The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรต้านทุจริต ม.2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pikzy zaqwer, 2023-06-06 20:00:00

หลักสูตรต้านทุจริต ม.2

หลักสูตรต้านทุจริต ม.2

Keywords: หลักสูตรต้านทุจริต

- ๙๘ - ๒) การท าธุรกิจกับตนเอง (Self - dealing) หรือเป็นคู่สัญญา (Contracts) หมายถึงสถานการณ์ที่ผู้ ด ารงต าแหน่งสาธารณะ มีส่วนได้เสียในสัญญาที่ท ากับหน่วยงานที่ตนสังกัด ตัวอย่างเช่น การใช้ต าแหน่ง หน้าที่ท าให้หน่วยงานท าสัญญา ซื้อสินค้าจากบริษัทของตนเอง หรือจ้างบริษัทของตนเป็นที่ปรึกษา หรือซื้อ ที่ดินของตนเองในการจัดสร้างส านักงาน สถานการณ์เช่นนี้เกิดบทบาทที่ขัดแย้ง เช่น เป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ในเวลาเดียวกัน ๓) การท างานหลังจากออกจากต าแหน่งหน้าที่สาธารณะหรือหลังเกษียณ (Post -employment) หมายถึงการที่บุคคลลาออกจากหน่วยงานของรัฐ และไปท างานในบริษัทเอกชนที่ด าเนินธุรกิจประเภท เดียวกัน เช่น ผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ขององค์การอาหารและยา ลาออกจากงานราชการและไปท างานใน บริษัทผลิตหรือขายยา หรือผู้บริหารกระทรวงคมนาคมหลังเกษียณออกไปท างานเป็นผู้บริหารของบริษัท ธุรกิจสื่อสาร ๔) การท างานพิเศษ (Outside employment or moonlighting) ในรูปแบบนี้มีได้หลายลักษณะ เช่น ผู้ด ารงต าแหน่งสาธารณะตั้งบริษัทด าเนินธุรกิจ ที่เป็นการแข่งขันกับหน่วยงานหรือองค์การสาธารณะที่ตน สังกัด หรือการรับจ้างเป็นที่ปรึกษาโครงการ โดยอาศัยต าแหน่งในราชการสร้างความน่าเชื่อถือว่าโครงการ ของผู้ว่าจ้างจะไม่มีปัญหาติดขัดในการพิจารณาจากหน่วยงานที่ที่ปรึกษาสังกัดอยู่ หรือในกรณีที่เป็นผู้ ตรวจสอบบัญชีของกรมสรรพากร ก็รับงานพิเศษเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นผู้ท าบัญชีให้กับบริษัทที่ต้องถูก ตรวจสอบ ๕) การรู้ข้อมูลภายใน (Inside information) หมายถึง สถานการณ์ที่ผู้ด ารงต าแหน่งสาธารณะใช้ ประโยชน์จากการรู้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ของตนเอง เช่น ทราบว่ามีการตัดถนนผ่านบริเวณใด ก็จะเข้า ไปซื้อที่ดินนั้นในนามของภรรยา หรือทราบว่าจะมีการซื้อขายที่ดินเพื่อท าโครงการของรัฐก็จะเข้าไปซื้อที่ดิน นั้นเพื่อเก็งก าไรและขายให้กับรัฐในราคาที่สูงขึ้น ๖) การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อประโยชน์ธุรกิจส่วนตัว (Using your employer’s property for private advantage)เช่น การน าเครื่องใช้ส านักงานต่างๆ กลับไปใช้ที่บ้าน การน ารถยนต์ราชการไปใช้ใน งานส่วนตัว ๗) การน าโครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ทางการเมือง (Pork - barreling)เช่น การที่ รัฐมนตรีอนุมัติโครงการไปลงพื้นที่หรือบ้านเกิดของตนเอง หรือการใช้งบประมาณสาธารณะเพื่อหาเสียง เมื่อพิจารณา “ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตน กับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. ....” ท าให้มีรูปแบบเพิ่มเติมจาก ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอีก 2 กรณี คือ ๘) การใช้ต าแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์แก่เครือญาติหรือพวกพ้อง (Nepotism) หรืออาจจะ เรียกว่าระบบอุปถัมภ์พิเศษ เช่น การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้อิทธิพลหรือใช้อ านาจหน้าที่ท าให้หน่วยงานของ ตนเข้าท าสัญญากับบริษัทของพี่น้องของตน ๙) การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานของรัฐอื่น (influence) เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองหรือพวกพ้อง เช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ต าแหน่งหน้าที่ข่มขู่ผู้ใต้บังคับ บัญชาให้ หยุดท าการตรวจสอบบริษัทของเครือญาติของตน


- ๙๙ - ดังนั้น จึงสามารถสรุปรูปแบบของการกระท าที่เข้าข่ายเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับ ประโยชน์ส่วนรวม (Conflict of Interest) เป็น 9 รูปแบบ ดังนี้ การรับผลประโยชน์ต่างๆ (Accepting benefits) การท าธุรกิจกับตนเอง (Self – dealing) หรือเป็นคู่สัญญา (Contracts) การท างานหลังจากออกจากต าแหน่งหน้าที่สาธารณะ หรือหลังเกษียณ (Post – employment) การท างานพิเศษ (Outside employment or moonlighting) การรู้ข้อมูลภายใน (Inside information) การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อประโยชน์ธุรกิจส่วนตัว (Using your employer’s property for private advantage) การน าโครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ทางการเมือง (Pork - barreling) การใช้ต าแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์แก่เครือญาติหรือพวกพ้อง (Nepotism) การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงาน ของรัฐอื่น (influence)


- ๑๐๐ - ๓. แก้ “ทุจริต” ต้องคิดแยกแยะปรับวิธีคิด พฤติกรรมเปลี่ยน สังคมเปลี่ยนประเทศชาติเปลี่ยน โลก เปลี่ยน ใบความรู้ที่ ๒


- ๑๐๑ - เรื่องประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ผลประโยชน์มี ๒ อย่าง คือ ประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ถ้าเราจะคิดถึงประโยชน์เพียง แง่เดียว คือ ประโยชน์ของเราส่วนตัว ต่างคนต่างก็ต้องการประโยชน์ส่วนตัว แล้วจะเป็นประโยชน์ส่วนรวมได้ อย่างไร เพราะฉะนั้นประโยชน์ของส่วนตัวกับประโยชน์ของส่วนรวมก็จะต้องสอดคล้องกัน คือ ประโยชน์ ของเราก็จะต้องเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของคนอื่นด้วย ไม่ใช่ว่าเราได้ประโยชน์แล้วคนอื่นเสียประโยชน์ แล้ว ประโยชน์ส่วนรวมเสียไป แล้วจะท าให้เรานั้นได้ประโยชน์อยู่คนเดียวนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นประโยชน์ที่แท้จริง คือ ประโยชน์ส่วนรวมก็ต้องมาจากประโยชน์ส่วนตัวของแต่ละคน ด้วย ถ้าแต่ละคนได้รับประโยชน์ส่วนตัวหมดทุกคน ก็ท าให้ส่วนรวมได้รับประโยชน์นั้นด้วย ถ้าประโยชน์ ส่วนตัวนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพราะฉะนั้นก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ประโยชน์ของเราส่วนตัวท าให้ส่วนรวมได้ประโยชน์หรือเปล่า หรือถ้าประโยชน์ส่วนตัวของเรานั้น ไม่ท าให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมเลย อันนั้นก็ไม่มีทางส าเร็จได้ แต่ถ้า ประโยชน์ของเราซึ่งเป็นส่วนตัว เป็นประโยชน์ของส่วนรวมด้วย ต่างคนต่างช่วยกัน ท าให้ได้ทั้งประโยชน์ ส่วนรวมและประโยชน์ส่วนตัวด้วย อันนั้นก็จะได้ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย แต่ก่อนที่จะถึงขั้นนี้ได้ ก็จะต้องมีความขัดแย้งหรือมีปัญหา เพราะว่าคนเราคิดไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก่อนอื่นก็จะต้องเริ่มด้วย มีความจริงใจต่อประโยชน์ส่วนรวม เมื่อมีความจริงใจต่อประโยชน์ ส่วนรวม ก็รับฟังความเห็นของคนอื่น ไม่ใช่ความเห็นของตนเองเท่านั้น เพื่อประโยชน์ส่วนรวมจริงๆ


- ๑๐๒ - ใบความรู้ที่ ๓ ตัวอย่างการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวมในรูปแบบต่างๆ ๑.๑ นายสุจริต ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ได้เดินทางไปปฏิบัติราชการในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งในวัน ดังกล่าว นายรวย นายก อบต. ได้มอบงาช้างจ านวนหนึ่งคู่ให้แก่ นายสุจริต เพื่อเป็นของที่ระลึก นายสุจริตได้ มอบงานช้างดังกล่าวให้หน่วยงานต้นสังกัด ตรวจสอบมูลค่าพร้อมทั้งด าเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบและ กฎหมาย แต่ต่อมา นายสุจริต พิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่สมควรรับงาช้างดังกล่าวไว้ จึงเร่งให้หน่วยงานต้น สังกัดคืนงาช้างให้แก่นายรวย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 103 ประกอบประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2543 ข้อ 7 ประกอบข้อ 5 (2) ได้ก าหนดว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ใด ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่นที่มิใช่ญาติซึ่งมีมูลค่าเกินกว่าสามพันบาท แล้วประสงค์ จะรับทรัพย์สินนั้นไว้เป็นสิทธิของตน จะต้องแจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สินนั้นต่อ ผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีอ านาจแต่งตั้งถอดถอนหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภา หรือประธานสภาท้องถิ่นแล้วแต่กรณี ในทันทีที่สามารถกระท าได้ เพื่อให้วินิจฉัยว่ามี เหตุผลความจ าเป็น ความเหมาะสม และสมควรที่จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น รับทรัพย์สินนั้นไว้เป็นสิทธิของ ตนหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ปรากฏว่า เมื่อนายสุจริต ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ได้รับงาช้างแล้ว ได้ส่งให้ หน่วยงานต้นสังกัดตรวจสอบมูลค่าพร้อมทั้งด าเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย แต่ต่อมานาย สุจริต พิจารณาเห็นว่า ไม่สมควรรับงาช้างดังกล่าวไว้ จึงส่งคืนให้นายรวยไป โดยใช้ระยะเวลาในการ ตรวจสอบระเบียบแนวทางปฏิบัติและข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อความรอบคอบ และส่งคืนงาช้าง แก่นายรวย ภายใน 3 วัน จากข้อเท็จจริง จึงฟังได้ว่านายสุจริตมิได้มีเจตนาหรือมีความประสงค์ที่จะรับงาช้างนั้นไว้เป็น สิทธิของตนแต่อย่างใด ๑.๒ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐรับของขวัญจากผู้บริหารของบริษัทเอกชน เพื่อช่วยให้บริษัทเอกชนราย นั้น ชนะการประมูลรับงานโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ๑.๓ การที่บริษัทแห่งหนึ่งให้ของขวัญเป็นทองค ามูลค่ามากกว่า 10 บาท แก่เจ้าหน้าที่ในปีที่ผ่านมา และปีนี้เจ้าหน้าที่เร่งรัดคืนภาษีให้กับบริษัทนั้นเป็นกรณีพิเศษ โดยลัดคิวให้ก่อนบริษัทอื่น ๆ เพราะคาดว่าจะ ได้รับของขวัญอีก ๑.๔ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไปเป็นคณะกรรมการของบริษัทเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจและได้รับความ บันเทิงในรูปแบบต่าง ๆ จากบริษัทเหล่านั้น ซึ่งมีผลต่อ การให้ค าวินิจฉัยหรือข้อเสนอแนะที่เป็นธรรมหรือ เป็นไปในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ ต่อบริษัทผู้ให้นั้น ๆ ๑.๕ เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับชุดไม้กอล์ฟจากผู้บริหารของบริษัทเอกชน เมื่อต้องท างานที่เกี่ยวข้องกับ บริษัทเอกชนแห่งนั้น ก็ช่วยเหลือให้บริษัทนั้นได้รับสัมปทาน เนื่องจากรู้สึกว่าควรตอบแทนที่เคยได้รับ ของขวัญมา 1. การรับผลประโยชน์ต่าง ๆ


- ๑๐๓ - ๒.๑ นิติกร ฝ่ายกฎหมายและเร่งรัดภาษีอากรค้าง ส านักงานสรรพากรจังหวัดในส่วนภูมิภาคหา รายได้พิเศษโดยการเป็นตัวแทนขายประกันชีวิตของบริษัทเอกชน ได้อาศัยโอกาสที่ตนปฏิบัติหน้าที่ เร่งรัด ภาษีอากรค้างผู้ประกอบการรายหนึ่งหาประโยชน์ให้แก่ตนเองด้วยการขายประกันชีวิตให้แก่หุ้นส่วนผู้จัดการ ของผู้ประกอบการดังกล่าว รวมทั้งพนักงานของผู้ประกอบการนั้นอีกหลายคน ในขณะที่ตนก าลังด าเนินการ เร่งรัดภาษีอากรค้าง พฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเป็นการอาศัยต าแหน่งหน้าที่ราชการของตนหา ประโยชน์ให้แก่ตนเอง เป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ตามมาตรา 83 (3) ประกอบมาตรา 84 แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ๒.๒ การที่เจ้าหน้าที่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างท าสัญญาให้หน่วยงานต้นสังกัดซื้อคอมพิวเตอร์ ส านักงานจากบริษัทของครอบครัวตนเอง หรือบริษัทที่ตนเองมีหุ้นส่วนอยู่ ๒.๓ ผู้บริหารหน่วยงานท าสัญญาเช่ารถไปสัมมนาและดูงานกับบริษัท ซึ่งเป็นของเจ้าหน้าที่หรือ บริษัทที่ผู้บริหารมีหุ้นส่วนอยู่ ๒.๔ การที่ผู้ตรวจสอบบัญชีภาครัฐรับงานพิเศษเป็นที่ปรึกษา หรือเป็นผู้ท าบัญชีให้กับบริษัทที่ต้อง ถูกตรวจสอบ ๒.๕ ภรรยาอดีตนายกรัฐมนตรี ประมูลซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษกใกล้กับศูนย์วัฒนธรรมแห่ง ประเทศไทย จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินในการก าดูแลของธนาคารแห่ง ประเทศไทย กระทรวงการคลัง โดยอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในขณะนั้นด ารงต าแหน่งนายกรัฐมนตรีในฐานะ เจ้าพนักงาน มีหน้าที่ดูแลกิจการของกองทุนฯ ได้ลงนามยินยอมในฐานะคู่สมรสให้ภรรยาประมูลซื้อที่ดิน และท าสัญญาซื้อขายที่ดิน ส่งผลให้เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาซื้อที่ดินโฉนดแปลงดังกล่าว อันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย มีความผิดตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 (1) ๓.๑ อดีตผู้อ านวยการโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเพิ่งเกษียณอายุราชการไปท างานเป็นที่ปรึกษาในบริษัท ผลิตหรือขายยา โดยใช้อิทธิพลจากที่เคยด ารงต าแหน่งในโรงพยาบาลดังกล่าว ให้โรงพยาบาลซื้อยาจาก บริษัทที่ตนเองเป็นที่ปรึกษาอยู่ พฤติการณ์เช่นนี้มีมูลความผิดทั้งทางวินัยและทางอาญาฐานเป็นเจ้าหน้าที่ ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจท าให้ผู้อื่นเชื่อว่าตนมีต าแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งที่ ตนมิได้มีต าแหน่งหรือหน้าที่นั้น เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายส าหรับตนเองหรือ ผู้อื่น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123 ๓.๒ การที่ผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ขององค์กรด้านเวชภัณฑ์และสุขภาพออกจากราชการไปท างานใน บริษัทผลิตหรือขายยา 3. การท างานหลังจากออกจากต าแหน่งหน้าที่สาธารณะหรือหลังเกษียณ 2. การท าธุรกิจกับตนเองหรือเป็นคู่สัญญา


