั้นตอนใดโดยคิดว่าไม่จาเป็นจะ
ทาใหย้ อ้ มไม่ไดค้ ณุ ภาพ หรอื อาจจะทาให้เส้นใยเส่อื มคุณภาพได้ การยอ้ มสีส่งิ ทอ กรรมวิธยี ้อมสสี ่งิ ทอ การยอ้ ม คือ การให้สีสิ่งทอ โดย
ใหส้ ่ิงทอดูดซึมนา้ สีเขา้ ไป ปัจจบุ ันไดม้ กี ารพัฒนาการยอ้ มแบบใหม่ๆ ขึ้นมาหลายแบบ เช่น การย้อมโดยใช้ฟอง การย้อมโดยใช้หัวฉีด
สาขาสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ศลิ ปกรรม และงานสรา้ งสรรค์ I 109
และการย้อมโดยวิธีต่อเน่อื ง การย้อมสีส่ิงทอสามารถทาได้หลายระยะ ท้ังก่อนและหลังการทาเป็นผืนผ้าขึ้นอยู่กับประเภทของผืนผ้า
หรอื ผลติ ภณั ฑท์ ่ีตอ้ งการผลิต ไดแ้ ก่ 1. การย้อมในขณะเป็นเส้นใย (fiber dyeing) 2. การย้อมในขณะเป็นเส้นด้าย (yarn dyeing) 3.
การย้อมในขณะเป็นผืนผ้า (piece dyeing) 4. การย้อมในขณะเป็นผลิตภัณฑ์ (Product dyeing) (ขัตติยา มลิวรรณ, 2548 : 310)
จากการที่ผู้วิจัยได้เลือกพืชที่มีในท้องถ่ิน ได้แก่ 1. ย่านอวดหรือเชือกอวด 2. คาแสด 3. มะหาด 4. ขม้ิน 5. เพกา และสีที่สามารถ
นามาทาสีย้อมผ้าโดยการย้อมนั้นผู้วิจัยใช้วิธีการย้อมในขณะเป็นผืนผ้า (Piece dyeing) เป็นวิธีย้อมที่มีราคาต้นทุนการผลิตต่าและ
เหมาะสมกบั กลุ่มเปูาหมาย แตถ่ ้าใช้การยอ้ ม แบบน้ี กบั ผา้ ทอเนื้อแนน่ หรอื เส้นดา้ ยเข้าเกลียวแน่น สีจะซึม เข้าไปได้ช้า ผ้าท่ีผลิตจาก
เส้นใยชนดิ เดยี ว ยอ่ มยอ้ มได้ เปน็ สเี ดยี วกันตลอด ถา้ เปน็ ใยหลายชนิดปนกันอาจให้สีแตกต่างกันตามชนิดของเส้นใย การย้อมในขณะ
เป็นผืนผา้ นี้ เปน็ ทนี่ ยิ มมากกวา่ ยอ้ มอ่ืนเนื่องจากทาได้ง่ายและรวดเร็ว ต้นทุนต่า ให้สีและเน้ือสัมผัสที่สวยงาม ผู้วิจัยได้สีย้อมจากพืช
ธรรมชาติในทอ้ งถ่ินจานวน 6 สี ดังนี้
รูปท่ี 5 ย่านอวดหรอื เชือกอวดชนดิ สดใหส้ ี รปู ที่ 6 ย่านอวดหรอื เชือกอวดชนดิ แห้ง รปู ที่ 7 คาแสดใหน้ ้าตาลอมส้ม
น้าตาลเข้ม ให้สีนา้ ตาลอ่อน
รปู ที่ 8 มะหาดใหส้ ีน้าตาลอมม่วง รปู ที่ 9 ขมิน้ ให้สีเหลอื งออ่ น รปู ที่ 10 เพกาใหส้ ีเขยี วอ่อน
แนวความคิดแนวโน้มการออกแบบลวดลาย
ผวู้ จิ ยั ไดร้ บั แรงบันดาลใจจากเรื่องราวความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิตตามธรรมชาติ ลวดลายของต้นไม้ ลาต้น รากไม้ กิ่งไม้ และ
เปลือกไม้ ท่มี ลี วดลายและพนื้ ผิวทเ่ี กิดขึ้นอย่างอิสระ อีกท้ังเมื่อต้นไม้เหล่าน้ีเกิดการผุพังระยะเวลาผ่านไปเกิดเป็นซากส่ิงมีชีวิตที่เน่า
เป่อื ยทีเ่ ป็นผ้ยู ่อยสลายเองตามธรรมชาติ ส่วนที่เหลอื จะสะสมในสง่ิ แวดล้อม เกดิ รปู ร่างท่ีมีลวดลายความสวยงามตามธรรมชาติเกิดข้ึน
