หนังสอื เรียนวชิ าเลือก สาระการพฒั นาสงั คม
รายวชิ า หน้าที่และศลี ธรรมพื้นฐานในการดาเนนิ ชีวิต
รหัส สค13044 ระดับ ประถมศึกษา
หลักสตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551
ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอสวรรคโลก
สานกั งานส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจงั หวดั สุโขทยั
สานกั งานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย
คานา
ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอสวรรคโลก ได้ดาเนนิ การจัดทาหนังสือ
เรียนรายวิชาเลือกขึ้น เพื่อใช้ในการเรียนการสอนหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาข้ันฐาน
พทุ ธศักราช 2551 โดยมวี ัตถุประสงคใ์ นการพัฒนาผู้เรียนให้มคี วามรู้ความเขา้ ใจ ทักษะและเจตคติท่ีดีต่อการ
เรียนรู้ด้วยตนเอง รายวิชาเลือกหน้าท่ีและศีลธรรมพื้นฐานในการดารงชีวิต ได้จัดทาข้ึนตามสาระและ
มาตรฐานการเรียนรู้สาระการพัฒนาสังคม หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 ท่ีสานักงานส่งเสริมการศึกษาและการศึกษาตามอัธยาศัย สานักงานปลัดกระทรวง
ศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับปรุงและวางโครงสร้างแนวทางการศึกษาไว้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความ
สะดวกในการศึกษาค้นควา้
หวังว่าหนังสอื เรียนชุดนี้จะเป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนตามสมควร หากมขี ้อเสนอแนะ
ประการใด ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอสวรรคโลก ขอน้อมรับไว้ด้วยความ
ขอบคณุ ย่งิ
ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอสวรรคโลก
สารบญั หนา้
คานา 1
คาแนะนาในการใชห้ นงั สือเรยี น 2
โครงสรา้ งรายวชิ า หนา้ ทแี่ ละศลี ธรรมพนื้ ฐานในการดาเนินชีวติ
แบบทดสอบกอ่ นเรียน 5
7
บทที่ 1 หนา้ ที่พลเมอื ง 10
เร่อื งท่ี 1 การปกครองระบบประชาธิปไตย 16
เรื่องท่ี 2 สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพบทบาทหนา้ ที่ของพลเมอื ง 18
ในวิถีประชาธิปไตย
เรอ่ื งที่ 3 ความรเู้ บ้ืองต้นเกย่ี วกบั กฎหมาย 20
เรอ่ื งที่ 4 กฎหมายทีเ่ ก่ยี วกบั ตนเองและครอบครัว 21
เรื่องท่ี 5 กฎหมายเกย่ี วกับชุมชน 22
เรื่องท่ี 6 การปฏบิ ตั ิตามกฎหมายและการรกั ษาสทิ ธิเสรีภาพของตนใน 26
กรอบของกฎหมาย 31
34
บทท่ี 2 ศาสนา
เรื่องท่ี 1 ความหมายและความสาคญั ของศาสนา
เรื่องที่ 2 หลักธรรมของศาสนาตา่ ง ๆ
เรื่องที่ 3 การปฏบิ ตั ิตนตามศาสนาตา่ งๆ
เรอื่ งท่ี 4 บคุ คลตวั อย่างท่ใี ช้หลักธรรมในการดาเนินชีวติ
เรื่องที่ 5 คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมในการดาเนนิ ชีวติ
บทท่ี 3 วฒั นธรรม ประเพณี 38
เรอ่ื งที่ 1 ความหมายและความสาคัญของวัฒนธรรมและประเพณี 39
เร่ืองที่ 2 วฒั นธรรมประเพณีทสี่ าคญั ของทอ้ งถิ่น 42
เรื่องท่ี 3 การอนรุ ักษ์ สืบสานวฒั นธรรม ประเพณี 48
แบบทดสอบหลังเรียน
ภาคผนวก
คาแนะนาในการใชห้ นงั สอื เรยี น
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวชิ าเลือกหน้าท่ีและศีลธรรมพ้นื ฐานในการดาเนินชีวิต(รหัส
สค13014) เป็นหนงั สือเรยี นที่จดั ทาขนึ้ สาหรับผู้เรียนนอกระบบ
ในการศกึ ษาหนงั สือเรียนสาระการพฒั นาสังคม รายวิชาเลือกหนา้ ทแ่ี ละศลี ธรรมพืน้ ฐานในการดาเนิน
ชวี ติ (รหสั สค13014) ผู้เรียนควรปฏิบัติดงั นี้
1. ศึกษาโครงสร้างรายวิชาให้เข้าใจในหัวข้อและสาระสาคัญ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังและขอบข่าย
เนือ้ หาของรายวชิ านั้นๆ โดยละเอยี ด
2. ศกึ ษารายละเอียดเน้อื หาของแตล่ ะบทอยา่ งละเอียดและทากิจกรรมที่กาหนด แล้วทาความเข้าใจ
กอ่ นท่จี ะศกึ ษาเร่ืองต่อไป
3. ปฏิบัติกิจกรรมท้ายเร่ืองของแต่ละเรื่อง เพื่อใช้ในการสรปุ ความรู้ ความเข้าใจของเนื้อหาในเรื่อง
นน้ั ๆอกี ครั้ง และการปฏบิ ัติกจิ กรรมแตล่ ะเน้ือหา แตล่ ะเร่ืองผู้เรยี นสามารถนาไปตรวจสอบกบั ครแู ละเพอ่ื นๆท่ี
รว่ มเรยี นในรายวิชาและระดับเดียวกันได้
4. หนงั สอื เรยี นนีม้ ี 3 บท
บทท่ี 1 หน้าท่พี ลเมือง
เรือ่ งที่ 1 การปกครองระบบประชาธิปไตย
เรื่องท่ี 2 สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรภี าพบทบาทหนา้ ที่ของพลเมอื งในวิถปี ระชาธิปไตย
เรือ่ งท่ี 3 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย
เรอ่ื งที่ 4 กฎหมายที่เก่ยี วกับตนเองและครอบครัว
เร่อื งที่ 5 กฎหมายเกยี่ วกับชมุ ชน
เร่อื งท่ี 6 การปฏบิ ตั ิตามกฎหมายและการรักษาสิทธเิ สรีภาพของตนในกรอบของกฎหมาย
บทท่ี 2 ศาสนา
เรอ่ื งที่ 1 ความหมายและความสาคญั ของศาสนา
เรื่องท่ี 2 หลักธรรมของศาสนาตา่ ง ๆ
เรือ่ งที่ 3 การปฏบิ ัตติ นตามศาสนาตา่ งๆ
เรื่องที่ 4 บคุ คลตวั อย่างท่ีใชห้ ลกั ธรรมในการดาเนนิ ชีวิต
เร่ืองท่ี 5 คณุ ธรรมและจริยธรรมในการดาเนินชีวติ