- ๑๐๔ - ๓.๓ การที่ผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกษียณแล้วใช้อิทธิพลที่เคยด ารงต าแหน่งใน หน่วยงานรัฐ รับเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทเอกชนที่ตนเคยติดต่อประสานงาน โดยอ้างว่าจะได้ติดต่อกับ หน่วยงานรัฐได้อย่างราบรื่น ๓.๔ การว่าจ้างเจ้าหน้าที่ผู้เกษียณมาท างานในต าแหน่งเดิมที่หน่วยงานเดิมโดยไม่คุ้มค่ากับภารกิจที่ ได้รับมอบหมาย ๔.๑ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 6 ส านักงานสรรพากรจังหวัดในส่วนภูมิภาค ได้จัดตั้งบริษัทรับจ้างท า บัญชีและให้ค าปรึกษาเกี่ยวกับภาษีและมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับบริษัท โดยรับจ้างท าบัญชีและยื่นแบบ แสดงรายการให้ผู้เสียภาษีในเขตจังหวัดที่รับราชการอยู่และจังหวัดใกล้เคียง กลับมีพฤติการณ์ช่วยเหลือผู้เสีย ภาษีให้เสียภาษีน้อยกว่าความเป็นจริง และรับเงินค่าภาษีอากรจากผู้เสียภาษีบางรายแล้ว มิได้น าไปยื่นแบบ แสดงรายการช าระภาษีให้ พฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว เป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับกรมสรรพากรว่า ด้วยจรรยาข้าราชการ กรมสรรพากร พ.ศ. 2559 ข้อ 9 (7) (8) และอาศัยต าแหน่งหน้าที่ราชการของตน หาประโยชน์ให้แก่ตนเอง เป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงตามมาตรา 83 (3) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 อีกทั้งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ ทางราชการโดยร้ายแรง และปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต และยังกระท าการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว อย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 (1) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ๔.๒ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐอาศัยต าแหน่งหน้าที่ทางราชการรับจ้างเป็นที่ปรึกษาโครงการ เพื่อให้ บริษัทเอกชนที่ว่าจ้างนั้นมีความน่าเชื่อถือมากกว่าบริษัทคู่แข่ง ๔.๓ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ท างานที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานอย่างเต็มที่ แต่เอาเวลาไปรับ งานพิเศษอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนืออ านาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานตามกฎหมาย ๕.๑ นายช่าง 5 แผนกชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ได้น าข้อมูลเลข หมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 470 MHZ และระบบปลดล็อคไปขายให้แก่ผู้อื่น จ านวน 40 หมายเลข เพื่อ น าไปปรับจูนเข้ากับโทรศัพท์ เคลื่อนที่ที่น าไปใช้รับจ้างให้บริการโทรศัพท์แก่บุคคลทั่วไป คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 157 และ มาตรา 164 และมี ความผิดวินัย ข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ. 2536 ข้อ 44 และ 46 ๕.๒ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐทราบข้อมูลโครงการตัดถนนเข้าหมู่บ้าน จึงบอกให้ญาติพี่น้องไปซื้อที่ดิน บริเวณโครงการดังกล่าว เพื่อขายให้กับราชการในราคาที่สูงขึ้น ๕.๓ การที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงข่ายโทรคมนาคมทราบมาตรฐาน (Spec) วัสดุ อุปกรณ์ที่จะใช้ในการวางโครงข่ายโทรคมนาคม แล้วแจ้งข้อมูลให้กับบริษัทเอกชนที่ตนรู้จัก เพื่อให้ได้เปรียบ ในการประมูล 5. การรู้ข้อมูลภายใน 4. การท างานพิเศษ


- ๑๐๕ - ๖.๑ คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ใช้อ านาจหน้าที่โดยทุจริต ด้วยการสั่งให้เจ้าหน้าที่น าเก้าอี้พร้อมผ้า ปลอกคุมเก้าอี้ เครื่องถ่ายวิดีโอ เครื่องเล่นวิดีโอ กล้องถ่ายรูป และผ้าเต็นท์ น าไปใช้ในงานมงคลสมรสของ บุตรสาว รวมทั้งรถยนต์ รถตู้ส่วนกลาง เพื่อใช้รับส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมพิธี และขนย้ายอุปกรณ์ทั้งที่บ้านพัก และ งานฉลองมงคลสมรสที่โรงแรม ซึ่งล้วนเป็นทรัพย์สินของทางราชการการกระท าของจ าเลยนับเป็นการใช้ อ านาจโดยทุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนตนอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดวินัย และอาญา ต่อมาเรื่องเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์แล้วเห็นว่าการกระท า ของจ าเลย เป็นการทุจริตต่อต าแหน่งหน้าที่ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อท าจัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อ านาจในต าแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐและเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 จึงพิพากษาให้จ าคุก 5 ปี และปรับ 20,000 บาท ค าให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจ าคุกจ าเลยไว้ 2 ปี 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ๖.๒ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีหน้าที่ขับรถยนต์ของส่วนราชการ น าน้ ามัน ในรถยนต์ไปขาย และน า เงินมาไว้ใช้จ่ายส่วนตัวท าให้ส่วนราชการต้องเสียงบประมาณ เพื่อซื้อน้ ามันรถมากกว่าที่ควรจะเป็นพฤติกรรม ดังกล่าวถือเป็นการทุจริต เบียดบังผลประโยชน์ของส่วนรวมเพื่อประโยชน์ของตนเอง และมีความผิดฐานลัก ทรัพย์ ๖.๓ การที่เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้มีอ านาจอนุมัติให้ใช้รถราชการหรือการเบิกจ่าย ค่าน้ ามันเชื้อเพลิง น ารถยนต์ของส่วนราชการไปใช้ในกิจธุระส่วนตัว ๗.๑ นายกองค์การบริหารส่วนต าบลแห่งหนึ่งร่วมกับพวก แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ ปรับปรุงและซ่อมแซมถนนคนเดินใหม่ ในต าบลที่ตนมีฐานเสียงโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ และ ตรวจรับงานทั้งที่ไม่ถูกต้องตามแบบรูปรายการที่ก าหนด รวมทั้งเมื่อด าเนินการแล้วเสร็จได้ติดป้ายชื่อของตน และพวก การกระท าดังกล่าวมีมูลเป็นการกระท าการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย หรือสวัสดิภาพของ ประชาชน หรือละเลยไม่ปฏิบัติตาม หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอ านาจหน้าที่ มีมูลความผิดทั้งทางวินัยอย่าง ร้ายแรงและทางอาญา คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ผู้มี อ านาจ แต่งตั้งถอดถอน และส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ ๗.๒ การที่นักการเมืองในจังหวัด ขอเพิ่มงบประมาณเพื่อน าโครงการตัดถนน สร้างสะพานลงใน จังหวัด โดยใช้ชื่อหรือนามสกุลของตนเองเป็นชื่อสะพาน ๗.๓ การที่รัฐมนตรีอนุมัติโครงการไปลงในพื้นที่หรือบ้านเกิดของตนเอง 7. การน าโครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง 6. การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตน


- ๑๐๖ - พนักงานสอบสวนละเว้นไม่น าบันทึกการจับกุมที่เจ้าหน้าที่ต ารวจชุดจับกุม ท าขึ้นในวันเกิดเหตุรวมเข้า ส านวน แต่กลับเปลี่ยนบันทึกและแก้ไขข้อหาในบันทึก การจับกุม เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาซึ่งเป็นญาติของตน ให้รับโทษน้อยลง คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมูลความผิดทางอาญาและทางวินัยอย่างร้ายแรง ๙.๑ เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ต าแหน่งหน้าที่ในฐานะผู้บริหาร เข้าแทรกแซงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยระเบียบ และกฎหมายหรือฝ่าฝืนจริยธรรม ๙.๒ นายเอ เป็นหัวหน้าส่วนราชการแห่งหนึ่งในจังหวัด รู้จักสนิทสนมกับ นายบี หัวหน้าส่วน ราชการอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดเดียวกัน นายเอ จึงใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวฝากลูกชาย คือ นายซี เข้ารับ ราชการภายใต้สังกัดของนายบี ๑๐.๑ การเดินทางไปราชการต่างจังหวัดโดยไม่ค านึงถึงจ านวนคน จ านวนงาน และจ านวนวันอย่าง เหมาะสม อาทิ เดินทางไปราชการจ านวน 10 วัน แต่ใช้เวลาในการท างานจริงเพียง 6 วัน โดยอีก 4 วัน เป็นการเดินทางท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ๑๐.๒ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติไม่ใช้เวลาในราชการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ เนื่องจากต้องการปฏิบัติงานนอก เวลาราชการ เพราะสามารถเบิกเงินงบประมาณค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการได้ ๑๐.๓ เจ้าหน้าที่ของรัฐลงเวลาปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ โดยมิได้อยู่ปฏิบัติงานในช่วงเวลานั้น อย่างแท้จริง แต่กลับใช้เวลาดังกล่าวปฏิบัติกิจธุระส่วนตัว 10. การขัดกันแห่งผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมประเภทอื่นๆ 9. การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐอื่น 8. การใช้ต าแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์แก่เครือญาติ


- ๑๐๗ - ใบความรู้ที่ ๔ เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตน กับประโยชน์ส่วนรวม มาตรา 100 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดด าเนินกิจการดังต่อไปนี้ (1) เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ท ากับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติ หน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอ านาจก ากับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือด าเนินคดี (2) เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอ านาจก ากับดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือด าเนินคดี (3) รับสัมปทานหรือคงถือไว้ซึ่งสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการ ส่วนท้องถิ่นอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว (4) เข้าไปมีส่วนได้เสียในฐานะเป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงานหรือลูกจ้างในธุรกิจของ เอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การก ากับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัด อยู่หรือปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งโดยสภาพของผลประโยชน์ของธุรกิจของเอกชนนั้นอาจ ขัด หรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวม หรือประโยชน์ของทางราชการ หรือกระทบต่อความมีอิสระในการปฏิบัติ หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐต าแหน่งใดที่ต้องห้ามมิให้ด าเนินกิจการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก าหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้น าบทบัญญัติตามมาตรา 100 มาใช้บังคับกับคู่สมรสของเจ้าหน้าที่รัฐตามวรรคสอง โดยให้ถือว่า การด าเนินกิจการของคู่สมรสดังกล่าว เป็นการด าเนินกิจการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ มาตรา 103 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลนอกเหนือจาก ทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอ านาจตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑ์และจ านวนที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก าหนด บทบัญญัติในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของผู้ซึ่งพ้นจากการเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้วยังไม่ถึงสองปีด้วยโดยอนุโลม มาตรา 103/1บรรดาความผิดที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ให้ถือเป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือความผิดต่อ ต าแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อต าแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม


- ๑๐๘ - อาศัยอ านาจตามความในมาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจึงก าหนด หลักเกณฑ์และจ านวนทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะรับจากบุคคลได้โดยธรรมจรรยาไว้ ดังนี้ ข้อ 3 ในประกาศนี้ “การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา” หมายความว่า การรับทรัพย์สินหรือ ประโยชน์อื่นใดจากญาติหรือจากบุคคลที่ให้กันในโอกาสต่าง ๆ โดยปกติตามขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือ วัฒนธรรม หรือให้กันตามมารยาทที่ปฏิบัติกันในสังคม “ญาติ” หมายความว่า ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือ ร่วมบิดาหรือมารดา เดียวกัน ลุง ป้า น้า อา คู่สมรส ผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรส บุตรบุญธรรมหรือผู้รับบุตรบุญธรรม “ประโยชน์อื่นใด” หมายความว่า สิ่งที่มูลค่า ได้แก่ การลดราคา การรับความบันเทิง การรับบริการ การรับการฝึกอบรม หรือสิ่งอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ข้อ 4 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใด รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด จากบุคคลนอกเหนือจาก ทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับ ที่ออกโดยอาศัยอ านาจตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาตามที่ก าหนดไว้ในประกาศนี้ ข้อ 5 เจ้าหน้าที่ของรัฐจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาได้ ดังต่อไปนี้ (1) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากญาติซึ่งให้โดยเสน่หาตามจ านวนที่เหมาะสมตามฐานานุรูป (2) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ญาติมีราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละ บุคคล แต่ละโอกาสไม่เกินสามพันบาท (3) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่การให้นั้นเป็นการให้ในลักษณะให้กับบุคคลทั่วไป ข้อ 6 การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากต่างประเทศ ซึ่งผู้ให้มิได้ระบุให้เป็นของส่วนตัวหรือมี ราคาหรือมูลค่าเกินกว่าสามพันบาท ไม่ว่าจะระบุเป็นของส่วนตัวหรือไม่ แต่มีเหตุผลความจ าเป็นที่จะต้องรับ ไว้เพื่อรักษาไมตรี มิตรภาพ หรือความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรายงาน รายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็ว หาก ผู้บังคับบัญชาเห็นว่าไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นยึดถือทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวนั้นไว้เป็น ประโยชน์ส่วนตน ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้นั้นส่งมอบทรัพย์สินให้หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัด ทันที ข้อ 7 การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ หรือ มีราคาหรือมีมูลค่า มากกว่าที่ก าหนดไว้ในข้อ 5 ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับมาแล้วโดยมีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรับไว้เพื่อรักษา ไมตรี มิตรภาพ หรือความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นต้องแจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสูงสุดของ รัฐวิสาหกิจ หรือผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน สถาบัน หรือองค์กรที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัด โดยทันทีที่ สามารถกระท าได้ เพื่อให้วินิจฉัยว่ามีเหตุผลความจ าเป็น ความเหมาะสม และสมควรที่จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้นั้นรับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นไว้เป็นสิทธิของตนหรือไม่ ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การรับ ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2543


- ๑๐๙ - ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานหรือสถาบันหรือองค์กรที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัด มีค าสั่งว่าไม่สมควรรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าว ก็ให้คืนทรัพย์สินหรือ ประโยชน์นั้นแก่ผู้ให้โดยทันที ในกรณีที่ไม่สามารถคืนให้ได้ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นส่งมอบทรัพย์สินหรือ ประโยชน์ดังกล่าวให้เป็นสิทธิของหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดโดยเร็ว เมื่อได้ด าเนินการตามความในวรรคสองแล้ว ให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น ไม่เคยได้รับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ดังกล่าวเลย ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ได้รับทรัพย์สินไว้ตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ด ารงต าแหน่งผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็น หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า หรือเป็นกรรมการหรือผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หรือ เป็นกรรมการหรือผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานของรัฐ ให้แจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์นั้นต่อผู้มีอ านาจแต่งตั้งถอดถอน ส่วนผู้ที่ด ารงต าแหน่งประธานกรรมการและกรรมการใน องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญหรือผู้ด ารงต าแหน่งที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาที่มีอ านาจถอดถอนให้แจ้งต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งนี้ เพื่อด าเนินการตามความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ได้รับทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง เป็นผู้ด ารงต าแหน่งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ให้แจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์เท่านั้นต่อประธาน สภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานสภาท้องถิ่นที่เจ้าหน้าที่ ของรัฐผู้นั้น เป็นสมาชิก แล้วแต่กรณี เพื่อด าเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ข้อ 8 หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามประกาศฉบับนี้ให้ ใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้วไม่ถึงสองปีด้วย โดยที่ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในการให้ของขวัญและ รับของขวัญของเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้หลายครั้งเพื่อเป็นการเสริมสร้างค่านิยมให้เกิดการประหยัด มิให้มีการ เบียดเบียนข้าราชการโดยไม่จ าเป็นและสร้างทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเนื่องจากมีการแข่งขันกันให้ของขวัญในราคา แพงทั้งยังเป็นช่องทางให้เกิดการประพฤติมิชอบอื่น ๆ ในวงราชการอีกด้วยและในการก าหนดจรรยาบรรณ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทต่าง ๆ ก็มีการก าหนดในเรื่องท านองเดียวกัน ประกอบกับคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้ประกาศก าหนดหลักเกณฑ์และจ านวนที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะรับ ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาได้ ฉะนั้นจึงสมควรรวบรวมมาตรการเหล่านั้นและก าหนดเป็น หลักเกณฑ์การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการให้ของขวัญและรับของขวัญไว้เป็นการถาวรมีมาตรฐาน อย่างเดียวกัน และมีความชัดเจนเพื่อเสริมมาตรการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติให้เป็นผลอย่างจริงจัง ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ไม่ได้ก าหนดไว้ อาศัยอ านาจตามความในมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้ ข้อ3ในระเบียบนี้ ระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2544


