The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Path Panyasathitkij, 2023-09-14 01:56:21

พระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนา

Buddhism ด.ช.แทนไท ทิพเนตร ม.2/12 เลขที่21 ด.ช.นรภัทร วงศ์ปถัมถ์ ม.2/12 เลขที่22 ด.ช.นพวัฒ วั น์ สิริวัริจ วั นานนท์ ม.2/12 เลขที่27 ผู้จัดทำ พระพุทธศาสนา


คำ นำ วิชา พระพุทธศาสนา รายงานเล่มนี้จันี้จัดทำ ขึ้นขึ้เพื่อเป็น ส่วนหนึ่งของวิชา การศึกษาพุทธศาสนา เพื่อให้ได้ศึกษา ความรู้ในเรื่องราวของพุทธศาสนา โดยได้ศึกษาผ่าน แหล่งความรู้ต่างๆ อาทิเช่น หนังสือและแหล่งความรู้ จากเว็บไซต์ต่างๆ โดยรายงานเล่มนี้ต้นี้ ต้ องมีเนื้อหาเกี่ยว กับเรื่องราวและหลักธรรมต่างๆในพุทธศาสนา ผู้จัดทำ คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดทำ เอกสารฉบับนี้ จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชนืต่อผู้ที่สนใจศึกษา พุทธศาสนา เป็นอย่างดี


สารบัญ พุทธประวัติ วัติ เนื้อหา หน้า 1 ประวัติ วัติพระพุทธเจ้า -ชีวิตวิในวัย วั เด็ก -เสด็จออกผนวช -บำ เพ็ญทุกรกิริยริา -ตรัสรู้ -แสดงปฐมเทศนา -การเผยแผ่พระพุทธ ศาสนา -เสด็จดับขันธ์ ปรินิรินิพพาน 2 3 4 5 6 7 8-9 ชาดก 10 -ทัพพปุบ ปุ ผาชาดก -สัญชีวชาดก เรื่อ รื่ ง ปลุกมันขึ้นมาฆ่า -วัฏ วั ฏกชาดก เรื่อ รื่ ง นก กระจาบเจ้าปัญญา -ติตติรชาดก เรื่อ รื่ ง ตายเพราะปาก 11-12 13 14 15


สารบัญ เนื้อหา หน้า 16 17-20 21-22 23-24 25 ศาสนา -ศาสนาพุทธ -ศาสนาคริสริต์ -ศาสนาอิสลาม -ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู


พระพุทธเจ้าทรงมีพระนามเดิมว่าว่ "สิทธัตถะ" หมายถึง ผู้ที่สำ เร็จความมุ่ง หมายแล้ว หรือรืผู้ปรารถนาสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น ทรงเป็นพระราชโอรสของพระ เจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นว้ สักกะ และ "พระนางสิริ มหามายา"พระราชธิดาของกษัตริย์ริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะแคว้นว้ โกลิยะ ในคืนที่พระพุทธเจ้าเสด็จปฏิสนธิในครรภ์พระนางสิริมริหามายา พระนางทรงพระสุบินนิมิตว่าว่มีช้างเผือกมีงาสามคู่ได้เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ ที่ บรรทม ก่อนที่พระนางจะมีพระประสูติกาล ที่ใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวันวั เมื่อวันวัศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือนวิสวิาขะ ปีจอ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช (ปัจจุบัน สวนลุมพินีวันวัอยู่ในประเทศเนปาล) ทันทีที่ประสูติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำ เนินด้วยพระบาท 7 ก้าว และมีดอก บัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท พร้อมเปล่งพระวาจาว่าว่ "เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐริที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา" แต่หลังจากเจ้า ชายสิทธัตถะประสูติกาลได้แล้ว 7 วันวัพระนางสิริมริหามายาก็เสด็จสู่ สวรรคาลัย เจ้าชายสิทธัตถะจึงอยู่ในความดูแลของพระนางประชาบดีโคตมี ซึ่งเป็น พระกนิษฐาของพระนางสิริมริหามายา ทั้งนี้ พราหมณ์ทั้ง 8 ได้ทำ นายว่าว่เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ หากดำ รงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดา เอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ ผู้อายุน้อยที่สุดในจำ นวนนั้น ยืนยัน หนักแน่นว่าว่พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวช และจะได้ตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้าแน่นอน พุทธประวัติ 1


ประวัติวัติพระพุทธเจ้า : ชีวิตวิในวัยวัเด็ก เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาเล่าเรียรีนจนจบ ศิลปศาสตร์ทั้ง 18 ศาสตร์ ในสำ นักครูวิศวิวามิตร และ เนื่องจากพระบิดาทรงไม่มีพระประสงค์ให้เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นศาสดาเอกของโลก จึงพยายามทำ ให้เจ้าชายสิทธัตถะ พบเห็นแต่ความสุข โดยการสร้างปราสาท 3 ฤดู ให้ประทับ และจัดเตรียรีมความพร้อมสำ หรับการราชาภิเษกให้เจ้าชาย ขึ้นครองราชย์ เมื่อมีพระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับ พระนางพิมพา หรือรืยโสธรา พระธิดาของพระเจ้ากรุงเทวท หะ ซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา จนเมื่อมีพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาได้ประสูติพระราชโอรส มีพระนามว่าว่ "ราหุล" ซึ่งหมายถึง "บ่วง" ประวัติพระพุทธเจ้า 2


