The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chanida.phiromrak40, 2023-07-12 22:08:16

ศิลปะ ม.2

ศิลปะ ม.2

ทัศนศิลป ม.๒ ผูเรียบเรียง ศ. สุชาติ เถาทอง นายสังคม ทองมี นายธํารงศักดิ์ ธํารงเลิศฤทธิ์ นายรอง ทองดาดาษ ผูตรวจ รศ. จารุพรรณ ทรัพยปรุง นางสาววัชรินทร ฐิติอดิศัย ผศ. ดร. ชัยยศ วนิชวัฒนานุวัติ บรรณาธิการ ศ. ดร. ปรีชา เถาทอง นายสมเกียรติ ภูระหงษ ˹ѧÊ×ÍàÃÕ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾×é¹°Ò¹ พิมพครั้งที่ ๑ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ ISBN : 978-616-203-516-6 รหัสสินคา ๒๒๑๕๐๐๓ ชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๒ กลุมสาระการเรียนรูศิลปะ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑


˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õèñ ÃٻẺ·Ñȹ¸ÒµØáÅÐá¹Ç¤Ô´ã¹§Ò¹·ÑȹÈÔŻРñ-òð ● ¤ÇÒÁÃÙŒà¡ÕèÂǡѺ·Ñȹ¸ÒµØ ò ● ¾×é¹°Ò¹¡ÒÃÃѺÃÙŒ ò ● ÃٻẺ·Ñȹ¸ÒµØã¹§Ò¹·ÑȹÈÔŻРö ● á¹Ç¤Ô´ã¹§Ò¹·ÑȹÈÔŻРñò ● µÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐˏ·Ñȹ¸ÒµØáÅÐá¹Ç¤Ô´ã¹§Ò¹·ÑȹÈÔŻРñ÷ ˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·ÕèòÃٻẺ¡ÒÃ㪌ÇÑÊ´Ø ÍØ»¡Ã³ã¹§Ò¹·ÑȹÈÔÅ»Š¢Í§ÈÔÅ»¹ òñ-ôð ● ÈÔÅ»¹·ÑȹÈÔÅ»ŠÊҢҨԵáÃÃÁ òò ● ÈÔÅ»¹·ÑȹÈÔÅ»ŠÊÒ¢Ò»ÃеÔÁÒ¡ÃÃÁáÅÐÊ×èͼÊÁ óð ● ¤ÇÒÁàËÁ×͹áÅФÇÒÁᵡµ‹Ò§¢Í§ÃٻẺ¡ÒÃ㪌ÇÑÊ´Ø ÍØ»¡Ã³ ã¹§Ò¹·ÑȹÈÔÅ»Š¢Í§ÈÔÅ»¹ óø ˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õèó ¡ÒÃÇÒ´ÀÒ¾Ê×èͤÇÒÁËÁÒÂáÅÐàÃ×èͧÃÒÇ ôñ-õô ● ¢Ñ鹵͹¡ÒÃÇÒ´ÀÒ¾Ê×èͤÇÒÁËÁÒÂáÅÐàÃ×èͧÃÒÇ ôò ● à·¤¹Ô¤¡ÒÃÇÒ´ÀÒ¾´ŒÇÂÊÕ¹íéÒ ôó ● à·¤¹Ô¤¡ÒÃÇÒ´ÀÒ¾´ŒÇÂÊÕâ»ÊàµÍÏ õð ● à·¤¹Ô¤¡ÒÃÇÒ´ÀÒ¾´ŒÇÂà·¤¹Ô¤¼ÊÁ õñ ˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õèô¡ÒÃÇÒ´ÀÒ¾¶‹Ò·ʹºØ¤ÅÔ¡ÅѡɳТͧµÑÇÅФà õõ-÷ð ● ºØ¤ÅÔ¡ÅѡɳТͧµÑÇÅФà õö ● á¹Ç·Ò§¡ÒÃÇÒ´ÀÒ¾¶‹Ò·ʹºØ¤ÅÔ¡ÅѡɳТͧµÑÇÅФà õ÷ ● ÇÔ¸ÕÇÒ´ÀÒ¾µÑÇÅФ÷ÕèÁÕÅѡɳÐ໚¹áººàËÁ×͹¨ÃÔ§ õù ● ÇÔ¸ÕÇÒ´ÀÒ¾µÑÇÅФ÷ÕèÁÕÅѡɳÐ໚¹áºº¡Òϵٹ öõ ˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õèõ§Ò¹·ÑȹÈÔÅ»Šã¹¡ÒÃâ¦É³Ò ÷ñ-øò ● ¤ÇÒÁÃÙŒàº×éͧµŒ¹à¡ÕèÂǡѺ¡ÒÃâ¦É³Ò ÷ò ● ·ÑȹÈÔÅ»Š¡Ñº§Ò¹â¦É³Ò ÷ô ÊÒúÑÞ ã¹§Ò¹·ÑȹÈÔÅ»Š¢Í§ÈÔÅ»¹ õ กลุมสาระการเรียนรูศิลปะ เปนกลุมสาระที่จะชวยพัฒนาใหผูเรียนมีความคิดริเริ่มสรางสรรค มีจินตนาการทางศิลปะ รูจักชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณคา ซึ่งยอมจะมีผลตอคุณภาพชีวิต ของผูเรียน เพราะกิจกรรมทางศิลปะจะชวยพัฒนาผูเรียน ทั้งทางดานรางกาย จิตใจ อารมณ สังคม สติปญญา ตลอดจนการนําไปสูการพัฒนาสิ่งแวดลอม สงเสริมใหผูเรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง การจัดทําหนังสือเรียนกลุมสาระศิลปะในระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๒ (ม. ๒) เพื่อใหสะดวกแกการ จัดการเรียนการสอน รวมทั้ง เพื่อใหสอดคลองกับธรรมชาติวิชา จึงจัดทําหนังสือเรียนแยกเปน ๒ เลม คือ หนังสือเรียนสาระทัศนศิลป ๑ เลม และหนังสือเรียนสาระดนตรีรวมกับสาระนาฏศิลป ๑ เลม ซึ่งทางครู ผูสอนและสถานศึกษาพึงใชควบคูกัน เพื่อประสิทธิภาพในการเรียนการสอนและการมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนที่ดีของผูเรียน สําหรับหนังสือเรียนทัศนศิลปเลมนี้ เนื้อหาสาระจะเรียบเรียงตรงตามสาระแกนกลางของหลักสูตร เพื่อเสนอองคความรูพื้นฐานที่จําเปนแกผูเรียน ขณะเดียวกันก็ยังไดเสนอแนะกิจกรรมศิลปปฏิบัติ เพื่อให ผูเรียนไดปฏิบัติจริง อันจะนําไปสูการบรรลุตัวชี้วัดตามที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกําหนดไว นอกจากนี้ ภายในเลมไดจัดพิมพภาพประกอบ ๔ สีอยางสวยงาม เพื่อจะไดเปนประโยชนสําหรับผูเรียน จะไดเห็นผลงานที่ใกลเคียงกับความเปนจริงและทําความเขาใจไดงายขึ้น อยางไรก็ตาม เนื่องจากธรรมชาติของสาระทัศนศิลป เนนทักษะปฏิบัติ ดังนั้น การศึกษาสาระนี้ ใหเกิดผลสัมฤทธิ์จึงมีความจําเปนที่ผูเรียนพึงลงมือปฏิบัติจริง เพื่อจะไดมีทักษะฝมือและความชํานาญ อันจะเปนความรูคงทนที่ติดตัวผูเรียนตลอดไป คณะผูเรียบเรียงคาดหวังวา หนังสือเรียนเลมนี้จะเปนประโยชนอยางยิ่งตอการนําไปใชประกอบ การจัดการเรียนการสอนกลุมสาระศิลปะของสถานศึกษาทุกแหง ชวยใหผูเรียนไดรับความรู มีทักษะ ชวยพัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะอันพึงประสงค ตลอดจนบรรลุตัวชี้วัดตามที่หลักสูตรไดกําหนดไว ทุกประการ และขอขอบพระคุณเปนอยางสูงตอศิลปนทุกทานที่คณะผูเรียบเรียงไดนําภาพผลงานของทาน มาใชเปนภาพประกอบในหนังสือเรียนเลมนี้ คณะผูเรียบเรียง ¤íÒ¹íÒ


