The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ssotangmo, 2022-02-06 09:23:51

การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน

การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน

การเรียนรู้โดยใช้ปญั หาเป็ นฐาน
(Problem–based Learning: PBL)

รายวชิ า การวจิ ยั และพัฒนาหลกั สูตรและการเรียนการสอน
อาจารย์ผ้สู อน

ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.ชวนพศิ รกั ษาพวก



คำนำ

หนงั สือเล่มน้ีจดั ทำขน้ึ เพอ่ื เป็นส่วนหน่ึงของวิชา การวจิ ัยและพฒั นาหลกั สตู รและการเรยี น
การสอน รหสั วิชา 5092202 เพ่อื ให้ได้ศึกษาความรูใ้ นเร่อื งการจดั การเรยี นรโู้ ดยใช้ปญั หาเปน็ ฐาน
และได้ศึกษาอยา่ งเขา้ ใจเพอ่ื เปน็ ประโยชน์กับการเรยี นรู้

ผู้จดั ทำ ขอขอบพระคณุ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ชวนพศิ รกั ษาพวก ทีค่ อยใหค้ ำแนะนำ
ในการจัดทำหนังสอื เลม่ นจ้ี นสำเรจ็ ไปดว้ ยดี

ผ้จู ัดทำหวงั วา่ หนงั สอื เลม่ นีจ้ ะเปน็ ประโยชนก์ ับผอู้ ่าน นกั เรียน หรอื นักศกึ ษา ทกี่ ำลังจะหา
ข้อมูลเรื่องน้ีอยู่ หากมีข้อแนะนำหรือผดิ พลาดประการใดผู้จดั ทำขออภัยมา ณ ทน่ี ้ดี ้วย

คณะผจู้ ดั ทำ



สารบัญ

เรือ่ ง หน้า

คำนำ ก
สารบัญ ข
ความหมายของวธิ กี ารสอนโดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน (Problem–based Learning: PBL) 1
การเรยี นรโู้ ดยใช้ปญั หาเป็นฐาน (Problem–based Learning: PBL) 2
รปู แบบการเรียนรโู้ ดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน (Problem–based Learning: PBL) 5-9
กระบวนการและข้นั ตอนในการจดั การเรยี นรูแ้ บบใชป้ ัญหาเป็นฐาน 10
ประโยชนแ์ ละขอ้ จำกัดของการสอนโดยใช้ปญั หาเป็นฐาน 11-12
ลกั ษณะสำคัญของการเรยี นรู้แบบใช้ปัญหาเปน็ ฐาน 13
สรปุ การจดั กิจกรรมการเรยี นร้โู ดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน 14
ตัวอย่างแผนการจดั การเรยี นรโู้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน 15-20
สือ่ การเรยี นรู้ 21-31
บรรณานกุ รม 32

1

ความหมายของวิธกี ารสอนโดยใช้ปญั หาเป็นฐาน
(Problem–based Learning: PBL)

การเรียนรูโ้ ดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐานคืออะไร

เมอ่ื ดูจากคำศัพท์ Problem–based Learning กค็ อื วิธกี ารเรียนรู้วิธีหนง่ึ ทีม่ ีรูปแบบการ
เรยี นรู้ โดยการนำปัญหามาเปน็ ตวั กระตนุ้ ให้ผเู้ รียนเกดิ การเรยี นรู้

การเรยี นรโู้ ดยใช้ปญั หาเปน็ ฐาน (Problem-based learning หรอื PBL) เปน็ รูปแบบการ
เรียนรู้ท่ีเกดิ ขนึ้ จากแนวคิดตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivism) โดยให้
ผูเ้ รียนสร้างความรู้ใหม่ จากการใช้ปญั หาท่ีเกดิ ขนึ้ จรงิ ในโลกเปน็ บริบทของการเรยี นรู้ (Learning
Context) เพื่อให้ผู้เรยี นเกิดทกั ษะในการคิดวิเคราะห์และคิดแก้ปัญหา รวมทั้งไดค้ วามรูต้ าม
ศาสตรใ์ นสาขาวิชาทต่ี นศกึ ษา ไปพรอ้ มกันดว้ ย การเรยี นรูโ้ ดยใช้ปญั หาเปน็ ฐานจงึ เปน็ ผลมาจาก
กระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยความเขา้ ใจและการแก้ไขปญั หาเป็นหลัก ถ้ามองในแง่ของ
ยุทธศาสตร์การสอน PBL เป็นเทคนิคการสอน ที่ส่งเสริมใหผ้ ูเ้ รียนไดล้ งมือปฏิบัติดว้ ยตนเอง
เผชิญหน้ากบั ปัญหาด้วยตนเอง จะทำใหผ้ ู้เรียนได้ฝึกทักษะในการคิดหลายรูปแบบ เชน่ การคิด
วิจารณญาณ คดิ วเิ คราะห์ การคดิ สังเคราะห์ การคดิ สรา้ งสรรค์ ฯลฯ

หลายทา่ นอาจมีความสงสยั วา่ การเรียนร้โู ดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) และการเรยี นรเู้ พื่อ
การแก้ปัญหา (problem solving learning) ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างท่ีชัดเจนคือ การ
เรยี นรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจะเน้นที่การกำหนดสิ่งท่จี ะเรียนรู้และกระบวนการคน้ คว้าหาความรู้
ใหมเ่ พอื่ อธิบายปญั หาท่ีพบ สว่ นการเรยี นรู้เพอื่ แกป้ ญั หาจะเนน้ ทก่ี ารประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ที่มีอยู่และ
ตดั สินใจทางเลือกท่เี หมาะสมสำหรบั การแก้ปัญหานั้นๆ จะเห็นว่าการเรียนร้ทู ง้ั สองแบบไมใ่ ช่เป็น
สิง่ เดียวกัน แตจ่ ะมคี วามสัมพนั ธ์กนั และเป็นกระบวนการท่ีตอ่ เน่ืองกนั

2

การเรียนรโู้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning: PBL)

แนวคดิ และทฤษฎีการเรียนรู้ทเี่ ป็นพนื้ ฐานของ PBL
แนวคิดในเรื่องของการเรียนรู้ ท่นี ักจติ วิทยาทางการศึกษา นำมาเป็นประเด็นในการถกเถียงกัน มี

อยู่ 2 กลุ่ม คือ
1. กลมุ่ ทฤษฎกี ารเรียนรเู้ ชิงพฤติกรรมนิยม (Behaviorist learning theory) ในกลุ่มน้ีเชื่อวา่ ความรู้

มีอย่มู ากมายในโลก แตค่ วามรทู้ ีส่ ามารถถา่ ยโยงมายงั ผ้เู รยี นอยา่ งเปน็ รูปธรรมนน้ั มีเพียงเล็กน้อย การเรียนรู้
จะเกิดข้นึ ไดก้ ต็ ่อเมอ่ื มีการเช่อื มโยงระหวา่ งส่ิงเรา้ กบั การตอบสนอง นกั จติ วิทยาที่ได้รบั การยอมรับกัน ในกลุ่ม
น้ี คอื สกนิ เนอร์ (Skinner)

2. กลมุ่ ทฤษฎีการเรียนร้เู ชงิ พุทธิปัญญานยิ ม (Cognitive learning theory) มคี วามเชอื่ ว่าความรู้เกิด
จากปฏสิ มั พนั ธ์ระหว่างโครงสรา้ งที่มีลักษณะเฉพาะ (particular structure) กบั สง่ิ แวดล้อมทา งจิตวิทยา
(psychological environment) ของผู้เรียนแตล่ ะบคุ คล การเรยี นรู้จะเกดิ ข้นึ ก็ต่อเม่ือผู้เรยี นได้ปรับเปล่ียน
โลกภายในของตน โดยอาศยั กระบวนการปฏิสัมพันธท์ ่ีเกิดจากการรับความรู้ใหมเ่ ข้าไปในสมอง หรือจากการ
ปรบั เปล่ียนความร้เู กา่ ให้เข้ากับความรู้ใหม่ นกั จิตวิทยาทีไ่ ดร้ ับการยอมรับแนวคิดมากที่สุดใน กลุ่มน้ี คือ
เพียเจท์ (Piaget)

ในปี ค.ศ.1990 สหรัฐอเมรกิ าได้ประกาศใหท้ ศวรรษตอ่ ไปเปน็ ทศวรรษของสมองและทศวรรษของ
การศึกษา (The decade of brain and the decade of education) เน่อื งมาจาก ผลการค้นควา้ วิจัยเร่ือง
สมอง ทำใหน้ ักการศกึ ษารูว้ า่ สมองมนษุ ยม์ ีลักษณะเฉพาะเป็นแหลง่ เกบ็ เปน็ แหลง่ กำเนิดของพฤตกิ รรม เป็น
อวัยวะที่มคี วามสลบั ซับซ้อนมากท่สี ุด ในร่างกายมนุษย์ สมองของคนเราสามารถรับเร่ืองราวที่ เกิดจา กการ
เรียนรู้ ได้ทุกอย่าง (receive all education) และดว้ ยความแตกตา่ งกันของสมอง ส่งผลให้คนเรามีลักษณะ
ของการเรียนรู้ (Learning style) ทีแ่ ตกต่างกนั จงึ ทำให้ วิธีการเรียนรู้ของมนษุ ยแ์ ตล่ ะคนมคี วามแตกต่า งกัน
ไป

นอกจากการคน้ ควา้ ในเร่อื งสมองแล้ว สหรฐั อเมริกายงั ไดม้ กี ารศึกษาวจิ ยั เชงิ ปฏบิ ัติการเพื่อดูแนวโน้ม
และวสิ ยั ทศั นข์ องหลกั สตู รที่เหมาะสมกับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ใช้กลุ่มตวั อย่าง 150 คน จากหลากหลาย
อาชีพ เชน่ นกั ธรุ กจิ ระดบั ชาติผูน้ ำทางการศึกษา และตัวแทนจากรัฐบาล เครือ่ งมอื วิจัยสำหรับโครงการน้ี คือ
การใช้เทคนิค Delphi ในการศึกษา ระยะเวลาในการวิจยั 3 ปี ในรายงานส่วนหนึ่งของวิลสนั (Wilson, 1991)
สรปุ ไวว้ า่ การเตรียมนักเรยี นให้พร้อมทีจ่ ะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต มีความจำเป็นท่ีจ ะต้อง
ปลูกฝังให้นกั เรียนมีทักษะการคิดแบบวิจารณญาณ และมีทักษะในการตัดสินใจ นักเรยี นต้องสามารถเข้าถึง
ข้อมูลและสามารถปรบั แปลงข้อมูลเพอ่ื ใช้ในการแก้ปญั หาได้โดยนักเรียนต้องมลี ักษณะกล้าเส่ียง เป็น นัก
สำรวจ และเป็นนกั คดิ ท่รี ู้จักใหค้ วามรว่ มมอื กบั ผู้อื่น รวมท้ังตอ้ งมีการบรู ณาการหลกั สตู รเพือ่ ใหเ้ กดิ
กิจกรรมแบบสหวิทยาการ (Inter disciplinary activity) ด้วย