ประวัติวัติพระพุทธเจ้า : เสด็จออกผนวช วันวัหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อความจำ เจในปราสาท 3 ฤดู จึง ชวนสารถีทรงรถม้าประพาสอุทยาน ครั้งนั้นได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยเทวทูต (ทูตสวรรค์) ที่แปลงกายมา พระองค์จึงทรงคิดได้ว่าว่นี่เป็นธรรมดาของโลก ชีวิตวิของทุกคนต้องตก อยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ จึง ทรงเห็นว่าว่ความสุขทางโลกเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น และวิถีวิถีทางที่จะ พ้นจากความทุกข์ คือต้องครองเรือรืนเป็นสมณะ ดังนั้น พระองค์จึงใคร่ จะเสด็จออกบรรพชา ในขณะที่มีพระชนมายุ 29 พรรษา ครานั้นพระองค์ได้เสด็จไปพร้อมกับนายฉันทะ สารถี ซึ่งเตรียรีมม้า พระที่นั่ง นามว่าว่กัณฑกะ มุ่งตรงไปยังแม่น้ำ อโนมานที ก่อนจะประทับ บนกองทราย ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุดผ้ากาสาว พัตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) และให้นายฉันทะนำ เครื่อรื่งทรงกลับ พระนคร ก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออก เพื่อคุณอันยิ่งใหญ่) เพียงลำ พัง เพื่อมุ่งพระพักตร์ไปยังแคว้นว้มคธ ประวัติพระพุทธเจ้า 3


ประวัติวัติพระพุทธเจ้า : บำ เพ็ญทุกรกิริยริา หลังจากทรงผนวชแล้ว พระองค์มุ่งไปที่แม่น้ำ คยา แคว้นมคธ ได้ พยายามเสาะแสวงทางพ้นทุกข์ ด้วยการศึกษาค้นคว้าทดลองในสำ นัก อาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร แต่เมื่อเรียรีนจบทั้ง 2 สำ นักแล้ว ทรงเห็นว่าว่นี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปที่แม่น้ำ เนรัญชรา ในตำ บลอุรุเวลา เสนานิคม และทรงบำ เพ็ญทุกรกิริยริา ด้วยการขบฟัน กลั้นหายใจและอด อาหาร จนร่างกายซูบผอม แต่หลังจากทดลองได้ 6 ปี ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ ทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกบำ เพ็ญทุกรกิริยริา และหันมาฉันอาหารตามเดิม ด้วยพระราชดำ ริตริามที่ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จลงมาดีดพิณถวาย 3 วาระ คือ ดีดพิณสายที่ 1 ขึงไว้ตึว้ ตึงเกินไป เมื่อดีดก็จะขาด ดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึง ไว้หว้ย่อน เสียงจะยืดยาดขาดความไพเราะ และวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดท้าย ที่ขึงไว้พว้อดี จึงมีเสียงกังวานไพเราะ ดังนั้น จึงทรงพิจารณาเห็นว่า ทางสายกลางคือไม่ตึงเกินไป และไม่หย่อนเกินไป นั่นคือทางที่จะนำ สู่การพ้นทุกข์ หลังจากพระองค์เลิกบำ เพ็ญทุกรกิริยริา ทำ ให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปวัปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิที่มาคอยรับใช้พระองค์ ด้วยความคาดหวังวัว่าว่เมื่อพระองค์ค้นพบทางพ้นทุกข์จะได้สอนพวกตนให้ บรรลุด้วย เกิดเสื่อมศรัทธาที่พระองค์ล้มเลิกความตั้งใจ จึงเดินทางกลับไป ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันวัตำ บลสารนาถ เมืองพาราณสี ประวัติพระพุทธเจ้า 4


ประวัติวัติพระพุทธเจ้า : ตรัสรู้ ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิใต้ต้นพระ ศรีมรีหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไป ทางทิศตะวันวัออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าว่ตราบใดที่ ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้ จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาน คือ ยามต้น หรือรืปฐมยาม ทรงบรรลุปุพปุเพนิวาสานุสสติญาณ คือ สามารถระลึกชาติได้ ยามสอง ทางบรรลุจุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุญาณ) คือ รู้ เรื่อรื่งการเกิดการตายของสัตว์ทั้ว์ ทั้งหลายว่าว่เป็นไปตามกรรมที่กำ หนดไว้ ยามสาม ทรงบรรลุอาสวักวัขยญาณ คือ ความรู้ที่ทำ ให้สิ้นอาสวะ หรือรืกิเลส ด้วยอริยริสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค และได้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็น ศาสดาเอกของโลก ซึ่งวันวัที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรงกับวันวั เพ็ญ เดือน 6 ขณะที่มีพระชนมายุ 35 พรรษา ประวัติพระพุทธเจ้า 5


ประวัติวัติพระพุทธเจ้า : แสดงปฐมเทศนา หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาธรรมที่ พระองค์ตรัสรู้มาเป็นเวลา 7 สัปดาห์ และทรงเห็นว่าว่พระธรรมนั้นยากต่อ บุคคลทั่วไปที่จะเข้าใจและปฏิบัติได้ พระองค์จึงทรงพิจารณาว่าว่บุคคลใน โลกนี้มีหลายจำ พวกอย่าง บัว 4 เหล่า ที่มีทั้งผู้ที่สอนได้ง่าย และผู้ที่สอน ได้ยาก พระองค์จึงทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส ผู้เป็นพระ อาจารย์ จึงหวังวัเสด็จไปโปรด แต่ทั้งสองท่านเสียชีวิตวิแล้ว พระองค์จึง ทรงระลึกถึงปัญจวัควัคีย์ทั้ง 5 ที่เคยมาเฝ้ารับใช้ จึงได้เสด็จไปโปรด ปัญจวัควัคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันวั ธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงธรรมคือ "ธัมมจักกัป ปวัตวัตนสูตร" แปลว่าว่ สูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรมให้เป็นไป ซึ่ง ถือเป็นการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรก ในวันวัเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งตรงกับวันวัอาสาฬหบูชา ในการนี้พระโกณฑัญญะได้ธรรมจักษุ คือดวงตาเห็นธรรมเป็นคน แรก พระพุทธองค์จึงทรงเปล่งวาจาว่าว่ "อัญญาสิ วตโกณฑัญโญ" แปล ว่าว่ โกณฑัญญะได้รู้แล้ว ท่านโกณฑัญญะจึงได้สมญาว่าว่อัญญาโกณ ฑัญญะ และได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา โดย เรียรีกการบวชที่พระพุทธเจ้าบวชให้ว่าว่ "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" หลังจากปัญจวัควัคีย์อุปสมบททั้งหมดแล้ว พุทธองค์จึงทรงเทศน์ อนัตตลักขณสูตร ปัญจวัควัคีย์จึงสำ เร็จเป็นอรหันต์ในเวลาต่อมา ประวัติพระพุทธเจ้า 6