- ๑๑๐ - "ของขวัญ"หมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ให้แก่กัน เพื่ออัธยาศัยไมตรี และให้ หมายความรวมถึงเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ให้เป็นรางวัล ให้โดยเสน่หาหรือเพื่อการสงเคราะห์ หรือให้เป็นสินน้ าใจ การให้สิทธิพิเศษซึ่งมิใช่เป็นสิทธิที่จัดไว้ส าหรับบุคคลทั่วไปในการได้รับการลดราคา ทรัพย์สินหรือการให้สิทธิพิเศษในการได้รับบริการหรือความบันเทิงตลอดจนการออกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หรือท่องเที่ยวค่าที่พัก ค่าอาหาร หรือสิ่งอื่นใดในลักษณะเดียวกันและไม่ว่าจะให้เป็นบัตร ตั๋ว หรือหลักฐาน อื่นใด การช าระเงินให้ล่วงหน้า หรือการคืนเงินให้ในภายหลัง "ปกติประเพณีนิยม" หมายความว่า เทศกาลหรือวันส าคัญซึ่งอาจมีการให้ของขวัญกัน และให้ หมายความรวมถึงโอกาสในการแสดงความยินดี การแสดง ความขอบคุณ การต้อนรับ การแสดงความเสียใจ หรือการให้ความช่วยเหลือตามมารยาท ที่ถือปฏิบัติกันในสังคมด้วย "ผู้บังคับบัญชา"ให้หมายความรวมถึง ผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหน่วยงาน ที่แบ่งเป็นการภายในของ หน่วยงานของรัฐและผู้ซึ่งด ารงต าแหน่งในระดับที่สูงกว่าและได้รับมอบหมายให้มีอ านาจบังคับบัญชาหรือ ก ากับดูแลด้วย "บุคคลในครอบครัว"หมายความว่า คู่สมรส บุตร บิดา มารดา พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดา หรือมารดาเดียวกัน ข้อ4 ระเบียบนี้ไม่ใช้บังคับกับกรณีการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งอยู่ ภายใต้บังคับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ข้อ5เจ้าหน้าที่ของรัฐจะให้ของขวัญแก่ผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลในครอบครัวของผู้บังคับบัญชา นอกเหนือจากกรณีปกติประเพณีนิยมที่มีการให้ของขวัญแก่กันมิได้ การให้ของขวัญตามปกติประเพณีนิยมตามวรรคหนึ่ง เจ้าหน้าที่ของรัฐจะให้ของขวัญที่มีราคาหรือ มูลค่าเกินจ านวนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก าหนดไว้ ส าหรับการรับ ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริตมิได้ เจ้าหน้าที่ของรัฐจะท าการเรี่ยไรเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดหรือใช้เงินสวัสดิการใด ๆ เพื่อมอบให้หรือ จัดหาของขวัญให้ผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลในครอบครัวของผู้บังคับบัญชาไม่ว่ากรณีใด ๆ มิได้ ข้อ 6 ผู้บังคับบัญชาจะยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลในครอบครัวของตนรับของขวัญจาก เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นผู้อยู่ในบังคับบัญชามิได้ เว้นแต่เป็นการรับของขวัญตามข้อ 5 ข้อ 7 เจ้าหน้าที่ของรัฐจะยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลในครอบครัวของตนรับของขวัญจากผู้ที่ เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐมิได้ ถ้ามิใช่เป็นการรับของขวัญตามกรณีที่ก าหนดไว้ใน ข้อ 8 ผู้ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามวรรคหนึ่ง ได้แก่ ผู้มาติดต่องานหรือผู้ซึ่ง ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในลักษณะดังต่อไปนี้ (1) ผู้ซึ่งมีค าขอให้หน่วยงานของรัฐด าเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด เช่นการขอใบรับรอง การขอให้ออก ค าสั่งทางปกครอง หรือการร้องเรียนเป็นต้น (2) ผู้ซึ่งประกอบธุรกิจหรือมีส่วนได้เสียในธุรกิจที่ท ากับหน่วยงานของรัฐเช่น การจัดซื้อจัดจ้าง หรือ การได้รับสัมปทาน เป็นต้น (3) ผู้ซึ่งก าลังด าเนินกิจกรรมใด ๆ ที่มีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ควบคุมหรือก ากับดูแล เช่น การ ประกอบกิจการโรงงานหรือธุรกิจหลักทรัพย์ เป็นต้น


- ๑๑๑ - (4) ผู้ซึ่งอาจได้รับประโยชน์หรือผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อ 8 เจ้าหน้าที่ของรัฐจะยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลในครอบครัวของตนรับของขวัญจากผู้ที่ เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐได้เฉพาะกรณี การรับของขวัญที่ให้ตามปกติประเพณีนิยม และของขวัญนั้นมีราคาหรือมูลค่าไม่เกินจ านวนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ก าหนดไว้ส าหรับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ข้อ 9 ในกรณีที่บุคคลในครอบครัวของเจ้าหน้าที่ของรัฐรับของขวัญแล้วเจ้าหน้าที่ของรัฐทราบใน ภายหลังว่าเป็นการรับของขวัญโดยฝ่าฝืนระเบียบนี้ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก าหนดไว้ส าหรับการรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่น ใด โดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีราคาหรือมูลค่าเกินกว่าที่ก าหนดไว้ ตามกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ข้อ 10 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดจงใจปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ของขวัญหรือรับของขวัญโดยฝ่าฝืน ระเบียบนี้ ให้ด าเนินการดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นข้าราชการการเมือง ให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นประพฤติปฏิบัติ ไม่เป็นไปตามคุณธรรมและจริยธรรม และให้ด าเนินการตามระเบียบที่นายกรัฐมนตรีก าหนดโดยความ เห็นชอบของคณะรัฐมนตรีว่าด้วยมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของข้าราชการการเมือง (2) ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นข้าราชการประเภทอื่นนอกจาก (1) หรือพนักงานขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น หรือพนักงานของรัฐวิสาหกิจให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นเป็นผู้กระท าความผิดทาง วินัย และให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ด าเนินการให้มีการลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น ข้อ 11 ให้ส านักงานปลัดส านักนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่สอดส่อง และให้ค าแนะน าในการปฏิบัติตาม ระเบียบนี้แก่หน่วยงานของรัฐ ในกรณีที่มีผู้ร้องเรียน ต่อส านักงานปลัดส านักนายรัฐมนตรีว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ใดปฏิบัติในการให้ของขวัญหรือรับของขวัญฝ่าฝืนระเบียบนี้ ให้ส านักงานปลัดส านักนายกรัฐมนตรีแจ้งไปยัง ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นเพื่อด าเนินการตามระเบียบนี้ ข้อ 12 เพื่อประโยชน์ในการเสริมสร้างให้เกิดทัศนคติในการประหยัดแก่ประชาชนทั่วไปในการแสดง ความยินดี การแสดงความปรารถนาดี การแสดงการต้อนรับ หรือการแสดงความเสียใจในโอกาสต่างๆ ตามปกติ ประเพณีนิยมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐพยายามใช้วิธีการแสดงออกโดยใช้บัตรอวยพร การลงนามในสมุด อวยพรหรือใช้บัตรแสดงความเสียใจ แทนการให้ของขวัญ ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่เสริมสร้างค่านิยมการแสดงความยินดี การแสดงความปรารถนาดี การแสดง การต้อนรับ หรือการแสดงความเสียใจ ด้วยการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง แนะน าหรือก าหนดมาตรการจูงใจ ที่จะพัฒนาทัศนคติ จิตส านึกและพฤติกรรมของผู้อยู่ในบังคับบัญชาให้เป็นไปในแนวทางประหยัด ข้อ 4 ในระเบียบนี้ “การเรี่ยไร” หมายความว่า การเก็บเงินหรือทรัพย์สิน โดยขอร้องให้ช่วยออกเงินหรือทรัพย์สิน ตามใจสมัคร และให้หมายความรวมถึงการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ชดใช้หรือบริการซึ่งมีการแสดงโดยตรงหรือ โดยปริยายว่า มิใช่เป็นการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ชดใช้หรือบริการธรรมดา แต่เพื่อรวบรวมเงินหรือทรัพย์สินที่ ได้มาทั้งหมด หรือบางส่วนไปใช้ในกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นด้วย ระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเรี่ยไรของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2544


- ๑๑๒ - “เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรี่ยไร” หมายความว่า เข้าไปช่วยเหลือโดยมีส่วนร่วมในการจัดให้มี การเรี่ยไรในฐานะเป็นผู้ร่วมจัดให้มีการเรี่ยไร หรือเป็นประธานกรรมการ อนุกรรมการ คณะท างาน ที่ปรึกษา หรือในฐานะอื่นใดในการเรี่ยไรนั้น ข้อ 6 หน่วยงานของรัฐจะจัดให้มีการเรี่ยไรหรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรี่ยไรมิได้ เว้นแต่เป็น การเรี่ยไร ตามข้อ 19 หรือได้รับอนุมัติจาก กคร. หรือ กคร. จังหวัด แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ ก าหนดไว้ในระเบียบนี้ หน่วยงานของรัฐซึ่งจะต้องได้รับอนุญาตในการเรี่ยไรตามกฎหมายว่าด้วย การควบคุมการเรี่ยไร นอกจากจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการเรี่ยไรแล้ว จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ก าหนด ไว้ในระเบียบนี้ด้วย ในกรณีนี้ กคร. อาจก าหนดแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานรัฐดังกล่าวให้สอดคล้องกับ กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการเรี่ยไรก็ได้ ข้อ 8 ให้มีคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรของหน่วยงานของรัฐ เรียกโดยย่อว่า “กคร.” ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนส านัก นายกรัฐมนตรี ผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทน กระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนส านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนส านักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้แทนส านักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และ ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกินสี่คนเป็นกรรมการ และผู้แทนส านักงานปลัดส านัก นายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการและเลขานุการ กคร. จะแต่งตั้งข้าราชการในส านักงานปลัดส านักนายกรัฐมนตรีจ านวนไม่เกินสองคนเป็น ผู้ช่วยเลขานุการก็ได้ ข้อ 18 การเรี่ยไรหรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรี่ยไรที่ กคร. หรือ กคร. จังหวัด แล้วแต่กรณี จะ พิจารณาอนุมัติให้ตามข้อ 6 ได้นั้น จะต้องมีลักษณะและวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) เป็นการเรี่ยไรที่หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ด าเนินการเพื่อประโยชน์แก่หน่วยงานของรัฐนั้นเอง (2) เป็นการเรี่ยไรที่หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ด าเนินการเพื่อประโยชน์แก่การป้องกันหรือพัฒนา ประเทศ (3) เป็นการเรี่ยไรที่หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ด าเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์ (4) เป็นกรณีที่หน่วยงานของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรี่ยไรของบุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับ อนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการเรี่ยไรแล้ว ข้อ 19 การเรี่ยไรหรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรี่ยไรดังต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องขออนุมัติ จาก กคร. หรือ กคร. จังหวัด แล้วแต่กรณี (1) เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และมีมติคระรัฐมนตรีให้เรี่ยไรได้ (2) เป็นการเรี่ยไรที่รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐจ าเป็นต้องด าเนินการ เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายหรือ บรรเทาความเสียหายที่เกิดจากสาธารณภัยหรือเหตุการณ์ใดที่ส าคัญ (3) เป็นการเรี่ยไรเพื่อร่วมกันท าบุญเนื่องในโอกาสการทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน (4) เป็นการเรี่ยไรตามข้อ 18 (1) หรือ (3) เพื่อให้ได้เงินหรือทรัพย์สินไม่เกินจ านวนเงินหรือมูลค่า ตามที่ กคร. ก าหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา (5) เป็นการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรี่ยไรตามข้อ 18 (4) ซึ่ง กคร. ได้ประกาศในราชกิจจา นุเบกษายกเว้นให้หน่วยงานของรัฐด าเนินการได้โดยไม่ต้องขออนุมัติ


- ๑๑๓ - (6) เป็นการให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐอื่นที่ได้รับอนุมัติหรือได้รับยกเว้นในการขออนุมัติ ตามระเบียบนี้แล้ว ข้อ 20 ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐได้รับอนุมัติหรือได้รับยกเว้นตามข้อ 19 ให้จัดให้มีการเรี่ยไรหรือ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรี่ยไร ให้หน่วยงานของรัฐด าเนินการดังต่อไปนี้ (1) ให้กระท าการเรี่ยไรเป็นการทั่วไป โดยประกาศหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน (2) ก าหนดสถานที่หรือวิธีการที่จะรับเงินหรือทรัพย์สินจากการเรี่ยไร (3) ออกใบเสร็จหรือหลักฐานการรับเงินหรือทรัพย์สินให้แก่ผู้บริจาคทุกครั้ง เว้นแต่โดยลักษณะแห่ง การเรี่ยไรไม่สามารถออกใบเสร็จหรือหลักฐานดังกล่าวได้ ก็ให้จัดท าเป็นบัญชีการรับเงินหรือทรัพย์สินนั้นไว้ เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ (4) จัดท าบัญชีการรับจ่ายหรือทรัพย์สินที่ได้จากการเรี่ยไรตามระบบบัญชีของทางราชการภายใน เก้าสิบวันนับแต่วันที่สิ้นสุดการเรี่ยไร หรือทุกสามเดือน ในกรณีที่เป็นการเรี่ยไรที่กระท าอย่างต่อเนื่องและปิด ประกาศเปิดเผย ณ ที่ท าการของหน่วยงานของรัฐที่ได้ท าการเรี่ยไรไม่น้อยกว่าสามสิบวันเพื่อให้บุคคลทั่วไป ได้ทราบและจัดให้มีเอกสารเกี่ยวกับการด าเนินการเรี่ยไรดังกล่าวไว้ ณ สถานที่ส าหรับประชาชนสามารถใช้ ในการค้นหาและศึกษาข้อมูลข่าวสารของราชการด้วย (5) รายงานการเงินของการเรี่ยไรพร้อมทั้งส่งบัญชีตาม (4) ให้ส านักงานการตรวจเงินแผ่นดินภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่ได้จัดท าบัญชีตาม (4) แล้วเสร็จ หรือในกรณีที่เป็นการเรี่ยไรที่ได้กระท าอย่างต่อเนื่อง ให้รายงานการเงินพร้อมทั้ง ส่งบัญชีดังกล่าวทุกสามเดือน ข้อ 21 ในการเรี่ยไรหรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรี่ยไร ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐด าเนินการ ดังต่อไปนี้ (1) ก าหนดประโยชน์ที่ผู้บริจาคหรือบุคคลอื่นจะได้รับซึ่งมิใช่ประโยชน์ที่หน่วยงานของรัฐได้ ประกาศไว้ (2) ก าหนดให้ผู้บริจาคต้องบริจาคเงินหรือทรัพย์สินเป็นจ านวนหรือมูลค่าที่แน่นอน เว้นแต่ โดย สภาพ มีความจ าเป็นต้องก าหนดเป็นจ านวนเงินที่แน่นอน เช่น การจ าหน่ายบัตรเข้าชมการแสดงหรือบัตรเข้า ร่วมการแข่งขัน เป็นต้น (3) กระท าการใด ๆ ที่เป็นการบังคับให้บุคคลใดท าการเรี่ยไรหรือบริจาค หรือกระท าการในลักษณะ ที่ท าให้บุคคลนั้นต้องตกอยู่ในภาวะจ ายอมไม่สามารถปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงที่จะไม่ช่วยท าการเรี่ยไรหรือ บริจาคไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม (4) ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐออกท าการเรี่ยไร หรือใช้ สั่ง ขอร้อง หรือบังคับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือ บุคคลอื่นออกท าการเรี่ยไร ข้อ 22 เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรี่ยไรของบุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับอนุญาต จากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการเรี่ยไรซึ่งมิใช่หน่วยงานของรัฐจะต้อง ไม่กระท าการดังต่อไปนี้ (1) ใช้หรือแสดงต าแหน่งหน้าที่ให้ปรากฏในการด าเนินการเรี่ยไรไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาด้วย สิ่งพิมพ์ตามกฎหมายว่าด้วยการพิมพ์หรือสื่ออย่างอื่น หรือด้วยวิธีการอื่นใด (2) ใช้ สั่ง ขอร้อง หรือบังคับให้ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือบุคคลใดช่วยท าการเรี่ยไรให้ หรือกระท าใน ลักษณะที่ท าให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือบุคคลอื่นนั้นต้องตกอยู่ในภาวะจ ายอมไม่สามารถปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงที่ จะไม่ช่วยท าการเรี่ยไรให้ได้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม


- ๑๑๔ - แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยที่ ๑ ชื่อหน่วย การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน(ชุมชน สังคม) เวลา ๑ ชั่วโมง 7. ผลการเรียนรู้ 1.19มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ ส่วนรวม 1.20สามารถคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมได้ 1.21ตระหนักและเห็นความส าคัญของการต่อต้านและป้องกันการทุจริต 8. จุดประสงค์การเรียนรู้ นักเรียนสามารถ 2.1 มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม 2.2 สามารถคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมได้ 2.3 ตระหนักและเห็นความส าคัญของการต่อต้านและป้องกันการทุจริต 9. สาระการเรียนรู้ 3.1 ความรู้ ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการขัดกันของผลประโยชน์ (Conflict of Interest) คือ สถานการณ์ที่บุคคลผู้ด ารงต าแหน่งอันเป็นที่ไว้วางใจ ( เช่น ทนายความ นักการเมือง ผู้บริหาร หรือ ผู้อ านวยการของบริษัทเอกชน หรือ หน่วยงานรัฐ) เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างผลประโยชน์ ส่วนตัว กับผลประโยชน์ทางวิชาชีพ (professional interests) อันส่งผลให้ เกิดปัญหาที่เขาไม่สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นกลาง / ไม่ล าเอียงผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้น อาจส่งผลให้เกิดความไม่ ไว้วางใจที่มีต่อบุคคลผู้นั้น ว่าเขาจะสามารถปฏิบัติงานตามต าแหน่งให้อยู่ในครรลองของคุณธรรม จริยธรรมได้มากน้อยเพียงใด ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ ส่วนรวม (Conflict of Interest : COI) เป็นประเด็นปัญหาทางการบริหารภาครัฐในปัจจุบันที่เป็น บ่อเกิดของปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในระดับที่รุนแรงขึ้น และยังสะท้อนปัญหาการขาดหลัก ธรรมาภิบาลและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ๑) ความหมายและประเภทของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ๒) รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน ๓) การกระท าที่อยู่ในข่ายของผลประโยชน์ทับซ้อน ๔) ประเภทของผลประโยชน์ทับซ้อน ๕) รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน ๖) การรับผลประโยชน์ ๗) กิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการมีผลประโยชน์ทับซ้อน 8) แนวทางการป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน 3.2 ทักษะ / กระบวนการ (สมรรถนะที่เกิด)


- ๑๑๕ - 1) ความสามารถในการสื่อสาร - ทักษะการวิเคราะห์- ทักษะกระบวนการคิดตัดสินใจ - ทักษะการน าความรู้ไปใช้ 2) ความสามารถในการคิด (วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 3.3 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ / ค่านิยม 1) มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีจิตสาธารณะ มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม 3) กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ 4) ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม 5) รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม 6) มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน 7) เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง 8) มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่ 9) มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ท า ปฏิบัติตามพระราชด ารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 10) รู้จักด ารงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชด ารัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจ าเป็น มีไว้พอกินพอใช้ถ้าเหลือก็แจกจ่าย จ าหน่าย และพร้อมที่จะขยายกิจการเมื่อมีความพร้อม เมื่อมีภูมิคุ้มกันที่ดี 11) มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจไม่ยอมแพ้ต่ออ านาจฝ่ายต่ า หรือกิเลส มีความ ละอายเกรงกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา ๑๒) กระท าอย่างรับผิดชอบ ๑๓) มีความเป็นธรรมในสังคม 10.กิจกรรมการเรียนรู้ 4.1 ขั้นตอนการเรียนรู้ วิธีสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) ขั้นที่ ๑ กระตุ้นความสนใจ 1) ครูน าวิดีโอข่าวและสื่อการสอนประกอบค าบรรยาย(ppt)ที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน มาให้นักเรียนดูและช่วยกันวิเคราะห์หัวข้อข่าวว่า ผลประโยชน์ทับซ้อนคืออะไร มีลักษณะการ กระท าใดเป็นการกระท าที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นอย่างไร ประเภทและรูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นอย่างไร การรับผลประโยชน์ผลประโยชน์ทับซ้อน กิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการมีผลประโยชน์ทับซ้อน แนวทางการป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับ ซ้อน โดยการจัดการเรียนการสอนโดยการบรรยาย ฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับการกรณี ความผิดที่กระท าเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน และศึกษากรณีตัวอย่างของปัญหาที่เกิดขึ้น ๒) ให้นักเรียนศึกษาใบความรู้เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) (ชุมชน สังคม) 3) ครูอธิบายให้นักเรียนฟังพร้อมทั้งเชื่อมโยงให้นักเรียนเข้าใจถึงความรู้เกี่ยวกับ ผลประโยชน์ทับซ้อนว่า ผลประโยชน์ทับซ้อนคืออะไร มีลักษณะการกระท าใดเป็นการกระท าที่เป็น ผลประโยชน์ทับซ้อน รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นอย่างไร ประเภทและรูปแบบของ


- ๑๑๖ - ผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นอย่างไร การรับผลประโยชน์ผลประโยชน์ทับซ้อน กิจกรรมที่มีความเสี่ยง ต่อการมีผลประโยชน์ทับซ้อน แนวทางการป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ขั้นที่ ๒ ส ารวจค้นหา 1) นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-7 คน ตามความสมัครใจให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกัน ศึกษาความรู้เรื่อง เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนว่า ผลประโยชน์ทับซ้อนคืออะไร มีลักษณะการ กระท าใดเป็นการกระท าที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นอย่างไร ประเภทและรูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นอย่างไร การรับผลประโยชน์ผลประโยชน์ทับซ้อน กิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการมีผลประโยชน์ทับซ้อน แนวทางการป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับ ซ้อนจากใบความรู้และ หนังสือค้นคว้าเพิ่มเติมจากห้องสมุด และแหล่งข้อมูลสารสนเทศ อินเตอร์เน็ต แล้วน าความรู้ที่ได้จากการศึกษามาอภิปรายในชั้นเรียนร่วมกัน 2) นักเรียนตอบค าถามกระตุ้นความคิด ขั้นที่ 3 อธิบายความรู้ 1) สมาชิกแต่ละกลุ่มน าความรู้ที่ได้จากการศึกษาเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน(ชุมชน สังคม) มา อธิบายให้สมาชิกคนอื่นๆ ภายในกลุ่มฟัง ในประเด็นต่อไปนี้ 1.๑) ความหมายและประเภทของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ ส่วนรวม 1.๒) รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน 1.๓) การกระท าที่อยู่ในข่ายของผลประโยชน์ทับซ้อน 1.๔) ประเภทของผลประโยชน์ทับซ้อน 1.๕) รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน 1.๖) การรับผลประโยชน์ 1.๗) กิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการมีผลประโยชน์ทับซ้อน 1.8) แนวทางการป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน 2) นักเรียนตอบค าถามกระตุ้นความคิด ขั้นที่ 4 ขยายความเข้าใจ 1) สมาชิกในกลุ่มร่วมกันท าใบงานที่ ๑ เรื่อง ความหมายและประเภทของการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม(Conflict of interest) 2) สมาชิกในกลุ่มร่วมกันท าใบงานที่ ๒ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ๓) สมาชิกในกลุ่มร่วมกันตรวจสอบความถูกต้อง พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขค าตอบในใบงานที่ 1-๖ ๔) นักเรียนตอบค าถามกระตุ้นความคิด ขั้นที่ 5 ตรวจสอบผล 1) ครูและนักเรียนช่วยกันเฉลยค าตอบในใบงานที่ ที่ 1-๒โดยให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเป็นผู้ ตรวจสอบความถูกต้อง 2) ครูมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มหาข่าวเกี่ยวกับบุคคลที่มีการกระท าที่สอดคล้องกับการปฏิบัติ ตนตามสิทธิและเสรีภาพของประชาชนชาวไทยผลประโยชน์ส่วนรวมและผลประโยชน์ส่วนตน 4.2 สื่อการเรียนรู้ / แหล่งการเรียนรู้ 1) เอกสารประกอบค าบรรยาย(ppt) ๒) วีดิโอ รู้ทันการโกง ตอนผลประโยชน์ทับซ้อน ภัยเงียบท าลายชาติ/สถาบันพระปกเกล้า


- ๑๑๗ - ๓) Paoboonjin (รับทรัพย์สิน+เป็นคู่สัญญา) ๔) วีดิโอนิมนต์ยิ้มเดลี่ คนดีไม่คอร์รัปชัน ตอน ท าบุญบูรณะ วัด/https://www.youtube.com/watch?v=wv69Dr4DyiUจาก สนง.ปปช. ๕) วิดีโอนิมนต์ยิ้มเดลี่ คนดีไม่คอร์รัปชันตอน แป๊ะเจี๊ยตอน ส่งเสริมลูกน้อง ๖) วิดีโอ UNDP Thailand Anti–CorruptionAnimation คอรัปชั่นฉันไม่ขอรับ/ UNDP ๗) วิดีโอการ์ตูนเรื่อง การไม่ยอมรับและการจัดการการทุจริต/ TI ฮังการี 5. การประเมินผลการเรียนรู้ 5.1 วิธีการประเมิน ๑) ตรวจใบงาน ที่ 1-๒ ๒) สังเกตพฤติกรรมการท างานรายบุคคล ๓) สังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ๔) สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการท างาน ๕.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ๑) ตรวจใบงานที่ 1-๒ ๒) แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานรายบุคคล ๓) แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ๔) แบบประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 5.3 เกณฑ์การตัดสิน ๑) ตรวจใบงานที่ 1-2 ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ ๒) ตรวจแบบบันทึกการอ่าน ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ ๓) สังเกตพฤติกรรมการท างานรายบุคคล ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ ๔) สังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ ๕) สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการท างาน ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 6.บันทึกหลังสอน ............................................................................................................................. ................................ ........................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................................. ............................................................................................................................. .............................................. ........................................................................................................................................................................... ลงชื่อ ................................................ ครูผู้สอน (.................................................)


- ๑๑๘ - ใบงานที่ ๑ เรื่อง ความหมายและประเภทของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม(Conflict of interest) ค าชี้แจง ให้นักเรียนวิเคราะห์ข้อความต่อไปนี้แล้วตอบค าถามโดยศึกษาหาค าตอบจากใบความรู้แล้วให้ นักเรียนน ามาเขียนเป็นแผนผังความคิด(Mind Mapping) 1. ความหมาย และรูปแบบของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม (Mind Mapping)


- ๑๑๙ - ใบงานที่ ๒ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ค าชี้แจง ให้นักเรียนวิเคราะห์ข้อความต่อไปนี้แล้วตอบค าถามโดยศึกษาหาค าตอบจากใบความรู้ ๑. ประเภทและรูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นอย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒. ผลประโยชน์ทับซ้อนมีความหมายว่าอย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การกระท าที่อยู่ในข่ายของผลประโยชน์ทับซ้อนมีลักษณะอย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔. การรับผลประโยชน์และกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการมีผลประโยชน์ทับซ้อนมีอะไรบ้างจง ยกตัวอย่าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๕. แนวทางการป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนมีอะไรบ้าง จงยกตัวอย่าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


- ๑๒๐ - แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานของผู้เรียนเป็นรายบุคคล กลุ่มที่…….......... ค าชี้แจง ผู้สอนสังเกตการท างานของผู้เรียน โดยท าเครื่องหมายถูกลงในช่องที่ตรงกับความเป็นจริง พฤติกรรม ความสนใจ ในการเรียน การมีส่วน ร่วมแสดง ความคิด เห็นในการ อภิปราย การรับฟัง ความคิดเห็น ของผู้อื่น การตอบ ค าถาม ความรับผิด ชอบต่องาน ที่ได้รับมอบ หมาย รวม คะแนน ชื่อ-สกุล 2 1 0 2 1 0 2 1 0 2 1 0 2 1 0 10 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 เกณฑ์การประเมิน ให้คะแนน 0-4 ถ้าการท างานนั้นอยู่ในระดับต้องปรับปรุง ให้คะแนน 5-7 ถ้าการท างานนั้นอยู่ในระดับพอใช้ ให้คะแนน 8-10 ถ้าการท างานนั้นอยู่ในระดับดี ลงชื่อ…………………………………………………… (…………………………………………………..) ผู้ประเมิน


