ชีวิตและจุดมุ่งหมายของชีวิต ตามหลักพระพุทธศาสนา รายวิชา 41103 สารัตพุทธปรัชญาในพระไตรปิฎก หลักสูตรศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตศรีธรรมาโศกราช
ชีวิตและจุดมุ่งหมายของชีวิต ตามหลักพระพุทธศาสนา นางสาวพรรณนลิน เค้าศิริวัฒน์ ๖๖๒๐๖๔๐๔๓๒๐๐๑ นางสาวสรณ์กฤศจันทร์ บังเศียร ๖๖๒๐๖๔๐๔๓๒๐๐๔ นายเกียรติศักดิ์ ป้องศรี ๖๖๒๐๖๔๐๔๓๒๐๐๙ นางสโรชา สังขนิตย์ ๖๖๒๐๖๔๐๔๓๒๐๑๑ นายวัชรินทร์ นพแท่น ๖๖๒๐๖๔๐๔๓๒๐๒๐
ความหมายของชีวิต ๑ เป้าหมายของชีวิต ๒ อุดมคติของชีวิต ๓ ชีวิตและจุดมุ่งหมายของชีวิต ตามหลักพระพุทธศาสนา พุทธวิธีสร้างสันติสุข ให้กับชีวิต ๔ หลักการด าเนินชีวิต แนวพุทธ ๕
๑. ความหมายของชีวิต พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ชีวิต คือ ความเป็น, ตรงข้ามกับ ความตาย พระพุทธศาสนา ค าว่า “ชีวิต” มีรากศัพท์มาจากค าว่า ชีว + อิ + ต แปลว่า “เป็นอยู่แล้ว” หากมี ค าถามว่า ชีวิต คือ อะไร ก็ตอบได้ว่า ชีวิต คือ ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยขันธ์ ทั้ง ๕ ขันธ์ สามารถแบ่งออกได้ ๒ กลุ่ม คือ รูปธรรม กับ นามธรรม
ชีวิตคืออะไร บางคนอาจตอบว่า ชีวิตคือการเดินทาง บางคนอาจตอบว่าชีวิต คือ การต่อสู้ หรือบางคนอาจ ตอบว่า ชีวิต คือ ความทุกข์ ค าตอบที่ได้รับซึ่งแตกต่างกัน เพราะว่า โดยธรรมชาติชีวิตนั้นเป็นของแต่ละ คน ต่างคนก็ต่างได้รับประสบการณ์ นักปรัชญาฮินดู มองชีวิตในความหมายของการเวียนว่าย ตาย-เกิด ในสังสารวัฎ โมกษะ มี ความหมายถึงการหลุดพ้นจากเวียนว่ายตาย-เกิด ไปสู่ความอมตนิรันดร์ ถ้ามองชีวิตในความหมายของการ แสวงหาความเป็นจริง แต่ค าว่า “มนุษย์” ในทรรศนะพุทธปรัชญา แตกต่างจากฮินดู คือ ไม่มีชีวาตมัน หรือ อัตตาที่ เที่ยงแท้ถาวร ในตัวมนุษย์พุทธศาสนาถือว่า “มนุษย์” แต่ละคนนั้นประกอบด้วย “รูปและนาม” หรือการ รวมกันเข้าของรูปกับนาม จึงมีชื่อเรียกว่ามนุษย์ สภาพที่แท้จริงของมนุษย์คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็น อนัตตา
ชีวิตคืออะไร ท่านพุทธทาส ได้อธิบายความหมายของชีวิตไว้อย่างลึกซึ้ง คือ ชีวิตนั้นอาจนิยามได้ว่าประกอบกันขึ้น จากร่างกายและจิตใจ ร่างกายหรือที่เรียกว่ารูปนั้นประกอบกันขึ้นมาจากธาตุตามธรรมชาติอัน ได้แก่ ดิน น้ า ลม ไฟ จนกระทั่งเกิดเป็นอวัยวะส าคัญอันมีผลต่อจิตใจ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ผ่านระบบประสาทตามหลักกายภาพ พระพรหมมังคลาจารย์(ปัญญานันทภิกขุ) กล่าวว่า ชีวิตมนุษย์ที่สมบูรณ์จะต้องประกอบกับธรรมะ มีความสมบูรณ์ทางจิตใจ โดยมุ่งเน้น ถึงความเป็นผู้มีใจสูง เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่ก าหนดในพระพุทธศาสนาเป็นผู้ที่รู้จักการ งดเว้นจากการท าความชั่ว การท าความดีให้เกิดขึ้น การเป็นผู้ที่มีจิตใจสูง มีใจบริสุทธิ์ มีใจสงบ มีศีล ๕ บริบูรณ์
สรุป การตระหนักถึงความหมายของชีวิตช่วย ให้เรามีความชัดเจนและมั่นคงต่อเป้าหมายทั้งใน ระยะสั้นและระยะยาว การรับรู้ถึงเหตุผลในการ ใช้ชีวิตอยู่ของตัวเอง เป็นสิ่งที่ท าให้เรามีก าลังใจ และรู้สึกมั่นคงเมื่อเผชิญกับอุปสรรคในชีวิต