ประวัติวัติพระพุทธเจ้า : การเผยแผ่พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าได้เทศน์พระธรรมเทศนาโปรดแก่ยสกุลบุตร รวมทั้งเพื่อนของยสกุลบุตร จนได้สำ เร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด รวม60รูป พระพุทธเจ้าทรงมีพระประสงค์จะให้มนุษย์โลกพ้นทุกข์ พ้นกิเลส จึงตรัสเรียรีกสาวกทั้ง 60 รูป มาประชุมกัน และตรัสให้พระสาวก 60 รูปจาริกริแยกย้ายกันเดินทางไปประกาศศาสนา 60 แห่ง โดยลำ พัง ในเส้น ทางที่ไม่ซ้ำ กัน เพื่อให้สามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ในหลายพื้นที่ อย่างครอบคลุม ส่วนพระองค์เองได้เสด็จไปแสดงธรรม ณ ตำ บลอุรุ เวลา เสนานิคม หลังจากสาวกได้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในพื้นที่ต่าง ๆทำ ให้มีผู้เลื่อมใสพระพุทธศาสนาเป็นจำ นวนมาก พระองค์จึงทรง อนุญาตให้สาวกสามารถดำ เนินการบวชได้ โดยใช้วิธีวิธีการ "ติสรณคมนูป สัมปทา" คือ การปฏิญาณตนเป็นผู้ถึงพระรัตนตรัย พระพุทธศาสนาจึง หยั่งรากฝังลึกและแพร่หลายในดินแดนแห่งนั้นเป็นต้นมา ประวัติพระพุทธเจ้า 7


ประวัติวั ติพระพุทธเจ้า : เสด็จดับขันธ์ปรินิรินิพพาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดสัตว์แว์ละแสดง พระธรรมเทศนา ตลอดระยะเวลา 45 พรรษา ทรงสดับว่าว่ อีก 3 เดือนข้างหน้าจะปรินิรินิพพาน จึงได้ทรงปลงอายุสังขาร ขณะนั้นพระองค์ได้ประทับจำ พรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมือง เวลาสี แคว้นว้วัชวัชี โดยก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิรินิพพาน 1 วันวั พระองค์ได้เสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะทำ ถวาย แต่เกิด อาพาธลง ทำ ให้พระอานนท์โกรธ แต่พระองค์ตรัสว่าว่ "บิณฑบาตที่มีอานิสงส์ที่สุด มี 2 ประการ คือ เมื่อตถาคต (พุทธองค์) เสวยบิณฑบาตแล้วตรัสรู้ และปรินิรินิพพาน" และมี พระดำ รัสว่าว่ "โย โว อานนท ธมม จ วินวิโย มยา เทสิโต ปญญตโต โส โว มมจจเยน สตถา" อันแปลว่าว่ "ดูก่อน อานนท์ ธรรมและวินัวินัยอันที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอ ทั้งหลาย ธรรมวินัวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อ เราล่วงลับไปแล้ว" ประวัติพระพุทธเจ้า 8


พระพุทธเจ้าทรงประชวรหนัก แต่ทรงอดกลั้นมุ่งหน้าไปยัง เมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธ์ ปรินิรินิพพาน โดยก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิรินิพพานนั้น พระองค์ ได้อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพริาชก ซึ่งถือได้ว่าว่ "พระสุภภัท ทะ" คือสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้ ท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์ และปุถุปุ ถุชนจากแคว้นว้ ต่าง ๆ รวมทั้งเทวดา ที่มารวมตัวกันในวันวันี้ ในครานั้นพระองค์ทรงมีปัจฉิมโอวาทว่าว่ "ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความ เสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา พวกเธอจึงทำ ประโยชน์ตนเอง และประโยชน์ของผู้อื่นให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด" (อปปมาเทน สมปาเทต) จากนั้นได้เสด็จดับขันธ์ปรินิรินิพพาน ใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์ริย์เมืองกุสินารา แคว้นว้ มัลละ ในวันวัขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 รวมพระชนมายุ 80 พรรษา และวันวันี้ถือเป็นการเริ่มริ่ต้นของพุทธศักราช 9


ชาดก ชาดก คือ เรื่อ รื่ งราวหรือ รื ชีวประวัติ วัติในอดีตชาติของ พระพุทธเจ้า สมัยที่พระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ บำ เพ็ญบารมีอยู่ พระองค์ทรงนำ มาเล่าให้พระสงฆ์ ฟังในโอกาสต่าง ๆ เพื่อแสดงหลักธรรมสุภาษิตที่ พระองค์ทรงประสงค์ เรีย รี กเรื่อ รื่ งในอดีตของ พระองค์นี้ว่าว่ชาดก ชาดกเป็นเรื่อ รื่ งเล่าคล้ายนิทาน ชาดกที่ทรงเล่านั้นมีหลายร้อยเรื่อ รื่ ง เคยเกิดทั้งเป็น มนุษย์และสัตว์ 10