รูปแบบทัศนธาตุและแนวคิดในงานทัศนศิลป ผลงานทัศนศิลปแตละชิ้นที่ถูกสรางสรรคขึ้นมานั้น เกิดจากการที่ศิลปนนําเอาทัศนธาตุตางๆ มาจัดวางประสาน กันอยางลงตัวตามหลักการจัดองคประกอบศิลป ดวยเหตุที่ ทัศนธาตุในแตละอยางก็จะมีรูปแบบ คุณสมบัติแตกตางกัน ดังนั้น ผูสรางสรรคผลงานทัศนศิลป จึงตองรูจักวิเคราะห เลือกใชทัศนธาตุแตละอยางใหเหมาะสม การศึกษาเรียนรู เกี่ยวกับการวิเคราะหรูปแบบทัศนธาตุและแนวคิดในงานทัศนศิลป จะชวยทําใหผูเรียนสรางสรรคผลงานทัศนศิลปไดอยางถูกตอง ตามหลักการ มีความงดงาม นาประทับใจ รวมทั้งสามารถอภิปราย เกี่ยวกับทัศนธาตุในดานรูปแบบและแนวคิดของงานทัศนศิลปที่ ตัวชี้วัด ศ ๑.๑ ม.๒/๑ ■ อภิปรายเกี่ยวกับทัศนธาตุในดานรูปแบบ และแนวคิดของ งานทัศนศิลปที่เลือกมา สาระการเรียนรูแกนกลาง ■ รูปแบบของทัศนธาตุและแนวคิดในงานทัศนศิลป หนวยที่ ñ เลือกมาได ๑ ˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õèö ¡ÒûÃÐàÁÔ¹áÅÐÇÔ¨Òó§Ò¹·ÑȹÈÔŻРøó-ñðð ● ËÅÑ¡¡Ò÷ÑèÇä»ã¹¡ÒûÃÐàÁÔ¹áÅÐÇÔ¨Òó§Ò¹·ÑȹÈÔŻРøô ● ¡ÒÃÊÌҧࡳ±¡ÒûÃÐàÁÔ¹áÅÐÇÔ¨Òó§Ò¹·ÑȹÈÔŻРùñ ● ¤ÇÒÁÊíÒ¤ÑÞ㹡ÒþѲ¹Ò¼Å§Ò¹·ÑȹÈÔŻРù÷ ● ¡ÒèѴ·íÒῇÁÊÐÊÁ§Ò¹·ÑȹÈÔŻРùø ˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õè÷ ·ÑȹÈÔÅ»Š¢Í§ä·Âã¹áµ‹ÅÐÂØ¤ÊÁÑ ñðñ-ñòò ● ¼Å§Ò¹·ÑȹÈÔÅ»ŠÊÁÑ¡‹Í¹»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏ ñðò ● ¼Å§Ò¹·ÑȹÈÔÅ»ŠÊÁÑ»ÃÐÇѵÔÈÒʵÏÊÁÑ¡‹Í¹ÊØâ¢·Ñ ñðó ● ¼Å§Ò¹·ÑȹÈÔÅ»ŠÊÁÑÂÊØâ¢·Ñ ñðö ● ¼Å§Ò¹·ÑȹÈÔÅ»ŠÊÁÑÂÍÂØ¸ÂÒ ñðù ● ¼Å§Ò¹·ÑȹÈÔÅ»ŠÊÁÑÂÃѵ¹â¡ÊÔ¹·Ã ññõ ˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·ÕèøÇѲ¹¸ÃÃÁã¹§Ò¹·ÑȹÈÔŻл˜¨¨ØºÑ¹ ñòó-ñóù ● ÇѲ¹¸ÃÃÁä·ÂáÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁÊÒ¡Åã¹§Ò¹·ÑȹÈÔŻРñòô ● ÇѲ¹¸ÃÃÁ·ÕèÊзŒÍ¹ã¹§Ò¹·ÑȹÈÔŻл˜¨¨ØºÑ¹ ñòõ ● á¹Ç¤Ô´ã¹¡ÒÃÍ͡Ẻ§Ò¹·ÑȹÈÔŻРñóð ºÃóҹءÃÁ ñôð


แต่ส่วนการรับรู้ของมนุษย์ มีมาตั้งแต่ก�าเนิด หรือที่เรียกกันว่า “สัญชาตญาณ” ซึ่งเป็นพฤติกรรมธรรมชาติ โดยไม่ต้องมีการเรียนรู้มาก่อน เช่น เมื่อมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งพุ่งตรงมาใกล้นัยน์ตา ตาจะกะพริบ หรือเมื่อมือไปถูกของร้อน เราก็จะชักมือออก เป็นต้น ลักษณะเช่นนี้ถือเป็นการรับรู้ที่เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ เพื่อให้ตนเองรอดพ้นจาก อันตราย มนุษย์มีความรับรู้ต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแตกต่างกันไป ซึ่งการรับรู้เกิดขึ้นจากประสาทสัมผัส แต่ในด้านของความคิดและความเข้าใจยังเป็นสิ่งที่ถูกต้องบ้างและไม่ถูกต้องบ้าง จนกว่ามนุษย์จะได้รับรู้ต่อสิ่งเดียวกัน หลายๆ ครั้ง จนเกิดการเรียนรู้ต่อสิ่งเหล่านั้น ซึ่งหลังจากเรียนรู้ก็จะสามารถวิเคราะห์ จ�าแนก และแยกแยะสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น จากนั้นก็จะถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านทางกระบวนการเรียนรู้และอบรมสั่งสอน ส�าหรับพื้นฐานทางการรับรู้ของมนุษย์ สามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ลักษณะใหญ่ๆ ดังนี้ ๒.๑ การรับรู้ทางการมองเห็น การรับรู้ทางการมองเห็น คือ การรับรู้ที่เกิดจากจักษุสัมผัส ซึ่งเป็นการรับรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อเทียบกับการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสด้านการได้ยิน ด้านกายสัมผัส และด้านรสสัมผัส มนุษย์สามารถรับรู้ได้จาก การมองเห็น โดยใช้นัยน์ตาเป็นอวัยวะรับภาพและมีสมองท�าหน้าที่แปลความหมายของภาพที่ได้รับมาจาก การมองเห็น ซึ่งการรับรู้จากการมองเห็นในทางจิตวิทยา สามารถแบ่งออกได้ ๒ ลักษณะ ดังนี้ ๑) การมอง (Looking) เป็นอาการของมนุษย์ที่กระท�าโดยไม่ได้มีความตั้งใจแน่นอน แต่เป็นไปเพื่อให้ บรรลุวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งในขณะนั้น เช่น เวลาเราเดินข้ามถนน เปาหมายของเราเป็นฝงตรงข้าม ซึ่งเราจะต้อง ข้ามไป ดังนั้น เราก็จะมองดูให้แน่ใจว่าไม่มีรถวิ่งผ่านมา ถนนว่าง แล้วเราจึงเดินข้าม นั่นคือ วัตถุประสงค์หลักของ การมอง ซึ่งการมองในลักษณะนี้ ผู้มองจะไม่ใส่ใจว่ารถที่ผ่านหน้าไปมีสีอะไร เป็นรถประเภทใด หรือมีคนนั่งทั้งสิ้น กี่คน เราจะไม่เก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ นอกจากรู้ว่ามีรถผ่านไป การมองลักษณะนี้ถือเป็นการมองแบบธรรมดา ๒) การเห็น (Seeing) เป็นกระบวนการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทางตา ซึ่งสามารถจะบอกรายละเอียด สิ่งที่เห็นได้ ผู้เรียนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “มองไปที่ภาพวาดภาพนั้นแลวบอกดวยว่าเห็นอะไรบาง” การกล่าวเช่นนี้ ช่วยท�าให้เราแยกความแตกต่างของการมองกับการเห็น ได้ชัดเจนขึ้น การเห็นมีกระบวนการเก็บข้อมูลของสมอง ไปตามระดับการเห็น โดยอาจเป็นการเห็นแบบธรรมดา ที่ไม่มีรายละเอียดมากนัก ไปจนถึงเห็นความสัมพันธ์ ที่เชื่อมโยงกัน อันเป็นระดับการเห็นที่มีความทะลุปรุโปร่ง มีความละเอียดลึกซึ้ง การศึกษาเกี่ยวกับศิลปะการมองเห็น ผู้เรียน ต้องพยายามสั่งสมประสบการณ์ทางการเห็นให้มากขึ้น ด้วยการฝกสังเกตจากสิ่งรอบๆ ตัวอย่างพินิจพิเคราะห์ โดยอาจเริ่มต้นจากมองงานทัศนศิลป์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งเป็น ภาพรวมก่อน แล้วจึงมองแบบจ�าแนกและแยกแยะหา องค์ประกอบของภาพ เช่น ความสมดุลของรูปทรง หรือ น�้าหนักอ ่อน - แก ่ของสี ความกลมกลืน ความเป็น เอกภาพของงานทัศนศิลป์ชิ้นนั้น รายละเอียดของเส้น การไดรับชมและสัมผัสกับงานที่เปนตนแบบ จะชวยใหผูชมเขาใจ เนื้อหา เทคนิค และวิธีการสรางสรรคผลงานของศิลปนไดดียิ่งขึ้น ๓ ñ. ¤ÇÒÁÃÙŒà¡ÕèÂǡѺ·Ñȹ¸ÒµØ ทัศนธาตุ (Visual Element) หมายถึง ส่วนประกอบของการมองเห็น หรือสิ่งที่เป็นปจจัยของ การมองเห็นในผลงานทัศนศิลป์ อันประกอบไปด้วยจุด เส้น รูปร่าง รูปทรง น�้าหนักอ่อน - แก่ พื้นที่ว่าง พื้นผิว และสี ซึ่งเป็นสื่อด้านสุนทรียภาพที่ศิลปนน�ามาใช้สร้างสรรค์ ผลงาน เพื่อสื่อความหมายตามแนวคิด โดยน�าทัศนธาตุ ดังกล่าวมาประกอบ หรือประสานให้เข้ากัน จนเป็น อันหนึ่งอันเดียวและเกิดการรวมตัวกันอย่างสมบูรณ์ โดยอาศัยหลักเกณฑ์ความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืน และความสมดุล ในการสร้างสรรค์ผลงาน ศิลปนอาจใช้ทัศนธาตุ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน แต่ในความ เป็นจริงแล้ว แม้ศิลปนจะใช้เพียงทัศนธาตุเดียวใน การสร้างสรรค์ผลงาน ทัศนธาตุอื่นๆ ก็จะปรากฏขึ้นเอง เช่น เมื่อใช้เส้นวาดรูปทรงขึ้นชิ้นหนึ่ง จะเกิดพื้นที่ว่าง และรูปร่างขึ้นพร้อมกับเส้น และเมื่อใช้สีระบายลงใน รูปทรงที่ใช้เส้นวาด ทัศนธาตุอื่นก็จะปรากฏขึ้นมาด้วย โดยมีทั้งเส้นที่เป็นขอบเขตของรูปทรง สี พื้นที่ว่าง น�้าหนักอ่อน - แก่ แม้แต่สีที่ระบายลงไปก็จะปรากฏให้เห็น ในลักษณะหยาบ หรือละเอียด มัน หรือด้าน เป็นต้น ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าผลงานทัศนศิลป์จะมีทัศนธาตุเป็นองค์ประกอบส�าคัญ กล่าวคือ เมื่อมีรูปทรงของ งานทัศนศิลป์ปรากฏขึ้น ทัศนธาตุทั้งหลายจะประสานและรวมตัวกันอยู่ในงานทัศนศิลป์นั้นอย่างครบถ้วน ดังนั้น หากจะท�าการวิเคราะห์รูปแบบของทัศนธาตุในงานทัศนศิลป์ จึงจ�าเป็นต้องแยกทัศนธาตุออกเป็นอย่างๆ เพื่อให้ ง่ายต่อการศึกษาวิเคราะห์ รวมทั้งจะได้เข้าใจแนวความคิดและวัตถุประสงค์ของศิลปนในการเลือกรูปแบบทัศนธาตุ มาสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ชิ้นนั้น ò. ¾×é¹°Ò¹¡ÒÃÃѺÃÙŒ เราเคยสังเกตเห็นนกจ�านวนมากมาเกาะสายไฟฟาเป็นแนวยาวริมถนน ถึงแม้ว่ารถจะวิ่งผ่านไปผ่านมา ทั้งความเร็วและเสียงเครื่องยนต์ที่ดัง นกเหล่านั้นก็ยังเกาะสายไฟนิ่ง และส่งเสียงร้องจ้อกแจ้กจอแจ ไม่ได้เกิดความ ตกใจแต่อย่างใด นี่คือ การเรียนรู้ของนก ซึ่งในช่วงแรกๆ นกฝูงแรกเมื่อบินมาเกาะสายไฟ นกเหล่านั้นคงตกใจ และบินหนีทุกครั้งที่มีรถวิ่งผ่าน แต่พอนานเข้า นกจะค่อยๆ เรียนรู้ว่าไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นจากรถ จึงเลิกบินหนี ถึงแม้ว่าจะมีรถวิ่งผ่านไปมาก็ตาม ส�าหรับนกตัวอื่นๆ ที่บินเข้ามาสมทบภายหลัง ก็จะค่อยๆ เรียนรู้พฤติกรรมของ นกรุ่นก่อนๆ เมื่อนกรุ่นก่อนอยู่นิ่ง มันก็จะนิ่งตาม “ทรงเปนประทีปฉายความรูสูเยาวชน” (พ.ศ. ๒๕๕๑) ผลงานของ พรชีวินทร มลิพันธุ ที่ภาพวาดสีนํ้ามันมีการจัดสมดุลของภาพที่ เหมือนกัน ๒