3

ตอ่ มาได้มีทฤษฎกี ารเรยี นรูใ้ หม่ ๆ เกิดขึน้ หลายทฤษฎี ทฤษฎกี ารเรยี นรูท้ ่นี ักการศกึ ษาส่วนใหญ่ให้
ความสนใจกันมากได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรคน์ ยิ ม ( Constructivist learning theory) ซึ่งมี
แนวคดิ ท่สี อดคล้องกบั การจดั การศึกษาในศตวรรษท่ี 21 มากทสี่ ดุ ซ่งึ ในกลุ่มนมี้ ีความเชอื่ ว่า การเรียนรู้จะ
เกดิ ขนึ้ เมอ่ื ผู้เรยี นไดส้ ร้างความรทู้ ี่เปน็ ของตนเองข้นึ มา จากความรู้ที่มอี ย่เู ดิมหรือจากความรทู้ ี่รบั เข้ามา ใหม่
จากแนวคดิ ดังกล่าวจึงนำไปสกู่ ารปรบั เปล่ียนวิธเี รยี น วิธสี อน แนวใหม่ หอ้ งเรียนในศตวรรษที่ 21 ครูไม่ใช่
ผู้จัดการทกุ สง่ิ ทกุ อย่าง ผเู้ รียนตอ้ งไดล้ งมอื ปฏบิ ตั เิ อง สร้างความรู้ทเี่ กดิ จากความเข้าใจของตนเอง และมีส่วน
รว่ มในการเรยี นมากขึ้น (Active learning) รูปแบบการเรยี นรู้ ทเ่ี กดิ จากแนวคดิ นี้ มีอยู่หลายรูปแบบ ได้แก่
การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning) การเรยี นร้แู บบช่วยเหลือกนั (Collaborative learning)
การเรียนรูโ้ ดยการคน้ คว้าอย่างอสิ ระ Independent investigation method) รวมท้ังการเรียนรู้โดยใชป้ ัญหา
เป็นฐาน (Problem-based learning)

ในช่วงแรกของศตวรรษท่ี 20 จอห์น ดวิ อี้ (John Dewey) นกั การศึกษาชาวอเมริกันซึ่งเป็นผู้คิดค้น
วธิ สี อนแบบแก้ปัญหา และเป็นผูเ้ สนอแนวคดิ ท่วี ่า การเรยี นรเู้ กดิ จากการปฏิบัติ หรอื ไดล้ งมือกระทำ ด้วย
ตนเอง (Learning by doing) จากแนวคิดน้ี ได้นำไปสู่แนวคิดของการสอนในรปู แบบตา่ ง ๆ ดังที่ใช้กันอยู่ใน
ปัจจุบนั แนวคดิ ของ PBL กม็ รี ากฐานมาจากแนวคดิ ของ ดวิ อ้ี เช่นเดียวกนั

PBL มีการพัฒนาขึน้ ครัง้ แรกโดยคณะวทิ ยาศาสตร์สุขภาพ ( Faculty of Health Sciences) ของ
มหาวิทยาลัย McMaster ที่ประเทศแคนาดา ได้ถกู นำมาใช้ในกระบวนการติว (tutorial process) ให้กับ
นักศึกษาแพทย์ฝึกหัด วิธีการดังกลา่ ว ต่อมาไดก้ ลายเป็นรปู แบบการเรยี นรู้( Learning model) ที่ทำให้
มหาวิทยาลยั ในสหรัฐอเมริกานำไปเป็นแบบอย่างในการจัดการเรียนรู้ โดยเริ่มจากปลายปี ค.ศ. 1950
มหาวิทยาลยั Case Western Reserve ได้นำมาใช้เปน็ แหง่ แรกและไดจ้ ัดตงั้ ห้องทดลอง พหุวทิ ยาการ (Multi-
disciplinary Laboratory) เพอื่ ทำเป็นห้องปฏิบตั ิการสำหรบั ทดลองรูปแบบการสอนใหม่ ๆ รปู แบบการสอน
ที่มหาวิทยาลัย Case Western Reserve พฒั นาข้นึ มาน้ันได้กลายมาเปน็ พน้ื ฐานในการพฒั นาหลักสูตร ของ
โรงเรียนหลายแหง่ ในสหรฐั อเมรกิ า ทัง้ ในระดับมธั ยมศึกษา ระดบั อุดมศกึ ษา และบัณฑติ วิทยาลยั

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 มหาวทิ ยาลยั McMaster ไดพ้ ฒั นาหลักสูตรแพทย์ที่ใช้ PBL ในการสอน
เป็นครง้ั แรก ทำใหม้ หาวิทยาลัยแหง่ นเี้ ปน็ ที่ยอมรับและรู้จกั กนั ทว่ั โลกว่า เป็นผนู้ ำทางด้าน PBL (world class
leader) โรงเรียนแพทย์ท่มี ชี ่ือเสียงอย่างเชน่ Harvard Medical School และ Michigan State University,
College of Human Medicine ก็ได้น ารูปแบบ PBL ไปใช้ จึงทำให้โรงเรียนแพทย์ในมหาวิทยาลยั อน่ื ๆ ให้
การยอมรบั รูปแบบ PBL ในการสอนมากข้นึ จนกระทงั่ กลางปี ค.ศ. 1980เทคนิคการสอนโดยใชร้ ูปแบบ PBL
ไดเ้ ริ่มขยายออกไปสกู่ ารสอนในสาขาอื่น ๆ เช่น วศิ วกรรมศาสตรว์ ิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ ภาษาศาสตร์
สังคมศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ เป็นต้น PBL จึงเป็นที่นิยมกันแพร่หลาย และมีการนำไปใชส้ อนตาม
มหาวทิ ยาลยั ตา่ ง ๆ มากขน้ึ ตัวอย่างมหาวทิ ยาลยั ทนี่ ำ PBL ไปใชใ้ นการเรียนการสอน อาทิเชน่ Harvard,
New Mexico, Bowman Gray, Boston, Illinois, Southern Illinois, Michigan State, Tufts, Mercer,
Southern Illinois, Stamford, Northwestern, Indiana and the University of Illinois, University of
Hawaii, University of Missouri – Columbia, University of Texas – Houston, University of California
– Irvine, University of Pittsburgh, University of Delaware, เปน็ ต้น

4

นอกจากมหาวทิ ยาลยั ในสหรัฐอเมริกาแล้ว มหาวทิ ยาลัยของประเทศแทบทกุ สว่ นของโลกก็ให้ความ
สนใจในการนำรูปแบบ PBL ไปใช้สอน เช่น มหาวิทยาลัย Maastricht ที่เนเธอร์แลนด์, มหาวิทยาลยั
Newcastle, Monash, Melbourne ที่ออสเตรเลีย, มหาวิทยาลยั Aalborg ที่เดนมาร์ค, มหาวิทยาลัยใน
ประเทศแคนาดา องั กฤษ ฝร่งั เศส ฟินแลนดอ์ ัฟริกาใต้ สวเี ดน ฮ่องกง สงิ คโปร์ เป็นต้น ความนิยม PBL ในการ
สอนท่ีต่างประเทศนัน้ สามารถเห็นได้ชัดเจนจากการเชอื่ มโยงเครอื ขา่ ยการเรยี นรู้ของมหาวทิ ยาลยั ตา่ งๆ ทใ่ี ช้
PBL ในการสอนเหมือนกนั ทางอินเตอร์เน็ทและจดหมายอเิ ล็กทรอนิกส์ (E-mail) โดยมกี ารเผยแพร่ท้ังตำรา
เอกสาร และบทความจำนวนมาก มผี ลงานวิจัยทีเ่ ผยแพร่เฉพาะสว่ นบทคัดยอ่ และงานวิจัยทัง้ ฉบับเป็น ร้อย
เรื่อง โดยสว่ นใหญ่จะเป็นผลการวิจยั ทางสาขาแพทย์มากท่ีสุด มวี ารสารเฉพาะชอื่ The Journal of Clinical
Problem - based Learning มีการจัดตั้งศูนย์เพื่อการวิจัยและการเรียน การสอน ( The Center for
Problem-based Learning)

สำหรับในประเทศไทยนั้น ปัจจุบันการสอนโดยใช้รูปแบบ PBL ในการสอนท้ังระดับการศกึ ษา
ขัน้ พ้ืนฐานและระดบั อุดมศึกษาเป็นที่นิยมกนั มากข้นึ มงี านวิจัยเพื่อพฒั นาการเรียนการสอน ทเี่ รยี กว่าการวจิ ยั
ในชั้นเรียนที่ใช้ PBL มากมาย มหาวิทยาลัยหลายแห่งที่ส่งเสริมและได้ทดลองนำไปใช้แล้ว เช่น
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหิด ล
มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ รวมถึงมหาวทิ ยาลัยเอกชนหลายแห่ง โดยเฉพาะมหาวิทยาลยั เชียงใหม่มีการ
พฒั นารูปแบบ PBL ในการสอนร่วมกับ ผสู้ อนจากมหาวิทยาลัย Stanford และ Vanderbuilt สำหรบั ผ้เู ขียน
เองได้ทดลองใช้รูปแบบ PBL ในการสอนนักศกึ ษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ศึกษา คณะ
ศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ พบวา่ ผเู้ รียนมีพฒั นาการทางความคิด อยา่ งหลากหลาย ส่งผลให้เ กิด
การเปล่ียนแปลงทางพฤติกรรม เปน็ ที่พึงประสงคต์ ามหลกั สูตรผลติ ครวู ิทยาศาสตร์

5

รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐาน (Problem–based Learning: PBL)

จากการศกึ ษาผลงานวจิ ัยดา้ นพัฒนาการเรียนสอนที่ใช้ PBL ทัง้ ในระดบั การศึกษาขั้น พ้ืน ฐาน และ
ระดับอุดมศึกษาทั้งในประเทศและตา่ งประเทศ ท่ีอาศยั ลักษณะสำคญั ของการจัดการเรียนรแู้ บบ PBL เป็น
กรอบในการออกแบบข้ันตอนการจดั การเรยี นรู้พบวา่ มีการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่แตกตา่ งกันตา ม
ข้ันตอนของกจิ กรรมการเรยี นรู้ เร่มิ จากรูปแบบพ้ืนฐานท่มี ี7 ข้นั ตอนหลกั แลว้ มกี ารปรบั ขยายหรอื เพ่ิมข้ันตอน
กจิ กรรมการเรยี นรจู้ นมีถึง 11 ข้นั ตอน ในทน่ี ข้ี อเสนอ 4 รูปแบบคอื แบบ 7, 9, 10 และ 11 ขัน้ ตอนเพื่อให้
ศกึ ษาความแตกตา่ งของแตล่ ะรูปแบบ จะได้เลอื กใชใ้ หเ้ หมาะสมกับระดับของผู้เรยี นและลกั ษณะเฉพาะของ
เนื้อหาวชิ าท่ีจะจดั การเรียนรู้ดว้ ย PBL

