ระยะที่ 1 ระยะเริ่มต้น (Early) สามารถเข้าใจความหมาย สื่อและสารสนเทศ โดยเลือกใช้สื่อที่มีแหล่งที่มาที่ชัดเจนได้ ด้วยข้อจ ากัดการใช้งาน ซึ่ง ตระหนักถึงหลักเกณฑ์เงื่อนไข สถานการณ์คุณสมบัติ ของผู้ให้บริการ สื่อและสารสนเทศในสังคม เพื่อให้ได้ข้อมูลและเนื้อหาสื่อที่ถูกรับรองความถูกต้อง ระยะที่ 2 พัฒนำ (Develop) - สามารถวิเคราะห์และ แยกแยะคุณภาพของหลักฐานของแหล่งที่มาสารสนเทศ และสื่อได้ได้แก่ ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น ความเป็นเหตุเป็นผล เป็นต้น - สามารถเข้าใจ ความส าคัญและผลกระทบของผู้ให้บริการสื่อและสารสนเทศต่อสังคม เช่น การน าเสนอ ข้อมูล แนวคิด ความเชื่อ ความรู้ ค่านิยม พฤติกรรม เป็นต้น ที่ไม่สามารถ ยอมรับความทัศนคติที่ แตกต่างรวมถึงการเลือก รับรู้สารสนเทศและสื่อ เพียงด้านเดียว ระยะที่ 3 สมบูรณ์(Mature) - สามารถใช้ข้อมูลจากสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขที่ซับซ้อน เพื่อตีความเปรียบเทียบ ประเมินเชิงวิพากษ์ตรวจสอบความ น่าเชื่อถือ และ สังเคราะห์ สารสนเทศ และเนื้อหาสื่อได้ - สามารถประเมิน คุณค่าผลงานของผู้เขียน หรือผู้ให้บริการสื่อ และสารสนเทศได้ ภายใน บริบทการพัฒนาสังคม องค์กร และชุมชนอย่าง ยั่งยืน เรื่องที่ 3 แนวปฏิบัติในสังคมดิจิทัล (Digital Etiquette) แนวปฏิบัติในสังคมดิจิทัล (Digital Etiquette) ได้แบ่งแนวปฏิบัติในสังคมดิจิทัล (ส านักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม,มปป.) ดังนี้ ระยะที่ 0 ระยะก่อนเริ่มต้น (Pre-Early) สื่อสารกับผู้อื่นบนโลก ออนไลน์ได้อย่างไม่ เหมาะสม สื่อสารตามใจ ตนเอง ไม่เคารพผู้อื่น ขาดความเข้าใจในการ แสดงตัวตนบนพื้นที่สังคมออนไลน์ หรือ ชุมชนออนไลน์รวมถึง ใช้เครื่องมือ หรือเทคโนโลยีทางดิจิทัลได้ไม่เหมาะสม ระยะที่ 1 ระยะเริ่มต้น (Early) สามารถสื่อสารกับผู้อื่นบนโลกออนไลน์ได้อย่างเหมาะสมปลอดภัย และเคารพผู้อื่น เช่น การเขียนอีเมล การสร้างหรือตอบกระทู้ในสื่อสังคมออนไลน์หรือชุมชนออนไลน์ และใช้เครื่องมือ หรือเทคโนโลยีทางดิจิทัลให้ถูกกาลเทศะ
ระยะที่ 2 พัฒนำ (Develop) สามารถสื่อสารกับผู้อื่นบนโลกออนไลน์ได้อย่างสร้างสรรค์รู้และเข้าใจสาเหตุ รวมถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก การล้อเลียนและการเหยียด ป้องกันและรับมือกับสถานการณ์ การล้อเลียนและการเหยียดผู้อื่นในสังคมออนไลน์หรือชุมชนออนไลน์ ระยะที่ 3 สมบูรณ์(Mature) สามารถสื่อสารกับผู้อื่นบนโลกออนไลน์ได้อย่างสร้างสรรค์ และสร้างคุณค่าต่อตนเอง ชุมชน และสังคมท าให้เกิดจิตส านึกสาธารณะตามกรอบแนวคิดสากล (Global Mindset) ไม่ก่อให้เกิดความร าคาญ เกิดการยอมรับความเสมอภาคตามหลักมนุษยธรรมอย่างเหมาะสม เรื่องที่ 4 สุขภำพดียุคดิจิทัล (Digital Health) สุขภาพดียุคดิจิทัล (Digital Health) ได้แบ่งแนวปฏิบัติในสังคมดิจิทัล (ส านักงาน คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ,มปป.) ไว้ดังนี้ ระยะที่ 0 ระยะก่อนเริ่มต้น (Pre-Early) มีพฤติกรรมการใช้งานเทคโนโลยีและสารสนเทศที่เสี่ยงผลเสียต่อสุขภาพ เช่น มีวิธิการใช้ที่ ผิด ใช้เป็นระยะเวลานาน เป็นต้น ขาดความตระหนักรู้เข้าใจ และดูแลสุขภาพ และสภาวะทาง อารมณ์ที่ถูกต้องในยุคดิจิทัล ระยะที่ 1 ระยะเริ่มต้น (Early) สามารถรู้และเข้าใจพฤติกรรมการใช้งาน เทคโนโลยีและสารสนเทศที่ส่งผลต่อ สุขภาพเสียได้ปรับปรุงพฤติกรรมการใช้งานเทคโนโลยีและสารสนเทศได้อย่างเหมาะสม เข้าใจ สภาวะทางอารมณ์และจัดการกับความคิดเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม ระยะที่ 2 พัฒนำ (Develop) สามารถใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีเพื่อดูแลจัดการ และพัฒนาพฤติกรรมสภาวะทาง อารมรณ์และความคิดของตนเองให้มีสุขภาพที่ดีมีความสุขและยั่งยืน ระยะที่ 3 สมบูรณ์(Mature) มีความเข้าใจและ สามารถ วิเคราะห์และจัดการสุขภาพตนเองได้อย่างดีเลิศ สามารถ ชี้แนะให้กับบุคคลอื่นได้เพื่อให้สังคมเกิดต้นทุนสุขภาพที่ยั่งยืน
เรื่องที่ 5 กฎหมำยดิจิทัล (Digital Law) กฎหมายดิจิทัล (Digital Law) ได้แบ่งแนวกฎหมายดิจิทัล (ส านักงานคณะกรรมการ ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,มปป.) ไว้ดังนี้ ระยะที่ 0 ระยะก่อนเริ่มต้น (Pre-Early) ไม่ทราบและเข้าใจกฎหมายดิจิทัลของประเทศไทย มีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะละเมิดกฎหมาย ดิจิทัลของประเทศไทย หรือไม่ให้ความส าคัญกฎหมายดิจิทัล ระยะที่ 1 ระยะเริ่มต้น (Early) สามารถเข้าใจประเด็ส าคัญของชุดกฎหมายดิจิทัลของประเทศไทย สามารถแยกแยะได้ว่า การกระท าใดละเมิด กฎหมายดิจิทัลของประเทศไทย และไม่กระท าความผิดที่ละเมิดกฎหมาย ดิจิทัลของประเทศไทย ระยะที่2 พัฒนำ (Develop) สามารถเข้าไปมีส่วน รวมในการแสดงความคิดเห็นต่อกฎหมายดิจิทัล และเรียกร้องให้ รัฐบาลจัดท าหรือแก้ไขกฎหมายดิจิทัลของประเทศไทยตามเหตุผลอันสมควร ระยะที่ 3 สมบูรณ์(Mature) เป็นผู้ที่ไม่กระท าผิดกฎหมายดิจิทัลของประเทศไทย สามารถแนะน าและสร้างความรู้ ความเข้าใจให้บุคคลอื่น ไม่กระท าผิด เพื่อสร้างสนับสนุนให้สังคมดิจิทัลมีความสงบสุขไม่เดือดร้อน อันเนื่องมาจากการกระท าผิดกฎหมาย
แบบฝึกหัดท้ำยบทที่ 3 ค ำชี้แจง : ให้นักศึกษำตอบค ำถำมต่อไปนี้ ให้ถูกต้องครบถ้วน 1. ให้นักศึกษาบอกความหมายของ “การรู้เท่าทันดิจิทัล” .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................ 2. การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ มีกี่ระยะ อะไรบ้าง จงอธิบาย .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................ 3. แนวปฏิบัติในสังคมดิจิทัล มีกี่ระยะ อะไรบ้าง จงอธิบาย .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................ 4. สุขภาพดียุคดิจิทัล มีกี่ระยะ อะไรบ้าง จงอธิบาย .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................ 5. กฎหมายดิจิทัล มีกี่ระยะ อะไรบ้าง จงอธิบาย .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................
บทที่ 4 กำรสังเครำะห์ทักษะกำรรู้เท่ำทันดิจิทัล (Synthesis of digital literacy skills) สำระส ำคัญ การรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital literacy) เป็นความสามารถของผู้ใช้งานเครื่องมือดิจิทัลทั้ง ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เพื่อการศึกษา การท างาน ความบันเทิง การสื่อสาร การมีส่วนร่วมในการ สร้างสรรค์และผลิตเนื้อหาดิจิทัลซึ่งผู้ใช้ควรมีทักษะ การคิดวิเคราะห์และการประเมินเนื้อหา ดิจิทัลได้อย่างมีวิจารณญาณ ตลอดจนมีความรับผิดชอบและมีจริยธรรมต่อสังคมส่วนรวมภายใต้ ระบบนิเวศดิจิทัล (Digital ecosystem) ดังนั้นบทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายวิวัฒนาการ ของดิจิทัล ความหมายและการสังเคราะห์ทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัลผลการสังเคราะห์เนื้อหา สามารถสรุปได้ว่าทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital literacy skills) ประกอบด้วย 7 ทักษะ ได้แก่ (1) ทักษะการเข้าถึง คือ ความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม (2) ทักษะการวิเคราะห์ คือ ความสามารถในการอ่านและท าความเข้าใจสารสนเทศ และสัญลักษณ์ได้ อย่างถูกต้อง (3) ทักษะการประเมิน คือ ความสามารถในการตัดสิน คุณภาพ คุณประโยชน์ของ สารสนเทศที่ได้จากแหล่งสารสนเทศที่หลากหลาย (4) ทักษะการสร้างสรรค์ คือ ความสามารถใน การสร้างสารสนเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ (5) ทักษะการสื่อสาร คือ ความสามารถในการเลือกช่องทางการสื่อสารเนื้อหาดิจิทัล ไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม ภายใต้สิ่งแวดล้อมดิจิทัล (6) ทักษะการสะท้อนกลับ คือ ความสามารถในการแสดงความคิดเห็น การโต้ตอบและการเชื่อมโยงสารสนเทศไปยังบุคคลอื่น และ (7) ทักษะการปฏิบัติ คือ ความสามารถในการท างาน และการร่วมมือกับบุคคลอื่นในการแบ่งปันความรู้ และการแก้ปัญหาที่ เป็นประโยชน์ต่อ สังคมส่วนรวมได้อย่างเหมาะสม ตัวชี้วัด 1. สามารถวิเคราะห์ทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล 2. สามารถท าโครงงาน
ขอบข่ำยเนื้อหำ เรื่องที่ 1 การสังเคราะห์ทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล เรื่องที่ 2 การวิเคราะห์เนื้อหา เรื่องที่ 3 ขั้นตอนในการวิเคราะห์เนื้อหา เรื่องที่ 4 แนวทางพิจารณาในการจัดระบบจ าแนกประเภทโดยยึดเนื้อหาข้อมูลเป็นเกณฑ์ เรื่องที่ 5 หัวใจของการวิเคราะห์เนื้อหา เวลำที่ใช้ในกำรศึกษำ จ ำนวน 18 ชั่วโมง สื่อกำรเรียนรู้ หนังสือแบบเรียนการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล รหัสรายวิชา ทร2300060