อยางไรก็ตาม แสงที่ตกกระทบลงบนวัตถุ จะมีลักษณะและความเขมของแสงแตกตางกัน ซึ่งจะมี อิทธิพลตอความรูสึกและการรับรูทางการเห็น ทําใหเกิด อารมณความรูสึกตางๆ เชน สงบเงียบ นุมนวล เราใจ เปนตน ๓) การเห็นความเคลื่อนไหว เปนการรับรู หรือมองเห็น เนื่องจากวัตถุมีการเคลื่อนไหว หรือตัวเรา เปนผูทําใหเกิดการเคลื่อนไหวเอง ในกรณีที่วัตถุเคลื่อนไหว เราจะมองเห็นเปนการเคลื่อนที่ที่แสดงออกมาในลักษณะ ที่รวดเร็ว หรือเชื่องชา เห็นทิศทาง จังหวะการเคลื่อนไหว ของวัตถุ แตถาตัวเราเปนผูเคลื่อนไหวเอง เราจะเห็นภาพ ของวัตถุมีการเปลี่ยนขนาดและรูปทรงไปตามมุม หรือ ทิศทางที่เราเคลื่อนไหว ทั้งนี้ ถาเราบันทึกความเคลื่อนไหวในแตละ ลักษณะไวเปนภาพถาย วีดิทัศน ก็จะเห็นถึงความสัมพันธ ของรูปแบบ รูปราง รูปทรงของวัตถุที่ปรับเปลี่ยนไปได อยางชัดเจนมากขึ้น ๔) การเห็นตําแหนงและสัดสวน เปน ลักษณะการรับรู หรือมองเห็นวัตถุตามระยะหางของการ มอง คือ ถาเราอยูใกลวัตถุก็จะสามารถมองเห็นวัตถุไดชัด และเห็นรายละเอียดมากขึ้น แตถาอยูไกลก็จะมองเห็น วัตถุไมชัดเจน หรือเมื่อเรามองวัตถุชิ้นเดียวกันในระยะ ใกลจะเห็นวามีขนาดใหญกวาเมื่อมองในระยะไกล การเห็น ในลักษณะนี้จะมีความสัมพันธกับการพิจารณาวาดสัดสวน ของรูปทรงในผลงานทัศนศิลป โดยเฉพาะผลงานภาพวาด ประเภทตามแบบ นอกจากนี้ ตําแหนงและสัดสวนของวัตถุยัง มีความเกี่ยวของกับความใกล - ไกล ความชัดเจน ความ พรามัวอีกดวย อันเปนผลของความสัมพันธระหวางระยะ ของตัวเราตอการเห็นวัตถุ ดังนั้น ในการวาดภาพจึงตอง กําหนดมิติและระยะภาพที่แสดงความสัมพันธใหมีความ ถูกตอง ก็จะชวยใหเราสามารถถายทอดผลงานออกมา ไดอยางสมจริง “Cats” ผลงานของประหยัด พงษดํา ที่ใหบรรยากาศฉากหลังเปน แมวหลายขนาด บงบอกถึงตําแหนงที่อยูใกล - ไกล “แสงสุวรรณภูมิ (วัดพระศรีฯ)” (พ.ศ. ๒๕๓๓) ผลงานของปรีชา เถาทอง เปนผลงานภาพพิมพที่นําหลักของแสงเงามาใชสรางงาน ทัศนศิลปไดอยางสวยงาม ๕ สี แสง - เงา พื้นที่ว่าง รูปทรง ตลอดจนลักษณะพื้นผิว ซึ่งทั้งหมดเป็นรายละเอียดของภาพ ก็จะท�าให้เราเห็นถึง ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันของรูปแบบทัศนธาตุที่ปรากฏอยู่ในรูปทรงของภาพ การมองเห็นเช่นนี้ถือเป็นข้อมูลส�าคัญ ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถศึกษาวิเคราะห์ตัวผลงานทัศนศิลป์ รูปแบบของทัศนธาตุ ประเภทของผลงาน หรือเนื้อหา ที่ต้องการสื่อตามแนวคิดของศิลปนผู้สร้างได้ง่ายขึ้น ๒.๒ ทฤษฎีการเห็น (Visual Theory) การรับรู้การเห็นของมนุษย์ ถือเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ โดยเป็นเรื่องของจักษุสัมผัสที่มีความ สัมพันธ์กับประสบการณ์ที่แต่ละบุคคลได้เคยผ่านพบมา หรือเป็นสิ่งเร้าภายนอก ท�าให้เกิดการรับรู้ภาพที่ปรากฏใน ลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถอธิบายเกี่ยวกับ ทฤษฎีการเห็น ได้ ๔ ประการ ดังนี้ การเห็นรูปและพื้น (Figure and Ground) การเห็นแสงและเงา (Light and Shadow) การเห็นต�าแหน่งและสัดส่วน (Position and Proportion) และการเห็นความเคลื่อนไหว (Motion) หลักการทั้ง ๔ ประการดังกล่าว เปรียบเสมือน ข้อสรุปเกี่ยวกับการเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา ซึ่งมีพื้นฐาน มาจากแรงกระตุ้น หรือเป็นสิ่งเร้าภายนอก โดยทั่วไป การรับรู้ทางการเห็น จะเกิดจากการประทับใจกับสิ่งที่เห็น เช่น เห็นตึกสูงตัดกับท้องฟายามตะวันใกล้ตกดิน เห็น ดอกไม้ก�าลังเบ่งบานรับแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ เป็นต้น ทั้งนี้ การรับรู้ทางการเห็นของมนุษย์ย่อมมีความแตกต่างกันไป เช่น คน ๒ คนมองเห็นงานประติมากรรม ชิ้นเดียวกัน แต ่อาจจะอธิบายออกมาแตกต ่างกันได้ เพราะต ่างก็มองชิ้นงานนั้นแล้ววิเคราะห์ตีความไปตาม ประสบการณ์เดิมของตน ซึ่งย่อมมีไม่เท่ากัน ทฤษฎีการเห็น มีรายละเอียดสังเขป ดังนี้ ๑) การเห็นรูปและพื้น เป็นองค์ประกอบแรกที่มนุษย์มองเห็น ถ้าเป็นภาพจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อเรามองเห็นวัตถุใดวัตถุหนึ่ง เราจะสามารถรับรู้ได้เป็นอันดับแรกพร้อมๆ กันทั้งรูปและพื้นหลัง โดยมีวัตถุเป็น รูปทรงและบริเวณรอบๆ เป็นพื้น แต่จะเห็นส่วนใดเป็นรูปทรงของวัตถุและส่วนใดเป็นพื้นนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะ เพ่งมองและให้ความส�าคัญกับบริเวณใดของภาพ ซึ่งภาพบางภาพ หรือชิ้นงานศิลปะบางชิ้น เราอาจมองเห็นรูปทรง กับพื้นสลับกับการมองเห็นของอีกคนหนึ่งก็ได้ ส่วนภาพเหมือนจริง หรือภาพสัญลักษณ์ที่ต้องการจะสื่อสารให้เกิด ความชัดเจน จะต้องท�าให้รูปทรงมีความเด่นชัด แล้วลดความเด่นของส่วนพื้นลงไป เพื่อให้สามารถระบุได้ง่ายว่า สิ่งใดเป็นรูปทรงและสิ่งใดเป็นพื้น ๒) การเห็นแสงและเงา เป็นการรับรู้ หรือมองเห็นวัตถุ เนื่องจากบริเวณที่วัตถุตั้งอยู่มีแสงสว่าง ส่องกระทบเข้ามา ถ้าไม่มีแสงสว่างก็จะไม่มีน�้าหนักความเข้มปรากฏอยู่บนตัววัตถุ หรือถ้ามีแสงสว่างเท่ากันรอบวัตถุ ทุกด้าน ความเข้มของแสงและเงาก็จะลดน้อยลง ดังนั้น คุณค่าของแสงและเงาจึงมีอิทธิพลต่อรูปทรงของวัตถุ ซึ่งการเห็นแสงและเงาจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเห็นรูปทรง ขนาด สี และพื้นผิวของวัตถุ ภาพที่ปรากฏในจักษุสัมผัสจะสงผานไปยังสมอง ซึ่งจะเกิดการรับรู และเขาใจแตกตางกันออกไปตามประสบการณของแตละบุคคล ๔