อีกครั้ง คอื เห็ด รา ยสี ต์ แบคทีเรีย ไดน้ ามาเปน็ แรงบันดาลใจหลักในการพัฒนาลวดลายท้ังนี้ได้นาแนวโน้มการออกแบบแฟชั่น จาก
WGSN 2017 เรื่องราวของธรรมชาติในชนบท ลวดลายพิมพ์จากธรรมชาติสาหรับฤดูใบไม้ร่วง ท่ีมีรูปแบบท่ีเกิดขึ้นอย่างอิสระตาม
ธรรมชาติ ลายเสน้ สายอนิ ทรีย์ รูปแบบท่ไี มแ่ น่นอนและรปู แบบท่เี กดิ ขน้ึ แบบแปลกใหม่ มคี วามนา่ สนใจ แนวโน้มหลักจากรากไม้ ใบไม้
และช้ันตะกอน รูปแบบลวดลายเส้น ที่เกิดใหม่ เน้นลวดลายพ้ืนผิวของธรรมชาติ ท้ังแรงบันดาลใจของผู้วิจัยเองและแนวโน้มการ
ออกแบบแฟช่นั จาก WGSN 2017 มาสนบั สนุนการพฒั นาผลงานการออกแบบลวดลายผา้ บาติก เกิดขึ้น 2 ลวดลาย
การสรา้ งสรรค์ลวดลายผ้า
การสร้างสรรค์ลวดลายผ้าเป็นการสร้างความงามให้แก่ชิ้นผ้าให้ดูมีความงามมากยิ่งขึ้น ลายผ้าเกิดข้ึนได้จากหลากหลาย
กรรมวิธี ลวดลายผ้า เป็นการผสมผสานกัน ระหว่าง เทคนิคการผลิต และ ความคิดสร้างสรรค์ ให้ตรงกับ ความต้องการของ
ผู้บริโภค การออกแบบส่ิงทอ เร่ิมต้นจากการพิจารณาวัตถุดิบ อันได้แก่ เส้นใย เส้นด้าย ผ้า และการตกแต่ง การปฏิบัติงานแต่ละ
ข้ันตอน ตอ้ งมผี ้ชู านาญงานแต่ละอย่างชว่ ยกนั ซึง่ ผวู้ ิจยั แบง่ ไดด้ ังนี้
1. ลายท่ีเกิดจากการเขียน การสร้างลายผ้าโดยการเขียนส่วนมากจะเป็นผ้าบาติก มีข้อดี เพราะสามารถทาลายผ้าได้
ตามความชอบและสามารถสรา้ งเอกลักษณ์ใหช้ น้ิ งานนั้นๆ ได้ การออกแบบลายผา้ บาตกิ มี 2 ประเภท คือ
สาขาสถาปตั ยกรรมศาสตร์ ศลิ ปกรรม และงานสรา้ งสรรค์ I 110
1.1 การออกแบบลายเลียนแบบธรรมชาติหมายความถึงบรรดาส่ิงท่ีเกิดอยู่แล้วตามธรรมชาติ ได้แก่
บรรดาพืชและสัตว์ตา่ งๆ ซ่งึ ได้ใช้เปน็ แบบกนั มาเป็นเวลานาน รปู แบบธรรมชาติท่นี ามาใช้สว่ นใหญ่เป็นสิ่งท่ีมีชีวิตผสมกับปรากฏการณ์
ทางธรรมชาติ เช่น ภาพทะเล กระแสคล่นื ปลา ปะการงั หอย หาดทราย สวนดอกไม้ นกหลากชนิด กลุ่มเมฆหรือฝนตก สิ่งเหล่าน้ีจะ
ให้แนวคดิ ทอี่ ่อนไหวและสวยงาม
1.2 การออกแบบทรงเรขาคณิต เปน็ การออกแบบเบ้ืองต้นท่ีนาเอาจุด เส้น วงกลม มุม รูปเหล่ียม หรือ
รปู กรวยตา่ งๆ เส้นโคง้ มาเปน็ องค์ประกอบในการสรา้ งลวดลาย โดยสอดคล้องกับสงิ่ ของเคร่ืองใช้ในชีวิตประจาวัน (สืบค้นเมื่อวันที่ 16
มกราคม 2560 https://warawooth128.wordpress.com)
2. ลายท่เี กดิ จากการย้อม การสร้างลวดลายผ้าอีกแบบคือลายผา้ ทเี่ กิดจากการย้อม การย้อมด้วยสีต่างๆ ลายผ้าท่ี