เรื่องที่ 1 กำรสังเครำะห์ทักษะกำรรู้เท่ำทันดิจิทัล (Synthesis of digital literacy skills) นักวิชาการและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสื่อและดิจิทัล ใช้ค าเรียกความสามารถที่อยู่ภายใต้ การรู้เท่าทันดิจิทัล หลายค า เช่น California Emerging Technology Fund หรือ CETF (2008) และ Belshaw (2011) เรียกว่า “องค์ประกอบ (Element)” ส่วน Hobbs (2010) Hobbs and Moore (2013)และ Media Awareness Network (2010) เรียกว่า “สมรรถนะ (Competency)” ขณะที่ Punie and Redecker (2012) เรียกว่า “ทักษะ” (Skill) เป็นต้น ผู้เขียนเลือกใช้ค าว่า “ทักษะ” จึงเรียกว่า “ทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล” ความหมายของ แต่ละทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล จึงอธิบายได้ดังต่อไปนี้CETF (2008) แบ่งองค์ประกอบของการรู้เท่าทันดิจิทัลออกเป็น 6 องค์ประกอบ (Six elements of digital literacy) ดังนี้เข้าถึง (Access) คือ การรู้วิธีการสืบค้น หรือวิธีการจัดเก็บสารสนเทศภายใต้สิ่งแวดล้อมดิจิทัลจัดการ (Manage) คือ การจ าแนกข้อมูลที่มี อยู่หรือจ าแนกหมวดหมู่สารสนเทศ บูรณาการ (Integrate) คือ การประยุกต์สารสนเทศ เพื่อการ น าเสนอด้วยเครื่องมือทางเทคโนโลยีสารสนเทศในการวิเคราะห์และเปรียบเทียบจากแหล่งข้อมูลที่ หลากหลาย ประเมิน (Evaluate) คือ การตัดสินคุณภาพหรือประสิทธิภาพของสารสนเทศจาก แหล่งข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อแยกแยะข้อมูลที่ดีหรือไม่ดีได้อย่างถูกต้อง สร้างสรรค์ (Create) คือ การสร้างสารสนเทศด้วยวิธีการออกแบบ ปรับปรุง ประยุกต์ ประดิษฐ์ หรือน าเสนอ ข่าวสาร ภายใต้สิ่งแวดล้อมทางดิจิทัล รวมทั้งสามารถ อธิบายเหตุการณ์ แสดงความคิดเห็นโต้ตอบและ เสนอมุมมองของผู้ใช้สารสนเทศ สื่อสาร (Communicate) คือ การน าเสนอสารสนเทศ เพื่อการ สื่อสารข้อมูลไปยังผู้รับสารกลุ่มต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมรวมถึงมีการใช้สื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ Hobbs (2010) ได้แบ่งสมรรถนะของการรู้เท่าทันสื่อ และดิจิทัล (Digital and media literacy competencies) ออกเป็น 5 สมรรถนะ ดังนี้เข้าถึง (Access) คือ ความสามารถในการค้นหา และเลือกใช้เครื่องมือสารสนเทศได้อย่างช านาญ และเหมาะสม วิเคราะห์และประเมิน (Analyze and evaluate) คือ ความสามารถในการเข้าใจเนื้อหา หรือคิดพิจารณาในการวิเคราะห์คุณภาพ ของสารสนเทศว่ามีคุณภาพ หรือมีความน่าเชื่อถือหรือไม่รวมไปถึงพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้น หรือผลที่ตามมาของสารสนเทศได้(พีรวิชญ์ ค าเจริญ และวีรพงษ์ พลนิกรกิจ,2561) สร้างสรรค์ (Create) คือ ความสามารถในการเขียน หรือการสร้างสารสนเทศ เชิงสร้างสรรค์ โดยสามารถบ่งบอกถึงวัตถุประสงค์และเทคนิคในการสร้างสรรค์ได้สะท้อนกลับ
(Reflect) คือ ความสามารถในการแสดงความคิดความรู้สึกหรือประสบการณ์ชีวิต เพื่อถ่ายทอด สู่สาธารณชน ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและหลักจริยธรรม ปฏิบัติ (Act) คือ ความสามารถ ในการแบ่งปันความรู้การให้ความร่วมมือหรือการแก้ไขปัญหาในระดับครอบครัว ที่ท างาน และ ชุมชน รวมถึงการมีส่วนร่วมในชุมชน สังคม ประเทศชาติและนานาชาติMedia Awareness Network (2010) แบ่งสมรรถนะ ของการรู้เท่าทันสื่อและดิจิทัล (Digital and media literacy competency) ออกเป็น 3 สมรรถนะ ดังนี้ใช้ (Use) คือ ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์และ อินเทอร์เน็ต ซึ่งต้องมีทักษะทางเทคนิคที่จ าเป็นประกอบ ด้วย ความสามารถในการใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรมค้นหาทางอินเทอร์เน็ต (Internet search engines) โปรแกรม ประมวลผลค า เว็บเบราว์เซอร์ เป็นต้น เครื่องมือสื่อสารอื่น ๆ เช่น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) สื่อสังคม เป็นต้น ซึ่งทักษะนี้ต้องมีความสามารถในการเข้าถึง และมีความรู้เกี่ยวกับ อุปกรณ์ เช่น บริการบรอดแบนด์(Broadband services) เครื่องคอมพิวเตอร์ (Computers) ซอฟต์แวร์ (Software)ฐานข้อมูลออนไลน์ การประมวลผลแบบแบ่งปันทรัพยากรผ่านเครือข่าย (Cloud computing) เป็นต้น เข้าใจ (Understand) คือ ความสามารถในก ารรับรู้และ ประมวลผลสารสนเทศ รวมถึงสามารถสะท้อนความคิด ความเชื่อและความรู้สึกต่อสื่อดิจิทัลเพื่อ ประเมินประโยชน์และลดความเสี่ยงในสังคมอย่างมีวิจารณญาณ โดยความสามารถของทักษะนี้ เกี่ยวกับการจัดการสารสนเทศ สิทธิและความรับผิดชอบในการใช้งานสื่อดิจิทัลและการมีความ รับผิดชอบต่อทรัพย์สินทางปัญญา สร้างสรรค์ (Create) คือ ความสามารถในการสร้างเนื้อหาและ ใช้เครื่องมือสื่อดิจิทัลเพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถน าเสนอเนื้อหาดิจิทัลที่ หลากหลายไปยังผู้รับสารกลุ่มต่าง ๆ ผ่านสื่อดิจิทัลได้เช่น บล็อก (Blogs) กระดานสนทนา (Discussion forums) การแบ่งปันภาพถ่ายและวิดีโอ (Video and photo sharing) เกมทาง สังคม (Gaming social) และสื่อสังคม เป็นต้น Belshaw (2011) แบ่งความสามารถของการรู้เท่าทันดิจิทัล ออกเป็น 8 องค์ประกอบ (The eight essential elements of digital literacy) ดังนี้ 1) การเข้าใจวัฒนธรรมดิจิทัล (Cultural) คือ ความสามารถในการรับรู้สิ่งแวดล้อมดิจิทัล ในรูปแบบที่หลากหลายและมองเห็นวัฒนธรรมทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
2) ความรู้จ า (Cognitive) คือ ความสามารถในความจดจ าสารสนเทศภายใต้สิ่งแวดล้อม ดิจิทัล และวัฒนธรรมทางเทคโนโลยีที่หลากหลาย 3) การสร้างความหมาย (Constructive) คือ ความสามารถในการสร้างสิ่งใหม่การใช้หรือ การน าเอาสารสนเทศต่าง ๆ มาประยุกต์เพื่อสารสนเทศรูปแบบใหม่ 4) การสื่อสาร (Communicative) คือ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อ การสื่อสารภายใต้สิ่งแวดล้อมทางดิจิทัลและเครือข่ายดิจิทัล 5) ความมั่นใจ (Confident) คือ ความสามารถของผู้ใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลในการเลือกใช้ สื่อดิจิทัลประเภทต่าง ๆ ได้อย่างสร้างสรรค์ 6) การสร้างสรรค์ (Creative) คือ ความสามารถในการสร้างสารสนเทศต่าง ๆ ด้วยวิธีการ หรือรูปแบบใหม่โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ 7) การมีวิจารณญาณ (Critical) คือ ความสามารถในการสะท้อนกลับการรู้เท่าทันทั้ง 6 องค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อการวิเคราะห์สารสนเทศต่าง ๆ ได้อย่างมีวิจารณญาณ 8) ความเป็นพลเมือง (Civic) คือ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการน าไปสู่ ประเด็นการเคลื่อนไหวทางสังคมหรือความเป็นพลเมืองดิจิทัล Punie and Redecker (2012) แบ่งการรู้เท่าทันดิจิทัล ออกเป็น 5 ทักษะ (Five skills of digital literacy) ดังนี้ 1) ให้ความหมาย (Define) คือ ความสามารถในการอธิบายหรือให้รายละเอียดของ สารสนเทศได้ เช่น อธิบายว่าอะไรคือความรู้ อะไรคือสิ่งที่ต้องการค้นหา อะไรคือแหล่งสารสนเทศ และไม่ใช่แหล่งสารสนเทศส าหรับการใช้งาน เป็นต้น 2) ค้นหา (Find) คือ ความสามารถในการสืบค้นสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการมีความเข้าใจเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และการใช้งานสื่ออินเทอร์เน็ต 3) ประเมิน (Evaluate) คือ ความสามารถในการตัดสินว่าข้อมูลมีความถูกต้อง หรือ มีความน่าเชื่อถือเพียงใด และความสามารถในการคัดกรอง หรือกลั่นกรองสารสนเทศได้อย่าง ถูกต้อง
4) สร้างสรรค์ (Create) คือ ความสามารถในการสร้างสารสนเทศด้วยทักษะทางเทคโนโลยี ที่สนับสนุนการน าเสนองานได้โดยสามารถเลือกเครื่องมือดิจิทัลในการท างานได้ เช่น การน าเสนอ ด้วยวิดีโอ (Video presentation) ใบปลิว (Leaflet) พอดคาสต์(Podcast) เป็นต้น 5) สื่อสาร (Communicate) คือ ความสามารถในการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อการน าเสนอ ข้อมูลข่าวสาร ความคิด และความร่วมมือในการสื่อสารให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ รวมถึงการรักษาความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อการใช้สื่อดิจิทัล Hobbs and Moore (2013) ได้แบ่งสมรรถนะ ของการรู้เท่าทันสื่อและดิจิทัล (Digital and media literacy competencies) ออกเป็น 5 สมรรถนะ ดังนี้ 1) การเข้าถึง (Access) คือ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลได้อย่าง เหมาะสม รวมถึงมีทักษะการฟังการอ่านและการเขียนที่ดีตลอดจนสามารถเลือกใช้แหล่ง สารสนเทศที่หลากหลายและมีการประยุกต์สารสนเทศในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ 2) การวิเคราะห์ (Analysis) คือ ความสามารถในการเข้าใจสัญลักษณ์และวิธีการท างาน ในสิ่งแวดล้อมดิจิทัล โดยสามารถระบุประเภทของข้อความ ระบุผู้แต่ง ระบุวัตถุประสงค์ และระบุ กลุ่มผู้รับสารเป้าหมายได้ รวมถึงบอกแหล่งสารสนเทศที่น่าเชื่อถือของข้อความแต่ละประเภทได้ 3) การจัดวางองค์ประกอบ (Composition) คือ ความสามารถในการเลือกข้อมูลหรือ ข้อความ เพื่อการจัดวางเนื้อหาซึ่งเป็นพื้นฐานในการเขียน และการสร้างสรรค์ภาพในสื่อต่าง ๆ เช่น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์รายงานบทภาพยนตร์ เนื้อเพลง เว็บเพจ สารคดี นวนิยาย เป็นต้น เพื่อการแจ้งข่าวสาร การชักชวน การแสดงความคิดเห็นการมีปฏิกิริยาตอบกลับ และการแสดง มุมมองกับบุคคลอื่น 4) การสะท้อนกลับ (Reflection) คือ ความสามารถในการตระหนักถึงคุณค่าการระดม ความคิด การสร้างแนวคิดที่เป็นประโยชน์และการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมทางสังคม ในสิ่งแวดล้อมดิจิทัล ซึ่งอยู่บนพื้นฐานการใช้งานและวัตถุประสงค์ของการใช้งานมีการประเมินที่ดี มีความเป็นผู้น า และมีความรับผิดชอบต่อสังคมเมื่อสื่อสารกับบุคคลอื่น รวมถึงสามารถเสนอ ความคิดในการช่วยเหลือและสอนผู้อื่นได้