๒. เป้าหมายของชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา เป้าหมายชีวิตในระดับสูงที่สุดอาจเรียกได้ว่าเป้าหมายเหนือฟ้า เป็น เป้าหมายที่สูงกว่าเป้าหมายบนฟ้า ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งหวังความสุขในภพ เบื้องหน้าเป้าหมายเหนือฟ้าที่มุ่งไปที่ความหลุดพ้นจากทุกข์ปราศจากกิเลสทั้ง ปวง หลุดพ้นจากสังสารวัฏเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานไม่กลับมาเวียนว่ายตาย เกิดอีก ถือได้ว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา เป้าหมายระดับนี้มี ปรากฏเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้นไม่ปรากฏในค าสอนของศาสนาหรือลัทธิ ความเชื่ออื่นใดในโลก
เป้าหมายของชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนมี ๒ ด้านที่ตรงข้ามกันเสมอ มีมืดก็มีสว่าง มีด าก็มีขาว มี หนาวก็มีร้อน ดังนั้น เมื่อมี การเกิด ก็ต้องมีการไม่เกิด ผู้มีดวงปัญญายิ่งใหญ่เมื่อคิดเช่นนี้ ได้ก็ลงมือศึกษาค้นคว้าหาวิธีการที่จะท าให้วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้นั้นส าเร็จลุล่วงให้จงได้ บุคคลส าคัญประเภทนี้พระพุทธศาสนาให้ชื่อว่า “พระโพธิสัตว์”ท่านคือผู้มีใจใหญ่ที่ตั้งความ ปรารถนาจะไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือ จะไปให้ถึงจุดที่ปราศจากความทุกข์โดยสิ้นเชิงนั่นคือ พระนิพพานอันเป็นบรมสุขการที่จะบรรลุถึงเป้าหมายเหนือฟ้าได้นั้น จะต้องสร้างความดี อย่างยิ่งยวดสร้างให้มากยิ่งกว่าผู้ที่ตั้งเป้าหมายเพียงบนดินหรือบนฟ้าจะต้องเป็นผู้ที่รักใน การสั่งสมบุญเป็นชีวิตจิตใจ
เป้าหมายของชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา เราสามารถกล่าวโดยสรุปถึงวัตถุประสงค์ของการท าทาน รักษาศีลและเจริญ ภาวนา ได้ดังนี้ ๑. ท าทาน เพื่อก าจัดความโลภ (โลภะ)หรือความตระหนี่ที่อยู่ในใจให้หมดสิ้นไปย่อมได้ทรัพย์ สมบัติเป็นอานิสงส์ คือ สมบัติจักรพรรดิเป็นที่สุด ๒. รักษาศีล เพื่อก าจัดความโกรธ (โทสะ) หรือความพยาบาท อาฆาต ปองร้ายผู้อื่นให้หมด สิ้นไปจากใจย่อมได้รูปสมบัติเป็นอานิสงส์ คือ ลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการเป็นที่สุด ๓. เจริญภาวนา เพื่อก าจัดความหลง (โมหะ) หรือความไม่รู้ตามความเป็นจริงของโลกและ ชีวิตอันเนื่องมาจากอวิชชาครอบง า ย่อมได้คุณสมบัติเป็นอานิสงส์ คือ วิชชา ๓ เพื่อใช้ใน การปราบกิเลสเป็นที่สุด
เป้าหมายชีวิต ๓ ระดับของมนุษย์ ตามหลักค าสอนในพระพุทธศาสนา เป้าหมายระดับที่ ๑ (บนดิน) ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน ๔ อย่าง บ้างเรียกว่า หัวใจเศรษฐี "อุ อา กะ สะ" หมายถึง ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน ที่คนทั่วไปปรารถนา มี ทรัพย์ ยศ เกียรติ ไมตรี เป็นต้น อัน จะส าเร็จด้วยธรรม ๔ ประการ คือ ๑. อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น เช่นขยันหมั่นเพียร