๔) น�้าหนักอ่อน - แก่ (Tone) บริเวณที่ถูก แสงสว่างและบริเวณที่เป็นเงาของวัตถุ หรือการระบายสี ให้มีผลเป็นความอ่อน - แก่ของสีใดสีหนึ่ง หรือหลายสี หรือเป็นบริเวณที่มีสีขาว สีเทา และสีด�าในความเข้ม ระดับต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในงานทัศนศิลป์ ซึ่งน�้าหนักที่ ใช้ตามลักษณะของแสง - เงาที่มีในธรรมชาติ จะท�าให้ เกิดปริมาตรของรูปทรง ให้ความรู้สึกและอารมณ์ต ่อ น�้าหนักอ่อน - แก่ ที่รับรู้ ๕) พื้นที่ว่าง (Space) ที่ว ่างจะอยู ่คู ่กับ รูปทรง โดยเป็นคู่ที่มีความหมายตรงข้ามกัน หรือขัดแย้ง กันกับรูปทรง แต่ก็มีส่วนช่วยท�าให้รูปทรงมีความเด่นชัด มากขึ้น ความหมายของค�าว่าที่ว่างมีอยู่หลายประการ เช่น อากาศที่โอบล้อมรูปทรง ระยะห่างระหว่างรูปทรง หรือที่เรียกว่า “ช่องไฟ” เป็นต้น ๖) พื้นผิว (Texture) คือ ลักษณะพื้นผิว ของสิ่งต่างๆ เช่น ผิวหยาบ ด้าน มัน ละเอียด เนียน ขรุขระ ริ้วรอย เป็นต้น พื้นผิวจะมีผลต่อการรับรู้จาก การมองเห็น ซึ่งพื้นผิวของงานทัศนศิลป์มีทั้งพื้นผิว ตามธรรมชาติและพื้นผิวที่เกิดจากการกระท�าของศิลปน เช่น งานแกะสลักพื้นผิวไม้เป็นลวดลาย หรือเป็นภาพ เป็นต้น ส่วนพื้นผิวในภาพวาดนั้นอาจเป็นพื้นผิวของเนื้อสี เนื้อกระดาษ หรือผืนแผ่นวัสดุก็ได้ ๗) สี (Color) มีคุณลักษณะเฉพาะของ ทัศนธาตุทั้งหลายรวมอยู่อย่างครบถ้วน เช่น จุด เส้น น�้าหนักอ่อน - แก่ พื้นผิว เป็นต้น นอกจากนี้แล้วสียัง มีคุณสมบัติของตัวเอง ในเรื่องความเข้ม หรือระดับสี โดยจะมีลักษณะเฉพาะตัว ที่ให้ความรู้สึกทั้งในด้านดี และไม่ดีตามลักษณะของสีแต่ละสี และอาจเปลี่ยนแปลงไป ตามวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ หรือแต่ละภูมิภาค เช่น สีแดง ชาวตะวันออกมีความเชื่อว่าเป็นสีแห่งความสุข เป็นสิริมงคล แต่ชาวตะวันตกมีความเชื่อว่าเป็นสีที่แสดง ถึงความไม่ปลอดภัย ให้ความรู้สึกที่น่ากลัว ท�าให้จิตใจ ไม่สงบ เป็นต้น สีจึงช่วยท�าให้ผู้พบเห็นเกิดการรับรู้ และสามารถจ�าแนกแยกแยะทัศนธาตุอื่นๆ ได้ง่าย ผลงานของวิโชค มุกดามณี ลักษณะของพื้นผิวที่ใชโลหะ ทําใหความ รูสึกในการชม มีอารมณแตกตางไปจากการชมภาพที่วาดบนผืนผาใบ “เสือขบมาคืนฝนดาวตก” ผลงานของถวัลย ดัชนี ที่ใชนํ้าหนักของ สีขาว - ดํา พื้นที่วางสรางสรรคผลงานออกมาอยางมีพลัง ๗ ó. ÃٻẺ·Ñȹ¸ÒµØã¹§Ò¹·ÑȹÈÔŻРในการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ ศิลปนจ�าเป็นต้องน�าเอาองค์ประกอบของทัศนธาตุมาใช้ในการออกแบบ ซึ่งผลงานทัศนศิลป์ หรืองานออกแบบที่มีการจัดวางอย่างถูกต้องตามหลักการนั้น จะท�าให้ผลงานมีความน่าสนใจ และ จูงใจผู้ชม เนื่องจากมีความเหมาะสมลงตัวทั้งจังหวะ การเคลื่อนไหว และจุดสนใจ แต่การจะเลือกใช้ทัศนธาตุได้อย่าง เหมาะสม เราก็ควรรู้จักวิเคราะห์ทัศนธาตุที่จะน�ามาใช้ด้วย ๓.๑ รูปแบบของทัศนธาตุ ทัศนธาตุ (Visual Element) เป็นส่วนประกอบส�าคัญที่เป็นโครงสร้างของงานทัศนศิลป์ หรือที่ปรากฏใน งานออกแบบ หรือหมายถึง สิ่งที่เป็นปจจัย หรือส่วนประกอบส�าคัญในผลงาน ซึ่งเราสามารถจะเห็นได้เป็นเบื้องต้น อันประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆ ดังนี้ ๑) จุด (Point, Dot) เป็นทัศนธาตุอันดับแรก ไม่มีมิติ แต่เมื่อน�ามาเรียงร้อยต่อกัน จะท�าให้เกิดเป็น เส้น และถ้าน�าจุดหลายๆ จุดมารวมกลุ่มกันอย่างหนาแน่นก็จะเกิดเป็นรูปร่าง หรือการรวมกันของจุดที่มีน�้าหนัก และปริมาตรก็จะเกิดรูปทรงต่างๆ ขึ้น ๒) เส้น (Line) เป็นทัศนธาตุที่ส�าคัญที่สุดในทางศิลปะ เพราะเป็นแกนของงานทัศนศิลป์ทุกแขนง และเป็นพื้นฐานโครงสร้างของสิ่งต่างๆ ที่ท�าให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกแก่ผู้ชม ทั้งนี้ เส้นจะมีคุณค่าทางด้านกายภาพ โดยเป็นสิ่งที่ช่วยบ่งบอกถึงขนาด ลักษณะ และทิศทาง เส้นขั้นต้นจะมี ๒ ลักษณะ ได้แก่ เส้นตรงและเส้นโค้ง ส่วนเส้นลักษณะอื่นๆ ล้วนเกิดจากการประกอบกัน ของเส้นตรงและเส้นโค้งทั้งสิ้น เช่น เส้นหยักฟนปลา เกิดจากการน�าเส้นตรงมาประกอบกัน เป็นต้น ๓) รูปร่างและรูปทรง (Shape and Form) เป็นรูปธรรมของการแสดงออกเพื่อสื่อความหมายในงาน ทัศนศิลป์ โดยทั่วไปค�า ๒ ค�านี้มักจะใช้คู่กัน เพราะมีความหมายใกล้เคียงกัน แต่ในทางทัศนศิลป์จะมีความหมาย แตกต่างกัน ดังนี้ รูปร่าง เป็นภาพ ๒ มิติ คือ มีความกว้างและความยาว มีเนื้อที่ภายในเส้นขอบเขต เช่น ลากเส้นเป็น รูปวงกลม เนื้อที่ภายในเส้นรอบวง คือ รูปร่าง มีลักษณะ ๒ มิติ โดยเปรียบได้กับวัตถุที่มีลักษณะเป็นแผ่นกลม รูปทรง เป็นภาพ ๓ มิติ คือ มีความกว้าง ความยาว ความหนา เนื้อที่ และปริมาตร มีการก่อรูป รวมตัวกันขึ้นเป็นผลงานทัศนศิลป์ เช่น ประติมากรรมลอยตัว จิตรกรรมเหมือนจริงที่มีระยะใกล้ - ไกล เป็นต้น “A Sunday Afternoon on the Island of La Grande Jatte” (ค.ศ. ๑๘๘๔) ผลงานของชอรช ปแยร เซอราต “เพื่อนของฉัน” ผลงานของชลูด นิ่มเสมอ ที่ใชเทคนิคการระบายสี และตัดเสนใหมีความชัดเจนในการสรางสรรคผลงาน ๖