5) การปฏิบัติ (Taking action) คือ ความสามารถในการมีส่วนร่วมกับชุมชนสารสนเทศ มีการแบ่งปันและแสดงความคิดเห็นให้กับบุคคลอื่น ๆ ได้อย่างสร้างสรรค์โดยมีความตระหนักถึง ความแตกต่างของบุคคล รวมถึงสามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ในปัจจุบันกับชุมชนและตนเองได้ ตลอดจนสร้างกระบวนความคิดในการพัฒนาและการร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้จากที่ กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนได้สังเคราะห์ทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัลของนักวิชาการและองค์กรเกี่ยวกับ สื่อและดิจิทัลทั้ง 6 ท่าน ด้วยวิธีการนับความซ้ าซ้อน และความหมายที่คล้ายคลึงกันของในแต่ละ ทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล (พีรวิชญ์ ค าเจริญ และวีรพงษ์ พลนิกรกิจ,2561) ได้ให้รายละเอียดของ ทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล 7 ทักษะได้ดังนี้ 1) ทักษะการเข้าถึง (Access skill) คือ ความสามารถในการเลือกและใช้เครื่องมือดิจิทัลได้ อย่างเหมาะสม ประกอบด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เพื่อการเข้าถึงแหล่งสารสนเทศที่มีความ หลากหลาย เพื่อตอบสนองการเรียนรู้ การหาความรู้ ความบันเทิง และติดตามข่าวสารสนเทศได้ โดยผู้ใช้งานควรมีทักษะการอ่าน และการฟัง รวมทั้งสามารถแสวงหาข้อมูลที่ต้องการจากแหล่ง สารสนเทศ และจัดเก็บสารสนเทศประเภทต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม 2) ทักษะการวิเคราะห์ (Analysis skill) คือ ความสามารถในการท าความเข้าใจสารสนเทศ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง โดยผู้ใช้งานควรมีทักษะการอ่านและเขียน เพื่อจ าแนก เนื้อหาสาระ รวมถึงระบุประเภทของสื่อดิจิทัล แหล่งที่มาและกลุ่มผู้รับสารได้ 3) ทักษะการประเมิน (Evaluation skill) คือ ความสามารถในการตัดสินคุณภาพ หรือ คุณประโยชน์ของสารสนเทศที่ได้มาจากแหล่งสารสนเทศต่าง ๆ โดยผู้ใช้งานต้องมีความสามารถ ในการกลั่นกรองและคัดแยกสารสนเทศได้อย่างมีวิจารณญาณ 4) ทักษะการสร้างสรรค์ (Creative skill) คือ ความสามารถในการสร้างสารสนเทศด้วย เทคโนโลยีดิจิทัลโดยวิธีการปรับ ประยุกต์ ออกแบบ ประดิษฐ์ หรือ เขียนสารสนเทศในรูปแบบ ต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์ กระดาน สนทนา บล็อก รูปภาพและวิดีโอ เกมคอมพิวเตอร์สื่อสังคม เป็นต้น ทั้งนี้การสร้างสารสนเทศที่หลากหลายต้องเหมาะสมกับผู้รับสารกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ 5) ทักษะการสื่อสาร (Communication skill) คือ ความสามารถในการเลือกช่องทาง การสื่อสารเนื้อหาดิจิทัล (Digital content) ไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสมภายใต้
สิ่งแวดล้อมดิจิทัล เช่น สื่อออนไลน์เกมคอมพิวเตอร์ สถานการณ์จ าลอง เว็บไซต์สื่อสังคม เป็นต้น โดยใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ ไอแพด (ipad) ไอพอต (ipod) แท็บเล็ต (Tablet) โทรศัพท์สมาร์ตโฟน (Smartphone) เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ใช้งานต้องค านึงถึงความปลอดภัย (security) และความรับผิดชอบในการใช้สื่อดิจิทัลของตนเองอีกด้วย 6) ทักษะการสะท้อนกลับ (Reflect skill) คือ ความสามารถในการแสดงความคิดเห็น การโต้ตอบ และการเชื่อมโยงเนื้อหาดิจิทัลไปยังบุคคลอื่นในลักษณะต่าง ๆ เช่น การเสนอ ความเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยอย่างมีเหตุผล การให้ค าแนะน าหรือการสอนผู้อื่นได้เป็นต้น โดยทักษะการสะท้อนกลับจะต้องอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคม และจริยธรรมที่มีต่อ ส่วนรวม 7) ทักษะการปฏิบัติ(Taking action skill) คือ ความสามารถในการท างานและการร่วมมือ กับบุคคลหรือสังคม ในสิ่งแวดล้อมดิจิทัล โดยการแบ่งปันความรู้ การแก้ไขปัญหา และการร่วม พัฒนาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมได้อย่างเหมาะสม (ส านักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อ เศรษฐกิจและสังคม, ม.ป.ป.) ได้ให้ความหมายของกรอบสมรรถนะดิจิทัล ไว้ดังนี้ “ดิจิทัล (Digital) 1” หมายความว่า ค าที่ใช้เกี่ยวกับการแทนความหมายของข้อมูลด้วย ตัวเลขโดยเฉพาะเลขฐานสอง หรือเป็นค าที่น าไปใช้เกี่ยวกับรูปแบบข้อมูลที่คอมพิวเตอร์สามารถ จัดเก็บและจัดการได้ “สมรรถนะ (Competency) 2” หมายความว่า ความรู้ ทักษะ และความสามารถที่น ามา ประยุกต์ใช้เพื่อท าสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ส าเร็จ เช่น การด าเนินชีวิตประจ าวัน การศึกษาเรียนรู้ การประกอบอาชีพ เป็นต้น “สมรรถนะด้านดิจิทัล (Digital Competency) 3” หมายความว่า ความสามารถในการ ผสมผสานระหว่างความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะเพื่อใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม ปลอดภัย สร้างสรรค์อิสระ และมีจริยธรรม ได้แก่ การท างาน การแก้ปัญหา การสื่อสาร การจัดการข้อมูล การร่วมมือ การสร้างเนื้อหาและความรู้
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า “กรอบสมรรถนะด้านดิจิทัล (Digital Competency Framework)” หมายความว่า กรอบการพัฒนาสมรรถนะบุคคลเพื่อให้มีความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่สามารถ ใช้ในเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม ปลอดภัย สร้างสรรค์ มีจริยธรรม และมี เสรีภาพในการจัดท ากรอบสมรรถนะดิจิทัลต้องสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ • กรอบสมรรถนะด้านดิจิทัลส าหรับพลเมืองไทย คือ สมรรถนะที่พลเมืองหรือประชาชน ชาวไทยทุกคนต้องรู้ ต้องมีความสามารถเพื่อความอยู่รอดปลอดภัย ยั่งยืน มั่นคง ในโลกยุค ปัจจุบัน หรือในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ไม่มีความแน่นอน โดย สมรรถนะในกลุ่มนี้จะเป็นสมรรถนะทั่วไปหรือทักษะหลัก (General Competency or Core Competency) และสมรรถนะบุคคล (Individual Competency) หรือ ทักษะด้านอารมณ์ (Soft Skill) • กรอบสมรรถนะด้านดิจิทัลส าหรับการประกอบอาชีพในอนาคตของประเทศไทย คือ สมรรถนะที่ต้องมีส าหรับการประกอบอาชีพ โดยสมรรถนะในกลุ่มนี้จะเป็นสมรรถนะเฉพาะทาง (Functional Competency) หรือ ทักษะด้านความรู้(Hard Skill) กรอบสมรรถนะด้านดิจิทัลส าหรับพลเมืองขององค์กรหรือประเทศต่าง ๆ มีประเด็นส าคัญ ที่เหมือนกันดังต่อไปนี้ • การรู้เท่าทันข้อมูลสารสนเทศ และสื่อ • การใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศ • ความปลอดภัยทางดิจิทัล • การสร้างสรรค์ และนวัตกรรม • การแก้ปัญหา และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ • การมีส่วนร่วม การร่วมมือกัน การสื่อสาร และการท างานเป็นทีม ในส่วนของกรอบสมรรถนะด้านดิจิทัลส าหรับพลเมืองไทย ได้แบ่งออกเป็น 4 ด้าน เพื่อให้ สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย ได้แก่
• การเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy) เพื่อให้พลเมืองมีความสามารถในการเข้าถึง วิเคราะห์และสร้างข้อมูลสารสนเทศ และเนื้อหาสื่อ ได้อย่างเหมาะสมถูกต้อง ปลอดภัย ไม่ละเมิด กฎหมาย • การใช้ดิจิทัล (Digital Skill/ICT Skill) เพื่อให้พลเมืองใช้เครื่องมือดิจิทัลพื้นฐาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นต้นทุนต่อยอดในการประยุกต์ใช้งานในการประกอบอาชีพ การด าเนินชีวิตประจ าวัน และการพัฒนาตนเอง • การแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือดิจิทัล (Problem Solving with Digital tools) เพื่อให้พลเมืองใช้เครื่องมือดิจิทัลหรือเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ และใช้งานอย่าง สร้างสรรค์ • การปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงดิจิทัล (Adaptive Digital Transformation) เพื่อให้พลเมืองมีความสามารถในการเอาตัวรอดในโลกยุคปัจจุบัน และอนาคตที่มีแนวโน้มการ เปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วได้อย่างคล่องแคล่ว (Digital Agility) และสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อการ เปลี่ยนแปลงชีวิตในทางที่ดีขึ้น หรือเกิดเป็นวัฒนธรรมดิจิทัลได้ (Digital Culture) โดยสามารถ สร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีความแตกต่างกัน รวมถึงสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน (พีรวิชญ์ ค าเจริญ และวีรพงษ์ พลนิกรกิจ,2561) เรื่องที่ 2 กำรวิเครำะห์เนื้อหำ (Content Analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลเอกสารอาจท าได้ทั้งวิธีการเชิงปริมาณ และวิธีการเชิงคุณภาพ วิธีการ เชิงปริมาณ คือ การท าให้ข้อมูลเอกสาร ได้แก่ ถ้อยค า ประโยค หรือใจความในเอกสารเป็นจ านวน ที่วัดได้ แล้วแจงนับจ านวน ของถ้อยค า ประโยค หรือใจความเหล่านั้น วิธีวิเคราะห์ข้อมูลแบบนี้ ถูกเรียกว่า “การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)” วิธีการเชิงคุณภาพ คือ การตีความหมาย ข้อมูลและสรุปข้อมูลแบบอุปนัย (Induction) จากเอกสารที่หลากหลาย และจ านวนมาก เช่น ต าราเรียน หนังสือ งานวิจัย บทความ บทสัมภาษณ์ เป็นต้น ด้วยการแบ่งประเภทตามเนื้อหาของ เอกสารแล้วเปรียบเทียบเนื้อหาประเภทต่าง ๆ ในที่นี้กล่าวถึงการวิเคราะห์เนื้อหาเท่านั้น เพราะ
เป็นเทคนิคที่ต้องเรียนรู้ขั้นตอนให้ถูกต้อง (ส านักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,ม.ป.ป.) การวิเคราะห์เนื้อหา คือ เทคนิคการวิจัยใช้เพื่อบรรยายเนื้อหาของข้อความ หรือเอกสาร โดยใช้วิธีการเชิงปริมาณอย่างเป็นระบบและเน้นสภาพวัตถุวิสัย (Objectivity) 8 การบรรยายนี้ เน้นที่เนื้อหาตามที่ปรากฏในข้อความพิจารณาจากเนื้อหาโดยผู้วิเคราะห์ไม่มีอคติหรือความรู้สึก ของตัวเองเข้าไปพัวพัน ไม่เน้นการตีความ หรือหาความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง หรือความหมาย ระหว่างบรรทัด ส าหรับนักวิจัยบางคน ถือว่าการวิเคราะห์เนื้อหาอาจไม่จ าเป็นต้องเป็นวิธีการ เชิงปริมาณก็ได้ เพียงแต่ให้การระบุคุณลักษณะเฉพาะของข้อความ หรือสาระส าคัญอย่างมีระบบ และเป็นสภาพวัตถุพิสัย 9 ซึ่งอาจสรุปได้ว่า การวิเคราะห์เนื้อหาจะต้องมีลักษณะส าคัญ 3 ประการ คือ มีความเป็นระบบ มีความเป็นข้อเท็จจริง และอิงกรอบแนวคิดทฤษฎีการวิเคราะห์ เนื้อหามีข้อพึงระวัง 2 ประการ คือ 1) เนื้อหาที่จะได้จากการวิเคราะห์เอกสาร เป็นเนื้อหาตามที่มีอยู่ในเอกสารไม่ใช่เนื้อหาที่ผู้ วิเคราะห์เป็นผู้ก าหนด เอกสารที่ถูกวิเคราะห์ต้องไม่เป็นเอกสารที่ผู้วิเคราะห์ขอให้ผู้อื่นเขียนขึ้น ตามความประสงค์ของตน 2) คุณลักษณะเฉพาะที่ผู้วิเคราะห์จะบรรยาย หรือวิเคราะห์ควรเป็นคุณลักษณะที่ดึงมาได้ จากเอกสารมากกว่าเป็นการบรรยายหรือวิเคราะห์โดยมีกรอบแนวคิดทฤษฎีก าหนดไว้ล่วงหน้า กรอบแนวคิดเป็นเพียงสิ่งที่น ามาช่วยในการสร้างข้อสรุป หรือโยงข้อมูลที่ดึงออกมาได้เท่านั้น มิเช่นนั้นแล้ว การวิเคราะห์เนื้อหาก็จะไม่มีความเป็นข้อเท็จจริง หรือความเป็นระบบได้ เรื่องที่ 3 ขั้นตอนในกำรวิเครำะห์เนื้อหำ ขั้นตอนในการวิเคราะห์เนื้อหา (ส านักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,ม.ป.ป.) ได้ให้ขั้นตอนการวิเคราะห์เนื้อหา มีดังต่อไปนี้ 1) ตั้งเกณฑ์ขึ้นส าหรับการคัดเลือกเอกสาร และหัวข้อที่จะท าการวิเคราะห์ เพื่อบุคคลใด ก็ตามที่มาเป็นผู้วิเคราะห์เนื้อหาต่อ หรือท างานร่วมกันจะมีเกณฑ์และระเบียบในการคัดเลือกไปใน ทิศทางเดียวกัน