รปู แบบท่ี 1 แบบ 7 ขั้นตอน
ลกั ษณะสำคญั ของกจิ กรรมการเรยี นรู้ในแตล่ ะขั้นตอนมีดงั นี้
1. Clarifying unfamiliar terms
กลุ่มผู้เรยี นทำความเขา้ ใจคำศัพท์ ข้อความทปี่ รากฏอย่ใู นปญั หาให้ชัดเจน โดยอาศยั ความรู้พ้ืนฐาน
ของสมาชิกในกลุ่มหรือการศึกษาคน้ ควา้ จากเอกสารตำราหรือสือ่ อ่ืนๆ
2. Problem definition
กลุ่มผู้เรียนระบุปัญหาหรือข้อมูลสำคัญร่วมกัน โดยทุกคนในกลุ่มเข้าใจปัญหา เหตุการณ์ หรือ
ปรากฏการณ์ใดท่กี ล่าวถึงในปัญหานน้ั
3. Brainstorm
กลมุ่ ผู้เรียนระดมสมองวิเคราะห์ปญั หาต่างๆ และหาเหตุผลมาอธิบาย โดยอาศยั ควา มรู้เดิมของ
สมาชิกกลุ่ม เปน็ การช่วยกันคดิ อย่างมเี หตุมีผล สรุปรวบรวมความร้แู ละแนวคิดของกลมุ่ เก่ียวกับ
กลไกการเกดิ ปัญหา เพื่อน าไปสู่การสรา้ งสมมติฐานท่ีสมเหตุสมผลเพือ่ ใช้แกป้ ญั หาน้ัน
4. Analyzing the problem
กลมุ่ ผเู้ รยี นอธบิ ายและตงั้ สมมติฐานทเี่ ช่อื มโยงกนั กบั ปัญหาตามทไี่ ด้ระดมสมองกนั แลว้ นำผลการ
วิเคราะหม์ าจดั ลำดบั ความสำคัญ โดยใชพ้ ื้นฐานความรูเ้ ดมิ ของผ้เู รียน การแสดงความคดิ อย่างมี
เหตุผล
5. Formulating learning issues
กลมุ่ ผเู้ รยี นกำหนดวตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ เพ่อื ค้นหาข้อมูลทจ่ี ะอธิบายผลการวิเคราะห์ที่ต้ังไว้ ผเู้ รยี น
สามารถบอกได้ว่าความรู้สว่ นใดรแู้ ล้ว ส่วนใดตอ้ งกลับไปทบทวน สว่ นใดยังไม่รหู้ รือจำ เป็น ต้องไป
ค้นควา้ เพม่ิ เติม
6. Self-study
ผ้เู รยี นคน้ ควา้ รวบรวมสารสนเทศจากสื่อและแหล่งการเรยี นรูต้ า่ งๆ เพอ่ื พัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้
ดว้ ยตนเอง (Self-directed learning)

7. Reporting 6
จากรายงานข้อมลู สารสนเทศใหม่ท่ีได้เขา้ มา กลุ่มผเู้ รยี นนำมาอภิปราย วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ ตาม
วตั ถปุ ระสงคท์ ่ีตงั้ ไว้ แลว้ น ามาสรปุ เป็นหลกั การและแนวทางเพอ่ื นำไปใชโ้ อกาสตอ่ ไป

การนำรูปแบบ 7 ขนั้ ตอนนี้ ไปใช้บางท่านเสนอแนะว่า อาจจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ในแต่ละข้ันตอน
ตามลำดบั ข้ันท่ีไมซ่ ับซ้อนก็ได้ ดงั นี้

1. เมือ่ ผูเ้ รียนไดร้ บั โจทยป์ ญั หา ผูเ้ รยี นจะทำความเข้าใจหรือทำความกระจา่ งในคำศพั ทท์ ่ีอยู่ในโจทย์
ปัญหานน้ั เพื่อใหเ้ ข้าใจตรงกนั
2. การจับประเด็นข้อมูลที่สำคญั หรือระบปุ ัญหาในโจทย์
3. ระดมสมองเพ่ือวิเคราะหป์ ญั หา อภิปรายหาคำอธบิ าย แตล่ ะประเด็นปัญหาว่าเป็นอยา่ งไร เกดิ ข้นึ
ไดอ้ ย่างไร ความเป็นมาอยา่ งไร โดยอาศยั พน้ื ความรู้เดมิ เทา่ ที่ผู้เรยี นมอี ยู่
4. ตง้ั สมมตฐิ านเพอ่ื หาคำตอบของปญั หาประเด็นตา่ งๆ พร้อมจดั ลำดบั ความสำคัญของสมมติฐานที่
เปน็ ไปไดอ้ ย่างมเี หตผุ ล
5. จากสมมตฐิ านทต่ี ั้งขึน้ ผ้เู รียนจะประเมินว่าเขามีความรเู้ ร่ืองอะไรบา้ ง มีเรือ่ งอะไรทยี่ ังไมร่ ู้หรือยงั
ขาดความรูอ้ ะไร และความรูอ้ ะไรจำเปน็ ที่จะตอ้ งใชเ้ พ่ือพิสจู นส์ มมตฐิ าน ซง่ึ เชื่อมโยงกบั โจทย์ปัญหา
ที่ได้ขั้นตอนนี้กลุม่ จะกำหนดประเด็นการเรียนรู้ (learning issue) หรือวัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้
(learning objective) เพอื่ จะไปค้นควา้ หาขอ้ มูลตอ่ ไป
6. ผเู้ รยี นแตล่ ะคนคน้ คว้าหาข้อมูลและศึกษาเพ่ิมเติมจากทรัพยากรการเรียนรู้ต่างๆ เช่น หนังสือ
ตำรา วารสาร ส่ือการเรยี นสอนตา่ งๆ การศึกษาในห้องปฏิบัติการ คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน อินเทอรเ์ นต็
หรอื ปรกึ ษาอาจารย์ผูเ้ ชีย่ วชาญในเน้อื หาสาขาเฉพาะ เปน็ ต้น พร้อมทง้ั ประเมินความถกู ต้อง
7. นำข้อมลู หรอื ความรู้ทไี่ ดม้ าสังเคราะห์อธิบาย พิสูจนส์ มมติฐานและประยุกต์ให้เหมาะสมกับโจทย์
ปัญหา พร้อมสรปุ เป็นแนวคดิ หรือหลกั การท่วั ไป

โดยทีก่ จิ กรรมการเรียนรขู้ ้นั ตอนท่ี 1-5 เปน็ ข้ันตอนทีใ่ ช้กระบวนการกลุม่ ในช้ันเรียน ขัน้ ตอนท่ี 6 เป็น
กิจกรรมของผเู้ รยี นรายบุคคลนอกห้องเรยี น และขน้ั ตอนท่ี 7 เปน็ กจิ กรรมท่ีกลับมาในกระบวนกลุ่มในชน้ั เรียน
อีกครั้ง

รูปแบบที่ 2 แบบ 9 ขนั้ ตอน
ลักษณะสำคัญของกจิ กรรมการเรยี นรู้ในแตล่ ะขัน้ ตอนมีดงั น้ี
1. อ่านสถานการณ์โดยละเอยี ดทำความเข้าใจกบั คำ และความหมายของคำในสถานการณ์ โดยอาศัย
ความรู้พืน้ ฐานของสมาชกิ ภายในกล่มุ หรอื เอกสาร ตำรา
2. นิยามปญั หา หรอื ระบสุ ถานการณ์ โดยแสวงหาความคิดเหน็ แบบระดมสมองอย่างมเี หตุ ผล และ
วจิ ารณญาณ

3. วเิ คราะหป์ ญั หา หรอื สถานการณ์ โดยแสวงหาความคิดเหน็ แบบระดมสมองอยา่ งมีเหตุผล และ 7
วจิ ารณญาณ
4. ตง้ั สมมตฐิ าน โดยพยายามตัง้ สมมติฐานใหม้ ากทีส่ ุดเทา่ ทีจ่ ะมากได้
5. จดั ลำดบั ความสำคญั ของสมมตฐิ าน พจิ ารณาข้อยุติสำหรับสมมติฐานทปี่ ฏเิ สธได้
6. กำหนดวตั ถปุ ระสงคใ์ นการเรยี นรูจ้ ากสมมติฐาน ที่ได้เลอื กไว้พิจารณาว่าตอ้ งหาความรเู้ รอ่ื ง
อะไรบา้ ง
7. ศกึ ษาค้นคว้าหาความร้เู พ่ิมเติมจากภายนอกกลุ่ม เช่น เอกสาร ตำรา ผเู้ ช่ียวชาญ
8. สังเคราะหค์ น้ คว้าหาความรู้เพิ่มเติมจากภายนอกกล่มุ เชน่ เอกสาร ตำรา ผู้เช่ยี วชาญ
9. สรปุ การเรยี นร้หู ลกั การและแนวคิดจากการแก้ปญั หาโดยนำความรมู้ าเสนอต่อสมาชกิ

รูปแบบที่ 3 แบบ 10 ข้นั ตอน
ลักษณะสำคัญของกิจกรรมการเรียนรู้ในแตล่ ะขั้นตอนมีดังน้ี
1. ผเู้ รยี นเผชญิ ปัญหาท่คี ลมุ เครอื
2. ผ้เู รียนถามคำถามในสงิ่ ท่สี นใจจากสถานการณ์ - โดยใช้ IPF question

ตัวอย่าง การใช้ IPF question ในการเรียนร้เู รอ่ื ง เซลมะเร็ง
I – Interesting question เช่น