ได้จากการย้อมจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างหนึ่ง คือ เกิดลวดลายอิสระเพราะการสร้างลวดลายด้วยวิธีการย้อม หรือการมัดย้ อม
(Tie-Dye) การย้อมแบบนีจ้ ะมัดผ้าบางส่วนไวเ้ พอ่ื ไม่ให้ติดสีหากใช้การเย็บตะเข็บแทนการผูก เรียกว่า ผ้าเย็บย้อม (Tritik) ซึ่งผู้ทาไม่
สามารถควบคุมลายได้ทัง้ หมด ลวดลายจะเกดิ จากสีท่ีย้อมจะเป็นอิสระจากการแตกตัวของสี เกิดความสวยงาม ลวดลายท่ีเกิดจากสี
การใช้สที า ลวดลาย บนผนื ผา้ แม้จะเป็นสีขาว บนสีขาว ก็ยังเห็น ลวดลายได้ชัด หาก ลวดลาย น้ันหลุดไป ผ้าก็ยังคงเป็น ผืนผ้าอยู่
และใชป้ ระโยชนไ์ ด้ เรียก ลวดลาย ประเภทนี้ว่า ลวดลายตกแต่ง (Decorative Design) เกิดจากการย้อม และพิมพ์พลิกแพลง แบบ
ต่างๆ จึงปรากฏมีผ้านับพันชนิด การย้อมให้เกิดลวดลายแบบผ้าบาติกโดยใช้สารกันสี (Dye Resister) เคลือบปิดผ้าบางส่วนท่ีไม่
ตอ้ งการให้ตดิ สีส่วนใหญเ่ ปน็ การยอ้ มด้วยมือสารกันสที ใ่ี ช้ได้แก่ เทยี นไข ขผี้ ึง้ แปูงเปียกข้าวจา้ ว (ขตั ตยิ า มลิวรรณ, 2548 : 307)
3. ลายท่เี กิดจากการทอ การทอเส้นใยให้เกิดขน้ึ ในลายผา้ เลยกไ็ ด้ การสร้างลวดลายแบบทอผ้า งานลักษณะนี้ต้อง
ใช้เวลาและความประณีตมากเพราะลวดลายทท่ี าต้องเกดิ จากเสน้ ใยท่ไี ด้เรยี ง ให้เกิดลวดลายในเนื้อผ้า ลายลักษณะน้ีจะคงทนและเป็น
เน้ือเดยี วกบั ผา้ ลวดลายที่เกดิ จากการขดั กันของเส้นด้าย ทาใหร้ ูปแบบตา่ งกัน บนผวิ ผ้าหากดึงเอาเส้นด้าย ที่เป็นลวดลายออก ลายผ้า
บริเวณน้ัน เสื่อมสภาพไป ใช้ประโยชน์ไม่ได้ เรียกว่าลวดลายโครงสร้าง (Structural) ซึ่งเกิดจาก การทอ การถักนิต หรือการทา
ผา้ ลูกไม้ บางวิธลี วดลายตกแต่ง นั้น โดยเนื้อแท้ ตัวของมันเองมิใช่วัสดุ แต่เป็นการตกแต่งวัสดุ ต้องการเนื้อท่ี สาหรับตกแต่ง เลือ ก
ลักษณะของ ลวดลาย เช่น เส้น รูป บางทีกร็ วมสดี ้วย ทาใหน้ า่ ดู จัดวางอย่างมรี ะเบียบ เหมาะสม กับวัสดุ ที่ต้องการผลิต ลวดลายผ้า
จงึ มคี วามแตกตา่ งกันตามความชอบของผ้ผู ลติ
การสร้างสรรคล์ วดลายผ้าผวู้ จิ ยั ไดล้ ายที่ 1 ลวดลายจากเห็ด รา ยสี ต์ แบคทีเรีย ร่างแบบโดยวิธีการเทคนิคทางคอมพิวเตอร์
จากน้ันนาลวดลายที่ได้ร่างแบบไว้ไปสร้างบล็อกไม้ เพ่ือจะได้นามาพิมพ์และแต่งแต้มสีสันบนผืนผ้าด้วยสีธรรมชาติที่ผู้วิจัยผลิตได้
ผลผลติ ที่ไดส้ ีและลวดลายจะมคี วามแตกต่างจากลวดลายทีท่ าการร่างแบบโดยวิธกี ารเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ และจะเกิดเป็นลวดลาย
สสี นั ทสี่ วยงามตามเอกลกั ษณข์ องสีธรรมชาติ ตามรูปที่ 11 และ 12
