กาหนดการจัดการเรยี นรู้
รายวชิ า ว 31104 วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ (เคมี)
ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 5
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2563
นางคุณากร คาสุข
ตาแหนง่ ครู
กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์
โรงเรยี นโคกโพธ์ไิ ชยศึกษา อาเภอโคกโพธ์ิไชย จังหวดั ขอนแกน่
สานกั งานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 25
บนั ทกึ ขอ้ ความ
สว่ นราชการ โรงเรียนโคกโพธิไ์ ชยศกึ ษา อาเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น
ที่ วันท่ี ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๑
เรอ่ื ง ขออนุญาตใชก้ าหนดการจดั การเรียนรู้
เรยี น ผู้อานวยการโรงเรียนโคกโพธ์ิไชยศึกษา
ดว้ ยขา้ พเจ้า นางคณุ ากร คาสขุ ตาแหนง่ ครู ไดไ้ ดด้ าเนินการจัดทากาหนดการจดั การเรยี นรู้
รายวิชา ว ๓๑๑๐๔ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ ๕
เรยี บร้อยแลว้ เพ่ือใชเ้ ป็นแนวทางในการจัดทาแผนการจดั การเรียนรตู้ ามหลกั สตู รสถานศกึ ษาต่อไป
จงึ ขออนญุ าตใช้กาหนดการจัดการเรยี นรู้ดงั กล่าว ในภาคเรียน ท่ี ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๒
ลงชื่อ...............................................ผู้รายงาน
(นางคณุ ากร คาสขุ )
๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒
บันทกึ ของหวั หน้ากลุ่มบริหารงานวิชาการ
.........................................................................................................................................................................
ลงชือ่ .......................................................
(นางพรพิรุณ แจ้งใจ)
บันทกึ ของผู้อานวยการ
.........................................................................................................................................................................
ลงชื่อ.........................................................
(นายสรุ ิยนั ต์ เหลา่ มะลกึ )
บทนา
ตัวชี้วัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรุง
พ.ศ.2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 นี้ได้กาหนดสาระการเรียนรู้
ออกเปน็ ๘ สาระ ได้แก่ สาระที่ ๑ วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ สาระที่ ๓
วทิ ยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ สาระที่ ๔ ชวี วิทยา สาระที่ ๕ เคมี สาระท่ี ๖ ฟิสกิ ส์ สาระที่ ๗ โลก ดารา
ศาสตร์ และอวกาศ และสาระที่ ๘ เทคโนโลยี ซ่งึ องค์ประกอบของหลักสูตร ท้งั ในด้านของเน้อื หา การ
จดั การเรียนการสอนและการวดั และประเมินผล การเรยี นรูน้ นั้ มีความสาคัญอย่างย่ิงในการวางรากฐานการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ของผู้เรยี นในแต่ละระดบั ชัน้ ใหม้ ี ความตอ่ เน่อื งเช่ือมโยงกนั ตัง้ แต่ช้ันประถมศึกษาปที ี่ ๑
จนถึงช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๖ สาหรบั กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ได้กาหนดตวั ชวี้ ัดและสาระการเรยี นรู้
แกนกลาง ทีผ่ ู้เรยี นจาเป็นต้องเรยี นเปน็ พื้นฐาน เพอ่ื ให้สามารถ นาความรู้น้ีไปใชใ้ นการดารงชีวิต หรอื ศึกษา
ต่อในวชิ าชพี ที่ตอ้ งใช้วิทยาศาสตรไ์ ด้ โดยจดั เรยี งลาดับความยากงา่ ย ของเนื้อหาทัง้ ๘ สาระในแต่ละ
ระดับชัน้ ใหม้ กี ารเชอื่ มโยงความร้กู ับกระบวนการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการ เรียนร้ทู สี่ ง่ เสรมิ ให้ผ้เู รยี น
พัฒนาความคิด ทั้งความคดิ เปน็ เหตุเปน็ ผล คดิ สร้างสรรค์ คดิ วเิ คราะหว์ จิ ารณ์ มที ักษะท่ี สาคญั ท้งั ทกั ษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทกั ษะในศตวรรษท่ี ๒๑ ในการค้นคว้าและสรา้ งองคค์ วามรู้ด้วย
กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ สามารถแกป้ ญั หาอย่างเปน็ ระบบ สามารถตัดสนิ ใจโดยใช้ขอ้ มูลหลากหลาย
และประจกั ษพ์ ยานท่ีตรวจสอบได้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (สสวท.) ตระหนกั ถึง
ความสาคัญของการจัดการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์ทมี่ ุ่งหวังให้เกดิ ผลสมั ฤทธต์ิ ่อผเู้ รยี นมากท่ีสุด จงึ ไดจ้ ดั ทา
ตัวช้ีวดั และสาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) ตาม
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 ข้ึน เพ่อื ให้สถานศึกษา ครผู ู้สอน ตลอดจน
หน่วยงานตา่ ง ๆ ได้ใชเ้ ป็นแนวทางในการพัฒนา หนังสอื เรียน ค่มู ือครู สอื่ ประกอบการเรยี นการสอน
ตลอดจนการวัดและประเมินผล โดยตวั ชีว้ ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 ที่จดั ทาข้ึนน้ีได้
ปรับปรุงเพ่อื ให้มคี วามสอดคลอ้ งและเชอื่ มโยงกันภายในสาระการเรียนรู้ เดยี วกนั และระหวา่ งสาระการ
เรยี นรู้ในกลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ ตลอดจนการเชอื่ มโยงเนอื้ หาความรู้ ทางวิทยาศาสตรก์ บั
คณติ ศาสตรด์ ้วย นอกจากนี้ ยงั ได้ปรับปรงุ เพ่ือใหม้ คี วามทันสมัยต่อการเปล่ียนแปลง และความ
เจรญิ ก้าวหนา้ ของวทิ ยาการตา่ ง ๆ และทัดเทยี มกบั นานาชาติ กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรส์ รุปเป็น
แผนภาพไดด้ ังนี้
สาระท่ี ๑ สาระท่ี ๒ สาระท่ี ๓
วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
- มาตรฐาน ว ๑.๑-ว ๑.๓ - มาตรฐาน ว ๒.๑-ว ๒.๓ - มาตรฐาน ว ๓.๑-ว ๓.๒
กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์
สาระที่ ๔
เทคโนโลยี
- มาตรฐาน ว ๔.๑-ว ๔.๒
วทิ ยาศาสตรเ์ พ่มิ เติม สาระชีววทิ ยา สาระเคมี สาระฟสิ ิกส์
สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
เปา้ หมายของการจดั การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์เป็นเรอ่ื งของการเรยี นรู้เกีย่ วกบั ธรรมชาติ โดยมนุษยใ์ ชก้ ระบวนการสังเกต สารวจ
ตรวจสอบ และการทดลองเกยี่ วกบั ปรากฏการณท์ างธรรมชาติและนาผลมาจัดระบบ หลกั การ แนวคดิ และ
ทฤษฎี ดงั นนั้ การเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรจ์ ึงมุง่ เน้นใหผ้ เู้ รยี นได้เป็นผเู้ รียนรแู้ ละค้นพบดว้ ยตนเองมาก
ทส่ี ุด น่นั คือให้ไดท้ ง้ั กระบวนการและองค์ความรู้ ตั้งแต่วัยเริม่ แรกก่อนเข้าเรยี น เมือ่ อยูใ่ นสถานศกึ ษาและ
เมื่อออกจากสถานศกึ ษาไปประกอบอาชีพแล้ว
การจัดการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตรใ์ นสถานศกึ ษามีเป้าหมายสาคญั ดังน้ี
1. เพ่ือให้เข้าใจหลกั การ ทฤษฎที เ่ี ปน็ พนื้ ฐานในวิทยาศาสตร์
2. เพ่ือให้เข้าใจขอบเขต ธรรมชาตแิ ละขอ้ จากดั ของวทิ ยาศาสตร์
3. เพอื่ ใหม้ ที ักษะทีส่ าคัญในการศึกษาค้นควา้ และคิดค้นทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
4. เพอ่ื พฒั นากระบวนการคิดและจนิ ตนาการ ความสามารถในการแกป้ ัญหาและการจดั การทักษะ
ในการส่อื สาร และความสามารถในการตดั สินใจ
5. เพื่อให้ตระหนักถงึ ความสัมพนั ธ์ระหว่างวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนษุ ย์และสภาพแวดล้อม