บทท่ี 3 วฒั นธรรม ประเพณี
เรื่องที่ 1 ความหมายและความสาคัญของวฒั นธรรมและประเพณี
เรอื่ งที่ 2 วัฒนธรรมประเพณีทส่ี าคญั ของท้องถน่ิ
เรอ่ื งที่ 3 การอนุรักษ์ สืบสานวัฒนธรรม ประเพณี
โครงสร้างหนังสือรายวชิ าหน้าทีแ่ ละศีลธรรมพื้นฐานในการดาเนินชวี ิต
สาระสาคัญ
การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ หนา้ ทแี่ ละศลี ธรรมพ้ืนฐานในการดาเนินชวี ิต เปน็ การเรียนรู้หนา้ ท่ี
พลเมืองและศลี ธรรม เพ่อื ให้สอดคลอ้ งกบั การเปล่ียนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สงั คม เนน้ การมสี ว่ น
ร่วมของประชาชน รวมถงึ ประชาธปิ ไตย สิทธิ เสรีภาพ บทบาทหน้าทข่ี องพลเมอื งในวถิ ีประชาธปิ ไตย การมี
สว่ นรวมในการปฏิบตั ติ นตามกฎหมาย ปญั หาและสถานการณ์การเมืองที่เกิดข้นึ ในชมุ ชน กฎหมายทเ่ี กยี่ วข้อง
ต่าง ๆ เช่น กฎหมายแรงงานและสวัสดกิ าร กฎหมายวา่ ดว้ ยสทิ ธิเดก็ และสตรี
ผลการเรยี นร้ทู คี่ าดหวัง
1. เพื่อใหผ้ ู้เรยี นมคี วามรู้ ความเขา้ ใจ ตระหนกั ถึงหนา้ ทข่ี องตนเองท่ีควรปฏบิ ตั ิในสงั คม
2. เพ่อื ใหผ้ ู้เรยี นมคี วามรู้ ความเข้าใจและนาความรู้หน้าทพี่ ลเมอื ง-ศลี ธรรมมาปรับใช้ใน
ชวี ิตประจาวันได้
3. เพอ่ื ให้ผู้เรยี นมคี วามรู้ เขา้ ใจและปฏิบัติตนตามหนา้ ที่ของการเป็นพลเมืองดี มคี ่านยิ มทด่ี งี าม
และธารงรกั ษาประเพณีและวฒั นธรรมไทย ดารงชีวติ อยู่รว่ มกันในสังคมไทยและสงั คมโลกอย่างสันตสิ ุข
4. บอกสทิ ธเิ สรภี าพ บทบาทและหนา้ ท่ีตามกฎหมายของการเปน็ พลเมืองดตี ามระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมขุ
ขอบข่ายเนอ้ื หา
บทที่ 1 หน้าที่พลเมอื ง
เรอ่ื งที่ 1 การปกครองระบบประชาธปิ ไตย
เรื่องที่ 2 สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรภี าพบทบาทหน้าที่ของพลเมอื งในวถิ ีประชาธปิ ไตย
เรอ่ื งท่ี 3 ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ยี วกับกฎหมาย
เรื่องท่ี 4 กฎหมายทีเ่ ก่ียวกับตนเองและครอบครัว
เร่อื งท่ี 5 กฎหมายเก่ยี วกบั ชมุ ชน
เรอ่ื งที่ 6 การปฏิบตั ิตามกฎหมายและการรกั ษาสทิ ธเิ สรภี าพของตนในกรอบของกฎหมาย
บทท่ี 2 ศาสนา
เรอ่ื งที่ 1 ความหมายและความสาคญั ของศาสนา
เรอ่ื งท่ี 2 หลักธรรมของศาสนาตา่ ง ๆ
เรอื่ งที่ 3 การปฏิบัตติ นตามศาสนาต่างๆ
เร่อื งที่ 4 บคุ คลตวั อย่างท่ีใชห้ ลักธรรมในการดาเนินชวี ิต
เรอื่ งท่ี 5 คุณธรรมและจรยิ ธรรมในการดาเนนิ ชีวติ
บทท่ี 3 วัฒนธรรม ประเพณี
เรือ่ งที่ 1 ความหมายและความสาคญั ของวฒั นธรรมและประเพณี
เรื่องท่ี 2 วฒั นธรรมประเพณที สี่ าคัญของท้องถนิ่
เรอ่ื งที่ 3 การอนรุ กั ษ์ สืบสานวัฒนธรรม ประเพณี
แบบทดสอบก่อนเรยี น
1. ศาสนา หมายถงึ อะไร 8. การใชช้ ีวติ แบบประชาธปิ ไตย ควรเร่ิมต้นจากท่ี
ก. ผูป้ ฏิบตั ิตามคาส่งั สอนของศาสนา ใดเป็นทีแ่ รก
ข. ผนู้ ับถือศาสนา ก. ครอบครัว ข. โรงเรียน
ค. ผู้ค้นพบศาสนาและนาคาสอนมาเผยแผ่ ค. ไปใช้สทิ ธเิ ลือกตั้ง
ง. สาวกศาสดา ง. การเลอื กตั้งผู้ใหญ่บ้าน
2. คาสอนใดทีเ่ น้นใหม้ นษุ ย์มคี วามรักตอ่ กัน 9. โทษสูงสุดเกี่ยวกับยาเสพติด คืออะไร
ก. ศาสนาพุทธ ข. ศาสนาคริสต์ ก. จาคกุ 20 ปี
ค. ศาสนาอิสลาม ข. จาคกุ 20 ปี ทง้ั จาท้ังปรับ
ง. ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ค. จาคกุ ตลอดชวี ิต
3. การถอื ศีลอดเปน็ ข้อปฏิบัติของศาสนาใด ง. ประหารชวี ติ
ก. ศาสนาพทุ ธ 10. ประเทศไทยปกครองระบบประชาธิปไตย
ข. ศาสนาอิสลาม ตงั้ แต่ ปี พ.ศ.อะไร
ค. ศาสนาคริสต์ ก. 2455 ข. 2465
ง. ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ค. 2475 ง. 2485
4. ขอ้ ใดคอื วัฒนธรรม
ก. อาหาร ข. การแตง่ กาย
ค. ภาษาพดู ง. ถกู ทกุ ขอ้
5. ขอ้ ใดคือประเพณี
ก. การพดู ทักทาย ข. การแตง่ งาน
ค. การรับประทานอาหาร
ง. การถือศีล 8
6. การตอบแทนบุญคุณ บดิ า มารดา บพุ การี
จดั เปน็ อะไร
ก. ประเพณี ข. จารตี ประเพณี
ค. ขนบประเพณี ง. ธรรมเนียมประเพณี
7. วัฒนธรรม ประเพณมี ีความสาคญั ต่อ
อุตสาหกรรมใด
ก. กีฬา ข. การทอ่ งเท่ยี ว
ค. พาณิชยกรรม ง. นนั ทนาการ
บรรณานกุ รม
กฤตยา อาชวนจิ กลุ และคณะ(2542) “บทนา” ในกระบวนการประชาสมั พันธ์ : ความเคล่อื นไหวภาคพลเมอื ง
อดุ ม เชยกีวงศแ์ ละกฤตย์ สกุณะพฒั น์. หนา้ ที่ชาวพุทธ สานกั พิมพ์แสงดาว พมิ พค์ ร้ังท่ี 1 : 2548.
นายบญุ ยรงค์ นิลวงศ์. หน้าทีพ่ ลเมืองในระบอบประชาธิปไตย.(ม.ป.ป.) พมิ พค์ รั้งท่ี2 บริษัท ราไทยเพรส
จากัด
รศ.ดร วรพจน์ วศิ รตุ พิชญ.์ สทิ ธิและเสรภี าพตามรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั ไทย พทุ ธศักราช 2546.
พิมพค์ รัง้ ที่ 2 บริษทั สานกั งานพิมพว์ ญิ ญูชน จากัด
หนงั สอื รายวิชาหนา้ ท่ีและศาสนา สานักงาน กศน.หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน
พุทธศักราช 2551.