ทัพพปุบผาชาดก ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดวัเชตวันวัเมืองสาวัตวัถีทรง ปรารภพระอุปนันทศากยบุตรผู้โลภมาก ได้ตรัสอดีตนิทานมา สาธก ว่าว่... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เว์กิดเป็น รุกขเทวดาประจำ อยู่ต้นไม้ที่ฝั่งแม่น้ำ แห่งหนึ่ง ณ ที่ไม่ไกลจากนั้น มีสุนัขจิ้งจอกสองผัวเมียอาศัยอยู่ อยู่มาวันวัหนึ่งสุนัขจิ้งจอกตัวเมีย พูดกับสามีว่าว่ "พี่ ฉันแพ้ท้องอยากกินเนื้อสด ๆ ที่ยังมีเลือดอยู่ ที่ ช่วยหามาหาให้หน่อยสิ" สุนัขสามีรับคำ ว่าว่ "น้องไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวพี่จะจัดการหามาให้" จึงเดินไปตามริมริฝั่งแม่น้ำ นั้น ขณะนั้นเองมีนาก ๒ ตัวหากินอยู่ฝั่งแม่น้ำ นั้น ตัวหนึ่ง หากินอยู่ในน้ำ ลึก อีกตัวหนึ่งหากินตามฝั่ง วันวันั้น นากตัวหากิน ในน้ำ ลึกได้ปลาตะเพียนแดงตัวใหญ่ตัวหนึ่ง แต่ไม่สามารถนำ ปลา ขึ้นฝั่งได้ เพราะปลาตัวใหญ่เกินไป จึงเรียรีกนากอีกตัวมาช่วยกัน ลากปลาขึ้นฝั่ง พอลากปลาขึ้นฝั่งได้แล้วนากทั้งสองตัวทะเลาะกัน ตกลงแบ่งปลากันไม่ได้ พอดีสุนัขจิ้งจอกตัวนั้นเดินไปพบเข้า นาก ทั้งสองตัวจึงวิงวิวอนให้สุนัขจิ้งจอกช่วยแบ่งปลาให้หน่อย สุนัข จิ้งจอกจึงบอกว่าว่ "สบายมากสหายทั้งสอง เราเคยเป็นผู้พิพากษา มาก่อน" ว่าว่แล้วก็แบ่งปลาออกเป็น ๓ ส่วนพร้อมกับพูดว่าว่ "ท่อน หางเป็นของนากผู้หากินตามฝั่ง ท่อนหัวเป็นของนากผู้หากินทาง น้ำ ลึกนะ ส่วนท่อนกลางเป็นของเราผู้พิพากษา" กล่าวจบก็คาบ ปลาท่อนกลางเดินจากไป 11


นากทั้งสองเห็นเช่นนั้น และก็ได้แต่นั่งซึมเซาพร้อมกับบ่นว่าว่ "ถ้าพวกเราไม่ทะเลาะกัน ท่อนกลางก็จะเป็นอาหารของเรากิน ได้อีกหลายวันวัเพราะทะเลาะกันท่อนกลางจึงตกเป็นอาหาร ของสุนัขจิ้งจอกไป" ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกก็คาบปลาท่อนกลางไปให้เมียได้กิน ตามความต้องการ เมียเห็นก็ดีใจพร้อมกับถามว่าว่ "พี่ไปได้มา อย่างไร" สุนัขจิ้งจอกจึงตอบด้วยความเย่อหยิ่งว่าว่ "น้องรัก คนทั้งหลายผ่ายผอมเพราะทะเลาะกัน สูญเสียทรัพย์ก็เพราะ ทะเลาะกัน นาก ๒ ตัวก็เพราะทะเลาะกัน จึงทำ ให้ไม่ได้กิน ปลาท่อนกลางน้องรักเจ้าจงกินปลาสดเถิด" รุกขเทวดาผู้เห็น เหตุการณ์นั่นแล้วได้แต่ให้เสียงสาธุการ พระพุทธองค์เมื่อตรัสอดีตนิทานมาสาธกแล้ว จึง ตรัสพระคาถาว่าว่ "ในมนุษย์ ขอพิพาทกันเกิดขึ้น ณ ที่ใด พวกเขาจะ วิ่งวิ่หาผู้พิพากษาเพราะผู้พิพากษาเป็นผู้แนะนำ พวกเขา ฝ่าย พวกเขาก็จะเสียทรัพย์ ณ ที่นั้น เหมือนนาก ๒ ตัวนั้นเอง แต่ คลังหลวงเจริญริขึ้น" 12


สัญสั ชีวชีชาดก เรื่อรื่ง ปลุก ลุ มันมัขึ้นขึ้มาฆ่า ฆ่ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดวัเวฬุวันวัเมืองราชคฤห์ ปรารภการยก ย่องอสัตบุรุษของพระเจ้าอชาตศัตรู ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่าว่... ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เว์กิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ มี ลูกศิษย์ประมาณ ๕๐๐ คน ในนั้นมีมานพคนหนึ่งชื่อ สัญชีวะ ได้เรียรีนมนต์ทำ คนตายให้ฟื้นคืนมาได้แต่ไม่ได้เรียรีนมนต์สำ หรับป้องกัน วันวัหนึ่ง เขาเข้าไปหาฟืนกับเพื่อน เห็นเสือตายตัวหนึ่งนอนตายอยู่ ก็พูดกับ เพื่อนๆ ว่าว่ " เราจะทำ เสือตายตัวนี้ ให้ฟื้นคืนมา พวกท่านจะเชื่อเราหรือรืไม่ " พวกเพื่อนๆไม่เชื่อและท้าว่าว่ " ถ้าท่านมีความสามารถ ก็จงปลุกให้มันตื่นขึ้นมาเถิด " แล้วก็ต่างรีบรีปีน ขึ้นต้นไม้ไป ส่วนนายสัญชีวะ ร่ายมนต์แล้วขว้าว้งเสือตายด้วยก้อนหิน ทันใดนั้นเอง เสือ ได้ลุกขึ้น กระโดดกัดที่ก้านคอของเขา ทำ ให้เขาเสียชีวิตวิล้มลงตรงนั้นเอง ทั้งคนและสัตว์นว์อนตายในที่เดียวกัน พวกมานพขนฟืนไป แล้วบอกเรื่อรื่งนั้น แก่อาจารย์ อาจารย์จึงกล่าวคาถาว่าว่ " ผู้ใดยกย่องและคบหาคนชั่ว คนชั่วย่อมกระทำ ผู้นั้นแหละ ให้เป็นเหยื่อ เหมือนเสือโคร่งที่สัญชีวมานพทำ ให้ฟื้นขึ้น แล้วทำ เขานั้นแล ให้เป็น เหยื่อ " นิทานเรื่อรื่งนี้สอนให้รู้ว่าว่: การที่นิยมยกย่องคนไม่ดี ย่อมประสบความเดือดร้อน 13