ในเชิงที่มีอทิ ธพิ ลและผลกระทบซึ่งกันและกนั
6. เพอ่ื นาความรคู้ วามเข้าใจในเร่อื งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยไี ปใช้ให้เกดิ ประโยชน์ ต่อสงั คมและ
การดารงชีวิต
7. เพือ่ ให้เป็นคนมจี ติ วิทยาศาสตร์ มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และค่านยิ มในการใช้วทิ ยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยอี ยา่ งสรา้ งสรรค์
เรียนรู้อะไรในวิทยาศาสตร์
กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์มงุ่ หวังให้ผ้เู รยี นได้เรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ท่ีเนน้ การ เชื่อมโยงความรู้
กับกระบวนการ มีทักษะสาคญั ในการค้นควา้ และสร้างองค์ความรู้ โดยใช้ กระบวนการในการสบื เสาะหา
ความรแู้ ละแก้ปญั หาท่หี ลากหลาย ให้ผเู้ รยี นมสี ว่ นรว่ มในการเรยี นรู้ ทกุ ขน้ั ตอน มีการทากจิ กรรมด้วยการ
ลงมอื ปฏิบัติจรงิ อยา่ งหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้น โดยกาหนดสาระสาคญั ดงั น้ี
✧วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ เรียนรู้เก่ียวกบั ชวี ติ ในสิง่ แวดลอ้ ม องค์ประกอบของส่งิ มชี ีวิต การ
ดารงชีวติ ของมนุษย์และสัตว์การดารงชวี ติ ของพืช พนั ธกุ รรม ความหลากหลายทางชวี ภาพ และววิ ฒั นาการ
ของสงิ่ มชี ีวติ
✧วิทยาศาสตร์กายภาพ เรยี นรูเ้ ก่ยี วกับ ธรรมชาติของสาร การเปล่ยี นแปลงของสาร การเคล่อื นที่
พลังงาน และคลน่ื
✧วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ เรียนรเู้ กี่ยวกบั องคป์ ระกอบของเอกภพ ปฏสิ ัมพนั ธ์ ภายในระบบ
สรุ ิยะ เทคโนโลยอี วกาศ ระบบโลก การเปลย่ี นแปลงทางธรณีวทิ ยา กระบวนการ เปลีย่ นแปลงลมฟา้ อากาศ
และผลตอ่ สงิ่ มีชวี ิตและสิ่งแวดล้อม
✧เทคโนโลยี
●การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนร้เู กย่ี วกับเทคโนโลยีเพื่อการดารงชีวติ ในสังคมท่มี ีการ
เปลยี่ นแปลงอย่างรวดเร็ว ใชค้ วามร้แู ละทกั ษะทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์คณติ ศาสตร์ และศาสตรอ์ ่ืน ๆ เพ่อื
แกป้ ัญหาหรือพฒั นางานอยา่ งมีความคิดสร้างสรรค์ดว้ ยกระบวนการออกแบบ เชงิ วศิ วกรรม เลอื กใช้
เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคานงึ ถงึ ผลกระทบตอ่ ชีวติ สังคม และส่งิ แวดล้อม
●วิทยาการคานวณ เรียนร้เู ก่ียวกบั การคดิ เชงิ คานวณ การคิดวเิ คราะหแ์ กป้ ญั หา เป็นขนั้ ตอนและ
เปน็ ระบบ ประยกุ ต์ใชค้ วามรู้ด้านวทิ ยาการคอมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสือ่ สาร ในการ
แกป้ ัญหาทพ่ี บในชีวติ จริงได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระที่ ๑ วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสมั พันธร์ ะหว่างส่ิงไม่มชี ีวิต กบั สง่ิ มีชีวิต และ
ความสมั พันธ์ระหว่างสิง่ มชี ีวติ กบั สง่ิ มีชวี ิตตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศ การถา่ ยทอดพลงั งาน
การเปลี่ยนแปลงแทนทใี่ นระบบนิเวศ ความหมายของ ประชากร ปัญหาและผลกระทบท่ี
มีตอ่ ทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ
การแกไ้ ขปัญหาส่ิงแวดลอ้ ม รวมทัง้ นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบตั ขิ องสงิ่ มชี วี ิต หน่วยพน้ื ฐานของส่งิ มชี วี ิต การลาเลียงสารเข้า และออกจาก
เซลล์ความสัมพนั ธข์ องโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบตา่ ง ๆ ของสตั วแ์ ละมนษุ ยท์ ่ี
ทางานสมั พันธก์ ัน ความสัมพันธข์ องโครงสร้าง และหนา้ ที่ ของอวัยวะต่างๆ ของพชื ที่
ทางานสมั พนั ธก์ ัน รวมทัง้ นาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๓เขา้ ใจกระบวนการและความสาคญั ของการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม สารพันธุกรรม
การเปล่ยี นแปลงทางพันธกุ รรมท่ีมผี ลตอ่ ส่ิงมชี ีวติ ความหลากหลาย ทางชวี ภาพและ
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทงั้ นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เขา้ ใจสมบัตขิ องสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสมั พันธ์ระหวา่ งสมบตั ขิ อง สสารกบั
โครงสร้างและแรงยดึ เหน่ยี วระหว่างอนภุ าค หลกั และธรรมชาติ ของการเปลีย่ นแปลง
สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิด ปฏกิ ริ ิยาเคมี
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงทกี่ ระทาต่อวตั ถุ ลักษณะ การ
เคลื่อนทแ่ี บบตา่ ง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว ๒.๓ เขา้ ใจความหมายของพลังงาน การเปลย่ี นแปลงและการถา่ ยโอนพลังงาน ปฏสิ มั พนั ธ์
ระหวา่ งสสารและพลังงาน พลงั งานในชวี ติ ประจาวนั ธรรมชาติของ คล่นื ปรากฏการณท์ ี่
เกย่ี วขอ้ งกับเสียง แสง และคล่ืนแม่เหล็กไฟฟา้ รวมทัง้ นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
สาระที่ ๓ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองคป์ ระกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกิด และววิ ฒั นาการของเอกภพ กาแลก็ ซดี าว
ฤกษแ์ ละระบบสรุ ิยะ รวมทั้งปฏสิ มั พนั ธ์ภายในระบบสรุ ยิ ะ ท่สี ่งผลตอ่ สง่ิ มชี ีวิต และการ
ประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยอี วกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒เข้าใจองคป์ ระกอบและความสัมพนั ธข์ องระบบโลก กระบวนการเปล่ยี นแปลง ภายในโลก
และบนผิวโลก ธรณพี ิบตั ภิ ยั กระบวนการเปล่ยี นแปลงลมฟา้ อากาศและภูมิอากาศโลก
รวมท้ังผลตอ่ ส่งิ มชี วี ิตและส่งิ แวดล้อม
สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคดิ หลักของเทคโนโลยเี พ่ือการดารงชวี ิตในสงั คมท่มี ีการเปลยี่ นแปลง อย่าง
รวดเร็ว ใชค้ วามร้แู ละทกั ษะทางด้านวทิ ยาศาสตรค์ ณติ ศาสตรแ์ ละ ศาสตร์อน่ื ๆ เพื่อ
แกป้ ัญหาหรอื พฒั นางานอยา่ งมคี วามคดิ สร้างสรรค์ ดว้ ยกระบวนการออกแบบเชงิ
วิศวกรรม เลอื กใชเ้ ทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยคานึงถงึ ผลกระทบตอ่ ชวี ติ สงั คม และ
สง่ิ แวดลอ้ ม
มาตรฐาน ว ๔.๒ เขา้ ใจและใชแ้ นวคดิ เชงิ คานวณในการแกป้ ญั หาท่พี บในชีวติ จริงอย่างเป็น ข้นั ตอนและ
เปน็ ระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารในการเรยี นรู้ การทางาน และการ
แก้ปญั หาได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ รูเ้ ทา่ ทนั และมีจรยิ ธรรม
วสิ ัยทัศนก์ ลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
วสิ ัยทศั น์
“ยกระดบั คุณภาพ ส่มู าตรฐานการศึกษาช้ันนาและสสู่ ากล มศี กั ยภาพในการแข่งขัน
ยดึ หลักการบรหิ ารจัดการแบบมีส่วนร่วม ภายในปีการศึกษา ๒๕๖๑”
สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี นและคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
ในการพัฒนาผเู้ รยี นตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน มุง่ เนน้ พัฒนาผูเ้ รียนให้มีคณุ ภาพตาม