2) วางเค้าโครงของข้อมูล โดยการน ารายชื่อค า หรือข้อความในเอกสารที่จะถูกน ามา วิเคราะห์และแบ่งไว้เป็นประเภท (Categories) การท าเช่นนี้จะช่วยให้การวิเคราะห์มีความ สม่ าเสมอ ผู้วิเคราะห์สามารถตัดสินได้ว่าจะดึงค า หรือข้อความใดออกมาจากเอกสาร หรือตัวบท (Text) และทิ้งค าหรือข้อความใดออกไป 3) วิเคราะห์และค านึงถึงบริบท (Content) หรือสภาพแวดล้อมประกอบของข้อมูลเอกสาร ที่น ามาวิเคราะห์ด้วย ผู้วิเคราะห์ควรตั้งค าถามเกี่ยวกับเอกสารที่น ามาวิเคราะห์ เช่น ใครเป็น ผู้เขียน เขียนให้ใครอ่านช่วงเวลาที่เขียนเป็นอย่างไร ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลวิเคราะห์ที่มีคุณภาพ การพิจารณาเอกสารในสภาพที่เป็นองค์ประกอบจึงเป็นสิ่งที่จ าเป็น การบรรยายคุณลักษณะ เฉพาะของเนื้อหาโดยไม่โยงไปสู่ลักษณะของเอกสารของผู้ส่งสาร และผู้รับสารจะท าให้ผลการ วิเคราะห์มีคุณค่าน้อย แต่ถ้าได้มีการเปรียบเทียบคุณลักษณะของเนื้อหาเข้ากับบริบทของเอกสาร และมีการโยงคุณลักษณะดังกล่าว เข้ากับกรอบแนวคิดทฤษฎีที่เหมาะสมที่ผู้วิเคราะห์เลือกมา เปรียบเทียบจะท าให้การวิเคราะห์ข้อมูลมีความกว้างขึ้นและน าไปสู่การอ้างใช้กับข้อมูลอื่นได้ 4) พิจารณาและวิเคราะห์เนื้อหา คือ การวิเคราะห์เนื้อหาที่ปรากฏข้อเท็จจริง ความหมาย การกระท าของเนื้อหา เป้าหมาย (Mani-Fest Content) 5) นับความถี่ของค าหรือข้อความ คือ นับค าหรือข้อความที่ปรากฏในเอกสาร โดยค า หรือ ข้อความที่ปรากฏเป็นจ านวนมากในเอกสารอาจจะมีนัยส าคัญ หรือความหมายส าคัญที่จะสื่อไปยัง ผู้รับสารได้ ค า หรือข้อความที่มีความถี่จ านวนมากจะถูกน าไปวิเคราะห์เนื้อหาที่ซ่อนอยู่ (Intent Content) เพื่อหาข้อเท็จจริงหรือความหมายส าคัญ ทั้งนี้ในขั้นตอนการนับความถี่ของค า หรือข้อความ ผู้วิเคราะห์ที่พึงกระท า หรือไม่กระท าก็ได้เพราะยังมีข้อถกเถียงในแวดวงวิชาการ วิธีการดังกล่าวจัดอยู่ในการวิเคราะห์เชิงปริมาณหรือไม่ ส าหรับผู้วิเคราะห์เมื่อได้ปฏิบัติตามจนเสร็จสิ้นขั้นตอนที่ 4 แล้ว สามารถน าผลที่ได้มา สรุปข้อมูลได้อย่างเพียงพอ แต่ถ้าจะให้งานมีคุณภาพหรือได้มุมมองเชิงปริมาณที่มากขึ้น ผู้วิเคราะห์ควรปฏิบัติขั้นตอนที่ 5 เพิ่มเติม
เรื่องที่ 4 แนวทำงพิจำรณำในกำรจัดระบบจ ำแนกประเภทโดยยึดเนื้อหำข้อมูลเป็นเกณฑ์ แนวทางพิจารณาในการจัดระบบจ าแนกประเภทโดยยึดเนื้อหาข้อมูลเป็นเกณฑ์ (ส านักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม,ม.ป.ป.) ได้ให้แนวทางพิจารณาไว้ดังนี้ หัวข้อ ข้อมูลกล่าวถึง หรือสื่อถึงอะไร ทิศทาง หัวข้อนั้นพูดถึงในลักษณะใด (เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย กระตือรือร้น เฉยๆ อย่างมีอารมณ์ขัน อย่างเอาจริงเอาจัง) คุณค่า มีคุณค่า เป้าหมาย ความคาดหวังอะไรอยู่ในเนื้อหา วิธีการ ผู้เขียนหรือผู้พูดใช้วิธีการอะไรในการบรรลุเป้าหมายหรือความคาดหวังของตน ลักษณะ คุณลักษณะของบุคคลหรือสิ่งแวดล้อมที่เอกสารบรรยาย เนื้อหา เนื้อหากล่าวถึงการกระท าหรือพฤติกรรมของใคร การกล่าวถึงในนามของใคร เช่น ผู้เขียนในฐานะปัจเจกบุคคล หรือกลุ่มบุคคล หรือสถาบัน หรือผู้ทรงอ านาจ เป็นต้น แหล่งที่มา เอกสารมีแหล่งที่มาจากไหน ใครเป็นผู้เผยแพร่หรือสื่อสาร กลุ่มเป้าหมาย เอกสารเขียน เพื่อให้ใครอ่าน เป็นคนหรือกลุ่มคนหรือหน่วยงาน สถานที่ เหตุการณ์ที่เอกสารกล่าวถึงเกิดขึ้นที่ไหน ความขัดแย้ง ในเนื้อหาได้ระบุว่ามีความขัดแย้งหรือไม่ ถ้ามีสาเหตุและระดับของความขัดแย้ง เป็นอย่างไร ความลงท้าย เอกสารมีความลงท้ายหรือไม่ ถ้ามี ได้ระบุหรือไม่ว่าความขัดแย้งจบลงด้วยดี หรือจบอย่างคลุมเครือ หรือลงเอยอย่างไร
เวลา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไร ในกรณีที่มีเอกสารเป็นชุด (Series) ควรตรวจดูว่า มีล าดับเหตุการณ์ส าคัญเกิดขึ้นเมื่อไรบ้างในเอกสารชุดนั้น ๆ หรือเอกสารชุดนั้น เป็นการเสนอนานาทัศนะต่อเหตุการณ์เดียวกัน รูปแบบการสื่อสาร วิธีการที่ใช้สื่อสารคืออะไร เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สุนทรพจน์ บรรณาธิการ บันทึกช่วยจ า รายงานความคืบหน้า จดหมายส่วนตัว บันทึกส่วนตัว บันทึกงานประจ าวัน ฯลฯ รูปแบบของประโยค ถ้อยค าที่สื่อสารนั้นเป็นประโยค ที่ใช้หลักไวยากรณ์หรือภาษาแบบใด วิธีสื่อสาร ใช้วิธีการสื่อสารแบบพูดให้ประทับใจ โน้มน้าวใจหรือโฆษณาชวนเชื่อ เรื่องที่ 5 หัวใจของกำรวิเครำะห์เนื้อหำ เทคนิคส าคัญที่สุดในการวิเคราะห์เนื้อหา คือการวางระบบข้อมูล โดยการจัด ประเภทของค า และข้อความที่จะวิเคราะห์ เมื่อได้เอกสารมาแล้ว ผู้วิเคราะห์จะจัดจ าแนกประเภท (Categories) ของค า และข้อความอย่างไร จึงจะได้ประเภทที่ดี ครอบคลุม ตรงตามปัญหาของ การวิจัย วิธีการจัดประเภทจะต้องด าเนินเป็น 3 ขั้นตอน (ส านักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,ม.ป.ป.) ซึ่งเกี่ยวพันกันไปมา ดังนี้ ในขั้นแรก ผู้วิเคราะห์ต้องค านึงถึงปัญหาของการวิจัยว่าอาจครอบคลุมประเภทของค า หรือข้อความอะไรบ้าง เช่น ในการวิเคราะห์เนื้อหาของความรุนแรงทางร่างกายที่ปรากฏใน ภาพยนต์โทรทัศน์ ผู้วิเคราะห์ต้องแยกแยะว่าแนวคิดเรื่องความรุนแรงทางร่างกายอาจจ าแนกเป็น ประเภทย่อย ๆ อะไรได้บ้าง เช่น การทรมานร่างกาย การลอบสังหาร การท าร้าย ฯลฯ เมื่อได้ ประเภทย่อยของแนวคิดแล้ว ผู้วิเคราะห์ต้องก าหนดในขั้นตอนต่อไปว่าหน่วย (Unit) ของเนื้อหาที่ จะลงมือจ าแนก และแจงนับนั้นได้แก่อะไร ถ้าเป็นค า ได้แก่ ค าอะไรบ้าง ถ้าเป็นข้อความใน ลักษณะวลีหรือประโยค ได้แก่ ข้อความอะไรบ้าง และในขั้นสุดท้าย ผู้วิเคราะห์จะต้องก าหนดว่า วิธีการแจงนับที่จะใช้คือวิธีใด
การท าระบบจ าแนกประเภทที่ดีในการวิเคราะห์เนื้อหาควรมีลักษณะดังนี้ 1) ระบบจ าแนกประเภทควรสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการวิจัย นั่นคือตรงกับกรอบ แนวคิด นิยามตัวแปร และนิยามเชิงปฏิบัติการในการวิจัยนั้น ๆ นิยามเชิงปฏิบัติการของการวิจัย ถือเป็นตัวบ่งชี้ของประเภทที่เหมาะสมมากอย่างหนึ่งที่นักวิจัยควรใช้เป็นเกณฑ์ในการจ าแนก ประเภท 2) ระบบจ าแนกประเภทควรมีความครอบคลุม นั่นคือสามารถรองรับค า และข้อความที่จะ ถูกแจงนับได้เป็นอย่างดี ผู้วิเคราะห์สร้างคุณลักษณะครอบคลุมนี้ได้โดยการระบุรายละเอียดของ แนวคิดย่อย และตัวแปรของการวิจัยให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะท าได้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้แจงนับหรือผู้ลง รหัสไม่ประสบความยุ่งยากใจในการตัดสินว่าค าใดควรจัดอยู่ในประเภทใด นอกจากนี้ ผู้วิเคราะห์ ควรจะได้อ่านเอกสารอย่างละเอียดจนจบ เพื่อจะได้ทราบตัวบทหรือเอกสารที่จะวิเคราะห์ มีค าส าคัญใดบ้าง ที่ตรงกับปัญหาของการวิจัยและแนวคิดย่อย ๆ ที่แตกออกมาจากปัญหานั้น มิฉะนั้นจะต้องมีการสร้างประเภทของค า และข้อความใหม่เพิ่มขึ้นอยู่เรื่อย เพราะระบบจ าแนก ประเภทที่สร้างไว้ไม่ครอบคลุม การลงรหัสมีความยุ่งยากเพราะต้องย้อนกลับไปน าข้อมูลส่วนที่ วิเคราะห์แล้วมาวิเคราะห์เพิ่มเติม เพื่อหาค าตอบ และข้อความในประเภทที่สร้างขึ้นใหม่ 3) ระบบจ าแนกประเภทควรมีความเด่นชัดในตัวเอง เพื่อให้การจ าแนกข้อมูลท าได้ โดยสะดวก ไม่เกิดปัญหาว่า ค าหรือข้อความสามารถถูกจ าแนกเข้าได้หลายประเภทพร้อม ๆ กัน 4) ระบบจ าแนกประเภทไม่ควรมีความซ้ าซ้อนเหลื่อมกัน นั่นคือ ไม่ควรมีประเภทที่ คล้ายคลึงกันในบางส่วน เช่น การจ าแนกประเภทเป็นสถาบันชาติกับสถาบันพระมหากษัตริย์ การจ าแนกเป็นสองประเภทเช่นนี้อาจมีความเหลื่อมกันได้บ้าง ท าให้ค า และข้อความบางอย่าง อยู่ได้ทั้งสองประเภทเช่นกัน เช่น ค าว่า สิ้นแผ่นดิน อาจสื่อความหมายของชาติหรือสถาบัน พระมหากษัตริย์ก็ได้ 5) ผู้สร้างระบบจ าแนกประเภทควรใช้หลักการเดียวกันในการจัดประเภทต่าง ๆ โดย จ าเป็นจะต้องจ าแนกประเภทข้อมูลเหล่านั้นออกจากกัน ประเด็นนี้รวมถึงการแยกข้อมูลให้เป็น ข้อมูลที่ปรากฏและข้อมูลที่แฝงอยู่ด้วย ผู้วิเคราะห์ไม่ควรน าข้อมูลสองระดับนี้มาเปรียบเทียบกัน
การวิเคราะห์เป็นกระบวนการที่รวมถึงกิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่มุ่งไปสู่การท าความเข้าใจ ข้อมูลที่ผู้วิเคราะห์ได้มา อันได้แก่ การตีความสร้างข้อสรุป การจ าแนกชนิดและการเปรียบลักษณะ ของข้อมูลการหาความเกี่ยวโยงของปรากฏการณ์ต่าง ๆ การหาค าอธิบายและข้อสรุปทั้งหมดนี้ ก็เพื่อตอบค าถามแก่ตัวผู้วิเคราะห์เองว่าสามารถท าความเข้าใจปรากฏการณ์ได้หรือไม่ การวิเคราะห์จึงเป็นขั้นตอนที่ส าคัญมาก ของการวิจัยองค์ประกอบที่ส าคัญในการวิเคราะห์ คือ ตัวข้อมูล แนวความคิดในการวิเคราะห์ข้อมูล และประเด็นหรือปัญหาที่จะวิเคราะห์ เนื่องจาก การวิเคราะห์ในเชิงนี้ไม่มีสูตรส าเร็จตายตัว ขึ้นอยู่กับการเลือกผู้วิเคราะห์ สิ่งที่ผู้วิเคราะห์ ควรตระหนักก็คือ การมีกรอบความคิดหรือทฤษฎีที่หลากหลายจะมีความส าคัญอย่างยิ่งในการ ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลได้ลึกซึ้งและสร้างข้อสรุปที่หนักแน่น
แบบฝึกหัดท้ำยบทที่ 4 ค ำชี้แจง : ให้นักศึกษำตอบค ำถำมต่อไปนี้ ให้ถูกต้องครบถ้วน 1. ให้นักศึกษาอธิบายความสามารถของการรู้เท่าทันดิจิทัล มีอะไรบ้าง จงอธิบาย .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... 2. การรู้เท่าทันดิจิทัล มี 5 ทักษะ อะไรบ้าง จงอธิบายอย่างละเอียด .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... 3. ให้นักศึกษาบอก 5 สมรรถนะของการรู้เท่าทันสื่อและดิจิทัล .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... 4. หัวใจของการวิเคราะห์เนื้อหา มีกี่ขั้นตอน อะไรบ้าง .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... 5. ให้นักศึกษาบอกความหมายของค าต่อไปนี้ - ดิจิทัล - สมรรถนะ - สมรรถนะด้านดิจิทัล .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... ..........................................................................................................................................................