เลี้ยงชีพด้วยการหมั่นประกอบการงาน ๒. อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาโภคทรัพย์ (ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม) ๓. กัลยาณมิตตตา คบคนดี ไม่คบคบชั่ว อยู่อาศัยในบ้านหรือนิคมใด ย่อมด ารงตน เจรจา สนทนากับบุคคลใน บ้านหรือนิคมนั้น ๔. สมชีวิตา อยู่อย่างพอเพียง รู้ทางเจริญทรัพย์และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้ สุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย
เป้าหมายชีวิต ๓ ระดับของมนุษย์ ตามหลักค าสอนในพระพุทธศาสนา เป้าหมายระดับที่ ๒ (บนฟ้า) สัมปรายิกัตถะ สัมปรายิกัตถะ ประโยชน์ภายหน้า , ประโยชน์ขั้นสูงขึ้นไป อันได้แก่ ความมีจิตใจเจริญงอกงาม ด้วยคุณธรรมความดี ท าให้ชีวิตนี้มีค่า และเป็นหลักประกันชีวิตในภพหน้า ซึ่งจะส าเร็จได้ด้วยธรรม ๔ ประการ คือ ๑. สัทธาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ๒. สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล ๓. จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการบริจาค ๔. ปัญญาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัญญา ธรรม ๔ อย่างนี้เรียกเต็มว่า สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม หลักธรรมข้อปฏิบัติของคฤหัสถ์ (คิหิปฏิบัติ)
เป้าหมายชีวิต 3 ระดับของมนุษย์ ตามหลักค าสอนในพระพุทธศาสนา เป้าหมายระดับที่ ๓ (เหนือฟ้า) ปรมัตถธรรม ปรมัตถธรรม คือ ธรรมชาติที่เป็นความจริงแท้แน่นอน ที่ด ารงลักษณะเฉพาะของตนไว้โดย ไม่ผัน แปรเปลี่ยนแปลง เป็นธรรมที่ปฏิเสธความเป็นสัตว์ ความเป็นบุคคล ความเป็นตัวตนโดยสิ้นเชิง ปรมัตถธรรม นี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สภาวธรรม ปรมัตถธรรม หรือสภาวธรรม นี้มี ๔ ประการคือ ๑. จิต ๒. เจตสิก ๓. รูป ๔. นิพพาน
๓. อุดมคติของชีวิต จินตนาการที่ถือว่าเป็นมาตรฐาน แห่งความดี ความงาม และความ จริง ทางใดทางหนึ่ง ที่มนุษย์ถือ ว่าเป็นเป้าหมายแห่งชีวิตของตน (พจนานุกรมไทย ๒๕๓๕) จุดหมายสูงสุดที่บุคคล หรือสังคม มุ่งบรรลุถึง และแบบความคิดหรือ ความเชื่ออันเป็นจุดมุ่งหมายร่วมกัน ของกลุ่มชน” (พจนานุกรมปรัชญาฯ) อุดมคติ(Ideology) คืออะไร?
ความหมายของอุดมคติของชีวิต อุดมคติของชีวิต คือ เป้าหมายสูงสุดในชีวิตที่ควรเป็น ซึ่งมนุษย์ เข้าใจได้และสามารถเลือกวิธีปฏิบัติเพื่อบรรลุ เป้าหมายดังกล่าว
๑ เพราะมนุษย์สามารถ คิดได้อย่างมีเป้าหมาย ท าไมมนุษย์จึงมีอุดมคติ ๒ ๓ ๔ ๕ เพราะมนุษย์สามารถแยกสิ่งที่ เป็นอยู่กับสิ่งที่ควรเป็นได้หรือสิ่งที่ อยากท ากับสิ่งที่ควรท าได้ เพราะมนุษย์สามารถ ก าหนดวิธีบรรลุเป้าหมายได้ เพราะมนุษย์สามารถเลือกวิธีปฏิบัติ เพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเองได้ เพราะมนุษย์สามารถ เข้าใจเป้าหมายได้
อุดมคติของชีวิต