คณะผจู้ ัดทา
ที่ปรกึ ษา ท้าวอาจ ผู้อานวยการสานักงาน กศน.จังหวัดสุโขทยั
1. นายปณั ณพงศ์ มีเจริญ รองผอู้ านวยการสานักงาน กศน.จงั หวดั สโุ ขทยั
2. นางสาวศรีโสภา
ผู้เขียน/ผ้เู รียบเรียง และบรรณาธกิ าร
1. นายจริ พงศ์ ผลนาค ผู้อานวยการ กศน.อาเภอสวรรคโลก
คณะทางาน ลว้ นงาม ครู กศน.ตาบล
1. นางสาวจุฑามาศ ขุมเพชร ครู กศน.ตาบล
2. นางชวลั พัชร ตาคา ครู กศน.ตาบล
3. นางภัทรยิ า ขนุ ชัยรกั ษ์ ครู กศน.ตาบล
4. นางสาวปภาดา ศรสี วัสดิ์ ครู กศน.ตาบล
5. นางสาววชริ ญา อมรวัฒนานกุ ลู ครู กศน.ตาบล
6. นางสาวภาวิณี ใจหนัก ครู ศรช.
7. นายสมเกยี รติ รจนา ครู กศน.ตาบล
8. นายกลยทุ ธ จรยิ า ครู ศรช.
9. นางสาวธิดารตั น์
ผ้จู ดั ทาภาพประกอบ/ออกแบบปก
นางสาวนงค์นชุ บัวเพง็ ครู กศน.ตาบล
1
บทท่ี 1
หนา้ ทพ่ี ลเมือง
สาระสาคญั
เปน็ สาระท่เี ก่ยี วกบั ความหมายของประชาธิปไตยสิทธิ เสรภี าพบทบาทหนา้ ที่ของพลเมืองในวถิ ี
ประชาธปิ ไตย การมสี ่วนรว่ มในการปฏิบตั ติ นตามกฎหมาย ปัญหา และสถานการณ์การเมอื งการปกครองทเี่ ป็น
กรณตี วั อย่างทเี่ กิดข้ึนในชุมชน กฎหมายท่เี ก่ยี วข้องกับตนเองและครอบครัว กฎหมายทเ่ี ก่ยี วข้องกับชมุ ชน
กฎหมายอ่นื ๆ เช่นกฎหมายแรงงานและสวัสดกิ าร กฎหมายวา่ ด้วยสิทธิเด็กและสตรี
ผลการเรียนร้คู าดหวงั
1. รแู้ ละเข้าใจในเรื่องสทิ ธิเสรภี าพ บทบาทหนา้ ท่ีและคุณค่าของความเปน็ พลเมืองดตี ามแนวทาง
ประชาธิปไตย
2. ตระหนักในคุณคา่ ของการปฏิบัติตนเปน็ พลเมืองดีตามวถิ ีประชาธิปไตย
3. แยกแยะปัญหา และสถานการณ์การเมอื งการปกครองทเ่ี กดิ ข้นึ ในชุมชน
4. ร้แู ละเขา้ ใจสาระทั่วไปเกยี่ วกบั กฎหมาย
5. นาความรู้กฎหมายท่ีเกี่ยวข้องกับตนเอง ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติไปใช้ในชีวิตประจาวันได้
6. เห็นคุณคา่ และประโยชนข์ องการปฏิบัติตนตามกฎหมาย
ขอบขา่ ยเน้อื หา
เรอื่ งที่ 1 ความหมายของประชาธปิ ไตย
เรื่องที่ 2 สิทธิ เสรภี าพบทบาทหนา้ ที่ของพลเมืองในวถิ ปี ระชาธิปไตย
เร่ืองท่ี 3 ความรเู้ บ้อื งตน้ เกยี่ วกบั กฎหมาย
เรื่องที่ 4 กฎหมายท่ีเกี่ยวกับตนเองและครอบครัว
เรอ่ื งท่ี 5 กฎหมายเก่ยี วกบั ชุมชน
เรอ่ื งที่ 6 การปฏิบัติตามกฎหมายและการรกั ษาสทิ ธิเสรภี าพของตนในกรอบของกฎหมาย
2
เรอื่ งที่ 1 การปกครองระบอบประชาธิปไตย
1.1 ความหมายของประชาธปิ ไตย
ประชาธปิ ไตยเป็นรูปแบบการปกครองในประเทสมา
จากคา 2 คา ดังนี้
“ประชา” หมายถงึ ประชาชนที่เป็นพลเมอื งของ
ประเทศ
“อธปิ ไตย” หมายถงึ อานาจสูงสุดในการปกครอง
ประเทศ
ดงั น้ัน ประชาธิปไตย จงึ หมายถึง ประชาชนปกครองหรือการปกครองโดยประชาชน
พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 ใหค้ วามหมายของประชาธปิ ไตยไว้ว่า “ระบอบการปกครองท่ีถอื
มติของปวงชนเป็นใหญ่ หรอื การถือเสยี งขา้ งมากเปน็ ใหญ่”
และศาสตราจารย์ ดร.กมล ทองธรรมชาติ ใหค้ วามหมายว่า “ประชาธิปไตย เป็นการปกครองของประชาชน โดย
ประชาชน เพอื่ ประชาชน”
สรปุ ประชาธปิ ไตย จึงหมายถงึ การที่ประชาชนหรอื พลเมืองของประเทศมอี านาจและมสี ว่ นรว่ มในการ
กาหนดนโยบายในการปกครองประเทศ โดยคานึงถงึ ประโยชนข์ องประชาชนส่วนรวมเปน็ หลกั
1.2 หลกั การสาคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
1. หลักอานาจอธิปไตยเป็นของปวงชน หมายถึง ประชาชนเปน็ เจา้ ของอานาจสูงสุดในการปกครอง
ประเทศ
2. หลักความเสมอภาค ประชาชนทุกคนมีความเท่าเทยี มกนั ภายใตก้ ฎหมาย ความเท่าเทียมกันทาง
การเมือง
3. หลักสิทธิ เสรภี าพ และหน้าท่ี ได้แก่ การทป่ี ระชาชนมีอานาจอนั ชอบธรรมในการเป็นเจา้ ของทรัพยส์ นิ
มีอิสระในการกระทาในขอบเขตของกฎหมายและมแี นวทางปฏิบัติตนที่เปน็ อิสระภายใตข้ อบเขตของกฎหมาย
4. หลกั นติ ธิ รรม การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย มีหลักกฎหมายเป็นกฎเกณฑแ์ ละกติกาของ
ประเทศ คอื การท่ีประชาชนใชก้ ฎหมายเป็นหลักในการทางานเพื่อการอยู่รว่ มกนั อย่างสนั ติสุขและเกดิ ความ
ยตุ ธิ รรมในสังคม
5. หลกั การยอมรบั เสียงขา้ งมาก คอื การทีป่ ระชาชนในรัฐใชม้ ตขิ องประชาชนสว่ นใหญ่เปน็ หลักในการ
ทางาน
6. หลกั การใช้เหตุผล คือ การทปี่ ระชาชนใชห้ ลักเหตุผลเปน็
หลักในการหาขอ้ สรุปเพื่อทางานรว่ มกันหรือการอย่รู ่วมกัน
3
7. หลกั ประนีประนอม คอื การทป่ี ระชาชนไม่ใชค้ วามรนุ แรงในการแกไ้ ขปญั หา แต่ใชก้ ารตกลงรว่ มกันใน
การขจัดขอ้ ขัดแยง้ ทไ่ี ม่เหน็ ดว้ ย