ทั้งนี้ เราจะวิเคราะห์ทัศนธาตุในผลงานทัศนศิลป์ตามที่สายตาเรามองเห็น โดยพิจารณาจากความเป็น เอกภาพ อันหมายถึง ความสัมพันธ์ต่อเนื่องของส่วนประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจุด เส้น รูปร่าง รูปทรง น�้าหนัก อ่อน-แก่ พื้นที่ว่าง พื้นผิว สีมวล และปริมาตร โดยสิ่งเหล่านี้จะต้องมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันเป็นอย่างดีแต่ถ้า เราให้สิ่งดังกล่าวแข่งกันแสดงจุดเด่น ก็ย่อมเป็นการท�าลายความเป็นเอกภาพ ซึ่งส่วนประกอบส�าคัญของความเป็น เอกภาพ มีดังนี้ ๑) เอกภาพของเส้น เส้น คือ จุดจ�านวนมากที่น�ามาเรียงติดต่อเชื่อมโยงกัน ดังนั้น การใช้เส้นใน งานทัศนศิลป์จะต้องค�านึงถึงความเป็นเอกภาพด้วย ซึ่งลักษณะของความเป็นเอกภาพของเส้น มีดังนี้ ๑.๑) การใช้เส้นแบบขัดแย้ง เส้นจะมีลักษณะ ทิศทาง และขนาดที่แตกต่างกัน เช่น เส้นตรงจะมี ลักษณะขัดแย้งกับเส้นโค้ง เส้นที่มีทิศทางตั้งจะขัดแย้งกับเส้นที่มีทิศทางนอน เป็นต้น ซึ่งการใช้เส้นแบบขัดแย้งให้ มีเอกภาพสามารถท�าได้โดยน�าเส้นที่มีลักษณะ ทิศทางและขนาดที่แตกต่างกันมาใช้ร่วมกันเพื่อให้ผลงานทัศนศิลป์ นั้นเกิดความสมดุล ๑.๒) การใช้เส้นแบบประสาน เส้นจะมีลักษณะทิศทางและขนาดที่ซ�้ากัน ซึ่งสามารถมองเห็น การเคลื่อนไหวและจังหวะที่เกิดขึ้นได้ซึ่งการใช้เส้นให้เกิดเอกภาพอย่างสมบูรณ์นั้น จะต้องน�าเส้นแบบขัดแย้ง และแบบประสานมาประกอบกัน โดยมีจังหวะของการซ�้าในสัดส่วนที่พอเหมาะ ซึ่งจะท�าให้ภาพมีจุดเด่น ๒) เอกภาพของรูปร่างและรูปทรง รูปร่างและรูปทรงเป็นทัศนธาตุหลักของการรับรู้ทั้งนี้รูปร่างและ รูปทรงในงานทัศนศิลป์จะมีหลายลักษณะ เมื่อเราจะน�ามาประกอบกัน ผู้สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์จะต้องพิจารณา ถึงการจัดให้เกิดเอกภาพด้วยการท�าซ�้า การเปลี่ยนแปลงขนาดและทิศทาง ซึ่งลักษณะของความเป็นเอกภาพของ รูปร่างและรูปทรง มีดังนี้ ลักษณะเส้นที่ขัดแย้งกัน การซ�้าของเส้นตั้ง ท�าให้เกิด จังหวะและความเคลื่อนไหว ทิศทางเส้นที่ขัดแย้งกัน การซ�้าของเส้นนอน ให้จังหวะและความเคลื่อนไหว อีกลักษณะหนึ่ง ขนาดเส้นที่ขัดแย้งกัน การซ�้าของเส้นลูกคลื่น ให้ความ เคลื่อนไหวและจังหวะที่ต่อเนื่อง 9 เกร็ดศิลป ๓.๒ หลักการวิเคราะหทัศนธาตุในงานทัศนศิลป การวิเคราะห์ทัศนธาตุในด้านรูปแบบ เป็นการพิจารณาว่าศิลปนผู้สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ชิ้นนั้น ได้มี การน�ารูปแบบทัศนธาตุใดมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานของตน ซึ่งการวิเคราะห์ทัศนธาตุมิใช่มองแค่รูปแบบของ ทัศนธาตุที่น�ามาใช้ในงานเพียงอย่างเดียว แต่หลักการวิเคราะห์จะต้องมองความเป็นเอกภาพของทัศนธาตุที่ศิลปน น�ามาใช้ด้วย การสร้างงานทัศนศิลป์ เป็นการน�าเอาทัศนธาตุต่างๆ มาประกอบกัน เพื่อให้เกิดรูปทรงที่มีความเป็นเอกภาพ มีความสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่ต้องการแสดงออก รวมทั้งประกอบด้วยความสมดุลของลักษณะที่มีความขัดแย้ง หรือตรงกันข้าม ความสมดุลของการซ�้า การประสานของทัศนธาตุต่างๆ รวมทั้งการจัดวางสัดส่วนและจังหวะที่ เหมาะสมในการสร้างรูปทรง โดยอาจใช้ทัศนธาตุใดเพียงหนึ่งเดียวก็ได้ แต่ทั่วไปศิลปนจะเลือกใช้ทัศนธาตุหลายๆ อย่างรวมกัน โดยมีทัศนธาตุบางอย่างเป็นจุดเด่นและทัศนธาตุอื่นเป็นจุดรอง เช่น ใช้สีเป็นจุดเด่น ใช้เส้นเป็นจุดรอง หรือใช้เส้นเป็นจุดเด่น ใช้สีเป็นจุดรอง เป็นต้น สุนทรียะของงานทัศนศิลป ทัศนศิลป์ที่มีความเกี่ยวข้องกับความงาม ซึ่ง ความงามในงานทัศนศิลป์แบ่งออกเป็น ๒ แบบ ได้แก่ ๑. ความงามทางกายภาพ (Physical) ถือเป็น ตัวอย่างความงามที่เกิดจากรูปแบบและรูปทรงที่สื่อ ถึงเรื่องราว หรือเกิดจากองค์ประกอบของทัศนธาตุ ที่ประสานกันได้อย่างกลมกลืน โดยใช้หลักการจัด องค์ประกอบศิลป์ ๒. ความงามทางใจ (Moral) เป็นอารมณ์ ความ รู้สึกที่ปรากฏอยู ่ในงานทัศนศิลป์ ที่ผู้ชมแต ่ละคน สามารถสัมผัสได้จากการชมผลงานทัศนศิลป์นั้นๆ งานทัศนศิลป์ไม่ว่าแขนงใดก็ตาม จะมีความงาม ทั้ง ๒ แบบอยู่รวมกัน แต่จะสื่อแบบใดออกมามาก หรือน้อยกว่ากัน ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน วัตถุประสงค์ ของศิลปน ตลอดจนการรับรู้ของผู้ชมด้วย ทั้งนี้ ความงามที่เราสามารถสัมผัสได้จากการชม ผลงานทัศนศิลป์ จะต้องเป็นการสร้างสรรค์โดยฝมือ มนุษย์เท่านั้น เป็นความงามที่เกิดจากการสร้างสรรค์ ตามจินตนาการของศิลปน ไม่นับความงามที่เกิดขึ้น เองตามธรรมชาติ ๘


๔.๒) การใช้น�้าหนักแบบประสาน คือ การใช้น�้าหนักของสีด�ากระจายไปบนพื้นที่ว่างสีขาว จะได้เอกภาพ ของน�้าหนักแบบการซ�้า และเมื่อเราใช้สีเทาแก่ หรือสีเทาอ่อนเชื่อมประสานกันก็จะเกิดความเป็นเอกภาพมากขึ้น ๕) เอกภาพของพื้นผิว คือ คุณลักษณะของพื้นวัตถุในงานทัศนศิลป์และงานออกแบบที่สามารถรับรู้ได้ ด้วยตา ลักษณะพื้นผิวจะปรากฏอยู่ในเส้น น�้าหนักอ่อน - แก่ และสี ซึ่งจะช่วยเน้นทัศนธาตุอื่นๆ ให้มีความโดดเด่น มากขึ้น ลักษณะพื้นผิวในงานทัศนศิลป์ มีทั้งแบบที่ขัดแย้งกันและแบบประสานกัน ถ้าใช้ลักษณะพื้นผิวแบบ ขัดแย้ง ก็ต้องก�าหนดพื้นผิวของสิ่งต่างๆ ให้ตัดกัน เช่น ความหยาบกับความละเอียด ความขรุขระกับความเรียบ ความมันกับความด้าน เป็นต้น ๖) เอกภาพของสี สีมีคุณลักษณะพิเศษนอกเหนือไปจากทัศนธาตุอื่น ๒ ประการ คือ ความเป็นสี (Hue) เช่น ความเป็นสีแดง ความเป็นสีเหลือง เป็นต้น และความเข้มจัดของสี (Intensity) ดังนั้น การใช้สีให้มีเอกภาพ จึงต้องค�านึงถึงคุณลักษณะพิเศษทั้ง ๒ ประการนี้ด้วย ซึ่งลักษณะของความเป็นเอกภาพของสี มีดังนี้ ๖.๑) การใช้สีแบบขัดแย้ง การขัดแย้ง ของสีจะมีความเด่นชัดกว่าความขัดแย้งของทัศนธาตุอื่น ทั้งนี้ สีคู่ตรงข้ามในวงสีธรรมชาติเป็นสีที่ตัดกันอยู่แล้ว ส่วนการตัดกันของสีที่ไม่ใช่คู่ตรงข้ามในวงสีธรรมชาติ ถ้าเป็นการตัดกันของสีที่มีความจัดมาก จะมีความขัดแย้ง กันมากกว่าสีที่มีความจัดน้อย และยิ่งสีหม่นลงเท่าใด ความขัดแย้งก็จะยิ่งลดลงมากขึ้น จนกลายเป็นความ กลมกลืนกันในที่สุด ๖.๒) การใช้สีแบบประสาน การใช้สี สีเดียว โดยมีน�้าหนักอ่อน - แก่ เป็นการใช้สีแบบประสาน ซึ่งมีวิธีการง่ายๆ คือ เลือกใช้สีที่มีน�้าหนักใกล้เคียงกันใน วงสีธรรมชาติ หรือใช้สีที่มีความหม่นเท่าๆ กัน ก็จะท�าให้ ผลงานดูประสานกลมกลืน การใช้หน่วยที่มีน�้าหนักด�ากระจาย ไปบนพื้นที่ว่างสีขาวจะได้เอกภาพแบบการซ�้า การใช้ลักษณะผิวโดยวิธีขัดแย้ง การใช้น�้าหนักเทาเพื่อลดความขัดแย้งของน�้าหนักด�ากับขาว เป็นลักษณะของการประสานให้เกิดเอกภาพ “๙ จากจินตนาการ” (พ.ศ. ๒๕๔๘) ผลงานของเจริญ มาบุตร มีจุดเดน ที่นําเอาสีที่มีนํ้าหนักออน -แก มาสรางสรรคเปนภาพไดอยางลงตัว และมีความหมาย 11 ๒.๑) การใช้รูปร่างและรูปทรงแบบขัดแย้งคือการใช้ลักษณะของรูปร่างและรูปทรงที่แตกต่างกันเช่น แตกต่างกันทางความกว้าง ความแคบ ความใหญ่ ความกลม ความเหลี่ยม ความเรียบง่าย ความซับซ้อน เป็นต้น ๒.๒) การใช้รูปร่างและรูปทรงแบบประสานเป็นการน�ารูปร่างและรูปทรงที่มีรูปแบบเหมือนกันมาซ�้า ลงในงาน เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพขึ้น โดยการซ�้ากันของรูปร่างและรูปทรงจะมีความเป็นเอกภาพอยู่ ถึงแม้ว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงขนาดและทิศทางก็ตามแต่ถ้าใช้รูปร่าง หรือรูปทรงแบบขัดแย้งมาผสมกับแบบประสานจะท�าให้ มีความเป็นเอกภาพมากขึ้นและช่วยให้เราสามารถก�าหนดจุดเด่นของผลงานได้ง่าย ๓) เอกภาพของที่ว่าง ในที่นี้ความหมายของที่ว่าง คือ อากาศที่โอบล้อมรูปทรงและระยะห่างระหว่าง รูปร่างและรูปทรง หรือที่เรียกกันว่า “ช่องไฟ” ซึ่งจะขัดแย้ง หรือประสานกันก็ได้ความเป็นเอกภาพจะเกิดได้ ก็ต่อเมื่อพื้นที่ว่างกับรูปร่างและรูปทรงมีสัดส่วนที่พอเหมาะ มีพื้นที่ที่เกิดจากระยะห่างระหว่างรูปร่างและรูปทรง มีการจัดวางอย่างเหมาะสมลงตัว ๔) เอกภาพของน�้าหนักอ่อน-แก่วิธีการใช้น�้าหนักอ่อน-แก่ให้มีเอกภาพ คือการใช้น�้าหนักอ่อน-แก่ ของสีด�าและสีขาว ซึ่งลักษณะของความเป็นเอกภาพของน�้าหนักอ่อน-แก่ มีดังนี้ ๔.๑) การใช้น�้าหนักแบบขัดแย้ง คือ การตัดกันของสีด�ากับสีขาว เป็นการขัดแย้งกันอย่างมากของ น�้าหนัก ส่วนการตัดกันของสีเทาแก่กับสีขาว หรือสีเทาอ่อนกับสีด�า เป็นการตัดกันที่น้อยกว่าของน�้าหนัก ลักษณะขัดแย้งกันระหว่าง ความเรียบง่ายกับความซับซ้อน การตัดกันของสีด�ากับสีขาว ขนาดขัดแย้งกัน การตัดกันของสีเทาอ่อนกับสีด�า ทิศทางขัดแย้งกัน การตัดกันของสีเทาแก่กับสีขาว การซ�้า การเปลี่ยนแปรของขนาด การเปลี่ยนแปรของทิศทาง ความเด่นเกิดจากรูปร่าง ความเด่นเกิดจากทิศทาง 10


