หนังสอื เรยี นสาระการพฒั นาสังคม
รายวิชา ประชาธิปไตยพ้ืนฐานสาหรับครอบครวั และชุมชน
ระดบั ประถมศึกษา
รหสั สค13043
หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอาเภอสวรรคโลก
สานักงานส่งเสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย จงั หวัดสุโขทัย
สานักงานปลดั กระทรวงศึกษาธกิ าร
เอกสารทางวชิ าการลาดบั ท.่ี ............./................
หนังสอื เรยี นสาระการพัฒนาสังคม
รายวิชา ประชาธปิ ไตยพ้นื ฐานสาหรับครอบครัวและชมุ ชน
ระดบั ประถมศึกษา
รหสั สค13043
หลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551
ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอาเภอสวรรคโลก
สานักงานส่งเสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวดั สุโขทยั
สานักงานปลดั กระทรวงศึกษาธกิ าร
คานา
ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอสวรรคโลก ได้ดาเนินการจัดทาหนังสือเรียน
รายวิชาเลือกข้ึน เพ่ือใช้ในการเรียนการสอนหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาข้ันฐานพุทธศักราช
2551 โดยมีวตั ถปุ ระสงคใ์ นการพัฒนาผู้เรียนให้มคี วามรู้ความเขา้ ใจ ทักษะและเจตคติท่ีดีต่อการเรียนรดู้ ้วยตนเอง
รายวิชาเลือกประชาธิปไตยพ้ืนฐานสาหรับครอบครัวและชุมชน รหัสวิชา สค13043ได้จัดทาขึ้นตามสาระและ
มาตรฐานการเรยี นรู้สาระพฒั นาสังคม หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551
ที่สานัก งาน ส่งเสริมการศึกษ าและก าร ศึกษาตามอัธยาศัย สานัก งาน ปลัดกระท รวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับปรุงและวางโครงสร้างแนวทางการศึกษาไว้ เพ่ือให้ผู้เรียนมีความสะดวกในการศึกษา
คน้ ควา้
หวังว่าหนังสือเรียนชุดนี้จะเป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนตามสมควร หากมีข้อเสนอแนะ
ประการใด ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยอาเภอสวรรคโลก ขอน้อมรับไว้ดว้ ยความขอบคุณ
ยง่ิ
ศนู ยก์ ารศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอสวรรคโลก
สารบญั หนา้
คานา 1
คาแนะนาในการใช้หนงั สือเรยี น 2
โครงสร้างรายวิชาประชาธิปไตยพ้ืนฐานสาหรบั ครอบครวั และชมุ ชน รหัสวชิ า สค13043
แบบทดสอบกอ่ นเรียน 5
บทท่ี 1 ปัญหาของสงั คมไทย
10
เรอ่ื งท่ี 1 ความหมายของครอบครัว ความหมายชุมชน 11
ความหมายสงั คม ความหมายปญั หาสงั คม 14
เร่ืองท่ี 2 ปัญหาสังคมไทย สาเหตปุ ญั หาสงั คม 18
แนวทางแกไ้ ขปัญหาสังคมสาคญั ที่เกดิ ข้ึนในปัจจุบัน
19
บทที่ 2 ประชาธิปไตยในวถิ ีชีวิตประจาวัน
เรอ่ื งท่ี 1 ความหมาย ความสาคัญ หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 22
เรื่องที่ 2 แนวทางการปฏบิ ตั ิตนในการดาเนินชวี ิต 25
32
ทส่ี อดคล้องกับหลกั การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย และการมีสว่ นรว่ มทางการเมือง 33
บทท่ี 3 การเสริมสรา้ งวัฒนธรรมประชาธปิ ไตยในครอบครัว
39
และการเสรมิ สร้างประชาธปิ ไตยในชุมชน
เรือ่ งที่ 1 บทบาทของสมาชิกในครอบครัว
แนวทางปอ้ งกันปัญหาทเี่ กดิ ข้ึนจากการใช้ความรุนแรงในครอบครวั
เรอ่ื งที่ 2 บทบาทหน้าท่ีของสมาชกิ ในชมุ ชน คุณลักษณะสาคัญของผ้นู าท่ีดี
เรอ่ื งท่ี 3 กฎหมายท่ีประชาชนควรรู้
บทท่ี 4 หลักธรรมในการดาเนินชีวิต หลกั ธรรมตามรอยพระยุคลบาท 10 ประการ
เร่ืองท่ี 1 ความหมาย ความสาคัญของหลกั ธรรมในการดาเนินชีวติ
และหลักธรรมในพระพทุ ธศาสนา
เร่ืองท่ี 2 หลักธรรมในการดาเนนิ ชีวติ
แบบทดสอบหลังเรยี น
ภาคผนวก
คาแนะนาในการใชห้ นังสือเรยี น
หนังสอื เรียนสาระการพัฒนาสงั คม รายวชิ าเลือกประชาธปิ ไตยพืน้ ฐานสาหรบั ครอบครวั และชุมชน
รหัสวชิ า สค13043เป็นหนังสือเรียนที่จดั ทาขึน้ สาหรับผเู้ รียนนอกระบบ
ในการศกึ ษาหนงั สอื เรยี นสาระการพัฒนาสังคม ประชาธิปไตยพืน้ ฐานสาหรบั ครอบครวั และชุมชน
รหัสวชิ า สค13043 ผ้เู รยี นควรปฏบิ ตั ดิ ังนี้
1. ศึกษาโครงสร้างรายวิชาให้เข้าใจในหวั ข้อและสาระสาคัญ ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวงั และขอบข่ายเนื้อหา
ของรายวิชานน้ั ๆ โดยละเอียด
2. ศกึ ษารายละเอยี ดเน้อื หาของแตล่ ะบทอย่างละเอียดและทากิจกรรมที่กาหนด แลว้ ทาความเขา้ ใจกอ่ นที่
จะศกึ ษาเรอ่ื งตอ่ ไป
3. ปฏบิ ัติกิจกรรมท้ายเรื่องของแต่ละเร่อื ง เพื่อใช้ในการสรปุ ความรู้ ความเข้าใจของเนอ้ื หาในเรอ่ื งนั้นๆอีก
ครั้ง และการปฏิบตั ิกจิ กรรมแต่ละเนื้อหา แต่ละเร่ืองผเู้ รียนสามารถนาไปตรวจสอบกับครแู ละเพ่ือนๆท่รี ่วมเรยี นใน
รายวชิ าและระดบั เดยี วกนั ได้
4. หนงั สอื เรียนนม้ี ี 4 บท ดงั น้ี
บทที่ 1 ปัญหาของสงั คมไทย
เรื่องที่ 1 ความหมายของครอบครวั ความหมายชุมชนความหมายสงั คม ความหมายปญั หาสังคม
เรอ่ื งที่ 2 ปญั หาสงั คมไทย สาเหตุปัญหาสงั คมแนวทางแก้ไขปญั หาสงั คมสาคญั ท่ีเกิดข้นึ ในปจั จบุ ัน
บทท่ี 2 ประชาธปิ ไตยในวถิ ชี ีวติ ประจาวัน
เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสาคญั หลักการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย
เร่อื งที่ 2 แนวทางการปฏบิ ัตติ นในการดาเนนิ ชีวิตทีส่ อดคลอ้ งกบั หลักการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย
และการมสี ่วนร่วมทางการเมอื ง
บทท่ี 3 การเสริมสรา้ งวัฒนธรรมประชาธิปไตยในครอบครวั และการเสริมสร้างประชาธปิ ไตยในชุมชน
เร่ืองที่ 1 บทบาทของสมาชกิ ในครอบครัวแนวทางปอ้ งกันปญั หาทีเ่ กดิ ข้ึนจากการใชค้ วามรุนแรงใน
ครอบครวั
เรื่องที่ 2 บทบาทหนา้ ท่ีของสมาชิกในชุมชน คุณลักษณะสาคญั ของผูน้ าท่ดี ี
เรอ่ื งที่ 3 กฎหมายทป่ี ระชาชนควรรู้
บทท่ี 4 หลกั ธรรมในการดาเนินชวี ติ หลกั ธรรมตามรอยพระยุคลบาท 10 ประการ
เรื่องท่ี 1 ความหมาย ความสาคญั ของหลักธรรมในการดาเนนิ ชีวติ และหลักธรรมในพระพทุ ธศาสนา
เรอ่ื งที่ 2 หลกั ธรรมในการดาเนนิ ชวี ติ
โครงสรา้ งหนงั สือรายวชิ าประชาธปิ ไตยพน้ื ฐานสาหรับครอบครัวและชมุ ชน
สาระสาคัญ
การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ประชาธิปไตยพื้นฐานสาหรบั ครอบครัวและชมุ ชน : เปน็ การจัดกจิ กรรมการ
เรียนรู้เพอ่ื ใหผ้ ู้เรยี น มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ ตระหนักถงึ ปญั หา สาเหตุของสังคมไทยและแนวทางแก้ไขปัญหารวมถึง
การเรียนรู้ ประชาธปิ ไตยในวถิ ชี ีวิตประจาวนั การเสรมิ สร้างวัฒนาธรรมประชาธิปไตยในครอบครัว ชุมชน สงั คม
และการเรยี นรู้ในเร่ืองของหลักธรรมในพระพทุ ธศาสนาและหลักธรรมตามรอยพระยคุ ลบาท 10 ประการพร้อมทง้ั
สามารถนามาปรับใช้ในชวี ติ ประจาวันได้
ผลการเรยี นรูท้ ี่คาดหวัง
1. เพอื่ ใหผ้ ู้เรยี น มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ ตระหนกั เก่ียวกับปัญหาของสงั คมไทย2. เพ่ือใหผ้ เู้ รยี นมีความรู้
ความเขา้ ใจและนาความรูเ้ ร่อื งการบรหิ ารจัดการน้ามาปรบั ใช้ในชวี ติ ประจาวนั ได้
2.เพ่อื ใหผ้ ู้เรียน มคี วามรู้ ความเขา้ ใจถงึ หลกั การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย
3.เพือ่ ให้ผูเ้ รยี น มคี วามรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการปฏบิ ตั ติ นในการดาเนินชีวติ ทส่ี อดคลอ้ งกับหลักการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตย
4.สามารถอธิบายความสาคัญและความสาพันธ์ระหวา่ ง “การเมอื ง”กบั ”การดาเนนิ ชีวิต”ไดอ้ ยา่ งถูกต้อง
5. เพ่ือให้ผู้เรยี นสามารถวเิ คราะห์เกีย่ วกับการบริหารจัดการน้า เห็นคุณคา่ และประโยชน์ของการบรหิ าร
จัดการน้าและนาความรทู้ ไี่ ดร้ ับมาปรบั ใช้ในชวี ติ ประจาวนั ได้
6.เพ่ือให้ผู้เรียนมคี วามรู้ ความเข้าใจและตระหนักถงึ บทบาทและสทิ ธิหนา้ ทีข่ องสมาชิกในครอบครวั
7.เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นมีความรู้ ความเข้าใจกฎหมายท่ีเก่ียวข้องกับตนเองและผูอ้ นื่
8.ผ้เู รยี น สามารถอธิบายและสามารถบอกแนวทางการป้องกนั ปญั หาที่เกิดขึ้นจากการใช้ความรนุ แรงใน
ครอบครวั
9.เพื่อใหผ้ ู้เรยี น มีความรู้ ความเข้าใจและตระหนกั ถึงบทบาทและสทิ ธหิ น้าทีข่ องสมาชิกในครอบครัว
10.เพ่ือให้ผเู้ รียน มคี วามรู้ ความเข้าใจ ตระหนกั และสามารถวิเคราะหป์ ญั หาพร้อมเสนอแนวทางแก้ไข
ปญั หาของชมุ ชนได้
11.ผเู้ รียนสามารถเสนอคุณลักษณะของผ้นู าชมุ ชนในการแกป้ ัญหาทีส่ าคญั ได้
12.เพอ่ื ใหผ้ ู้เรยี น มคี วามรู้ ความเข้าใจความหมายความสาคัญของหลกั ธรรมตามรอยพระยคุ คลบาท ๑๐
ประการและสามารถนาความรู้ท่ีไดร้ ับไปประยุกต์ใชไ้ ดก้ ับชวี ิตประจาวนั ได้
ขอบขา่ ยเนอื้ หา
บทที่ 1 ปัญหาของสงั คมไทย
เรอ่ื งที่ 1 ความหมายของครอบครวั ความหมายชุมชนความหมายสงั คม ความหมายปัญหาสังคม
เรอ่ื งท่ี 2 ปญั หาสงั คมไทย สาเหตปุ ญั หาสงั คมแนวทางแกไ้ ขปญั หาสงั คมสาคัญที่เกิดขน้ึ ในปจั จุบัน
บทที่ 2 ประชาธปิ ไตยในวถิ ีชวี ติ ประจาวนั
เร่ืองที่ 1 ความหมาย ความสาคัญ หลักการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย
เร่ืองที่ 2 แนวทางการปฏิบตั ติ นในการดาเนนิ ชวี ิตทีส่ อดคลอ้ งกับหลกั การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย
และการมีส่วนรว่ มทางการเมอื ง
บทที่ 3 การเสริมสรา้ งวฒั นธรรมประชาธิปไตยในครอบครวั และการเสรมิ สร้างประชาธปิ ไตยในชุมชน
เร่อื งท่ี 1 บทบาทของสมาชิกในครอบครวั แนวทางปอ้ งกนั ปญั หาท่เี กดิ ขึน้ จากการใช้ความรนุ แรงใน
ครอบครวั
เร่อื งที่ 2 บทบาทหน้าที่ของสมาชิกในชุมชน คุณลักษณะสาคัญของผู้นาที่ดี
เรื่องท่ี 3 กฎหมายท่ปี ระชาชนควรรู้
บทที่ 4 หลักธรรมในการดาเนินชวี ิต หลักธรรมตามรอยพระยุคลบาท 10 ประการ
เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสาคัญของหลักธรรมในการดาเนินชวี ติ และหลักธรรมในพระพทุ ธศาสนา
เรื่องที่ 2 หลกั ธรรมในการดาเนินชวี ติ
แบบทดสอบก่อนเรียน
1. ข้อใดตอ่ ไปน้ีไมใ่ ชส่ มาชิกในความหมายของครอบครัว
ก. สามี-ภรรยา ข. บุตร-ธดิ า
ค. ปยู่ า-ตายาย ง. ถูกทกุ ข้อ
2. ข้อใดต่อไปน้ีไมใ่ ชส่ าเหตุของปัญหายาเสพติด
ก. ถูกชักชวนให้ลอง ข. พ่อแมแ่ ยกทางกัน
ค. สภาพแวดล้อมไมด่ ี ง. ประกอบอาชีพท่ีต้องเพม่ิ งานมากขึน้
3. ข้อใดต่อไปนี้คือความหมายของคาว่า”ประชาธิปไตย”
ก. Democracy ข. Demos
ค. Demand ง. Dream
4. ความเสมอภาคในระบอบประชาธปิ ไตยต่อไปนี้ ยกเวน้ ขอ้ ใด
ก. ความเสมอภาคในการมีสว่ นร่วมทางการเมอื ง ข. ความเสมอภาคในการแสวงหาความก้าวหนา้ ของชีวิต
ค. ความเสมอภาคในการหลีกเลีย่ งกฎหมาย ง. ความเสมอภาคทางเศรษฐกจิ และสังคม
5. รูปแบบการปกครองในสมัยใดท่ีเปน็ การปกครองแบบ พอ่ ปกครองลูก
ก. สุโขทัย ข. อยธุ ยา
ค. กรุงธนบรุ ี ง. รัตนโกสินทร์
6. ขอ้ ใดต่อไปนไ้ี มใ่ ช่แนวทางการปฏบิ ัติตนในการดาเนนิ ชวี ติ ตามวิถปี ระชาธปิ ไตย
ก. ยอมรับฟังความคิดเห็นของผอู้ น่ื ข. มจี ติ สาธารณะเหน็ แก่ส่วนร่วมมากกว่าสว่ นตน
ค. เคารพสิทธิของตนเองและผอู้ ืน่ ง. พวกพร้อง ญาติพ่ีน้องอยู่เหนอื สิง่ อน่ื ใด
7. บคุ คลใดต่อไปนม้ี หี น้าทเ่ี ป็นผ้ทู ่ีต้องรักษาและปฏิบัตติ ามกฎหมายของไทย
ก. พระภิกษุ – สามเณร นักบวช ข. ตารวจ ทหาร – ประชาชน นกั การเมือง นกั ธรุ กจิ
ค. หมอ พยาบาล – นกั เรยี น นกั ศกึ ษา ครู ง. ทุกคนทก่ี ลา่ วมา
8. ข้อใดตอ่ ไปนีค้ อื ความหมายของหลกั ธรรม
ก. พระธรรมท่พี ระเจ้าทรงบัญญตั ไิ ว้
ข. พระธรรมทีพ่ ระพทุ ธเจา้ ทรงให้ไว้แก่พระสงฆ์
ค. ขา้ วฟางลอย,ข้าวนาปี
ง. ธรรมวนิ ัยทพ่ี ระพุทธเจา้ ทรงคน้ พบใหไ้ วแ้ กส่ าธุชนเพอ่ื เป็นแนวทางในการดับทุกข์ ชาระจิตใจให้บริสทุ ธ์ิ
ปราศจากกเิ ลสทงั้ ปวง
9. ขอ้ ใดต่อไปนคี้ ือ อรยิ ะสัจ 4 ข. ฉันทะ วิรยิ ะ จิตตะ วมิ งั สา
ก. ทุกข์ สมทุ ยั นิโรธ มรรค ง. เมตา กรณุ า อเุ บกขา
ค. ทาน ปยิ วาจา อตั ถจรยิ า สมานัตตา
10. ข้อใดต่อไปน้ไี มใ่ ชห่ ลกั ธรรมตามรอยพระยุคคลบาท 10 ประการ
ก. มีความอดทน ม่งุ ม่นั ยึดหลักธรรมและความถูกตอ้ ง
ข. มุ่งหวังผลประโยชนส์ ่วนตนเองเป็นหลกั ในการดาเนินชวี ิต
ค. พงึ่ ตนเองส่งเสรมิ คนดแี ละเก่ง
ง. มีความต้ังใจขยนั หมน่ั เพยี ร
------------------------------------------------------------
~1~
บทที่ 1
ปัญหาสาคญั ของสงั คมไทย
สาระสาคญั
ปัญหาสาคัญของสังคมไทย : เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับความหมายของครอบครัวความหมายของชุมชน
ปัญหาของสังคมไทย สาเหตุปญั หาสงั คมและแนวทางแก้ไขปัญหาสังคมไทยสาคัญทีเ่ กิดขึน้ ในปัจจบุ นั
ผลการเรียนรูท้ คี่ าดหวัง