8. หลกั ความยินยอม คือ การทป่ี ระชาชนใช้วิจารณญาณในการตัดสนิ ใจเปน็ ตัวของตวั เองโดยปราศจาก
การบังคับ มคี วามเหน็ ตรงกันจงึ ตดั สนิ ใจผา่ นตวั แทนของประชาชนในการดาเนนิ งานทางการเมืองและการ
ปกครอง
1.3 ลกั ษณะของสังคมประชาธปิ ไตย
ในสงั คมประชาธิปไตย ประชาชนจะปฏบิ ัติตอ่ กัน ดังนี้
1. การเคารพในสิทธแิ ลเสรีภาพของบุคคล ตามขอบเขตที่บัญญตั ิไว้ในกฎหมาย
2. การใชห้ ลักเหตุผลในการตัดสนิ ปัญหา ข้อขัดแย้ง
3. การเคารพในกฎกตกิ าของสังคมเพ่อื ความสงบสุขและความเปน็ ระเบียบเรยี บร้อยในสังคม
4. การมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมของสว่ นรวมและสังคม
5. การมนี า้ ใจเป็นประชาธปิ ไตยยอมรับฟงั ความคิดเหน็ ของผู้อ่ืน และเห็นแกป่ ระโยชนส์ ่วนรวมมากกว่า
ส่วนตน
6. การยดึ มนั่ ในหลักความยุตธิ รรม และการปฏบิ ัตติ ่อกันอยา่ งเสมอภาคเทา่ เทยี มกนั ของสมาชกิ ทกุ คนใน
สังคม
1.4 คณุ ลกั ษณะท่ีสาคญั ของสมาชกิ ในสังคมประชาธปิ ไตย
1. มีความยดึ ม่นั ในอุดมการณ์ประชาธิปไตย
2. มกี ารรจู้ ักใชเ้ หตผุ ลและรับฟังความคิดเหน็ ของผ้อู ืน่ ซึง่ มีเหตผุ ลและมกี ารประนีประนอมกนั ในทาง
ความคิด
3. เคารพในสิทธิและการตดั สินใจของผูอ้ น่ื
4. มคี วามเสยี สระและเห็นแกป่ ระโยชน์ของสว่ นรวมมากกวา่ สว่ นตน
5. สามารถทางานรว่ มกับผู้อ่ืน
6. ใช้เสยี งขา้ งมากโดยไมล่ ะเมิดสิทธิเสียงขา้ งน้อย
7. ยึดถือหลกั ความเสมอภาคและเท่าเทียมกนั ของสมาชิก
8. ปฏบิ ตั ติ นตามกฎข้อบังคบั ของสงั คม
9. ปฏิบัติตนตามหลักศีลธรรม ยึดม่ันในวัฒนธรรม ประเพณี
10. รจู้ กั แก้ปญั หาโดยสนั ตวิ ธิ ี
1.5 ความสาคัญของการปฏบิ ตั ิตนเปน็ พลเมืองดตี ามวิถปี ระชาธิปไตย
1. ทาให้สังคมและประเทศชาตมิ ีการพฒั นาไปอยา่ งมั่นคง
2. เกดิ ความรกั และความสามัคคใี นหมู่คณะ
3. สงั คมมีความเปน็ ระเบยี บ สงบเรยี บร้อย
4. สมาชกิ ทกุ คนได้รบั สิทธิ หนา้ ที่ เสรีภาพ จากกฎหมายเท่าเทยี มกนั เกดิ ความเปน็ ธรรมในสังคม
5. สมาชิกในสงั คมมคี วามเอ้ือเฟื้อเผื่อแผ่และมนี ้าใจตอ่ กัน
4
2. วิถปี ระชาธิปไตย
สงั คมประชาธิปไตยท่ีสมบรู ณ์เป็นสังคมทีป่ ลกู ผงั ความเปน็ ประชาธิปไตยใหแ้ กป่ ระชาชนท้ังในแง่ความคิด
อดุ มการณ์ และวิธีการดาเนินชวี ิต ตงั้ แตเ่ ด็กเป็นต้นไป
โดยในชวี ติ ประจาวนั ของบุคคลในครอบครวั ชุมชนและสังคม จะดาเนินไปอย่างสงบสขุ ได้เมื่อทกุ คนทเี่ ปน็ สมาชิก
เข้าใจและตระหนกั ถึงความสาคญั ของการใช้คุณลักษณะประชาธิปไตยเปน็ แนวทางในการดาเนินชวี ิต ดงั นี้
2.1 ประชาธปิ ไตยในครอบครัว
ประชาธิปไตยในครอบครวั จะเริ่มไดก้ ต็ ่อเม่ือพ่อแมค่ ดิ และประพฤติปฏบิ ัติตอ่ กัน ตอ่ ลูก ๆ และต่อบุคคล
อื่นอย่างเป็นประชาธิปไตย ในการดาเนนิ ชีวิตประจาวันทุก ๆ ดา้ น ไดแ้ ก่
1. การแสดงความคิดเห็นอยา่ งมเี หตุผล
2. การรับฟงั ความคดิ เห็นของผู้อน่ื
3. การตัดสนิ ใจโดยใช้เหตุผลมากกวา่ อารมณ์
4. การแก้ปัญหาโดยใช้เหตุผล
5. การลงมติโดยใช้เสียงสว่ นใหญ่
6. การเคารพกฎระเบียบของครอบครวั
7. การกลา้ แสดงความคิดเห็นตอ่ สว่ นรวม
8. การยอมรับเม่ือผู้อื่นมเี หตุผลท่ีดกี ว่าตนเอง
2.2 ประชาธิปไตยในชมุ ชน ทอ้ งถ่นิ
วิถีชีวิตประชาธิปไตยในการดาเนนิ กจิ กรรมต่าง ๆ ภายในชมุ ชนเป็นการรวมกลุม่ ของบุคคลภายในชุมชน
สมาชกิ ในชุมชนต้องมคี ณุ ลกั ษณะประชาธิปไตยท่ีสาคัญ คอื
1. การเคารพในระเบยี บ กฎหมายของท้องถ่นิ และกฎหมายบา้ นเมือง
2. การมีสว่ นร่วมในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น
3. การยอมรับฟังความคิดเห็นของผอู้ น่ื
4. การตดั สนิ ใจในสว่ นรวมโดยใช้การลงมตเิ สียงส่วนใหญ่
5. การตดั สนิ ใจโดยใชว้ ธิ กี ารลงมติเสียงส่วนใหญ่
6. การแสดงความคดิ เห็นอย่างมีเหตุผลต่อชมุ ชน
7. การรว่ มกนั วางแผนในการทางานเป็นกล่มุ หรอื ตัวแทนของกลมุ่
ในการดาเนนิ ชวี ิตของกลมุ่ คนในรแู บบตา่ ง ๆ เช่น สมาคมแมบ่ ้านผู้ผลติ สมุนไพรบา้ นห้วยใต้
สหกรณอ์ อมทรัพยบ์ า้ นแตง สมาคมศิษย์เก่าโรงเรยี น มูลนิธิต่าง ๆ ในการดาเนนิ ชวี ติ ในกลุ่มสมาชกิ ควรมี
คุณลักษณะของประชาธิปไตย ไดแ้ ก่
1. เคารพในกฎระเบยี บข้อบังคบั ของกล่มุ หรือองค์กร
2. มีบทบาทในการแสดงความคดิ เหน็ อย่ามีเหตุผล
3. ยอมรับฟงั ความคดิ เหน็ ของทุกคนทีด่ ีกวา่ โดยไมใ่ ชอ้ ารมณ์ อดทนต่อความขัดแย้งที่เกิดขึน้
4. ยอมรับในเหตผุ ลทดี่ กี ว่า
5
5. การทางานโดยใช้วธิ ีการประชุมวางแผนและแก้ปญั หารว่ มกนั
6. การลงมติของกลมุ่ หรอื องค์กรโดยใชก้ ารลงมตเิ สียงข้างมาก