วัฏวัฏกชาดก เรื่อรื่ง นกกระจาบเจ้าจ้ปัญปัญา 14 ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรง ปรารภบุตรของอุตตรเศรษฐี ผู้ออกบวชเพราะเห็นความทุกข์และโทษ ของการครองเรือรืน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกกระจาบ วันหนึ่ง ออกไปหากินได้ติดข่ายของนายพราน ในขณะที่ถูกจับขังไว้ที่บ้านเพื่อ ขาย จึงคิดหาวิธีวิธีเอาชีวิตวิรอดได้อย่างหนึ่งว่า " ถ้าเรากินอาหาร เราก็จะถูกขาย ถ้าเราไม่กินอาหาร ก็คงซูบซอม คนก็จะไม่ซื้อเรา เราก็จะปลอดภัย " แต่นั้นมาก็ไม่กินอาหาร นกกระจาบนั้น จึงซูบผอมมีแต่หนังหุ้มกระดูกผู้คนก็จะไม่ซื้อไปเป็นอาหาร นายพราน พอเหลือเพียงนกกระจาบ โพธิสัตว์ตัวเดียว ก็จับมันออกมาจากกรง ดูว่ามันเป็นอะไรพอนาย พรานเผลอเท่านั้น นกกระจาบก็บินหนีกลับไปที่อยู่ของตน เมื่อฝูงนก กระจาบซักถาม ก็ได้บอกเรื่อรื่งราวให้ทราบ แล้วกล่าวคาถาว่า " คนเมื่อไม่คิดก็ไม่ได้บรรลุคุณธรรมพิเศษ ท่านจงดูผลอุบายที่ เราคิดแล้ว เราพ้นจากการถูกฆ่าและจองจำ ก็ด้วยอุบายนั้น " นิทานเรื่อรื่งนี้สอนให้รู้ว่า : เกิดเป็นคนควรคิดแต่สิ่งที่ดีไว้ สามารถเอา ตัวรอดในยามคับขันได้


15 ติตติติรติชาดก เรื่อรื่ง ตายเพราะปาก ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรง ปรารภภิกษุชื่อโกกาลิกะ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ในตระกูล อุทิจจพราหมณ์ เมื่อเรียรีนจบศิลปะทุกอย่างจากเมืองตักกสิลา แล้ว บวชเป็นฤาษี ได้เป็นอาจารย์ผู้ให้โอวาทแก่ฤาษี ๕๐๐ ตน ในที่นั้น มีฤาษีขี้โรคผอมเหลืองผู้หนึ่ง วันหนึ่ง ท่านกำ ลังนั่งฝ่าฝืน อยู่ ได้มีฤาษีปากมากผู้หนึ่งเข้ามานั่งใกล้ๆ แล้วพูดว่า " ท่านจงฟัน อย่างนี้ จงฟันตรงนี้ " ทำ ให้ฤาษีขี้โรคโกรธแล้วกล่าวว่า " ท่านไม่ใช่อาจารย์สอนศิลปะการฝ่าฟืนของผมนะ " จึงฟันดาบสนั้นเสียชีวิตวิด้วยมีดฝ่าฟืนนั่นเอง และในที่ไม่ไกลจากที่อยู่ของฤาษี มีนกกระทาตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่จอมปลวก ทุกเช้าเย็นมันจะขึ้นไปยืนขันเสียงดังลั่นอยู่บนจอมปลวกนั้น เป็นประจำ ทุกวัน เป็นเหตุให้พรานผู้หนึ่งมาจับมันไปเป็นอาหาร ฤาษีพระโพธิสัตว์ไม่ได้ยินเสียงมันขันจึงถามหมู่ฤาษี เมื่อทราบ เหตุการณ์นั้นแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ท่ามกลางหมู่ฤาษีว่า " คำ พูดที่ดังเกินไป รุนแรงเกินไป และพูดเกินเวลา ย่อมฆ่าคนผู้มีปัญญาทรามเสีย เหมือนเสียงฆ่านกกระทา ที่ขันดังเกินไป " นิทานเรื่อรื่งนี้สอนให้รู้ว่า : การพูดมากไม่ดี ควรพูดตามกาลเทศะ และพูดแต่ที่ดี