เพอ่ื ให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเขา้ ใจ ตระหนักถึง ความหมายของครอบครัวความหมายของชุมชน สังคม
ปัญหาของสงั คมไทย สาเหตุปัญหาสังคมและแนวทางแกไ้ ขปัญหาสงั คมไทยสาคญั ท่ีเกดิ ขึ้นในปจั จบุ นั
ขอบข่ายเนอื้ หา
เรอื่ งที่ 1 ความหมายของครอบครัว ความหมายชุมชน ความหมายสงั คม ความหมายปญั หาสงั คม
เรือ่ งท่ี 2 ปัญหาสงั คมไทย สาเหตปุ ญั หาสงั คม แนวทางแก้ไขปญั หาสงั คมสาคญั ท่เี กดิ ขึ้นในปจั จุบัน
~2~
เร่ืองท่ี 1 ความหมายของครอบครวั ความหมายชมุ ชน ความหมายสงั คม ความหมายปัญหาสังคม
ความหมายของครอบครวั ครอบครวั หมายถึง “ผู้ร่วมครวั เรอื น คือ สามี ภรรยาและบตุ ร เป็นต้น”1
ลกั ษณะและหน้าทข่ี องครอบครัวไทย
1. ครอบครวั ไทยเปน็ ครอบครัวเด่ียว ประกอบดว้ ย พ่อ แม่ และลูก
2. ผวั เดียวเมียเดียว
3. การสืบสกุลถอื ผู้ชายเป็นหลกั
4. ครอบครัวไทยถือผู้ชายเปน็ หลัก
5. ครอบครัวไทยมคี วามเขม้ ขน้ ในเรื่องความสมั พันธ์ทางสายโลหติ
6. เด็กเป็นจุดศนู ย์รวมความสนใจของครอบครัว
หนา้ ทีข่ องครอบครวั
ในปจั จบุ ันนี้ แม้วา่ จะมสี ถาบันทางสังคมอื่น เชน่ สถาบันทางการศึกษา และสถาบนั ทางเศรษฐกิจรับ
ชว่ งหนา้ ท่ีของครอบครวั ไปบา้ งแล้วกต็ าม แต่ครอบครัวกย็ งั มหี นา้ ท่อี นั สาคัญ พอสรปุ ได้ดังน้ี
1. การใหก้ าเนดิ บุตร สงั คมถือว่าการมีบุตรหรอื ความเป็นครอบครวั เปน็ การสืบต่อแหง่ ระบบครอบครัว
ในสงั คม
2. การอบรมใหเ้ รียนร้รู ะเบยี บของสังคมในเบ้ืองต้นจากบิดา-มารดา หรอื ญาตผิ ูใ้ หญ่ เช่น การพูด การ
แยกแยะวา่ สิง่ ใดผิดส่งิ ใดถกู ครอบครัวจึงเป็นศนู ย์กลางอนั สาคัญยง่ิ ในการอบรมสั่งสอน รบั ชว่ งและถา่ ยทอด
มรดกแหง่ สังคม
3. การปกปอ้ งและการทานบุ ารุงรักษา ครอบครัวมหี น้าที่ทจี่ ะต้องใหค้ วามคุม้ ครอง และเล้ยี งดบู ุตร
ตลอดจนบุคคลในครอบครัว การทานุบารุงอาจกระทาได้โดยทานุบารุงในด้านรา่ งกายให้เจรญิ เตบิ โตและมี
สุขภาพอนามัยแข็งแรง และการทานบุ ารงุ ในดา้ นคณุ ภาพ โดยการใหก้ ารศกึ ษาอบรม เพอ่ื เรียนรู้สง่ิ ต่าง ๆ ท่ีเป็น
ประโยชน์ เพ่ือปรับปรุงตัวเองให้เขา้ กับสังคมและสง่ิ แวดล้อม
4. การกาหนดสถานภาพของบคุ คล เดก็ ทเี่ กิดมาย่อมไดส้ ถานภาพทางสงั คมตามสภาพของบิดา มารดา
ของตน เชน่ เปน็ คนไทย หรอื คนจนี เป็นตน้
บทบาทหนา้ ทีข่ องครอบครัว
ในแตล่ ะครอบครวั ต้องมีหวั หนา้ ครอบครัว มีสมาชิก แต่ละคนมีหนา้ ทีต่ ่างกนั แต่ละคนจะตอ้ งปฏิบัติ
ตามบทบาทหน้าท่ีของตนดงั น้ี
1.หน้าท่ขี องบิดามารดา บดิ ามารดาเป็นหัวหน้าครอบครัวท่ีตอ้ งดแู ลรบั ผดิ ชอบสมาชกิ ทุกคนใน
ครอบครัว มคี วามสาคัญควรปฏบิ ัติตนดงั น้ี
~3~
1.1 เป็นแบบอยา่ งทด่ี ีแก่บุตร ด้านการประพฤติ ปฏบิ ัตติ นท่ีถูกต้อง
1.2 ดูแลใหค้ วามอบอุ่น สังเกตพฤติกรรมเป็นทป่ี รึกษาในทุกๆเร่อื ง พรอ้ มท้ังใหค้ าแนะนาแก่บตุ ร
1.3 รจู้ กั หาและใชจ้ า่ ยทรัพย์ ประหยดั อดออม มกี ารวางแผนการใช้จา่ ยในครอบครัว
1.4 สนับสนุนบตุ รในทุกๆด้านตามความถนดั และความสามารถ
1.5 รับผิดชอบตอ่ สมาชกิ ในครอบครัว เป็นผู้นาและชกั จงู ให้ปฏบิ ัติในสิง่ ทดี่ งี าม ไดแ้ ก่
- ใหท้ าดี มีหลกั ศาสนายึดเหน่ียวจติ ใจ
- ให้เอื้อเฟอ้ื เผอ่ื แผ่ มีนา้ ใจต่อเพือ่ นมนุษย์
- ให้ศกึ ษาเล่าเรยี น ขวนขวายหาความรอู้ ย่เู สมอ
2. หนา้ ท่ีของสามีภรรยา สามภี รรยามีบทบาทและหนา้ ทด่ี งั น้ี
2.1 ปรบั ตวั เข้าหากนั มใี จคอหนกั แน่น ขยนั อดทน
2.2 เออ้ื เฟื้อ เสยี สละพร้อมจะชว่ ยเหลอื เก้อื กูล
2.3 มเี หตุผล เข้าใจความรูส้ ึก เอาใจใส่ หว่ งใยกัน ศึกษาปญั หาแตล่ ะฝา่ ย และช่วยกนั แก้ไข
2.4 มคี วามซือ่ สัตย์ ใหเ้ กยี รตแิ ละยกยอ่ งกนั และกนั
2.5 เคารพบิดามารดาทัง้ สองฝ่ายและให้ความช่วยเหลอื ตามแก่ฐานะ
3. หนา้ ท่ขี องบุตร บุตรท่ีดีควรปฏบิ ตั ติ ามน้ี
3.1 เชื่อฟงั คาสง่ั สอนของบดิ ามารดา
3.2 ช่วยเหลอื บิดามารดาทางานดว้ ยความเต็มใจ เชน่ การทาความสะอาดบ้าน รดน้าต้นไม้ ฯลฯ
3.3 รู้จกั ประหยดั อดออม ใช้จา่ ยเงนิ เฉพาะทจี่ าเป็น หรอื ชว่ ยหารายไดเ้ สรมิ ให้แกค่ รอบครวั
3.4 ตงั้ ใจศึกษาเลา่ เรียน หมนั่ ศกึ ษาหาความรเู้ พิ่มเติม
3.5 มีความกตัญญู ดูแลบดิ ามารดา ผมู้ พี ระคณุ เมอื่ เจ็บปว่ ยและยามแก่ชรา ความแตกตา่ งกันในเร่ือง
ของเร่อื งวฒุ ภิ าวะ เพศและวยั รปู ร่างหน้าตา ความรูส้ กึ นกึ คิด นิสยั ใจคอย่อมไมม่ ปี ัญหาและอปุ สรรคใดๆ หาก
สมาชิกทุกคนในครอบครัวรจู้ ักบทบาทและหน้าที่ของตนปฏบิ ัติอยา่ งเตม็ ท่ี เตม็ ความสามารถจะสง่ ผลให้
ครอบครัวมีความสุข
~4~
ความหมายของชุมชน
ประสาท หลกั ศลิ า ให้ความหมายไว้วา่ ชุมชน หมายถึง กลุ่มคนพวกหนง่ึ ซ่งึ ครอบครองอาณาบรเิ วณทีม่ ี
อาณาเขตแน่นอน มีความผูกพนั และยึดเหนย่ี วกันเป็นปึกแผน่ มน่ั คง
เสาวคนธ์ สดุ สวาสดิ์ ให้ความหมายไว้วา่ ชมุ ชน เปน็ การมาอยรู่ วมกนั เป็นกลุม่ ตง้ั แต่กลุ่มขนาดเล็ก เช่น
หมบู่ า้ น ไปจนถึงกลุ่มขนาดใหญ่ เช่น เมือง ประเทศ
สัญญา สัญญาวิวฒั น์ ใหค้ วามหมายไว้วา่ ชมุ ชน หมายถึงองคก์ ารทางสังคมอย่างหนึง่ ทม่ี ีอาณาเขต
ครอบคลมุ ทอ้ งถนิ่ หนึ่ง ท่ีปวงสมาชิกสามารถบรรลุถึงความต้องการพืน้ ฐานส่วนใหญ่ และสามารถแก้ไขปญั หา
สว่ นใหญ่ในชุมชนของตนเองได้
ประเวศ วะสี ใหค้ วามหมายไว้วา่ ชมุ ชน หมายถงึ การที่คนจานวนหนึง่ มีวตั ถุประสงค์ร่วมกนั มีความเอ้ือ
อาทรตอ่ กนั มีความพยายามทาอะไรร่วมกนั มีการรบั รรู้ ่วมกัน ซงึ่ รวมถึงการตดิ ต่อสื่อสารกนั
ความหมายปัญหาสงั คม
1. สถานการณ์ที่ยอมรับกันว่าไมเ่ ป็นสิ่งท่พี ึงปรารถนาเบีย่ งเบนไปจากสภาวะปกติ และด้วยความเพียร
พยายามของกลุ่มย่อย แต่เช่ือว่าปญั หาสงั คมสามารถดาเนนิ การแก้ไขไดโ้ ดยการกระทาบางสงิ่ บางอยา่ งลงไป
2. เปน็ สภาวการณ์ท่ผี ู้คนจานวนมากในสงั คมกาหนดใหเ้ ปน็ ปญั หาเพราะเหน็ ว่าไมส่ อดคลอ้ งกับแบบ
ฉบบั ทคี่ วรจะเป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคม และเหน็ ว่าจะต้องมกี ารแกไ้ ขสภาวการณ์นัน้ ให้หมดหรอื บรรเทา
ลงจะปลอ่ ยทิง้ ไวเ้ ฉย ๆ ไมไ่ ด้
~5~
เรื่องท่ี 2 ปัญหาสงั คมไทย สาเหตุปญั หาสงั คม แนวทางแกไ้ ขปัญหาสังคมท่ีเกดิ ขน้ึ ใน
ปัจจบุ นั
ปัญหาของสังคมไทย “ปญั หาสงั คม คอื สภาวการณ์ท่มี ผี ลกระทบตอ่ ประชาชนสว่ นใหญ่ประชาชน
มองเหน็ ว่าสภาวการณน์ น้ั เป็นส่งิ ไมต่ ้องการใหเ้ กิดขึน้ และเห็นว่าสามารถจะแก้ไขได้ด้วยการกระทาร่วมกนั ”
1. ปญั หาความยากจน “ปัญหาความยากจน หมายถงึ ความขดั สนดอ้ ยโอกาสทางสมรรถนะขน้ั พนื้ ท่ี
มากกว่าการมรี ายได้ต่าท่ใี ช้เปน็ มาตรฐานในการจัดระดบั ความยากจน”4
สาเหตุของปัญหาความยากจน
1. การเพิ่มข้ึนของจานวนประชากร
2. การขาดการศกึ ษา ทาให้มีรายได้ต่า
3. ประชากรสว่ นใหญป่ ระกอบอาชพี เกษตรกรรม
4. ลักษณะอาชีพมีรายได้ไมแ่ นน่ อนสมา่ เสมอ เชน่ กรรมกร รบั จ้าง
5. มบี ตุ รมากเกนิ ไป รายไดไ้ มพ่ อกบั รายจา่ ย
6. มลี กั ษณะนสิ ัยเฉื่อยชาและเกยี จครา้ น ไมช่ อบทางาน
2. ปัญหาสงั คม “หมายถึง สภาวการณ์ทีม่ ีผลกระทบกระเทอื นตอ่ คนจานวนมากในสังคมและเหน็ ว่าควร
ร่วม กันแก้ปัญหานั้นใหด้ ีขึ้น”
สาเหตุของปัญหาสงั คม
1.เกดิ จากการเปล่ียนแปลงทางสงั คม เช่น การเปล่ียนเป็นสงั คมเมือง การเปล่ียนจากสังคมเกษตรกรรม
เปน็ สงั คมอตุ สาหกรรม การเปน็ คา่ นิยมใหม่ ๆ ทาให้เกดิ ปญั หาสงั คมขน้ึ
2.เกิดจากสมาชกิ ในสงั คมบางกลมุ่ ไมป่ ฏิบตั ิตามกฎเกณฑท์ ่สี ังคมวางไว้ เช่น เกิดความขัดแยง้ ระหวา่ ง
กฎเกณฑ์กบั ความมุ่งหมาย เกดิ ความลม้ เหลวของกระบวนการขดั เกลาทางสงั คม หรอื สมาชิกบางกลมุ่ ทส่ี ร้าง
ความเดอื ดรอ้ นให้ แกส่ งั คม ทาให้เกดิ การขาดระเบยี บและเปน็ ปัญหาทางสังคมขึ้น
3.เกิดจากการท่ีกล่มุ สงั คมต่าง ๆ มีความคิดเห็นความตอ้ งการและผลประโยชน์ขัดกนั ไม่ยอมรว่ มมือ
แก้ไขปัญหา ของสังคม เชน่ การเอาเปรียบลูกจา้ ง เปน็ ต้น
~6~
แนวทางการแก้ไขปัญหา
1. พฒั นาเศรษฐกิจ เชน่ กระจายรายได้ การสรา้ งงานในชนบท ขยายการคมนาคมขนส่ง เปน็ ตน้
2. พัฒนาสังคม เช่น ขยายการศึกษาเพ่ิมมากขน้ึ บรกิ ารฝกึ อาชพี ให้กบั ประชาชน
3. พฒั นาคณุ ภาพของประชากร
3.ปญั หาอาชญากรรม “ปญั หาอาชญากรรม อาชญากรรม คอื การกระทาความผิดทางอาญาซ่ึงเปน็
ปัญหาของสงั คมอย่างหน่งึ ทีม่ ีผลกระทบตอ่ ความปลอดภยั ในชวี ติ และทรพั ยส์ ินเป็นจานวนมาก โดยการกระทา
ผิดทางอาญานน้ั ได้กระทาข้นึ โดย “อาชญากร” เช่น คดฆี า่ ผู้อน่ื ทาร้ายรา่ งกาย ขม่ ขืนกระทาชาเรา ลกั
ทรพั ย์ วิ่งราวทรพั ย์ ชิงทรพั ย์ และปล้นทรพั ย์ ”5
สาเหตุปัญหาอาชญากรรม
1. การขาดความอบอนุ่ ทางจิตใจ
2. การเปล่ยี นแปลงทางสังคมมากขึ้น
3. สิง่ แวดล้อมทางเศรษฐกิจและสงั คม
4. มคี ่านิยมในทางท่ีผิด
แนวการแก้ไขปัญหา
1. รัฐและหนว่ ยงานรับผิดชอบควรช่วยกันแก้ไขปัญหา
2. ปลูกฝังและพฒั นาจิตใจของสมาชิกในสังคมให้มีคณุ ธรรม
3. อบรมสงั่ สอนและให้ความรัก ความอบอุน่ และรวมถึงให้ความรว่ มมือกบั หนว่ ยงานและเจ้าหนา้ ที่
4. ปญั หายาเสพติด “ปญั หายาเสพตดิ เป็นปญั หาทส่ี ลับซับซอ้ น มปี จั จัยท่ีเปน็ สาเหตุอยู่หลายประการ
ซึ่งเก่ยี วโยงประกอบกนั 3 ด้านคือ ตวั ยา บคุ คลและการใช้ยา ตลอดจนสภาพแวดล้อม รวมท้ังสงั คม”
สาเหตขุ องปญั หายาเสพติด
1. ถูกชกั ชวนให้ทดลอง
2. ประกอบอาชพี บางอย่างทต่ี อ้ งการเพ่ิมงานมากขน้ึ
3. ความอยากร้แู ละอยากทดลอง
4. สภาวะแวดลอ้ มไมด่ ี
~7~
แนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติด
1. ใหค้ วามรู้เรอ่ื งโทษของยาเสพติด
2. ปอ้ งกันและปราบปรามผู้ซ้ือและผขู้ ายอย่างเด็ดขาด
3. การร่วมมือสอดสอ่ งดแู ลความประพฤตขิ องเด็กอยา่ งใกล้ชิด
4. จัดให้มกี ารบาบดั และรกั ษาผู้ติดยาเสพติด
5. ปัญหาโรคเอดส์ “ปัญหาโรคเอดส์ กลุม่ อาการภมู คิ ุ้มกันเสือ่ ม โดยที่คณะอนุกรรมการบญั ญัตศิ พั ท์
แพทย์ของราชบณั ฑิตยสถาน ได้ประชุมกันแล้วเหน็ วา่ คาว่า "เสอ่ื ม" น้ัน หมายถงึ สง่ิ ทเี่ คยดมี ากอ่ นอยู่แลว้ เกดิ
ขาดพร่องไปในภายหลงั ซึง่ น่าจะตรงกับคาว่า Acquired มากกวา่ คาว่า "บกพรอ่ ง"ซง่ึ ไม่สามารถบอกไดว้ า่ ขาด
ต้ังแตก่ าเนดิ หรือเกิดมาขาดในภายหลัง
สาเหตุปัญหาโรคเอดส์
1. ปญั หายาเสพติด
2. ขาดความรใู้ นการป้องกนั โรค
3. เกดิ จากความยากจนและไมเ่ พยี งพอ
แนวทางการแก้ปัญหาโรคเอดส์
1. ให้ความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับการโรคเอดส์ให้กับประชาชน
2. ไม่เสพย์ส่ิงเสพติด โดยเฉพาะการใช้เขม็ ฉดี ยารว่ มกัน
3. ระมัดระวงั การติดเชือ้ โดยทางสายเลอื ด
6. ปญั หาสิ่งแวดลอ้ ม
1. ปัญหาท่ีเกดิ ขนึ้ จาการใช้ทรัพยากรของมนษุ ยอ์ ยา่ งไมป่ ระหยดั และขาดความรบั ผิด ชอบกอ่ ใหเ้ กิด
ปัญหามลพิษและปญั หาอน่ื ๆ ซึง่ เป็นสภาวการณ์ที่กระทบกระเทอื นต่อคนจานวนมากซงึ่ ภาวการณด์ งั กล่าวไม่
เปน็ ที่พึงปรารถนาและควรมกี ารกระทาบางอย่างเพ่อื แกไ้ ขปรับปรงุ ให้ดีข้นึ
2. ปญั หาเสอ่ื มโทรมของส่งิ แวดล้อมทางธรรมชาติทั้งท่เี ป็นทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ปา่ ไม้ ดิน แรธ่ าตุ
สตั ว์ และพืช และปัญหาเสื่อมโทรมของคุณค่าสงิ่ แวดล้อมรอบตัวมนษุ ย์เชน่ ดนิ น้า อากาศ เปน็ ต้น รวมถึง
ปญั หาความเส่ือมโทรมของระบบนเิ วศตามธรรมชาติ ตลอดจนปญั หาการเปล่ียนแปลงทางดา้ นสง่ิ แวดล้อมทาง
เศรษฐกจิ และสงั คมอนั มี สาเหตมุ าจากการกระทาของมนษุ ย์
~8~
สาเหตุปญั หาสิ่งแวดล้อม
1. การเพ่มิ ขึ้นของจานวนประชากรอยา่ งรวดเรว็
2. เกดิ จากความกา้ วหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
3. การขยายตวั ทางดา้ นอตุ สาหกรรม
4. ขาดความรบั ผดิ ชอบ และระเบียบวนิ ัยของสมาชกิ ในสังคม
แนวทางการแกไ้ ขปญั หา
1. ให้การศึกษาและคาแนะนาต่าง ๆ แกส่ มาชกิ ในสังคม
2. วางนโยบายการปอ้ งกันการทาลายสงิ่ แวดลอ้ ม
3. ลงโทษผู้ฝ่าฝืนและกระทาผดิ อย่างจริงจัง
~9~
กจิ กรรมทา้ ยบทท่ี 1
ปญั หาสาคัญของสงั คมไทย
ให้ผเู้ รียนทากิจกรรมท้ายบทต่อไปน้ี
1.ครอบครวั หมายถงึ
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
2.ครอบครวั ประกอบด้วยอะไรบ้าง
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
3.ชุมชน หมายถงึ
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
4.สังคม หมายถึง
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
5.ให้ผู้เรียนยกตวั อย่างปญั หาสงั คม มา 1 ตัวอย่างพร้อมทั้ง บอกแนวทางแกไ้ ขปัญหาน้ัน
ปญั หา........................................................................................................................................................