เสริมสาระ การออกแบบ หัวใจสําคัญในการสรางสรรคผลงานทัศนศิลปใหประสบความสําเร็จ ก็คือ การออกแบบ ซึ่งปจจุบัน ทุกวงการตางก็ใหความสําคัญกับการสงเสริมการพัฒนาความคิดสรางสรรคที่จะนําไปใชในการออกแบบ ดังจะเห็น ไดชัดเจนวา ทุกสิ่งทุกอยางที่อยูบนรางกายของเรา สิ่งของ เครื่องใชตางๆ อาหารการกิน สภาพแวดลอม ที่อยูอาศัย งานศิลปะ และอื่นๆ ลวนแตผานการออกแบบมาแลวทั้งสิ้น และทั้งที่รูวาการออกแบบมีความสําคัญ แตการจะ ออกแบบอยางไรใหมีคุณคา มีคุณประโยชน มีความประทับใจ ก็เปนสิ่งที่กระทําไดไมงายนัก ซึ่งปจจัยที่ชวยสงเสริม ใหการออกแบบประสบผลสําเร็จมีอยูหลายประการ และในจํานวนนั้น ปจจัยสําคัญที่สุด ก็คือ ๑. ธรรมชาติ ใหแบบอยาง ใหแรงบันดาลใจ ใหการเกื้อหนุน ตอผูออกแบบ โดยเฉพาะปจจุบันกระแสความนิยมเรื่อง “โลกสีเขียว” มีความสําคัญมากขึ้นเรื่อยๆ การออกแบบสิ่งตางๆ จึงมุงสูเปาหมาย การผสมกลมกลืน ไมทําลายสิ่งแวดลอม ชวยสงเสริมความสมบูรณ หรือ เสริมแตงใหสิ่งแวดลอมสวยงามนามองมากขึ้น เชน การนําดินมาสรางเปน บาน การออกแบบผลิตภัณฑใหมีรูปรางเหมือนกับสิ่งที่ปรากฏในธรรมชาติ การใชวัสดุจากธรรมชาติ การสรางนํ้าตกจําลองในสวน การออกแบบ สวนดอกไม เปนตน ๒. ประสบการณ ผูออกแบบที่บมเพาะประสบการณมา อยางยาวนาน ยอมจะเห็นแนวทางในการออกแบบไดกวางไกลกวาผูที่มี ประสบการณนอยกวา เปนตนวา ผูที่เขียนภาพสีนํ้ามันมานาน ยอมจะเขาใจ แนวทางการออกแบบภาพ เทคนิคการเขียนภาพสีนํ้ามัน รูจักเลือกใชวัสดุ อุปกรณไดดีกวาผูที่เพิ่งเริ่มหัดวาด ประสบการณในที่นี้ นอกจากจะคอยๆ เก็บสะสมจากการฝกปฏิบัติดวยตนเองมาเปนเวลานานแลว ยังเก็บเกี่ยวได จากการไดเห็นผลงานของผูอื่น หรือผลงานที่เปนมรดกตกทอดมาจากอดีต เชน การออกแบบงานพุทธศิลปในปจจุบันก็ไดรับอิทธิพลอยางมากจากอดีต รูปแบบของผลงานจึงไมแตกตางกันมากนัก เปนตน ๓. เทคโนโลยี ความเจริญกาวหนาของเทคโนโลยีสมัยใหม ทําให การออกแบบงานทัศนศิลปสมัยใหม ทําไดอยางรวดเร็ว ประหยัดคาใชจาย มีความแปลกใหม และพนจากขีดจํากัดที่นักออกแบบในอดีตไมอาจทําได โดยเฉพาะการคิดคํานวณสวนประกอบที่อาศัยความละเอียดมาก หรือเปน ผลงานขนาดใหญ เชน ผลงานทางดานประติมากรรมที่ใชคอมพิวเตอร แกะสลักชิ้นงาน งานออกแบบผลิตภัณฑ งานออกแบบกราฟก งาน สถาปตยกรรมและรูปแบบอาคารสมัยใหม เปนตน เชน เกาะตนปาลม (The Palm Islands) ในรัฐดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส ๑๓ ô. á¹Ç¤Ô´ã¹§Ò¹·ÑȹÈÔŻРการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ เป็นการสร้างสรรค์งานที่เกิดขึ้นเฉพาะสังคมมนุษย์เท่านั้น เป็นความ ต้องการที่จะสร้างชิ้นงานใหม่ ผลงานใหม่ที่มิใช่การเลียนแบบ ศิลปนต้องใช้ความคิดในการแก้ปญหา ออกแบบ และ ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ปรากฏในงานทัศนศิลป์ โดยอาศัยการรับรู้ จินตนาการ และประสบการณ์เฉพาะของตน ดังนั้น การวิเคราะห์แนวคิดในงานทัศนศิลป์ จึงต้องวิเคราะห์แนวคิดที่ศิลปนใช้ใน การสร้างสรรค์ผลงาน ๔.๑ แนวคิดในการสร้างสรรคผลงานทัศนศิลป การสร้างสรรค์ผลงานมีส่วนส�าคัญต่อมนุษยชาติ เพราะผลงานที่เกิด จากการสร้างสรรค์ช่วยท�าให้มนุษย์สามารถพัฒนาตนเอง พัฒนาสังคม และ พัฒนาประเทศชาติได้ แต่การสร้างสรรค์ผลงานใดๆ ก็ตาม ถ้าขาดแนวคิด และกระบวนการ ก็ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้ ดังนั้น แนวคิด จึงเป็นหัวใจของการท�างานและก�าหนดแนวทางปฏิบัติ รวมถึงแนวทาง การแก้ปญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการท�างานนั้นพร้อมๆ กันไปด้วย ทั้งนี้ การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของมนุษย์ ในแต่ละครั้ง ย่อมเกิดจากสิ่งเร้า หรือแรงบันดาลใจอาจจะ เป็นภายนอก หรือภายในก็ได้ ซึ่งถ้าได้รับแรงบันดาลใจ จากภายนอก รูปแบบของงานศิลปะที่ถ่ายทอดออกมา จะมีลักษณะที่เป็นรูปธรรม (Realistic) แต่ถ้าเป็นผลงาน ที่เกิดจากแรงบันดาลใจภายใน รูปแบบของงานศิลปะก็ จะมีลักษณะเป็นนามธรรม (Abstract Art) และหากได้ รับแรงบันดาลใจทั้งภายนอกและภายใน รูปแบบของงาน ศิลปะที่ถ่ายทอดออกมาก็จะมีลักษณะเป็นกึ่งนามธรรม (Semi Abstract) ซึ่งหลักการวิเคราะห์แนวคิดในการ สร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ มีดังนี้ “พลังแห งจักรวาล” ผลงานของนนทิวรรธน จันทนะผะลิน ประติมากรรมเทคนิคผสม ทําดวยโลหะ แนวคิดสื่อถึงพลังศรัทธา และ ความจงรักภักดีของชาวไทยที่มีตอพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ตั้ง แสดงอยูในสวนเฉลิมพระเกียรติ ราชพฤกษ ๒๕๔๙ จังหวัดเชียงใหม กิจกรรม ศิลปปฏิบัติ ๑.๑ กิจกรรมที่ ๑ ครูและนักเรียนร ่วมกันอภิปรายถึงลักษณะส�าคัญของทัศนธาตุและพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ การรับรู้ของมนุษย์ แล้วให้นักเรียนจดบันทึกสาระส�าคัญไว้ กิจกรรมที่ ๒ ให้นักเรียนคัดเลือกภาพจิตรกรรมมา ๒ - ๓ ภาพ แล้วร่วมกันวิเคราะห์ว่าภาพดังกล่าวมีทัศนธาตุ ใดบ้าง และมีลักษณะอย่างไร กิจกรรมที่ ๓ ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลตัวอย่างการวิเคราะห์ทัศนธาตุในงานทัศนศิลป์จากหนังสือ วารสาร เว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ต มา ๑ ตัวอย่าง คัดลอกลงบนกระดาษขนาด A4 แล้วน�ามาส่งครูผู้สอน ๑ ครูและนักเรียนร ่วมกันอภิปรายถึงลักษณะส�าคัญของทัศนธาตุและพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ ๒ ให้นักเรียนคัดเลือกภาพจิตรกรรมมา ๒ - ๓ ภาพ แล้วร่วมกันวิเคราะห์ว่าภาพดังกล่าวมีทัศนธาตุ ๓ ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลตัวอย่างการวิเคราะห์ทัศนธาตุในงานทัศนศิลป์จากหนังสือ วารสาร 1๒