- ๑๒๑ - ใบความรู้ที่ ๑ ความหมายและประเภทของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ผลประโยชน์มี ๒ อย่าง คือ ประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ถ้าเราจะคิดถึงประโยชน์เพียง แง่เดียว คือ ประโยชน์ของเราส่วนตัว ต่างคนต่างก็ต้องการประโยชน์ส่วนตัว แล้วจะเป็นประโยชน์ส่วนรวมได้ อย่างไร เพราะฉะนั้นประโยชน์ของส่วนตัวกับประโยชน์ของส่วนรวมก็จะต้องสอดคล้องกัน คือ ประโยชน์ ของเราก็จะต้องเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของคนอื่นด้วย ไม่ใช่ว่าเราได้ประโยชน์แล้วคนอื่นเสียประโยชน์ แล้ว ประโยชน์ส่วนรวมเสียไป แล้วจะท าให้เรานั้นได้ประโยชน์อยู่คนเดียวนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นประโยชน์ที่แท้จริง คือ ประโยชน์ส่วนรวมก็ต้องมาจากประโยชน์ส่วนตัวของแต่ละคน ด้วย ถ้าแต่ละคนได้รับประโยชน์ส่วนตัวหมดทุกคน ก็ท าให้ส่วนรวมได้รับประโยชน์นั้นด้วย ถ้าประโยชน์ ส่วนตัวนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพราะฉะนั้นก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ประโยชน์ของเราส่วนตัวท าให้ส่วนรวมได้ประโยชน์หรือเปล่า หรือถ้าประโยชน์ส่วนตัวของเรานั้น ไม่ท าให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมเลย อันนั้นก็ไม่มีทางส าเร็จได้ แต่ถ้า ประโยชน์ของเราซึ่งเป็นส่วนตัว เป็นประโยชน์ของส่วนรวมด้วย ต่างคนต่างช่วยกัน ท าให้ได้ทั้งประโยชน์ ส่วนรวมและประโยชน์ส่วนตัวด้วย อันนั้นก็จะได้ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย แต่ก่อนที่จะถึงขั้นนี้ได้ ก็จะต้องมีความขัดแย้งหรือมีปัญหา เพราะว่าคนเราคิดไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก่อนอื่นก็จะต้องเริ่มด้วย มีความจริงใจต่อประโยชน์ส่วนรวม เมื่อมีความจริงใจต่อประโยชน์ ส่วนรวม ก็รับฟังความเห็นของคนอื่น ไม่ใช่ความเห็นของตนเองเท่านั้น เพื่อประโยชน์ส่วนรวมจริงๆ


- ๑๒๒ - ใบความรู้ที่ ๒ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict Of Interests) ประโยชน์ทับซ้อน หรือความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม (Conflict of interest : COI) เป็นประเด็นปัญหาทางการบริหารภาครัฐในปัจจุบันที่เป็นบ่อเกิดของปัญหา การทุจริตประพฤติ มิชอบในระดับที่รุนแรงขึ้น และยังสะท้อนปัญหาการขาดหลักธรรมาภิบาลและเป็น อุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ได้ก าหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของ ข้าราชการในการป้องกันปัญหา ผลประโยชน์ทับซ้อนในการปฏิบัติราชการหลายประการ ดังปรากฏในหมวด ๒ ข้อ ๓ (๓) ข้อ ๕(๑),(๒),(๓),(๔) ข้อ ๖(๑),(๒),(๓) ข้อ ๗(๔),(๕) ข้อ ๘(๕) ข้อ ๙(๑) เป็นต้น ความหมาย : ส านักงาน ก.พ. สถานการณ์หรือการกระท าของบุคคล (ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองข้าราชการ พนักงานบริษัท ผู้บริหาร) มีผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้อง จนส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจหรือการปฏิบัติหน้าที่ใน ต าแหน่งนั้น การกระท าดังกล่าวอาจเกิดขึ้นโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ทั้งเจตนาหรือไม่เจตนาหรือบางเรื่องเป็นการ ปฏิบัติสืบต่อกันมา จนไม่เห็นว่าจะเป็นสิ่งผิดแต่อย่างใดพฤติกรรมเหล่านี้เป็นการกระท าความผิดทาง จริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ต้องค านึงถึงผลประโยชน์สาธารณะ (ประโยชน์ของส่วนรวม) แต่กลับ ตัดสินใจปฏิบัติหน้าที่โดยค านึงถึงประโยชน์ ของตนเองหรือพวกพ้อง มูลเหตุปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดจากการพัฒนาการทางการเมืองไทยเปลี่ยนไป จากเดิมที่นักการเมืองและ นัก ธุรกิจเป็นบุคคลคนละกลุ่มกัน กล่าวคือในอดีต นักธุรกิจต้องพึ่งพิงนักการเมือง เพื่อให้นักการเมืองช่วยเหลือ สนับสนุนธุรกิจของตน ซึ่งในบางครั้งสิ่งที่นักธุรกิจต้องการนั้น มิได้รับการตอบสนองจากนักการเมืองทุกครั้ง เสมอไป นักธุรกิจก็ต้องจ่ายเงินจ านวนมากแก่นักการเมือง ในปัจจุบันนักธุรกิจจึงใช้วิธีการเข้ามาเล่นการเมือง เองเพื่อให้ตนเอง สามารถเข้ามาเป็นผู้ก าหนดนโยบายและออกกฎเกณฑ์ต่างๆ ในสังคมได้ และที่ส าคัญคือท า ให้ข้าราชการต่างๆ ต้องปฏิบัติตามค าสั่ง ผลประโยชน์ทับซ้อน ภาษาไทยใช้อยู่ ๓ อย่าง ๑. ความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและ ผลประโยชน์ส่วนรวม ๒. ผลประโยชน์ทับซ้อน ๓. ผลประโยชน์ขัดกัน นิยามศัพท์และแนวคิดส าคัญ ผลประโยชน์ส่วนตน (private interest) “ผลประโยชน์” คือ สิ่งใดๆ ที่มีผลต่อบุคคล/กลุ่ม ไม่ว่าในทางบวกหรือลบ “ผลประโยชน์ส่วนตน” ไม่ได้ครอบคลุมเพียงผลประโยชน์ ด้านการงานหรือธุรกิจของเจ้าหน้าที่ แต่รวมถึงคนที่ติดต่อ สัมพันธ์ด้วย เช่น เพื่อน ญาติคู่แข่ง ศัตรูเมื่อใด เจ้าหน้าที่ประสงค์จะให้คนเหล่านี้ได้หรือเสียประโยชน์ เมื่อนั้นก็ถือ ว่ามีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนมา เกี่ยวข้อง ผลประโยชน์ส่วนตน มี๒ ประเภท คือ ที่เกี่ยวกับเงิน (pecuniary) และที่ไม่เกี่ยวกับเงิน (nonpecuniary) ๑. ผลประโยชน์ส่วนตนที่เกี่ยวกับเงิน ไม่ได้เกี่ยวกับการได้มาซึ่งเงินทองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับการ เพิ่มพูน ประโยชน์หรือปกป้องการสูญเสียของสิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่น ที่ดิน หุ้น ต าแหน่งในบริษัทที่รับงานจาก หน่วยงาน รวมถึง การได้มาซึ่งผลประโยชน์อื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในรูปตัวเงิน เช่น สัมปทาน ส่วนลดของขวัญ หรือ ของที่แสดงน้ าใจไมตรีอื่นๆ ๒. ผลประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับเงิน เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ครอบครัว หรือกิจกรรมทาง สังคม วัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น สถาบันการศึกษา สมาคม ลัทธิแนวคิด มักอยู่ในรูปความล าเอียง/อคติ/เลือกที่ รักมักที่ชัง และ มีข้อสังเกตว่าแม้แต่ความเชื่อ/ความคิดเห็นส่วนตัวก็จัดอยู่ในประเภทนี้ • หน้าที่สาธารณะ (public duty) หน้าที่สาธารณะของผู้ที่ท างานให้ภาครัฐคือ การให้ความส าคัญอันดับต้นแก่ ประโยชน์


- ๑๒๓ - สาธารณะ (public interest) คนเหล่านี้ไม่จ ากัดเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนอื่น ๆ ที่ท างานให้ภาครัฐ เช่น ที่ปรึกษา อาสาสมัคร • ผลประโยชน์สาธารณะ คือ ประโยชน์ของชุมชนโดยรวม ไม่ใช่ผลรวมของผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคล และไม่ใช่ ผลประโยชน์ของกลุ่ม คน การระบุผลประโยชน์สาธารณะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ภาครัฐสามารถให้ ความส าคัญ อันดับต้นแก่สิ่งนี้โดย - ท างานตามหน้าที่อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ - ท างานตามหน้าที่ตามกรอบและมาตรฐานทางจริยธรรม - ระบุผลประโยชน์ทับซ้อนที่ตนเองมีหรืออาจจะมีและจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ - ให้ความส าคัญอันดับต้นแก่ผลประโยชน์สาธารณะ มีความคาดหวังว่าเจ้าหน้าที่ต้องจ ากัดขอบเขตที่ ประโยชน์ ส่วนตนจะมามีผลต่อความเป็นกลางในการท าหน้าที่ - หลีกเลี่ยงการตัดสินใจหรือการท าหน้าที่ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน - หลีกเลี่ยงการกระท า/กิจกรรมส่วนตนที่อาจท าให้คนเห็นว่าได้ประโยชน์จากข้อมูลภายใน - หลีกเลี่ยงการใช้ต าแหน่งหน้าที่หรือทรัพยากรของหน่วยงานเพื่อประโยชน์ส่วนตน - ป้องกันข้อครหาว่าได้รับผลประโยชน์ที่ไม่สมควรจากการใช้อ านาจหน้าที่ - ไม่ใช้ประโยชน์จากต าแหน่งหรือข้อมูลภายในที่ได้ขณะอยู่ในต าแหน่ง ขณะที่ไปหาต าแหน่งงานใหม่ . • ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests) องค์กรสากล คือ Organization for Economic Cooperation and Development (OECD) นิยามว่าเป็นความทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและ ผลประโยชน์ทับซ้อน มี๓ ประเภท คือ ๑. ผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้นจริง (actual) มีความทับซ้อนระหว่าง ผลประโยชน์ส่วนตนและสาธารณะเกิดขึ้น ๒. ผลประโยชน์ทับซ้อนที่เห็น (perceived & apparent) เป็น ผลประโยชน์ทับซ้อนที่คนเห็นว่ามีแต่จริงๆ อาจไม่มีก็ได้ถ้าจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนประเภทนี้อย่างขาด ประสิทธิภาพ ก็อาจน ามาซึ่งผลเสียไม่น้อยกว่าการ จัดการผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้นจริง ข้อนี้แสดงว่า เจ้าหน้าที่ไม่เพียงแต่จะต้องประพฤติตนอย่างมีจริยธรรม เท่านั้น แต่ต้องท าให้คนอื่น ๆ รับรู้และเห็นด้วยว่า ไม่ได้รับประโยชน์เช่นนั้นจริง ๓. ผลประโยชน์ทับซ้อนที่เป็นไปได้ (potential) ผลประโยชน์ส่วนตนที่มีใน ปัจจุบันอาจจะทับซ้อนกับ ผลประโยชน์สาธารณะได้ในอนาคต • หน้าที่ทับซ้อน (conflict of duty) หรือผลประโยชน์เบียดซ้อนกัน (competing interests) มี ๒ ประเภท ๑. ประเภทแรก เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่มีบทบาทหน้าที่มากกว่าหนึ่ง เช่น เป็น เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานและ เป็นคณะกรรมการด้านระเบียบวินัยประจ าหน่วยงานด้วย ปัญหาจะเกิดเมื่อไม่ สามารถแยกแยะบทบาทหน้าที่ทั้งสอง ออกจากกันได้อาจท าให้ท างานไม่มีประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งเกิด ความผิดพลาดหรือผิดกฎหมาย ปกติหน่วยงาน มักมีกลไกป้องกันปัญหานี้โดยแยกแยะบทบาทหน้าที่ต่างๆ ให้ชัดเจน แต่ก็ยังมีปัญหาได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน หน่วยงานที่มีก าลังคนน้อยหรือมีเจ้าหน้าที่บางคนเท่านั้นที่ สามารถท างานบางอย่างที่คนอื่นๆ ท าไม่ได้คนส่วนใหญ่ ไม่ค่อยห่วงปัญหานี้กันเพราะดูเหมือนไม่มีเรื่อง ผลประโยชน์ส่วนตนมาเกี่ยวข้อง ๒. ประเภทที่สอง เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่มีบทบาทหน้าที่มากกว่าหนึ่งบทบาท และการท าบทบาท หน้าที่ ในหน่วยงานหนึ่งนั้น ท าให้ได้ข้อมูลภายในบางอย่างที่อาจน ามาใช้เป็นประโยชน์แก่การท าบทบาท หน้าที่ให้แก่อีกหน่วยงานหนึ่งได้ผลเสียคือ ถ้าน าข้อมูลมาใช้ก็อาจเกิดการประพฤติมิชอบหรือความล าเอียง/ อคติต่อคนบางกลุ่ม ควรถือว่าหน้าที่ทับซ้อนเป็นปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนด้วย เพราะว่ามีหลักการจัดการ แบบเดียวกัน นั่นคือ การตัดสินใจท าหน้าที่ต้องเป็นกลางและกลไกการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนก็สามารถ


- ๑๒๔ - น ามาจัดการกับหน้าที่ทับซ้อนได้ ความหมายและประเภทของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับ ประโยชน์ส่วนรวม ความขัดแย้ง (Conflict) สถานการณ์ที่ขัดกัน ไม่ลงรอยเป็นเหตุการณ์อันเกิดขึ้นเมื่อบุคคล ไม่สามารถตัดสินใจ กระท าอย่างใดอย่างหนึ่ง ความขัดแย้งอาจเกิดขึ้นได้จากความไม่ลงรอยกันในเรื่อง ความคิด แนวทางปฏิบัติ หรือ ผลประโยชน์ผลประโยชน์ส่วนตน (Private Interests) เป็นผลตอบแทนที่ บุคคลได้รับ โดยเห็นว่ามีคุณค่าที่จะสนองตอบความ ต้องการของตนเองหรือของกลุ่มที่ตนเองเกี่ยวข้อง ผลประโยชน์เป็นสิ่งจูงใจให้คนเรามีพฤติกรรมต่างๆ เพื่อสนอง ความต้องการทั้งหลาย (เพ็ญศรี วายวานนท์ ,2527:154) ผลประโยชน์ส่วนรวมหรือผลประโยชน์สาธารณะ (Public Interests) หมายถึง สิ่งใดก็ตามที่ให้ ประโยชน์สุขแก่บุคคลทั้งหลายในสังคม ผลประโยชน์สาธารณะ ยังหมายรวมถึงหลัก ประโยชน์ต่อมวล สมาชิกในสังคม ความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม (Conflict Of Interests) เป็นสถานการณ์ที่บุคคลในฐานะพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้ต าแหน่งหรืออ านาจหน้าที่ใน การแสวงประโยชน์แก่ ตนเอง กลุ่มหรือพวกพ้อง ซึ่งเป็นการละเมิดทางจริยธรรม และส่งผลกระทบหรือ ความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ ค าอื่นที่มีความหมายถึงความขัดแย้งกันแห่งผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม ได้แก่ การมีผลประโยชน์ ทับ ซ้อน ความขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของผู้ด ารงต าแหน่งสาธารณะ และรวมถึงคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย คอร์รัปชั่นสีเทา ความหมายของ (Conflict Of Interests กับ Corruption) - Conflict of Interests เป็นรูปแบบหนึ่งของ Corruption แต่ระดับหรือขนาด และขอบเขต ต่างกัน - Conflict of Interests น าไปสู่ Corruption ที่รุนแรงขึ้น - Conflict of Interests เกี่ยวกับการใช้อ านาจที่เป็นทางการ เชื่อมโยงกับกฎหมาย ระเบียบการ ปฏิบัติและส่วนที่ไม่เป็นทางการ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ขยายไปถึงเรื่องครอบครัว ต้องพิจารณา ความสัมพันธ์ เช่น คู่สมรส และคนในเครือญาติ รูปแบบ (Conflict Of Interests) การรับผลประโยชน์ (Accepting Benefits) ได้แก่ - การรับของขวัญหรือของก านัลที่มีค่าอื่นๆ ซึ่งส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ - การที่บริษัทสนับสนุนการเดินทางไปประชุม/ดูงานในต่างประเทศ ของผู้บริหารและอาจรวมถึง ครอบครัว - การที่หน่วยงานราชการรับเงินบริจาคสร้างส านักงานจากบริษัทธุรกิจที่ติดต่อกับหน่วยงาน - เจ้าหน้าที่ของรัฐรับของแถมหรือผลประโยชน์ในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง - การที่บุคคลปฏิบัติหน้าที่เอาผลประโยชน์ส่วนตัวไปพัวพันในการตัดสินใจ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อ ตนเอง และเป็นการเสียประโยชน์ของทางการ การกระท าที่อยู่ในข่าย Conflict of Interests ความหมาย รับผลประโยชน์ (Accepting Benefits) คือ การรับสินบนหรือรับของขวัญ เช่น เป็นเจ้าพนักงานสรรพากร แล้วรับเงินจากผู้มา เสียภาษี หรือเป็น เจ้าหน้าที่จัดซื้อแล้วไปรับไม้กอล์ฟจากร้านค้า เป็นต้น ใช้อิทธิพล (Influence Peddling) เป็นการเรียก ผลตอบแทนในการใช้อิทธิพลในต าแหน่งหน้าที่เพื่อส่งผลที่ เป็นคุณแก่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรม - ใช้ทรัพย์สินของนายจ้างเพื่อประโยชน์ส่วนตน (Using employer’s property for private advantage) ได้แก่ การใช้รถราชการ หรือใช้คอมพิวเตอร์ของราชการท างานส่วนตัว เป็นต้น - ใช้ข้อมูลลับของราชการ (Using confidential information) เช่น รู้ว่าราชการจะตัดถนน แล้วรีบชิงไปซื้อ ที่ดักหน้าไว้ก่อน