บทที่ 5 กำรใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่ำงปลอดภัย สำระส ำคัญ ปัจจุบันภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์นับเพิ่มขึ้น เพราะอินเทอร์เน็ตได้รับความนิยม กว่าแต่ก่อน กลายเป็นช่องทางท าเงินของเหล่าบรรดาแฮคเกอร์ สร้างความเสียหายให้กับ ผู้ใช้บริการและองค์กรต่างๆนับวันจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตัวชี้วัด มีทักษะ ความสามารถในการวิเคราะห์ ความน่าเชื่อถือของสื่อดิจิทัล ขอบข่ำยเนื้อหำ เรื่องที่ 1 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ปลอดภัยและกฎกติกามารยาท ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เรื่องที่ 2 ประเภทเนื้อหาที่กฎหมายไทยครอบคลุม เรื่องที่ 3 ความปลอดภัยยุคดิจิทัล (Digital Safety) เรื่องที่ 4 ประโยชน์และโทษของอินเทอร์เน็ตเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน เวลำที่ใช้ในกำรศึกษำ จ ำนวน 12 ชั่วโมง สื่อกำรเรียนรู้ หนังสือแบบเรียนการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล รหัสรายวิชา ทร2300060
เรื่องที่ 1 กำรใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ปลอดภัย และกฎกติกำมำรยำทในกำรใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ปลอดภัย และกฎกติกามารยาทในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ใน ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วโลก เพราะเป็น ช่องทางที่สามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงธุรกิจและพาณิชย์ใน ด้านต่าง ๆ ช่วยในเรื่องการลดระยะเวลาและต้นทุนในการติดต่อสื่อสาร แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ โดยทั่วไปยังไม่เห็นความส าคัญของการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยเท่าที่ควร เนื่องจากยังขาด ความรู้ในการใช้งานและวิธีป้องกัน หรืออาจคิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไรมาก ในการใช้งาน แต่เมื่อเกิด ปัญหาขึ้นกับตัวเองแล้ว ก็ท าให้ตนเองเดือดร้อน เราสามารถป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้ (ส านักงาน ส่งเสริมศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสุโขทัย, 2559) ดังนี้ 1. ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว 2. ไม่ส่งหลักฐำนส่วนตัวของตนเองและคนในครอบครัวให้ผู้อื่น เช่น ส าเนาบัตร ประชาชน เอกสารต่างๆ รวมถึงรหัสบัตรต่างๆ เช่น เอทีเอ็ม บัตรเครดิต ฯลฯ 3. ไม่ควรโอนเงินให้ใครอย่ำงเด็ดขำด นอกจากจะเป็นญาติสนิทที่เชื่อใจได้จริงๆ ที่มำภำพ : ส ำนักงำนส่งเสริมศูนย์กำรศึกษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอัธยำศัยจังหวัด สุโขทัย, คู่มืออบรมครู ข เอกสำรประกอบกำรอบรมวิทยำกรแกนน ำ ศูนย์ดิจิทัลชุมชน,2559 4. ไม่ออกไปพบเพื่อนที่รู้จักทำงอินเทอร์เน็ต เว้นเสียแต่ว่าได้รับอนุญาตจากพ่อแม่ ผู้ปกครองและควรมีผู้ใหญ่หรือเพื่อนไปด้วยหลาย ๆ คน เพื่อป้องกันการลักพาตัวหรือการกระท า มิดีมิร้ายต่าง ๆ น.ส. สวยเสมอ 1234567989 ธนาคารกรุงโรม น.ส. สวยเสมอ นะจ๊ะ
5.ระมัดระวังกำรซื้อสินค้ำทำงอินเทอร์เน็ต รวมถึงค าโฆษณาชวนเชื่ออื่น ๆ เด็กต้อง ปรึกษาพ่อแม่ผู้ปกครอง โดยต้องใช้วิจารณญาณ พิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ขาย ที่มำภำพ : ส ำนักงำนส่งเสริมศูนย์กำรศึกษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอัธยำศัยจังหวัด สุโขทัย, คู่มืออบรมครู ข เอกสำรประกอบกำรอบรมวิทยำกรแกนน ำ ศูนย์ดิจิทัลชุมชน,2559 6.สอนให้เด็กบอกพ่อแม่ผู้ปกครองหรือคุณครูถ้ำถูกกลั่นแกล้งทำงอินเทอร์เน็ต (Internet Bullying) 7.ไม่เผลอบันทึกยูสเซอร์เนมและพำสเวิร์ดขณะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สำธำรณะ อย่าบันทึกชื่อผู้ใช้และพาสเวิร์ดของคุณบนเครื่องคอมพิวเตอร์นี้” อย่างเด็ดขาด เพราะผู้ที่มาใช้ เครื่องต่อจากคุณ สามารถล็อคอินเข้าไปจากชื่อของคุณที่ถูกบันทึกไว้ แล้วสวมรอยเป็นคุณ หรือแม้แต่โอนเงินในบัญชีของคุณจ่ายค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ ที่เขาต้องการ ผลก็คือคุณอาจ หมดตัวและล้มละลายได้ ที่มำภำพ : ส ำนักงำนส่งเสริมศูนย์กำรศึกษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอัธยำศัยจังหวัด สุโขทัย, คู่มืออบรมครู ข เอกสำรประกอบกำรอบรมวิทยำกรแกนน ำ ศูนย์ดิจิทัลชุมชน,2559 [email protected]
8. ไม่ควรบันทึกภำพวิดีโอ หรือเสียงที่ไม่เหมำะสมบนคอมพิวเตอร์หรือบนมือถือ เพราะภาพ เสียง หรือวีดีโอนั้น ๆ รั่วไหลได้ เช่น จากการแคร็กข้อมูล หรือถูกดาวน์โหลด ผ่านโปรแกรม เพียร์ ทู เพียร์ (P2P) และถึงแม้ว่าคุณจะลบไฟล์นั้นออกไปจากเครื่องแล้ว ส่วนใด ส่วนหนึ่งของไฟล์ยังตกค้างอยู่ แล้วอาจถูกกู้กลับขึ้นมาได้ โดยช่างคอม ช่างมือถือ ที่มำภำพ : ส ำนักงำนส่งเสริมศูนย์กำรศึกษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอัธยำศัยจังหวัด สุโขทัย, คู่มืออบรมครู ข เอกสำรประกอบกำรอบรมวิทยำกรแกนน ำ ศูนย์ดิจิทัลชุมชน,2559 9. จัดกำรกับ Junk Mail จังค์เมล์ หรือ อีเมล์ขยะ ปกติการใช้อีเมล์จะมีกล่องจดหมาย ส่วนตัว หรือ Inbox กับ กล่องจดหมายขยะ Junk mail box หรือ Bulk Mail เพื่อแยกแยะ ประเภทของอีเมล์ เราจึงต้องท าความเข้าใจ และเรียนรู้ที่จะคัดกรองจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยตัวเอง เพื่อกันไม่ให้มาปะปนกับจดหมายดีๆ ซึ่งเราอาจเผลอไปเปิดอ่าน แล้วถูกสปายแวร์ แอดแวร์เกาะติดอยู่บนเครื่อง หรือแม้แต่ถูกไวรัสคอมพิวเตอร์เล่นงาน 10. จัดกำรกับแอดแวร์ สปำยแวร์จัดการกับสปายแวร์แอดแวร์ที่ลักลอบเข้ามาสอดส่อง พฤติกรรมการใช้เน็ตของคุณ ด้วยการซื้อโปรแกรมหรือไปดาวน์โหลดฟรีโปรแกรมมาดักจับและ ขจัดเจ้าแอดแวร์ สปายแวร์ออกไปจากเครื่องของคุณ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมฟรีได้ แต่แค่มีโปรแกรมไว้ในเครื่องยังไม่พอ คุณต้องหมั่นอัพเดทโปรแกรมออนไลน์และสแกนเครื่องของ คุณบ่อย ๆ ด้วย เพื่อให้เครื่องของคุณปลอดสปายข้อมูลของคุณก็ปลอดภัยโปรแกรมล้าง แอดแวร์ และสปายแวร์ จะใช้โปรแกรมตัวเดียวกัน ซึ่งบางครั้งเขาอาจตั้งชื่อโดยใช้แค่เพียงว่าโปรแกรมล้าง
แอดแวร์ แต่อันที่จริงมันลบทิ้งทั้งแอดแวร์และสปายแวร์พร้อม ๆ กัน เพราะเจ้าสองตัวนี้ มันคล้าย ๆ กัน 11. จัดกำรกับไวรัสคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจ าเป็นต้องมีโปรแกรมสแกนดัก จับและฆ่าไวรัส ซึ่งอันนี้ควรจะด าเนินการทันทีเมื่อซื้อเครื่องคอม เนื่องจากไวรัสพัฒนาเร็วมาก มี ไวรัสพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน แม้จะติดตั้งโปรแกรมฆ่าไวรัสไว้แล้ว ถ้าไม่ท าการอัพเดทโปรแกรมทาง อินเทอร์เน็ต เวลาที่มีไวรัสตัวใหม่ๆ แอบเข้ามากับอินเทอร์เน็ต เครื่องคุณก็อาจจะโดนท าลายได้ 12. ไม่ควรแชร์และสนับสนุนข้อมูลที่ไม่เหมำะสม เช่น การโพสเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การแชร์ข้อมูลก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมเพจปลอม ที่มำภำพ : ส ำนักงำนส่งเสริมศูนย์กำรศึกษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอัธยำศัยจังหวัด สุโขทัย, คู่มืออบรมครู ข เอกสำรประกอบกำรอบรมวิทยำกรแกนน ำ ศูนย์ดิจิทัลชุมชน,2559
เรื่องที่ 2 ประเภทเนื้อหำที่กฎหมำยไทยครอบคลุม ข้อที่ทุกคนต้องรู้เกี่ยวกับลิขสิทธิ์รูปภาพในเว็บไซต์ (ส านักงานส่งเสริมศูนย์การศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสุโขทัย,2559) มีดังนี้ ข้อ 1 “ลิขสิทธิ์” คืออะไร ความคุ้มครองทางกฎหมายที่คุ้มครองผู้สร้างเนื้อหา (รูป, เพลง, วีดิโอ, งานเขียน etc.) จากการถูกผู้อื่นน าไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อ 2 : ลิขสิทธิ์จะได้มาตอนไหน ตั้งแต่วินาทีที่เนื้อหาถูกสร้างขึ้นมาก็ได้รับการคุ้มครองด้านลิขสิทธิ์แล้ว โดยไม่ต้องไป จดทะเบียนตามกฎหมายก็ได้ ข้อ 3 : มีกฎหมายการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่ใช้ได้ทั่วโลก แต่ละประเทศมีกฎหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่แตกต่างกัน กฎหมายบางประเทศอาจจะ สนับสนุนกับกฎหมายอีกประเทศได้ แต่สิ่งที่เหมือนกันทุกประเทศมีอยู่อย่างหนึ่งคือ : ถ้าคุณไม่ใช่ เจ้าของลิขสิทธิ์ คุณเอาเนื้อหานั้นไปใช้ไม่ได้ ข้อ 4 : ถ้าเราไม่รู้เรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์เลย แล้วโดนฟ้อง ถือว่าผิด อันนี้ไม่ใช่ข้ออ้างครับ ถึงแม้เราจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็มีความผิดทางกฎหมายอยู่ดี ข้อ 5 : ใครจะเป็นคนรับผิดชอบเมื่อมีการละเมิดลิขสิทธิ์ในเว็บไซต์ เจ้าของเว็บไซต์เป็นผู้รับผิดชอบ ถึงแม้ว่าเขาจะจ้างคนอื่นมาท าเว็บไซต์ให้ เจ้าของเว็บไซต์ ก็จะเป็นคนแรกที่ต้องรับผิดชอบเมื่อมีการละเมิดลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ถ้าการละเมิดลิขสิทธิ์เกิด จากตัวคนท าเว็บไซต์ เจ้าของเว็บไซต์ก็โยนความผิดไปที่คนท าเว็บไซต์ได้ ประเภทเนื้อหำที่กฎหมำยไทยครอบคลุม มีดังนี้(เรียบเรียงมาจากเว็บไซต์ Thailawonline) - งานเขียน (หนังสือ, สิ่งพิมพ์, ค าบรรยาย, โปรแกรมคอมพิวเตอร์ฯลฯ) - งานศิลปะ (ภาพวาด, รูปถ่าย, กราฟฟิก ฯลฯ) - งานเสียง - งานภาพยนต์ (รวมถึง การถ่ายทอดต่าง ๆ) - งานแสดง
ข้อ 6 : ในการท าเว็บไซต์ สิ่งที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์คืออะไรบ้าง น าเนื้อหาจากเว็บไซต์ผู้อื่นมาลงในเว็บไซต์ตัวเอง โดยคุณสามารถอ้างอิงเป็นย่อหน้า / ประโยคได้ ถ้าคุณให้เครดิตคนเขียนต้นฉบับ และมีลิงค์ไปยังบทความต้นฉบับ - น าเนื้อหาในสิ่งพิมพ์ออนไลน์ของผู้อื่น เช่น อีเมล มาลงในเว็บไซต์โดยไม่ได้รับอนุญาต - Forward อีเมลของคนอื่นให้อีกคน โดยไม่ได้รับอนุญาต - แก้ไขเนื้อหาของผู้อื่น ซึ่งเปลี่ยนความหมายไปจากเดิม - ข้อนี้ส าคัญที่สุด กำรน ำโลโก้, ไอคอน, รูป, วีดิโอ, เสียง จำกเว็บไซต์อื่นมำใช้โดยไม่ได้ รับอนุญำต ข้อ 7 : ประเภทลิขสิทธิ์ที่เจอบ่อย ๆ มีอะไรบ้าง - Freeware – น าไปใช้ได้ฟรี และน าไปแชร์ต่อได้ แต่ไม่สามารถแก้ไขหรือเอาไปขายต่อ ได้โดยไม่ได้รับอนุญาต - Shareware – น าไปใช้ได้ฟรี แต่ถ้าจะใช้ในระยะยาวต้องบริจาคเงิน สามารถน าไปแชร์ ได้แต่ต้องให้เครดิตทุกครั้งโดยไม่ต้องขออนุญาต - Fair Use – สามารถน าไปใช้ได้เพื่อการศึกษาและเขียนวิจารณ์ โดยไม่ต้องขออนุญาต - Creative Commons – น าไปใช้ได้ฟรี แต่ต้องอยู่ในกฎที่ลิขสิทธิ์ก าหนดไว้ คุณต้องให้ เครดิตเจ้าของเนื้อหาทุกครั้ง โดยเจ้าของเนื้อหาเป็นผู้ก าหนดว่า อนุญาตให้แก้ไขมั้ย, บังคับให้คุณ เอางานไปแก้แล้วต้องเป็นลิขสิทธิ์ Creative Commons เหมือนกันมั้ย, อนุญาตให้ใช้ในงาน ค้าขายมั้ย - Public Domain – ลิขสิทธิ์ที่เราสามารถน าไปใช้ได้ฟรี โดยไม่ต้องขออนุญาต ครอบคลุมเนื้อหาพวกเรื่องที่เป็นความจริง (เช่น โลกเป็นทรงกลม / ทะเลสีฟ้า) ,ไอเดีย, ขั้นตอน การท างาน และยังครอบคลุมงานที่ลิขสิทธิ์หมดอายุไปแล้วด้วย (เช่น นิยายที่เก่ามาก ๆ)