สาเหตุ…………………………..........................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
แนวทางแกไ้ ขปญั หา
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
6.เมื่อผูเ้ รียนมีปัญหาหรอื ไม่สบายใจผเู้ รยี นจะปรึกษาใครบา้ ง
1…………………………………………….เพราะ...............................................................................................
2……………………………………………..เพราะ.................................................................................................
3…………………………………………… เพราะ...................................................................................................
~ 10 ~
บทที่ 2
ประชาธิปไตยในวถิ ีชีวติ ประจาวัน
สาระสาคัญ
ประชาธปิ ไตยในวิถีชวี ิประจาวนั : เป็นการเรียนรูเ้ ก่ียวกบั ความหมาย ความสาคัญ หลักการปกครองใน
ระบอบประชาธปิ ไตย แนวทางการปฏิบตั ิตนในการดาเนนิ ชีวติ ท่ีสอดคลอ้ งกับหลกั การปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตย และการมีสว่ นรว่ มทางการเมือง
ผลการเรยี นรทู้ คี่ าดหวัง
ผู้เรียนมคี วามรู้ ความเขา้ ใจถงึ หลักการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย แนวทางการปฏิบตั ติ นใน
การดาเนินชีวิตท่ีสอดคลอ้ งกบั หลกั การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย สามารถอธิบายความสาคัญและ
ความสมั พันธ์ระหวา่ ง “การเมอื ง”กบั ”การดาเนินชีวติ ”ได้อยา่ งถกู ต้อง
ขอบข่ายเนอื้ หา
เร่อื งท่ี 1 ความหมาย ความสาคญั หลกั การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย
เรอ่ื งที่ 2 แนวทางการปฏบิ ตั ติ นในการดาเนินชีวติ ทีส่ อดคลอ้ งกับหลักการปกครองในระบอบ
ประชาธปิ ไตย และการมีสว่ นร่วมทางการเมือง
~ 11 ~
เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสาคญั หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ระบอบประชาธิปไตย หมายถึง ระบอบการปกครองตนเองของประชาชน ตรงกนั ขา้ มกับระบอบอานาจ
นยิ ม เชน่ ระบอบราชาธปิ ไตย , ระบอบเผด็จการทหาร, ระบอบอามาตยาธิปไตย ) ซึ่งเป็นระบอบปกครองโดย
คนเดยี ว หรือโดยคนกลมุ่ นอ้ ย ผู้มีอานาจมากกวา่ ประชาชนท่ัวไป (เรียกว่า พวกอภสิ ิทธิชน) ในโลกยุคเศรษฐกิจ
ตลาดเสรีสมัยใหม่ คนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นพลเมือง ผู้เสียภาษี(ท้ังทางตรงและทางอ้อม) และเป็นเจ้าของสาธารณ
สมบัติร่วมกัน เช่ือว่าระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบที่จะสร้างความมีประสิทธิภาพ (ในการแก้ปัญหาและ
พัฒนาประเทศ) และความเป็นธรรม ได้มากกว่าระบอบอานาจนิยม ในบางสถานการณ์ ในระบอบอานาจนิยม
อาจจะมีผู้ปกครองท่ีเปน็ คนดีหรือคนเก่งอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มหี ลกั ประกันวา่ เขาหรอื ลกู หลาน หรือพรรคพวกเขา ท่ี
ไดต้ าแหนง่ จากการสืบเช้ือสาย หรอื การแต่งต้งั จะปกครองประเทศไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพและเปน็ ธรรมสาหรับ
คนส่วนใหญ่เสมอไป เพราะระบบสืบเช้ือสายและแต่งตั้งเป็นระบบท่ีไม่แน่นอน และไม่มีประสิทธิภาพ และ
เพราะว่าการให้คนสืบทอดอานาจโดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลมักนาไปสู่การฉ้อฉลเพื่อประโยชน์ส่วนตน
ระบอบประชาธิปไตยดีกว่าระบอบอานาจนิยมในแง่ที่ว่า มีระบบคัดเลือกผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพกว่า และมี
ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลอานาจเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ปกครองมีอานาจมากจนเกินไปได้ดีกว่า แต่ทั้งนี้ต้องเป็น
ระบอบประชาธิปไตยทีป่ ระชาชน มีส่วนร่วมอยา่ งแทจ้ ริง ไม่ใช้สกั แค่มีการเลอื กตง้ั แต่ยงั มีการซ้ือเสียงขายเสยี ง
การโกง การใช้อานาจและระบบอุปถมั ภ์
รปู แบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ในประเทศประชาธปิ ไตยนั้น ไม่ไดม้ รี ปู แบบการปกครองเหมือนกนั ทัง้ หมด นักวชิ าการแบ่งรูปแบบการ
ปกครองของประเทศประชาธปิ ไตยมากมายด้วยกัน สรปุ ไดเ้ ป็น 2 หลักเกณฑ์ ดงั นี้
1. หลกั ประมขุ ของประเทศ แบง่ รูปแบบประชาธิปไตยได้ 2 ลกั ษณะคือ
1) มพี ระมหากษตั รยิ ์เป็นประมุข พระมหากษตั รยิ ์จะทรงใชอ้ านาจอธิปไตย ซง่ึ เปน็ ของปวงชน โดย
ใช้องค์กรแยกกันเปน็ 3 ทางคือ ทรงใชอ้ านาจนิติบัญญัตโิ ดยผ่านทางรัฐสภา อานาจบริหารโดยผ่านทาง
คณะรฐั มนตรี และอานาจตุลาการโดยผา่ นทางศาล สว่ นองค์พระมหากษัตริยจ์ ะทรงเปน็ กลางในทางการเมอื ง
เชน่ ไทย อังกฤษ เปน็ ตน้
2) มีประธานาธิบดเี ป็นประมขุ ผอู้ ารงตาแหน่งประธานาธบิ ดมี าจากการเลอื กตัง้ ของประชาชน ทา
หน้าท่เี ป็นประมขุ ของรฐั เพยี งหน้าทเ่ี ดยี ว เช่น สิงคโปร์ อนิ เดยี ฯลฯ และบางประเทศประธานาธิบดที าหนา้ ที่
เป็นประมขุ ของฝ่ายบริหารด้วย เช่น สหรฐั อเมริกา อนิ โดนีเซยี ฯลฯ
2. หลกั การรวมและการแยกอานาจ แบง่ ออกเปน็ 3 ลกั ษณะ
1 )แบบรฐั สภา ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ได้แก่ การมเี ฉพาะผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียว
หรอื อาจมี 2 สภากไ็ ด้ มที ง้ั สภาผู้แทนราษฎร ซง่ึ ตวั แทนหรอื สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรทปี่ ระชาชนเป็นผู้
ลงคะแนนเสยี งเลอื กต้งั ซง่ึ มาจากการเลือกตง้ั และวุฒสิ ภาซง่ึ เปน็ สภาของผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนมากสมาชกิ ได้มา
จากการแต่งตั้ง แตส่ มาชกิ วฒุ ิสภาในบางประเทศกม็ าจากการเลอื กตง้ั
~ 12 ~
2) แบบประธานาธิบดี ระบอบประชาธปิ ไตยแบบประธานาธิบดีมีลกั ษณะคลา้ ยคลึงกับแบบ
รัฐสภา การมีรัฐสภาเหมอื นกนั แต่มีลกั ษณะทแ่ี ตกตา่ งกนั คอื การมปี ระธานาธบิ ดีเปน็ ผใู้ ช้อานาจบรหิ าร โดย
ประธานาธบิ ดีมสี ทิ ธิและหนา้ ท่ีในการจะแต่งตั้งคณะรฐั มนตรีขึน้ มาชดุ หนึง่ เพ่ือบรหิ ารประเทศและรับผดิ ชอบ
รว่ มกัน สว่ นอานาจนติ ิบญั ญัตินนั้ ก็ยังคงตกอยทู่ ร่ี ัฐสภา การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยแบบประธานาธบิ ดี
นี้ ทั้งประธานาธบิ ดแี ละสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรตา่ งกไ็ ดร้ ับเลือกจากประชาชน ท้ังสองฝา่ ย
3) แบบก่งึ รฐั สภากึ่งประธานาธิบดี ระบอบประชาธปิ ไตยแบบนป้ี ระธานาธบิ ดีเป็นทั้งประมุขของรัฐ
และบริหารราชการแผน่ ดนิ รว่ มกับนายรฐั มนตรี ในดา้ นการบริหารน้ันนายกรฐั มนตรี เป็นผ้ลู งนามประกาศใช้
กฎหมาย และคณะรัฐมนตรีก็ยังคงเป็นผ้ใู ช้อานาจบริหาร
ประชาธปิ ไตย แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท
1. ประชาธปิ ไตยโดยทางตรง เป็นรปู แบบการปกครองทใ่ี ห้ประชาชนทงั้ ประเทศ เปน็ ผูใ้ ช้อานาจใน
การปกครองโดยตรง ด้วยการประชุมรว่ มกัน พจิ ารณา ตัดสนิ ปญั หารว่ มกันในทปี่ ระชมุ โดยตรง และจะเป็นผู้
เลอื กตัง้ เจา้ หนา้ ทีป่ ฏบิ ัติงานของรัฐโดยตรง เราจะเหน็ ว่าประชาธิปไตยประเภทน้ีจะใช้ได้ในเชงิ ปฏิบัติจรงิ ๆ ก็แต่
เฉพาะในสังคมเล็กๆ หรือประเทศเล็กๆ ท่มี ีสมาชิกจานวนน้อย ซ่ึงแต่ละคนมีโอกาสอภิปราย วพิ ากษว์ ิจารณ์
และพิจารณาปัญหาต่างๆ อยา่ งละเอยี ดและมีเหตุผล แต่ถ้านาเอาประชาธิปไตยประเภทน้ีมาใชก้ ับสังคมขนาด
ใหญ่ทีม่ ีสมาชกิ จานวนมากแล้วจะเปน็ อปุ สรรค เนอื่ งจากความไมพ่ ร้อมเพรยี งกนั และการท่จี ะหาสถานท่ปี ระชมุ
ขนาดใหญ่ เพือ่ จะใหป้ ระชาชนท้งั ประเทศมาประชุมในทีเ่ ดยี วกนั ย่อมเปน็ ไปได้ยากยิ่ง
2. ประชาธปิ ไตยโดยทางออ้ ม เปน็ ประชาธปิ ไตย เปน็ ประชาธปิ ไตยอกี ประเภทหนึง่ ซง่ึ เปน็ ผล
เนอ่ื งมาจากประเทศตา่ งๆ ของโลกไดข้ ยายตัวออกไปมาก ประชาชนพลเมอื งเพม่ิ ขนึ้ ปญั หาต่างๆเกดิ ข้ึนมามาก
ฉะน้ันโอกาสทปี่ ระชาชนท้งั ประเทศจะมาน่งั ปรกึ ษาหารือกัน เพือ่ แกป้ ัญหากนั แบบประชาธปิ ไตยโดยทางตรง
ยอ่ มเปน็ ไปไมไ่ ด้ เพอ่ื แก้ไขอุปสรรคนแี้ ทนที่ประชาชนทกุ คนจะตอ้ งมาประชุมรว่ มกนั เพื่อพิจารณาตัดสินปัญหา
ใด ก็จะให้ประชาชนได้มีโอกาสเลอื กตวั แทนหรอื ที่รู้จักในนาม สมาชกิ รฐั สภา เขา้ ไปส่ทู ีป่ ระชมุ แทน ส่วนลักษณะ
และวธิ ีการเลือกสมาชกิ รัฐสภาของประชาชนในแตล่ ะประเทศจะแตกต่างกันไป
~ 13 ~
หลกั การปกครองในระบอบประชาธิปไตย
หลักการพ้ืนฐานของประชาธิปไตย คือ "การยอมรบั นับถือความสาคัญและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษยข์ อง
บคุ คล ความเสมอภาคและเสรีภาพในการดาเนินชีวิต”6และจากหลักการพืน้ ฐานดังกล่าว จงึ สามารถประมวล
ลกั ษณะสาคญั ของการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยไดด้ งั น้ี
1. ประชาชนเป็นเจ้าของอานาจอธิปไตย จึงกลา่ วได้วา่ ประชาชนเป็นผู้ทม่ี อี านาจมากทีส่ ุดในรัฐ
2. ประชาชนทกุ คนในรัฐมีความเทา่ เทยี มกนั ตามกฎหมาย ตลอดจนมีสิทธเิ สรภี าพตามกฎหมายอย่าง
เท่าเทยี มกัน
3. การดาเนินการของรฐั จาเป็นต้องถอื ตามมตเิ สยี งข้างมากเปน็ ตัวตัดสนิ แตเ่ สยี งส่วนน้อยในรฐั จะตอ้ ง
ไดร้ ับการค้มุ ครองความเป็นธรรมตามกฎหมายดว้ ย เชน่ กัน
4. การปกครองแบบประชาธปิ ไตย จาเปน็ จะตอ้ งได้รับความยินยอมพร้อมใจจากประชาชนสว่ นใหญ่ใน
รัฐ
6 โกวิท วงศ์สรุ วัฒน์. หลักรฐั ศาสตร.์ คณะสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.์ หนา้ 73
~ 14 ~
เรอื่ งท่ี 2 แนวทางการปฏิบัติตนในการดาเนนิ ชีวิตทีส่ อดคล้องกับหลักการปกครองในระบอบ
ประชาธปิ ไตย และการมสี ว่ นรว่ มทางการเมือง
แนวทางการปฏิบตั ติ นในการดาเนนิ ชวี ติ ท่สี อดคล้องกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามวถิ ีชีวติ
ดังน้ี
1) ด้านสงั คม ได้แก่
(1) การแสดงความคิดอยา่ งมเี หตุผล
(2) การรบั ฟังขอ้ คดิ เห็นของผู้อ่นื
(3) การยอมรบั เมื่อผอู้ ืน่ มีเหตุผลทดี่ ีกว่า
(4) การตัดสินใจโดยใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
(5) การเคารพระเบียบของสังคม
(6) การมจี ติ สาธารณะ คอื เห็นแกป่ ระโยชนข์ องส่วนรวมและรักษาสาธารณสมบตั ิ
2) ด้านเศรษฐกิจ ไดแ้ ก่
(1) การประหยดั และอดออมในครอบครัว
(2) การซื่อสตั ย์สุจรติ ต่ออาชีพท่ที า
(3) การพฒั นางานอาชีพใหก้ ้าวหน้า
(4) การใช้เวลาว่างให้เปน็ ประโยชน์ต่อตนเองและสงั คม