มาตรฐานทก่ี าหนด ซงึ่ จะชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นเกิดสมรรถนะสาคญั และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ดังน้ี
สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานมุง่ ใหผ้ เู้ รยี นเกิดสมรรถนะสาคญั ๕ ประการ ดงั น้ี
๑. ความสามารถในการสือ่ สาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มวี ัฒนธรรมในการใช้
ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรคู้ วามเข้าใจ ความรสู้ กึ และทศั นะของตนเองเพอ่ื แลกเปลย่ี นข้อมูลข่าวสาร
และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ตอ่ การพฒั นาตนเองและสงั คม รวมทั้งการเจรจาตอ่ รองเพ่ือขจัดและ
ลดปญั หาความขัดแย้งต่างๆการเลือกรับหรือไม่รับข้อมลู ขา่ วสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกตอ้ งตลอดจน
การเลือกใชว้ ธิ ีการสอ่ื สารท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพโดยคานงึ ถึงผลกระทบท่ีมตี ่อตนเองและสงั คม
๒. ความสามารถในการคดิ เป็นความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ การคิดสงั เคราะห์ การคดิ อยา่ ง
สรา้ งสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพือ่ นาไปสูก่ ารสรา้ งองคค์ วามรหู้ รอื
สารสนเทศเพ่อื การตดั สนิ ใจเกยี่ วกับตนเองและสงั คมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
๓. ความสามารถในการแกป้ ญั หา เปน็ ความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคตา่ ง ๆ
ทเี่ ผชญิ ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ งเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คณุ ธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เขา้ ใจ
ความสัมพนั ธแ์ ละการเปลยี่ นแปลงของเหตกุ ารณต์ ่าง ๆ ในสงั คม แสวงหาความรู้ ประยุกตค์ วามร้มู าใช้ใน
การปอ้ งกันและแก้ไขปัญหาและมีการตดั สนิ ใจที่มปี ระสทิ ธภิ าพโดยคานึงถึงผลกระทบทีเ่ กดิ ขึ้นตอ่ ตนเอง
สังคมและส่ิงแวดลอ้ ม
๔. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ เป็นความสามารถในการนากระบวนการตา่ ง ๆ ไปใช้ใน
การดาเนนิ ชวี ิตประจาวนั การเรยี นรูด้ ้วยตนเอง การเรยี นรอู้ ยา่ งตอ่ เนอื่ ง การทางาน และการอยูร่ ว่ มกนั ใน
สังคมดว้ ยการสรา้ งเสริมความสัมพันธอ์ นั ดีระหว่างบคุ คล การจัดการปญั หาและความขดั แยง้ ต่าง ๆ อย่าง
เหมาะสม การปรบั ตวั ให้ทนั กบั การเปล่ียนแปลงของสงั คมและสภาพแวดลอ้ มและการรู้จกั หลกี เล่ียง
พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ทส่ี ่งผลกระทบตอ่ ตนเองและผู้อนื่
๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยเี ปน็ ความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยดี า้ นตา่ ง ๆ
และมที กั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยเี พ่ือการพัฒนาตนเองและสงั คม ในด้านการเรยี นรู้ การส่อื สาร การ
ทางาน การแกป้ ัญหาอยา่ งสร้างสรรค์ ถกู ต้อง เหมาะสม และมคี ณุ ธรรม
คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ เพ่ือให้
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน มุง่ พฒั นาผ้เู รยี นให้มีคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
สามารถอยรู่ ว่ มกับผู้อื่นในสังคมไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข ในฐานะเปน็ พลเมอื งไทยและพลโลก ดังน้ี
๑. รกั ชาตศิ าสน์ กษตั รยิ ์
๒. ซอ่ื สตั ยส์ ุจรติ
๓. มีวนิ ยั
๔. ใฝเ่ รียนรู้
๕. อยู่อย่างพอเพียง
๖.มุ่งมนั่ ในการทางาน
๗. รักความเป็นไทย
๘. มจี ิตสาธารณะ
คณุ ภาพผู้เรียน
จบช้นั ประถมศึกษาปที ่ี ๓
❖เขา้ ใจลกั ษณะทีป่ รากฏ ชนิดและสมบตั บิ างประการของวสั ดทุ ี่ใช้ทาวตั ถุ และการเปลย่ี นแปลง
ของวสั ดุรอบตวั
❖เขา้ ใจการดงึ การผลกั แรงแมเ่ หล็ก และผลของแรงท่ีมตี ่อการเปล่ียนแปลง การเคล่อื นที่ของ
วัตถุ พลังงานไฟฟา้ และการผลติ ไฟฟ้า การเกิดเสียง แสงและการมองเห็น
❖เขา้ ใจการปรากฏของดวงอาทติ ย์ ดวงจันทร์ และดาว ปรากฏการณข์ น้ึ และตกของ
ดวงอาทิตย์ การเกิดกลางวันกลางคนื การกาหนดทิศ ลักษณะของหิน การจาแนกชนดิ ดนิ และการใช้
ประโยชน์ ลกั ษณะและความสาคญั ของอากาศ การเกิดลม ประโยชนแ์ ละโทษของลม
❖ตงั้ คาถามหรือกาหนดปัญหาเกย่ี วกับส่ิงทจี่ ะเรยี นรตู้ ามทีก่ าหนดใหห้ รือตามความสนใจสงั เกต
สารวจตรวจสอบโดยใช้เคร่อื งมอื อย่างง่าย รวบรวมข้อมูล บนั ทกึ และอธบิ ายผลการสารวจตรวจสอบดว้ ย
การเขียนหรือวาดภาพ และสื่อสารส่ิงท่ีเรียนรู้ด้วยการเลา่ เร่อื ง หรอื ด้วยการแสดงทา่ ทางเพือ่ ให้ผูอ้ ื่นเข้าใจ
❖แกป้ ัญหาอยา่ งงา่ ยโดยใชข้ น้ั ตอนการแก้ปญั หา มีทกั ษะในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการ
สื่อสารเบ้ืองต้น รกั ษาข้อมูลสว่ นตวั
❖แสดงความกระตือรอื รน้ สนใจทจ่ี ะเรียนรู้ มีความคดิ สร้างสรรคเ์ ก่ียวกับเรอ่ื งท่ีจะศกึ ษาตามท่ี
กาหนดให้หรอื ตามความสนใจ มสี ่วนรว่ มในการแสดงความคิดเหน็ และยอมรับฟังความคิดเหน็ ผู้อนื่
❖แสดงความรบั ผิดชอบดว้ ยการทางานทไ่ี ดร้ ับมอบหมายอยา่ งมุง่ มัน่ รอบคอบ ประหยดั ซอ่ื สัตย์
จนงานลลุ ว่ งเป็นผลสาเรจ็ และทางานร่วมกบั ผู้อน่ื อย่างมคี วามสขุ
❖ตระหนักถงึ ประโยชนข์ องการใชค้ วามร้แู ละกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการดารงชีวติ ศึกษา
หาความรู้เพิ่มเติม ทาโครงงานหรอื ชิน้ งานตามท่กี าหนดใหห้ รอื ตามความสนใจ
จบชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ ๖
❖เขา้ ใจโครงสร้าง ลกั ษณะเฉพาะและการปรับตวั ของสงิ่ มีชวี ิต รวมทั้งความสัมพันธข์ องส่งิ มชี ีวติ
ในแหล่งทอ่ี ยู่ การทาหน้าท่ขี องสว่ นตา่ ง ๆ ของพืช และการทางานของระบบย่อยอาหารของมนษุ ย์
❖เข้าใจสมบตั ิและการจาแนกกลุ่มของวัสดุ สถานะและการเปลย่ี นสถานะของสสาร
การละลาย การเปลย่ี นแปลงทางเคมี การเปลย่ี นแปลงท่ผี นั กลบั ได้และผันกลบั ไมไ่ ด้ และการแยกสารอยา่ ง
ง่าย
❖เข้าใจลักษณะของแรงโน้มถ่วงของโลก แรงลัพธ์ แรงเสียดทาน แรงไฟฟ้าและผลของแรงตา่ งๆ
ผลทีเ่ กดิ จากแรงกระทาต่อวตั ถุ ความดนั หลกั การทีม่ ตี อ่ วัตถุ วงจรไฟฟ้าอย่างง่าย ปรากฏการณเ์ บอื้ งตน้
ของเสียง และแสง
❖เข้าใจปรากฏการณก์ ารขึ้นและตก รวมถึงการเปล่ียนแปลงรูปรา่ งปรากฏของดวงจนั ทร์
องคป์ ระกอบของระบบสรุ ิยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ ความแตกต่างของดาวเคราะหแ์ ละ
ดาวฤกษ์ การขึ้นและตกของกล่มุ ดาวฤกษ์ การใชแ้ ผนทดี่ าว การเกดิ อปุ ราคา พฒั นาการและประโยชนข์ อง
เทคโนโลยีอวกาศ
❖เข้าใจลักษณะของแหลง่ นา้ วัฏจกั รน้า กระบวนการเกดิ เมฆ หมอก นา้ คา้ ง นา้ ค้างแขง็ หยาดน้า
ฟ้า กระบวนการเกดิ หิน วฏั จกั รหิน การใช้ประโยชนห์ นิ และแร่ การเกิดซากดกึ ดาบรรพ์ การเกิดลมบก ลม
ทะเล มรสุม ลกั ษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติ ธรณพี ิบัติภัย การเกิดและผลกระทบของปรากฏการณ์
เรอื นกระจก
❖ค้นหาขอ้ มูลอยา่ งมีประสิทธภิ าพและประเมนิ ความนา่ เช่อื ถอื ตัดสินใจเลือกข้อมูลใช้เหตผุ ลเชิง
ตรรกะในการแก้ปัญหา ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการทางานรว่ มกนั เขา้ ใจสิทธแิ ละหนา้ ที่