หมายถึง ลัทธิความเชื่อของมนุษย์ เกี่ยวกับการกำ เนิด ความเป็นไป และสิ้นสุดของโลก หลักศีลธรรม หลักธรรม คำ สอน ตลอดจนลัทธิพิธีที่กระทำ ตามความเชื่อนั้น ๆ หลายศาสนามีการบรรยายสัญลักษณ์ ประวัติวั ติศาสตร์ และความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเจตนาอธิบายความหมายของชีวิตวิ และ/หรือรือธิบายกำ เนิดชีวิตวิหรือรืเอกภพ จากความเชื่อ ของศาสนาเกี่ยวกับจักรวาล ธรรมชาติ มนุษย์ และศีล ธรรม จริยริศาสตร์ กฎหมายหรือรืวิถีวิถีชีวิตวิมีการประมาณ ว่าว่น่าจะมีความเชื่อเชิงศาสนาราว 4,200 ความเชื่อใน โลก โดยพิจารณาตามจำ นวนประมาณการของกลุ่ม ชาติพันธุ์ชนเผ่าต่างๆ ตลอดเวลาในช่วงที่ผ่านมาใน ประวัติวั ติศาสตร์มนุษยชาติ หลายศาสนาส่วนใหญ่กลาย เป็นศาสนาที่ตายแล้วเพราะไม่มีคนนับถือแล้ว แต่ใน ปัจจุบันมีศาสนาหลักที่มีประชากรโลกนับถือเป็นอย่าง มากทั้งหมด 4 ศาสนาได้แก่ ศาสนาคริสริต์, ศาสนา อิสลาม, ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ ศาสนาต่างๆล้วนมี อิทธิพลทางด้านศิลปวัฒวันธรรม ภาษา ประวัติวั ติศาสตร์ ตลอดจนแนวคิดและหลักความเชื่อของบุคคลต่างๆ ศาสนา 16


เป็นศาสนาอเทวนิยมที่มีอายุกว่าว่ 2,500 ปี มีผู้นับถือ เป็นอันดับ 4 ของโลก ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน ทวีปวีเอเชีย โดยมีพระโคตมพุทธเจ้าเป็นศาสดา มีพระธรรมที่ พระองค์ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง และตรัสสอนไว้เว้ป็น หลักคำ สอนสำ คัญ มีพระสงฆ์ (ภิกษุ ภิกษุณี) สาวกผู้ ตัดสินใจออกบวชเพื่อศึกษาปฏิบัติตนตามคำ สั่งสอน ธรรม-วินัวินัย ของพระบรมศาสดา เพื่อบรรลุสู่จุดหมาย คือพระนิพพาน และสืบทอดคำ สอนของพระบรมศาสดา รวมเรียรีกว่าว่พระรัตนตรัย1 นอกจากนี้ในพระพุทธ ศาสนา ยังประกอบคำ สอนสำ หรับการดำ รงชีวิตวิที่ดี งาม สำ หรับผู้ที่ยังไม่ออกบวช (คฤหัสถ์ - อุบาสก และ อุบาสิกา) ซึ่งหากรวมประเภทบุคคลที่ที่นับถือและ ศึกษาปฏิบัติตนตามคำ สั่งสอนของพระบรมศาสดา แล้วจะจำ แนกได้เป็น 4 ประเภท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หรือรืที่เรียรีกว่าว่พุทธบริษัริษัท 4 ศาสนาพุทธ 17


ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอเทวนิยม ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเป็นเจ้าหรือรืพระผู้ สร้าง และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ ว่าว่ทุกคนสามารถพัฒนาจิตใจ ไปสู่ความ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ ด้วยความเพียรของตน กล่าวคือ ศาสนาพุทธ สอนให้ มนุษย์บันดาลชีวิตวิของตนเอง ด้วยผลแห่งการกระทำ ของตน ตาม กฎแห่งกรรม ให้พึ่งตนเองเพื่อพาตัวเองออกจากกองทุกข์วัตวัถุประสงค์สูงสุดของศาสนาคือการ หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงและวัฏวัจักรการเวียวีนว่าว่ยตายเกิด เช่นเดียวกับที่ พระศาสดาทรงหลุดพ้นได้ด้วยกำ ลังสติปัญญาและความเพียรของพระองค์เอง ในฐานะที่พระองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์ มิใช่เทพเจ้าหรือรืทูตของพระเจ้าองค์ใด พระพุทธเจ้า พระองค์ปัจจุบันคือพระโคตมพุทธเจ้า มีพระนามเดิมว่าว่ เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทรงเริ่มริ่ออกเผยแผ่คำ สอนในชมพูทวีปวีตั้งแต่สมัยพุทธกาล แต่หลังปรินิรินิพพานของพระพุทธเจ้า พระธรรมวินัวินัยที่พระองค์ทรงสั่งสอน ได้ถูก รวบรวมเป็นหมวดหมู่ด้วยการสังคายนาพระธรรมวินัวินัยครั้งแรกจนมีการรวบรวม ขึ้นเป็นพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นหลักการสำ คัญที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดของ ฝ่าย เถรวาท ที่ยึดหลักไม่ยอมเปลี่ยนแปลงคำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่ในการ สังคายนาพระธรรมวินัวินัยครั้งที่สอง ได้เกิดแนวคิดที่เห็นต่างออกไปว่าว่ธรรมวินัวินัย สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลาและสถานการณ์เพื่อความอยู่รอดแห่ง ศาสนาพุทธแนวคิดดังกล่าวจึงได้เริ่มริ่ก่อตัวและแตกสายออกเป็นนิกายใหม่ในชื่อ ของ มหายาน ทั้งสองนิกายได้แตกนิกายย่อยไปอีกและเผยแพร่ออกไปทั่วดิน แดนเอเชียและใกล้เคียง บ้างก็จัดว่าว่วัชวัรยาน เป็นอีกนิกายหนึ่ง แต่บ้างว่าว่เป็น ส่วนหนึ่งของนิกายมหายาน แต่การจัดมากกว่าว่นั้นก็มีหลักพื้นฐานสำ คัญของ ปฏิจสมุปบาท เป็นเพียงหลักเดียวที่เป็นคำ สอนร่วมกันของคติพุทธ ปัจจุบันศาสนาพุทธได้เผยแผ่ไปทั่วโลก โดยมีจำ นวนผู้นับถือส่วนใหญ่อยู่ในทวีปวี เอเชีย ทั้งในเอเชียกลาง เอเชียตะวันวัออก และเอเชียตะวันวัออกเฉียงใต้ ปัจจุบัน ศาสนาพุทธ ได้มีผู้นับถือกระจายไปทั่วโลก ประมาณ 700 ล้านคนด้วยมีผู้นับถือ ในหลายประเทศ ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาสากล 18