การสร้างสรรค์ลวดลายผ้าผู้วิจัยได้ลายที่ 2 ลวดลายเปลือกไม้ ร่างแบบโดยวิธีการเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ จากน้ันนา
ลวดลายทีไ่ ด้ร่างแบบไว้ไปเพ้นท์และแต่งแต้มสีสันบนผืนผ้าด้วยสีธรรมชาติท่ีผู้วิจัยผลิตได้ ลายนี้ผู้วิจัยไม่ได้สร้างบล็อกไม้ เน่ื องจาก
ตอ้ งการใหล้ วดลายเกิดข้ึนอย่างอิสระ ตามแนวความคิดการออกแบบลวดลาย ผลผลิตที่ได้มีความแตกต่างจากลวดลายท่ีทาการร่าง
แบบโดยวธิ ีการเทคนิคทางคอมพวิ เตอร์ และจะเกดิ เปน็ ลวดลายสีสนั ทีส่ วยงามตามเอกลักษณข์ องสีธรรมชาติ ตามรูปท่ี 13 และ 14
สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศลิ ปกรรม และงานสร้างสรรค์ I 111
รูปภาพประกอบการสรา้ งสรรคล์ วดลายผ้า
รูปท่ี 11 แบบรา่ งลวดลาย รปู ท่ี 12 ผลผลติ ลวดลายผ้า รูปท่ี 13 แบบรา่ งลวดลาย รปู ท่ี 14 ผลผลติ ลวดลาย
จากเห็ด รา ยีสต์ จากเห็ด รา ยีสต์ แบคทีเรยี จากภาพเปลือกไม้ ผ้าจาพภาพเปลอื กไม้
แบคทเี รีย
4. สรุปผลและอภิปรายผล
สีธรรมชาติ เป็นสีที่ได้จากธรรมชาติ เป็นวัตถุดิบจากส่ิงแวดล้อมรอบตัว โดยท่ัวไปนิยมใช้พืชมาผลิตเป็นสีโดยวิธีการต่างๆ
ปจั จุบนั ความนยิ มนาสีธรรมชาติมาใช้ในด้านการย้อมผ้าเพิ่มปริมาณมากข้ึนเพราะเร่ิมคานึงถึงผลกระทบท่ีจะเกิดกับสิ่งแวดล้อมและ
สุขภาพร่างกาย การทาสยี ้อมธรรมชาตผิ วู้ ิจยั พบว่า การผลิตไมม่ คี วามกังวลตอ่ ปญั หาเร่ืองสขุ ภาพ วถิ ีชีวิตและความเป็นอยู่ด้านสุขภาพ
มคี วามปลอดภัยจากสารเคมี เม่ือสุขภาพยังแข็งแรงก็ส่งผลต่อการทางานและจิตใจของผู้ผลิตเกิดความภูมิใจในตนเอง การทาสีย้อม
ธรรมชาติต้องใช้กระบวนการทดลองครั้งแล้วคร้ังเล่าเป็นภูมิปัญญาความรู้ท่ีสะสม ทดลองตามประสาชาวบ้าน ใช้วิธีการเก็บพืชใน
ชุมชน พชื แต่ละชนิดจะใหส้ ีแตกต่างกนั ผูผ้ ลติ ต้องอดทนเพราะกระบวนการตา่ งๆ ทจี่ ะไดม้ าไมใ่ ช่สิ่งของสาเรจ็ รปู
การสรา้ งสรรค์สยี อ้ มธรรมชาติ ผู้วิจัยใช้วิธีการย้อมในขณะเป็นผืนผ้า (Piece dyeing) เป็นวิธีย้อมที่มีราคาต้นทุนการผลิตต่า
และเหมาะสมกบั กลมุ่ ผูผ้ ลติ การย้อมในขณะเปน็ ผืนผ้าน้ี เปน็ ทน่ี ิยมมากกว่าการย้อมอื่นๆ เนื่องจากทาได้ง่ายและรวดเร็ว ต้นทุนต่า ให้
สีและเนอ้ื สมั ผสั ทส่ี วยงาม ผวู้ จิ ยั ได้สยี ้อมจากพืชธรรมชาติในท้องถนิ่ จานวน 6 สี ได้แก่ 1.ยา่ นอวดหรอื เชอื กอวดชนิดสดให้สีน้าตาลเข้ม
2.ย่านอวดหรือเชอื กอวดชนิดแห้งให้สีน้าตาลอ่อน 3.คาแสดให้สีน้าตาลอมส้ม 4.มะหาดให้สีน้าตาลอมม่วง 5.ขม้ินให้สีเหลืองอ่อน 6.