ของตน เคารพสิทธิของผอู้ ื่น
❖ตง้ั คาถามหรอื กาหนดปัญหาเก่ยี วกับส่ิงทีจ่ ะเรยี นร้ตู ามทีก่ าหนดใหห้ รือตามความสนใจ
คาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง สร้างสมมตฐิ านทส่ี อดคล้องกบั คาถามหรือปญั หาท่จี ะสารวจตรวจสอบ
วางแผนและสารวจตรวจสอบโดยใชเ้ คร่อื งมอื อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศท่เี หมาะสม ในการเก็บ
รวบรวมขอ้ มูลท้ังเชิงปริมาณและคณุ ภาพ
❖วิเคราะหข์ อ้ มูล ลงความเหน็ และสรปุ ความสัมพันธข์ องขอ้ มลู ท่ีมาจากการสารวจตรวจสอบใน
รปู แบบทีเ่ หมาะสม เพือ่ สื่อสารความร้จู ากผลการสารวจตรวจสอบไดอ้ ย่างมเี หตผุ ลและหลกั ฐานอ้างอิง
❖แสดงถงึ ความสนใจ มุ่งม่นั ในส่งิ ทจ่ี ะเรยี นรู้ มคี วามคิดสร้างสรรคเ์ กี่ยวกบั เรอ่ื งที่จะศกึ ษาตาม
ความสนใจของตนเอง แสดงความคิดเห็นของตนเอง ยอมรบั ในขอ้ มลู ที่มหี ลกั ฐานอา้ งองิ และรบั ฟังความ
คดิ เห็นผูอ้ ่ืน
❖แสดงความรับผดิ ชอบดว้ ยการทางานทไ่ี ดร้ ับมอบหมายอย่างมุง่ มั่น รอบคอบ ประหยัด ซื่อสัตย์
จนงานลุลว่ งเปน็ ผลสาเร็จ และทางานรว่ มกบั ผูอ้ น่ื อย่างสรา้ งสรรค์
❖ตระหนกั ในคุณค่าของความรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีใช้ความรแู้ ละกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ในการดารงชีวิต แสดงความช่นื ชม ยกยอ่ ง และเคารพสิทธิในผลงานของผูค้ ิดคน้ และศึกษาหา
ความรเู้ พิม่ เติม ทาโครงงานหรือชน้ิ งานตามท่ีกาหนดใหห้ รอื ตามความสนใจ
❖แสดงถึงความซาบซ้งึ หว่ งใย แสดงพฤติกรรมเกย่ี วกบั การใช้ การดแู ลรกั ษาทรพั ยากรธรรมชาติ
และส่ิงแวดล้อมอย่างรู้คุณคา่
จบช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ ๓
❖เขา้ ใจลักษณะและองค์ประกอบท่ีสาคัญของเซลล์ส่งิ มีชวี ิต ความสมั พนั ธข์ องการทางานของ
ระบบต่าง ๆ ในร่างกายมนษุ ย์ การดารงชวี ิตของพืช การถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม การเปลี่ยนแปลง
ของยีนหรือโครโมโซม และตวั อย่างโรคท่เี กดิ จากการเปล่ยี นแปลงทางพันธกุ รรม ประโยชน์และผลกระทบ
ของสิง่ มีชีวิตดัดแปรพันธกุ รรม ความหลากหลายทางชวี ภาพ ปฏสิ มั พนั ธ์ขององค์ประกอบของระบบนิเวศ
และการถ่ายทอดพลงั งานในส่ิงมชี วี ติ
❖เขา้ ใจองค์ประกอบและสมบัตขิ องธาตุ สารละลาย สารบรสิ ุทธ์ิ สารผสม หลักการแยกสาร การ
เปล่ยี นแปลงของสารในรูปแบบของการเปล่ียนสถานะ การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี และ
สมบัติทางกายภาพ และการใชป้ ระโยชนข์ องวัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามกิ ส์ และวสั ดผุ สม
❖เขา้ ใจการเคลอื่ นท่ี แรงลัพธแ์ ละผลของแรงลพั ธก์ ระทาตอ่ วตั ถุ โมเมนตข์ องแรง
แรงทีป่ รากฏในชีวติ ประจาวนั สนามของแรง ความสัมพนั ธข์ องงาน พลงั งานจลน์ พลงั งานศักยโ์ นม้ ถว่ ง กฎ
การอนุรกั ษพ์ ลงั งาน การถ่ายโอนพลงั งาน สมดุลความรอ้ น ความสมั พันธ์ของปริมาณทางไฟฟา้ การต่อ
วงจรไฟฟา้ ในบา้ น พลงั งานไฟฟ้า และหลกั การเบ้ืองตน้ ของวงจรอเิ ลก็ ทรอนิกส์
❖เข้าใจสมบัตขิ องคล่ืน และลักษณะของคลน่ื แบบตา่ ง ๆ แสง การสะท้อน การหกั เหของแสงและ
ทศั นูปกรณ์
❖เข้าใจการโคจรของดาวเคราะหร์ อบดวงอาทิตย์ การเกิดฤดู การเคล่ือนทป่ี รากฏของดวงอาทิตย์
การเกดิ ขา้ งข้นึ ข้างแรม การขึ้นและตกของดวงจันทร์ การเกิดนา้ ข้นึ นา้ ลง ประโยชนข์ องเทคโนโลยอี วกาศ
และความก้าวหน้าของโครงการสารวจอวกาศ
❖เข้าใจลกั ษณะของชัน้ บรรยากาศ องคป์ ระกอบและปจั จัยที่มีผลตอ่ ลมฟ้าอากาศ การเกดิ และ
ผลกระทบของพายฟุ า้ คะนอง พายุหมนุ เขตร้อน การพยากรณ์อากาศ สถานการณ์ การเปลยี่ นแปลง
ภมู ิอากาศโลก กระบวนการเกิดเช้ือเพลิงซากดึกดาบรรพแ์ ละการใชป้ ระโยชน์ พลังงานทดแทนและการใช้
ประโยชน์ ลักษณะโครงสร้างภายในโลก กระบวนการเปลย่ี นแปลงทางธรณวี ิทยาบนผิวโลก ลักษณะชนั้ หนา้
ตัดดนิ กระบวนการเกดิ ดิน แหล่งนา้ ผวิ ดิน แหล่งนา้ ใตด้ นิ กระบวนการเกิดและผลกระทบของภยั ธรรมชาติ
และธรณพี บิ ัติภัย
❖เขา้ ใจแนวคดิ หลกั ของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยี การเปลีย่ นแปลงของเทคโนโลยี
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างเทคโนโลยกี ับศาสตร์อ่นื โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือคณติ ศาสตร์ วเิ คราะห์
เปรยี บเทียบ และตดั สนิ ใจเพ่ือเลอื กใช้เทคโนโลยี โดยคานึงถึงผลกระทบตอ่ ชีวิต สงั คม และส่งิ แวดลอ้ ม
ประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ ทกั ษะ และทรพั ยากรเพื่อออกแบบและสร้างผลงานสาหรบั การแกป้ ัญหาใน
ชีวติ ประจาวันหรอื การประกอบอาชพี โดยใช้กระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม รวมทงั้ เลอื กใชว้ ัสดุ
อุปกรณ์ และเครื่องมอื ได้อยา่ งถกู ต้อง เหมาะสม ปลอดภัย รวมทั้งคานึงถงึ ทรัพย์สนิ ทางปัญญา
❖นาขอ้ มลู ปฐมภมู ิเขา้ สูร่ ะบบคอมพวิ เตอร์ วิเคราะห์ ประเมิน นาเสนอขอ้ มูลและสารสนเทศได้
ตามวตั ถปุ ระสงค์ ใช้ทักษะการคดิ เชงิ คานวณในการแกป้ ญั หาทพี่ บในชวี ติ จรงิ และเขียนโปรแกรมอยา่ งง่าย
เพื่อช่วยในการแกป้ ัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารอย่างร้เู ท่าทนั และรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คม
❖ตง้ั คาถามหรือกาหนดปัญหาท่ีเชอ่ื มโยงกบั พยานหลักฐาน หรือหลักการทางวทิ ยาศาสตรท์ มี่ ีการ
กาหนดและควบคมุ ตัวแปร คิดคาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานทส่ี ามารถนาไปสู่การสารวจ
ตรวจสอบ ออกแบบและลงมอื สารวจตรวจสอบโดยใชว้ สั ดแุ ละเครือ่ งมือที่เหมาะสม เลือกใช้เครอื่ งมอื และ
เทคโนโลยีสารสนเทศทีเ่ หมาะสมในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ทัง้ ในเชิงปรมิ าณและคณุ ภาพท่ีไดผ้ ลเท่ียงตรง
และปลอดภัย
❖วิเคราะหแ์ ละประเมนิ ความสอดคลอ้ งของข้อมลู ทไ่ี ดจ้ ากการสารวจตรวจสอบจากพยานหลกั ฐาน
โดยใชค้ วามรแู้ ละหลักการทางวิทยาศาสตรใ์ นการแปลความหมายและลงขอ้ สรปุ และสื่อสารความคิด
ความรู้ จากผลการสารวจตรวจสอบหลากหลายรูปแบบ หรอื ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อให้ผ้อู ื่นเขา้ ใจได้
อย่างเหมาะสม
❖แสดงถึงความสนใจ ม่งุ มนั่ รบั ผิดชอบ รอบคอบ และซ่ือสัตย์ ในสิ่งทจี่ ะเรยี นรู้ มคี วามคดิ
สร้างสรรค์เก่ยี วกับเร่อื งทจ่ี ะศึกษาตามความสนใจของตนเอง โดยใชเ้ ครอ่ื งมือและวธิ กี ารทใี่ ห้ได้ผลถูกต้อง
เชื่อถอื ได้ ศกึ ษาคน้ คว้าเพม่ิ เติมจากแหลง่ ความรู้ตา่ ง ๆ แสดงความคดิ เห็นของตนเองรับฟังความคิดเหน็
ผ้อู ่ืน และยอมรบั การเปล่ียนแปลงความร้ทู ีค่ ้นพบ เม่ือมีข้อมูลและประจักษพ์ ยานใหม่เพมิ่ ขึ้นหรือโต้แย้งจาก
เดิม
❖ตระหนกั ในคณุ ค่าของความร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยที ่ใี ชใ้ นชีวติ ประจาวัน ใช้ความรู้และ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีในการดารงชวี ติ และการประกอบอาชพี แสดงความชนื่ ชม ยก
ย่อง และเคารพสทิ ธิในผลงานของผู้คิดคน้ เข้าใจผลกระทบทง้ั ด้านบวกและด้านลบของการพฒั นาทาง