สำระส ำคัญที่หลำยคนควรพึงระวังใน พ.ร.บ.ว่ำด้วยกระท ำควำมผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ สาระส าคัญ พ.ร.บ.ว่าด้วยกระท าความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 หรือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ฉบับ 2 มีสาระส าคัญจ าง่ายๆ (https://www.marketingoops.com/news/viralupdate/computer-law/, สืบค้นเมื่อ 27 ธันวาคม 2564) มีดังนี้ 1. การฝากร้านใน Facebook, IG ถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท 2. ส่ง SMS โฆษณา โดยไม่รับความยินยอม ให้ผู้รับสามารถปฏิเสธข้อมูลนั้นได้ ไม่เช่นนั้น ถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท 3. ส่ง Email ขายของ ถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท 4. กด Like ได้ไม่ผิด พ.ร.บ.คอมพ์ฯ ยกเว้นการกดไลค์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาบัน เสี่ยงเข้า ข่ายความผิดมาตรา 112 หรือมีความผิดร่วม 5. กด Share ถือเป็นการเผยแพร่ หากข้อมูลที่แชร์มีผลกระทบต่อผู้อื่น อาจเข้าข่าย ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ฯ โดยเฉพาะที่กระทบต่อบุคคลที่ 3 6. พบข้อมูลผิดกฎหมายอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของเรา แต่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของคอมพิวเตอร์ กระท าเอง สามารถแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ หากแจ้งแล้วลบข้อมูลออกเจ้าของก็จะไม่มี ความผิดตามกฎหมาย เช่น ความเห็นในเว็บไซต์ต่าง ๆ รวมไปถึงเฟซบุ๊ก ที่ให้แสดงความคิดเห็น หากพบว่าการแสดงความเห็นผิดกฎหมาย เมื่อแจ้งไปที่หน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อลบได้ทันที เจ้าของระบบเว็บไซต์จะไม่มีความผิด 7. ส าหรับ แอดมินเพจ ที่เปิดให้มีการแสดงความเห็น เมื่อพบข้อความที่ผิด พ.ร.บ.คอมพ์ฯ เมื่อลบออกจากพื้นที่ที่ตนดูแลแล้ว จะถือเป็นผู้พ้นผิด 8. ไม่โพสต์สิ่งลามกอนาจาร ที่ท าให้เกิดการเผยแพร่สู่ประชาชนได้ 9. การโพสเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน ต้องปิดบังใบหน้า ยกเว้นเมื่อเป็นการเชิดชู ชื่นชม อย่างให้เกียรติ 10. การให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต ต้องไม่ท าให้เกิดความเสื่อมเสียเชื่อเสียง หรือถูกดูหมิ่น เกลียดชัง ญาติสามารถฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย 11. การโพสต์ด่าว่าผู้อื่น มีกฎหมายอาญาอยู่แล้ว ไม่มีข้อมูลจริง หรือถูกตัดต่อ ผู้ถูก กล่าวหา เอาผิดผู้โพสต์ได้ และมีโทษจ าคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท 12. ไม่ท าการละเมิดลิขสิทธิ์ผู้ใด ไม่ว่าข้อความ เพลง รูปภาพ หรือวิดีโอ
13. ส่งรูปภาพแชร์ของผู้อื่น เช่น สวัสดี อวยพร ไม่ผิด ถ้าไม่เอาภาพไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หารายได้ เรื่องที่ 3 ควำมปลอดภัยยุคดิจิทัล (Digital Safety) ความปลอดภัยยุคดิจิทัล (Digital Safety)ได้แบ่งระยะไว้(ส านักงานคณะกรรมการดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,2560) ดังนี้ ระยะที่ 0 ระยะก่อนเริ่มต้น (Pre-Early) - ไม่สามารถใช้งานเทคโนโลยีและสารสนเทศได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัยจากภัยคุกคามทาง ดิจิทัลไม่สามารถตอบโต้การกลั่นแกล้งออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม - ไม่ทราบถึงวิธีการตั้งค่าผู้ใช้งานและรหัสผ่านได้อย่างถูกต้องหรือมีความเสี่ยงสูง ระยะที่ 1 ระยะเริ่มต้น (Early) -สามารถใช้งาน เทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้อย่างปลอดภัยจากภัย คุกคามทางดิจิทัล ได้แก่ มัลแวร์(Malware) การฟิชชิ่ง (Phishing) และการสแกม (Scam) - สามารถตอบโต้และ จัดการการกลั่นแกล้ง ออนไลน์ได้อย่าง เหมาะสม - สามารถตั้งค่าผู้ใช้งาน และรหัสผ่าน ค่าความ เป็นส่วนตัวบนโลก ออนไลน์ได้อย่าง เหมาะสม ระยะที่ 2 พัฒนำ (Develop) - สามารถสร้างกฎเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติการใช้งาน เทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน - สามารถตอบโต้และ จัดการการกลั่นแกล้ง ออนไลน์ได้อย่าง สร้างสรรค์ - สามารถตั้งค่าความ เป็นส่วนตัวบนโลก ออนไลน์ขั้นสูงหรือ เฉพาะเจาะจงได้ รวมถึง สามารถเลือกใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีเพื่อสร้างความปลอดภัย ทางออนไลน์ ระยะที่ 3 สมบูรณ์(Mature) สามารถปรับแต่งเชิง เทคนิคเพื่อใช้งาน เทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน รวมถึงสร้างและเผยแพร่ องค์ความรู้การใช้งาน เทคโนโลยีและสารสนเทศ อย่างปลอดภัยในยุค ดิจิทัลได้
ภัยคุกคำมจำกกำรใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศและกำรป้องกัน ภัยคุกคามจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการป้องกัน (สถาบันส่งเสริมการ สอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ,2561) การใช้งานไอทีโดย เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารและเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ทั่วโลกได้ สะดวกรวดเร็ว แต่ในทางกลับกันถ้าใช้งานไม่ระวัง ขาดความรอบคอบอาจก่อให้เกิด ปัญหาจากการคุกคาม การหลอกลวงผ่านเครือข่ายได้ นอกจากนี้การเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมก็ สร้างปัญหาด้านสังคมให้กับเยาวชนจ านวนมาก ดังนั้นการเรียนรู้การใช้งานไอทีอย่างเหมาะสม และปลอดภัยจึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่ง วิธีกำรคุกคำม ภัยคุกคามที่มาจากมนุษย์นั้นมีหลากหลายวิธี โดยมีตั้งแต่การใช้ความรู้ขั้นสูงด้านไอที ไป จนถึงวิธีที่ไม่จ าเป็นต้องใช้ความรู้และความสามารถทางเทคนิค เช่น 1. การคุกคามโดยหลักจิตวิทยา เป็นการคุกคามที่ใช้การหลอกลวงเพื่อให้ได้รหัสผ่านหรือ ส่งข้อมูลที่ส าคัญให้ โดยหลอกว่าจะได้รับรางวัลแต่ต้องท าตามเงื่อนไขที่ก าหนด ซึ่งสิ่งที่ เกิดขึ้นอาจป้องกันได้ยากเพราะเกิดความเชื่อใจ แต่ป้องกันได้โดยให้นักเรียนระมัดระวังใน การให้ข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลใกล้ชิดหรือบุคคลอื่น 2. ภัยคุกคามด้วยเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ข้อมูลและเนื้อหาที่มีอยู่ในแหล่งต่าง ๆ บน อินเทอร์เน็ตมีเป็นจ านวนมากเพราะสามารถสร้างและเผยแพร่ได้ง่าย ท าให้ข้อมูลอาจไม่ได้รับการ ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ดังนั้นข้อมูลบางส่วนอาจก่อให้เกิดปัญหากับนักเรียนได้ ตัวอย่ำง แหล่งข้อมูลและเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ความ รุนแรงการยุยงให้เกิดความวุ่นวายทางสังคม การพนัน สื่อลามกอนาจาร เนื้อหาหมิ่นประมาท การกระท าที่ผิดกฎหมายและจริยธรรม ข้อมูลเนื้อหาเหล่านี้สามารถเข้าถึงได้ง่ายและยากต่อการป้องกันเพราะข้อมูลที่ไม่เหมาะสม ส่วนใหญ่มักมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังจะเห็นได้จากการใช้งานแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ และสื่อบางประเภท นอกจากนี้อาจมีข้อมูลที่ไม่เหมาะสมนั้นปรากฏขึ้น มาเองโดย อัตโนมัติถึงแม้ว่าแอปพลิเคชันหรือเว็ปไซต์นั้นเป็นของหน่วยงานที่น่าเชื่อถือก็ตาม เช่น เว็ปไซต์ หน่วยงานราชการ บริษัทชั้นน า ดังนั้น นักเรียนควรจะใช้วิจารณญาณในการเลือกรับ หรือปฏิเสธ ข้อมูลเหล่านั้น ที่มาภาพ : สถาบันส่งเสริมการ สอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ,2561 ที่มาภาพ : สถาบันส่งเสริม การสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ,2561
3. การคุกคามโดยใช้โปรแกรม เป็นการคุกคามโดยใช้โปรแกรมเป็นเครื่องมือส าหรับ ก่อปัญหาด้านไอที โปรแกรมดังกล่าวเรียกว่า มัลแวร์ (malicious software: malware) ซึ่งมี หลายประเภท เช่น ที่มาภาพ : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ,2561 ไวรัสคอมพิวเตอร์ (computer virus) เป็นโปรแกรมที่เขียนด้วยเจตนาร้ายอาจท าให้ ผู้ใช้งานเกิดความร าคาญหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลหรือระบบโดยไวรัสคอมพิวเตอร์จะ ติดมากับไฟล์ และสามารถแพร่กระจาย เมื่อมีการเปิดใช้งานไฟล์ เช่น ไอเลิฟยู (ILOVEYOU) เม ลิสซา (Melissa) ที่มาภาพ : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ,2561 เวิร์ม (worm) เป็นโปรแกรมอันตรายที่สามารถแพร่กระจายไปสู่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่อง อื่นในเครือข่ายได้ด้วยตนเอง โดยใช้วิธีหาจุดอ่อนของระบบรักษาความปลอดภัย แล้วแพร่กระจาย ไปบนเครือข่ายได้อย่างรวดเร็วและ ก่อให้เกิดความเสียหายที่รุนแรง เช่น โค้ดเรด (Code Red) ที่ มีการแพร่ในเครื่องแม่ข่ายเว็ปของไมโครชอฟท์ในปี พ.ศ. 2544 ส่งผลให้เครื่องแม่ข่ายทั่วโลกกว่า 2 ล้านเครื่องต้องหยุดให้บริการ
ที่มาภาพ : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ,2561 ประตูกล (backdoor/trapdoor) เป็นโปรแกรมที่มีการเปิดช่องโหว่ไว้เพื่อให้ผู้ไม่ประสงค์ ดีสามารถเข้าไปคุกคามระบบสารสนเทสหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านทางระบบ เครือข่ายโดยไม่มี ใครรับรู้ บริษัทรับจ้างพัฒนาระบบสารสนเทสบางแห่งอาจจะติดตั้งประตูกลไว้เพื่อดึงข้อมูล หรือ ความลับของบริษัทโดยที่ผู้ว่าจ้างไม่ทราบ ที่มาภาพ : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ,2561 ม้าโทรจัน (trojan horse virus) เป็นโปรแกรมที่มีลักษณะคล้ายโปรแกรมทั่วไปเพื่อ หลอกลวงผู้ใช้ให้ติดตั้งและเรียกใช้งาน แต่เมื่อเรียกใช้งานแล้วก็เริ่มท างานเพื่อสร้างปัญหาต่าง ๆ ตามที่ผู้เขียนก าหนด เช่น ท าลายข้อมูลหรือลวงข้อมูลที่เป็นความลับ ที่มาภาพ : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ,2561 ระเบิดเวลา (logic bomb) เป็นโปรแกรมอันตรายที่จะเริ่มท างานโดยมีตัวกระตุ้น บางอย่างหรือก าหนดเงื่อนไขการท างานบางอย่างขึ้นมา เช่น แอบส่งข้อมูลออกไปยังเครื่องอื่นหรือ ลบไฟล์ข้อมูลทิ้ง
ที่มาภาพ : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ,2561 โปรแกรมดักจับข้อมูลหรือสปายแวร์ (spyware) เป็นโปรแกรมที่แอบขโมยข้อมูลของผู้ใช้ ระหว่างใช้งานคอมพิวเตอร์ เพื่อน าไปใช้ในการโฆษณา เก็บข้อมูลรหัสผ่านเพื่อน าไปใช้การโอนเงิน ออกจากบัญชีผู้ใช้ ที่มาภาพ : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ,2561 โปรแกรมโฆษณาหรือแอดแวร์ (advertising supported: software) เป็นโปรแกรมที่ แสดงโฆษณาหรือดาวน์โหลดโฆษณาอัตโนมัติหลังจากที่เครื่องคอมพิวเตอร์นั้นติดตั้งโปรแกรมที่มี แอดแวร์แฝงอยู่ นอกจากนี้แอดแวร์บางตัวอาจจะมีสปายแวร์ที่คอยดักจับข้อมูลของผู้ใช้งานเอาไว้ เพื่อส่งโฆษณาที่ตรงพฤติกรรมการใช้งาน ทั้งนี้อาจจะสร้างความร าคาญให้กับผู้ใช้ เนื่องจาก โฆษณาจะส่งมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้ใช้ไม่ต้องการ ที่มาภาพ : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ,2561 โปรแกรมเรียกค่าไถ่ (ransomware) เป็นโปรแกรมขัดขวางการเข้าถึงไฟล์ข้อมูลในเครื่อง คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือด้วยการเข้ารหัส จนกว่าผู้ใช้จะจ่ายเงินให้ผู้เรียกค่าไถ่ จึงจะได้รับ รหัสผ่ านเพื่อที่จะส าม า รถใช้ง านไฟล์นั้นได้ เช่น ค ริปโตล็อคเกอ ร์ ( Cryptolocker) ในปี พ.ศ. 2556 ที่มีการแพร่กระจายไปทุกประเทศทั่วโลกผ่านทางไฟล์แนบในอีเมล และ วันนาคราย (Wannacry) ในปี พ.ศ.2560 ที่แพร่กระจายได้ด้วยวิธีเดียวกับเวิร์ม นอกจากนั้นยังมี การคุกคามด้วยโปรแกรมแบบอื่น ๆ ซึ่งนักเรียนสามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้จากข่าวไอทีหรือ จากอินเทอร์เน็ต