ฉันทะ=รักและปราถนาจะทำ วิริ วิ ย ริ ะ=ขยัน พยายาม เข้มแข็ง อดทน ไม่ท้อถอย จิตตะ=ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ วิมั วิมั งสา=มีการวางแผน วัด วั ผล คิดค้นวิธี วิธี แก้ไข้ ปรับปรุง 19 หลักธรรมของ ศาสนาพุทธ อิทธิบาท 4 : หนทางสู่ความสำ เร็จ เช่น


20 หลักธรรมของ ศาสนาพุทธ อริยริสัจ 4 : ความจริงริที่ทำ ให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยริะ ทุกข์=สภาพที่ทนได้ยาก สมุทัย=เหตุที่ทำ ให้เกิดทุกข์ นิโรธ=ความดับทุกข์ มรรค=แนวปฎิบัติที่นำ ไปสู่ความดับทุกข์ เช่น


ราชบัณฑิตยสถานเรียรีกว่าว่คริสริต์ศาสนาเป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม แบบอับราฮัม ที่มีพื้นฐานมาจากชีวิตวิและการสอนของพระเยซูตามที่ปรากฏ ในพระวรสารในสารบบ (canonical gospel) และงานเขียนพันธสัญญา ใหม่อื่น ๆ ผู้นับถือศาสนาคริสริต์เรียรีกว่าว่คริสริต์ศาสนิกชนหรือรืคริสริตชนพระ เยซูเป็นพระบุตรพระเป็นเจ้า และเป็นพระเจ้าผู้มาบังเกิดเป็นมนุษย์และเป็น พระผู้ไถ่ เพื่อมนุษย์ซึ่งเป็นคนบาป คริสริตชนจึงเรียรีกพระเยซูว่าว่ "พระ คริสริต์" หรือรื "พระเมสสิยาห์"ศาสนาคริสริต์ปัจจุบันแบ่งเป็นสามนิกายใหญ่ คือ โรมันคาทอลิก ออร์ทอดอกซ์ และโปรเตสแตนต์ ซึ่งยังแบ่งนิกายย่อย ได้อีกหลายนิกาย เขตอัครบิดรโรมันคาทอลิกและออร์ทอดอกซ์แยกออก จากกันในช่วงศาสนเภทตะวันวัออก-ตะวันวัตก (East–West Schism) ใน ค.ศ. 1054 และนิกายโปรเตสแตนต์เกิดขึ้นหลังการปฏิรูปศาสนาในคริสริต์ ศตวรรษที่ 16 ซึ่งแยกตัวออกจากคริสริตจักรโรมันคาทอลิก ศาสนาคริสริต์ในช่วงแรกถือเป็นนิกายหนึ่งของศาสนายูดาห์เมื่อกลาง คริสริต์ศตวรรษที่ 1โดยถือกำ เนิดขึ้นในชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทางตะวันออกของตะวันออกกลาง (ปัจจุบัน คือ อิสราเอลและ ปาเลสไตน์) ไม่นานก็เผยแพร่ไปยังซีเรียรี เมโสโปเตเมีย เอเชียไมเนอร์ และอียิปต์ ศาสนาคริสริต์มีขนาดและอิทธิพลเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่ กี่ทศวรรษ และจนถึงคริสริต์ศตวรรษที่ 4 ได้กลายมาเป็นศาสนาประจำ ชาติจักรวรรดิโรมันระหว่างสมัยกลาง ในดินแดนยุโรปที่เหลือส่วนมาก รับศาสนาคริสริต์แล้ว แต่บางภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกริา เหนือ เอธิโอเปีย และบางส่วนของประเทศอินเดีย คริสริตชนยังถือเป็น ศาสนิกชนกลุ่มน้อยหลังยุคสำ รวจ ศาสนาคริสริต์ได้แผ่ขยายไปยังทวีปวี อเมริกริา ออสตราเลเซีย แอฟริกริาใต้สะฮารา และส่วนที่เหลือของโลก ผ่านงานมิชชันนารีแรีละลัทธิอาณานิคม ศาสนาคริสต์ 21


พระเยซูคือพระเมสสิยาห์ที่พยากรณ์ไว้ใว้นคัมภีร์ฮีบรู ซึ่งในศาสนา คริสริต์เรียรีกว่าว่ "พันธสัญญาเดิม" พื้นฐานเทววิทวิยาศาสนาคริสริต์ นั้นแสดงออกมาในหลักข้อเชื่อสากล (ecumenical creed) ที่มี มาตั้งแต่ศาสนาคริสริต์ยุคแรก และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้าว้งขวาง ในบรรดาคริสริต์ศาสนิกชน การประกาศข่าวประเสริฐรินี้มีอยู่ว่าว่ พระเยซูทรงรับพระทรมาน สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและถูกฝัง พระศพไว้ ก่อนจะคืนพระชนม์เพื่อให้ชีวิตวินิรันดร์แก่ผู้ที่เชื่อใน พระองค์และวางใจว่าว่พระองค์เป็นผู้ไถ่บาปพระเยซูเสด็จขึ้นสู่ สวรรค์ ที่ซึ่งพระองค์ทรงควบคุมและปกครองรวมกับพระเจ้า พระบิดา พระเยซูจะทรงเสด็จกลับมาพิพากษามนุษย์ทุกคน ทั้งคนเป็นและคนตาย และให้ชีวิตวินิรันดร์แก่ผู้ที่เชื่อและวางใจใน พระองค์พระองค์ทรงถูกมองว่าว่เป็นแบบอย่างของชีวิตวิอันดีงาม และทรงเป็นทั้งผู้เผยพระวจนะเหนือผู้เผยพระวจนะและเป็น พระเจ้าลงมารับสภาพมนุษย์ ช่วงต้นคริสริต์ศตวรรษที่ 21 ศาสนาคริสริต์มีศาสนิกชนประมาณ 2.4 พันล้านคนทั่วโลกคิดเป็นประมาณ 33% หรือรืหนึ่งในสี่ถึง หนึ่งในสามของประชากรโลก และเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดในโลกทั้งยังเป็นศาสนาประจำ ชาติในหลายประเทศ 22