เรือ่ งที่ 2 สถานภาพ บทบาท สทิ ธเิ สรภี าพและหน้าทขี่ องพลเมอื งในวถิ ปี ระชาธปิ ไตย
1. ความหมาย ความสาคัญ
1.1 สถานภาพ
สถานภาพ หมายถงึ ฐานะหรือเกยี รตภิ มู ิของบคุ คลท่อี ยูใ่ นสงั คม เป็นตาแหน่งของบุคคลหนง่ึ ทไี่ ดร้ ับความ
นับถือจากสาธารณชน
สถานภาพเปน็ สิ่งที่สงั คมกาหนดขึ้น เป็นสงิ่ กาหนดเฉพาะตัวบุคคลที่ทาให้แตกต่างจากผูอ้ น่ื
สถานภาพ แบง่ เปน็ 2 ประเภท คอื
1. สถานภาพท่ีตดิ ตวั มาตั้งแตก่ าเนดิ ไดแ้ ก่
• สถานภาพทางวงศาคณาญาติ เชน่ เป็นลกู หลาน พี่น้อง ฯลฯ
• สถานภาพทางเพศ เช่น เพศหญงิ เพศชาย
• สถานภาพทางอายุ เชน่ เด็ก วัยรุน่ ผใู้ หญ่
• สถานภาพเชอ้ื ชาติ เช่น คนไทย คนอังกฤษ
• สถานภาพทางถนิ่ กาเนิด คนในภาคเหนือ คนในภาคใต้
• สถานภาพทางชนชั้นในสังคม เช่น เชอ้ื พระวงศ์ คหบดี หรือชนช้นั ต่าง ๆ ในกลุ่มชนทน่ี ับถอื
ศาสนาฮนิ ดู เชน่ ชนชัน้ พราหมณ์ ฯลฯ
2. สถานภาพท่ไี ด้มาภายหลงั หมายถึง สถานภาพท่ีไดม้ าจากแสวงหาหรอื ได้มาจากความสามารถของ
ตนเอง ไดแ้ ก่
• สถานภาพทางการศกึ ษา เช่น จบการศกึ ษาระดับปรญิ ญาตรี ปริญญาโท ปรญิ ญาเอก
• สถานภาพทางอาชีพ เช่น เปน็ ครู เป็นหมอ นกั การเมือง
• สถานภาพทางการเมอื ง เชน่ เปน็ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร เปน็ นายกรฐั มนตรี เปน็ รัฐมนตรี
• สถานภาพทางการสมรส เชน่ โสด สมรส หม้าย
1.2 บทบาท
บทบาท หมายถงึ การทาหน้าทต่ี ามสถานภาพทส่ี งั คมกาหนด เช่น นายเอกมีสถานภาพเป็นพอ่ ตอ้ ง
ดาเนินบทบาทในการใหก้ ารอบรมเลย้ี งดู สัง่ สอนบตุ รให้เป็นคนดี ส่งเสยี บุตรให้ได้รบั การศึกษาท่ีสมควรตามวัย
ส่วนนายโทมสี ถานภาพเปน็ บุตรทีต่ ้องดาเนนิ บทบาท เชือ่ ฟงั คาส่ังสอนของบิดามารดา ต้ังใจหมัน่ เพยี รใน
การศกึ ษา ช่วยเหลอื บิดามารดาในการทางานบ้านตามควรแกว่ นั
6
1.3 สิทธิ เสรภี าพ และหนา้ ท่ี
“สิทธิ” หมายถงึ อานาจหรอื ผลประโยชนอ์ นั ชอบธรรมของบคุ คลท่ีมกี ฎหมายให้ความคุ้มครอง เช่น สทิ ธใิ นการ
นับถือศาสนา การประกอบอาชพี การได้รบั การศกึ ษา ฯลฯ
“เสรีภาพ” หมายถึง ความมอี สิ ระในการกระทาของบุคคล ซ่งึ การกระทาน้นั จะต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย
เช่น การแตง่ กาย การแสดงความคดิ เห็น
“หน้าท่ี” หมายถึง ภาระหรอื ความรับผดิ ชอบท่บี ุคคลจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
สิทธิเสรภี าพ เปน็ รากฐานสาคัญในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย การทจี่ ะร้วู ่าการปกครองของประเทศใด
มคี วามเปน็ ประชาธิปไตยไดม้ ากน้อยเพียงใด ตอ้ งดทู ีส่ ิทธเิ สรภี าพของประชาชนในประเทศนั้น ๆ เปน็ สาคัญ ถา้
ประชาชนมีสิทธเิ สรภี าพมาก ความเป็นประชาธปิ ไตยของประเทศนัน้ ก็มีมากหากสิทธิเสรภี าพของประชาชนถูก
จากัดหรอื ลดิ รอนโดยผู้มอี านาจในการปกครอง ประชาธปิ ไตยกจ็ ะมีไมไ่ ดด้ ้วยเหตุน้ีกฎหมายรัฐธรรมนญู ของไทย
ทุกฉบับ จึงได้บญั ญัติคุ้มครองสทิ ธเิ สรีภาพของประชาชนไว้อยา่ งแจง้ ชัด
ส่วนหน้าทนี่ นั้ เป็นกรอบหรอื มาตรฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ท้งั นี้กเ็ พราะวา่ การ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยนน้ั ตอ้ งอาศยั กฎหมายเป็นหลกั ในการดาเนนิ การ หากประชาชนไมร่ ูจ้ กั หน้าท่ขี อง
ตน ไม่ปฏบิ ัติตามกฎหมาย ระบอบประชาธปิ ไตยก็จะดารงอยตู่ อ่ ไปไมไ่ ด้
ดงั นน้ั สทิ ธิ เสรีภาพ และหน้าที่จึงมีความสาคญั อย่างย่ิงในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยซง่ึ ขาด
เสียมไิ ดเ้ ดด็ ขาด
1.4 ความสาคัญของสิทธิ เสรีภาพ และหน้าท่ี
1. การทีร่ ัฐไดบ้ ัญญัติ สิทธิ เสรภี าพ และหนา้ ที่ ของบุคคลในรัฐธรรมนูญ ทาใหป้ ระชาชนได้รบั
ความค้มุ ครองและปฏบิ ัติอยา่ งเทา่ เทียมเสมอภาคและยุติธรรม
2. บคุ คลทุกคนจะตอ้ งรับทราบและพึงปฏบิ ตั ิตามขอบเขตสทิ ธิ เสรภี าพ และหน้าทีท่ ่ไี ด้บัญญตั ิ
ใชใ้ นรฐั ธรรมนญู
3. การใชอ้ านาจรัฐ จะต้องคานงึ ถงึ สทิ ธิ เสรีภาพของประชาชน
4. ทัง้ รฐั และประชาชนพงึ ปฏบิ ตั ิตามหน้าท่ีทบ่ี ัญญัตใิ ช้ในรฐั ธรรมนูญอย่างเครง่ ครัด ยอ่ ม
ก่อให้เกิดความสงบร่มเยน็ ผาสกุ ในชาติ
5. หนา้ ที่ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ไดแ้ ก่
1. หนา้ ทใ่ี นการรักษาไว้ซง่ึ ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์ และการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มี
พระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมุข
2. หนา้ ท่ีในการปอ้ งกนั ประเทศ ไดแ้ ก่ การชว่ ยสอดสอ่ งดแู ลและแจ้งใหเ้ จ้าหนา้ ทีบ่ ้านเมอื งทราบถงึ ภัยที่
จะเกดิ ขน้ึ แกป่ ระเทศชาติ เช่น การแจ้งขอ้ มลู เกีย่ วกับการคา้ ยาเสพตดิ การสมคั รเป็นอาสาสมัครรักษาดนิ แดน
เป็นตน้
3. หนา้ ทีใ่ นการรับราชการทหารตามกฎหมาย โดยชายไทยทุกคนเมอื่ อายุ 20 ปี บรบิ รู ณ์ จะตอ้ งไปตรวจ
เขา้ รบั การเกณฑ์ทหารประจาการเป็นเวลา 2 ปี เพ่ือเป็นกาลงั สาคญั เมือ่ เกดิ ภาวะสงคราม
7
4. หนา้ ทีใ่ นการปฏิบตั ิตนตามทีก่ ฎหมายกาหนด ทง้ั น้ีเพอ่ื ความเปน็ ระเบยี บเรียบรอ้ ยทาให้สงั คมมีความ
สงบสขุ และสมาชกิ ในสงั คมอยู่รว่ มกนั ไดอ้ ยา่ งสนั ติสุข
5. หนา้ ที่ในการเสียภาษีอากรตามตามทีก่ ฎหมายกาหนด เพอ่ื รฐั จะได้มรี ายไดเ้ พือ่ นามาใช้จ่าย
ภายในประเทศรวมทั้งจัดสวัสดิการต่าง ๆ ใหก้ บั ประชาชนและชุมชนในประเทศ
6. หนา้ ที่ในการรับการศึกษาภาคบงั คบั ตาม
เง่อื นไขและวธิ กี ารท่ีกฎหมายกาหนด เพื่อชว่ ยให้มคี ณุ ภาพ
ทีด่ แี ละเป็นกาลงั ใจในการพัฒนาประเทศต่อไป
7. หนา้ ที่ในการชว่ ยเหลือรายการตามกฎหมาย
กาหนด เพือ่ ประโยชน์สว่ นตนและส่วนรวม
8. หน้าท่ใี นการใช้สิทธิเลอื กตั้งโดยสุจริต ในการ
เลอื กสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรเข้าไปทาหนา้ ท่ีบรหิ าร
ประเทศ เปน็ การจรรโลงการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยให้ย่ังยืนสืบไป
เรอื่ งท่ี 3 ความร้เู บื้องต้นเกย่ี วกบั กฎหมาย
1. ความหมายของกฎหมาย
ไดม้ ผี ู้ ใหค้ วามหมายของกฎหมายไว้ดงั น้ี
กรมหลวงราชบรุ ดี ิเรกฤทธ์ิ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ได้ใหค้ าจากัดความไว้วา่ “กฎหมาย คอื คาส่งั
ทั้งหลายของผู้ปกครองวา่ การแผน่ ดินตอ่ ราษฎรทง้ั หลาย เมอื่ ไมท่ าตาม ธรรมดาตอ้ งลงโทษ ”
ดร.สายหยุด แสงอุทัย ไดใ้ หค้ วามหมายไวว้ ่า “กฎหมายคือขอ้ บังคบั ของรฐั ซงึ่ กาหนดความประพฤติของมนุษย์ ถา้
ฝ่าฝืนจะได้รับผลรา้ ยหรือถกู ลงโทษ”
สรุป กฎหมาย คอื ข้อบงั คบั ของรัฐที่ใชค้ วบคุมความประพฤติของคนในประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะ
คมุ้ ครองประโยชน์รกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยในการอยู่ร่วมกนั ในสังคม ผใู้ ดฝ่าฝนื จะต้องถูกลงโทษ
8
2. ความสาคญั ของกฎหมาย
1. มีความเกี่ยวขอ้ งกบั มนษุ ย์ตั้งแตเ่ กิดจนตาย เชน่ เกิด เกีย่ วข้องกบั กฎหมายบคุ คล กฎหมาย
ทะเบียนราษฎรโตขึ้น เกี่ยวขอ้ งกับ พ.ร.บ. การศกึ ษาแห่งชาติ การแต่งงาน เกยี่ วขอ้ งกบั กฎหมายครอบครัวตาย
กฎหมายมรดก กฎหมายทะเบียนราษฎร
2. เป็นเครอ่ื งมอื สร้างระเบียบใหส้ ังคมและประเทศชาติ
3. กอ่ ใหเ้ กิดความเปน็ ธรรมในสงั คม
3. ลักษณะทัว่ ไปของกฎหมาย
3.1 กฎหมายมีลักษณะเป็นขอ้ บังคับ ดงั น้ี
3.1.1 บังคบั ใหท้ า เชน่ ชายไทยต้องเกณฑท์ หาร ผมู้ ีรายได้ตอ้ งเสยี ภาษี เดก็ ตอ้ งเขา้
เรยี นตาม พ.ร.บ. การศกึ ษา ฯลฯ
3.1.2 บังคบั ไมใ่ หท้ า เชน่ หา้ มทาร้ายร่างกาย หา้ มลักทรัพย์ ฯลฯ
3.2 กฎหมายมีลกั ษณะเป็นคาส่ังทีม่ าจากผ้มู อี านาจสงู สดุ ในประเทศ เช่น ประเทศทมี่ กี าร
ปกครองระบอบประชาธิปไตย มรี ฐั สภาเปน็ ผ้อู อกกฎหมายและพระราชบัญญตั ิ มรี ฐั บาลเปน็ ผูอ้ อกพระราช
กาหนด พระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวง
3.3 กฎหมายเป็นข้อบังคับทใ่ี ชไ้ ด้ทัว่ ไปกับทุกคน โดยไมเ่ ลอื กปฏบิ ตั ิ
3.4 ผู้ที่ฝา่ ฝืนกฎหมายต้องไดร้ บั โทษ
4. ความจาเป็นที่ต้องเรยี นรกู้ ฎหมาย
ในฐานะทเี่ ราเปน็ สมาชกิ ของสังคมจึงมีความจาเป็นต้องศึกษาและเรยี นรู้ ทาความเข้าใจใน
กฎหมายตา่ ง ๆ ทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับตัวเราและสังคมท่ีเราอยู่ ท้ังน้ีกเ็ พอ่ื ก่อเกดิ ประโยชน์ตอ่ ตนเอง ซงึ่ ได้แก่
4.1 รู้จักระวังตน ไม่เผลอหรอื พลั้งกระทาความผดิ โดยไมร่ ูต้ ัวเนือ่ งมาจากเพราะไม่รกู้ ฎหมาย
และเปน็ เหตใุ ห้ตอ้ งได้รับโทษตามกฎหมาย
4.2 ไมใ่ ห้ถูกผ้อู ่นื เอาเปรยี บและถูกฉ้อโกงโดยทีเ่ ราไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย
4.3 กอ่ เกดิ ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ ถ้าหากรู้หลักกฎหมายที่เกย่ี วกบั การประกอบอาชีพ
ของตนเอง แล้วยอ่ มจะปอ้ งกันความผดิ พลาดอนั เกิดจากความไม่รู้กฎหมายในอาชพี ได้
4.4 ก่อให้เกิดประโยชน์ทางการเมืองการปกครองของประเทศ เพราะเม่ือประชาชนรูจ้ กั ใช้สิทธิ