- ๑๒๕ - - รับงานนอก (Outside employment or moonlighting) ได้แก่ การเปิดบริษัทหากินซ้อนบริษัทที่ตนเอง ท างาน เช่น เป็นพนักงานขายแอบเอาสินค้าตัวเองมาขายแข่ง หรือเช่นนักบัญชีที่รับงานส่วนตัวจนไม่มีเวลา ท างานบัญชีในหน้าที่ให้ราชการ - ท างานหลังออกจากต าแหน่ง (Post Employment) เป็นการไปท างานให้ผู้อื่นหลังออกจากงานเดิม โดยใช้ ความรู้หรืออิทธิพลที่เดิมมาชิงงาน หรือเอาประโยชน์โดยไม่ชอบธรรม เช่น เอาความรู้ในนโยบาย และ แผน ของธนาคารชาติไปช่วยธนาคารเอกชนหลังเกษียณ ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict Of Interest) ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการขัดกันของผลประโยชน์ (conflict of interest) คือ สถานการณ์ที่ บุคคลผู้ด ารงต าแหน่งอันเป็นที่ไว้วางใจ ( เช่น ทนายความ นักการเมือง ผู้บริหาร หรือ ผู้อ านวยการของ บริษัทเอกชน หรือ หน่วยงานรัฐ) เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างผลประโยชน์ ส่วนตัวกับผลประโยชน์ทาง วิชาชีพ (professional interests) อันส่งผลให้ เกิดปัญหาที่เขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นกลาง / ไม่ล าเอียงผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้น อาจส่งผลให้เกิดความไม่ไว้วางใจที่มีต่อบุคคลผู้นั้น ว่าเขาจะสามารถ ปฏิบัติงานตามต าแหน่งให้อยู่ในครรลองของคุณธรรมจริยธรรมได้มากน้อยเพียงใด ภาษาไทยใช้อยู่ 3 อย่าง คือ 1. ความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม 2. ผลประโยชน์ทับซ้อน 3. ผลประโยชน์ขัดกัน ผลประโยชน์ทับซ้อน ความหมายของ ส านักงาน ก.พ. สถานการณ์หรือการกระท าของบุคคล (ไม่ ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ พนักงานบริษัท ผู้บริหาร) มีผลประโยชน์ ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้อง จนส่งผล กระทบต่อการตัดสินใจหรือการปฏิบัติหน้าที่ในต าแหน่งนั้น การกระท า ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นโดยรู้ตัวหรือไม่ รู้ตัวทั้งเจตนาหรือไม่เจตนาหรือ บางเรื่อง เป็นการปฏิบัติสืบต่อกันมา จนไม่เห็นว่าจะเป็นสิ่งผิดแต่อย่างใด พฤติกรรมเหล่านี้เป็นการกระท าความผิดทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องค านึงถึงผลประโยชน์สาธารณะ (ประโยชน์ ของส่วนรวม) แต่กลับตัดสินใจปฏิบัติหน้าที่โดยค านึงถึงประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้อง แนวคิดของวิชาการ ให้ความหมายของผลประโยชน์ทับซ้อนไว้ 4 ประการ ดังนี้ 1. ความหมายอย่างกว้างหมายรวมถึงการปฏิบัติงานตามต าแหน่งหน้าที่ที่รับผิดชอบอย่างต่อ หน่วยงานหรือองค์การหรือต่อส่วนรวมแต่ด าเนินการตัดสินใจปฏิบัติหน้าที่โดยค านึงถึงผลประโยชน์ของ ตนเอง ครอบครัว และเพื่อนฝูง 2.ผลประโยชน์ทับซ้อนสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในหน่วยงาน ภาครัฐ องค์กรธุรกิจ สถาบันการศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรวิชาชีพต่างๆ โดยสมารถเกิดขึ้นได้ทั้งในระดับนโยบายของชาติ หน่วยงาน ราชการ และองค์กรในระดับท้องถิ่น ดังนั้นผลประโยชน์ทับซ้อนจึงมีมูลค่าคาวมเสียหายตั้งแต่ไม่กี่ร้อยบาทไป จนถึงนับหมื่นล้านบาท และในบางกรณีความเสียมิได้ปรากฏออกมาในรูปของที่เป็นวัตถุโดย แต่ยังรวมถึง ผลประโยชน์มิใช่วัตถุอีกด้วย 3. ผลประโยชน์ทับซ้อนมิได้จ ากัดเฉพาะผลประโยชน์ของ บุคคลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีอคติใน การตัดสินใจหรือด าเนินการอันมุ่งตอบสนองต่อผลประโยชน์ของหน่วยงานอีกหน่วยงานหนึ่งด้วย เช่น การที่ บุคคลด ารงต าแหน่งซ้อนกันในสองหน่วยงาน อันก่อให้เกิดการท าบทบาทที่ขัดแย้งกัน และมีการใช้อ านาจ หน้าที่ของหน่วยงานหนึ่งไปรับใช้ผลประโยชน์ของอีกหน่วยงานหนึ่ง


- ๑๒๖ - 4. “การฉ้อราษฎร์บังหลวง”และ“การคอร์รัปชัน เชิงนโยบาย” (Policy Corruption) ต่างก็เป็น รูปแบบหนึ่งของผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากทั้งสอง รูปแบบต่างเป็นการใช้ต าแหนงหน้าที่ส าหรับมุ่ง ตอบสนอง ต่อผลประโยชน์ส่วนตัวและ/หรือพรรคพวก สรุป ผลประโยชน์ส่วนตน กับ ผลประโยชน์ส่วนรวม ขัดกัน เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่รักษา ผลประโยชน์ส่วนรวม การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ จึงต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามา เกี่ยวข้อง 1. การใช้ต าแหน่งไปด าเนินการเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของตนเองโดยตรง 2. ใช้ต าแหน่งไปช่วยเหลือญาติสนิทมิตรสหาย 3. การรับผลประโยชน์โดยตรง 4. การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์โดยใช้ต าแหน่งหน้าที่การงาน 5. การน าทรัพย์สินของหน่วยงานไปใช้สวนตัว 6. การน าข้อมูลอันเป็นความลับของหน่วยงานมาใช้ประโยชน์ส่วนตัว 7. การท างานอีกแห่งหนึ่ง ที่ขัดแย้งกับแห่งเดิม 8. ผลประโยชน์ทับซ้อนจากการเปลี่ยนสถานที่ทางาน 9. การปิดบังความผิด มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตตามรัฐธรรมูนญ 1. มาตรการคัดสรรคนดีเขาสู่ต าแหน่งทางการเมือง 2. การก าหนดมาตรการป้องกนการทุจริตในต าแหน่ง 3. การเพิ่มระบบและองค์การตรวจสอบการใช้อ านาจ 4. การมส่วนรวมของประชาชนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต การก าหนดมาตรการป้องกันการทุจริตในต าแหน่ง 1. การมีประมวลจริยธรรมและการห้ามผลประโยชน์ขัดกัน 2. การให้แสดงบัญชีทรัพย์และหนี้สิน 3. การใช้หลักโปร่งใสในการใช้อ านาจ แนวทางการปฏิบัติตนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ 1. หลักนิติธรรม 2. หลักคุณธรรม 3. หลักความโปร่งใส 4. หลักการมีส่วนรวม 5. หลักความรับผิดชอบ 6. หลักความคุ้มค่า


- ๑๒๗ - แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยที่ ๑ ชื่อหน่วย การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน (ชุมชน สังคม) เวลา ๑ ชั่วโมง 1. ผลการเรียนรู้ 1.22มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ ส่วนรวม 1.23สามารถคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมได้ 1.24ตระหนักและเห็นความส าคัญของการต่อต้านและป้องกันการทุจริต 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ นักเรียนสามารถ 2.1 มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม 2.2 สามารถคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมได้ 2.3 ตระหนักและเห็นความส าคัญของการต่อต้านและป้องกันการทุจริต 3. สาระการเรียนรู้ 3.1 ความรู้ ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการขัดกันของผลประโยชน์ (conflict of interest) คือ สถานการณ์ที่บุคคลผู้ด ารงต าแหน่งอันเป็นที่ไว้วางใจ ( เช่น ทนายความ นักการเมือง ผู้บริหาร หรือ ผู้อ านวยการของบริษัทเอกชน หรือ หน่วยงานรัฐ) เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างผลประโยชน์ ส่วนตัว กับผลประโยชน์ทางวิชาชีพ (professional interests) อันส่งผลให้ เกิดปัญหาที่เขาไม่สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นกลาง / ไม่ล าเอียงผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้น อาจส่งผลให้เกิดความไม่ ไว้วางใจที่มีต่อบุคคลผู้นั้น ว่าเขาจะสามารถปฏิบัติงานตามต าแหน่งให้อยู่ในครรลองของคุณธรรม จริยธรรมได้มากน้อยเพียงใด ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ ส่วนรวม (Conflict of interest : COI) เป็นประเด็นปัญหาทางการบริหารภาครัฐในปัจจุบันที่เป็น บ่อเกิดของปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในระดับที่รุนแรงขึ้น และยังสะท้อนปัญหาการขาดหลัก ธรรมาภิบาลและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ 1ประเภทของผลประโยชน์ทับซ้อน 2) ตัวอย่างประโยชน์ทับซ้อน 3) รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน ๔) การรับประโยชน์ต่างๆ ๕) แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน 3.2 ทักษะ / กระบวนการ (สมรรถนะที่เกิด) 1) ความสามารถในการสื่อสาร (ทักษะการวิเคราะห์, ทักษะกระบวนการคิดตัดสินใจ, ทักษะการน าความรู้ไปใช้) 2) ความสามารถในการคิด (วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต


- ๑๒๘ - 3.3 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ / ค่านิยม 1) มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีจิตสาธารณะ มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม 3) กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ 4) ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม 5) รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม 6) มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน 7) เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง 8) มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่ 9) มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ท า ปฏิบัติตามพระราชด ารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 10) รู้จักด ารงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชด ารัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจ าเป็น มีไว้พอกินพอใช้ถ้าเหลือก็แจกจ่าย จ าหน่าย และพร้อมที่จะขยายกิจการเมื่อมีความพร้อม เมื่อมีภูมิคุ้มกันที่ดี 11) มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจไม่ยอมแพ้ต่ออ านาจฝ่ายต่ า หรือกิเลส มีความ ละอายเกรงกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา ๑๒) กระท าอย่างรับผิดชอบ ๑๓) มีความเป็นธรรมในสังคม 4. กิจกรรมการเรียนรู้ 4.1 ขั้นตอนการเรียนรู้ วิธีสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : 5E) ขั้นที่ ๑ กระตุ้นความสนใจ 1) ครูน าวีดีโอข่าวและสื่อการสอนประกอบค าบรรยาย(ppt)ที่เกี่ยวกับรูปแบบของผลประโยชน์ทับ ซ้อนมาให้นักเรียนดูและช่วยกันวิเคราะห์หัวข้อข่าวว่า การกระท าใดเป็นการกระท าเป็นลักษณะของ ผลประโยชน์ทับซ้อน โดยการจัดการเรียนการสอนโดยการบรรยาย ฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับความรู้ เกี่ยวกับรูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน และศึกษากรณีตัวอย่างของปัญหาที่เกิดขึ้น 2) นักเรียนแต่ละคนจะแสดงความคิดเห็นพร้อมอธิบายเหตุผลแตกต่างกันไป ครูร่วมอภิปรายว่า รูปแบบเป็นการใช้อ านาจหน้าที่ที่ผิด 3) ให้นักเรียนศึกษาใบความรู้เรื่องรูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน(ชุมชน สังคม) 4) ครูอธิบายให้นักเรียนรู้เกี่ยวกับรูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อนพร้อมทั้งเชื่อมโยงให้นักเรียน เข้าใจถึงรูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อนว่ามีลักษณะอย่างไร ขั้นที่ ๒ ส ารวจค้นหา 1) นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-7 คน ตามความสมัครใจให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาความรู้ เรื่อง รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อนจากใบความรู้และหนังสือค้นคว้าเพิ่มเติมจากห้องสมุด และ แหล่งข้อมูลสารสนเทศ อินเตอร์เน็ต แล้วน าความรู้ที่ได้จากการศึกษามาอภิปรายในชั้นเรียนร่วมกัน 2) นักเรียนตอบค าถามกระตุ้นความคิด ขั้นที่ 3 อธิบายความรู้ 1) สมาชิกแต่ละกลุ่มน าความรู้ที่ได้จากการศึกษาเรื่องรูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน (ชุมชน สังคม) มาอธิบายให้สมาชิกคนอื่นๆ ภายในกลุ่มฟัง ในประเด็นต่อไปนี้ 1.1 ประเภทของผลประโยชน์ทับซ้อน


- ๑๒๙ - 1.2 ตัวอย่างประโยชน์ทับซ้อน 1.3 รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน 1.4 การรับประโยชน์ต่างๆ 1.5 แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน 2) นักเรียนตอบค าถามกระตุ้นความคิด ขั้นที่ 4 ขยายความเข้าใจ 1) สมาชิกในกลุ่มร่วมกันท าใบงานเรื่องรูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน 2) สมาชิกในกลุ่มร่วมกันตรวจสอบความถูกต้อง พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขค าตอบในใบงาน 3) นักเรียนตอบค าถามกระตุ้นความคิด ขั้นที่ 5 ตรวจสอบผล 1) ครูและนักเรียนช่วยกันเฉลยค าตอบในใบงานโดยให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเป็นผู้ตรวจสอบความ ถูกต้อง 2) ครูมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มหาข่าวเกี่ยวกับบุคคลที่มีการกระท าตัวในลักษณะที่บ่งบอกถึง ที่ รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน 4.2 สื่อการเรียนรู้ / แหล่งการเรียนรู้ 1) เอกสารประกอบค าบรรยาย(ppt) ๒) วิดีโอ เรื่องMOST –The Bridge v.2 ไทย ๓) Paoboonjin (รับทรัพย์สิน+เป็นคู่สัญญา) ๔) ข่าวตะลึงเบญจมฯเมือนคอนขึ้นป้ายยกเลิกเด็กฝากเข้าเรียน/ข่าวจากเว็บ DMCTODAY ๕) วีดีโอรู้ทันการโกง ตอนผลประโยชน์ทับซ้อน ภัยเงียบท าลายชาติ/สถาบันพระปกเกล้า 5. การประเมินผลการเรียนรู้ 5.1 วิธีการประเมิน ๑) ตรวจใบงาน ๒) สังเกตพฤติกรรมการท างานรายบุคคล ๓) สังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ๔) สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการท างาน ๕.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ๑) ตรวจใบงาน ๒) แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานรายบุคคล ๓) แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ๔) แบบประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์


- ๑๓๐ - 5.3 เกณฑ์การตัดสิน ๑) ตรวจใบงานที่ 1-๓ ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ ๒) ตรวจแบบบันทึกการอ่าน ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ ๓) สังเกตพฤติกรรมการท างานรายบุคคล ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ ๔) สังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ ๕) สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการท างาน ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 6.บันทึกหลังสอน ............................................................................................................................. ................................ ........................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................................. ............................................................................................................................. .............................................. ........................................................................................................................................................................... ลงชื่อ ................................................ ครูผู้สอน (.................................................)