รูปแบบกำรป้องกันภัยคุกคำม แนวคิดหนึ่งที่ใช้ส าหรับการป้องกันภัยคุกคามด้านไอที คือการตรวจสอบ และยืนยัน ตัวตนของผู้ใช้งานก่อนการเริ่มต้นใช้งาน การตรวจสอบเพื่อยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานสามารถ ด าเนินก า รได้ 3 รูปแบบ (สถ าบันส่งเส ริมก า รส อน วิท ย าศ า สต ร์แล ะ เทคโนโ ล ยี กระทรวงศึกษาธิการ,2561) ดังนี้ ตรวจสอบจำกสิ่งที่ผู้ใช้รู้ เป็นการตรวจสอบตัวตนจากสิ่งที่ผู้ใช้งานรู้แต่เพียงผู้เดียว เช่น บัญชีรายชื่อผู้ใช้กับ รหัสผ่านการตรวจสอบวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่าย และระดับความปลอดภัยเป็นที่ยอมรับได้ หากนักเรียน ลืมรหัสผ่าน สามารถติดต่อผู้ดูแลเพื่อขอรหัสผ่านใหม่ ตรวจสอบจำกสิ่งที่ผู้ใช้มี เป้นการตรวจสอบตัวตนจากอุปกรณ์ที่ผู้ใช้งานต้องมี เช่น บัตรสมาร์ตการ์ด โทเก้น อย่างไร ก็ตามการตรวจสอบวิธีนี้มีค่าใช้จ่ายในส่วนอุปกรณ์เพิ่มเติม และมักมีปัญหา คือ ผู้ใช้งานมักลืมหรือ ท าอุปกรณ์ที่ใช้ตรวจสอบหาย ตรวจสอบจำกสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของผู้ใช้ เป็นการตรวจสอบข้อมูลชีวมาตร(biometrics) เช่น ลายนิ้วมือ ม่านตา ใบหน้า เสียง การ ตรวจสอบนี้มีประสิทธิภาพสูงสุดแต่มีค่าใช้จ่ายที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีอื่น และต้องมีการจัดเก็บ ลักษณะเฉพาะของบุคคล ซึ่งผู้ใช้บางส่วนอาจจะเห็นว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ความเป็นส่วนตัว ข้อแนะน ำในกำรตั้งและใช้งำนรหัสผ่ำน การก าหนดรหัสผ่านเป็นวิธีการตรวจสอบตัวตนที่นิยมมมากที่สุด เนื่องจากว่าเป็นวิธีที่ง่าย และค่าใช้จ่ายต่ าเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีอื่น สิ่งที่ควรค านึงถึงในการก าหนดรหัสผ่านให้มีความ ปลอดภัย (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ) ดังนี้ • รหัสผ่านควรตั้งให้เป็นไปตามเงื่อนไขของระบบที่ใช้งาน รหัสผ่านที่ดีควรประกอบด้วย อักษรตัวใหญ่ ตัวเล็ก ตัวเลข และสัญลักษณ์ เช่น Y1nG@#!z หรือ @uG25sx* • ตั้งให้จดจ าได้ง่าย แต่ยากต่อการคาดเดาด้วยบุคคลหรือโปรแกรม เช่น สร้าง ความสัมพันธ์ของรหัสผ่านกับข้อความหรือข้อมูลส่วนตัวที่คุ้นเคย เช่น ตั้งชื่อสุนัขตัวแรก แต่เขียนตัวอักษรจากหลังมาหน้า
• หลีกเลี่ยงการตั้งรหัสผ่านโดยใช้วัน เดือน ปีเกิด ชื่อผู้ใช้ ชื่อจังหวัด ชื่อตัวละคร ชื่อ สิ่งของต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้อง หรือค าที่มีอยู่ในพจนานุกรม • บัญชีรายชื่อใช้แต่ละระบบ ควรใช้รหัสผ่านที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะบัญชีที่ใช้เข้าถึง ข้อมูลที่มีความส าคัญ เช่น รหัสผ่านของบัตรเอทีเอ็มหลายใบให้รหัสผ่านต่างกัน • ไม่บันทึกรหัสผ่านแบบอัตโนมัติบนโปรแกรมเบราว์เซอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้ เครื่องคอมพิวเตอร์ร่วมกับผู้อื่น หรือเครื่องสาธารณะ • หลีกเลี่ยงการบันทึกรหัสผ่านลงในกระดาษสมุดโน้ต รวมทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย หากจ าเป็นต้องบันทึกก็ควรจจัดเก็บไว้ในที่ปลอดภัย • ไม่บอกรหัสผ่านของตนเองให้กับผู้อื่นไม่ว่ากรณีใด ๆ • หมั่นเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจ า อาจกระท า ทุก 3 เดือน • ออกจากระบบทุกครั้งเมื่อเลิกใช้บริการต่างๆบนอินเทอร์เน็ต แนวทำงกำรใช้ไอทีอย่ำงปลอดภัย • การใช้งานไอทีเป็นส่วนหนึ่งในการด าเนินกิจกรรมต่าง ๆ และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งานไอทีที่ผ่านสมาร์ตโฟนที่มักมีแอปพลิชันจ านวนมาก ให้เลือกติดตั้งได้ ฟรีภายใต้เงื่อนไขบางประการ ซึ่งหลายคนมักละเลยในการอ่านเงื่อนไขเหล่านี้ การใช้ไอที อย่างปลอดภัยนั้นผู้ใช้งานจ าเป็นต้องเข้าใจในประเด็นต่าง ๆ(สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ,2561) ดังนี้ • ศึกษาเงื่อนไขและข้อตกลง ก่อนการติดตั้งหรือใช้งานไอที • มีความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการใช้ไอทีเพื่อให้ใช้งานได้อย่างถูกต้องและ มีประสิทธิภาพ • ไม่ใช้บัญชีผู้ใช้ร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากไม่สามารถควบคุมความปลอดภัยได้ และเสี่ยงต่อ การรั่วไหลของรหัสผ่านและข้อมูลส่วนตัว • ส ารองข้อมูลอย่างสม่ าเสมอ และเก็บไว้หลายแหล่ง โดยเมื่อมีเหตุการณ์ที่ท าให้ ไฟล์ข้อมูลสูญหาย เช่น ข้อมูลโดนไวรัสท าลาย เครื่องคอมพิวเตอร์เสียหาย สามารถน า ข้อมูลที่ส ารองไว้มาใช้งานได้ • ติดตั้งซอฟต์แวร์เท่าที่จ าเป็น และไม่ติดตั้งโปรแกรม ที่ดาวน์โหลดจากแหล่งที่ไม่ น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันมัลแวร์ที่แฝงมากับโปรแกรม
• เข้าใจกฎ กติกา และมารยาททางสังคมในการใช้งานไอที ซึ่งเป็นสิ่งจ าเป็นในการใช้ งานไอที เพราะจะช่วยป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น การเรียนรู้การใช้ อักษรย่อ การใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ • หลีกเลี่ยงการใช้งานเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมหรือไม่แน่ใจว่าเป็นของหน่วยงานใด • ปรับปรุงระบบปฏิบัติการและโปรแกรมต่างๆ ให้ทันสมัยอยู่เสมอ เช่น โปรแกรม แก้ไขจุดบกพร่องของระบบปฏิบัติการที่เรียกว่า อัปเดต (update) หรือ แพทย์ (patch) โปรแกรมป้องกันไวรัส ซึ่งโปรแกรมจะมีการเพิ่มเติมความสามารถในการป้องกันไวรัสใหม่ๆ ท าให้ อุปกรณ์และข้อมูลใช้งานได้อย่างปลอดภัย • สังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน เช่น มีโปรแกรมแปลกปลอมปรากฏขึ้นได้รับ อีเมลจากคนที่ไม่รู้จัก หรือเข้าเว็บไซต์ที่คุ้นเคยแต่มีบางส่วนของ URL หรือหน้าเว็บที่เปลี่ยนไป ให้ตรวจสอบและหาข้อมูลเพิ่มเติม จนกว่าจะมั่นใจก่อนการใช้งาน • ระวังการใช้งานไอทีเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ เช่น ไม่เชื่อมต่อ WiFi โดยอัตโนมัติ ไม่จดจ่อใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ซึ่งอาจตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพหรือ ท าให้เกิดอุบัติเหตุได้ กำรใช้ไอทีอย่ำงสร้ำงสรรค์ • การใช้งานไอทีอย่างสร้างสรรค์ คือ การใช้งานไอทีให้เกิดประโยชน์อย่างเหมาะสม ผู้ใช้จ าเป็นต้องมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เพราะไอทีช่วยให้เข้าถึงข้อมูลและเนื้อหา จ านวนมากอย่างรวดเร็ว • ดังนั้นนักเรียนต้องสามารถวิเคราะห์ เนื้อหา และสิ่งต่าง ๆ ที่ได้รับว่า มีความ น่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใดเพื่อคัดกรองและน าไปใช้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์และมีคุณค่า เช่น ใช้ไอทีในการติดตามและรับรู้ข่าวสารต่าง ๆ รวบรวมและสรุปความรู้ให้กับเพื่อน ๆ ผ่านเฟสบุ๊ก ฝึกเขียนโปรแกรมเพื่อพัฒนาตนเอง • จริยธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม ตามที่ ก าหนดในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ดังนั้นจริยธรรมด้านไอทีจึงหมายถึง การประพฤติปฏิบัติที่ดีในการด าเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับไอที ที่ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการ การใช้งาน และการให้บริการด้านไอที
• จริยธรรมเป็นหลักการและมาตรฐานที่ให้แนวทางในการปฏิบัติต่อผู้อื่นเพื่อให้อยู่ ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข การใช้ไอทีอย่างมีจริยธรรม ต้องไม่ท าให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่ ละเมิดความเป็นส่วนตัว ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ไม่น าภาพผู้อื่นมา ล้อเลียน หรือใช้ข้อความหยาบคาย ไม่ช าเลืองมองหน้าจอภาพผู้อื่นขณะใช้งาน เรื่องที่ 4 ประโยชน์และโทษของอินเทอร์เน็ตเพื่อกำรสื่อสำรในชีวิตประจ ำวัน ที่มาภาพ : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ,2561 ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทในการติดต่อสื่อสาร ค้นคว้า สืบค้นหาข้อมูลต่างๆ ในชี วิตป ระจ าวันม ากยิ่งขึ้น(สถ าบันส่งเส ริมก า รสอน วิทย าศ าสต ร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ,2561) ดังนี้ 1. ด้านการติดต่อสื่อสาร เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพูดคุยผ่านทางภาพและเสียง 2. เป็นระบบสื่อสารพื้นที่จ าลอง (Cyberspace) ไม่มีข้อจ ากัดทางศาสนา เชื้อชาติ ระบบ การปกครอง กฎหมาย 3. มีระบบการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ค้นหาข้อมูลต่างๆผ่านทาง Google YouTube เป็นต้น 4. การบริการทางธุรกิจ เช่น การขายของออนไลน์ การสั่งซื้อของออนไลน์ เป็นต้น 5. การบริการด้านการบันเทิงต่างๆ เช่น การเล่นเกมออนไลน์ ฟังเพลงในยูทูป ดูหนัง ออนไลน์ เป็นต้น
โทษของอินเทอร์เน็ต โทษของอินเทอร์เน็ต มีหลากหลายลักษณะ เช่น ข้อมูลที่เสียหาย ข้อมูลไม่ดี ไม่ถูกต้อง แหล่งซื้อขายประกาศของผิดกฎหมาย ขายบริการทางเพศ ที่รวมและกระจายของไวรัส คอมพิวเตอร์ต่างๆ 1. อินเทอร์เน็ตเป็นระบบอิสระ ไม่มีเจ้าของ ท าให้การควบคุมกระท าได้ยาก มีข้อมูลที่มี ผลเสียเผยแพร่อยู่ปริมาณมาก 2. ไม่มีระบบจัดการข้อมูลที่ดี ท าให้การค้นหากระท าได้ไม่ดีเท่าที่ควร 3. เติบโตเร็วเกินความเป็นจริง 4. ข้อมูลบางอย่างอาจไม่จริง ต้องดูให้ดีเสียก่อน อาจถูกหลอกลวง 5. กลั่นแกล้งจากเพื่อนใหม่ 6. ถ้าเล่นอินเทอร์เน็ตมากเกินไปอาจเสียการเรียนได้ 7. ข้อมูลบางอย่างก็ไม่เหมาะกับเด็กๆต่ ากว่า 18 ปี 8. ขณะที่ใช้อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์จะใช้งานไม่ได้ ที่มาภาพ : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ,2561
แบบฝึกหัดท้ำยบทที่ 5 ค ำชี้แจง : ให้นักศึกษำตอบค ำถำมต่อไปนี้ ให้ถูกต้องครบถ้วน 1. หากนักศึกษาจะก าหนดรหัสผ่าน นักศึกษาควรค านึงถึงการก าหนดรหัสผ่านให้มีความปลอดภัย อย่างไรบ้าง .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... 2. นักศึกษาจะมีแนวทางการใช้ไอทีอย่างปลอดภัยอย่างไร จงอธิบาย .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... 3. ให้นักศึกษาบอกประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตว่ามีอะไรบ้าง จงอธิบาย .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... 4. ให้นักศึกษาบอกโทษของอินเทอร์เน็ตว่ามีอะไรบ้าง จงอธิบาย .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... 5. ถ้านักศึกษามีเพื่อติดเกมและชอบซื้อของออนไลน์ นักศึกษาคิดว่าเป็นพฤติกรรมที่ควรส่งเสริม หรือไม่และจะแนะน าเพื่อนอย่างไร .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... ..........................................................................................................................................................