วิทยาศาสตร์ตอ่ สงิ่ แวดลอ้ มและตอ่ บรบิ ทอื่น ๆ และศกึ ษาหาความรู้เพ่ิมเติม ทาโครงงานหรอื สร้างชิ้นงาน
ตามความสนใจ
❖แสดงถึงความซาบซ้ึง ห่วงใย มพี ฤตกิ รรมเก่ียวกบั การดูแลรกั ษาความสมดุลของระบบนิเวศ และ
ความหลากหลายทางชีวภาพ
จบชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ ๖
❖เขา้ ใจการลาเลยี งสารเข้าและออกจากเซลล์ กลไกการรกั ษาดุลยภาพของมนุษย์ ภูมิคุ้มกนั ใน
รา่ งกายของมนุษย์และความผดิ ปกติของระบบภูมิคมุ้ กัน การใช้ประโยชนจ์ ากสารตา่ ง ๆ ท่ีพชื สรา้ งขึ้น การ
ถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม การเปล่ียนแปลงทางพนั ธกุ รรม วิวัฒนาการที่ทาใหเ้ กิดความหลากหลาย
ของสงิ่ มชี ีวติ ความสาคญั และผลของเทคโนโลยที างดเี อน็ เอตอ่ มนษุ ย์ สง่ิ มชี วี ิต และส่งิ แวดล้อม
❖เขา้ ใจความหลากหลายของไบโอมในเขตภมู ศิ าสตร์ตา่ ง ๆ ของโลก การเปล่ียนแปลงแทนทใ่ี น
ระบบนิเวศ ปญั หาและผลกระทบท่ีมีตอ่ ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติ และการแกไ้ ขปัญหาส่งิ แวดล้อม
❖เข้าใจชนดิ ของอนภุ าคสาคญั ทเ่ี ป็นสว่ นประกอบในโครงสรา้ งอะตอม สมบตั ิบางประการของธาตุ
การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ ชนิดของแรงยึดเหนยี่ วระหว่างอนุภาคและสมบัติตา่ ง ๆ ของสารที่มี
ความสมั พันธ์กบั แรงยดึ เหนีย่ ว พนั ธะเคมี โครงสรา้ งและสมบัตขิ องพอลิเมอร์ การเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี ปจั จัยท่ี
มีผลตอ่ อัตราการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี และการเขียนสมการเคมี
❖เข้าใจปรมิ าณทเ่ี กย่ี วกบั การเคล่ือนที่ ความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวลและความเรง่ ผลของ
ความเร่งที่มตี อ่ การเคลือ่ นทแ่ี บบต่าง ๆ ของวัตถุ แรงโนม้ ถว่ ง แรงแมเ่ หล็ก ความสัมพันธ์ระหว่าง
สนามแม่เหลก็ และกระแสไฟฟ้า และแรงภายในนิวเคลียส
❖เข้าใจพลงั งานนิวเคลยี ร์ ความสมั พันธ์ระหวา่ งมวลและพลังงาน การเปลย่ี นพลังงานทดแทนเป็น
พลงั งานไฟฟ้า เทคโนโลยดี ้านพลงั งาน การสะทอ้ น การหกั เห การเลยี้ วเบน และการรวมคล่ืน การได้ยิน
ปรากฏการณท์ ี่เกีย่ วข้องกับเสยี ง สกี ับการมองเห็นสี คลืน่ แม่เหล็กไฟฟา้ และประโยชนข์ องคล่นื
แมเ่ หล็กไฟฟ้า
❖เข้าใจการแบง่ ช้นั และสมบตั ิของโครงสร้างโลก สาเหตุ และรปู แบบการเคล่ือนทขี่ องแผน่ ธรณที ี่
สัมพนั ธ์กับการเกิดลักษณะธรณีสณั ฐาน สาเหตุ กระบวนการเกิดแผน่ ดนิ ไหว ภเู ขาไฟระเบดิ สึนามิ
ผลกระทบ แนวทางการเฝา้ ระวงั และการปฏิบัติตนให้ปลอดภยั
❖เขา้ ใจผลของแรงเนื่องจากความแตกต่างของความกดอากาศ แรงคอริออลสิ ทม่ี ีต่อการหมุนเวียน
ของอากาศ การหมนุ เวยี นของอากาศตามเขตละติจูด และผลทีม่ ตี อ่ ภมู ิอากาศ ความสมั พนั ธ์ ของการ
หมุนเวยี นของอากาศ และการหมุนเวยี นของกระแสนา้ ผวิ หนา้ ในมหาสมทุ ร และผลตอ่ ลักษณะลมฟ้าอากาศ
สงิ่ มชี ีวติ และสิ่งแวดล้อม ปจั จัยตา่ ง ๆ ท่ีมผี ลตอ่ การเปล่ียนแปลงภมู ิอากาศโลก และแนวปฏิบัตเิ พอ่ื ลด
กจิ กรรมของมนษุ ยท์ ่สี ง่ ผลตอ่ การเปล่ยี นแปลงภมู ิอากาศโลก รวมท้ังการแปลความหมายสญั ลกั ษณ์ลมฟ้า
อากาศท่ีสาคัญจากแผนที่อากาศ และข้อมลู สารสนเทศ
❖เขา้ ใจการกาเนิดและการเปล่ียนแปลงพลงั งาน สสาร ขนาด อณุ หภูมิของเอกภพ หลกั ฐานท่ี
สนบั สนุนทฤษฎีบกิ แบง ประเภทของกาแลก็ ซี โครงสร้างและองค์ประกอบของกาแล็กซีทางชา้ งเผือก
กระบวนการเกิดและการสรา้ งพลังงาน ปัจจยั ท่ีส่งผลตอ่ ความสอ่ งสว่างของดาวฤกษ์ และความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งความส่องสว่างกับโชติมาตรของดาวฤกษ์ ความสมั พันธ์ระหว่างสี อณุ หภมู ิผิว และสเปกตรมั ของดาว
ฤกษ์ วิวัฒนาการและการเปล่ียนแปลงสมบัตบิ างประการของดาวฤกษ์ กระบวนการเกดิ ระบบสรุ ิยะ การ
แบง่ เขตบริวารของดวงอาทิตย์ ลักษณะของดาวเคราะหท์ ี่เอ้อื ต่อการดารงชีวติ การเกิดลมสุริยะ พายสุ ุรยิ ะ
และผลท่มี ีต่อโลก รวมท้งั การสารวจอวกาศและการประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศ
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรเ์ ป็นทักษะทางสตปิ ัญญา(Intellectual) ทีน่ กั วิทยาศาสตรแ์ ละผู้ท่ี
นาวิธีการทางวทิ ยาศาสตรม์ าแก้ปญั หา ใชใ้ นการศึกษาคน้ ควา้ สืบเสาะหาความรู้ และแก้ปัญหาตา่ ง ๆ ทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ บ่งออกไดเ้ ปน็ 13 ทกั ษะ ทกั ษะท่ี 1-8 เป็นทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ข้นั พ้ืนฐาน และทักษะที่ 9-13 เปน็ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขัน้ สูงหรอื ข้นั ผสมหรอื ขน้ั บรู ณาการ
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ท1งั้ 3 ทกั ษะ มดี ังนี้
๑. การสงั เกต (Observing) หมายถงึ การใช้ประสาทสัมผสั อยา่ งใดอย่างหน่งึ หรือหลายอย่างรวมกัน
ไดแ้ ก่ ตา หู จมูก ล้นิ ผวิ กาย เขา้ ไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถหุ รือเหตุการณ์ เพอื่ คน้ หา้ ขอ้ มลู ซ่งึ เป็นรายละเอยี ดของ
สิ่งนนั้ โดยไม่ใส่ความเหน็ ของผ้สู ังเกตลงไป ข้อมูลทีไ่ ดจ้ ากการสงั เกตประกอบดว้ ยขอ้ มลู เชิงคุณภาพ ขอ้ มูลเชงิ
ปริมาณ และข้อมลู ท่เี กย่ี วกับการเปลีย่ นแปลงท่ีสังเกตเหน็ ไดจ้ ากวตั ถหุ รอื เหตุการณ์นั้น ความสามารถทแี่ สดงให้
เห็นวา่ เกดิ ทกั ษะนปี้ ระกอบดว้ ยการชบ้ี ่งและการบรรยายสมบตั ขิ องวัตถุไดโ้ ดยการกะประมาณและการบรรยาย
การเปลย่ี นแปลงของสงิ่ ทสี่ งั เกตได้
๒. การลงความเห็นจากขอ้ มลู (Inferring) หมายถึง การเพมิ่ ความคิดเห็นให้กบั ข้อมลู ทไ่ี ด้จากการ
สังเกตอยา่ งมีเหตผุ ล โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์เดิมมาชว่ ย ความสามารถทีแ่ สดงใหเ้ หน็ วา่ เกดิ ทกั ษะน้ี
คือ การอธบิ ายหรือสรุป โดยเพิ่มความคดิ เห็นใหก้ ับขอ้ มลู โดยใช้ความรหู้ รอื ประสบการณ์เดิมมาช่วย
๓. การจาแนกประเภท (Classifying) หมายถงึ การแบง่ พวกหรือเรยี งลาดบั วตั ถุหรอื สงิ่ ท่ีมอี ยู่ใน
ปรากฏการณโ์ ดยมเี กณฑ์ และเกณฑ์ดงั กล่าวอาจใชค้ วามเหมอื น ความแตกต่าง หรอื ความสัมพนั ธ์อย่างใดอยา่ ง
หน่งึ กไ็ ด้ ความสามารถท่แี สดงวา่ เกดิ ทกั ษะนี้แลว้ ไดแ้ ก่ การแบ่งพวกของสง่ิ ต่าง ๆ จากเกณฑท์ ผ่ี ู้อนื่ กาหนดให้
ได้ นอกจากน้ันสามารถเรียงลาดบั ส่ิงของดว้ ยเกณฑข์ องตัวเองพร้อมกบั บอกได้ว่าผ้อู ืน่ แบง่ พวกของสิ่งของนน้ั
โดยใชอ้ ะไรเป็นเกณฑ์
๔. การวดั (Measuring) หมายถงึ การเลือกใชเ้ ครอ่ื งมอื และการใชเ้ คร่อื งมือนั้นทาการวัดหาปริมาณ
ของสง่ิ ต่าง ๆ ออกมาเปน็ ตวั เลขทแ่ี น่นอนได้อยา่ งเหมาะสมกบั สง่ิ ที่วดั แสดงวิธีใชเ้ คร่อื งมอื อย่างถกู ตอ้ ง พรอ้ ม
ทั้งบอกเหตผุ ลในการเลอื กใช้เครือ่ งมือ รวมทัง้ ระบหุ น่วยของตวั เลขที่ไดจ้ ากการวดั ได้
๕. การใชต้ ัวเลข(Using Numbers) หมายถงึ การนับจานวนของวตั ถุและการนาตวั เลขท่แี สดงจานวน
ทนี่ ับได้มาคดิ คานวณโดยการบวก ลบ คูณ หาร หรอื การหาค่าเฉลยี่ ความสามารถทีแ่ สดงใหเ้ ห็นว่าเกดิ ทักษะน้ี
ได้แก่ การนับจานวนส่งิ ของได้ถูกตอ้ ง เชน่ ใช้ตวั เลขแทนจานวนการนบั ได้ ตัดสนิ ไดว้ ่าวตั ถุ ในแต่ละกลุม่ มี