และหนา้ ท่ขี องตนเองตามกฎหมายแล้วย่อมทาให้สังคมเกดิ ความสงบเรยี บรอ้ ย
5. ประเภทของกฎหมาย
ในชีวติ ประจาวันบคุ คลมีเสรีภาพในการดารงชวี ติ ตามระบบการเมือง การปกครอง ระบบกฎหมายและ
ระบบเศรษฐกิจ เราจะต้องรู้จกั สิทธิและหนา้ ที่ของตนเองและรจู้ ักใชส้ ิทธิท่มี อี ยไู่ ปประกอบอาชีพและสร้าง
ความสมั พนั ธ์กบั บคุ คลตา่ ง ๆ โดยมีสิทธเิ ลอื กได้ว่าจะดาเนนิ ชวี ิตส่วนตัวอยา่ งไร แตต่ อ้ งอย่ภู ายในขอบเขตที่
กฎหมายกาหนด บคุ คลจึงตอ้ งขวนขวายหาความร้เู ก่ยี วกบั กฎหมายเพอื่ ใช้ติดตอ่ สอ่ื สารการดาเนนิ วิถี
ชวี ิตประจาวัน ซ่งึ กฎหมายท่ีเกี่ยวข้องกบั ชวี ิตประจาวันสามารถแบง่ ได้เปน็
9
5.1 กฎหมายอาญา
กฎหมายอาญา (Criminal Law) เปน็ กฎหมายมหาชนท่ีบัญญตั ถิ งึ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างรฐั กบั เอกชนทอ่ี ยู่
ใต้อานาจปกครองของรฐั ผู้ท่ีฝ่าฝืนจะต้องไดร้ ับโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญตั ิอ่ืนทบี่ ัญญตั ิ
ถึงการกระทาที่เป็นความผดิ และโทษทางอาญา เชน่ ความผิดตามพระราชบญั ญตั ิจราจรทางบก อาวุธปืน เครอ่ื ง
กระสนุ ปนื วัตถุระเบดิ ยาเสพติดใหโ้ ทษ ความผดิ อันเกดิ จากการใชเ้ ช็คศลุ กากร การพนัน ปา่ ไม้ ปา่ สงวน เปน็ ต้น
เนอ่ื งจากกฎหมายอาญามสี ภาพบงั คบั คอื มีโทษท่ีจะทาให้บุคคลได้รับผลถงึ แกช่ ีวติ ร่างกายเสรีภาพ
ทรัพย์สิน เช่น ประหารชวี ติ จาคุก กักขัง ปรบั รบิ ทรพั ย์สนิ ดังนั้นจงึ ตอ้ งมีหลักประกนั แกบ่ คุ คลดังทีบ่ ัญญัติไวใ้ น
กฎหมายรฐั ธรรมนูญวา่ บุคคลจะไมต่ อ้ งรับโทษอาญา เว้นแต่จะไดก้ ระทาการอันกฎหมายทใี่ ชอ้ ย่ใู นเวลาทท่ี ่ีกระทา
นัน้ บญั ญัตเิ ป็นความผิดและกาหนดโทษไว้ และโทษทีจ่ ะลงแก่บุคคลน้ันจะหนกั กวา่ โทษทก่ี าหนดไว้ในกฎหมายที่
ใชอ้ ยู่ในเวลาทก่ี ระทาความผดิ มไิ ด้ กลา่ วคือ บุคคลจะไดร้ ับโทษทางอาญาจะตอ้ งได้กระทาการใดที่มีกฎหมายขอ้
ห้ามไว้ ถา้ ไมม่ ีกฎหมายก็ไม่มีความผดิ ไมม่ โี ทษ เชน่ ความผิดฐานสูบบหุ รี่ในที่ทก่ี าหนด เดมิ ไม่มีความผดิ แต่เมอ่ื
ประกาศใช้ พระราชบญั ญตั คิ มุ้ ครองสุขภาพของผ้ไู ม่สบู บุหร่ี พ.ศ. 2535 แล้วผู้ทสี่ บู บุหรใ่ี นเขตปลอดบุหร่ี หรือสบู
บหุ รีใ่ นท่ีสาธารณะที่กาหนดย่อมมีความผิดและจะตอ้ งไดร้ ับโทษ
โทษตามประมวลกฎหมายอาญามี 5 สถาน คือ ประหารชวี ติ จาคุก กกั ขัง ปรับ รบิ ทรพั ย์สนิ
นอกจากนย้ี ังมกี ารรอการลงโทษ หรอื รอการลงอาณา เมอ่ื บคุ คลกระทาความผดิ และจะไดร้ บั โทษจาคยุ ไม่เกิน 2 ปี
ผ้นู ัน้ อาจได้รับความกรณุ าจากศาลไม่ตอ้ งได้รับโทษจาคกุ ในเรือนจา เพราะผู้นั้นไมเ่ คยไดร้ บั โทษจาคุกมาก่อน เมือ่
ได้พจิ ารณาถึง อายุ ประวัติ ความประพฤติ สตปิ ัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจติ นิสยั อาชพี
ส่งิ แวดลอ้ ม สภาพความผิด หรอื เหตุอน่ื อันควรปรานแี ลว้ ศาลจะกาหนดโทษไว้ หรอื รอการลงโทษไวท้ ีเ่ รียกกันวา่
“รอการลงอาญา”
5.2 กฎหมายแพง่
กฎหมายแพ่ง คือ กฎหมายที่บญั ญตั ิถงึ ความสัมพันธข์ องบคุ คล เป็นกฎหมายสารบญั ญัติ และเปน็
กฎหมายเอกชนทีม่ คี วามสาคัญแก่ชวี ติ ของบุคคลตงั้ แตแ่ รกเกิดจนสิ้นสภาพบุคคลไป
กฎหมายพาณชิ ย์ คอื กฎหมายท่บี ญั ญตั ถิ งึ ความสัมพนั ธข์ องบุคคลทมี่ ีอาชีพคา้ ขาย และนักธุรกิจกล่าวถงึ
ระเบียบหลกั ปฏบิ ัติในทางการคา้ ท่บี ุคคลในอาชีพคา้ ขายและนักธุรกจิ จะต้องปฏบิ ตั ใิ นการเกย่ี วขอ้ งสัมพนั ธ์กนั
เช่น กฎหมายเกีย่ วกบั หนุ้ สว่ นบริษัท ต๋ัวเงิน ประกนั ภัย การขนส่งสินค้า
ประเทศไทยได้รวมบัญญตั ิกฎหมายพาณชิ ยเ์ ขา้ ไว้ในประมวลกฎหมายแพง่ จึงรวมเรยี กวา่ “ประมวลกฎหมายแพง่
และพาณชิ ย์”
สภาพบงั คบในทางแพง่ โทษหรือสภาพบงั คับมนทางแพ่งทจี่ ะให้ผูฝ้ ่าฝนื ไม่ปฏิบัตติ ามกฎหมาย คอื การ
ใช้ค่าสนิ ไหมทดแทนหรอื ค่าเสยี หาย หรอื ให้ชาระหนด้ี ้วยการสง่ มอบทรพั ย์สนิ ใหก้ ระทาการ หรอื งดเว้นกระทาการ
อยา่ งใดอยา่ งหน่งึ ตามมูลหนท้ี ี่มตี ่อกนั ระหวา่ งเจา้ หนแ้ี ละลูกหนี้ เช่น บังคับให้ชาระหนี้เงินกพู้ รอ้ มดว้ ยดอกเบ้ีย
บังคับใหผ้ ู้ขายสง่ มอบหรอื โอนทรพั ยส์ ินใหแ้ ก่ผซู้ ื้อตามสัญญาซ้อื ขายหรอื ใหใ้ ชค้ ่าสินไหมทดแทนในกรณีละเมิดขบั
รถยนต์ชนผูอ้ นื่ บาดเจ็บ หรือทาใหท้ รพั ยส์ นิ เสียหาย
10
เรอ่ื งที่ 4 กฎหมายทีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั ตนเองและครอบครัว