- ๑๓๑ - ใบงานเรื่องรูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน ค าชี้แจง ให้นักเรียนวิเคราะห์ข้อความต่อไปนี้แล้วตอบค าถามโดยศึกษาหาค าตอบจากใบความรู้ 1) ประเภทของผลประโยชน์ทับซ้อนมีกี่ประเภท อะไรบ้าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2) ให้นักเรียนยกตัวอย่างประโยชน์ทับซ้อนจากข่าวและคลิปวีดีโอที่นักเรียนค้นคว้ามา ๑ ตัวอย่าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3) รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อนมีกี่รูปแบบอะไรบ้าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔) การรับประโยชน์ต่างๆจากผลประโยชน์ทับซ้อนมีอะไรบ้าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๕) แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนมีอะไรบ้างจงยกตัวอย่าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


- ๑๓๒ - แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานของผู้เรียนเป็นรายบุคคล กลุ่มที่…….......... ค าชี้แจง ผู้สอนสังเกตการท างานของผู้เรียน โดยท าเครื่องหมายถูกลงในช่องที่ตรงกับความเป็นจริง พฤติกรรม ความสนใจ ในการเรียน การมีส่วน ร่วมแสดง ความคิด เห็นในการ อภิปราย การรับฟัง ความคิด เห็นของ ผู้อื่น การตอบ ค าถาม ความรับผิด ชอบต่องาน ที่ได้รับมอบ หมาย รวม คะแนน ชื่อ-สกุล 2 1 0 2 1 0 2 1 0 2 1 0 2 1 0 10 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 เกณฑ์การประเมิน ให้คะแนน 0-4 ถ้าการท างานนั้นอยู่ในระดับต้องปรับปรุง ให้คะแนน 5-7 ถ้าการท างานนั้นอยู่ในระดับพอใช้ ให้คะแนน 8-10 ถ้าการท างานนั้นอยู่ในระดับดี ลงชื่อ…………………………………………………… (…………………………………………………..) ผู้ประเมิน


- ๑๓๓ - ใบความรู้ เรื่อง รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน ประเภทของผลประโยชน์ทับซ้อน 1. การใช้ต าแหน่งไปด าเนินการเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของตนเองโดยตรง 2. ใช้ต าแหน่งไปช่วยเหลือญาติสนิทมิตรสหาย 3. การรับผลประโยชน์โดยตรง 4. การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์โดยใช้ต าแหน่งหน้าที่การงาน 5. การน าทรัพย์สินของหน่วยงานไปใช้ส่วนตัว 6. การน าข้อมูลอันเป็นความลับของหน่วยงานมาใช้ประโยชน์ส่วนตัว 7. การท างานอีกแห่งหนึ่ง ที่ขัดแย้งกับแห่งเดิม 8. ผลประโยชน์ทับซ้อนจากการเปลี่ยนสถานที่ท างาน 9. การปิดบังความผิด ตัวอย่างประโยชน์ทับซ้อน 1. หาประโยชน์ให้ตนเอง 2. รับประโยชน์จากต าแหน่งหน้าที่ 3. ใช้อิทธิพลเรียกผลตอบแทน 4. ใช้ทรัพย์สินของนายจ้างเพื่อประโยชน์ของตน 5. ใช้ข้อมูลความลับ เพื่อแสวงประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง 6. รับงานนอก แล้วส่งผลเสียให้งานในหน้าที่ 7. ท างานหลังออกจากต าแหน่งและเอื้อประโยชน์ต่อบริษัท 8. การให้ของขวัญ ของก านัล เพื่อหวังความก้าวหน้า 9. ให้ทิปพนักงานโรงแรมเพื่อหวังการบริการที่ดีกว่าลูกค้ารายอื่น 10. ช่วยให้ญาติมิตรท างานในหน่วยที่ตนมีอ านาจ 11. ชื้อขายต าแหน่ง จ่ายผลประโยชน์ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของตน รูปแบบของประโยชน์ทับซ้อน การรับผลประโยชน์ต่างๆ (Accepting Benefit) 1. การท าธุรกิจกับตัวเอง (Self-dealing) หรือการเป็นคู่สัญญา 2. การท างานหลังเกษียณ (Post-employment) 3. การท างานพิเศษ (Outside employment or moonlighting) 4. การใช้ข้อมูลภายใน (Inside information) 5. การน าโครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง (Pork-barreling) การรับประโยชน์ต่างๆ 1. การรับของขวัญจากบริษัทต่างๆ 2.บริษัทสนับสนุนค่าเดินทางไปดูงานต่างประเทศ 3. หน่วยราชการรับเงินบริจาคจากธุรกิจที่เป็นลูกค้าของหน่วยงาน 4. ได้รับของแถมหรือผลประโยชน์อื่นใดจากการจัดชื้อจัดจ้าง 5. การที่คณะกรรมการกู้เงินจากสถาบันการเงินในการก ากับดูแล 6. การที่คณะกรรมการฝากญาติพี่น้องหรือคนที่คุ้นเคยเข้าท างานในรัฐวิสาหกิจที่ตนก ากับดูแลอยู่ ประโยชน์อันค านวณเป็นเงินได้


- ๑๓๔ - 1. การปลดหนี้หรือการลดหนี้ให้เปล่า 2. การให้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย 3. การเข้าค้ าประกันโดยไม่คิดค่าธรรมเนียม 4. การให้ค่านายหน้าหรือค่าธรรมเนียมการเป็นตัวแทน 5. การขาย การให้เช่าชื้อทรัพย์สิน เกินมูลค่าที่เป็นจริงตามที่ปรากฏเห็นในท้องตลาด 6. การใช้สถานที่ ยานพาหนะ หรือทรัพย์สิน โดยไม่คิดค่าเช่าหรือค่าบริการน้อยกว่าที่คิดกับบุคคลอื่น โดย ปกติทางการค้า 7. การให้ใช้บริการโดยไม่คิดค่าบริการ หรือคิดค่าใช้บริการน้อยกว่าที่คิดกับบุคคลอื่น โดยปกติทางการค้า 8. การให้ส่วนลดในสินค้า หรือทรัพย์สินที่จ าหน่าย โดยการให้ส่วนลดมากกว่าที่ให้กับบุคคลอื่น โดยปกติทาง การค้า 9. การให้เดินทาง หรือขนส่งบุคคล หรือสิ่งของโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดค่าใช้จ่ายน้อยกว่าบุคคลอื่น โดย ปกติทางการค้า 10. การจัดเลี้ยง การจัดมหรสพ หรือการบันเทิงอื่น ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดค่าใช้จ่ายน้อยกว่าที่คิดกับ บุคคลอื่น โดยปกติทางการค้า ข้าราชการประจ า กิจกรรมที่มีความเสี่ยง 11. การรับผลประโยชน์หรือการเรียกร้องสิ่งตอบแทนจากการปฏิบัติงานในหน้าที่ความรับผิดชอบ 12. การรับงานนอกหรือการท าธุรกิจที่เบียดบังเวลาราชการ/งานโดยรวมของหน่วยงาน 13. การท างานหลังเกษียณให้กับหน่วยงานที่มีผลประโยชน์ขัดกับหน่วยงานต้นสังกัดเดิม การน ารถราชการไปใช้ในกิจธุระส่วนตัวและในหลายกรณีมีการเบิกค่าน้ ามันด้วย 1. การน าบุคลากรของหน่วยงานไปใช้เพื่อการส่วนตัว 2. การรับงานจากภายนอกจนกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ประจ า 3. การใช้สิทธิในการเบิกจ่ายยาให้แก่ญาติแล้วน ายาไปใช้ที่คลินิคส่วนตัว 4. การรับประโยชน์จากระบบการล็อกบัตรคิวให้แก่เจ้าหน้าที่หรือญาติเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานกลุ่มวิชาชีพที่ เกี่ยวกับการ ตรวจสอบ ประเมินราคาและการจัดซื้อจัดจ้าง 5. การก าหนดมาตรฐาน (Specification) ในสินค้าที่จะจัดซื้อจัดจ้างให้บริษัทของตนหรือของพวกพ้อง ได้เปรียบหรือชนะในการประมูล 6. การให้ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างแก่พรรคพวก/ญาติ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในการประมูลหรือการจ้าง เหมา รวมถึงการปกปิดข้อมูล เช่น การปิดประกาศหรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารล่าช้าหรือพ้นก าหนดการ ยื่น ใบเสนอราคา เป็นต้น ประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยาของ เจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๓ (มาตรา ๑๐๓) ข้อ ๕ เจ้าหน้าที่ของรัฐจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาได้ดังต่อไปนี้ (๑) จากญาติ ซึ่งให้โดยเสน่หาตามจ านวนที่เหมาะสมตามฐานานุรูป (๒) จากบุคคลอื่นราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคคล แต่ละโอกาสไม่เกินสาม พันบาท การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นที่มีมูลค่าเกินกว่า ๓,๐๐๐ บาทโดยมีความจ าเป็นต้องรับเพื่อรักษา ไมตรีมิตรภาพ ต้องแจ้งผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานโดยทันทีที่สามารถกระท าได้


- ๑๓๕ - หากมีความจ าเป็นต้องรับเพราะเพื่อรักษาไมตรี...จะท าอย่างไร แจ้งผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ วินิจฉัย มีเหตุผล รับได้ - รับไว้ ไม่เหตุควรรับ - ส่งคืน ส่งคืนไม่ได้ มอบให้ส่วนราชการ ระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเรี่ยไรของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๒ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรี่ยไรของบุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตจาก คณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรตามกฎหมายว่าด้วยการเรี่ยไรซึ่งมิใช่หน่วยงานของรัฐจะต้องไม่กระท าการ ดังต่อไปนี้ (๑) ใช้หรือแสดงต าแหน่งหน้าที่ให้ปรากฏในการด าเนินการเรี่ยไรไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาด้วยสิ่งพิมพ์ตาม กฎหมาย ว่าด้วยการพิมพ์ หรือสื่ออย่างอื่นหรือด้วยวิธีการอื่นใด (๒) ใช้ สั่ง ขอร้อง หรือบังคับให้ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือบุคคลใดช่วยท าการเรี่ยไรให้หรือกระท าในลักษณะให้ผู้ นั้นอยู่ ในภาวะจ ายอมไม่สามารถปฏิเสธ หรือหลีกเลี่ยงที่จะไม่ช่วยท าการเรี่ยไรไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน “ความขัดแย้ง ระหว่าง บทบาท” (Conflict of roles) หมายความว่า บุคคลด ารงต าแหน่งที่มี บทบาทสองบทบาทขัดแย้งกัน เช่น นายสมชายเป็นกรรมการสอบ คัดเลือกบุคคลเข้าท างาน โดยที่บุตรสาว ของสมชายเป็นผู้สมัครสอบคนหนึ่งด้วย ซึ่งในกรณีนี้ถือว่าเกิด “การด ารง ต าแหน่งอันหมิ่นเหม่ต่อการเกิด ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน” แต่ในกรณีนี้ถือว่ายังมิได้น าไปสู่การกระท าความผิดแต่ ประการใด (เช่น การ สอบคัดเลือกบุคคลยังมิได้เกิดขึ้นจริง หรือมีการสอบเกิดขึ้นแล้วแต่นายสมชายสามารถวางตัวเป็นกลาง มิได้ ช่วยเหลือ บุตรสาวของตนแต่ประการใด เป็นต้น) กระนั้นก็ตาม การด ารงต าแหน่งอันหมิ่นเหม่ต่อการเกิด ปัญหา ผลประโยชน์ทับซ้อนดังกล่าว ถือเป็นสถานการณ์ล่อแหลม ที่อาจจูงใจ/ชักน าให้เกิดการกระท า เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน จะต้องถอนตัวออกอย่างสมบูรณ์จากการเป็น ผู้มีส่วนในการตัดสินใจ งด แสดง ความคิดเห็น ละเว้นจากการให้ค าปรึกษา และ งดออกเสียง (Recusal) เช่น ในกรณีที่สมชายเป็น กรรมการสอบคัดเลือกบุคลากร เข้าท างาน โดยมีบุตรสาวของตนสมัครเข้าร่วมสอบคัดเลือก ด้วยนั้น ซึ่งใน สถานการณ์ เช่นนี้ สมชายจะต้องลาออกจากการเป็นกรรมการสอบคัดเลือก เพื่อเป็นการถอนตัว ออกจาก การเกี่ยวข้องกับสถานการณ์อันหมิ่นเหม่ต่อผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างสูง เคลื่อนย้ายผลประโยชน์ส่วนตัวที่ทับซ้อนอยู่ให้ออกไป (Removal) เพื่อให้ตนเองสามารถปฏิบัติ ภารกิจได้โดยปราศจากอคติ วิธีการดังกล่าวนี้เป็นการปิดช่องทางมิให้เอื้ออ านวยต่อการเกิดปัญหา ผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการจัดการกับผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น จากกรณีตัวอย่าง ในข้อสอง สมชาย สามารถ แก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนได้ โดยการขอร้องให้บุตรสาวของตนถอนตัว ออก จากการสอบ เพื่อให้สมชายสามารถ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการสอบคัดเลือก มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตามรัฐธรรมนูญ 1. มาตรการคัดสรรคนดีเข้าสู่ต าแหน่งทางการเมือง 2. การก าหนดมาตรการป้องกันการทุจริตในต าแหน่ง 3. การเพิ่มระบบและองค์การตรวจสอบการใช้อ านาจ 4. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต การก าหนดมาตรการป้องกันการทุจริตในต าแหน่ง 1. การมีประมวลจริยธรรมและการห้ามผลประโยชน์ทับซ้อน 2. การแสดงบัญชีทรัพย์และหนี้สิน


- ๑๓๖ - 3. การใช้หลักโปร่งใสในการใช้อ านาจ แนวทางการปฏิบัติตนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ 1. หลักนิติธรรม 2. หลักคุณธรรม 3. หลักความโปร่งใส 4. หลักการมีส่วนร่วม 5. หลักความรับผิดชอบ 6. หลักความคุ้มค่า หลักธรรมาภิบาล และหลักคุณธรรม จริยธรรมในการปฏิบัติงาน แนวทางการป้องกันและ ปราบปราม การทุจริต (ANTI CORRUPTION) หลักธรรมาภิบาลในการบริหารองค์กร (Good Governance) หลักคุณธรรม จริยธรรม ในการปฏิบัติงาน การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ธรรมาภิบาล จะมีค าว่า integrity ค่านิยมของข้าราชการ I am ready I = Integrity มีศักดิ์ศรี (ยึดมั่นในความถูกต้อง สุจริต เที่ยงธรรม) A = Activeness ขยันตั้งใจท างาน (บริการ/แก้ไขปัญหา ปชช) M = Morality มีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม R = Relevance รู้ทันโลก ปรับตัวทันโลก ตรงกับสังคม E = Efficiency มุ่งเน้นประสิทธิภาพ (คุณภาพ ดัชนี ประเมินผล) A = Accountability รับผิดชอบต่อผลงาน ประชาชน D = Democracy มีใจ/การกระท าเป็น ประชาธิปไตย (มีส่วนร่วม โปร่งใส) Y = Yield มีผลงาน มุ่งเน้นผลงาน เพื่อประโยชน์สุข ของประชาชนการ