จานวนเทา่ กันหรอื แตกต่างกัน เป็นต้น การคานวณ เชน่ บอกวธิ ีคานวณ คดิ คานวณ และแสดงวิธคี านวณได้
อยา่ งถกู ต้อง และประการสดุ ท้ายคือ การหาค่าเฉลย่ี เชน่ การบอกและแสดงวิธีการหาค่าเฉล่ยี ได้ถูกตอ้ ง
๖. การหาความสมั พนั ธร์ ะหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเว(Uลsาing Space/Time Relationships)
สเปสของวตั ถุ หมายถงึ ทว่ี ่างทีว่ ัตถุน้ันครองท่ีอยู่ ซงึ่ มรี ปู รา่ งลกั ษะเช่นเดยี วกับวตั ถุน้ันโดยทว่ั ไป
แล้วสเปสของวัตถุจะมี ๓ มิติ คอื ความกวา้ ง ความยาว และความสงู
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสเปสกับสเปสของวัตถุ ไดแ้ ก่ ความสมั พนั ธ์ระหว่าง 3 มิติ กบั 2 มติ ิ
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตาแหน่งทีข่ องวัตถหุ นง่ึ กบั อีกวตั ถหุ น่งึ ความสามารถท่ีแสดงใหเ้ หน็ วา่ เกิดทักษะการหา
ความสมั พันธ์ระหว่างสเปสกบั สเปส ได้แก่ การชี้บง่ รปู 2 มิติ และ 3 มิตไิ ด้ สามารถวาดภาพ2 มติ ิ จากวตั ถหุ รือ
จากภาพ 3 มติ ิ ได้
ความสัมพันธ์ระหวา่ งสเปสกบั เวลา ไดแ้ ก่ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งการเปลยี่ นตาแหน่งท่อี ย่ขู องวตั ถกุ ับ
เวลา หรือความสัมพนั ธร์ ะหว่างสเปสของวตั ถทุ ่ีเปลี่ยนไปกบั เวลาความสามารถที่แสดงให้เหน็ วา่ เกดิ ทกั ษะการหา
ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกบั เวลา ไดแ้ ก่ การบอกตาแหนง่ และทิศทางของวตั ถุโดยใชต้ ัวเองหรือวัตถุอ่นื เปน็
เกณฑ์ บอกความสมั พนั ธร์ ะหว่างการเปลย่ี นตาแหนง่ เปล่ียนขนาด หรือปรมิ าณของวตั ถุกับเวลาได้
๗. การสอ่ื ความหมายข้อมลู (Communicating) หมายถึง การนาขอ้ มลู ทไี่ ด้จาการสงั เกต การวัด การ
ทดลอง และจากแหล่งอนื่ ๆ มาจัดกระทาเสยี ใหม่โดยการหาความถี่ เรยี งลาดับ จดั แยกประเภท หรอื คานวณหา
ค่าใหม่ เพ่ือใหผ้ ู้อน่ื เขา้ ใจความหมายได้ดขี น้ึ โดยอาจเสนอในรปู ของตาราง แผนภูมิ แผนภาพ ไดอะแกรม กราฟ
สมการ การเขียนบรรยาย เปน็ ต้น ความสามารถท่ีแสดงใหเ้ หน็ ว่าเกดิ ทักษะนแ้ี ลว้ คือการเปลย่ี นแปลงขอ้ มูลให้
อยใู่ นรปู ใหม่ทเ่ี ข้าใจดีข้ึน โดยจะตอ้ งรูจ้ ักเลือกรปู แบบทใ่ี ช้ในการเสนอข้อมูลไดอ้ ยา่ งเหมาะสม บอกเหตุผลใน
การเสนอข้อมลู ในการเลือกแบบแสนอข้อมลู น้นั การเสนอข้อมลู อาจกระทาได้หลายแบบดงั ทก่ี ล่าวมาแลว้
โดยเฉพาะการเสนอข้อมูลในรปู ของตาราง การบรรจขุ ้อมูลให้อย่ใู นรูปของตารางปกติจะใส่คา่ ของตวั แปรอิสระไว้
ทางซ้ายมือของตาราง และค่าของตัวแปรตามไวท้ างขวามือของตารางโดยเขยี นค่าของตวั แปรอิสระไว้ให้
เรยี งลาดับจากค่านอ้ ยไปหาค่ามาก หรอื จากค่ามากไปหาคา่ นอ้ ย
๘. การพยากรณ์ (Predicting) หมายถึง การคาดคะเนคาตอบล่วงหนา้ ก่อนการทดลอง โดยอาศัย
ปรากฏการณ์ทีเ่ กดิ ซ้า หลักการ กฎ หรอื ทฤษฏีที่มีอย่แู ลว้ ในเรือ่ งนัน้ มาชว่ ยสรุป เชน่ การพยากรณข์ ้อมลู
เกย่ี วกบั ตัวเลข ไดแ้ ก่ ขอ้ มูลท่ีเปน็ ตารางหรือกราฟ ซ่งึ ทาไดส้ องแบบ คือ การพยากรณ์ภายในขอบเขตของข้อมูล
ท่ีมอี ยู่ กบั การพยากรณ์นอกขอบของขอ้ มลู ท่มี อี ยู่ เช่น การพยากรณผ์ ลของขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณ เปน็ ต้น
๙. การช้บี ง่ และการควบคมุ ตวั แปร(Identifying and Controlling Variables) หมายถึง การชบ้ี ่งตัว
แปรตน้ ตัวแปรตาม และตวั แปรทีต่ อ้ งควบคมุ ใหค้ งท่ใี นสมมตุ ฐิ าน หนึ่ง ๆ
ตวั แปรตน้ หมายถึง ส่งิ ที่เปน็ สาเหตุทท่ี าใหเ้ กิดผลต่าง ๆ หรอื ส่ิงทีเ่ ราต้องการทดลองดูว่าเป็นสาเหตุท่ี
กอ่ ให้เกดิ ผลเช่นน้นั จรงิ หรอื ไม่
ตัวแปรตาม หมายถงึ สง่ิ ทเี่ ปน็ ผลเน่ืองมาจากตัวแปรต้น เมอ่ื ตวั แปรต้นหรือสง่ิ ทเ่ี ป็นสาเหตเุ ปลย่ี นไป
ตัวแปรตามหรอื ส่งิ ท่ีเปน็ ผลจะแปรตามไปดว้ ย
ตวั แปรทต่ี อ้ งควบคมุ ใหค้ งท่ี หมายถงึ ส่งิ อืน่ ๆ นอกเหนอื จากตัวแปรต้นที่จะทาให้ผลการทดลอง
คลาดเคลอื่ น ถ้าหากวา่ ไม่มีการควบคมุ ให้เหมอื นกนั
๑๐. การตง้ั สมมุติฐาน (Formulating Hypotheses) หมายถึง การคดิ หาคาตอบลว่ งหน้ากอ่ นทาการ
ทดลอง โดยอาศยั การสงั เกต อาศัยความรูห้ รือประสบการณ์เดิมเปน็ พื้นฐาน คาตอบทคี่ ดิ ลว่ งหนา้ น้ี ยังไมท่ ราบ
หรอื ยังไมเ่ ปน็ ทางการ กฎหรือทฤษฏีมาก่อน สมมตุ ฐิ าน คอื คาตอบทีค่ ดิ ไวล้ ่วงหนา้ มกี ล่าวไว้เป็นข้อความท่ีบอก
ความสัมพันธร์ ะหว่างตวั แปรตน้ กบั ตัวแปรตามสมมุตฐิ านทต่ี ง้ั ขน้ึ อาจถกู หรอื ผิดกไ็ ดซ้ งึ่ ทราบได้ภายหลังการ
ทดลองหาคาตอบเพอื่ สนับสนนุ สมมตุ ิฐานหรือคัดคา้ นสมมุตฐิ านท่ตี ้ังไว้ ส่งิ ท่ีควรคานงึ ถึงในการต้งั สมมุตฐิ าน คือ
การบอกช่ือตัวแปรต้นซ่ึงอาจมผี ลต่อตวั แปรตามและในการตั้งสมมุตฐิ านตอ้ งทราบตัวแปรจากปัญหาและ
สภาพแวดลอ้ มของตัวแปรนัน้ สมมุติฐานทีต่ ัง้ ข้นึ สามารถบอกใหท้ ราบถงึ การออกแบบการทดลอง ซ่ึงตอ้ งทราบ
ว่าตวั แปรไหนเป็นตวั แปรตน้ ตัวแปรตาม และตวั แปรท่ตี อ้ งควบคุมให้คงที่
๑๑. การกาหนดนิยามเชิงปฏิบตั กิ ารของตัวแปร (Defining Variables Operationally) หมายถึง
การกาหนดความหมายและขอบเขตของค่าตา่ ง ๆ ที่อยู่ในสมมตุ ฐิ านทตี่ อ้ งการทดลองและบอกวิธีวดั ตัวแปรที่
เก่ยี วกับการทดลองน้นั
๑๒. การทดลอง (Experimenting) หมายถงึ กระบวนการปฏิบัตกิ ารเพ่ือหาคาตอบจากสมมตุ ฐิ าน
ทตี่ ัง้ ไว้ ในการทดลองจะประกอบไปด้วยกจิ กรรม ๓ ขั้นคือ
๑๒.๑ ออกแบบการทดลอง หมายถึง การวางแผนการทดลองก่อนลงมอื ทดสอบจริง
๑๒.๒ ปฏิบตั กิ ารทดลอง หมายถึง การลงมือปฏิบัตจิ ริงและใหอ้ ุปกรณ์ได้อยา่ งถูกตอ้ งและ
เหมาะสม
๑๒.๓ การบันทึกผลการทดลอง หมายถงึ การจดบันทึกขอ้ มลู ทไี่ ดจ้ ากการทดลองซ่งึ อาจเปน็
ผลจากการสังเกต การวดั และอ่นื ๆ ไดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคล่วและถูกต้อง การบันทึกผลการทดลอง อาจอยูใ่ นรูป
ตารางหรอื การเขยี นกราฟ ซึง่ โดยทั่วไปจะแสดงคา่ ของตวั แปรต้นหรอื ตวั แปรอิสระบนแกนนอนและค่าของตวั
แปรบนแกนตง้ั โดยเฉพาะในแต่ละแกนต้องใช้สเกลท่เี หมาะสม พรอ้ มทั้งแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ตาแหน่งของค่าของตวั
แปรทง้ั สองบนกราฟดว้ ย
ในการทดลองแต่ละคร้ังจาเป็นอาศยั การวเิ คราะห์ตวั แปรตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง คือสามารถทจ่ี ะบอกชนิด
ของตัวแปรในการทดลองวา่ ตวั แปรน้นั เปน็ ตวั แปรอสิ ระ ตัวแปรตาม หรอื ตัวแปรทต่ี ้องควบคมุ ในการทดลอง
หนึ่ง ๆตอ้ งมีตวั แปรตัวหน่งึ เทา่ น้ันที่มีผลต่อการทดลอง และเพื่อใหแ้ น่ใจวา่ ผลทีไ่ ด้เกิดจากตวั แปรนัน้ จริง ๆ
จาเป็นตอ้ งควบคุมตวั แปรอนื่ ไม่ให้มผี ลต่อการทดลอง ซงึ่ เรียกตัวแปรนวี้ ่าตัวแปรทต่ี ้องควบคุมให้คงท่ี
๑๓. การตคี วามหมายขอ้ มลู และการลงขอ้ สรุป (Interpreting Data and Making Conlusion) การ
ตคี วามหมายขอ้ มูล หมายถึง การแปลความหมายหรือบรรยายลักษณะข้อมลู ที่มอี ยู่ การตีความหมายขอ้ มูล ใน
บางครัง้ อาจตอ้ งใชท้ ักษะอืน่ ๆ ดว้ ย เช่น การสงั เกต การคานวณ เป็นต้น และการลงข้อสรุป หมายถึง การสรุป