๔.๒ หลักการวิเคราะหแนวคิดในงานทัศนศิลป “พระพรหมในบาน” ผลงานของธิติวุฒิ วิชา ประติมากรรมปูนปน ที่สื่อถึงแนวคิดวาพอแมเปรียบเสมือนพระพรหมของลูก “วัตถุนิยม” ผลงานของมาณพ สุวรรณปณฑะ งานประติมากรรม หลอดวยไฟเบอรกลาสส แสดงใหเห็นความงามของรูปรางและรูปทรง การวิเคราะห์แนวคิดจะกระท�าได้หลังจากที่ ศิลปนได้สร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์เสร็จสมบูรณ์แล้ว เป็นการมอง หรือการรับรู้ในสิ่งที่ศิลปนถ่ายทอดออกมา ไม่ว่าจะเป็นด้านรูปแบบ จุดมุ่งหมายของงาน การใช้วัสดุ และเทคนิค ล้วนปรากฏให้เห็นในผลงานทัศนศิลป์นั้นๆ ซึ่งหลักการส�าคัญที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์แนวคิดใน ผลงานทัศนศิลป์ มีดังนี้ ๑) วิเคราะหจุดมุ่งหมาย การท�างานย่อม ต้องมีจุดมุ่งหมาย ซึ่งการศึกษาเงื่อนไขและจุดมุ่งหมาย ของการสร้างงาน ย่อมช่วยให้ทราบแนวทางของศิลปน ในการสร้างสรรค์ผลงานให้บรรลุผลส�าเร็จ เนื่องจากการ ท�างานแต่ละประเภทจะมีวิธีการที่เป็นลักษณะเฉพาะ เช่น ภาพวาดปาใหญ่และภูเขา ศิลปนมีจุดมุ่งหมายต้องการ ศึกษาเรื่องสีและแสง - เงา ปาทึบขนาดใหญ่จะมีส่วนที่ถูก แสงสว่างและส่วนที่ไม่ถูกแสงจะเป็นเงามืดทึบ แสดงให้ เห็นถึงลักษณะที่ตัดกันอย่างเห็นได้เด่นชัด เป็นต้น จุดมุ่งหมายในการท�างานทัศนศิลป์จึงเปรียบ เสมือนเงื่อนไข หรือข้อบังคับบางประการที่ช่วยท�าให้ ผู้สร้างสรรค์ หรือศิลปนต้องด�าเนินการไปตามนั้น ท�าให้ เรามีข้อมูลที่จะน�ามาวิเคราะห์ได้ว ่า สรุปแล้วศิลปน สามารถท�างานได้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่ก�าหนดไว้ หรือไม่ ๒) วิเคราะหรูปแบบและรูปทรง การ ถ่ายทอดรูปแบบงานทัศนศิลป์ของศิลปน สื่อให้เห็นถึง แนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งศิลปนอาจน�าเสนอ รูปแบบและเลือกรูปทรงต่างๆ ที่มีในธรรมชาติมาเป็น ต้นแบบในการถ่ายทอด หรืออาจจะคิดค้นรูปทรงใหม่ขึ้น โดยพัฒนามาจากรูปทรงเดิมที่มีอยู่แล้วก็ได้ ส่วนการ ก�าหนดรูปแบบ หรือรูปทรงที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับนามธรรม เป็นสิ่งที่วิเคราะห์ค่อนข้างยาก เนื่องจากศิลปนอาจก�าหนด รูปทรงขึ้นใหม่ให้มีความสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายและ เทคนิค ดังนั้น รูปทรงที่ศิลปนได้น�าเสนอนั้นจึงมักเป็น ตัวแทนของความคิด อารมณ์ และความรู้สึก เราต้อง ศึกษาเรียนรู้แนวการท�างานของศิลปนมามากพอสมควร จึงจะท�าสามารถวิเคราะห์ตีความได้ถูกต้อง 1๕ ๑) ในวัตถุประสงคของผลงาน ผู้สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์จะต้อง ศึกษาวัตถุประสงค์ของผลงานนั้นอย่างละเอียด เพื่อผลงานทัศนศิลป์จะได้ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เช่น สถาปนิกจะท�าการออกแบบอาคาร หอศิลป์ ก็จะต้องรู้วัตถุประสงค์ของงานที่ต้องการสร้างว่าต้องมีส่วนที่แสดง ผลงาน พื้นที่ส�าหรับแสดงนิทรรศการถาวรและนิทรรศการหมุนเวียน นอกจากนี้ต้องค�านึงถึงการออกแบบส่วนที่ใช้เป็นที่สัมมนาส�าหรับ ศิลปน หรือประชาชนทั่วไป และอาจจะต้องมีห้องส�าหรับเป็นเวที การแสดงด้วย เป็นต้น เงื่อนไขดังกล่าวเป็นสิ่งที่สถาปนิกต้องศึกษา เพื่อน�ามาใช้เป็นแนวคิดในการออกแบบอาคารให้มีความสอดคล้อง กับวัตถุประสงค์ หรือการออกแบบพาณิชยศิลป์ ก็ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ ว่าต้องการสื่อถึงผู้บริโภคเพื่อหวังการขายสินค้า จึงต้องเข้าใจกลุ่ม เปาหมายเพื่อจะได้ออกแบบให้เข้ากับรสนิยมและความสนใจของ ผู้บริโภคกลุ่มนั้น ๒) ในเทคนิคการท�างาน หรือกลวิธีในการ สร้างสรรค์ผลงานแขนงต่างๆ ซึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญ เฉพาะด้าน เพราะแต่ละงานจะใช้เครื่องมือ วัสดุ และ ศิลปนแตละทานจะมีเทคนิคในการสรางสรรคผลงานแตกตางกัน ออกไปตามความถนัด ความเชี่ยวชาญ เชน อาจารยปรีชา เถาทอง มีเทคนิคการวาดภาพจิตรกรรมไทยแนวประเพณี โดยเนนลักษณะ ของการใหนํ้าหนักแสง - เงาบนภาพ เปนตน “เสียงขลุยทิพย” (พ.ศ. ๒๔๙๒) ผลงานของเขียน ยิ้มศิริ เปน ประติมากรรมรวมสมัยแบบลอยตัว ที่มีลีลา ออนชอย นุมนวล กระบวนการท�างานที่มีความแตกต่างกันออกไป ดังนั้น การศึกษาแนวคิดของศิลปนด้านเทคนิคการท�างานนั้น เราจะต้องวิเคราะห์การตัดสินใจเลือกเทคนิคของศิลปน ซึ่งอาจเลือกตามรูปแบบของงาน หรือตามความถนัด ความสนใจ โดยสังเกตจากความเหมาะสมของวัสดุ กับชิ้นงาน การใช้เครื่องมือในการปฏิบัติ และการใช้ กระบวนการ หรือขั้นตอนการปฏิบัติ ซึ่งจะแตกต่างกัน ไปตามลักษณะของแต่ละชิ้นงาน เช่น การวาดภาพสีน�้า สีโปสเตอร์ สีน�้ามันก็จะมีเทคนิค หรือขั้นตอนในการวาด ที่แตกต่างกัน เป็นต้น ๓) ในคุณค่าทางสุนทรียภาพ ผู้วิเคราะห์ ควรที่จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสุนทรียภาพ ซึ่งแนวทางการพิจารณาจะเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ รูปแบบทัศนธาตุที่ใช้ในงานทัศนศิลป์นั้น เช่น จุด เส้น รูปร ่าง รูปทรง น�้าหนักอ ่อน - แก ่ พื้นที่ว ่าง พื้นผิว และสี ตลอดจนสิ่งต่างๆ ที่แสดงออกถึงแนวคิด วิธีการ ในการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ชิ้นดังกล่าวของศิลปน 1๔