ประเภทของอุดมคติ อุดมคติรวม (Total /Universal ideology) เกิดจากการศึกษาระบบความคิดที่ท าให้เกิดการปฏิบัติในสังคม นั้นๆ ทั้งระบบ เช่น สันติภาพ ความรัก สันติสุข ความสงบ = ทัศนะว่าด้วยโลก ชีวิต มนุษย์และสังคมโดยรวม อุดมคติย่อย (Partial ideology) เป็นอุดมคติเฉพาะเรื่องที่แต่และคนให้ความส าคัญกับสิ่งใกล้ตัว เช่น อุดมคติของการบริหารองค์กร อุดมคติแบบชนชั้นกลาง อุดมคติของครอบครัว เกิดจากการศึกษาเฉพาะเรื่องนั้น ๆ และขึ้นอยู่กับแต่คนจะตัดสิน ประเภทของอุดมคติ
อุดมคติของชีวิต คือจินตนาภาพเชิงบวกที่มนุษย์ท าให้เกิด มีขึ้น และพยายามด าเนินชีวิตไปตามแบบแผนคติความเชื่อของแต่ ละคน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามอุดมคติที่วางเอาไว้ ซึ่งในการด าเนินชีวิตนั้น อาจบรรลุอุดมคติหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขปัจจัยหลายอย่าง อาทิ ความพยายามและ โอกาสของแต่ละบุคคล สรุป
๔. พุทธวิธีสร้างสันติสุขให้กับชีวิต “สันติสุข” หมายถึง ความสุขที่มีลักษณะแห่งความเงียบ ความ สะดวก ความเย็นใจ นตฺถิ สนฺติปร สุข สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี
ความหมายของสันติสุข “สันติ” ในภาษาบาลีแปลความหมายว่า “ความสงบ” แต่ค าว่า “ศานติ” ในสันสกฤตยังหมายรวมถึง “การ ระลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าด้วยอาการสงบ “สุข” หมายถึง ความสบาย ความส าราญ ความ ปราศจากโรค รวมค าว่า “สันติ+สุข” คือ ความสงบ ความสบาย ความส าราญ สงบระงับดับหายหมดไปแห่งความพลุ่ง พล่านเร่าร้อนกระวนกระวาย ภาวะเรียบรื่นไร้ความ สับสนวุ่นวาย
๑ สาราณียธรรม ๖ การประยุกต์หลักค าสอนทางทางศาสนาเพื่อเสริมสร้างสันติสุข ๒ ๓ ๔ พรหมวิหาร ๔ สังคหวัตถุ ๔ ๔ สัปปุริสธรรม ๗
สารณียธรรม ๖ (ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง, ธรรมเป็นเหตุที่ระลึกถึงกัน หลักการอยู่ร่วมกัน ๑. เมตตากายกรรม หมายถึง การคิดดี การมองกันในแง่ดี ๒. เมตตาวจีกรรม หมายถึง การพูดแต่สิ่งที่ดีงาม พูดกันด้วยความรักความปรารถนาดี ๓. เมตตามโนกรรม หมายถึง การท าความดีต่อกัน สนับสนุนช่วยเหลือกัน ๔. สาธารณโภคี หมายถึง การรู้จักแบ่งปันผลประโยชน์กันด้วยความยุติธรรม ๕. สีลสามัญญตา หมายถึง ความรักใคร่สามัคคี รักษาศีลอย่างเคร่งครัด ๖. ทิฏฐิสามัญญตา หมายถึง มีความคิดเห็นเป็นอย่างเดียวกัน คิดในสิ่งที่ตรงกัน สาราณียธรรม ๖
สังคหวัตถุ ๔ หมายถึง หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ าใจของผู้อื่น ผูกไมตรี เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล หรือเป็นหลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน มีอยู่ ๔ ประการ ได้แก่ ๑. ทาน หมายถึง การให้ การเสียสละ หรือการเอื้อเฟื้อแบ่งปัน ๒. ปิยวาจา หมายถึง การพูดค าสุภาพ อ่อนหวาน เพื่อให้เกิดความสมานสามัคคี ๓. อัตถจริยา หมายถึง การสงเคราะห์ทุกชนิดหรือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ๔. สมานัตตตา หมายถึง การเป็นผู้มีความสม่ าเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย สังคหวัตถุ ๔