เพกาให้สเี ขยี ว วธิ กี ารทาสยี ้อมธรรมชาติ ขั้นตอนการเตรียมพืช สับหรือทุบให้ละเอียดเพ่ือให้พืชออกสี ใช้วิธีการแช่ทิ้งไว้เพ่ือให้น้าสี
ออกไดม้ ากท่สี ดุ ข้ันตอนการตม้ เคี่ยวพืชใหส้ ีเปน็ เวลา 30 นาที ถึง 1 ช่ัวโมง ใสเ่ กลือลงไปเพอ่ื ให้สตี ิดทน ใช้ไฟแรง คนเป็นระยะ จนได้
น้าสีท่ีต้องการ ข้ันตอนการย้อม นาผืนผ้าที่ทาความสะอาดแล้วมาย้อมหรือแต้มสีสาหรับผ้าท่ีมีลวดลาย ใช้ใบฝร่ังทาให้สีเกาะแน่น
ข้ันตอนการตาก นาผืนผ้าท่ีย้อมมาตากแห้งโดยใช้แสงอาทิตย์เพื่อให้สีแห้งติดทน สีท่ีได้แต่ละคร้ังอาจจะได้ไม่เหมือนกัน จะเป็น
เอกลักษณ์ของสยี ้อมธรรมชาติในแต่ละผืนถอื วา่ เปน็ เสนห่ ์ของผา้ ย้อมสีธรรมชาติ
แนวความคิดการสรา้ งสรรค์ลวดลายผืนผ้า ผู้วิจัยยังได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ
เกิดเป็นลวดลายใหม่ 2 ลาย ดังน้ี ลายที่ 1 ลวดลายจากเห็ด รา ยีสต์ แบคทีเรีย ร่างแบบโดยวิธีการเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ นา
ลวดลายไปสรา้ งบลอ็ กไม้ นามาพิมพแ์ ละแต่งแต้มสีสนั บนผืนผา้ ด้วยสีธรรมชาติ ลายท่ี 2 ลวดลายเปลือกไม้ ร่างแบบโดยวิธีการเทคนิค
ทางคอมพวิ เตอร์ นาลวดลายไปเพน้ ท์และแต่งแต้มสสี นั บนผืนผ้าด้วยสีธรรมชาติ ลายน้ีผู้วิจัยไม่ได้สร้างบล็อกไม้ เนื่องจากต้องการให้
ลวดลายเกิดข้ึนอย่างอิสระ ตามแนวความคิดการออกแบบลวดลาย ผลผลิตท่ีได้ทั้ง 2 ลาย สีและลวดลายจะมีความแตกต่างจาก
ลวดลายท่ีเกดิ จากการร่างแบบโดยวิธีการเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ แตจ่ ะเกดิ เป็นลวดลายสสี ันท่ีสวยงามตามเอกลักษณ์ซึ่งเป็นเสน่ห์ของ
ผา้ บาติกจากสธี รรมชาติ เปน็ ลายเส้นอสิ ระ เกิดเปน็ ลวดลายผา้ ท่ีสรา้ งสรรคอ์ ยา่ งบรรจงเพ่ือพัฒนาผ้าบาตกิ สูช่ ุมชนต่อไป
สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศลิ ปกรรม และงานสร้างสรรค์ I 112
5. กิตตกิ รรมประกาศ
การวิจัยฉบับน้ีสาเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ได้รับทุนสนับสนุนจากสานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และเกิดขึ้นจากความ
ร่วมมือของบุคคลหลายท่านทั้งสมาชิกในครอบครัว มิตรสหาย ผู้ให้ข้อมูล ผู้เข้าร่วมการถ่ายทอดเทค โนโลยี ผู้ร่วมวิจัย