(5) การสร้างงานและสรา้ งสรรค์สิ่งประดิษฐใ์ หม่ ๆ เพอื่ ให้เกิดประโยชน์ตอ่ สงั คมไทยและ
สังคมโลก
(6) การเป็นผู้ผลิตและผ้บู รโิ ภคทดี่ ี มีความซื่อสัตย์ ยดึ มน่ั ในอุดมการณ์ท่ีดีต่อชาติเปน็ สาคัญ
3) ด้านการเมอื งการปกครอง ได้แก่
(1) การเคารพกฎหมาย
(2) การรบั ฟงั ข้อคดิ เห็นของทุกคนโดยอดทนต่อความขัดแยง้ ทเ่ี กดิ ข้ึน
(3) การยอมรับในเหตุผลท่ีดีกว่า
(4) การซื่อสัตย์ตอ่ หน้าทโี่ ดยไมเ่ ห็นแก่ประโยชนส์ ว่ นตน
(5) การกล้าเสนอความคิดเหน็ ต่อส่วนรวม กลา้ เสนอตนเองในการทาหน้าทีส่ มาชิกสภาผ้แู ทน
ราษฎรหรือสมาชกิ วุฒิสภา
(6) การทางานอย่างเต็มความสามารถ เตม็ เวลา
~ 15 ~
การสง่ เสรมิ ใหผ้ ้อู น่ื ปฏบิ ัตติ นเปน็ พลเมอื งดี
การท่ีบคุ คลปฏิบัตติ นเป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตยแล้ว ควรสนับสนุนส่งเสรมิ ใหบ้ ุคคลอื่นปฏบิ ตั ิ
ตนเป็นพลเมอื งดีดว้ ยโดยมแี นวทางการปฏิบตั ิดงั นี้
1. การปฏบิ ัติตนให้เป็นพลเมืองดใี นวิถปี ระชาธิปไตย โดยยดึ ม่นั ในคุณธรรมจรยิ ธรรมของศาสนาและ
หลักการของประชาธิปไตยมาใช้ในวถิ กี ารดารงชวี ิตประจาวันเพือ่ เปน็ แบบอย่างทดี่ ีแกค่ นรอบข้าง
2. เผยแพร่ อบรม หรือสง่ั สอนบุคคลในครอบครัว เพ่ือนบา้ น คนในสงั คม ใหใ้ ช้หลกั การทาง
ประชาธิปไตยเป็นพืน้ ฐานในการดารงชวี ติ ประจาวัน
3. สนบั สนนุ ชมุ ชนในเรื่องที่เกยี่ วกับการปฏบิ ัติตนใหถ้ กู ตอ้ งตามกฎหมาย โดยการบอกเลา่ เขยี น
บทความเผยแพรผ่ ่านสือ่ มวลชน
4. ชกั ชวน หรอื สนับสนุนคนดีมีความสามารถในการมีส่วนรว่ มกบั กจิ กรรมทางการเมืองหรือกิจกรรม
สาธารณประโยชนข์ องชมุ ชน
5. เป็นหเู ปน็ ตาให้กบั รัฐหรอื หนว่ ยงานของานรัฐในการสนับสนุนคนดี และกาจัดคนทเี่ ปน็ ภยั กับสงั คม
การสนบั สนนุ ให้ผู้อน่ื ปฏบิ ตั ิตนเป็นพลเมืองดีในวถิ ีประชาธปิ ไตย ควรเปน็ จติ สานึกทีบ่ ุคคลพงึ ปฏบิ ตั เิ พือ่
ใหเ้ กิดประชาธปิ ไตยอย่างแท้จริง
การมสี ว่ นรว่ มทางการเมอื ง
การมสี ่วนรว่ มทางการเมืองวา่ หมายถึง การกระทาใด ๆ กต็ ามทเ่ี กิดโดยความเตม็ ใจไม่วา่ จะประสบ
ผลสาเร็จหรือไม่ และไมว่ ่าจะมกี ารจดั การอย่างไรเป็นระเบียบหรอื ไม่ และไมว่ ่าจะเกิดขึ้นเปน็ ครั้งคราวหรอื
ตอ่ เน่ืองกัน จะใช้วธิ ีที่ถูกต้องตามกฎหมายหรอื ไมถ่ กู กฎหมาย เพ่อื ผลในการทจี่ ะมีอิทธิพลตอ่ การเลือกนโยบาย
ของรฐั หรอื ตอ่ การบรหิ ารงานของรัฐ หรือต่อการเลอื กผนู้ าทางการเมอื งของรัฐบาล ไมว่ ่าจะเปน็ ในระดับท้องถน่ิ
หรอื ระดับชาติ
การมสี ว่ นร่วมทางการเมืองมคี วามสาคญั ต่อการพัฒนาประชาธปิ ไตย คือ ทาใหผ้ ู้ปกครองและผูถ้ ูก
ปกครองไดม้ ีโอกาสทราบความต้องการของกันและกนั อย่างแทจ้ รงิ ทาให้การดาเนินนโยบายของรัฐตอบสนองต่อ
ผู้เปน็ เจา้ ของประเทศในด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสงั คม
~ 16 ~
รูปแบบของการมีส่วนรว่ มทางการเมอื ง
รปู แบบของการมสี ่วนรว่ มทางการเมอื ง 5 ประการ คอื
1. การออกเสียงเลือกต้งั
2. การรณรงค์หาเสยี ง
3. การกระทา ของแตล่ ะบุคคลเป็นเอกเทศต่อปญั หาทางการเมืองและสังคม
4. การเข้าร่วมกจิ กรรมของกลมุ่
5. กิจกรรมทใ่ี ชค้ วามรนุ แรง และอาจเป็นการกระทาทีผ่ ดิ กฎหมาย
รูปแบบของการมีสว่ นร่วมทางการเมอื งของไทยโดยท่ัว ๆ ไปมีดังน้คี ือ
1) การไปลงคะแนนเสยี งเลอื กตัง้
การไปลงคะแนนเลอื กตัง้ เปน็ การมีสว่ นรว่ มทางการเมือง ทีป่ ระชาชนของไทยรจู้ ักดมี ากทีส่ ุดรปู แบบ
หน่งึ การเลอื กตงั้ เปน็ เง่ือนไขที่สาคญั มาก ถ้าไมม่ ีการเลอื กตง้ั ประเทศน้นั กม็ ิใช่ประเทศทม่ี ีการปกครองระบอบ
ประชาธปิ ไตยเมอื งไทยนน้ั มีการเลอื กตั้งผู้แทนราษฎรครัง้ แรก เมือ่ วันท1่ี 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2476 แต่เปน็ การ
เลือกต้ังทางออ้ มเพราะประชาชนต้องเลือกผู้แทนในระดับทอ้ งถน่ิ และให้ผแู้ ทนท้องถ่ินไปเลือกผู้แทนราษฎรอกี ที
หนึ่งปจั จุบนั นอกจากการเลือกต้งั สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกแลว้ เมอื งไทยยงั มกี ารเลือกต้ังสมาชกิ
สภาเทศบาล สมาชิกสภาจังหวดั กานัน ผู้ใหญบ่ า้ น และสมาชกิ สภาเขต (กรุงเทพฯ) และผู้วา่ ราชการ
กรุงเทพมหานครอีกด้วย
2) การรณรงคห์ าเสียง
ในประเทศไทยอาจแบ่งการรณรงคห์ าเสียงเป็น 2 ระยะเวลา คือ
1. การรณรงคห์ าเสยี งในระยะเวลาทไี่ มม่ ีพรรคการเมอื ง
2. การรณรงค์หาเสยี งในระยะมพี รรคการเมอื ง
~ 17 ~
กจิ กรรมท้ายบทท่ี 2
ใหผ้ เู้ รียนทากิจกรรมท้ายบทตอ่ ไปนี้
1.ประชาธปิ ไตย หมายถึง
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
2.ประชาธปิ ไตย แบ่งออกเป็น............ประเภท
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
3.หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
4.ผเู้ รียนมสี ว่ นร่วมอยา่ งไรบา้ งกับการเมืองและการปกครองภายใต้ระบอบประชาธปิ ไตย
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
5.รปู แบบของการมสี ว่ นร่วมคอื
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
~ 18 ~
บทที่ 3
การเสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธปิ ไตยในครอบครวั และการเสรมิ สร้างวฒั นธรรมประชาธิปไตยในชมุ ชน
สาระสาคัญ
การเสริมสรา้ งวัฒนธรรมประชาธปิ ไตยในครอบครัวและการเสริมสร้างวฒั นธรรมประชาธิปไตยในชมุ ชน
: เป็นการเรยี นรเู้ กย่ี วกบั บทบาทของสมาชิกในครอบครวั กฎหมายคมุ้ ครองสทิ ธิ เด็ก สตรีและเยาวชน แนวทาง
ป้องกนั ปัญหาที่เกดิ ขึน้ จากการใช้ความรนุ แรงในครอบครัว บทบาทหน้าที่ของสมาชิกในชมุ ชน คณุ ลักษณะ
สาคญั ของผู้นาที่ดี
ผลการเรียนรูท้ ่คี าดหวัง
- ผเู้ รยี นมีความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถงึ บทบาทและสิทธิหน้าทข่ี องสมาชกิ ในครอบครัว
กฎหมายทเี่ ก่ยี วข้องกับตนเองและผอู้ น่ื อธบิ ายและสามารถป้องกันปญั หาทีเ่ กดิ ข้นึ จากการใชค้ วามรุนแรงใน
ครอบครัว
- ผเู้ รยี นมีความรู้ ความเขา้ ใจและตระหนกั ถึงบทบาทและสิทธหิ น้าทข่ี องสมาชิกในครอบครัว
และสามารถวิเคราะห์ปญั หาพรอ้ มเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของชมุ ชนเสนอคณุ ลกั ษณะของผู้นาชมุ ชนในการ
แกป้ ัญหาท่สี าคญั ได้
ขอบข่ายเนอื้ หา
เรอ่ื งท่ี 1 บทบาทของสมาชิกในครอบครวั แนวทางป้องกันปญั หาทเ่ี กิดขนึ้ จากการใชค้ วามรุนแรงใน
ครอบครวั
เร่อื งที่ 2 บทบาทหน้าทข่ี องสมาชกิ ในชุมชน คุณลักษณะสาคัญของผูน้ าท่ดี ี
เรื่องท่ี 3 กฎหมายทปี่ ระชาชนควรรู้
~ 19 ~
เรอ่ื งท่ี 1
บทบาทของสมาชกิ ในครอบครัว แนวทางปอ้ งกันปัญหาที่เกิดขึน้ ในครอบครัว
บทบาทหน้าทห่ี ลกั ของค่สู มรส
ซ่อื สัตย์ เคารพ และให้เกยี รติซ่งึ กันและกัน
รับผดิ ชอบดูแลสามี ภรรยา และลูกให้มีความสุข
ทาหน้าทข่ี องตนในครอบครัวให้สมบูรณ์
ร่วมป้องกันและแก้ไขปญั หาอยา่ งสนั ติ
บทบาทหน้าท่ีของคุณพอ่ คณุ แม่
เปน็ แบบอยา่ งที่ดีใหก้ บั ลกู
ดแู ลเล้ยี งดลู กู ให้เหมาะสมตามแต่ละช่วงวยั
ดแู ลสุขภาพของลูก
ดูแลให้ความรกั ความอบอุน่ แกล่ ูก
อบรมส่งั สอนลูกให้มีลกั ษณะ ดังน้ี
- เปน็ คนดี มีคณุ ธรรม และมวี ินัยในการดาเนนิ ชวี ิต
- มคี วามเอ้อื เฟ้อื เผื่อแผ่ โอบออ้ มอารี
- มีกรยิ ามารยาทดี
- ชว่ ยกันรักษามรดกทางวัฒนธรรมอันดงี ามของไทย และรักษาความเป็นไทย
- ปลกู ฝังเจตคติทด่ี ีให้ลกู รักการเรียน
- รู้จกั การเลอื กใช้ชีวติ ในสังคม / การปรบั ตวั
- สร้างประโยชนใ์ หก้ บั ตนเองและสังคม
- มีทศั นคติในการใช้ชวี ิตครอบครวั อย่างมีสิทธเิ สรีภาพเทา่ เทียมกนั เคารพให้เกียรติ ช่วย
แบง่ เบาภาระซ่ึงกันและกันในครอบครวั
สนบั สนุนลกู ให้ไดร้ ับการศกึ ษา ตามกาลังและสติปญั ญาอย่างเต็มท่ี
ฝกึ ความเข้มแขง็ ทางจิตใจให้กบั ลกู
สอนให้ลูกได้มกี ารดาเนินชีวติ อยา่ งมีคุณภาพ เชน่ ประพฤติปฏิบตั ิตามหลกั ศาสนา
หาเล้ียงครอบครัว และรจู้ ักเก็บออมไวใ้ ช้จ่ายยามจาเป็น
รบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเองและสมาชิกในครอบครวั
~ 20 ~
เป็นหลักให้ลกู มคี วามรสู้ ึกมัน่ คงปลอดภัย / เป็นท่ีพึง่ ของลูก
ให้ทรพั ย์สินเมอ่ื ถงึ โอกาสอันควร
บทบาทหนา้ ทีข่ องลกู หลาน
ใหค้ วามเคารพ เชือ่ ฟังคุณพ่อคุณแม่และญาติผใู้ หญ่
ต้งั ใจศกึ ษาเล่าเรียน
ช่วยเหลอื งานในครอบครัวด้วยความเตม็ ใจ
ปฏิบัติตนเป็นคนดี ชว่ ยรักษาเกียรตยิ ศวงศต์ ระกลู
รจู้ กั ใช้ และประหยัดทรัพยส์ ินของครอบครัว
ดูแลตอบแทนบญุ คุณคณุ พ่อและคุณแม่ รวมทงั้ ผู้มพี ระคณุ ยามทา่ นแก่ชรา หรือ เม่ือถึงเวลาอนั
สมควร
แนวทางการป้องกนั แลการแกไ้ ขปัญหาครอบครวั
การปอ้ งกันปัญหาครอบครัว
1. การปรับตัวในสังคม ปัญหาครอบครัวไม่สามารถ
ปรับตัวให้เข้ากับชุมชนและสังคมได้ ทาให้เกิดความขัดแย้ง
ระหว่างครอบครัว และอาจกระทบต่อความเป็นอยู่และความ
ปลอดภัยของสมาชกิ ในครบครวั
2. การปรับตัวทางเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัวทางด้าน
การปรับตัวทางเศรษฐกิจเนื่องมาจากในยุคปัจจบุ ันสภาเศรษฐกิจ
มีลักษณะแปรปรวนขึ้นและลงตลอดเวลา ยิ่งในช่วงท่ีผ่านมาเศรษฐกิจตกต่าทาให้ผู้คนตกงานและว่างงานเป็น
จานวนมาก และส่งผลกระทบต่อสถาบันครอบครัว ซ่ึงอาจส่งผลต่อความขัดแย้งภายในครอบครัวได้อัน
เน่ืองมาจากปญั หาและความเครียดทางด้านเศรษฐกิจ
3. การปรบั ตัวทางด้านอารมณ์ ปัญหาครอบครัวอนั เนื่องจากการใชอ้ ารมณ์และความรสู้ กึ เขา้ หากนั อาจ
สง่ ผลทาใหเ้ กิดความเขา้ ใจแลนาไปสู่การทะเลาะววิ าททาใหแ้ ตกแยก
~ 21 ~
4. ปัญหาความไม่พร้อมในบทบาทหน้าที่ของตนเอง ความสนใจและค่านิยมที่แตกต่างเป็นปัญหาที่
อาจจะเกิดข้นึ เน่ืองมาจากวุฒิภาวะของคู่สมรสยังไม่พร้อมที่จะใช้ชวี ิตรว่ มกนั และขาดการประนีประนอมต่อกัน
นอกจากน้ีเกดิ จากสาเหตุ ดงั นี้
4.1 สมาชิกขาดความรบั ผิดชอบ
4.2 ขาดความเขา้ ใจและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
4.3 การมบี คุ ลกิ ภาพท่ีไมส่ ามารถเข้ากนั ได้
4.4 ความไมซ่ ือ่ ตรงต่อกัน
4.5 ปัญหาวามขัดแยง้ ต่อญาติพน่ี ้อง
หลกั การแกไ้ ขปัญหาครอบครัว
1. การใช้เหตุผลต่อกัน ในการดารงชีวติ ร่วมกนั มกั จะมีเหตุทาใหเ้ กดิ ปญั หาอยู่เสมอ จงึ ควรหาตน้ เหตุของ