พรหมวิหาร ๔ เป็นธรรมในการก ากับความประพฤติ ให้มีชีวิตที่งดงาม ประเสริฐและ บริสุทธิ์ ปฏิบัติตนต่อมนุษย์และสัตว์โดยชอบ มี ๔ ประการ คือ ๑. เมตตา หมายถึง ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข ๒. กรุณา หมายถึง ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ๓. มุทิตา หมายถึง ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข ๔. อุเบกขา หมายถึง ความมีใจเป็นกลาง วางเฉย ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พรหมวิหาร ๔
สัปปุริสธรรม ๗ คือธรรมที่ท าให้คนเป็นสัตบุรุษ หรือ เป็นคนดี มีคุณธรรม เป็นคนเก่ง มี ๗ ประการ ด้วยกัน คือ ๑. ธัมมัญญุตา หมายถึง เป็นผู้รู้จักเหตุ ๒. อัตถัญญุตา หมายถึง เป็นผู้รู้จักผล ๓. อัตตัญญุตา หมายถึง เป็นผู้รู้จักตน ๔. มัตตัญญุตา หมายถึง เป็นผู้รู้จักประมาณ ๕. กาลัญญุตา หมายถึง เป็นผู้รู้จักกาล ๖. ปริสัญญุตา หมายถึง เป็นผู้รู้จักชุมชน ๗. ปุคคลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรัญญุตา หมายถึง เป็นผู้รู้จักบุคคล สัปปุริสธรรม ๗
บุคคลผู้ใช้วิถีพุทธน าทางชีวิต ถ้าโลกภายในคือใจ งดงาม ไม่มีมลพิษ เราก็จะสามารถด ารงชีวิต อยู่กับโลกภายนอก ได้อย่างงอกงาม และเป็นอิสระ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต
แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต
๕. หลักการด าเนินชีวิตตามแนวพุทธ ปรัชญาในการด าเนินชีวิต’ เป็นชุดความคิดอัน เป็นแบบอย่างให้มนุษย์ยึดถือ รวมทั้งน าคุณค่านี้ไป ปรับปรุงพฤติกรรมของมนุษย์ โดยปรัชญาในการด าเนิน ชีวิตของแต่ละบุคคล ก็เป็นเครื่องก าหนดทิศทางชีวิต ด้วยเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังท าให้บุคคลในแต่ละคนมีทัศนะ คติต่อโลก และต่อชีวิตในแง่มุมอันหลากหลายแตกต่าง กันไป
ศาสนาประจ าชาติและเปิดโอกาสให้บุคคลที่นับถือศาสนาต่างๆ ได้โดยอิสระยอมให้ศาสนาอื่นตั้งอยู่ใน ประเทศไทย เช่น ศาสนาคริสต์ อิสลาม พราหมณ์ อินดู เป็นต้น แต่ศาสนาพุทธเป็นจุดรวมจิตใจของคนไทยส่วนใหญ่ จึงได้ยึดหลักธรรมมาเป็นพื้นฐานของชีวิตเพื่อที่จะน าไปสู่ความมั่นคงยังน าสิ่งที่มีคุณค่าของศาสนาอื่นมาผสมผสานกับ หลักของศาสนาพุทธ เช่น พิธีกรรมของพราหมณ์ในการการขึ้นบ้านใหม่ตั้งศาลพระภูมิ การเข้าร่วมท ากิจกรรมกับ ศาสนาอื่น สอดคล้องกับการด าเนินชีวิตตามหลักมงคลชีวิต ๓๘ ประการ หลักพุทธธรรมที่สนับสนุนการอยู่ร่วมกันของประชาชนในสังคมปัจจุบัน เราจะมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมี ความสุข โดยปราศจากหลักธรรมย่อมไม่ได้เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมจะต้องกินและต้องบริโภค การท ามาหากินของ มนุษย์นั้นเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง ประกอบกับธาตุแท้ของมนุษย์นั้นมักง่าย เห็นแก่ตัว ชอบเอารัดเอา เปรียบผู้อื่นหากมนุษย์ขาดหลักธรรมหรือคุณธรรมประจ าใจแล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้พึง ปฏิบัติ น ามาจากบทมงคลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาเทวดาที่ถามว่าคุณธรรมอันใดที่ท าให้ชีวิตประสบความ เจริญเป็น “มงคลชีวิต” ๓๘ ประการ ดังนี้ หลักการด าเนินชีวิตตามแนวพุทธ