ผศ.ดร. รวิเทพ มุสิกะปาน ท่ีเสียสละเวลาให้คาแนะนาในการทาวิจัยคร้ังนี้ ขอขอบคุณคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และ
อธกิ ารบดมี หาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลศรวี ิชัยที่สง่ เสริมและให้กาลงั ใจในการทาวิจัยคร้งั น้ใี หบ้ รรลุตามวัตถุประสงค์ทุกประการ
6. เอกสารอ้างอิง
[1] ขัตตยิ า มลิวรรณ.2548.ความรูเ้ รื่องการย้อมสี ( Dyeing).สงขลา.มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตภาคใต้
[2] จุฑา พรี พัชระและคณะ.2547.รายงานการวิจยั เรอ่ื ง การพัฒนาหลกั สูตรฝึกอบรม ผลติ ภณั ฑห์ ตั ถกรรมจาก
ผา้ ยอ้ มสธี รรมชาติ.สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตโชติเวช.
[3] บุญธรรม มะโนเพ็ชร(ผู้ให้สัมภาษณ์), ตะวนั ตนยะแหละ(ผูส้ มั ภาษณ)์ , ทบ่ี ้านเลขที่ 100/7 หมู่ 6 ถนนวดั เขารูปชา้ ง ตาบล
ปาดังเบซาร์ อาเภอสะเดา จังหวัด สงขลา 90240 เม่อื วันที่ 16 พฤษภาคม 2559
[4] ปยิ าภรณ์ เพชรสงู เนนิ .2539.ภมู ิปญั ญาย้อมสีธรรมชาติโครงการส่งเสริมและพฒั นาผลิตภณั ฑ์มาตรฐานการ
ยอ้ มสีธรรมชาติ.สรุ ินทร์: ศูนยห์ ม่อนไหมเฉลิมพระเกยี รติ
[5] มหาวิทยาลัยราชภฎั สรุ นิ ทร.์ 2546.รายงานการศกึ ษาเบ้ืองต้น โครงการวิจัยกลุ่มผลิตภณั ฑผ์ า้ ทอมอื ใน
โครงการหน่ึงตาบลหน่ึงผลิตภัณฑ์.สุรินทร.์ มหาวทิ ยาลัยราชภฎั สรุ ินทร์.
[6] ศนู ย์ส่งเสรมิ อุตสาหกรรมภูเกต็ .2535.เอกสารประกอบการอบรมเรื่องการทาผ้าบาติกงานปฏิบัติการฟอกย้อม.กรุงเทพฯ.
กองอตุ สาหกรรมสิ่งทอ
[7] โสภณ ศุภวริ ยิ ากร.2551.การสร้างสรรคง์ านบาติก.ภูเกต็ .มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์วิทยาเขตภเู กต็
[8] โสภณ ศภุ วิรยิ ากร.2552.รูปแบบลวดลายผ้าบาติกในกลุ่มจังหวัดอันดามัน.ภูเก็ต.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขต
ภเู กต็
[9] อจั ฉราพร ไศสตู .2517.คมู่ ือการย้อมสี Handbook of dyeing.วทิ ยาลยั เทคนคิ กรงุ เทพ.กรุงเทพฯ
[10] ล่นั ทม จอนจวบทรง, 2555, “สยี ้อมธรรมชาติ เพือ่ การอนุรกั ษ์ธรรมชาติ,” https://panmaigroup.wordpress.com
[14 กันยายน 2559]
[11] Warawooth128, 2559, “ออกแบบผา้ บาติกเบอ้ื งต้น,” https://warawooth128.wordpress.com [16 มกราคม 2560]
สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศลิ ปกรรม และงานสรา้ งสรรค์ I 113