ปญั หา และร่วมกันแก้ไขปัญหาอยา่ งมีสติและรอบคอบเป็นพ้นื ฐานเพื่อหาความเข้าใจกนั
2. การรู้จักประนีประนอม เมอ่ื บุคคลท่มี ีคามแตกตา่ งกนั ทง้ั ด้านวฒั นธรรมและการดารงชวี ิตแต่ต้อง
อาศยั เข้ามาอยรู่ ่วมกัน ทาใหเ้ กิดความคดิ และปฏิบัติทแ่ี ตกตา่ ง ดงั นน้ั บุคลภายในครอบครัวควรต้องหาจดุ
ก่งึ กลางในการปฏบิ ัติ เพื่อการอยู่รว่ มกนั อยา่ งมคี วามสุข
3. การให้ความรักตอ่ กนั ปญั หาครอบครวั มักเกิดความไมเ่ ขา้ ใจกนั ทั้งด้านความคิดและการปฏบิ ตั ิ ส่งิ
เหลา่ น้ีจะสรา้ งความแตกแยกใหก้ ับครอบครวั ดงั นัน้ หากบคุ ลใช้ความรกั ทต่ี ่อกันก็จะสามารถยตุ ิปัญหาตา่ งได้
4. การทาหนา้ ท่ีของตนเองใหส้ มบรู ณ์ การทาหน้าท่ที ไี่ ดร้ บั หมอบหมาย หรอื การทาหนา้ ท่ีตามบทบาท
หน้าทีข่ องสมาชกิ ในรอบครัวไดด้ ี สามารถสรา้ งความสขุ ใหก้ บั ตนเองและครอบครัวไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์
~ 22 ~
เร่ืองที่ 2
บทบาทหน้าที่ของสมาชกิ ในชมุ ชน คุณลักษณะสาคญั ของผนู้ าท่ดี ี
บทบาทหนา้ ทขี่ องสมาชกิ ในชุมชน ชุมชน หมายถงึ กลมุ่ คนที่อยู่รว่ มกนั เป็นสงั คมในพ้ืนท่พี น้ื ท่ีหนงึ่
และมกั จะเปน็ สงั คมขนาดเล็ก
1. รกั ษาสุขลกั ษณะของชุมชนุ
เป็นหนา้ ท่ีของสมาชกิ ในชมุ ชนทุกคนจะตอ้ งช่วยเหลือกนั ทาใหช้ มุ ชนของตนมสี ขุ ลักษณะทถ่ี กู ตอ้ ง สะอาด
ตามหลักอนามยั คือ
- ชว่ ยกันรักษาความสะอาดของชุมชน เช่น ถนนหนทาง
- ช่วยกาจัดสง่ ปฏิกลู ตา่ ง ๆ
- ทาลายทเ่ี พาะพนั ธ์ุ เชน่ ยุ่งลาย หรือท่ีแพรเ่ ชื้อโรค
- ร่วมมอื กับเจ้าหนา้ ท่ีกาจัดโรคระบาด
2.อนุรักษส์ ่ิงแวดล้อมในชุมชน
- รักษาสง่ แวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ภเู ขา ปา่ ไม้ ลาธาร
- ชว่ ยกันดูแลรักษาสิ่งของทีเ่ ปน็ สาธารณสมบัติ เช่น โทรศัพท์สาธารณะ
- ชว่ ยกนั และไมท่ าลายโบราณสถาน โบราณวตั ถใุ นชุมชน ไม่ให้เกดิ ความเสียหาย ชารุด ทรุดโทรม
3. ปอ้ งกนั ภยั ในชมุ ชน
- ชว่ ยกันรักษาความปลอดภยั ในชวี ติ และทรัพย์สนิ ของคนในชมุ ชน
- ชว่ ยสอดส่องให้กบั เจา้ หน้าที่ตารวจในการปราบปรามโจรผ้รู า้ ย
- ช่วยกันหาวิธีป้องกนั และปราบปรามโจรผู้ร้ายด้วยตน้ เอง
- ช่วยกันคิดหาวธิ กี ารช่วยเหลอื กนั เมอ่ื ถกู ปลน้ หรอื ทารา้ ย
- ชว่ ยกนั ตรวจตราปอ้ งกันการลักขโมยทรัพย์สนิ ของส่วนรวม
- ให้ความรว่ มมือและเป็นกาลงั สาคัญกับทางราชการอยา่ งเตม็ ท่ี
4. พฒั นาชุมชน
1. การพฒั นาดา้ นวัตถุ : ถนนหนทาง สถานที่พักผ่อนของคนในหม่บู ้าน สระนา้ บอ่ น้า อ่างเก็บน้า
2. การพัฒนาด้านจติ ใจ : จัดงานทาบุญและงานประเพณี, ส่งเสรมิ การศกึ ษาแก่สมาชิกในชุมชน ฯลฯ
~ 23 ~
คณุ ลกั ษณะสาคญั ของผู้นาทด่ี ี
1) มคี วามรู้ ยิง่ มคี วามรอบรู้มาก ฐานะแห่งความเปน็ ผนู้ าจะย่งิ มั่นคง
2) มีความคิดรเิ รม่ิ ตอ้ งคดิ ก่อนทา จะทาใหม้ เี หตุผลในการทางานเปน็ ท่ีวางใจของลูกน้อง
3) มีความกล้าหาญ ไมก่ ลวั อนั ตรายหรอื ความลาบาก ควบคมุ ความกลัวไว้ไดท้ ง้ั กายวาจา ใจ
4) มคี วามเด็ดขาด สามารถตัดสินใจไดท้ ันทว่ งที
5) มีความแนบเนยี น ตดิ ตอ่ สัมพนั ธก์ บั ผู้อื่นด้วยอาการวาจาท่ีเหมาะสม
6) มีความยตุ ธิ รรม วางตนเปน็ กลางไมเ่ อนเอยี งกอ่ ประโยชนห์ รือโทษต่อใคร
7) มที ่าทางดี ทาให้ผ้อู ื่นเล่ือมใสศรัทธา
8) มีความอดทนตอ่ การปฏบิ ัตภิ ารกจิ หน้าท่อี ย่างต่อเน่อื ง
9) มีความกระตอื รือรน้ มใี จจดจอ่ เอาใจใส่ตอ่ หนา้ ท่ีที่ตอ้ งปฏิบตั ิอยู่เสมอ
10) มี ความไมเ่ ห็นแก่ตวั คอื ขจัดสขุ หรอื ผลประโยชน์ของตน มีความซอื่ สัตย์สุจริตตรงไปตรงมา ไม่
ทาลายผอู้ นื่ คมุ้ ครอง รกั ษาและใหส้ ิทธิแก่ผูใ้ ตบ้ ังคบั บัญชาอย่างเป็นธรรม
11) มคี วามตนื่ ตวั ระมัดระวงั สุขมุ รอบคอบ
12) มีดลุ พินิจ พิจารณาสง่ิ ตา่ งๆอยา่ งถูกต้อง
13) มคี วามสงบเสง่ียมไม่หยงิ่ ยโส ไมภ่ าคภมู ใิ จอย่างไรเ้ หตผุ ล
14) มีความเห็นอกเหน็ ใจ เอาใจใสเ่ รื่องทกุ ขเ์ รอ่ื งสขุ ของลูกนอ้ งให้มาก
15) มีความจงรักภักดี ต่อหนา้ ที่ ตอ่ ผอู้ ืน่ ตอ่ หมู่คณะต่อสว่ นรวม เพอื่ จะได้เป็นที่ไว้วางใจของ
ผใู้ ตบ้ งั คับบญั ชา
16) สังคมดี ปรับตนให้เขา้ กับสังคมอย่างถกู ตอ้ ง
17) การบังคับตนเอง บงั คบั จิตใจและอารมณ์มใิ ห้แสดงกรยิ าอาการท่ีไม่เหมาะสมต่อผูอ้ ื่น
คุณสมบัติผู้นาท่ีดี
การเปน็ ผูน้ านัน้ ความรเู้ ป็นส่ิงจาเป็นที่สุด ความรู้ในทีน่ ม้ี ไิ ด้หมายถึงเฉพาะความรูเ้ ก่ยี ว กบั งานในหน้าที่
เท่านั้น หากแตร่ วมถงึ การใฝ่หาความรเู้ พม่ิ เตมิ ในด้านอืน่ ๆ ดว้ ย การจะเปน็ ผู้นาที่ดี หัวหน้างานจึงต้องเปน็ ผู้รอบ
รู้ ยิ่งรอบรู้มากเพียงใด ฐานะแหง่ ความเป็นผู้นาก็จะยิ่งมั่นคงมากขนึ้ เพียงนน้ั
1. ความริเร่ิม (Initiative) ความรเิ ริม่ คือ ความสามารถท่ีจะปฏบิ ตั ิสง่ิ หนง่ึ ส่งิ ใดในขอบเขตอานาจ
หนา้ ที่ไดด้ ว้ ยตนเอง โดยไมต่ อ้ งคอยคาสงั่ หรอื ความสามารถแสดงความคิดเหน็ ท่ีจะแกไ้ ขสิง่ หน่ึงสิง่ ใดใหด้ ีขนึ้
หรือเจรญิ ขึน้ ไดด้ ้วยตนเองความ ริเริม่ จะเจรญิ งอกงามได้ หัวหน้างานจะต้องมีความกระตอื รอื รน้ คอื มีใจจดจ่อ
งานดี มคี วามเอาใจใสต่ อ่ หนา้ ที่ มพี ลังใจที่ต้องการความสาเร็จอยู่เบือ้ งหนา้
2. มีความกลา้ หาญและความเดด็ ขาด (Courage and firmness) ผู้นาท่ดี ีจะตอ้ งไมก่ ลวั ตอ่
อันตราย ความยากลาบาก หรือความเจ็บปวดใดๆ ท้ังทางกายวาจา และใจผ้นู าทมี่ ีความกลา้ หาญ จะชว่ ยให้
สามารถผจญต่องานต่างๆ ให้สาเร็จลุล่วงไปได้
~ 24 ~
3. การมมี นษุ ย์สัมพันธ์ (Human relations) ผนู้ าที่ดีจะต้องรู้จักประสานความคิด ประสาน
ประโยชนส์ ามารถทางานร่วมกับคนทุกเพศ ทกุ วัย ทกุ ระดับการศึกษาได้ ผ้นู าทม่ี ีมนุษย์สัมพันธด์ ี
4. มีความยุตธิ รรมและซอื่ สัตยส์ จุ ริต ( Fairness and Honesty) ผนู้ าท่ดี ีจะต้องอาศัยหลักของ
ความถูกต้อง หลักแหง่ เหตผุ ลและความซื่อสตั ย์สุจรติ ตอ่ ตนเองและผูอ้ นื่ เปน็ เครอ่ื งมอื ในการวินิจฉยั สั่งการ หรอื
ปฏบิ ัติงานดว้ ยจติ ท่ีปราศจากอคติ ปราศจากความลาเอยี ง ไมเ่ ล่นพรรคเลน่ พวก
5. มีความอดทน (Patience) ความอดทน จะเปน็ พลงั อันหนงึ่ ทีจ่ ะผลกั ดันงานให้ไปสจู่ ุดหมาย
ปลายทางได้ อยา่ งแท้จรงิ
6. มีความต่ืนตวั แต่ไมต่ ืน่ ตูม ( Alertness ) ความ ตื่นตัว หมายถงึ ความระมดั ระวงั ความสขุ ุม
รอบคอบ ความไมป่ ระมาท ไมย่ ืดยาขาดความกระฉบั กระเฉง มคี วามฉับไวในการปฏบิ ตั ิงานทันต่อเหตุการณ์
ความ ตนื่ ตวั เป็นลกั ษณะทแ่ี สดงออกทางกาย แต่การไม่ต่นื ตมู เป็นพลังทางจติ ท่จี ะหยดุ คิดไตร่ตรองต่อ
เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น รู้จกั ใช้ดุลยพินิจทจ่ี ะพิจารณาส่ิงตา่ งๆ หรอื เหตตุ า่ งๆได้อย่างถกู ต้องพูดง่ายๆ ผู้นาทีด่ ี
จะต้องรจู้ กั ควบคมุ ตวั เองนัน่ เอง (Self control)
7. มคี วามภักดี (Loyalty) การ เปน็ ผ้นู าหรอื หัวหนา้ ท่ดี นี น้ั จาเป็นตอ้ งมีความจงรักภกั ดีตอ่ หมู่
คณะ ตอ่ สว่ นรวมและตอ่ องค์การ ความภักดีน้ี จะช่วยใหห้ วั หน้าไดร้ บั ความไวว้ างใจ และปกป้องภยั อันตรายใน
ทุกทิศได้เปน็ อยา่ งดี
8. มีความสงบเสงย่ี มไมถ่ ือตัว (Modesty) “ผู้นาทดี่ จี ะต้องๆไม่หยง่ิ ยโส ไม่จองหอง ไม่
วางอานาจ และไมภ่ ูมใิ จในสงิ่ ท่ไี รเ้ หตุผลความสงบเสง่ยี มน้ี ถ้ามีอยใู่ นหัวหน้างานคนใดแลว้ ก็จะทาใหล้ ูกน้องมี
ความนับถอื และใหค้ วามรว่ มมอื เสมอ7”
7ศิรพิ งษ์ ศรชี ัยรมย์รตั น์ “กญุ แจสูค่ วามเปน็ เลศิ ทางการบรหิ ารคน” หน้า 25 -28
~ 25 ~
เร่ืองที่ 3
กฎหมายทป่ี ระชาชนควรรู้
1. ความหมายของกฎหมาย
กฎหมาย คอื ขอ้ บงั คับกติกาของรัฐหรือของชาติ กาหนดข้ึนมาเพ่ือใช้บังคับ ควบคุมความประพฤติของ
บคุ คลในสังคม ให้ปฏบิ ัตติ าม หากมีการฝา่ ฝืน ไม่ปฏบิ ตั ิตามจะมคี วามผิดและได้รบั โทษตามทก่ี าหนดไว้
2. ลักษณะสาคญั ของกฎหมาย
1. กฎหมายมีลักษณะเปน็ กฎเกณฑ์ กล่าวคอื ตอ้ งเป็นขอ้ บงั คบั ท่ีเป็นมาตรฐาน ใชว้ ดั และกาหนดความ
ประพฤตขิ องสมาชกิ ในสังคมได้ว่าถกู หรือผิด ทาไดห้ รือไม่ได้ เป็นตน้
2. กฎหมายกาหนดความประพฤตขิ องบคุ คล กลา่ วคอื กฎหมายควบคมุ แต่ความประพฤติของบคุ คล
เทา่ นัน้ มไิ ดก้ ้าวล่วงเขา้ ไปถึงจิตใจ จึงอาจกลา่ วได้วา่ ศาสนา ศีลธรรม และจารีตประเพณคี วบคุมมนษุ ยไ์ ดล้ ึกซ้งึ
ยงิ่ กวา่ กฎหมาย
3. กฎหมายมีสภาพบงั คับ สภาพบงั คับของกฎหมายน้ันมีท้งั ทีเ่ ป็นผลรา้ ย เช่น โทษทางอาญา และผลดี
เช่น การลดภาษีเงินได้
4. กฎหมายมีกระบวนการอันเปน็ กจิ จะลกั ษณะ ในอดีต สาหรบั การบงั คบั การให้เปน็ ไปตามกฎหมาย
บางทีก็ใชร้ ะบบตาตอ่ ตาฟันต่อฟัน แตส่ ังคมสมยั ใหม่ซ่งึ มีการปกครองแบบรวมศนู ย์อานาจ กลา่ วคือ รัฐออก
กฎหมายและรัฐเป็นผู้บงั คับใชก้ ฎหมาย รัฐสมัยใหม่จะไมย่ อมใหม้ กี ารบงั คับใช้กฎหมายโดยประชาชนเลย เพราะ
จะทาให้คนทแี่ ข็งแรงกวา่ กระทาเกินเลยต่อคนที่อ่อนแอกว่าได้ กับทัง้ จะเกิดความวุ่นวายประการอนื่ ๆ
3. ความสาคัญของกฎหมาย
3.1 สรา้ งความสงบเรียบร้อยในสงั คม
3.2 แกไ้ ขขอ้ ขัดแย้งในสังคม
4. ท่มี าของกฎหมาย
4.1 มาจาก ผู้มอี านาจสงู สดุ ของสังคมของรัฐหรอื ประเทศ
4.2 มาจากจารตี ประเพณี
4.3 มาจากความเช่อื ในเทพเจ้า วญิ ญาณบรรพบุรุษ หรือคาส่ังสอนของศาสดาของศาสนาตา่ งๆ
4.4 มาจากความยุตธิ รรม หรอื ความเปน็ ธรรมทางสังคม
4.5 มาจากความคิดเหน็ ของนักปราชญ์หรอื นกั วิชาการทางกฎหมาย
4.6 มาจากคาพิพากษาของศาล
~ 26 ~
การใชก้ ฎหมาย ใช้ในราชอาณาจักร ราชอาณาจักร ไดแ้ ก่
1. สว่ นของประเทศท่เี ปน็ พ้นื ดิน แม่นา้ ลาคลอง หนอง บงึ บาง
2. ส่วนของทะเลอนั เป็นอา่ วไทย และส่วนทห่ี ่างออกจากชายฝ่งั 200 ไมลท์ ะเล
3. พน้ื อากาศ เหนอื ขอ้ 1 และ 2
สาหรบั การกระทาความผิดบนอากาศยานไทย และเรือไทย ไม่วา่ จะอยทู่ ีไ่ หน ใหถ้ ือว่ากระทาความผิดใน
ราชอาณาจกั รไทย และจะถกู ลงโทษโดย กฎหมายไทย
การบังคบั ใช้กฎหมาย
ใชต้ งั้ แต่กาหนดให้มีผลบงั คับใช้ การกาหนดให้กฎหมายมผี ลบงั คบั ใชน้ น้ั ก็จะมหี ลายลกั ษณะ เชน่
1. บงั คับใช้ทันทใี นวนั ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
2. มีผลบงั คับในวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
3. มีผลบังคับเม่อื พ้นระยะเวลา ทก่ี าหนดเอาไวใ้ นกฎหมายนนั้ ๆ เช่น เม่อื พน้ กาหนด 30 วนั แล้ว จึงมี