õ. µÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐˏ·Ñȹ¸ÒµØáÅÐá¹Ç¤Ô´ã¹§Ò¹·ÑȹÈÔŻРพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับทัศนธาตุและแนวคิดที่ผู้เรียนได้ศึกษามาแล้วในแต่ละหัวข้อ ถือว่าเป็นหลักการ และทฤษฎี ซึ่งเราจะเกิดความรู้ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ก็ต่อเมื่อได้น�าความรู้ไปปฏิบัติจริง ในที่นี้จะขอยกตัวอย่าง การวิเคราะห์รูปแบบของทัศนธาตุและวิเคราะห์แนวคิดในงานทัศนศิลป์มาให้ผู้เรียนได้เห็นเป็นแนวทางศึกษา ดังนี้ ตัวอยางที่ ๑ เปนงานทัศนศิลปประเภทที่มิไดมีจุดมุงหมายในการแสดงออกแบบเหมือนจริง หรือการรับรูตามการเห็นจริง เทานั้น แตยังมีจุดมุงหมายเชิงอารมณในการแสดงออกเปนจุดสําคัญดวย ฟาน ก็อกฮ ไดนําเอาลักษณะเสน นํ้าหนักออน - แก สี รูปราง และรูปทรงมาผสมผสานกัน แลวนํามา จัดเปนโครงสรางของภาพที่มีความเปนเอกภาพและความสมดุล โดยเนนเสนเปนหลัก ชี้ใหเห็นถึงจังหวะ และความเคลื่อนไหวที่มีความลื่นไหลและสั่นพลิ้ว โดยการใชเสนที่เกิดจากรอยแปรง ทําใหเกิดเปนลักษณะพื้นผิวที่มี ความแตกตางกันทั่วทั้งภาพ ความเปนเอกภาพของงานทัศนศิลปชิ้นนี้ เกิดจากการนํารูปแบบทัศนธาตุมาสรางสรรค เพื่อใหเกิดลีลาใน การเคลื่อนไหวที่มีความกลมกลืน ซึ่งเกิดจากแนวคิดของศิลปนที่มีจุดมุงหมายใหผลงานชิ้นนี้บงบอกคุณคาทาง อารมณ ความรูสึก และการแสดงออกมากกวาสิ่งอื่นใด ชื่อภาพ กระทอม (Cottages) (ค.ศ. ๑๘๙๐) ศิลปน ฟนเซนต วิลเลียม ฟาน ก็อกฮ (Vincent Willem Van Gogh) จุดมุงหมาย 1๗ ๓) วิเคราะหการใช้วัสดุและเทคนิค วัสดุและเทคนิค เป็นข้อมูลหนึ่งที่ท�าให้เราเห็นถึงความถนัด ความช�านาญ และฝมือของศิลปน สามารถมองไปถึงความคงทน หรือความเหมาะสมของวัสดุที่น�ามาใช้ประกอบ กันในการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ ซึ่งย่อมจะมีผลต่อการน�าเสนอผลงาน ไม่ว่าจะเป็นในด้านรูปแบบ หรือเนื้อหา ของงานก็ตาม เมื่อผู้วิเคราะห์ได้จ�าแนกการสร้างงาน ก็จะเห็นถึงเทคนิคการท�างาน รับรู้ถึงความยากง่าย ในกรรมวิธี การสร้างงาน ตลอดจนความเหมาะสมของวัสดุกับประเภทของงาน ๔) วิเคราะหแนวคิดในการถ่ายทอดอดีตและปจจุบัน อุปสรรคของการวิเคราะห์ความหมาย หรือแนวคิดในการถ่ายทอดงานทัศนศิลป์ ก็คือ ความไม่ชัดเจนของสิ่งที่จะมองเพื่อใช้ในการตีความ โดยเฉพาะรูปแบบ นามธรรม (Abstract Art) ซึ่งในการวิเคราะห์ครั้งแรกเราอาจไม่รู้วิธีการแปลความหมายจากภาพที่ปรากฏตรงหน้า ดังนั้น สิ่งที่ควรกระท�า ก็คือ พยายามดูงานนั้นหลายๆ ครั้ง โดยพิจารณาแบบจ�าแนกแยกแยะ เพื่อให้เห็นถึงการใช้ รูปแบบของทัศนธาตุในการสร้างรูปทรงที่มีองค์ประกอบของความเป็นเอกภาพ และประสานกันจนเกิดโครงสร้างที่ สมดุล กลมกลืน ทั้งนี้ อาจใช้วิธีการตั้งค�าถามกับตัวเองเพื่อหาค�าตอบน�าไปวิเคราะห์ เช่น • ศิลปนแสดงความคิดเกี่ยวกับสิ่งใด • ศิลปนอาศัยแนวคิด หรือจุดมุ่งหมายในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างไร • ศิลปนแสดงออกด้วยรูปแบบรูปทรงอะไรบ้าง • เพราะเหตุใดศิลปนจึงแสดงออกด้วยรูปแบบของทัศนธาตุนั้นๆ ผลงานจิตรกรรมฝาผนังบางสวนของเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน มีลักษณะการเขียนภาพแบบไทยผสมผสานกับคตินิยมใหมจากตะวันตก 1๖


ชื่อภาพ ผูชายเปลือยนั่ง (Homme Nu Assis) (ค.ศ. ๑๙๐๘) ตัวอยางที่ ๓ จุดมุงหมาย ภาพนี้แสดงใหเห็นถึงรูปทรง นํ้าหนัก และปริมาตรในพื้นที่ระนาบแบบบาศกนิยม (เรขาคณิต) โดยทัศนธาตุ ทั้งหมดสามารถผสมผสานเขาดวยกันเปนหนึ่งเดียว ซึ่งศิลปนไดใชกระบวนการในการถายทอดภาพลักษณธรรมชาติ มาสูลักษณะแบบกึ่งนามธรรม (Semi Abstract) แสดงใหเห็นวาปกัสโซมีความรูในขอเท็จจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของ คนเปนอยางดี มีทักษะและความสามารถในการดัดแปลงภาพคนที่เหมือนจริงมาสูรูปแบบกึ่งนามธรรมไดอยาง นาประทับใจ ศิลปนสรางสรรคภาพนี้โดยมีจุดมุงหมายเพื่อใหเกิดคุณคาทางสุนทรียภาพในระดับสูง โดยใชทัศนธาตุ เสน รูปราง และสีมาประสานกัน ซึ่งความเปนเอกภาพของเสนสามารถเกิดขึ้นได แมวาทิศทางของเสนจะขัดแยงกัน ก็ตาม โดยเสนไดถูกใชในการแสดงขอบเขตของรูปทรงที่ถูกแบงตามลักษณะของอวัยวะแตละสวน ในภาพนี้เสน และรูปทรงมีความประสานกลมกลืนกันจนแยกไมออก และลักษณะพื้นผิวเกิดจากเนื้อสีที่ระบายลงไปทั้งในสวน ของรูปและสวนของพื้นหลัง ภาพนี้แสดงใหเห็นถึงความเปนเอกภาพของเสน นํ้าหนักออน - แก ความเขมของสี และระดับของสี ซึ่งรูปทรงมีทั้งที่เปนทรงกลม ทรงกระบอก รูปสี่เหลี่ยม รูปทรงเรขาคณิต และรูปทรงอิสระที่ประกอบกันไดอยาง กลมกลืน ศิลปนมีแนวคิดเกี่ยวกับการหลีกหนีความจําเจของภาพเหมือนจริงไปสูภาพแบบกึ่งนามธรรม ทําให ผูพบเห็นไมถูกจํากัดดานจินตนาการ สามารถเสพความงามทางศิลปะไดอยางมีสุนทรียภาพในอีกรูปแบบหนึ่ง ศิลปน ปาโบล รุยซ ปกัสโซ (Pablo Ruiz Picasso) 19 ชื่อภาพ ภาพหุนนิ่ง (Still Life) (ค.ศ. ๑๘๗๙) ตัวอยางที่ ๒ จุดมุงหมาย เปนผลงานที่แสดงใหเห็นถึงเทคนิคการใชคานํ้าหนักออน - แกของแสงและสี โดยนํ้าหนักของแสงจะมีสวน มืดและสวาง เปนความขัดแยงที่มีสัดสวนกลมกลืน สวนสีของผลสมมีความเปนเอกภาพของสีที่อยูในระดับเดียวกัน ซึ่งการจัดวางของหุนนิ่งที่ประกอบไปดวยขวด ผลสม ถวยชาม ผืนผา มีพื้นที่วางและมีระยะหางที่ไดจังหวะ ทําให เกิดชองไฟระหวางรูปทรงแตละสวนเอกภาพของรูปทรงเปนแบบประสานกลมกลืน สีที่ศิลปนระบายลงไปทําใหเกิด พื้นผิวตามรอยแปรงและพูกันชวยสะทอนอารมณความรูสึกประทับใจของศิลปนในขณะนั้น ศิลปนสรางสรรคภาพนี้โดยมีจุดมุงหมายเพื่อนําเสนอแสง - เงาของรูปทรงในลักษณะเหมือนจริง โดยถายทอด ความงามของรูปทรงจากธรรมชาติและนํ้าหนักออน - แกของสีและแสงที่สื่อถึงความสงบนิ่ง มีแนวคิดของการ ถายทอดสิ่งของที่ปรากฏตามความเปนจริง ดวยกระบวนการของการถายโอนลงบนพื้นระนาบดวยรูปราง ๒ มิติ แลวเพิ่มมิติที่ ๓ ดวยคานํ้าหนักออน - แกใหมีความสัมพันธกันอยางมีเอกภาพ ศิลปน ปอล เซซาน (Paul Cézanne) 1๘


กิจกรรม ศิลปปฏิบัติ ๑.๒ กิจกรรมที่ ๑ ใหนักเรียนหาภาพ หรือผลงานทัศนศิลปมาแสดงในชั้นเรียน จากนั้นครูและนักเรียนรวมกัน วิเคราะหแนวคิดของศิลปนที่ปรากฏอยูในผลงานทัศนศิลปนั้น กิจกรรมที่ ๒ แบงนักเรียนออกเปนกลุม กลุมละ ๓ คน ใหแตละกลุมเลือกผลงานจิตรกรรมของศิลปนที่มี ชื่อเสียงมา ๑ ทาน แลววิเคราะหรูปแบบทัศนธาตุและแนวคิดของศิลปนผูสรางสรรคผลงาน นําสงครูผูสอน แลวคัดเลือกผลการวิเคราะหกลุมที่จัดทําไดดี ๕ กลุม นําไปติดที่ปายนิเทศ กิจกรรมที่ ๓ ใหตอบคําถามตอไปนี้ ๓.๑ รูปแบบของทัศนธาตุที่ปรากฏในงานทัศนศิลปมีสิ่งใดบาง จงอธิบายมาพอสังเขป ๓.๒ แนวคิดมีความสําคัญอยางไรตอการสรางสรรคผลงานทัศนศิลป ๑ ใหนักเรียนหาภาพ หรือผลงานทัศนศิลปมาแสดงในชั้นเรียน จากนั้นครูและนักเรียนรวมกัน ๒ แบงนักเรียนออกเปนกลุม กลุมละ ๓ คน ใหแตละกลุมเลือกผลงานจิตรกรรมของศิลปนที่มี ๓ ใหตอบคําถามตอไปนี้ กลาวไดวา ศิลปนเปนผูนําเอาองคประกอบตางๆ ของทัศนธาตุ อันไดแก จุด เสน รูปราง รูปทรง น้ําหนักออน - แก พื้นผิว พื้นที่วาง และสี มาใชสรางสรรคผลงานทัศนศิลปใหมีความงดงาม นาประทับใจ แตการจะนําเอาทัศนธาตุมาใชไดอยางมีประสิทธิภาพ ผูสรางสรรคจะตองเขาใจพื้นฐาน การรับรูของผูชม คํานึงถึงการออกแบบจัดวางใหมีความเปนเอกภาพ มีความสมดุล มีจังหวะเหมาะสม รูจักวิเคราะหคุณสมบัติของทัศนธาตุแตละอยาง รวมทั้งตองกําหนดแนวคิดในการสรางสรรคผลงานดวย ทั้งนี้ เราสามารถศึกษาทําความเขาใจ เพิ่มพูนประสบการณ ดวยการศึกษาวิเคราะหรูปแบบการใช ทัศนธาตุและวิเคราะหแนวคิดในการสรางสรรคไดจากผลงานทัศนศิลปที่ไดรับการยกยองของศิลปน ทานตางๆ เพื่อจะไดนําแบบอยางแนวทางไปประยุกตใชในการสรางสรรคผลงานทัศนศิลปของตนตอไป ๒๐


Click to View FlipBook Version