ความสัมพันธ์ของขอ้ มลู ทง้ั หมด ความสามารถทแ่ี สดงใหเ้ หน็ ว่าเกิดทกั ษะการลงขอ้ สรุปคอื บอกความสมั พนั ธ์ของ
ขอ้ มลู ได้ เชน่ การอธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหว่างตวั แปรบนกราฟ ถ้ากราฟเปน็ เส้นตรงก็สามารถอธิบายไดว้ ่าเกิด
อะไรขนึ้ กับตวั แปรตามขณะท่ตี วั แปรอสิ ระเปล่ียนแปลงหรอื ถา้ ลากกราฟเป็นเสน้ โคง้ ให้อธิบายความสัมพันธ์
ระหว่างตวั แปรก่อนทก่ี ราฟเส้นโค้งจะเปลยี่ นทศิ ทางและอธิบายความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรหลังจากทีก่ ราฟ
เส้นโคง้ เปลย่ี นทิศทางแล.้ว
จติ วิทยาศาสตร์
คณุ ลักษณะดา้ นจติ วิทยาศาสตร์ ลักษณะชบ้ี ง่ /พฤติกรรม
๑.เห็นคณุ คา่ ทางวิทยาศาสตร์ ๑.๑ นิยมยกย่องกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
๑.๒ นิยมยกย่องความกา้ วหน้าทางวทิ ยาศาสตร์
๑.๓ เพม่ิ พนู ความรแู้ ละประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์
๑.๔ ตระหนกั ความสาคญั ของวทิ ยาศาสตร์ ในการพฒั นา
คุณภาพชีวิต
๒.คณุ ลกั ษณะทางวทิ ยาศาสตร์ ๒.๑.๑ การยอมรบั ข้อสรุปทม่ี เี หตุผล
๒.๑ ความมีเหตผุ ล ๒.๑.๒ มคี วามเชอื่ วา่ ส่งิ ทเี่ กิดข้ึนต้องมสี าเหตุ
๒.๑.๓ นิยมยกยอ่ งบุคคลทม่ี คี วามคดิ อยา่ งมีเหตุผล
๒.๒ ความอยากรู้อยากเหน็ ๒.๑.๔ เหน็ คุณคา่ ในการสบื หาความจริงกอ่ นทจี่ ะยอมรบั
หรอื ปฏิบตั ิตาม
๒.๒.๑ ชอ่ื ว่าวิธกี ารทดลองค้นคว้าจะทาให้ค้นพบวิธีการ
แกป้ ญั หาได้
๒.๒.๒ พอใจใฝห่ าความรู้ทางวิทยาศาสตรเ์ พ่ิมเตมิ
๒.๒.๓ ชอบทดลองค้นคว้า
๒.๓ ความใจกวา้ ง ๒.๓.๑ ตระหนักถงึ ความสาคญั ของความมีเหตผุ ลของ
ผ้อู นื่
๒.๓.๒ ยอมรบั ฟงั ความคิดเห็นและคาวิจารณข์ องผอู้ ืน่
๒.๔ ความมีระเบยี บในการทางาน ๒.๔.๑ ตระหนักถงึ การระวงั รกั ษาความปลอดภยั ของ
ตนเองและเพอ่ื นในขณะทดลองวทิ ยาศาสตร์
๒.๔.๒ เหน็ คณุ ค่าของการระวังรกั ษาเครื่องมอื ทใ่ี ช้มิให้
แตกหักเสยี หาย ในขณะทดลองวิทยาศาสตร์
จติ วิทยาศาสตร์
คุณลักษณะดา้ นจิตพิสยั ลกั ษณะช้บี ่ง/พฤตกิ รรม
๒.๕ การมคี ่านยิ มตอ่ ความเสียสละ ๒.๕.๑ ตระหนักถงึ การทางานใหส้ าเร็จลลุ ว่ งตามเปา้ หมาย
โดยไมค่ านึงถึงผลตอบแทน
๒.๕.๒ เตม็ ใจท่จี ะอุทิศตนเพ่อื การสรา้ งผลงานทาง
วทิ ยาศาสตร์
๒.๖ การมีค่านยิ มตอ่ ความซอ่ื สัตย์ ๒.๖.๑ เหน็ คุณคา่ ต่อการเสนอผลงานตามความเปน็ จรงิ ที่
ทดลองได้
๒.๖.๒ ตาหนิบคุ คลทีน่ าผลงานผู้อน่ื มาเสนอเป็นผลงาน
ของตนเอง
๒.๗การมคี า่ นยิ มตอ่ การประหยดั ๒.๗.๑ ยนิ ดีท่จี ะรกั ษาซ่อมแซมส่งิ ทชี่ ารุดให้ใช้การได้
๒.๗.๒ เห็นคณุ ค่าของการใชว้ ัสดอุ ุปกรณอ์ ย่างประหยัด
๒.๗.๓ เห็นคณุ คา่ ของวสั ดุทเี่ หลอื ใช้
ทาไมต้องเรยี นวทิ ยาศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์มีบทบาทสาคัญยง่ิ ในสังคมโลกปจั จุบันและอนาคต เพราะวทิ ยาศาสตรเ์ กย่ี วขอ้ งกบั
ทุกคนทั้งในชีวิตประจาวนั และการงานอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เครอื่ งมอื เคร่อื งใชแ้ ละผลผลติ
ตา่ ง ๆ ท่ีมนษุ ยไ์ ด้ใช้เพื่ออานวยความสะดวกในชีวิตและการทางาน เหล่านล้ี ว้ นเป็นผลของความรู้
วทิ ยาศาสตร์ ผสมผสานกับความคดิ สรา้ งสรรคแ์ ละศาสตรอ์ ื่น ๆ วิทยาศาสตร์ชว่ ยใหม้ นษุ ยไ์ ดพ้ ฒั นาวิธีคิด
ทั้งความคดิ เป็นเหตุเปน็ ผล คิดสร้างสรรค์ คิดวเิ คราะห์ วิจารณ์ มที ักษะสาคญั ในการค้นคว้าหาความรู้
มคี วามสามารถในการแกป้ ญั หาอย่างเป็นระบบ สามารถตดั สินใจโดยใชข้ ้อมลู ทหี่ ลากหลายและมปี ระจักษ์
พยานทตี่ รวจสอบได้ วทิ ยาศาสตร์เป็นวฒั นธรรมของโลกสมัยใหมซ่ ่ึงเป็นสงั คมแห่งการเรียนรKู้ (knowledge-
based society) ดงั นนั้ ทกุ คนจงึ จาเป็นตอ้ งไดร้ ับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ เพ่ือทจี่ ะมีความรคู้ วามเขา้ ใจใน
ธรรมชาติและเทคโนโลยที ่มี นุษย์สรา้ งสรรค์ข้นึ สามารถนาความรูไ้ ปใชอ้ ย่างมเี หตผุ ล สร้างสรรค์ และมี
คุณธรรม
เรียนรอู้ ะไรในวิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรม์ ุ่งหวังใหผ้ ู้เรียนได้เรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ทเี่ น้นการเชอ่ื มโยงความรู้
กับกระบวนการ มที ักษะสาคญั ในการค้นควา้ และสรา้ งองคค์ วามรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหา
ความรู้ และแกป้ ญั หาทีห่ ลากหลาย ใหผ้ ู้เรยี นมีส่วนร่วมในการเรียนรูท้ กุ ขน้ั ตอน มีการทากิจกรรมดว้ ยการ
ลงมือปฏิบตั ิจรงิ อย่างหลากหลาย เหมาะสมกบั ระดบั ช้นั โดยกาหนดสาระสาคัญไว้ 8 สาระ ดังนี้
วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ เรยี นรู้เกยี่ วกับชีวิตในสงิ่ แวดล้อม องค์ประกอบของส่งิ มีชวี ิต การ
ดารงชีวติ ของมนุษย์และสตั ว์ การดารงชวี ิตของพชื พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพและ
ววิ ฒั นาการของส่งิ มชี ีวติ
วทิ ยาศาสตร์กายภาพ เรยี นรเู้ กยี่ วกบั ธรรมชาตขิ องสาร การเปลย่ี นแปลงของสาร การเคล่อื นที่
พลงั งาน และคล่ืน
วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ เรียนรเู้ กี่ยวกับโลกในเอกภพ ระบบโลก และมนุษย์กับการ
เปลยี่ นแปลงของโลก
เทคโนโลยี
- การออกแบบและเทคโนโลยี เรยี นรูเ้ ก่ยี วกบั การพัฒนาผ้เู รยี นใหม้ ีความรคู้ วามเข้าใจ
เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพ่อื ดารงชวี ติ ในสังคมทม่ี ีการเปลี่ยนแปลงอยา่ งรวดเร็ว ใชค้ วามรู้
และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตรอ์ ่นื ๆ เพ่ือแก้ปญั หาหรือ
พัฒนางานอยา่ งมีความคิดสรา้ งสรรคด์ ้วยกระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม เลอื กใช้
เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคานงึ ถงึ ผลกระทบตอ่ ชวี ติ สงั คม และส่งิ แวดลอ้ ม
- วิทยาการคานวณ เรียนรเู้ ก่ียวกบั การพฒั นาผเู้ รยี นให้มีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะการ
คิด เชิงคานวณ การคิดวิเคราะห์ แกป้ ัญหาเป็นข้นั ตอนและเปน็ ระบบ ประยุกต์ใช้
ความรูด้ า้ นวทิ ยาการคอมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารในการ
แกป้ ญั หาทพ่ี บในชวี ติ จริงได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรเู้ กยี่ วกับธรรมชาตขิ องสาร การเปลีย่ นแปลงของสาร การเคลื่อนท่ี
พลังงาน และคลนื่
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบตั ิของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหวา่ งสมบัติของ สสารกับ
โครงสร้างและแรงยดึ เหนย่ี วระหว่างอนภุ าค หลักและธรรมชาติ ของการเปลีย่ นแปลง
สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี
คาอธบิ ายรายวิชาพนื้ ฐาน
ว 31104 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ภาคเรียนที่ 1 เวลา 40 ช่ัวโมง จานวน 1.0 หนว่ ยกิต
ระบวุ า่ สารเปน็ ธาตุหรือสารประกอบ และอยูใ่ นรูปอะตอม โมเลกุล หรือไอออนจากสูตรเคมี
เปรียบเทยี บความเหมือนและความแตกตา่ งของแบบจา ลองอะตอมของโบร์กับแบบจา ลองอะตอมแบบ
กล่มุ หมอก ระบุจานวนโปรตอน นวิ ตรอน และอิเล็กตรอนของอะตอมและไอออนทีเ่ กดิ จากอะตอมเดยี ว
เขยี นสญั ลกั ษณ์นวิ เคลียรข์ องธาตแุ ละระบุการเป็นไอโซโทป ระบหุ มู่และคาบของธาตุ และระบุว่าธาตุเปน็