มงคลชีวิต ๓๘ ประการ ๑. การไม่คบคนพาล ๒. การคบบัณฑิต ๓. การบูชาบุคคลที่ควรบูชา ๔. การอยู่ในถิ่นอันสมควร ๕. การเคยท าบุญมาก่อน ๖. การตั้งตนชอบ ๗. ความเป็นพหูสูต ๘. การรอบรู้ในศิลปะ ๙. การมีวินัยที่ดี ๑๐. การกล่าววาจาอันเป็นสุภาษิต ๑๑. การบ ารุงบิดามารดา ๑๒. การสงเคราะห์บุตร ๑๓. การสงเคราะห์ภรรยา ๑๔. การท างานไม่ให้คั่งค้าง ๑๕. การให้ทาน ๑๖. การประพฤติธรรม ๑๗. การสงเคราะห์ญาติ ๑๘. การท างานที่ไม่มีโทษ ๑๙. การละเว้นจากบาป ๒๐. ส ารวมจากการดื่มน้ าเมา ๒๑. การไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ๒๒. การมีความเคารพ ๒๓. การมีความถ่อมตน ๒๔. การมีความสันโดษ ๒๕. การมีความกตัญญู ๒๖. การฟังธรรมตามกาล ๒๗. การมีความอดทน ๒๘. การเป็นผู้ว่าง่าย ๒๙. การได้เห็นสมณะ ๓๐. การสนทนาธรรมตามกาล ๓๑. การบ าเพ็ญตบะ ๓๒. การประพฤติพรหมจรรย์ ๓๓. การเห็นอริยสัจ ๓๔. การท าให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ๓๕. การมีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ๓๖. การมีจิตไม่เศร้าโศก ๓๗. การมีจิตปราศจากกิเลส ๓๘. การมีจิตเกษม
หลักค าสอนของพระพุทธศาสนา หมายถึง พระพุทธศาสนามุ่งเน้นเรื่อง การพ้นทุกข์และสอนให้รู้จักทุกข์และวิธีการดับทุกข์ ให้พ้นจากอวิชชา (ความไม่รู้ ความจริงในธรรมชาติ) อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์จากกิเลสทั้งปวง คือ ความโลภ ความ โกรธ ความหลง เน้นการศึกษาท าความเข้าใจ การโยนิโสมนสิการด้วยปัญญา และ พิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง เห็นเหตุผลว่าสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี จนเห็นตามความเป็นจริงว่า สรรพสิ่งในธรรมชาติเป็นไปตามกฎของไตรลักษณ์และสัตว์โลกที่เป็นไปตามกฎแห่ง กรรม เลือกใช้หลักธรรมในพุทธศาสนา ความไม่ประมาทในชีวิต (ด้วยการสั่งสมบุญ บารมี) ตลอดจนปรารถนาในพระนิพพาน หลักการด าเนินชีวิตตามแนวพุทธ
หลักจริยธรรม ความกตัญญูกตเวที คือ การรู้จักบุญคุณและตอบแทน อันเป็นหลักธรรมพื้นฐานทั่วไปของมนุษย์ เพื่อ การด ารงอยู่อย่างปกติสุข ดังนั้นทุกคนจึงมีหน้าที่ต่อกันด้วยการปฏิบัติตามหลักจริยธรรมของพระพุทธเจ้า หลักคุณธรรม พรหมวิหาร ๔ เป็นหลักธรรมประจ าใจเพื่อให้ตนและสังคมด ารงชีวิตด้วยการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและ กัน ไม่มุ่งร้ายต่อกัน ด้วยความรักที่บริสุทธิ์ต่อเพื่อนร่วมโลก ประกอบด้วยหลักปฏิบัติ ๔ ประการ คือ เมตตา (ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นมีความสุข) กรุณา (ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์) มุทิตา (ความยินดีที่ผู้อื่นประสบความสุขในทางที่เป็นกุศล หรือประกอบเหตุแห่งสุข) อุเบกขา (ตนจึงควรวางอุเบกขาท าวางใจให้เป็นกลาง) หลักการด าเนินชีวิตตามแนวพุทธ