ผลบงั คับใช้ โดยทว่ั ไปจะเปน็ กฎหมายท่ีตอ้ งการให้เจ้าหน้าท่ี และประชาชน ได้เตรียมตัวเพื่ออย่ภู ายใตก้ ารบงั คบั
ของกฎหมายดงั กล่าว ยกตัวอย่างเชน่ กฎหมายให้ประชาชนสวมหมวกนริ ภยั ต้องให้เวลาเพอื่ บริษทั สามารถผลติ
และประชาชน จะได้ซอ้ื หาหมวกใหไ้ ดท้ วั่ ถงึ เสียก่อน จงึ จะบังคบั ใชก้ ฎหมาย
การยกเลิกกฎหมาย
โดยท่ัวไปการยกเลิกกฎหมาย จะมี 2 ลักษณะ คือ
1. ยกเลิกโดยตรง
2. ยกเลิกโดยปรยิ าย
การยกเลิกโดยตรง คอื การระบุยกเลกิ กฎหมายนั้น ๆ ไว้ในกฎหมายฉบบั ท่ีออกมาใช้บังคบั ใหม่ เปน็
ลกั ษณะการออกกฎหมายใหม่มายกเลกิ กฎหมายเก่านน่ั เอง
การยกเลิกโดยปรยิ าย คอื การทกี่ ฎหมายฉบับน้นั ๆ เลกิ บังคับใช้ไปเอง โดยที่ไม่ตอ้ งมีกฎหมายฉบับ
ใหมอ่ อกมา ระบุหรอื บญั ญตั ิใหย้ กเลิกแต่ประการใด นนั่ คือ กฎหมายฉบับดังกล่าว อาจมกี าหนดระยะเวลาใน
การบังคบั ใชเ้ อาไว้ในตวั มนั เอง ดังน้ันเม่ือหมดระยะเวลาตามที่ระบุ ก็ถือวา่ กฎหมายถูกยกเลกิ ไปเองโดยปรยิ าย
~ 27 ~
กฎหมายท่ปี ระชาชนควรรู้
1. การทะเบียนราษฎร์
• บตุ รเกิด ถ้าเกดิ ในบา้ น ใหเ้ จ้าบ้านแจ้ง ถ้าเกิดนอกบ้าน ให้มารดาแจง้ ภายใน 15 วัน นับแต่วนั เกิด
• ชื่อบตุ ร ใหเ้ จ้าบา้ น บิดา หรือมารดาแลว้ แตก่ รณี แจ้งชอ่ื บตุ รพรอ้ มกบั การแจ้งเกดิ ถ้าจะเปลีย่ นช่อื ให้
แจ้งภายใน 6 เดอื นนบั แตว่ ันแจง้ ชือ่ ครัง้ แรก
• ยา้ ยบ้าน ใหผ้ ยู้ ้ายหรือผู้ที่เจ้าบ้านมอบอานาจแจ้งออกจากบ้านเดิมภายใน 15 วนั และเมือ่ ไปอยบู่ ้าน
ใหมใ่ หแ้ จ้งภายใน15 วนั เช่นกนั
• คนตาย ถ้าในบ้านใหเ้ จา้ บ้านแจ้ง ถา้ ตายนอกบ้านให้ผทู้ ่ไี ปกับผู้ตาย หรอื ผ้ทู ่ีพบศพเปน็ ผู้แจง้ ภายใน
24 ช.ม. นบั แต่เวลาตายหรือเวลาพบศพ แจ้งทไ่ี หน กรณบี ตุ รเกดิ ตัง้ ชอ่ื บตุ ร ยา้ ยบ้านหรอื คนตาย ใหแ้ จ้งดังน้ี
• ในเขตเทศบาล : ใหแ้ จ้งทสี่ านกั งานทอ้ งถ่นิ ซง่ึ ตั้งอยทู่ ่ีสานักงานเทศบาล
• นอกเขตเทศบาล : ให้แจง้ ท่ีสานักทะเบยี นตาบล (บา้ นกานัน) หรือสานกั ทะเบียนทีผ่ ูว้ ่าราชการจังหวัด
แตง่ ตั้ง(เชน่ เขตกรมทหาร)
ความผดิ
• ถา้ ไมแ่ จง้ เกิดภายในกาหนดเวลา มคี วามผิดตามกฎหมาย มีโทษปรบั ไม่เกนิ 200 บาท
• ถ้าไม่แจง้ การตายภายในเวลามีความผิดตามกฎหมาย มีโทษปรบั ไม่เกนิ 200 บาท
2. บตั รประจาตัวประชาชน
• คนไทยซ่ึงมอี ายุตัง้ แต่ 15 ปีบริบรู ณ์ข้ึนไปจนถึง 70 ปี บรบิ รู ณ์ ต้องไปขอทาบตั รทอ่ี าเภอหรอื ทีว่ ่าการ
เขตภายใน 60 วนั นับตง้ั แตว่ ันที่อายูครบ 15 ปีบรบิ ูรณ์
• บัตรประจาตวั ประชาชนชารดุ หรอื สูญหาย ต้องยน่ื คารอ้ งขอมีบัตรใหม่ภายใน 30 วนั นบั ตง้ั แตบ่ ตั ร
เดมิ ชารดุ หรอื สญู หาย (ต้องไปแจ้งบัตรหายทส่ี ถานตี ารวจ)
• อายุของบตั ร กาหนดใชไ้ ด้ 6 ปี เมื่อถงึ กาหนดสน้ิ อายบุ ตั รตอ้ งไปตดิ ต่อขอทาบตั รใหม่ภายใน 60 วนั
นบั ต้ังแตว่ นั ส้ินอายุ ณ อาเภอท้องที่ทีม่ ชี อ่ื ในทะเบยี นบ้าน
ความผดิ
• ผถู้ อื บัตรผใู้ ดไมอ่ าจแสดงบัตรได้ในเมอื่ เจา้ พนักงานขอตรวจ มีโทษปรบั ไมเ่ กนิ 100 บาท
• ผไู้ ม่มีสญั ชาติไทยยื่นคาร้องขอมีบัตรโดยแจง้ ข้อความเท็จตอ่ เจ้าพนกั งานวา่ ตนมสี ัญชาติไทย มโี ทษ
ปรบั ไม่เกนิ 2.000 บาทหรอื จาคกุ ไมเ่ กนิ 1 ปี หรือท้ังจาทัง้ ปรับ
• ไม่ยื่นคาร้องขอมบี ัตรภายในกาหนดเวลา มีโทษปรับไมเ่ กนิ 500 บาท
• บตั รหมดอายไุ ม่ตอ่ บัตรภายในกาหนด มีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
~ 28 ~
3. การรบั ราชการทหาร
• กาหนดเวลาแสดงตนลงบญั ชีทหารกองเกิน ชายไทยอายุยา่ งเขา้ 18 ปี ตอ้ งไปแสดงตนเพ่อื ลงบญั ชี
ทหารกองเกินในเดือนพฤศจิกายนของปที ีอ่ ายยุ ่างเขา้ 18 ปี
• สถานที่แสดงตนเพ่ือลงบญั ชีทหารกองเกินคือทว่ี า่ การอาเภอหรือก่ิงอาเภอทเ่ี ปน็ ภมู ิลาเนาทหาร
4. การรักษาความสะอาด
• หา้ มขีดเขียน วาดรปู วาดภาพบนรัว้ ผนงั อาคาร ต้นไม้ หรอื ส่ิงใดใสท่ีสาธารณะ หรือเหน็ ได้จากที่
สาธารณะนนั้ ถ้าฝ่าฝนื มโี ทษปรบั ไมเ่ กิน 200 บาท
• หา้ มตดิ ตั้ง ตาก วางหรอื แขวนสิง่ ใดๆ ในท่ีสาธารณะหรือมองเห็นไดจ้ ากท่ีสาธารณะโดยไมบ่ งั ควรหรอื
ทาใหม้ องดแู ล้วไมเ่ ปน็ ระเบยี บเรียบร้อย ถ้าฝ่าฝืนมโี ทษปรับ 200 บาท
• หา้ มบ้วน ส่ังหรอื ถม่ นา้ ลาย น้ามูก น้าหมาก เสมหะหรือทิ้งสง่ิ ใดๆ ลงบนท้องถนน พนื้ รถ หรอื เรอื
สาธารณะ โรงมหรสพ รา้ นคา้ หรอื ท่ีสาธารณะ ถ้าฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกนิ 100 บาท
5. การเร่ียไร
• ผ้ทู าการเร่ียไร ต้องมใี บอนญุ าตใหท้ าการเรย่ี ไรตดิ ตวั และต้องออกใบรบั ให้ผบู้ รจิ าค
6.หนงั สือมอบอานาจ
• การมอบอานาจเป็นการตง้ั ตัวแทนเพอื่ ทาการสาหรับการมอบอานาจให้กระทาการเกยี่ วกบั ที่ดินเป็น
เรอื่ สาคญั ควรใช้หนงั สอื มอบอานาจของกรมทีด่ ิน
7. เอกเทศสัญญา
• ก้ยู ืม การกยู้ ืมเงินกนั เกินกว่าหา้ สบิ บาท จะตอ้ งมีหลกั ฐานเปน็ หนังสือแสดงวา่ มีการกู้ยมื เงนิ กนั จรงิ
และต้องลงลายมอื ช่ือผูก้ ดู้ ้วย กฎหมายให้คดิ อัตราดอกเบ้ยี ไมเ่ กนิ รอ้ ยละ 15 บาทตอ่ ปี
• การจานอง คือการกูย้ มื โดยมที รพั ยส์ ิน เป็นประกนั โดยทว่ั ไปได้แก่ ที่ดนิ บ้านพร้อมทดี่ ิน เรือยนต์ (5
ตันขน้ึ ไป) สัตว์พาหนะ ได้แก่ ชา้ ง มา้ วัว ความ หรืออสงั หาริมทรัพยอ์ ืน่ ซง่ึ กฎหมายหากบญั ญตั ไิ ว้ให้จดทะเบยี น
เฉพาะกาล โดยทรัพยย์ งั อยทู่ ี่ผจู้ านอง การจานองต้องทาเปน็ หนังสอื และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าท่ี
• เชา่ ซอ้ื ตอ้ งทาเปน็ หนังสอื และปดิ อากรแสตมป์เว้นแต่เช่าซ้ือเครื่องมือการเกษตรไมต่ อ้ งปดิ อากร
แสตมป์
• เช่าทรัพย์ เช่าบ้านหรือทด่ี ินไม่เกนิ 3 ปี ต้องทาเปน็ หลกั ฐานเป็นหนงั สือลงลายมอื ชอื่ ผู้เชา่ แล้ผูใ้ ห้เชา่
หากเกนิ 3 ปี ตอ้ งทาเปน็ หนังสือและจดทะเบียนต่อพนกั งานเจา้ หน้าที่
~ 29 ~
8. กฎหมายท่ดี ิน
• เมอ่ื โฉนดใบจองหรือ นส.3 ชารดุ สูญหายหรอื เปน็ อันตรายต้องติดตอ่ อาเภอหรือสานกั งานทะเบียน
ทดี่ ิน เพอ่ื ขอออกใบใหมห่ รือใบแทน มิฉะนน้ั ผอู้ ่นื ทีไ่ ด้หนังสอื สาคัญไปอาจนาไปอ้างสิทธิ ทาใหเ้ จา้ ของเดมิ เสยี
ประโยชน์ได้
• ทด่ี ินมือเปล่า เจา้ ของควรดูแลรกั ษาให้ดี อย่าทอดทงิ้ หรือปลอ่ ยใหร้ กรา้ งวา่ งเปลา่ หากมีผ้คู รอบครอง
กห็ าทางไล่ออกไปเสีย มิฉะน้ันเจ้าของจะเสียสิทธไิ ป นอกจากน้ี หากมี ส.ค.1 ก็ควรหาทางขอ น.ส.3 แล้วต่อไปก็
ขอใหม้ ีโฉนดเสยี ใหเ้ รียบรอ้ ยเพราะทาใหไ้ ดป้ ระโยชน์มากขึน้ และปลอดภยั จากการเสียสทิ ธิมากขึ้น
• ท่ดี นิ มโี ฉนด อยา่ ทอดทงิ้ หรอื ปล่อยให้รกรา้ งหรือใหค้ นอน่ื ครอบครองไวน้ านๆ อาจเสียสทิ ธิไดเ้ ช่นกัน
• การทานิติกรรม ต้องทาให้สมบรู ณ์ตามกฎหมายโดยทาท่อี าเภอหรอื สานักงานทะเบยี นทด่ี ิน
9. อาวธุ ปืน
• ผู้ทปี่ ระสงค์จะขอมอี าวุธปืน เพ่อื ใช้หรือเกบ็ ไวป้ ้องกันตัวหรือทรัพย์สิน ใหย้ นื่ คารอ้ งขอตามแบบ ป.1
ต่อนายทะเบียนท้องท่ี
• กรุงเทพมหานคร ไดแ้ ก่ ผบู้ งั คบั การกองทะเบยี นกรมตารวจ
• จงั หวัดอื่นๆ ผวู้ ่าราชการจังหวัดเปน็ นายทะเบยี นท้องท่จี งั หวัด
• การแจง้ ย้ายอาวธุ ปนื เมอื่ ผไู้ ด้รบั อนุญาตใหม้ ีและใช้อาวุธปนื ยา้ ยภมู ลิ าเนา ตอ้ งแจง้ ย้ายอาวธุ ปนื ต่อ
นายทะเบียนภายใน15 วัน นบั แตว่ ันย้าย และถา้ ย้ายไปต่างทอ้ งท่ใี ห้แจง้ การยา้ ยตอ่ นายทะเบียนท้องที่ใหม่
ภายใน 15 วัน นบั แตว่ ันทย่ี า้ ยไปถงึ อีกดว้ ย
• การรบั มรดกปืน เป็นหนา้ ทข่ี องทายาทหรอื ผู้ครอบครอง ตอ้ งไปแจง้ การตายต่อนายทะเบยี นทอ้ งท่ี
ภายใน 30 วัน นับต้งั แต่วนั ทราบการตายและยื่นคาร้องขอรับมรดกอาวธุ ปืนนน้ั ต่อไป
• ใบอนุญาตสูญหายหรือชารดุ อ่านไม่ออก ให้ย่นื คารอ้ งขอรับใบอนญุ าตต่อนายทะเบียนทอ้ งที่ภายใน
30 วนั นบั แต่วันทราบเหตุ
• อาวุธปืนหายหรือถูกทาลาย ให้เจ้าของแจง้ เหตุพร้อมด้วยหลกั ฐานและสง่ มอบใบอนญุ าตต่อนาย
ทะเบยี นท้องที่ทีต่ นอยู่หรือนายทะเบยี นท้องท่ีทีเ่ กิดเหตภุ ายใน 15 วนั นบั แตว่ ันทราบเหตุความผิดและโทษของ
อาวธุ ปืน
• มแี ละพกอาวธุ ปนื โดยไมไ่ ด้รับอนญุ าต ตอ้ งระวางโทษจาคกุ ตงั้ แต่ 1 ปีถึง 10 ปี ปละปรบั ต้งั แต่ 2,000
บาทถึง 20,000 บาท
• พกพาอาวธุ ปืนติดตวั ไปในเมือง หม่บู ้าน หรือทางสาธารณะโดยไมไ่ ด้รบั อนญุ าตใหพ้ ก เว้นแตก่ รณมี ี
เหตุจาเป็นเรง่ ดว่ นตอ้ งระวางโทษจาคุกไม่เกนิ 5 ปี หรอื ปรับไมเ่ กนิ 10,000 บาท หรอื ทั้งจาทั้งปรับ
• ผูใ้ ดพกพาอาวุธปนื ไปโดยเปิกเผย หรือพาไปทช่ี ุมชนทไ่ี ดจ้ ัดใหม้ ีขนึ้ เพ่อื นมสั การ การรนื่ เริง การ
มหรสพ หรือการอน่ื ใดต้องระวางโทษจาคกุ ตั้งแต่ 6 เดอื น ถึง 5 ปี และปรบั ต้ังแต่ 1,000 บาท ถึง 10,000 บาท
แม้ว่าผนู้ ้นั จะได้รบั อนุญาตพกพาอาวธุ ปืนหรอื กรณเี รง่ ดว่ นกต็ าม
~ 30 ~
กจิ กรรมท้ายบทท่ี 3
ใหผ้ ู้เรียนทากิจกรรมท้ายบทตอ่ ไปนี้
1.ครอบครัว หมายถงึ
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
2.บทบาทหนา้ ทข่ี องสมาชกิ ในครอบครวั
พอ่ .....มหี น้าท.่ี ........................................................................................................................................................
แม่.....มีหนา้ ท่ี........................................................................................................................................................
ปู่ ตา.....มหี น้าที่..................................................................................................................................................
ยา่ ยาย.....มหี น้าที่................................................................................................................................................
ลกู .....มีหน้าท.่ี .......................................................................................................................................................
หลาน...มหี น้าท.่ี ......................................................................................................................................................