เป็นศาสนาเอกเทวนิยมและศาสนาอับราฮัม บัญญัติไว้ใว้น คัมภีร์อัลกุรอาน คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามซึ่งสาวกถือว่าว่ เป็นพระวจนะคำ ต่อคำ ของพระเป็นเจ้า (อัลลอฮฺ) และ สำ หรับสาวกส่วนใหญ่ เป็นคำ สอนและตัวอย่างเชิง บรรทัดฐาน (เรียรีกว่าว่สุนัต และประกอบด้วยหะดีษ) ของ มุ ฮัมมัด (ประมาณ 570–8 มิถุนายน 632) เป็นศาสดา (นบี) องค์สุดท้ายของพระเป็นเจ้า สาวกของศาสนาอิสลาม เรียรีกว่าว่มุสลิม มุสลิมเชื่อว่าว่พระเจ้าเป็นหนึ่งและหาที่เปรียรีบไม่ได้ และจุด ประสงค์ของการดำ รงอยู่ คือ เพื่อรักและรับใช้พระเป็นเจ้า มุสลิมยังเชื่อว่าว่ศาสนาอิสลามเป็นบรรพศรัทธาฉบับ สมบูรณ์และเป็นสากลที่สุดซึ่งได้ประจักษ์มาหลายครั้งก่อน หน้านั้น ผ่านศาสดาซึ่งรวมอาดัม โนอาห์ อับราฮัม โมเสส และพระเยซูพวกเขายึดมั่นว่าว่สารและวิววิรณ์ถูกแปลผิดหรือรื เปลี่ยนแปลงบางส่วนตามกาลแต่มองว่าว่อัลกุรอานภาษา อาหรับเป็นทั้งวิววิรณ์สุดท้ายและไม่เปลี่ยนแปลงของพระเป็น เจ้ามโนทัศน์และหลักศาสนามีเสาหลักทั้งห้าของอิสลาม ซึ่ง เป็นมโนทัศน์พื้นฐานและการปฏิบัติตนนมัสการที่ต้อง ปฏิบัติตาม และกฎหมายอิสลามที่ตามมา ซึ่งครอบคลุม แทบทุกมุมของชีวิตวิและสังคม โดยกำ หนดแนวทางในหัว เรื่อรื่งหลายหลาก ตั้งแต่การธนาคารไปจนถึงสวัสวัดิการ ชีวิตวิ ครอบครัวและสิ่งแวดล้อม ศาสนาอิสลาม 23


มุสลิมส่วนใหญ่เป็นนิกายซุนนีย์ คิดเป็น 75–90% ของมุสลิม ทั้งหมดนิกายใหญ่ที่สุดอันดับสอง คือ ชีอะฮ์ คิดเป็น 10-20% ประเทศมุสลิมใหญ่ที่สุด คือ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีชาวมุสลิม 12.7% ของโลก ตามมาด้วยปากีสถาน (11.0%) อินเดีย (10.9%)และบังกลาเทศ (9.2%)นอกจากนี้ ยังพบชุมชนขนาดใหญ่ในจีน รัสเซียและยุโรปบางส่วน ด้วยสาวกกว่าว่ 1,500 ล้านคน หรือรื 22% ของประชากรโลกอิสลามจึงเป็นศาสนาใหญ่ที่สุดอันดับสองและศาสนาหลักที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกศาสนาหนึ่ง 24


เป็นศาสนาของชาวอินเดียโบราณซึ่งใช้กลุ่มภาษาอินโด-อารยัน ราว 1,500 ปีก่อนคริสริต์ศักราชโดยยึดคัมภีร์พระเวทเป็นหลัก ความเชื่อและแนวปฏิบัติและมีพัฒนาการจนเป็นศาสนาฮินดูใน เวลาต่อมาจึงถือว่าว่ศาสนาพระเวทเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาฮินดู โดยมีสำ นักพราหมณ์ต่าง ๆ เป็นผู้สืบทอดพระเวทมาจนปัจจุบัน แม้พระเวทจะมีหลักคำ สอนที่ลึกซึ้งมีแบบแผน แต่ไม่แน่ชัดว่าว่หลักคำ สอนนั้นส่งผลในทางปฏิบัติของชาวบ้านเพียงใดมีหลักฐานชี้ว่าว่ ในศาสนาพระเวทมีสองสายที่ขัดแย้งกัน สายหนึ่งเน้นพิธีกรรมที่มี รูปแบบหยุมหยิม ค่าใช้จ่ายมาก ขั้นตอนซับซ้อน แต่อีกสายกลับ ตั้งคำ ถามกับเรื่อรื่งเหล่านี้ แล้วเน้นความหมายของพิธีกรรมต่อ คุณค่าภายในใจและความจริงริสากลมากกว่าว่ทั้งสองสายมีอิทธิพลต่อศาสนาแบบอินเดียทั้งศาสนาเชน ศาสนาพุทธ และศาสนาฮินดู โดยเฉพาะ นักวิชวิาการบางคนมองว่าว่ศาสนาพระเวทป็นการผสมผสานความ เชื่อของชาวอินโด-อารยันในเอเชียกลางกับชาวฮารัปปาใน อารยธรรมลุ่มแม่น้ำ สินธุ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 25


Click to View FlipBook Version