หล ั กธรรมท ี ค ่ วรปฏิบ ั ติ๑๐ หลักธรรม ๑. อิทธิบาท ๔ ศึกษาเพื่อบ่มเพาะคุณธรรมแห่งความส าเร็จไม่สับสนระหว่างฉันทะกับตัณหาคือความรักที่จะลงมือท าและความ อยากมีอยากได้อยากเป็น ผู้เข้าใจอิทธิบาทสี่จะประเมิณตนเองได้ว่าสิ่งที่ตนก าลังท าอยู่จะพบกับความส าเร็จ ได้หรือไม่ เป็นหลักธรรมที่หาค้นคว้าได้ทั่วไป ๒. ศีลห้า ศีลห้านี้เป็นหลักธรรมที่เราได้ยินกันบ่อยที่สุดแต่ความจริงแล้ว เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมีแง่มุมที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะศีลในข้อวาจางดเว้นการพูดเท็จ ซึ่งในสังคมปัจจุบันท าผิดกันมากจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา ในพระ สูตรหนึ่งพระพุทธเจ้าเคยตรัสว่าผู้ใดก็ตามที่โกหกจนเป็นนิสัย หรือบิดเบือนความจริงจนเป็นนิสัยท าสิ่งเหล่านี้ ได้โดยไม่กระพริบตา บุคคลผู้นั้นย่อมมีอันตรายเพราะมีโอกาสสูงที่จะต้องตกอบายภูมิ
หล ั กธรรมท ี ค ่ วรปฏิบ ั ติ๑๐ หลักธรรม ๓. อริยสัจ ๔ อริยสัจสี่นี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นความจริงของชีวิต เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบและท าให้ พระองค์หลุดพ้น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ๔. ขันธ์ ๕ หลักธรรมที่ว่าด้วยเรื่องขันธ์ห้านี้อาจดูไกลตัวส าหรับคนทั่วไปแต่ที่จริงแล้วขันธ์ห้าคือสิ่งที่ทุกคนต้องศึกษาเล่า เรียนเพราะขันธ์ห้านี้เองที่เป็นต้นเหตุที่ท าให้เราส าคัญมั่นหมายว่ามีตัวตน พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า มนุษย์ ทั้งหลายไม่เคยตื่นขึ้นเลย มนุษย์ล้วนใช้ชีวิตอยู่ในการหลับไหล ก็เพราะไม่รู้เรื่องขันธ์ห้าตราบที่ยังไม่เคยศึกษา เรื่องขันธ์ห้า อย่าพูดเด็ดขาดว่าท่านรู้จักชีวิตของท่านดีแล้ว
หล ั กธรรมท ี ค ่ วรปฏิบ ั ติ๑๐ หลักธรรม ๕. ระบบกรรม กรรมนิยาม เป็นหนึ่งในกฎธรรมชาติห้าอย่าง ที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกมาสั่งสอนชาวโลก ระบบกรรมเป็น ระบบที่ยุติธรรมเสมอ ไร้ช่องโหว่ ถ้าเราศึกษาจนเข้าใจ เราจะสามารถตอบค าถามของชีวิตได้อีกหลายอย่าง ระบบกรรมนี้ ไม่ได้ระบุไว้เพียง ท าดีได้ดี ท าชั่วได้ชั่ว หากแต่ยังมีรายละเอียดที่ซับซ้อนมากมาย ซึ่งถ้าไม่ ศึกษา ก็ไม่มีวันเข้าใจได้จากการคิด วิเคราะห์ด้วยตนเอง ๖. ภพภูมิและการเวียนว่ายตายเกิด ในเรื่องภพภูมินี้แม้คนส่วนใหญ่จะพิสูจน์ให้เห็นด้วยตาไม่ได้ แต่หากไม่ศึกษาค้นคว้าไว้เลย ก็จะเป็นเหตุให้มอง โลกผิดไปจากความเป็นจริงอยู่มาก เพราะความรู้ภพภูมินี้จะท าให้เราเข้าใจว่า เราเองไม่ได้วิเศษมาจากไหน ไม่ใช่คนยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่คนที่เก่งกาจที่สุดตรงกันข้าม เรานี่แหละที่เคยเกิดเป็นสัตว์นรกเป็นเปรตเป็น อสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานมาแล้วนับไม่ถ้วนเป็นต้น