3.ให้ผ้เู รยี นตัดข่าวท่ีเก่ยี วกบั การใช้ความรุนแรงในครอบครวั จากหนงั สือพิมพ์ นามาวิเคราะห์ ถึงปัญหา สาเหตุ
พร้อมทั้งหากเปน็ ตวั ผเู้ รยี น ผเู้ รยี นมีแนวทางแก้ไขอย่างไร
ปัญหา สถานท่ี วนั เดือน ปี
สาเหตปุ ัญหา
……………………………………………………
…………………………………………………….
…………………………………………………….
ผลท่เี กดิ ขน้ึ ติดภาพขา่ ว
…………………………………………………….
…………………………………………………….
…………………………………………………….
……………………………………………………...
แนวทางแกไ้ ข(เพอ่ื ปอ้ งกนั ปญั หา)
..............................................................
..............................................................
...............................................................
...............................................................
~ 31 ~
4.หลกั การแก้ปญั หาครอบครวั
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
5.ชมุ ชนหมายถงึ
.................................................................................................................................................................................
6.ผนู้ าหมายถึง
.................................................................................................................................................................................
7.ลกั ษณะผนู้ าทดี่ ี
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
8.หากชุมชนของผู้เรียนเกดิ การเปล่ียนแปลงผ้นู า ผเู้ รยี นมีวธิ ีตดั สนิ ใจอย่างไรในการเลอื กผนู้ าคนใหม่ จงอธบิ าย
มาพอเขา้ ใจ
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
9.กฎหมาย (law) หมายถึง......................................................................................................................................
10.กฎหมาย มาจากทไี่ หน.......................................................................................................................................
11.กฎหมาย ใช้เมือไหร่..........................................................................................................................................
12.ราชอาณาจักร คือ.........................................................ได้แก่............................................................................
~ 32 ~
บทที่ 4
หลักธรรมในการดาเนินชวี ิต
สาระสาคัญ
หลักธรรมตามรอยพระยุคลบาท 10 ประการ : เป็นการเรยี นรูเ้ กย่ี วกบั ความหมาย ความสาคัญของ
หลักธรรมในการดาเนนิ ชีวติ และหลกั ธรรมตามรอยพระยคุ ลบาท 10 ประการ
ผลการเรียนรูท้ ่ีคาดหวัง
- ผ้เู รียนมคี วามรู้ ความเขา้ ใจความหมายความสาคญั ของหลกั ธรรมในการดาเนนิ ชวี ิตและหลกั ธรรมตาม
รอยพระยุคลบาท 10 ประการและสามารถนาความรทู้ ่ีไดร้ บั ไปประยุกต์ใช้ได้กับชวี ติ ประจาวนั ได้
ขอบข่ายเนอ้ื หา
เร่อื งที่ 1 ความหมาย ความสาคัญของหลักธรรมในการดาเนินชีวติ และหลักธรรมในพระพทุ ธศาสนา
เร่ืองที่ 2 หลักธรรมในการดาเนินชวี ิตและหลกั ธรรมตามรอยพระยคุ ลบาท 10 ประการ
~ 33 ~
เรอ่ื งท่ี 1
ความหมายความสาคญั ของหลกั ธรรมในพระพทุ ธศาสนา
ความหมายของหลกั ธรรมในพระพุทธศาสนา
หลกั ธรรม คอื หลกั ธรรมวนิ ยั ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงค้นพบและวางเอาไว้ เพอื่ เปน็ แนวทางที่เพียงพอแก่การ
ชาระจิตใจให้บริสุทธิ์จากกิเลสเคร่ืองร้อย รัด อันได้แก่ ราคะ(ความกาหนัดเพลิดเพลินยินดี) โทสะ(ความโกรธ
พยาบาทอาฆาต) โมหะ(ความหลงงมงายไร้สาระมีเหตุผลอันพิสูจน์ไม่ได้) เพื่อความหลุดพ้นจากความเป็นทาส
เพอ่ื ความเปน็ อิสระอย่างแทจ้ ริง
ความสาคญั ของหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจาชาติไทย เพราะคนไทยส่วนใหญแ่ ละพระมหากษตั ริย์ทุกพระองค์นบั
ถอื พระพทุ ธศาสนา และนาหลักธรรมมาใช้ในการดาเนนิ ชวี ิต จึงกลา่ วได้วา่ พระพทุ ธศาสนามคี วามสาคัญต่อ
ชาตไิ ทย พระพุทธศาสนาเปน็ มรดกทางวัฒนธรรมอันล้าคา่ ของชาตไิ ทย
1. ด้านการศกึ ษา
สมัยโบราณ การศึกษาของเด็กไทยเร่ิมตน้ ที่วดั โดยชาวบา้ นมกั พาลกู หลานที่เป็นผู้ชาย ไปฝากฝงั ใหเ้ ลา่
เรยี นเขยี นอ่านกบั พระสงฆ์ รวมทั้งไดร้ บั การอบรมสงั่ สอนทางด้านศีลธรรมจรรยาควบคู่ไปด้วย ในปัจจบุ ันจะมที ้งั
โรงเรียนของรฐั บาลและของเอกชนตงั้ ขนึ้ มากมาย แตโ่ รงเรียนหลายๆแหง่ กจ็ ัดสร้างขึน้ ในวดั หรืออาศยั ท่ีดินของ
วัดปลกู สร้าง ดงั นั้นจะเห็นได้วา่ พระพุทธศาสนามีส่วนสาคัญในการวางรากฐานของการศกึ ษาของไทย
2. ด้านสงั คม
หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนามีสว่ นชว่ ยหล่อหลอมพฤตกิ รรมของคนในสังคม ใหม้ ีความออื้ เฟอ้ื เผื่อแผ่ มี
ความกรณุ าตอ่ ผอู้ ่นื รรู้ กั สามัคคี ทงั้ น้ีเพราะพระพุทธศาสนามีหลักธรรมในการดาเนินชีวติ ใหค้ นเรารูจ้ กั พึ่งพา
ตนเอง รู้จักยึดม่ันในคณุ ธรรมโดยเนน้ ความสงบสุขทางดา้ นจิตใจ และเน้นให้เห็นประโยชนข์ องธรรมะ ไม่ยดึ ตดิ
กบั สิ่งต่างๆ ที่ทาให้เกดิ ความทุกข์
3. ด้านศิลปวัฒนธรรม
พระพุทธศาสนาเปน็ บอ่ เกดิ ของศลิ ปะแขนงต่างๆ หลายแขนง เช่น จากแรงศรทั ราที่ชาวพทุ ธมตี ่อ
ศาสนาทาใหร้ ่วมแรงรว่ มใจกันก่อสรา้ งวดั ซงึ่ เปน็ สถาปัตยกรรมทมี่ คี วามงดงามมกี ารวาดภาพจิตรกรรมฝาผนัง
เพอ่ื อธิบายคาสอนและพทุ ธประวตั ิ คาสอนจากชาดกตา่ งๆทาใหเ้ กดิ งานวรรณกรรมของไทยหลายเรอ่ื งเกิดงาน
พุทธปฏิมา หรือรปู แทนองค์พระพทุ ธเจา้ สะท้อนศิลปะและความเจริญรงุ่ เรืองของพระพุทธศาสนาในแต่ละยุค
สมยั
นอกจากน้พี ระพทุ ธศาสนายงั เป็นบอ่ เกดิ วฒั นธรรม ประเพณขี องไทยหลายประการ เช่น มารยาทชาว
พทุ ธ ไดแ้ ก่การไหว้ ประเพณีตา่ งๆ เช่น การเกิด การแต่งงาน การทาบญุ ขึ้นบา้ นใหม่
~ 34 ~
พระพุทธศาสนาหลักธรรมในการพัฒนาชาติไทย
1. พระพุทธศาสนาเปน็ ศาสนาที่สอนใหช้ าวพทุ ธเช่อื มนั่ ใน
เหตแุ ละผล
ความเช่ือดงั กล่าว นาไปสู่การพัฒนาท่มี ีลกั ษณะ3
ประการ คือ เชื่อม่นั ในความดงี ามของมนุษย์ เช่ือมนั่ ในกฎแหง่ กรรม
และผลของการกระทา เชอ่ื ม่ันวา่ คนเราตอ้ งรับผิดชอบตอ่ การกระทา
และผลของการกระทาของตน
2. พระพทุ ธศาสนาเนน้ ใหค้ นรจู้ กั ฝึกอบรมตนเอง
รจู้ ักการพง่ึ พาตนเองโดยมีโดยมีหลักธรรมทมี่ ่งุ ให้คนรจู้ ัก
ฝกึ อบรมตนเองทัง้ ด้านพฤตกิ รรม (ศีล) ฝึกฝน
พัฒนาทางด้านจติ ใจ (สมาธิ) และพัฒนาปัญญาใหร้ ูจ้ ักคิด ร้เู หตุผล
(ปญั ญา) จากหลกั ธรรมดังกลา่ วถ้าชาวพทุ ธฝกึ ฝนและปฎิบตั ติ ามก็จะนาไปสูก่ ารพฒั นาชาตไิ ทย
3. พระพุทธศาสนามีแนวคิดและหลกั คาสอนแบบวิทยาศาสตร์
คอื สามารถพิสจู นไ์ ด้ด้วยตนเอง ไมใ่ ห้เชื่อเร่ืองงมงาย ทกุ สง่ิ ทกุ อย่างเปน็ เหตเุ ปน็ ผลกัน วิธคี ดิ แบบเปน็ เหตุเป็น
ผลนีเ้ ปน็ แนวทางสาคัญในการพฒั นาในระดับบคุ คลและระดบั ชาติ 8
หลกั ธรรมในการดารงชีวติ
หลกั ธรรมท่เี ปน็ พ้ืนฐานในการดาเนินชีวติ
ศาสนาแต่ละศาสนามจี ดุ มุง่ หมายสูงสดุ แตกตา่ งกนั เชน่ พระพุทธศาสนามจี ุดมุง่ หมายสูงสุด คือ การ
เข้าถงึ พระนพิ พาน ศาสนาคริสตม์ ีจดุ มุ่งหมายสงู สดุ คือ การเข้าถึงพระเป็นเจา้ เปน็ ต้น แต่ทกุ ศาสนามุ่งสอน
ให้คนทาความดี ไม่กระทาความช่ัว ซ่ึงถอื เป็นจรยิ ธรรมพน้ื ฐานในการดาเนนิ ชีวติ
1. การพึ่งพาตนเอง เป็นหลักธรรมข้ันพื้นฐานท่ี ทุกคนควรยึดถือปฏิบัติ เพราะคนเราทุกคนเมื่อเกิด
มาแล้ว ควรต้องช่วยเหลือตนเองโดยไม่พ่ึงพาคนอื่นไปเสียหมด เพราะถ้าหากเราสามารถทาอะไรได้ด้วย
ตนเอง เราก็เกิดความภาคภูมิใจในผลงานท่ีทา และถ้าหากเราได้ช่วยเหลือตนเองเต็มกาลังความสามารถ
แลว้ ผอู้ ื่นก็อยากจะชว่ ยเหลอื เรา
~ 35 ~
2. ความกตญั ญูกตเวที เปน็ หลักธรรมท่ีเปน็ ลักษณะ ของคนดี เพราะคนดีนั้นต้องรจู้ กั สานึกในบุญคณุ
ของผู้อ่นื ทม่ี ตี ่อตนเอง และเมื่อสานกึ ในบญุ คุณแล้วต้องรจู้ ักตอบแทนพระคุณของผนู้ ั้นด้วย เชน่ พอ่ แมเ่ ป็นผู้มี
พระคณุ ต่อเรา เราจึงตอ้ งตอบแทนพระคณุ ของท่าน เปน็ ตน้ ผทู้ ี่มคี วามกตญั ญูกตเวทียอ่ มได้รบั การยกย่อง
สรรเสริญจากผู้พบเห็น
3. ความมีระเบยี บวินัย เป็นหลักธรรมท่เี ปน็ ส่งิ จาเปน็ สาหรับการอยูร่ ่วมกันในสังคม เพราะระเบียบ
วินัยเป็นความสามารถในการปฏบิ ัตติ นตามกฎเกณฑ์ หรือขอ้ บังคับของคนในกล่มุ เม่อื มีคนจานวนมากอยู่
ร่วมกนั จึงจาเป็นต้องอาศัยระเบียบวนิ ัยเป็นแนวทางในการปฏิบตั ใิ ห้เหมอื น ๆ กัน เพือ่ ความเปน็ ระเบียบ
เรียบรอ้ ย
4. ความเปน็ ผู้มวี ฒั นธรรมและปฏบิ ัติตามขนบธรรมเนยี มประเพณี วฒั นธรรม ประเพณไี ทย เป็นสิ่ง
ทแ่ี สดงถึงลกั ษณะความเปน็ ไทย ซ่งึ เปน็ เอกลกั ษณข์ องชาติทไี่ มเ่ หมือนกบั ชาตอิ นื่ เราในฐานะท่เี ป็นคนไทยจึง
ควรชว่ ยกันรักษาวัฒนธรรมประเพณไี ทยท่ดี ีงาม เช่น วฒั นธรรมในการแสดงความเคารพ วฒั นธรรมในการแสดง
ความนบั ถือผู้อาวุโส รวมทงั้ การเขา้ รว่ มกจิ กรรมประเพณีตา่ ง ๆ
หลักธรรมกับการนาไปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั
ศาสนาเปน็ เรอื่ งของจติ ใจและอารมณ์ สามารถจูงใจและผูกใจคนไว้ได้อยา่ งแน่นแฟน้ มนษุ ยจ์ ะนา
ศาสนาที่คนนบั ถือติดตวั ไปปฏบิ ัตหิ รอื เผยแพรใ่ นที่ใหม่ ศาสนาไม่ใช่ของท่อี ยูก่ บั ทแ่ี ตจ่ ะอย่ตู รงท่หี น่ึงที่ใดกต็ ่อเม่ือ
มนุษย์ยัง ไม่อพยพไปไหน บคุ คลที่เกิดมาในศาสนาใดก็จะนบั ถือศาสนานั้น และมคี วามประพฤติคล้ายกับบคุ คล
ที่นับถอื ศาสนานน้ั ๆ เชน่ เดก็ ฝร่ังทถี่ กู เลย้ี งแบบไทยและใหน้ บั ถอื ศาสนาพุทธ กจ็ ะมีพฤติกรรมและความคดิ อ่าน
ไปในแบบไทยๆ เปน็ ตน้ ศาสนาจึงมีอทิ ธิพลตอ่ ความเปน็ อยขู่ องคนในสังคม โดยเฉพาะหลักธรรมที่เปน็ พืน้ ฐาน
สาคญั ของการดาเนินชวี ติ ซง่ึ ทุกศาสนามคี วาม สอดคลอ้ งกนั โดยการยึดมั่นในการทาความดี ความสอดคลอ้ งกัน
ของหลกั ธรรมของแต่ละศาสนาทาใหบ้ ุคคลเขา้ ใจกัน อยู่ร่วมกนั ในสงั คมได้อยา่ งสันติสุข หลักธรรมที่ศาสนิกชน
สามารถนามาใชไ้ ด้ในชวี ติ ประจาวนั มีดังนี้
1. การทาความดี ละเวน้ ความชั่ว แนวทางการปฏิบตั ิของแต่ละศาสนาแตกต่างกันแตท่ ุกศาสนาก็สอน
ให้ทาความดีและ ละเวน้ ความชว่ั ทั้งนนั้ เช่น ศีล5 ของศาสนาพทุ ธ บัญญัติ 10 ประการของศาสนาคริสต์และ
หลักศรทั ธา 6 ประการกับหลักปฏบิ ัติ 5 ประการของศาสนาอสิ ลาม เปน็ ต้น
2. การพฒั นาตนเองและการพง่ึ ตนเอง ศาสนาต่างๆ สอนใหค้ นพ่ึงตนเองและพฒั นาตนเองเพ่อื ให้อย่ไู ด้
ในสังคมอย่างมีความสุข โดยเฉพาะศาสนาพทุ ธท่ีมีพทุ ธศาสนาสุภาษติ ว่า “อัตตาหิ อตั ตาโน นาโถ” หมายถึง
ตนเป็นที่พ่งึ แห่งตน ศาสนาพราหมณม์ ีหลกั อาศรม 4 ในข้อพรหมจารี ท่ใี หน้ กั ศกึ ษาเล่าเรียนและในขอ้ คฤหัสถ์ที่
ให้ปฏิบัติตามหนา้ ที่ของตนเอง ศาสนาอิสลามสอนให้คนใฝ่หาความรูต้ งั้ แตเ่ กิดจนตาย
~ 36 ~
3. ความยุติธรรม ความเสมอภาพและเสรีภาพ คาสอนของศาสนาจะเนน้ ในเรื่องเหล่าน้ีเพราะทุกเรื่อง
จะทาให้มนษุ ย์อยรู่ ว่ ม กนั อย่างนั ติ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ชาตติ ระกูลไม่ได้เปน็ เคร่ืองกาหนดความแตกต่างของ