- ๑๓๗ - หน่วยที่ ๒ ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต


- ๑๓๘ - แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยที่ ๒ ชื่อหน่วย ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ท าการบ้าน/ชิ้นงานเองกันเถอะ เวลา ๑ ชั่วโมง ๑. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความไม่ทนและความละอายต่อการทุจริต ๑.๒ ปฏิบัติตนเป็นผู้ไม่ทนและละอายต่อการทุจริตทุกรูปแบบ ๑.๓ ตระหนักและเห็นความส าคัญของการต่อต้านและป้องกันการทุจริต ๒.จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความไม่ทนและความละอายต่อการทุจริตในการท า การบ้านชิ้นงาน 2.2 นักเรียนสามารถคิดวิเคราะห์ถึงผลเสียจากการทุจริตในการท าการบ้าน/ชิ้นงาน 2.3 นักเรียนตระหนักและเห็นความส าคัญของการต่อต้านและป้องกันการทุจริต ๓. สาระการเรียนรู้ 3.1 ความรู้ ๑) ตัวอย่างความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต ๒) ผลเสียจากการทุจริตในการไม่ท าการบ้าน/ชิ้นงานด้วยตนอง 3) ความส าคัญของการต่อต้านและป้องกันการทุจริต 3.2 ทักษะ / กระบวนการ (สมรรถนะที่เกิด) 3.1.ความสามารถในการคิด 1).ทักษะการสังเกต 2).ทักษะการระบุ 3.2 ความสามารถในการสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) 3.4.ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต (วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3.3 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ / ค่านิยม ๑) ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม ๒) มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ท า รู้ปฏิบัติตามพระราชด ารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๓) มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจไม่ยอมแพ้ต่ออ านาจฝ่ายต่ า หรือกิเลส มีความ ละอายเกรงกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา ๔. กิจกรรมการเรียนรู้ 4.1 ขั้นตอนการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ จ านวน ๑ ชั่วโมง


- ๑๓๙ - ๑. ชมคลิปวีดีโอ "กระเป๋าตังค์" ผลงานรองชนะเลิศการประกวดสื่อป้องกันการทุจริต ระดับอุดมศึกษา จากที่มาของคลิป คือ https://www.youtube.com/watch?v=Z6h4OuywCgE ๒. สนทนา อภิปราย ร่วมกันจากเหตุการณ์ในคลิปวีดีโอ "กระเป๋าตังค์" ผลงานรองชนะเลิศการ ประกวดสื่อป้องกันการทุจริตระดับอุดมศึกษา โดยชี้ให้เห็นถึงผลเสียที่เกิดจากการทุจริต ๓. ชมคลิปวีดีโอ เรื่อง ลอกการบ้านเพื่อนมันไม่ดียังไงไปดู ที่มาของคลิปวีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=8O5uHKs4qLM ๔. สนทนา อภิปราย คลิปวีดีโอ เรื่อง ลอกการบ้านเพื่อนมันไม่ดียังไงไปดูเพื่อชี้ให้นักเรียนได้ เล็งเห็น และตระหนักถึงการทุจริตเป็นสิ่งที่ไม่ดีรวมทั้งอธิบายถึงเรื่องของการลอกการบ้านเป็น การทุจริตที่จะสามารถขยายไปสู่การทุจริตที่ร้ายแรงขึ้นได้ ๕. กิจกรรมระดมสมอง โดยให้นักเรียนช่วยกันคิดว่าผลเสียของการไม่ท าการบ้าน/ชิ้นงานเอง ส่งผล อย่างไรบ้าง ลงบนกระดาษชาร์ต ๖. สนทนา อภิปราย โดยครูเป็นผู้ที่กระตุ้นให้นักเรียนเกิดตระหนักและเห็นความส าคัญของการ ต่อต้านและป้องกันการทุจริต โดยการเริ่มต้นจากการการบ้าน/ชิ้นงานเอง ๗. แจกใบงาน เรื่อง ท าการบ้าน/ชิ้นงาน มีทั้งข้อดีและข้อเสีย 4.2 สื่อการเรียนรู้ / แหล่งการเรียนรู้ 1) ลอกการบ้านเพื่อนมันไม่ดียังไงไปดู https://www.youtube.com/watch?v=8O5uHKs4qLM ๒) คลิปวีดีโอ "กระเป๋าตังค์" ผลงานรองชนะเลิศการประกวดสื่อป้องกันการทุจริตระดับอุดมศึกษา https://www.youtube.com/watch?v=Z6h4OuywCgE ๓) กระดาษชาร์ต ๔) ใบงาน เรื่อง ท าการบ้าน/ชิ้นงาน มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ๕. การประเมินผลการเรียนรู้ 5.1วิธีการประเมิน ๑) ใบงาน เรื่อง ท าการบ้าน/ชิ้นงาน มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ๒) สังเกตพฤติกรรมการท างานของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ๕.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน 1. แบบประเมินใบงาน ๒. แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานของผู้เรียนเป็นรายบุคคล 5.3 เกณฑ์การตัดสิน นักเรียนได้คะแนนระดับดีขึ้นไป ถือว่าผ่าน


- ๑๔๐ - 6. บันทึกหลังสอน ............................................................................................................................. ............................ ............................................................................................................................. .............................................. ........................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................................. ............................................................................................................................. .............................................. ........................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .............................................. ลงชื่อ ................................................ ครูผู้สอน (.................................................)


- ๑๔๑ - ชื่อ ......................................................สกุล ................................................ชั้น................ เลขที่……. โรงเรียน ............................................................................ ใบงาน เรื่อง ท าการบ้าน/ชิ้นงาน มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ค าชี้แจง ให้นักเรียนเขียนผังมโนทัศน์ผลดีผลเสียเกี่ยวกับการท าการบ้าน/ชิ้นงาน ผลดี ท าการบ้าน/ชิ้นงานเอง ผลเสีย ไม่ท าการบ้าน/ชิ้นงานเอง


- ๑๔๒ - แบบประเมินใบงาน เรื่อง .......................................................................... ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ …….. วันที่.....................เดือน........................................................พ.ศ. .................................. ที่ ประเด็นคะแนน ชื่อ - สกุล ความตั้งใจ ปฏิบัติงาน ความ ถูกต้อง เสร็จตาม ก าหนด รวม ๑๕ คะแนน ระดับ คุณภาพ ๕ ๕ ๕ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ เกณฑ์การประเมินและระดับคุณภาพ คะแนน ๑๓ - ๑๕ คะแนน หมายถึง ดีมาก คะแนน ๙ – ๑๒ คะแนน หมายถึง ดี คะแนน ๕ – ๘ คะแนน หมายถึง พอใช้ คะแนน ๑ – ๔ คะแนน หมายถึง ปรับปรุง จ านวนคนที่ผ่านระดับคุณภาพ......................คน ร้อยละ............... จ านวนคนที่ไม่ผ่านระดับคุณภาพ..................คน ร้อยละ............... ลงชื่อ.................................... ผู้ประเมิน (...................................................)


- ๑๔๓ - แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ที่ พฤติกรรม ชื่อ-สกุล ความสนใจ การแสดง ความ คิดเห็น การตอบ ค าถาม การยอมรับ ฟังคนอื่น ท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย หมายเหตุ 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 เกณฑ์การวัดผล ให้คะแนนระดับคุณภาพของแต่ละพฤติกรรมดังนี้ ดีมาก = 4 สนใจฟัง ไม่หลับ ไม่พูดคุยในชั้น มีค าถามที่ดี ตอบค าถามถูกต้อง ท างานส่งครบ ตรงเวลา ดี = 3 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 70% ปานกลาง = 2 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 50% ปรับปรุง = 1 เข้าชั้นเรียน แต่การแสดงออกน้อยมาก ส่งงานไม่ครบ ไม่ตรงเวลา ลงชื่อ……………………………….ผู้สังเกต (……………………………….) …………/…………/………..


- ๑๔๔ - แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยที่ ๒ ชื่อหน่วย ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒ เรื่อง รู้หน้าที่การท าเวร/การท าความสะอาด เวลา ๑ ชั่วโมง ๑.ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความไม่ทนและความละอายต่อการทุจริต ๑.๒ ปฏิบัติตนเป็นผู้ไม่ทนและละอายต่อการทุจริตทุกรูปแบบ ๑.๓ ตระหนักและเห็นความส าคัญของการต่อต้านและป้องกันการทุจริต ๒.จุดประสงค์การเรียนรู้ นักเรียนสามารถ 2.1 นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความไม่ทนและความละอายต่อการทุจริตในการท าเวร/ การท า ความสะอาด 2.2 นักเรียนสามารถคิดวิเคราะห์ถึงผลเสียจากการทุจริตในการท าเวร/การท าความสะอาด 5.2 นักเรียนตระหนักและเห็นความส าคัญของการต่อต้านและป้องกันการทุจริต ๓. สาระการเรียนรู้ 3.1 ความรู้ ๒.๑. ตัวอย่างความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต ๒.๒. ผลเสียจากการทุจริตในการไม่การท าเวร/การท าความสะอาด ๒.๓. ความส าคัญของการต่อต้านและป้องกันการทุจริต 3.2 ทักษะ / กระบวนการ (สมรรถนะที่เกิด) 3.1.ความสามารถในการคิด 1).ทักษะการสังเกต 2).ทักษะการระบุ 3.2 ความสามารถในการสื่อสาร (ฟัง พูด อ่าน เขียน) 3.4.ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต (วิเคราะห์ จัดกลุ่ม สรุป) 3.3 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ / ค่านิยม ๑) ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม ๒) มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่ ๓) มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจไม่ยอมแพ้ต่ออ านาจฝ่ายต่ า หรือกิเลส มีความ ละอายเกรงกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา ๔. กิจกรรมการเรียนรู้ 4.1 ขั้นตอนการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ จ านวน ๑ ชั่วโมง ๑. ชมคลิปวีดีโอ หนังสั้นๆเรื่อง จะช่วยกันรักษาความสะอาดในโรงเรียนได้อย่างไร ที่มาของคลิปวีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=rjiE85tL_GA


- ๑๔๕ - ๒. สนทนา อภิปราย ร่วมกันจากเหตุการณ์ในคลิปวีดีโอ ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น และจะแก้ไข อย่างไรโดยชี้ให้เห็นถึงผลเสียที่เกิดจากการทุจริต และความรับผิดชอบที่ต้องรับจากผลของการ กระท า ๓. กิจกรรมระดมสมอง หัวข้อ “ช่วยกันจัดระบบบทบาท หน้าที่ตัวเราในฐานะนักเรียนที่ดี” เขียน ลงบนกระดาษชาร์ท ๔. สนทนา อภิปราย ในประเด็น การท าเวร/การท าความสะอาดเป็นบทบาทหน้าที่ของนักเรียน โดย ครูพยายามชี้ให้เห็นว่าถ้าเรามีการท าเวร/การท าความสะอาด ไม่หลบหนี หรือไม่เอาเปรียบเพื่อน ถือว่ามีความละอายต่อการทุจริต ๕. สนทนา อภิปราย โดยครูเป็นผู้ที่กระตุ้นให้นักเรียนเกิดตระหนักและเห็นความส าคัญของการท า เวร/การท าความสะอาด ว่าเกี่ยวข้องกับการต่อต้านและป้องกันการทุจริต ๖. ให้นักเรียนแต่งค าขวัญ รณรงค์เรื่อง การรักษาความสะอาด 4.2 สื่อการเรียนรู้ / แหล่งการเรียนรู้ 1) คลิปวีดีโอ หนังสั้นๆเรื่อง จะช่วยกันรักษาความสะอาดในโรงเรียนได้อย่างไร โดยมีที่มาจาก https://www.youtube.com/watch?v=rjiE85tL_GA ๒) กระดาษชาร์ท ๓) สี ๕. การประเมินผลการเรียนรู้ 5.1 วิธีการประเมิน ๑) การแต่งค าขวัญ ๒) สังเกตพฤติกรรมการท างานของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ๕.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน 1. แบบประเมินการแต่งค าขวัญ ๒. แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานของผู้เรียนเป็นรายบุคคล 5.3 เกณฑ์การติดสิน นักเรียนได้ระดับดีขึ้นไปถือว่าผ่าน 6. บันทึกหลังสอน ............................................................................................................................. ................................ .................................................................................................. ......................................................................... ............................................................................................................................. .............................................. ....................................................................................................................................... .................................... ลงชื่อ ................................................ ครูผู้สอน (.................................................)


- ๑๔๖ - แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ที่ พฤติกรรม ชื่อ-สกุล ความสนใจ การแสดง ความ คิดเห็น การตอบ ค าถาม การยอมรับ ฟังคนอื่น ท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย หมายเหตุ 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 เกณฑ์การวัดผล ให้คะแนนระดับคุณภาพของแต่ละพฤติกรรมดังนี้ ดีมาก = 4 สนใจฟัง ไม่หลับ ไม่พูดคุยในชั้น มีค าถามที่ดี ตอบค าถามถูกต้อง ท างานส่งครบ ตรงเวลา ดี = 3 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 70% ปานกลาง = 2 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 50% ปรับปรุง = 1 เข้าชั้นเรียน แต่การแสดงออกน้อยมาก ส่งงานไม่ครบ ไม่ตรงเวลา ลงชื่อ……………………………….ผู้ประเมิน (……………………………….) …………/…………/………..


- ๑๔๗ - แบบประเมินการแต่งค าขวัญ ค าชี้แจง เขียนเครื่องหมาย / ตรงกับพฤติกรรมของนักเรียนตามรายการที่สังเกต ชื่อ-สกุล รายการประเมิน รวมคะแนน 15 เนื้อหาสาระ 3 การใช้ภาษา 3 อักขรวิธี 3 ความคิด สร้างสรรค์ 3 ความสะอาด เรียบร้อย 3 เกณฑ์การให้คะแนน ประเด็นการประเมิน พฤติกรรม/ระดับคะแนน 3 2 1 เนื้อหาสาระ ถูกต้องชัดเจน น่าสนใจมาก ถูกต้องชัดเจน น่าสนใจพอใช้ ไม่ชัดเจนและน่าสนใจ การใช้ภาษา ใช้ภาษาถ้อยค าได้ถูกต้อง ตามหลักวิชาการ ใช้ภาษาถ้อยค าได้ถูกต้องแต่ ไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ ใช้ภาษาถ้อยค าบกพร่องอยู่บ้าง อักขรวิธี ถูกต้องตามอักขรวิธี ทุกค า ไม่ถูกต้องตามอักขรวิธี 1-2 ค า ไม่ถูกต้องตามอักขรวิธี 3 ค าขึ้นไป ความคิดสร้างสรรค์ มีความคิดสร้างสรรค์ในการ อ่านที่แปลกใหม่ไม่เหมือน ใคร มีความคิดสร้างสรรค์ในการ อ่านแตกต่างจากคนทั่วไป มีการปรับปรุงการอ่านจาก การอ่านทั่วไป และสร้างสรรค์ เพิ่มเติมให้ดีขึ้นเล็กน้อย ความสะอาด เรียบร้อย สะอาดไม่มีรอยขูดขีด ฆ่า และรอบคอบ สะอาดไม่มีรอยขีดฆ่า มีรอย ลบ 1-2 แห่ง สะอาดไม่มีรอยขีดฆ่า มีรอยมากกว่า 2 แห่ง


Click to View FlipBook Version