มีอะไรพิเศษในเซลล์ทีเ่ ป็นสาเหตใุ หเ้ ชลล์เปลีย่ นไป
ทำไมเซลลจ์ ึงถกู กำหนดให้ตาย
กลไกทีใ่ ช้เพื่อซอ่ มแซมส่วนทีเ่ สยี หายเปน็ อยา่ งไร
P- Puzzling question เชน่
อะไรเป็นสาเหตใุ ห้เซลล์ตาย
อะไรเปน็ สาเหตุใหม้ ีความเสยี่ งตอ่ การเป็นมะเร็งมากกว่าผอู้ ่ืน
F- Important answers to find เชน่
องคป์ ระกอบที่สง่ เสรมิ ตอ่ การซ่อมแซมเซลลท์ ีเ่ สียหายคืออะไร
เราสามารถนำผลการวจิ ยั มาดแู ลสุขภาพอยา่ งไร
ในการป้องกันโรคมะเร็งเราจะตอ้ งควบคุมท่ีอะไร
3. การดำเนินการคน้ หา – เร่ิมจากคำถาม IPF
บทบาทครู- แนะนำวธิ กี ารค้นปัญหา เช่น การเขียนปญั หา การใช้คำถาม “ทำไม” การเขียน
แผนผงั การเชอื่ มโยงสถานการณ์ตา่ งๆ
4. เขียนแผนผงั การคน้ ปัญหา และจดั ลำดบั ความสำคญั
บทบาทครู- แนะนำ อำนวยความสะดวก (แตไ่ ม่ตัดสินใจให)้

8

5. การสำรวจปัญหา/สบื เสาะ – เพอ่ื ช่วยกำหนดกลยทุ ธ์ของกล่มุ
บทบาทครู – ครูจะวางระบบแผนงานโดยรวมอยา่ งไร สมาชกิ แต่ละคนในกลุม่ จะรับผิดชอบ
อะไรบา้ ง
บทบาทครู ใชค้ ำถามแนะนำการสืบเสาะ
ตามท่ีกลุ่มไดต้ ัดสนิ ใจใช้วิธสี มั ภาษณ์ คณุ จะสมั ภาษณใ์ คร
คุณจะพบผ้ใู ห้สมั ภาษณ์ไดอ้ ย่างไร
ตอ้ งการข้อมลู ใดจากผู้ทีใ่ ห้สัมภาษณ์
คณุ จะบันทึกอะไร

6. การวิเคราะห์ – ผ้เู รียนรับผดิ ชอบตอ่ การวิเคราะห์ผล
บทบาทครู
1. ใชค้ ำถามแนะนำ เชน่
การเปรยี บเทียบผลการสมั ภาษณจ์ ะมปี ระโยชนห์ รือไม่
คณุ จะแสดงผลการเปรยี บเทยี บอย่างไร
2. แนะนำวิธกี ารวิเคราะห์ขอ้ มูล

7. การเรยี นรู้ซ้ำ – เสนอสิ่งทไ่ี ดเ้ รียนรู้ต่อกัน เกดิ ความเขา้ ใจใหม่และนำไปใช้แก้ปัญหาและนิยาม
ปญั หา ถา้ ไม่ชัดเจนไปเรียนรู้เพ่มิ

บทบาทครู – การใชค้ ำถามให้คิดใครค่ ราญ เช่น
ผลลัพธ์ที่จะชว่ ยใหค้ ุณเข้าใจปญั หาท่ีคุณสำรวจอยา่ งไร
ถา้ คณุ ไปสำรวจใหม่อีกครงั้ คณุ จะทำอะไรทแ่ี ตกตา่ งจากเดมิ ด้วยเหตผุ ลใด
8. การสร้างแนวคำตอบและข้อแนะนำ – สรา้ งความรจู้ ากผลลพั ธ์ท่ไี ด้
บทบาทครู แนะนำวธิ ีการสร้างความรู้
ใชค้ ำถาม “อยา่ งไร” ทกุ ครัง้ ทผี่ ูเ้ รียนเสนอแนวคำตอบ
แนะนำใหเ้ สนอความรแู้ บบตา่ งๆ เช่น การเชื่อมโยง โมเดล อุปมาอปุ มยั แผนผงั ความคิด
9. ส่อื ความหมายผลลพั ธท์ ไี่ ด้
บทบาทครู
เรือ่ งที่ค้นพบไดจ้ ากไหน
ไดข้ อ้ สรุปอะไรบา้ ง
ใครไดร้ บั ประโยชนจ์ ากเร่ืองน้ี และไดอ้ ะไร
10. การประเมนิ ผล-โดยครู ผเู้ รยี น และเพอื่ น
บทบาทครู
การประเมินปฏิบัติการ โดยประเมินการใช้ข้อมลู ร่วมกัน การคน้ หาและนิยามปญั หา การ
ไดม้ าซ่ึงความรู้ การนำตนเอง ทักษะการเรียนแบบรว่ มมือ และการแกป้ ญั หา

9
ใช้การประเมินตามสภาพจริง โดยสร้างเกณฑ์การประเมิน ( Rubric Scoring) เพื่อการ
ประเมนิ การอภปิ ราย การเขียนอนุทนิ บันทกึ การทดลอง การใหค้ ะแนนตนเอง และการสัมภาษณ์

รูปแบบท่ี 4 แบบ 11 ขั้นตอน
ลักษณะสำคญั ของกิจกรรมการเรียนรูใ้ นแต่ละขนั้ ตอนมดี งั นี้
1. จัดกลมุ่ แนะนำสมาชกิ
2. กำหนดวตั ถปุ ระสงค์
3. ศกึ ษาปญั หาที่ไดร้ บั ขยายรายละเอยี ดของปญั หา
4. กำหนดประเดน็ ประเด็นในการเรียนรู้
5. กำหนดวัตถุประสงคข์ องแผนดำเนินการ
6. ทำความตกลงกนั ในเรอื่ งของ ขอ้ มลู ที่จะต้องศกึ ษา
7. กำหนดแหลง่ เรยี นรู้
8. รวบรวมความรูท้ ไี่ ดม้ าจากการคน้ ควา้ สรา้ งการเรียนรดู้ ้วยตนเอง
9. ทำความเข้าใจซ้ำอีกกับความรู้ท่ีไดร้ ับใหม่
10. เลอื กวธิ ใี นการแก้ปญั หา/ น าเสนอวธิ กี ารแก้ปญั หา
11. การประเมินผล

กระบวนการและขนั้ ตอนในการจัดการเรียนร้แู บบใช้ปัญหาเปน็ ฐาน 10

สำนักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา (2550, 8) ไดแ้ บ่งข้ันตอนการจัดการเรยี นรู้แบบใชป้ ญั หาเป็นฐานไว้

1.เชอื่ มโยงปญั หาและระบุปญั หา เปน็ ข้ันทีค่ รูจะนำเสนอสถานการณ์ปญั หาเพอื่ กระตุ้นใหน้ ักเรยี น
เกดิ ความสนใจ และมองเหน็ ปัญหา สามารถระบสุ ิ่งท่ีเปน็ ปัญหาทนี่ กั เรยี นอยากรู้ อยากเรียน และเกิดความ
สนใจทจ่ี ะคน้ หาคำตอบ

2. กำหนดแนวทางทเี่ ป็นไปได้ นักเรยี นแต่ละกลุ่มวางแผนการศกึ ษา ค้นควา้ ทำความเข้าใจ อภิปราย
ปัญหากันภายในกล่มุ ระดมสมองคิดวเิ คราะห์เพอื่ หาวิธกี ารหาคำตอบ ครคู อยชว่ ยเหลอื กระตนุ้ ให้เกิดการ
อภิปรายภายในกล่มุ ใหน้ ักเรียนเข้าใจวิเคราะห์ปญั หาแหลง่ ขอ้ มูล

3. ดำเนนิ การศึกษาค้นคว้า นักเรยี นดำเนนิ การศึกษาคน้ คว้าหาขอ้ มูลดว้ ยตนเอง และด้วยวิธกี ารที่
หลากหลาย

4. สังเคราะหค์ วามรู้ นกั เรียนนำข้อค้นพบ ความร้ทู ี่ได้ค้นควา้ มาแลกเปลีย่ นเรยี นร้รู ว่ มกนั นำมา
อภปิ รายผลและสังเคราะห์ความร้ทู ีไ่ ด้มาวา่ มีความเหมาะสมหรือไมเ่ พยี งใด

5. สรุปและประเมินคา่ ของคำตอบ นักเรยี นแตล่ ะกลุม่ สรุปผลงานของกลมุ่ ตนเอง และประเมนิ ผลงาน
วา่ ขอ้ มูลทศี่ กึ ษาคน้ คว้ามาน้ันมีความเหมาะสมหรอื ไมเ่ พียงใด โดยพยายามตรวจสอบแนวคิดภายในกลมุ่ ของ
ตนเองอยา่ งอสิ ระ และทกุ กลุม่ ช่วยกันสรปุ องคค์ วามรใู้ นภาพรวมของปญั หาอีกครงั้

6.นำเสนอและประเมนิ ผลงาน นักเรยี นนำขอ้ มลู ทีไ่ ดม้ าจัดระบบองคค์ วามร้แู ละนำเสนอเป็นผลงานใน
รูปแบบท่หี ลากหลาย ครูประเมินผลการเรยี นรแู้ ละทักษะกระบวนการ

11

ประโยชน์และขอ้ จำกดั ของการสอนโดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน

ประโยชน์ของการสอนโดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน

1. ไดค้ วามรู้ท่ีสอดคลอ้ งกับบริบทจรงิ และสามารถนำไปใช้ได้
2. พัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากย์ (Critical Thinking) การคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking)
การคดิ อยา่ งเป็นเหตุเปน็ ผล (Rational Thinking) การคดิ สงั เคราะห์ (Synthetic Thinking) การคดิ สร้างสรรค์
(Creative Thinking) และนำไปสู่การคิดแกป้ ญั หา (Problem Solving Thinking) ที่มีประสิทธิผล
3. ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ดว้ ยตัวเองอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การเรียนรูต้ ลอดชีวิต (Life-long
learning) ซงึ่ เปน็ คณุ ลกั ษณะท่สี ำคญั ของบุคคลในศตวรรษที่ 21
4. ผเู้ รยี นสามารถทำงานและส่ือสารกับผอู้ นื่ ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ
5. เป็นการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ใหแ้ ก่ผเู้ รียน
6. ความคงอยู่ (retention) ของความรู้จะนานขนึ้

การเรียนรูโ้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐานจะสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้แบบผ้ใู หญ่ (adult learning)
ซง่ึ ผู้เรียนจะกำหนดวัตถปุ ระสงค์การเรียนรขู้ องตนเอง เรียนรเู้ ม่ือส่ิงนั้นมีความหมายหรือนำไปใช้ได้ (เน่ือง
จากโจทย์ปัญหาจะถกู ใช้เป็นบรบิ ทของการเรียนร)ู้ เรยี นรใู้ นสงิ่ ท่ีจำเป็นสำหรบั ใชแ้ กป้ ญั หามากกว่าจ ะเรียน
เพื่อท่องจำ เรยี นรู้ตามความถนดั และศักยภาพของตนเอง และสามารถประเมนิ ตนเองเก่ียวกับกระบวน การ
เรยี นรู้และสงิ่ ทีเ่ รียนรไู้ ด้

การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานยังเป็นการตอบสนองต่อแนวคิด constructivism โดยให้ผู้เรียน
วิเคราะห์หรอื ตั้งคำถามจากโจทย์ปัญหา ผา่ นกระบวนการคิดและสะท้อนกลับ เน้นปฏสิ มั พันธร์ ะหวา่ งผเู้ รียน
ในกลมุ่ เน้น active learning และ collaborative learning นำไปสกู่ ารคน้ ควา้ หาคำตอบหรือสร้างความรู้
ใหมบ่ นฐานความรู้เดิมที่ผู้เรียนมีมาก่อนหนา้ นี้นอกจากนี้การเรียนรู้โดยใช้ปญั หาเ ป็นฐานยังเป็น การ สร้าง
เง่ือนไขสำคัญทสี่ ง่ เสริมการเรียนร้ไู ดแ้ ก่ (1) activation of prior knowledge การเรียนรู้ส่งิ ใหม่จะได้ผลดีขึ้น
ถ้าได้มีการเชือ่ มโยงหรือกระตุ้นความรูเ้ ดิมที่ผูเ้ รยี นมีอยู่ ( 2) encoding specificity การเรียนรูเ้ น้อื หาท่ี
ใกลเ้ คยี งสถานการณ์จริงหรือมีประสบการณ์ตรง (จากโจทยป์ ญั หา) จะทำให้ผเู้ รยี นเรยี นรู้ไดด้ ีข้ึน และ (3)
elaboration of knowledge เนื่องจากการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นการเรียนกลุม่ ย่อย การได้
แสดงออก แสดงความคิดเห็นหรืออภิปรายถกเถียงกันจะทำใหผ้ ู้เรยี นเข้าใจและเรียนร้สู ิ่งนน้ั ได้ดขี น้ึ

ข้อดีของการสอนโดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน
จากงานวจิ ยั หลายช้นิ พบว่าการเรียนรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐานมจี ุดเด่นทีส่ ำคัญ คือ ผเู้ รยี นจะมที กั ษะใน

การตง้ั สมมตฐิ านและการใหเ้ หตผุ ลดีขึ้นสามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง การทำงานเป็นกลุ่มและ
ส่อื สารกบั ผู้อ่นื ไดด้ ีขน้ึ และมีประสิทธิภาพมากยง่ิ ขน้ึ ความคงอยู่ของความรู้นานกวา่ การเรียน แบบบรร ยาย

12
นอกจากนนั้ บรรยากาศการเรียนรู้มีชีวิตชวี า สรา้ งแรงจงู ใจให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้มากขึ้น และยังสง่ เสริมความ
รว่ มมือและการทำงานรว่ มกนั ระหว่างภาควชิ าหรอื หนว่ ยงาน

ข้อจำกดั ของการสอนโดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน
ขอ้ จำกดั ของการเรยี นรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐาน ซง่ึ ยังเปน็ ประเด็นท่ถี กเถยี งกนั ไดแ้ กค่ รมู ีความกังวลว่า

ผ้เู รยี นจะมคี วามร้นู ้อยลง ความรู้ที่ไดร้ ับจะไมเ่ ปน็ ระบบ ความถูกตอ้ งของเนอื้ หาหรอื ข้อมูลทผ่ี ู้เรยี นไปค้นคว้า
ศึกษามา ตลอดจนครูต้องมีทักษะทห่ี ลากหลายมากกวา่ การสอนแบบบรรยาย ในสว่ นของผู้เรียน จะกังวล
เก่ียวกับความถูกตอ้ งของเนือ้ หา ไม่มนั่ ใจว่าสงิ่ ทีต่ นเองไปเรียนรู้มาถูกต้องหรือไม่ขอบเขตของการเรียนรู้ต้อง
เรียนรมู้ ากน้อยเพียงไร รวมถงึ ความแตกตา่ งกันของครูหรือผู้สอนประจำกลุ่ม นอกจากน้ีอาจยังมีข้อจำ กัด
เกีย่ วกับงบประมาณหรอื สิ่งสนบั สนุนท่ีใช้ จำนวนครูการบริหารจดั การ ซึง่ ต้องมีการประสานงานและร่วมมือ
กันอยา่ งดีระหวา่ งภาควิชา และเวลาทีใ่ ช้ในการจัดการเรียนการสอน

ดงั น้ันสามารถสรปุ ถงึ ข้อดีของการเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน วา่ เปน็ การช่วยเพ่ิม แรงจงู ใจในการ
เรยี น และพัฒนาทกั ษะการค้นคว้าความรู้ได้ด้วยตนเอง ชว่ ยฝึกทักษะในการแกป้ ัญหา กระตนุ้ ให้ผู้เรียนเกิด
การประยุกตใ์ ช้ความรู้จากสิ่งท่ีเรียนรูน้ ำมาใช้ในการแก้ปัญหา ทำใหผ้ เู้ รียน แสดงออกทางความคดิ การใช้
เหตผุ ล การวเิ คราะห์ และการยอมรบั ความคิดเห็นของผู้อน่ื โดยใช้ กระบวนการกลุ่มมกี ารทำงานร่วมกันเ ป็น
ทีม แต่การเรยี นแบบใช้ปัญหาน้ันยงั มีขอ้ จำกัดเก่ยี วกับ ความสำเรจ็ ในการเรยี นรู้ ขึน้ อย่กู ับการฝึกฝน ของ
ผ้เู รยี น อาจไมก่ ระตุ้นความคดิ ความสนใจของ ผเู้ รียนที่ไมม่ ีความกระตอื รือร้น หรือผเู้ รียนท่ไี ม่ชอบการค้นว้า
ด้วยตนเอง ดงั นน้ั ครูผูส้ อนจึงจำเปน็ ท่ี จะต้องมกี ารวางแผนการจดั การเรยี นการสอน เตรียมส่ืออุปกรณ์การ
เรียนการสอน ใหร้ อบคอบดว้ ย ซง่ึ ไม่สามารถใชไ้ ดก้ บั ทุกวชิ า คณุ ภาพของโจทยป์ ัญหาเปน็ สิง่ สำคัญควบคู่กับ
คณุ ภาพของครูและผเู้ รียน โดยผเู้ รยี นตอ้ งมคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ การเรียนรู้ของตนเองด้วย

13

ลกั ษณะสำคญั ของการเรียนร้แู บบใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน

รูปแบบของการจัดการเรยี นร้แู บบการใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน มีลักษณะสำคัญดังน้ี
1. ให้ผู้เรยี นเป็นศูนยก์ ลางของการเรยี นรู้อยา่ งแทจ้ รงิ (student-centered learning)
2. จัดผเู้ รียนเปน็ กล่มุ ย่อย ๆ ให้มจี ำนวนกลมุ่ ละประมาณ 5–8 คน
3. ผูส้ อนทำหนา้ ท่ี เปน็ ผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) หรือผใู้ หค้ ำแนะน า (guide)
4. ใชป้ ัญหาเปน็ ตัวกระตุ้น (สิ่งเร้า) ให้เกดิ การเรยี นรู้
5. ลักษณะของปัญหาที่นำมาใช้ ต้องมีลักษณะคลุมเครือ ไม่ชัดเจน มีวิธีแกไ้ ขปญั หาได้อยา่ ง

หลากหลาย อาจมีคำตอบได้หลายคำตอบ
6. ผเู้ รียนเป็นผูแ้ กป้ ญั หาโดยการแสวงหาขอ้ มลู ใหม่ ๆ ด้วยตนเอง (self-directed learning)
7.การประเมินผล ใช้การประเมินผลจากสถานการ ณ์จริง ( authentic assessment) ดูจาก

ความสามารถในการปฏิบัติของผเู้ รียนในขณะทำกจิ กรรมการเรียนรู้ (Learning process) และพิจารณาจาก
ผลงานทีเ่ กิดขน้ึ จากการเรยี นรู้ (Learning product)

14

สรปุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน

การเรยี นร้แู บบใช้ปญั หาเปน็ ฐาน เป็นวิธกี ารเรียนทเ่ี ร่ิมต้นจากปัญหาทีเ่ กดิ ข้ึนจรงิ หรือสถาน การ ณ์
ปัญหาทเ่ี กี่ยวข้องกบั ชีวิตจริง ซึ่งจะเปน็ ตัวกระต้นุ ใหผ้ ู้เรยี นเกิดความอยากรู้ ซึ่งอย่บู นพื้นฐานความต้องการ
ของผเู้ รียนและได้ทำการศกึ ษาคน้ ควา้ จนค้นพบคำตอบด้วยตนเอง โดยใชก้ ระบวนการกลุ่ม แลว้ นำความรูท้ ่ีได้
ไปค้นควา้ มารว่ มกนั อภิปราย ทำให้ผเู้ รยี นเกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิด การแกป้ ญั หา โดยครผู ูส้ อนเป็น
เพียงผใู้ ห้คำแนะนำ ชว่ ยเหลือและสนับสนุนในการเรยี น ซ่ึงมีขนั้ ตอนการจดั การเรียนรู้ 6 ข้นั ตอน ดงั นี้

1.เช่ือมโยงปัญหาและระบุปัญหา เป็นขน้ั ทคี่ รูจะนำเสนอสถานการณ์ปญั หาเพอ่ื กระตุ้นให้นักเรียน
เกดิ ความสนใจ และมองเหน็ ปัญหา สามารถระบสุ งิ่ ที่เปน็ ปัญหาทน่ี ักเรียนอยากรู้ อยากเรยี น และเกิดความ
สนใจท่จี ะค้นหาคำตอบ

2. กำหนดแนวทางทเ่ี ป็นไปได้ นักเรียนแต่ละกล่มุ วางแผนการศกึ ษา คน้ ควา้ ทำความเข้าใจ อภิปราย
ปญั หากันภายในกลมุ่ ระดมสมองคดิ วเิ คราะห์เพ่ือหาวิธกี ารหาคำตอบ ครูคอยช่วยเหลอื กระตุ้นให้เกิดการ
อภิปรายภายในกล่มุ ใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจวิเคราะห์ปญั หาแหลง่ ข้อมูล

3. ดำเนนิ การศกึ ษาคน้ คว้า นักเรียนดำเนนิ การศึกษาค้นคว้าหาข้อมลู ดว้ ยตนเอง และด้วยวิธีการที่
หลากหลาย

4. สังเคราะห์ความรู้ นักเรยี นนำขอ้ คน้ พบ ความรทู้ ไ่ี ด้ค้นคว้ามาแลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกัน นำมา
อภิปรายผลและสังเคราะหค์ วามรูท้ ีไ่ ด้มาว่ามคี วามเหมาะสมหรือไม่เพยี งใด