บุคคล คนท่ีเกิดมาเทา่ เทยี มกันทง้ั นน้ั และสอนให้ทุกคนอยภู่ ายใต้อคติ 4 คอื ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคตแิ ละ
ภยาคติ ศาสนาอิสลามกส็ อนให้ดารงความยตุ ิธรรมอย่าถอื ตามอารมณ์ใคร่ในการรักษาความ ยุติธรรมแม้บางครั้ง
จะกระเทอื นตอ่ ตนเอง บิดามารดาหรอื ญาตบิ า้ งก็ตาม
4. การเสยี สละหรือการสังคมสงเคราะห์ศาสนาต่างๆ สอนให้มีความเสียสละเออ้ื เฟ้ือเผ่ือแผ่และ
สงเคราะหซ์ ึ่งกนั และกันด้วยความ เมตตากรุณาไม่ใชห่ วงั ผลตอบแทน เช่นพุทธศาสนามีหลกั ธรรมสังคหวัตถุ 4
ไดแ้ ก่ ทาน ปิยวาจา อตั ถจรยิ า และสมานัตตตา ศาสนาอิสลามมีการบริจาคซากาต แก่ผู้ขัดสน ศาสนาคริสตก์ ็จะ
เนน้ ให้มนุษยเ์ สยี สละให้อภยั เอื้อเฟอ้ื เป็นตน้
5. ความอตุ สาหะและความพยายาม ทกุ ศาสนาสอนให้คนมคี วามอตุ สาหะ มีความเพยี ร ความอดทน
และมคี วามพยายามอนั จะชว่ ยให้บุคคลประสบความสาเรจ็ พรอ้ มทง้ั พัฒนาตวั เองอยูเ่ สมอ ศาสนาพุทธมคี ติ
เตือนใจว่า ความพยายามอย่ทู ีไ่ หน ความสาเร็จอยู่ท่ีน่นั หรือหลกั คาสอนอิทธบิ าท 4 ได้แก่ ฉันทะ วริ ยิ ะ จิตตะ
วมิ ังสา ศาสนาอสิ ลามมกี ารละหมาดวนั ละ 5 คร้ังจงึ ถอื ว่าเป็นความพยายามท่ีจะขดั เกลาจติ ใจให้บรสิ ทุ ธ์ิ
6. ความรักความเมตตา คาสอนทกุ สาสนาจะเน้นเร่อื งความรักความเมตตา เพราะการทคี่ นเราจะอยู่
ร่วมกันไดอ้ ยา่ งสันตินนั้ ความรักความเมตตาเปน็ ส่อื สาคญั อีกท้งั ยังเปน็ จรยิ ธรรมของศาสนาครสิ ต์ ในพุทธศาสนา
ก็มพี ทุ ธศาสนสุภาษิตว่า เมตตาธรรมเป็นเครือ่ งค้าจุนโลก
7. ความมคี ุณธรรมอดทน อดกล้ัน เกือบทกุ ศาสนา มบี ทบัญญตั แิ ละข้อปฏิบัตใิ นเรอ่ื งน้ีเหมือนกัน เชน่
ศีลของศาสนาพุทธ บญั ญตั ิ 10 ประการของศาสนาครสิ ต์ การถอื ศีลอดของศาสนาอิสลาม ทกุ ข้อปฏิบัตคิ อื การ
ใหค้ นมีคณุ ธรรม อดทนและอดกล้นั
8. การยกยอ่ งเคารพบิดามารดาถอื เปน็ หลกั สาคัญของศาสนาตา่ งๆ ว่าบพุ การเี ป็นสงิ่ ควรยกย่องใน
ศาสนาพทุ ธกล่าวไว้ว่าบดิ า มารดาเปน็ พระพรหมของลูก ศาสนาครสิ ต์มิใช่ในบญั ญัติ 10 ประการ ข้อท่ี 4 วา่ จง
นับถอื บิดา มารดาเปน็ ต้น
9. การไม่แบ่งชัน้ วรรณะ พระพทุ ธเจ้าตรัสว่า กาเนิดชาตติ ระกูลมิได้ทาใหบ้ คุ คลเปน็ พราหมณ์เป็น
กษัตริย์ เปน็ พอ่ คา่ ความประพฤตขิ องบุคคลเปน็ เคร่ืองกาหนดบุคคล ทกุ คนเท่าเทียมกนั ศาสนาอิสลามถือเปน็
หลกั สาคญั วา่ หลกั ศรทั ธาและหลกั บญั ญัติตอ้ งอย่ใู นเง่อื นไขการไมแ่ บง่ ชนั้ วรรณะอย่างชดั เจน
10.ไม่เสพสุรา ไม่เล่นการพนนั ไมพ่ ดู จาขยายความ เปน็ พืน้ ฐานของทกุ ศาสนาท่บี ญั ญัติไวอ้ ยา่ ง
ชัดเจนวา่ เป็นสง่ิ ไม่ควรทา เช่น ศีลในศาสนาพุทธ บญั ญัติ 10 ประการในศาสนาคริสต์หลักบญั ญตั ิในศาสนา
อิสลาม เป็นต้น
~ 37 ~
กตญั ญกู ตเวที เครือ่ งหมายของคนดี
คาว่า “กตญั ญ”ู แปลวา่ “การร้คู ณุ คน” สว่ นคาวา่ “กตเวที” แปลว่าการตอบแทนผู้มบี ุญคณุ กบั เรา
ดังนน้ั คาว่า กตัญญูกตเวที จึงหมายถึง“การร้คู ณุ คนและตอบแทนผูม้ บี ญุ คุณกบั เรา” บคุ คลผู้มีอุปการะแก่คนเรา
นนั้ มีมากมาย แบง่ กว้าง ๆ ได้ 5 กลุม่ ประกอบดว้ ย
1. ทางสกุล ได้แก่ บิดา มารดา ปยู่ า่ ตา ยาย ลงุ ปา้ นา้ อา เปน็ ต้น
2. ทางการศึกษา ได้แก่ ครบู าอาจารยห์ รอื บุคคลทอี่ บรมสง่ั สอนเรา
3. ทางการปกครอง ไดแ้ ก่ พระมหากษตั รยิ แ์ ละเชือ้ พระวงศท์ กุ พระองค์
4. ทางศาสนา ได้แกอ่ งค์พระศาสดาของทุกศาสนา
5. ทางอน่ื ได้แก่ ผู้มีอปุ การะทางอ้อม เชน่ เพื่อนฝงู เพ่อื นบ้าน เจ้าหนา้ ทบ่ี ้านเมอื งท่ี ปฏบิ ัติหนา้ ทดี่ ้วยความ
ซอื่ สัตยส์ ุจริต เป็นตน้
หลักธรรมในการดารงชีวิต
ธรรมในการครองงาน
อทิ ธบิ าท 4
คาวา่ อิทธบิ าท แปลวา่ บาทฐานแหง่ ความสาเรจ็ หมายถงึ ส่ิงซ่งึ มคี ณุ ธรรม เครอื่ งให้ลุถึงความสาเรจ็
ตามที่ตนประสงค์ ซึ่งจาแนกไว้เป็น 4 คอื
1. ฉนั ทะ ความพอใจรกั ใครใ่ นสง่ิ นัน้
2. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งน้นั
3. จิตตะ ความเอาใจใสฝ่ ักใฝ่ในส่ิงนน้ั
4. วิมงั สา ความหมน่ั สอดสอ่ งในเหตุผลของสิ่งนั้น
ธรรมในการครองตน
สังคหวัตถุ 4 หมายถงึ หลกั ธรรมทเ่ี ปน็ เครื่องยึดเหนีย่ วน้าใจของผู้อน่ื ผกู ไมตรี เอ้อื เฟอ้ื เกือ้ กลู หรอื
เป็นหลกั การสงเคราะห์ซึง่ กนั และกนั มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่
1. ทาน คือ การให้ การเสียสละ หรือการเออ้ื เฟ้ือแบง่ ปันของๆตนเพอ่ื ประโยชน์แก่บคุ คลอน่ื ไม่ตระหนี่
ถ่ีเหนยี ว ไม่เปน็ คนเหน็ แกไ่ ด้ฝ่ายเดียว คุณธรรมข้อนี้จะช่วยใหไ้ มเ่ ปน็ คนละโมบ ไมเ่ หน็ แกต่ ัว เราควรคานงึ อยู่
เสมอว่า ทรพั ยส์ ิ่งของท่เี ราหามาได้ มิใชส่ ่ิงจีรังยง่ั ยืน เมื่อเราสนิ้ ชวี ติ ไปแลว้ กไ็ ม่สามารถจะนาติดตวั เอาไปได้
2. ปยิ วาจา คือ การพดู จาด้วยถอ้ ยคาท่ไี พเราะอ่อนหวาน พูดด้วยความจริงใจ ไมพ่ ูดหยาบคายกา้ วร้าว
พดู ในสงิ่ ทีเ่ ป็นประโยชนเ์ หมาะสาหรับกาลเทศะ พระพุทธเจ้าทรงใหค้ วามสาคญั กบั การพูดเป็นอย่างย่งิ เพราะ
การพดู เป็นบันไดขน้ั แรกท่ีจะสรา้ งมนุษยส์ มั พันธ์อนั ดใี หเ้ กิดขึ้น วิธกี ารท่ีจะพดู ใหเ้ ปน็ ปิยวาจานั้น จะตอ้ งพดู โดย
ยดึ ถอื หลักเกณฑด์ ังต่อไปน้ี เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการพูดส่อเสียด เว้นจากการพูดคาหยาบเว้นจากการพดู
เพ้อเจอ้
~ 38 ~
3. อัตถจริยา คอื การสงเคราะหท์ กุ ชนดิ หรือการประพฤติในสิ่งท่ีเปน็ ประโยชน์แกผ่ อู้ ่ืน
4. สมานัตตา คือ การเปน็ ผ้มู คี วามสม่าเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย คุณธรรมขอ้ นีจ้ ะ
ช่วยใหเ้ ราเป็นคนมจี ิตใจหนักแน่นไมโ่ ลเล รวมท้ังยงั เป็นการสรา้ งความนยิ ม และไวว้ างใจใหแ้ ก่ผูอ้ น่ื อกี ด้วย
ธรรมสาหรบั การครองคน
ความหมายของพรหมวหิ าร 4 พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมของพรหมหรอื ของทา่ นผู้เป็นใหญ่ พรหมวหิ าร
เปน็ หลักธรรมสาหรบั ทุกคน เป็นหลักธรรมประจาใจทจี่ ะช่วยใหเ้ ราดารงชีวติ อย่ไู ดอ้ ย่างประเสรฐิ และ บริสทุ ธิ์
หลกั ธรรมนไ้ี ด้แก่
เมตตา ความปรารถนาให้ผู้อนื่ ได้รบั สุข
กรณุ า ความปรารถนาใหผ้ ู้อ่นื พ้นทกุ ข์
มทุ ติ า ความยนิ ดเี ม่ือผ้อู น่ื ได้ดี
อุเบกขา การรูจ้ กั วางเฉย
~ 39 ~
เรอื่ งท่ี 2
หลักธรรมตามรอยพระยคุ ลบาท 10 ประการ
หลักคุณธรรม “เสรมิ สรา้ งพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ...ใหม้ สี านกึ ในคุณธรรมความซอ่ื สัตย์สุจริต...
ดาเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพยี ร มีสตปิ ญั ญา และความรอบคอบ 9”
หลกั ธรรมตามรอยพระยุคลบาท 10 ประการ
1. ทางานอยา่ งผรู้ จู้ ริง และมผี ลงานเปน็ ทีป่ ระจักษ์
2. มคี วามอดทน ม่งุ มนั่ ยดึ ธรรมะและความถูกตอ้ ง
3. ความอ่อนน้อมถอ่ มตน เรียบงา่ ย และประหยดั
4.มุ่งประโยชนค์ นส่วนใหญเ่ ป็นหลกั
5. รบั ฟงั ความเห็นของผู้อ่ืน และเคารพความคดิ ที่แตกตา่ ง
6. มีความตัง้ ใจจรงิ และขยนั หม่นั เพยี ร
7. มคี วามสุจรติ และความกตญั ญู
8. พึ่งตนเอง สง่ เสรมิ คนดแี ละคนเกง่
9. รกั ประชาชน
10. การเออื้ เฟ้ือซง่ึ กนั และกัน
9ดร.สทุ ิน ล้ปี ยิ ะชาติ ศนู ย์สง่ เสรมิ จริยธรรม สถาบนั พัฒนาข้าราชการพลเรอื นสานักงานก .พ.และมลู นธิ ิประเทศไทยใสสะอาด
~ 40 ~
แนวทางการเรยี นรแู้ ละปฏิบตั ิตนตามรอยพระยคุ ลบาท 10 ประการ
1. ทางานอย่างผู้ร้จู รงิ และมผี ลงานเป็นทปี่ ระจกั ษ์
- ศึกษาหาความรู้ให้แตกฉานอยู่
- นาความร้ไู ปใช้พฒั นาอาชีพ รว่ มใจอาสาพัฒนา วฒั นธรรมของชุมชนและสงั คม
- พดู คยุ แลกเปลย่ี นความรู้ ข้อมูลขา่ วสารการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจและสงั คม รวมถงึ วัฒนธรรม
ของทอ้ งถ่นิ วฒั นธรรมไทย และวัฒนธรรมของสังคมโลก
2. มคี วามอดทน มุ่งมั่น ยดึ ธรรมะและความถูกตอ้ ง
- นาหลักธรรมมาใช้ในการดารงชวี ิตและการอยรู่ ่วมกนั อยา่ งสมานฉนั ท์ เช่น ซ่ือสตั ย์สุจรติ สามัคคี
เมตตา กรณุ า ให้อภยั เอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่ ฯลฯ
- อดทนตอ่ ความขดั แยง้ ท่เี กดิ ขึน้ ในชมุ ชน / ท้องถนิ่ และสังคม รว่ มกนั เจรจาพดู คุย ประนปี ระนอมเพือ่
ชว่ ยเหลือคลค่ี ลายปญั หาหรอื หาขอ้ ตกลงร่วมกันอยา่ งสันตวิ ิธี
- ควรศกึ ษาข้อเท็จจริงและข้อมูลที่ถกู ตอ้ ง ไมค่ วรใชอ้ ารมณแ์ ละความรุนแรงในการแก้ปญั หา
3. ความออ่ นน้อมถอ่ มตน เรียบง่าย และประหยดั
- มีความสภุ าพ เกรงใจและให้เกียรติกนั
- มสี มั มาคาราวะ
- ดารงชวี ิตตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
- ความพอประมาณ
- ความมีเหตุผล
- ความมภี มู ิคุม้ กนั ทีด่ ีในตวั
- เงื่อนไข ความรู้ คุณธรรม
4. มงุ่ ประโยชนค์ นส่วนใหญเ่ ปน็ หลกั
- ผนู้ า ผู้แทน หรือแกนนาชมุ ชนจะตอ้ งยดึ มั่นในประโยชน์ของคนส่วนใหญใ่ นชุมชนและสังคมมากกวา่
ตนเอง พวกพ้องหรอื ญาติพ่ีน้อง
- เปน็ ทง้ั ผู้ให้และผู้รบั โดยจะตอ้ งพจิ ารณาเหตุผลว่าส่ิงใดท่คี วรจะได้รับหรือนาไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์
สงิ่ ใดควรเสียสละเพอื่ ให้เกิดประโยชนก์ บั ชุมชน / ท้องถิ่นและสังคมหรืคนส่วนใหญ่
- รว่ มตรวจสอบโครงการ / การดาเนนิ งานของรฐั หรือเอกชนท่ีสง่ ผลกระทบตอ่ คนส่วนใหญ่ วถิ ชี ีวติ
ทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ ม
~ 41 ~
5. รบั ฟงั ความเหน็ ของผู้อนื่ และเคารพความคิดทแี่ ตกตา่ ง
- เปิดใจรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของผอู้ ืน่ และมีอสิ ระในการแสดงความคิดเหน็ ตามขอบเขตของกฎหมาย
- ยอมรบั ความคดิ เหน็ และขอ้ เสนอแนะของผ้อู ่นื ท่มี เี หตุผลดีกว่าตนเอง
- เคารพความคิดทแี่ ตกตา่ ง โดยไม่โกรธเคืองกัน
- เข้าร่วมเปน็ สมาชิกกลุ่ม / กจิ กรรมทส่ี นใจดว้ ยความสมคั รใจ
- กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างมเี หตุผล ทง้ั ในสิ่งท่ีเหน็ ด้วยหรือไม่เหน็ ดว้ ย โดยไม่ดหู มิ่น เหยยี ดหยาม
หรือกระทบตอ่ สิทธิและเสรีภาพของผ้อู ื่น
6. มคี วามต้งั ใจจริงและขยนั หมั่นเพยี ร
- มุ่งมัน่ ปฏิบตั ิหน้าที่ของตน เช่น เป็นนักเรียน นักศกึ ษาก็ตอ้ งต้งั ใจเรียนและขยนั หาความรู้เปน็ พอ่ แม่ก็
ต้องดูแลสงั่ สอนลกู หลาน ฯลฯ
- อดทน บากบัน่ และมีความเพยี รในการทางานและรักษาความดี ความถกู ต้อง ความชอบธรรม แม้จะ
ถกู สง่ิ ยวั่ ยุ ล่อใจ กลนั่ แกลง้ กล่าวหา ตาหนติ เิ ตยี น ฯลฯ
7. มีความสุจรติ และความกตัญญู
- มีความส่อื สัตยส์ จุ รติ
- ซื่อตรงต่อหน้าทกี่ ารงาน ตอ่ ตนเอง และตอ่ ผอู้ ื่น หรอื ผูท้ ่เี ก่ียวข้อง มีเจตนาบรสิ ุทธไิ์ มเ่ อารัดเอาเปรยี บ
- มกี ารประพฤตชิ อบทดี่ งี าม ท้งั กาย วาจา และใจ
- มีความกตญั ญูและตอบแทนบุญคณุ ของผ้มู ีพระคุณ เช่น พ่อแม่ ป่ยู า่ ตายาย พ่ีป้านา้ อา ครูอาจารย์ ฯลฯ
8. พ่งึ ตนเอง สง่ เสริมคนดีและคนเกง่
- พ่ึงตนเองให้มากที่สุด โดยไมเ่ ปน็ ภาระคนอ่นื มคี วามพอดใี นชีวิต มีความพอใจในสิ่งทเี่ ป็นอยแู่ ละทา
ได้
- ใช้ความรู้และหลักธรรมในการดาเนนิ ชวี ติ และแก้ไขปญั หาต่าง ๆ
- ยกยอ่ ง ส่งเสรมิ และสนบั สนนุ คนดี คนเก่ง คนที่มีความรู้ความสามารถ และมคี วามตั้งใจเป็นผนู้ า หรอื
เป็นตวั แทนของชุมชน ทอ้ งถ่นิ