แบบทดสอบหลังเรียน รำยวิชำกำรรู้เท่ำทันสื่อดิจิทัล รหัสรำยวิชำ ทร2300054 จ ำนวน 1 หน่วยกิต ระดับมัธยมศึกษำตอนต้น 1. ข้อใดไม่ใช่เป็นการสื่อสารยุคดิจิทัล ก. E-mail ข. โทรศัพท์ ค. การประชุมทางวิดีโอ ง. การส่งจดหมายทางไปรษณีย์ 2. ข้อใดไม่ใช่หลักในการใช้สื่อ ก. ราคาแพง ข. ความเข้าใจ ค. ความถูกต้อง ง. เหมาะสมกับวัย 3. ข้อใดไม่ใช่ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในงานต่างๆ ก. การใช้งานคอมพิวเตอร์ ข. การใช้งานอินเตอร์เน็ต ค. ความรู้ในการแฮคข้อมูล ง. การท างานร่วมกันแบบออนไลน์ 4. ข้อใดคือประโยชน์ของการติดต่อสื่อสาร ก. เพื่อสร้างความแตกแยกในหมู่คณะ ข. เพื่อการท าวิจัยในชั้นเรียน ค. เพื่อประมวลผลการท างานปัจจุบัน ง. ถูกทุกข้อ 5. “การรู้เท่าทัน” (Literacy) มักนึกถึงอะไร ก. การใช้คอมพิวเตอร์ ข. การใช้อินเตอร์เน็ต ค. การใช้โปรแกรม ง. ทักษะและความสามารถในการอ่านและการเขียน 6. การรู้เท่าทันใหม่ (New literacies) คือ ข้อใด ก. การรู้เท่าทันสื่อ (Media literacy) ข. การรู้เท่าทันข่าว (News literacy) ค. การรู้เท่าทันภาพ (Visual literacy) ง. วาทศาสตร์ (Rhetroric)
7. Telephone โทรศัพท์ ก าหนดขึ้นในยุคใด ก. ยุคโบราณ Ancient Time ข. ยุคอนาล็อก Age of Analog ค. ยุคดิจิทัล Age of Digital ง. ยุคเครือข่ายสังคม Age of Social Network 8. คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรกของโลกเรียกว่า ก. Kenbak-1 ข. DynaTAC 800x ค. Smartphone ง. ICQ 9. ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล ก. การเข้าถึง ข. การวิเคราะห์ ค. การประยุคใช้ ง. การประเมินค่าสื่อ 10. ทักษะการเข้าถึง คือ ก. ความสามารถในการเลือกและใช้เครืองมือดิจิทัล ข. ความสามารถในการท าความเข้าใจสารสนเทศและสัญลักษณ์ต่างๆ ค. ความสามารถในการตัดสินคุณภาพ ง. ความสามารถในการสร้างสารสนเทศด้วยเทคโนโลยี 11. ทักษะการวิเคราะห์ คือ ก. ความสามารถในการเลือกและใช้เครืองมือดิจิทัล ข. ความสามารถในการท าความเข้าใจสารสนเทศและสัญลักษณ์ต่างๆ ค. ความสามารถในการตัดสินคุณภาพ ง. ความสามารถในการสร้างสารสนเทศด้วยเทคโนโลยี 12. ทักษะการสร้างสรรค์ คือ ก. ความสามารถในการเลือกและใช้เครืองมือดิจิทัล ข. ความสามารถในการท าความเข้าใจสารสนเทศและสัญลักษณ์ต่างๆ ค. ความสามารถในการตัดสินคุณภาพ ง. ความสามารถในการสร้างสารสนเทศด้วยเทคโนโลยี
13. ข้อใดไม่ใช่ขั้นตอนในการวิเคราะห์เนื้อหา ก. ตั้งเกณฑ์ขึ้นส าหรับการคัดเลือกเอกสาร ข. วางเค้าโครงของข้อมูล ค. วิเคราะห์และค านึงถึงบริบท ง. นับความถี่ของเนื้อหา 14. การท าระบบจ าแนกประเภทที่ดีในการวิเคราะห์ ควรมีลักษณะอย่างไร ก. ระบบจ าแนกประเภทควรสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการวิจัย ข. ระบบจ าแนกประเภทควรมีความทันสมัย ค. ระบบจ าแนกประเภทควรมีความซ้ าซ้อนเหลื่อมกัน ง. ระบบจ าแนกประเภทไม่ควรมีความเด่นชัดในตัวเอง 15. ถ้าต้องการเปลี่ยน Facebook ให้เป็นส่วนตัว เห็นเฉพาะคนที่เราต้องการเท่านั้น ต้องทำอย่างไร? ก. ตั้งค่า Privacy ใน Facebook ข. ตั้งค่า Privacy ในอุปกรณ์โทรศัพท์ ค. ติดต่อผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเพื่อตั้งค่า Privacy ง. แจ้งคำร้องไปยัง Facebook เพื่อให้แสดงข้อความเฉพาะคนที่เราต้องการเท่านั้น 16. ก่อนจะส่งข้อความไปยังสื่อออนไลน์เราควรทำอย่างไรก่อน? ก. จัดภาพหน้าจอเพื่อเป็นหลักฐานทุกครั้งที่ส่ง ข. คิดพิจารณาในด้านต่าง ๆ ก่อนส่ง ค. หาฤกษ์ที่เหมาะสมก่อนส่ง ง. ดูว่าคนที่ต้องการรับข้อความเราใช้งานอยู่หรือไม่ 17. เมื่อต้องการติดต่อกับอาจารย์/เจ้านาย/หัวหน้า ควรสื่อสารอย่างไร? ก. สื่อสารให้เหมือนกับการสื่อสารกับเพื่อน เพื่อสร้างความคุ้นเคย ข. สื่อสารโดยการใช้ภาษาสมัยใหม่ หรือ ภาษาวัยรุ่น เพื่อแสดงความทันสมัยให้เห็น ค. สื่อสารด้วยความเคารพ และ ชัดเจน ง. สื่อสารให้เกิดความงุนงงมากที่สุด เพื่อให้ อาจารย์/เจ้านายติดต่อกลับมาหาเราเอง 18. เราควรแสดงความคิดเห็นอย่างไร จึงจะเป็นไปในทางสร้างสรรค์? ก. ปลุกระดม เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มเรียกร้องในสิ่งที่ต้องการ ข. ให้ข้อเท็จจริงที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และเกิดประโยชน์ ค. ใช้อารมณ์เพื่อให้เกิดอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์หรือข้อความนั้น ง. พยายามโต้แย้ง เพราะให้คนอื่นเข้าใจตามที่เราต้องการให้เข้าใจ
19. เมื่อมีคนมาแสดงความคิดเห็นตำหนิเราใน Facebook ที่เรากำหนดให้เป็นสาธารณะ เราควรทำ อย่างไรเป็นอันดับแรก ก. เข้าใจว่าเนื่องจากเรากำหนดให้ Facebook ของเราเป็นสาธารณะ ดังนั้นคนอื่นสามารถ แสดงความคิดเห็นได้ ข. โต้ตอบว่า Facebook เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเราคนอื่นไม่มีสิทธิมาแสดงความคิดเห็น ค. แจ้ง Facebook ว่ามีคนมาแสดงความคิดเห็นใน Facebook ที่เราเปิดเป็นสาธารณะ ง. ไปโพสต์เพื่อเรียกร้องใน pantip ว่าโดนคนอื่นมาโพสต์ใน Facebook ของเราที่เปิดเป็น สาธารณะ 20. ประทุษวาจา ทำให้เกิดประโยชน์ในด้านไหน? ก. ทำให้เกิดความสามัคคี ข. ทำให้เราสามารถมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์นั้นได้ ค. ทำให้ผู้อื่นรู้สึกดีขึ้น ง. ไม่เกิดประโยชน์อะไร
บรรณำนุกรม พีรวิชญ์ ค าเจริญ และวีรพงษ์พลนิกรกิจ. (2561). รายงานวิจัยเรื่องการรู้เท่าทันดิจิทัล : วิวัฒนาการ ความหมาย และการสังเคราะห์ทักษะ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ส านักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (ม.ป.ป.). หนังสือกรอบสมรรถนะ ด้านดิจิทัลส าหรับพลเมืองไทย. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส านักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(2560). โครงการส่งเสริมและ พัฒนาความรู้ความเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy).กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส านักงานศูนย์ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสุโขทัย. (2559). คู่มือ อบรมครู ข เอกสารประกอบการอบรมวิทยากรแกนน า ศูนย์ดิจิทัลชุมชน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2561). หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (วิทยาการค านวณ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. กระทรวงศึกษาธิการ Baanjomyut. (ม.ป.ป.). หลักในการใช้สื่อ. (ออนไลน์) (อ้างเมื่อ 27 ธันวาคม 2564). จาก https://www.baanjomyut.com/library2/extension4/introduction to teaching/02.html Gramdigital. (ม.ป.ป.). ความหมายของการสื่อสารยุคดิจิทัล. (ออนไลน์) (อ้างเมื่อ 27 ธันวาคม 2564). จาก https://www.gramdigital.net/blog/digital- communication Marketingoops . (ม.ป.ป.). สรุป 13 ข้อ สาระส าคัญจ าง่ายๆ พ.ร.บ.คอมพ์60 มีผลบังคับใช้แล้ว. (ออนไลน์) (อ้างเมื่อ 27 ธันวาคม 2564). จากhttps://www.marketingoops.com/news viral-update/computer-law/ Oknation. (ม.ป.ป.). การสื่อสารสร้างสรรค์. (ออนไลน์) (อ้างเมื่อ 27 ธันวาคม 2564). จาก http://oknation.nationtv.tv/blog/print.php?id=422878 Touchpoint. (ม.ป.ป.). เครื่องมือการสื่อสารดิจิทัล สัญลักษณ์ดิจิทัล. (ออนไลน์) (อ้างเมื่อ 27 ธันวาคม 2564). จาก https://touchpoint.in.th/digital-communication- tools-digital-badges Wanwisa Thuanyod. (ม.ป.ป.). วิวัฒนาการการสื่อสารของแต่ละยุคแบบเข้าใจง่าย. (ออนไลน์) (อ้างเมื่อ 27 ธันวาคม 2564). จาก https://www.thinknet.co.th/what- we-do/
ภาคผนวก
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียน 1. ง 2. ก 3. ง 4. ค 5. ง 6. ก 7. ข 8. ก 9. ค 10. ก 11. ข 12. ง 13. ง 14. ก 15. ก 16. ข 17. ค 18. ข 19. ก 20. ข