5. สรปุ และประเมินคา่ ของคำตอบ นักเรียนแต่ละกลุม่ สรปุ ผลงานของกลุ่มตนเอง และประเมนิ ผลงาน
ว่าข้อมลู ท่ีศึกษาคน้ คว้ามาน้ันมีความเหมาะสมหรอื ไม่เพียงใด โดยพยายามตรวจสอบแนวคิดภายใน กลุ่มของ
ตนเองอยา่ งอิสระ และทุกกลมุ่ ช่วยกนั สรุปองค์ความรู้ในภาพรวมของปญั หาอีกครงั้

6.นำเสนอและประเมนิ ผลงาน นักเรียนนำขอ้ มลู ท่ไี ด้มาจัดระบบองค์ความรแู้ ละนำเสนอเป็นผลงานใน
รูปแบบท่ีหลากหลาย ครปู ระเมินผลการเรียนรแู้ ละทักษะกระบวนการ

15

ตัวอยา่ งแผนการจดั การเรียนรโู้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐาน

แผนการจดั การเรยี นรู้ โดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน รายวชิ า วิทยาศาสตร์ รหสั วิชา ว 21102
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่1ี
เร่อื ง การเคลือ่ นที่ของวัตถุ เวลา 3 ชั่วโมง

1. สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด
การบอกตำแหน่งของวตั ถุใด ๆ ต้องบอกระยะหา่ งและทศิ ทางของตำแหน่งน้ันเทียบกับ

จดุ อา้ งอิง โดยจดุ อ้างองิ ควรเปน็ จุดท่ีอยู่น่ิง เปน็ จดุ ทีใ่ กล้วัตถนุ ั้น และสังเกตได้ชดั เจน

2. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ช้ีวดั มาตรฐานการเรยี นรู้
สาระท่ี 4 แรงและการเคลื่อนท่ี
มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจธรรมชาตขิ องแรงแม่เหล็กไฟฟา้ แรงโน้มถ่วงและแรงนิวเคลียร์มีกระบวน การ

สบื เสาะหาความร้สู ่อื สารสงิ่ ทเ่ี รยี นร้แู ละนำ ความรู้ไปใช้ประโยชนอ์ ย่างถูกต้องและมคี ณุ ธรรม

3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
ดา้ นความรู้ (K)
1) อธบิ ายตำแหน่งของสิง่ ตา่ ง ๆ ในห้องเรยี นได้
2) บอกความหมายของจุดอ้างองิ ได้
3) อธบิ ายวิธกี ารระบุตำแหน่งของวัตถไุ ด้
4) ระบตุ ำแหนง่ ท่นี ่ังในห้องเรียนเกีย่ วกับจุดอ้างองิ ได้
ด้านทักษะกระบวนการ (P)
1) การกำหนดปญั หา
2) การทำความเข้าใจปัญหา
3) การดำเนินการศกึ ษาค้นคว้า
4) การสังเคราะหค์ วามรู้
5) การสรปุ และประเมนิ คา่ ของคำตอบ
6) การนำเสนอและประเมนิ ผลงาน
ดา้ นคุณลักษณะอันพึงประสงค์(A)
1) ซ่ือสัตยส์ จุ ริต
2) มีวินยั
3) ใฝ่ หาความรู้

16

4) มุ่งม่ันในการทำงาน

4. สาระการเรียนรู้
จดุ อา้ งอิง หมายถงึ จุดทีใ่ ช้เปรยี บเทยี บว่าวตั ถุนั้นอยู่ท่ีใด โดยท่ัว ไปจะเลือกใช้จดุ อ้างองิ ที่

อยู่ใกล้ตวั และสังเกตได้ง่ายอาจเปน็ สิง่ ท่มี ีอยู่ตามธรรมชาตหิ รือส่ิงทม่ี นุษย์สร้างขึ้นกไ็ ด้

5. กระบวนการจัดการเรยี นรู้
5.1 ขั้นกำหนดปญั หา
1) ครูพูดคยุ และซักถามนักเรียนเก่ียวกับ การบอกตำแหน่งของตนเองเมือ่ ต้องการนัดหมาย

กับเพ่อื น โดยครอู าจใช้คำ ถามตอ่ ไปนี้
- เมือ่ นักเรยี นนัดหมายกับเพื่อน ๆ นักเรียนอธบิ ายจดุ นัดพบให้เพอ่ื น ๆ ฟงั อย่างไร
- นักเรียนใช้วธิ ีการใดบ้างเมื่อตอ้ งการอธิบายจดุ นัดพบให้เพอื่ น ๆ ฟงั
2) นักเรยี นชว่ ยกันอภปิ รายและแสดงความคิดเหน็ เกย่ี วกับการบอกตำแหน่งของตนเอง
3) ให้นักเรยี นแบ่งกลมุ่ กลุม่ ละ5คน
4) ครใู ช้คำถามเพือ่ ให้นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มร่วมกันแสดงความคดิ เห็น ดังน้ี
- ปญั หาของนักเรยี นคืออะไร (แนวตอบ การระบตุ ำแหน่งของวัตถุสามารถระบุได้อย่างไร)
- นักเรยี นคิดว่าการบอกตำแหน่งท่ีน่ังของตนเองในห้องเรยี น ต้องระบขุ ้อมูลใดบา้ ง (แนว

ตอบ ระยะห่างและทศิ ทางของตำแหนง่ ท่ีนั่งเทียบกับจดุ อ้างอิง)
5.2 ขั้นทำความเข้าใจกับปัญหา
5) นักเรยี นแต่ละกล่มุ ร่วมกันอภปิ รายประเดน็ ปัญหาที่ตั้งข้ึนวา่ มปี ระเดน็ ใดบ้างที่น่าสนใจ

และจะหาคำตอบได้จากที่ใดโดยวิธีการใด
6) นักเรียนแตล่ ะกลุ่มร่วมกันวางแผนการดำเนินการศกึ ษาค้นควา้ ตามประเด็นปญั หาทคี่ รู

ตั้งข้ึนและประเด็นปญั หาอืน่ ๆ ที่ต้องการศึกษา
5.3 ขัน้ การดำเนนิ การศกึ ษาคน้ คว้า
7) ตัวแทนกลมุ่ ออกมารบั ใบความรทู้ 1่ี เรือ่ ง การบอกตำแหนง่ ของวัตถุ
8) ดำเนินการศึกษาค้นควา้ ตามประเด็นที่ต้องการเช่น จดุ อ้างอิงการบอกตำแหน่งของวัตถุ

วธิ กี ารต่าง ๆ รวมถงึ ประเด็นอื่น ๆ ท่นี ักเรยี นต้องการศึกษาจากใบความรู้ที่ 2 เร่อื ง การบอกตำแหน่งของวตั ถุ
9) นกั เรียนบนั ทึกขอ้ มลู และผลการดำเนนิ การศกึ ษาค้นคว้าลงแบบบันทกึ ขอ้ มูลการศึกษา

ค้นควา้

5.4 ขั้นสังเคราะหค์ วามรู้
10) นักเรียนแตล่ ะคนนำข้อมูลทไ่ี ด้จากการศึกษาค้นควา้ มาแลกเปลยี่ นเรียนรกู้ ัน ในกลุม่
11) นักเรยี นแตล่ ะกล่มุ ร่วมกันคิดพจิ ารณาต่อไปว่าความรทู้ ไี่ ด้มามีความถูกต้อง สมบรู ณ์

17

และครบถ้วนตามประเดน็ ที่ต้องการศกึ ษาแล้วหรือยังถ้าขอ้ มูลยังไมเ่ พยี งพอให้รว่ มกันอภิปรายและศึกษา
ค้นคว้าเพม่ิ เติม

12) เม่ือไดข้ ้อมูลท่เี พยี งพอแลว้ ให้นักเรียนทำ ใบกิจกรรมท่ี 2/1 เร่อื ง เดก็ ชายเมฆอยทู่ ไ่ี หน
และใบกจิ กรรมที่ 2/2 เรื่อง ระบจุ ดุ อ้างองิ และระบุตำแหนง่

5.5 ข้ันสรุปและประเมินค่าของคำตอบ
13) นักเรยี นทุกกล่มุ ร่วมกันนำเสนอข้อมลู ทส่ี งั เคราะห์ได้และรว่ มกันอภิปรายว่าข้อมูล

ของแตล่ ะกลมุ่ ทไี่ ด้ศึกษาคน้ คว้ามาครบถ้วน ถูกต้อง สมบูรณห์ รือไม่โดยครผู ู้สอนช่วยตรวจสอบและแนะนำ
เพ่มิ เตมิ

14) นักเรยี นทกุ กล่มุ ช่วยกันสรุปองค์ความรู้ในภาพรวมของปญั หาอีกครั้ง
5.6 ขน้ั นำเสนอและประเมนิ ผลงาน

15) ให้นักเรียนแต่ละกลุม่ รว่ มกันออกแบบการสรปุ ผลการดำเนินการศึกษาคน้ คว้าของกลุ่ม
เพอื่ นำเสนอหน้าชนั้ เรยี นตามรูปแบบทนี่ ักเรยี นสนใจ

16) ให้นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มส่งตัวแทนกลุม่ ออกมานา เสนอผลการดำเนินการศกึ ษาคน้ คว้า
หน้าชนั้ เรยี น

17) นักเรยี นรว่ มกันประเมนิ ทั้งงานของกลุม่ ตนเองและของเพื่อน

6. สื่อ/อปุ กรณ/์ แหลง่ เรียนรู้
6.1 ใบความรู้ท่ี 2 เรอื่ ง การบอกตำแหนง่ ของวัตถุ
6.2 ใบกิจกรรมท่ี 2/1 เร่อื ง เดก็ ชายเมฆอยู่ทไี่ หน
6.3 ใบกิจกรรมท่ี 2/2 เรอ่ื ง ระบุอ้างอิงและระบุตำแหนง่
6.4 แบบทดสอบ เรื่อง การบอกตำแหนง่ ของวัตถุ

18

7. การวดั และประเมนิ ผล

สงิ่ ทีว่ ดั วธิ ีการวดั เครอ่ื งมอื เกณฑก์ ารวัด
ดา้ นความรู้ แบบทดสอบ แบบทดสอบ เรื่อง การ ผา่ นร้อยละ 70
บอกตำแหนง่ ของวตั ถุ
ด้านทกั ษะ สังเกตพฤติกรรม ผ่านระดับ 2 ข้ึนไป
ประเมนิ ทักษะ แบบประเมินทกั ษะ
ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พึง กระบวนการ กระบวนการ
ประสงค์ สงั เกตพฤติกรรม
แบบประเมนิ ผา่ นระดับ 2 ขึ้นไป
คณุ ลกั ษณะอนั พึง

ประสงค์

8. บนั ทกึ ผลหลงั การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ผลการเรยี นรู้ที่เกิดขึ้นกับผ้เู รยี น

............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................................................... ...
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................