โลหะ อโลหะ กง่ึ โลหะ กลุ่มธาตุเรพรเี ซนเททฟี หรือกลุ่มธาตุแทรนซชิ นั จากตารางธาตุ เปรยี บเทียบสมบตั ิ
การนา ไฟฟ้า การใหแ้ ละรบั อิเลก็ ตรอนระหวา่ งธาตใุ นกลมุ่ โลหะกบั อโลหะ สบื คน้ ขอ้ มลู และนา เสนอ
ตวั อยา่ งประโยชน์และอนั ตรายท่ีเกดิ จากธาตุเรพรีเซนเททีฟและธาตแุ ทรนซิชนั ระบวุ ่าพันธะโคเวเลนตเ์ ป็น
พันธะเด่ียว พันธะคู่ หรอื พนั ธะสาม และระบุจานวนคู่อิเลก็ ตรอนระหว่างอะตอมคู่ร่วมพนั ธะ จากสูตร
โครงสร้าง ระบุสภาพข้ัวของสารทโ่ี มเลกุลประกอบดว้ ย 2 อะตอม ระบุสารที่เกิดพนั ธะไฮโดรเจนไดจ้ ากสูตร
โครงสร้าง อธบิ ายความสัมพันธ์ระหว่างจดุ เดือดของสารโคเวเลนตก์ บั แรงดึงดูดระหวา่ งโมเลกุลตามสภาพขัว้
หรอื การเกดิ พันธะไฮโดรเจน เขียนสตู รเคมขี องไอออนและสารประกอบไอออนกิ ระบุวา่ สารเกดิ การละลาย
แบบแตกตัวหรอื ไมแ่ ตกตัว พรอ้ มให้เหตุผลและระบวุ ่าสารละลายที่ไดเ้ ป็นสารละลายอเิ ล็กโทรไลต์ หรือ
นอนอเิ ลก็ โทรไลต์ ระบสุ ารประกอบอนิ ทรยี ป์ ระเภทไฮโดรคารบ์ อนวา่ อม่ิ ตัวหรอื ไม่อิ่มตัวจากสตู รโครงสร้าง
สืบคน้ ข้อมูลและเปรียบเทยี บสมบตั ทิ างกายภาพระหว่างพอลเิ มอรแ์ ละมอนอเมอร์ของพอลเิ มอร์ชนิดนั้น
ระบุสมบตั ิความเปน็ กรด-เบสจากโครงสรา้ งของสารประกอบอนิ ทรีย์ อธิบายสมบัตกิ ารละลายในตวั ทา
ละลายชนดิ ตา่ ง ๆ ของสาร วเิ คราะห์และอธบิ ายความสมั พนั ธ์ระหวา่ งโครงสร้างกบั สมบตั เิ ทอร์มอพลาสตกิ
และเทอรม์ อเซตของพอลิเมอร์ และการนา พอลิเมอร์ไปใช้ประโยชน์ สืบคน้ ขอ้ มลู และนา เสนอผลกระทบ
ของการใชผ้ ลติ ภัณฑพ์ อลิเมอรท์ ี่มตี อ่ ส่ิงมชี ีวิตและส่ิงแวดล้อมพรอ้ มแนวทางปอ้ งกนั หรือแกไ้ ข ระบุสูตรเคมี
ของสารต้งั ตน้ ผลิตภณั ฑ์ และแปลความหมายของสญั ลกั ษณ์ในสมการเคมขี องปฏกิ ริ ิยาเคมี ทดลองและ
อธิบายผลของความเขม้ ขน้ พนื้ ท่ีผวิ อุณหภูมิ และตัวเร่งปฏิกิรยิ า ท่มี ีผลต่ออตั ราการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี
สบื คน้ ขอ้ มลู และอธิบายปัจจยั ที่มีผลตอ่ อัตราการเกิดปฏิกิรยิ าเคมีที่ใช้ประโยชนใ์ นชีวติ ประจา วนั หรอื ใน
อุตสาหกรรม อธิบายความหมายของปฏกิ ริ ิยารดี อกซ์ อธิบายสมบตั ิของสารกมั มนั ตรงั สี และคานวณคร่ึง
ชีวิตและปริมาณของสารกมั มันตรงั สี สืบคน้ ขอ้ มลู และนา เสนอตวั อยา่ งประโยชน์ของสารกมั มนั ตรงั สแี ละ
การปอ้ งกันอนั ตรายที่เกิดจากกมั มันตภาพรังสี
โดยใชก้ ารสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละทักษะ
การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การสืบคน้ ข้อมลู และการอภปิ ราย เพื่อใหเ้ กิดความรู้ ความคดิ ความเขา้ ใจ
สามารถส่อื สารสิง่ ท่ีเรยี นรู้ มีความสามารถในการตดั สินใจ การแก้ปญั หา การนาความรูไ้ ปใช้ใน
ชวี ิตประจาวนั มีจติ วิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และค่านยิ มท่ีเหมาะสม
โครงสร้างรายวชิ าและการกาหนดหน่วยกา
รหสั วิชา ว 31104 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 1
ท่ี ชอื่ หน่วยการ ผลการเรยี นรู้
เรยี นรู้
1 อากาศ 1. ระบุวา่ สารเปน็ ธาตหุ รือสารประกอบ และอยู่ในรปู อะตอม โมเล
เคมี
2. เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกตา่ งของแบบจา ลองอะ
ลองอะตอมแบบกล่มุ หมอก
3. ระบุจานวนโปรตอน นิวตรอน และอิเลก็ ตรอนของอะตอมและ
เดียว
4. เขยี นสัญลกั ษณ์นวิ เคลยี รข์ องธาตแุ ละระบุการเป็นไอโซโทป
5. ระบุหม่แู ละคาบของธาตุ และระบวุ า่ ธาตุเป็นโลหะ อโลหะ ก่งึ โ
เททีฟหรือกลมุ่ ธาตุแทรนซิชันจากตารางธาตุ
6. เปรียบเทียบสมบตั ิการนา ไฟฟา้ การให้และรบั อเิ ลก็ ตรอนระห
อโลหะ
7. สบื ค้นข้อมลู และนา เสนอตวั อยา่ งประโยชน์และอนั ตรายท่ีเกดิ
และธาตุแทรนซิชนั
2 น้า 8. ระบุว่าพนั ธะโคเวเลนตเ์ ปน็ พันธะเดีย่ ว พันธะคู่ หรือพันธะสาม
อิเล็กตรอนระหวา่ งอะตอมคูร่ ว่ มพันธะ จากสูตรโครงสร้าง
ารเรยี นรโู้ รงเรียนโคกโพธิ์ไชยศกึ ษา
จานวน 1.0 หนว่ ยกติ 2 ชว่ั โมง/สปั ดาห์ 40 ชัว่ งโมง/ภาคเรียน
สาระการเรียนรู้ จานวนเวลา น้าหนกั
(ชว่ั โมง) คะแนน
ลกุล หรือไอออนจากสูตร 1.1 องค์ประกอบในอากาศ (1) 5 15
ะตอมของโบรก์ บั แบบจา 1.2 อะตอม (1)
ะไอออนที่เกิดจากอะตอม 1.3 ธาต (2)
1.4 การใชป้ ระโยชนจ์ ากอากาศ
(0.5)
1.5 1.5 มลพษิ ทางอากาศ (0.5)
โลหะ กลมุ่ ธาตเุ รพรเี ซน
หว่างธาตุในกลุ่มโลหะกบั
ดจากธาตเุ รพรเี ซนเททีฟ
ม และระบจุ านวนคู่ 2.1 โมเลกุลของนา้ (3) 10 25
2.2 สารในแหล่งนา้ ธรรมชาติ (3)
ท่ี ชอ่ื หน่วยการ ผลการเรยี นรู้
เรียนรู้
9. ระบสุ ภาพข้วั ของสารทีโ่ มเลกุลประกอบดว้ ย 2 อะตอม
10. ระบุสารท่ีเกิดพนั ธะไฮโดรเจนได้จากสตู รโครงสรา้ ง
11. อธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหว่างจุดเดือดของสารโคเวเลนตก์ ับแร
ตามสภาพข้ัวหรือการเกดิ พันธะไฮโดรเจน
12. เขียนสตู รเคมขี องไอออนและสารประกอบไอออนิก
13. ระบวุ ่าสารเกิดการละลายแบบแตกตัวหรอื ไมแ่ ตกตวั พรอ้ มให
สารละลายท่ีไดเ้ ป็นสารละลายอิเล็กโทรไลต์ หรือนอนอิเล็กโทรไล
3 อาหาร 14. ระบุสารประกอบอนิ ทรยี ์ประเภทไฮโดรคาร์บอนวา่ อิ่มตัวหรือ
โครงสรา้ ง
15. สืบค้นข้อมูลและเปรียบเทยี บสมบัตทิ างกายภาพระหวา่ งพอล
พอลิเมอรช์ นิดนนั้
16. ระบุสมบัติความเปน็ กรด-เบสจากโครงสรา้ งของสารประกอบ
17. อธิบายสมบตั ิการละลายในตวั ทา ละลายชนดิ ตา่ ง ๆ ของสาร
18. วเิ คราะห์และอธบิ ายความสมั พันธ์ระหว่างโครงสร้างกับสมบัต
เทอรม์ อเซตของพอลิเมอร์ และการนา พอลเิ มอร์ไปใช้ประโยชน์
19. สืบคน้ ขอ้ มูลและนา เสนอผลกระทบของการใชผ้ ลติ ภณั ฑพ์ อล
สงิ่ แวดล้อมพร้อมแนวทางปอ้ งกนั หรอื แกไ้ ข
สาระการเรยี นรู้ จานวนเวลา น้าหนัก
2.3 การละลายของสารในนา้ (4) (ชั่วโมง) คะแนน
รงดึงดดู ระหว่างโมเลกุล
หเ้ หตผุ ลและระบุว่า
ลต์
อไม่อมิ่ ตัวจากสูตร 3.1 ไขมันและนา้ มัน (2) 13 30
3.2 คารโ์ บไฮเดรต (2)
ลเิ มอร์และมอนอเมอรข์ อง 3.3 โปรตีน (2)
3.4 วิตามินและเกลอื แร่ (3)
บอินทรยี ์ 3.5 บรรจุภณั ฑ์สาหรบั อาหาร (4)
ร
ตเิ ทอร์มอพลาสติกและ
ลเิ มอรท์ ม่ี ตี ่อส่ิงมีชวี ติ และ
ท่ี ช่อื หนว่ ยการ ผลการเรียนรู้
เรียนรู้
4 พลงั งาน 20. ระบุสูตรเคมีของสารตงั้ ต้น ผลติ ภัณฑ์ และแปลความหมายขอ
เคมีของปฏิกิรยิ าเคมี
21. ทดลองและอธบิ ายผลของความเขม้ ข้น พื้นทีผ่ วิ อณุ หภูมิ และ
ต่ออัตราการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี
22. สบื ค้นข้อมลู และอธิบายปัจจยั ท่มี ผี ลต่ออตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยา
ประจา วันหรอื ในอตุ สาหกรรม
23. อธิบายความหมายของปฏิกริ ิยารีดอกซ์
24. อธิบายสมบตั ขิ องสารกัมมนั ตรังสี และคานวณครง่ึ ชวี ิตและป
กัมมนั ตรังสี
25. สบื คน้ ข้อมลู และนา เสนอตัวอยา่ งประโยชน์ของสารกัมมนั ตร
อันตรายท่เี กดิ จากกัมมนั ตภาพรงั สี
องสัญลักษณ์ในสมการ สาระการเรยี นรู้ จานวนเวลา น้าหนกั
ะตัวเรง่ ปฏิกิรยิ า ทมี่ ีผล (ชั่วโมง) คะแนน
4.1 เช้อื เพลงิ (3) 12 30
4.2 แบตเตอรี่ (2)
4.3 สารกมั มนั ตรังสี (7)
าเคมีที่ใชป้ ระโยชน์ในชวี ิต
ปรมิ าณของสาร
รังสแี ละการป้องกนั