หล ั กธรรมท ี ค ่ วรปฏิบ ั ติ๑๐ หลักธรรม ๗. จิตสุดท้าย หลักธรรมในข้อนี้ ถ้าพูดกันตามตรงอาจเป็นหัวข้อแรกๆ ที่เราควรท าความเข้าใจ เพราะความตายนั้นเป็นสิ่ง ใกล้ตัวมากกว่าที่คิดวันพรุ่งนี้กับชาติหน้า เราไม่สามารถรู้เลยว่าอะไรจะมาก่อนมาหลัง ในการเวียนว่ายตาย เกิดนั้น มีค าว่า "จิตดวงเดียวท่องเที่ยวไป" คุณคนเดียวเท่านั้นที่เกิด คุณคนเดียวเท่านั้นที่ตาย คุณคน เดียวเท่านั้นที่สามารถช่วยเหลือตนเองในนาทีสุดท้ายของชีวิต ๘. สติปัฏฐาน ๔ คือหัวใจแห่งการปฏิบัติที่ท าให้มนุษย์ผู้หนึ่งสามารถเอาชนะความทุกข์ได้ ทุกวันนี้เราเล่าเรียนเรื่องความสุขกัน มากมาย จากคนที่ยังมีความทุกข์อยู่ ศึกษาจากผู้อื่นแล้วยังไม่หายทุกข์ ก็มาศึกษาจากพระพุทธเจ้าของเรา บ้าง สติปัฏฐาน ๔ คืออะไร กาย เวทนา จิต ธรรม ดับทุกข์ได้อย่างถาวร
หล ั กธรรมท ี ค ่ วรปฏิบ ั ติ๑๐ หลักธรรม ๙. อานาปานสติ อานาปานสตินี้ เป็นเอก เป็นทางที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญยิ่ง ชาวพุทธทุกคนควรสนใจศึกษา เพราะ ปฏิบัติง่าย อานาปานสตินี้ ผู้ภาวนาบ่อยๆ ความโลภ โกรธ หลง จะน้อยลง พูดง่ายๆ ว่าจะเป็นคนดีขึ้น จากเป็นคนดีธรรมดาๆ ก็เป็นคนดีที่มีปัญญา ๑๐. มรรคมีองค์แปด มรรคมีองค์แปดนี้เป็นทางสายเอก แปลภาษาชาวบ้านว่า เป็นคู่มือการใช้ชีวิตของผู้ที่ต้องการความเจริญ ใครที่ต้องการความเจริญก็สมควรศึกษา มรรคแปดนี้มีอยู่ในศาสนาพุทธเท่านั้น ไม่มีอยู่ในศาสนาอื่น ปฏิบัติ ตามได้น้อย ชีวิตก็เจริญได้น้อย ปฏิบัติตามได้มาก ชีวิตก็เจริญได้มาก ปฏิบัติตามไม่ได้เลย ชีวิตก็ย่อมพบ กับความหายนะอย่างไม่ต้องสงสัย คุณธรรมมรรคแปดนี้ เป็นการบริหารจัดการชีวิตแบบองค์รวมทั้งชาตินี้ และชาติหน้าและเป็นไปเพื่อพระนิพพานโดยที่สุด
สรุป มนุษย์นั้นไม่ว่าจะเลือกด าเนินชีวิตแบบใดก็ตาม ได้รับอิทธิพลทางความคิดอะไรบางอย่างเป็นเครื่อง ยึดถือและปฏิบัติจนกลายเป็นรูปแบบชีวิตที่ด าเนินเรื่อยมาบนพื้นฐานของความเชื่อ ที่เรียกว่า ปรัชญาชีวิตส่งผล ต่อการด าเนินชีวิตเป็นอย่างมาก ก็ได้หยิบยกสารัตถะส าคัญของปรัชญาการด าเนินชีวิตมาให้เห็นอย่าง หลากหลาย เช่น มงคลชีวิต ๓๘ ประการ เป็นธรรมะที่ง่ายต่อการท าความเข้าใจและการน าไปปฏิบัติและ สามารถน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้อย่างเหมาะสม ฝึกตนให้เป็นคนดี มีประโยชน์ต่อครอบครัวและสังคม ผู้ ปฏิบัติจะมีจิตใจที่สะอาด บริสุทธิ์ บริบูรณ์ หมดกิเลส สร้างบารมีให้ถึงที่สุดแห่งธรรมได้ มีความก้าวหน้าใน การด าเนินชีวิตซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้พึงปฏิบัติตาม คุณธรรมที่ท าให้ชีวิตประสบ ความเจริญนั้นคือ “มงคลชีวิต ๓๘ ประการ” และยังมีหลักธรรมที่ควรปฏิบัติอีก ๑๐ ประการ ดังนั้น ไม่ว่ามนุษย์จะมีความเชื่อ ความคิดหรือแนวทางในการด าเนินชีวิตตามที่เลือกปฏิบัติ แตกต่าง กันอย่างไร แต่มนุษย์ก็คือเพื่อนร่วมโลกที่จะต้องคิด ค านึงถึงปัจจัยหลายๆด้านที่เป็นเครื่องสนับสนุนให้ชีวิต ด ารงอยู่ได้ หากรู้จักมองโลก ด้วยความเข้าใจตามความเป็นจริงมนุษย์ผู้นั้นจะก้าวไปสู่การบรรลุถึง “ความสุข” อย่างแท้จริง
จบการน าเสนอ นางสาวพรรณนลิน เค้าศิริวัฒน์ ๖๖๒๐๖๔๐๔๓๒๐๐๑ นางสาวสรณ์กฤศจันทร์ บังเศียร ๖๖๒๐๖๔๐๔๓๒๐๐๔ นายเกียรติศักดิ์ ป้องศรี ๖๖๒๐๖๔๐๔๓๒๐๐๙ นางสโรชา สังขนิตย์ ๖๖๒๐๖๔๐๔๓๒๐๑๑ นายวัชรินทร์ นพแท่น ๖๖๒๐๖๔๐๔๓๒๐๒๐