ปัญหา/อปุ สรรค
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................

ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................................................. ............

19

แบบประเมนิ ทักษะกระบวนการ

ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

รายวชิ า ว 21102 วิทยาศาสตร์ 2 เรอ่ื ง การเคลื่อนท่ขี องวัตถุ

ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1

คำช้ีแจง : ใหผ้ ู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แลว้ ขดี  ลงใน

ช่องทต่ี รงกับระดับคะแนน

เลขที่ ชื่อ – สกุล รายการประเมนิ รวม ผลการประเมนิ

การกำหนด ัปญหา คะแนน ผา่ น ไม่ผ่าน
การทำความเข้าใจ ัปญหา
ดำเ ินนการศึกษาค้นค ้วา
การสังเคราะ ์หความ ู้ร
การส ุรปและประเมินคำตอบ
การนำเสนอและประเมินผล

ลงชอ่ื .....................................................ผปู้ ระเมนิ

เกณฑ์การใหค้ ะแนน :

- พฤติกรรมท่ปี ฏบิ ัตชิ ดั เจนและสม่ำเสมอ ให้ 3 คะแนน

- พฤตกิ รรมทปี่ ฏบิ ัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน

- พฤตกิ รรมที่ปฏิบัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน

20

แบบประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผเู้ รียนเรียน

ชุดกจกิ รรมการเรยี นรู้โดยใช้ปญั หาเปน็ ฐานกลุ่ม สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์

รายวชิ า ว 21102 วิทยาศาสตร์ 2 เรือ่ ง การเคลือ่ นที่ของวัตถุ

ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ที่ 1

ชอ่ื ....................................นามสกลุ ............................................................เลขท.่ี ............................

คำช้ีแจง : ให้ผสู้ อนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แลว้ ขดี  ลงในช่องท่ี

ตรงกับระดับคะแนน

คุณลักษณะ รายการประเมนิ ระดับคะแนน

อนั พงึ ประสงค์ 321

1. ซอ่ื สตั ยส์ จุ ริต 1.1 ปฏบิ ัตติ ามระเบียบการสอน และไมล่ อกการบ้าน

1.2 ประพฤติปฏบิ ัตติ รงต่อความเปน็ จรงิ ต่อตนเอง

1.3 ประพฤติปฏิบัตติ รงตอ่ ความเป็นจริงตอ่ ผู้อื่น

2. มีวนิ ยั 2.1 เข้าเรยี นตรงเวลา

2.2 แตง่ กายเรยี บรอ้ ยเหมาะสมกับกาลเทศะ

2.3 ปฏบิ ัตติ ามกฎระเบยี บของหอ้ ง

3. ใฝ่หาความรู้ 3.1 แสวงหาข้อมูลจากแหลง่ เรียนรตู้ า่ งๆ

3.2 มกี ารจดบันทกึ ความรอู้ ย่างเป็นระบบ

3.3 สรุปความรไู้ ด้อย่างมีเหตผุ ล

4. มงุ่ มัน่ ในการทำงาน 4.1 มคี วามต้ังใจและพยายามในการทา งานทไ่ี ด้รบั มอบหมาย

4.2 มีความอดทนและไม่ท้อแท้ตอ่ อปุ สรรคเพอื่ ให้งานสำเร็จ

ลงช่อื ......................................................................ผปู้ ระเมิน

เกณฑ์การใหค้ ะแนน 3 คะแนน
- พฤตกิ รรมที่ปฏิบัตชิ ดั เจนและสม่ำเสมอ ให้ 2 คะแนน
- พฤติกรรมท่ีปฏิบัติชดั เจนและบ่อยครั้ง ให้ 1 คะแนน
- พฤตกิ รรมทป่ี ฏบิ ัติบางครั้ง ให้

21

ใบความรู้ที่ 2
เรอ่ื ง การบอกตำแหนง่ ของวัตถุ

การจะบอกว่าวัตถอุ ยู่ท่ใี ด เหมอื นการบอกเพ่อื นบ้านว่า โรงเรียนทนี่ ักเรียนเรยี นตั้งอยู่ทใี่ ดเชน่ กัน
หมายความว่า จะต้องบอกบริเวณหรือสถานท่ีที่อยใู่ กล้เคยี งกับโรงเรยี น ให้เพ่ือนบ้านเข้าใจน่ันเอง แต่เม่ือบอก
แล้วเพื่อนยังไมเ่ ข้าใจหรอื ไปโรงเรียนของนักเรยี นไมถ่ ูกนักเรยี นคงต้องเขียนแผนท่ี เรม่ิ จากบ้านไปโรงเรยี น
โดยออกจากบ้านผ่านถนนใดบ้าง ตรงไปหรอื เลยี้ วซ้ายหรอื เลี้ยวขวาจนกว่า จะไปใกล้ถึงโรงเรยี นมีอะไรเปน็ ที่
สังเกตบ้าง

รปู ท1ี่ ตัวอย่างแผนทที่ างไปโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม

ตามปกตกิ ารจัดทน่ี ่ัง ในชั้นเรยี นจะจัดไวอ้ ย่างเปน็ ระเบยี บเปน็ แถวหน้ากระดานและแถวตอนลึก การ
บอกตำแหนง่ ที่นั่งในห้องเรียนเปน็ การแสดงว่าที่น่ัง ของตนเองอยใู่ นบรเิ วณใดของห้อง อาจบอกได้โดยเขียน
แผนผังของห้องและระบตุ ำแหน่งของตนเองเปรยี บเทยี บกับ ตำแหน่งของเพอ่ื นทีน่ ั่งอยู่ข้างเคียง

การบอกตำแหน่งของตนเองท่ีน่ังเรยี งเปน็ แถวเช่น น่งั อยู่ในแถวแรกและเป็นคนท่ีสองจากทางซ้ายมือ
กเ็ พียงพอท่จี ะชว่ ยให้ทราบว่าตัวเราอยูท่ ีต่ ำแหน่งใด

โดยทั่วไปการบอกตำแหนง่ ของวัตถบุ นพ้ืนราบทำไดห้ ลายวธิ ีเปน็ การบอกด้วยการเทยี บกับแนว
เสน้ ตรงสองเส้นทต่ี ั้งฉากกนั สำหรับห้องเรยี นอาจจะใช้แนวผนังด้านต่าง ๆ ของห้องเป็นแกนอ้างองิ และระบวุ ่า
วตั ถุอยู่หางจากแนวท้ังสองเปน็ ระยะทางเท่าใด เชน่ ตำแหน่งท่นี ั่งของนักเรยี น A อยหู่ า่ งจากแนวผนังห้อง
ดา้ นหน้าเป็นระยะ 2 เมตรและห่างจากแนวผนังห้องด้านซ้ายเปน็ ระยะ1.5 เมตร ดังรูปท่ี 2 ก็จะเพยี งพอที่จะ
บอกตำแหน่งบนพ้ืนราบได้โดยมแี นวผนังห้องดา้ นหน้าและแนวผนังห้องด้านซ้ายเปน็ ตำแหน่งอ้างอิง

22

รูปที่ 2 แผนผังแสดงตำแหน่งของทน่ี ่ัง
การบอกตำแหนง่ ของส่ิงตา่ ง ๆ ทำไดห้ ลายวิธโี ดยในแตล่ ะวิธีต้องกำหนดตำแหน่งอ้างองิ หรอื ตำแหน่ง
ที่ใช้เปรียบเทียบว่าวัตถุนั้นอยูห่ ่างจากตำแหนง่ อ้างองิ ไปทางทิศใด เป็นระยะทางเท่าใด โดยทั่วไปจะใช้
ตำแหนง่ ท่ที ุกคนรจู้ ักและเป็นท่ีสงั เกตได้ชัดเจน
ตำแหนง่ อ้างองิ ที่ใช้ในการบอกตำแหนง่ ของวัตถุอาจเป็นสิง่ ท่ีมีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น
แมน่ ้ำ ตน้ ไม้หรือสิง่ ทม่ี นษุ ย์สรา้ งขึ้น เช่น ถนน สะพาน อาคารสถานที่การบอกตำแหน่งของวตั ถุนอกจากจ ะ
บอกระยะทางและทิศทางเม่อื เทยี บกับตำแหน่งอ้างองิ แล้วให้รายละเอียดเพ่ิมเตมิ เพื่อให้มคี วามชัดเจนเพ่ิมข้ึน
เช่น การบอกตำแหน่งรถยนต์ทกี่ ำลงั เคลอื่ นท่ีนอกจากจะบอกตำแหน่งและทศิ ทางเมื่อเทยี บกับหลักกิโลเมตรที่
อยใู่ กล้เคยี งแลว้ ควรบอกรายละเอยี ดว่ารถกำลงั วงิ่ ในช่องวิ่งใดและมงุ่ หน้าไปยังทใ่ี ดหรือทิศใด

รูปที่ 3 หลักกิโลเมตรใช้เปน็ จุดอ้างอิงในการบอกตำแหน่ง

23

ใบกจิ กรรมท2่ี /1

เรือ่ ง เดก็ ชายเมฆอยู่ท่ไี หน

กลุ่มที่................

สมาชกิ 1................................................... 2..................................................

3....................................................4...................................................

5…………………………………. ......... .6………………………………….

วสั ดุอปุ กรณ์/กลุ่ม

1. ไม้บรรทัด 1 อัน

2. ภาพแผนผังทีน่ ่ัง 1 ภาพ

วิธีทำ

1. ให้นกั เรยี นพจิ ารณาภาพที่นั่ง ของเดก็ ชายเมฆ ในห้องเรยี นตอ่ ไปนี้

2. ใหน้ กั เรยี นระบุตำแหน่งทน่ี ่ัง ของเด็กชายเมฆ จากภาพข้างต้น
วิธที ี่ 1 ....................................................................................................................................
....................................................................................................................................................... ......
วิธีที่ 2 ....................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................
วิธีท่ี 3 ....................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................
3. ที่น่ังของเด็กชายเมฆ อยู่ห่างจากกระดาน ........................ เมตรและห่างจากผนังห้องฝั่งหน้าตา่ ง
............................. เมตร
4. บอกตำแหน่งทน่ี ั่งของเดก็ ชายเมฆ ในหอ้ งเรียน ต้องระบุขอ้ มูลใดบา้ ง
............................................................................................................................. ................................
5. จุดอา้ งองิ หมายถงึ …………………………………………………………………….......................................
............................................................................................................................. ................................

24

5. จากการทำกิจกรรมนักเรียนสรุปผลได้ว่าอย่างไร
.............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................

25

เฉลยใบกจิ กรรมท่ี2/1
เรอ่ื ง เด็กชายเมฆอยู่ทีไ่ หน

1. ให้นกั เรยี นพจิ ารณาภาพทน่ี ั่ง ของเด็กชายเมฆ ในห้องเรียนต่อไปนี้

2. ให้นักเรยี นระบตุ ำแหน่งทีน่ ่ัง ของเด็กชายเมฆ จากภาพข้างต้น
วธิ ที ่ี 1 ที่นั่งเด็กชายเมฆ อยู่ตรงกลางแถวทีส่ องจากประตู
วิธีท่ี 2 ทน่ี ่ังเด็กชายเมฆ อยู่แถวท่สี าม ตรงกับหน้าต่าง 4
วธิ ที ี่ 3 ทน่ี ่ังเดก็ ชายเมฆอยู่หา่ งจากกระดานแถวที่สาม ห่างจากประตแู ถวท่สี อง

3. ท่นี ่ังของเดก็ ชายเมฆ อยูห่ ่างจากกระดาน .......5..... เมตรและหา่ งจากผนังหอ้ งฝง่ั หน้าตา่ ง......3...... เมตร
4. บอกตำแหน่งทน่ี ่ังของเด็กชายเมฆ ในห้องเรยี น ต้องระบุขอ้ มูลใดบ้าง
บอกระยะหา่ งและทิศทางของตำแหนง่ ทนี่ ั่งเทยี บกับจุดอ้างอิงโดยจะต้องระบุจดุ อ้างองิ ทอ่ี ยู่ใกล้กับที่น่ังของ
เด็กชายเมฆ
5. จุดอา้ งองิ หมายถงึ จดุ ท่ใี ช้เปรียบเทยี บว่าวตั ถุน้ันอยู่ทใี่ ด ควรเปน็ จดุ ท่ีอยู่นง่ิ อยู่ใกล้วตั ถแุ ละสงั เกตได้ง่าย
6. จากการทำกจิ กรรมนักเรียนสรุปผลได้วา่ อยา่ งไร

การบอกตำแหนง่ ของวัตถใุ ด ๆ จะต้องบอกเทยี บกับจดุ อ้างอิงโดยระบุท้ังระยะหา่ งและทศิ ทางของ
ตำแหนง่ น้ันเทียบกับจุดอ้างองิ ซ่ึงจุดอ้างอิงควรเป็นจุดทอี่ ยู่น่ิงและอยู่ใกล้กับวัตถุ

26

ใบกจิ กรรมที่ 2/2
เร่อื ง ระบจุ ดุ อา้ งอิงและระบุตำแหนง่

กลุ่มท.่ี ...............
สมาชิก 1................................................... 2..................................................
3....................................................4...................................................
5…………………………………. ......... .6………………………………….

คำช้แี จง จากภาพ จงกำหนดจุดอ้างองิ และระบตุ ำแหน่งของวัตถตุ า่ ง ๆ ในแตล่ ะข้อต่อไปนี้

1. รถบรรทุก

จุดอ้างอิง คือ ......................................................
ตำแหน่ง .............................................................
............................................................................
............................................................................

2. คนเลน่ สกที ่ีจุด B

จดุ อ้างอิง คือ ...........................................................................................................................
ตำแหนง่ …………………………………………………………………………………….....................................

27

1. รถบรรทุก เฉลยใบกจิ กรรมท่ี 2/2
เรื่อง ระบุจดุ อา้ งอิงและระบุตำแหน่ง

จดุ อา้ งอิง คอื บา้ น
ตำแหนง่ ห่างจากบ้านไปทางทศิ เหนอื
ระยะทาง 200 เมตร

2. คนเล่นสกีที่จดุ B

จดุ อา้ งอิง คอื จุดเร่ิมต้นของการเล่นสกี
ตำแหน่ง ระยะทาง 180 เมตรห่างจากจดุ เริม่ ต้น เป็นเวลา 1 นาที

28

แบบทดสอบรายวชิ า ว 21102 วทิ ยาศาสตร์ 2
เร่อื ง การบอกตำแหน่งของวัตถุ

คำช้ีแจง ให้เลอื กคำตอบทถี่ ูกตอ้ ง เหมาะสมที่สดุ เพียงขอ้ เดยี ว
1. การบอกตำแหน่งของวัตถุให้ได้ความหมายชัดเจน ไม่จำเป็นต้องบอกส่ิงใด

ก. ตำแหน่งอ้างอิง
ข. ขนาดของวัตถุ
ค. ทิศทางทว่ี ัตถอุ ยู่
ง. ระยะหา่ งจากตำแหน่งอ้างองิ
2. จดุ อ้างอิงในขอ้ ใด แตกต่างจากข้ออน่ื
ก. ตไู้ ปรษณีย์
ข. สะพาน
ค. เสาไฟฟ้า
ง. ต้นไม้
3. การบอกตำแหนง่ ของยานพาหนะบนทางหลวงใช้วิธกี ารใด
ก. หน้าปัดความเรว็
ข. เข็มวดั ระยะทาง
ค. สถานีตำรวจ
ง. หลักกิโลเมตร
4. การบอกตำแหน่งตา่ ง ๆ บนโลกเราใช้วธิ ีการบอกตามข้อใด
ก. บอกระยะทาง
ข. เส้นรงุ้ เสน้ แวง
ค. มุมอาซิมุธ
ง. บอกมุม
5. เครื่องมอื ท่ใี ช้ในการบอกตำแหน่งของวัตถบุ นโลกคือข้อใด
ก. GPS
ข. ASP
ค. CAI
ง. GPR
6. “เด็กหญิง น้ำชา น่ังโต๊ะตัวแรกติดกับหน้าต่าง” ขอ้ ความนี้ข้อใดคือจุดอ้างอิง
ก. โต๊ะ
ข. หน้าตา่ ง
ค. เด็กหญงิ น้ำชา
ง. เป็นจดุ อ้างองิ ทุกขอ้

29

จากภาพต่อไปน้ีเมอ่ื หันหน้าเข้าหากระดานดำให้นักเรียนบอกตำแหน่งของโต๊ะนักเรียน

7. จากภาพท่กี ำหนดให้นักเรียนสามารถบอกจดุ อ้างองิ และอธิบายการบอกตำแหนง่ ของตนเองได้
อย่างไร

ก. โต๊ะนักเรยี นอยู่ท้ายหอ้ ง
ข. โต๊ะนักเรยี นอยู่ตรงกลางแถวสุดท้ายของห้อง
ค. โต๊ะนักเรยี นของฉันอยู่ตรงข้ามกับโตะ๊ ของครู
ง. โต๊ะนักเรยี นของฉันอยู่ทางขวามือของถังขยะเป็นระยะหา่ ง 3 โตะ๊

จากภาพรถยนต์ 3 คัน จอดริมถนน โดยเสาไฟฟา้ แตล่ ะต้น หา่ งกัน 40 เมตรและตำแหนง่ ป.คือ ตู้ไปรษณยี ์
หากตำแหนง่ ของรถยนต์ทง้ั 3 คัน มาเทียบกับตู้ไปรษณีย์จะเปน็ อย่างไร

ก คือ ตำแหน่งรถยนต์คันท่ี 1
ข คอื ตำแหนง่ รถยนต์คันท่ี 2
ค คือ ตำแหนง่ รถยนต์คันที่ 3
8. ตำแหน่งของรถยนต์คัน ก เม่อื เทยี บกับ ต้ไู ปรษณียเ์ ป็นอยา่ งไร
ก. รถยนต์คัน ที่ 1 อยู่ทางซ้ายของตู้ไปรษณยี ์โดยมรี ะยะหา่ งไม่มากนัก
ข. รถยนตค์ ันที่ 1 อยู่ทางซ้ายของตู้ไปรษณยี ์โดยมีระยะหา่ ง 40 เมตร
ค. รถยนตค์ ันที่ 1 อยทู่ างดา้ นหลงั ของตู้ไปรษณีย์โดยมรี ะยะหา่ ง 40 เมตร
ง. รถยนตค์ ันที่ 1 อยู่ทางซา้ ยของต้ไู ปรษณีย์โดยมรี ะยะห่างหน่ึงต้นเสาไฟฟา้

30

9. ขอ้ ใดเป็นความหมายของจุดอา้ งอิงท่ีถกู ตอ้ งสมบรู ณ์
ก. จุดอ้างองิ เป็นจุดทีช่ ว่ ยบอกและระยะทาง เช่น หลักกิโลเมตร
ข. เป็นจุดทแี่ สดงเห็นเดน่ ชัด มีสีสนั สดใส และเปน็ จุดทส่ี ร้างขึ้นเทา่ น้ัน
ค. เปน็ จดุ ท่ีช่วยบอกตำแหนง่ ของวัตถโุ ดยจุดนี้เปน็ จุดที่มีและเกดิ อยู่ตามธรรมชาติ
ง. เปน็ จุดท่ีชว่ ยบอกตำแหนง่ ของวัตถไุ ด้ชดั เจนมากขึ้น ซ่ึงมีอยู่ตามธรรมชาตแิ ละเป็นสงิ่ ทมี่ นษุ ย์สรา้ ง

ขึน้
10. สิ่งทต่ี ้องกำหนดเป็นอันดับแรกในการบอกตำแหนง่ ของวัตถุ

ก. ทศิ ทาง
ข. เวลา
ค. ระยะทาง
ง. จดุ อ้างอิงทอี่ ยู่ใกล้ตวั เรา

31

เฉลยแบบทดสอบรายวชิ า ว 21102 วทิ ยาศาสตร์ 2
เร่ือง การบอกตำแหนง่ ของวัตถุ
ข้อ 1 ข
ขอ้ 2 ง
ข้อ 3 ง
ขอ้ 4 ข
ข้อ 5 ก
ข้อ 6 ข
ข้อ 7 ข
ขอ้ 8 ข
ข้อ 9 ง
ขอ้ 10 ง

32

บรรณานกุ รม

สำนักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา.(2550). แนวทางการจัดการเรยี นรู้ ทีเ่ น้นผเู้ รียนเป็นสำคัญ3 การเรยี นรู้
แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน. กรงุ เทพฯ: ชุมนุมการเกษตรแหง่ ประเทศไทย.

https://ph.kku.ac.th/thai/images/file/km/pbl-he-58-1.pdf

https://www.trueplookpanya.com/blog/content/77414/-teaartedu-teaart-teamet

คณะผ้จู ัดทา

1. นางสาวมลิวลั ย์ ประยูรหาญ รหัสนักศกึ ษา 645509106
645509204
2. นางจิตรลดา หนันทมุ รหัสนักศึกษา 645509220

3. นางสาวมทั รี ภักดพี ดุ ซา รหสั นักศกึ ษา


Click to View FlipBook Version