กฎหมายน้ี ไดบ้ ังคบั ใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2478 มหี ลกั ดงั น้ี
1. การสมรสต้องจดทะเบียนตา่ งกับกฎหมายลกั ษณะผัวเมยี ซง่ึ ถอื การสมรสตาม ประเพณี และการกนิ
ร่วมกันฉนั สามีภริยาเป็นสาคญั โดยไม่ต้องจดทะเบียน
2. นาแบบผัวเดียวมาใช้ ผู้ที่มีคสู่ มรสอยแู่ ลว้ จะจดทะเบียนสมรสอีกไมไ่ ดก้ ฎหมายเกา่ ชายมภี รยิ าได้
หลายคน บุตรทกุ คนทเ่ี กิดเป็นบตุ รชอบดว้ ยกฎหมายทง้ั ส้นิ
3.การขาดจากการสมรส เมอ่ื คู่สมรสยนิ ยอมท่ีจะหยา่ ขาดจากกัน ตอ้ งจดทะเบียนหย่าท่ีอาเภอ ถา้ ฝ่าย
หนง่ึ ฝ่ายใดไม่ยอม ฝ่ายทต่ี ้องการหย่าต้องฟ้องศาลขอให้ศาลพพิ ากษาให้หย่าขาดจากกัน โดยศาลเปน็ ผู้ชข้ี าด
4.สามมี ีอานาจจัดการสินบรคิ ณฑ์ ฝ่ายหญงิ จะทานติ กิ รรมใด ๆ ไม่ได้ นอกจากสามีจะยนิ ยอม
5.การแบ่งสินสมรส แบง่ คนละคร่งึ ตามกฎหมาย
ความหมายของกฎหมายครอบครวั
หมายถงึ เรอ่ื งครอบครวั ทง้ั หมด เร่ิมตง้ั แต่ทารกจนกระท่ังคลอดจากครรภ์ มีชวี ติ อยรู่ อดเจรญิ เตบิ โตโดย
ธรรมชาติ ต้องมีความรสู้ ึกทางเพศ ตลอดจนความจาเปน็ ต่าง ๆ มนุษย์ต้องพ่ึงพาอาศยั กัน หรือแต่งงานกนั แล้วก็
อยากมบี ุตรสบื สกุล ตอ้ งสะสมทรัพยส์ มบตั ิ เลีย้ งดูบตุ รหลาน กฎหมายจึงไดก้ าหนดสทิ ธิหน้าท่ีให้สมาชกิ ใน
ครอบครัวปฏบิ ัตติ ่อกนั
กฎหมายครอบครัวฉบบั ปจั จุบัน
1.ว่าด้วยเร่ืองการสมรสแบ่งเป็น 6 หมวด ได้แก่
1.) การหมั้น
2.) มีเงือ่ นไขแห่งการสมรส
3.) ความสมั พันธ์ระหวา่ งสามภี ริยา
4.) ทรัพยส์ นิ ระหว่างสามภี รยิ า
5.) ความเปน็ โมฆะของการสมรส
6.) การส้นิ สุดแหง่ การสมรส
2. ว่าดว้ ยเรอ่ื งบดิ ามารดากับบุตร แบง่ เป็น 4 หมวด ได้แก่
1. บดิ ามารดา
2. สิทธแิ ละหนา้ ท่ขี องบดิ ามารดาและบตุ ร
3. ความปกครอง
4. บตุ รบุญธรรม
3. ว่าด้วยเรอ่ื ง คา่ อุปการะเล้ยี งดู
11
1.กฎหมายระหว่างคู่สมรส
1.การหมน้ั เมื่อชายหญงิ ตกลงเป็นสามภี ริยากันแลว้ จะต้องมกี ารสขู่ อ โดยฝ่ายชายทาพธิ ีส่ขู อฝ่าย
หญิง ทางหญิงเรียกทรัพยท์ างฝา่ ย เม่ือตกลงมอบทรัพย์ให้ตามเรยี กรอ้ งถือวา่ เปน็ การหม้ัน
การหมัน้ จะทาไดเ้ ม่ือชายและหญิงอายุ 17 ปบี รบิ ูรณ์
1.1 ถ้าฝา่ ยหนึง่ ฝ่ายใด หรอื ทง้ั สองฝา่ ยไมบ่ รรลนุ ิติภาวะ (อายุไมค่ รบ 20 ปบี ริบูรณ์) จะต้องไดรับความ
ยินยอมจากบิดามารดาของฝ่ายทยี่ ังไมบ่ รรลนุ ติ ิภาวะ
1.2 ถ้าทง้ั สองหมนั้ กันเองโดยไม่มีผใู้ หญ่รบั รู้ การหมั้นนน้ั เปน็ โมฆียะของหมน้ั จะตกเปน็ ของฝ่ายหญิงได้
ทาการสมรสแลว้ และถอื เป็นทรพั ยส์ ินสว่ นตัวของฝ่ายหญิง
การสมรสกันจะไม่มีการหมน้ั ก่อนกไ็ ด้ เพราะกฎหมายไม่ไดบ้ ังคับไว้
การหมั้น บางคนนิยมหมน้ั กอ่ นเปน็ เดือนเปน็ ปี เพ่อื ต้องการดูซ่ึงกนั และกนั ใหถ้ ่องแท้ บางคนนยิ มหมน้ั
เชา้ วนั เดยี วเสรจ็ เป็นการประหยดั ดี
ถา้ ฝ่ายใดฝ่ายหนง่ึ ผดิ สญั ญา ฝ่ายตรงกนั ข้ามมีสิทธิเรียกคา่ ทดแทนได้
ถา้ ฝา่ ยหนงึ่ ฝา่ ยใดระพฤตเิ สยี หาย ฝ่ายหน่งึ จะบอกเลิกสัญญาหมน้ั ได้ ถ้าฝา่ ยหญงิ ประพฤติไมด่ ีต้องคนื
ของหม้ันใหฝ้ า่ ยชาย แตถ่ ้าฝา่ ยชายเป็นผปู้ ระพฤติไม่ดีงาม ฝา่ ยหญงิ ไมต่ อ้ งคนื ของหมน้ั ใหแ้ กฝ่ า่ ยชาย
2. เงื่อนไขแห่งการสมรส
กฎหมายไดก้ ฎหมายเงอื่ นไขแหง่ การสมรสไว้ 9 ประการ
2.1 ชายและหญงิ ต้องมีอายุ 17 ปี บรบิ รู ณ์
2.2 ชายหญิงต้องไม่ใช่บุคคลวิกลจรติ หรอื ศาลส่ังให้เปน็ ผู้ไรค้ วามสามารถ
2.3 ชายหญิงต้องไมเ่ ปน็ ญาตสิ ืบสายโลหติ โดยตรงขน้ึ ไปหรือลงมา หรือเป็นพนี่ ้องรว่ มบดิ ามารดาเดียวกนั
หรือรว่ มแตบ่ ดิ าหรือมารดา
2.4 ผ้รู บั บตุ รบุญธรรมจะสมรสกบั บุญธรรมไมไ่ ด้
2.5 ชายหรือหญงิ จะสมรสระหวา่ งทคี ู่สมรสอยู่ด้วยไม่ได้
2.6 หญงิ หมา้ ยจะทาการสมรสไดต้ อ่ เม่อื สน้ิ สุดการสมรสแล้วไม่น้อยกว่า 310 วนั เว้นแต่
-คลอดบุตรระหว่างระยะเวลานัน้ ๆ
-สมรสกับคู่สมรสเดิม
-มีใบรบั รองแพทย์ว่ามไิ ด้ต้ังครรภ์
-มีคาสง่ั ศาลให้สมรสได้
2.7 ชายหญงิ อายคุ รบ 17 ปบี ริบรู ณ์ ตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากบดิ ามารดาหรือผู้ปกครอง
2.8 ชายหญงิ ต้องยนิ ยอมเปน็ สามีภรยิ ากัน
2.9 ตอ้ งจดทะเบยี นสมรส จงึ จะเปน็ สามีภริยากนั โดยถูกตอ้ งตามกฎหมาย ถ้าฝ่ายหนึง่ ฝ่ายใดไมย่ อมจด
ทะเบียนสมรส ฝา่ ยหนง่ึ จะขอใหศ้ าลบงั คับไมไ่ ด้ เพราะจะเกิดผลรา้ ยในการดาเนนิ ชีวิตครอบครับ
12
3.ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสามีภริยา
เมื่อชายหญงิ เปน็ สามีภริยาถกู ต้องตามกฎหมายแลว้ ก่อให้เกิดสทิ ธแิ ละหนา้ ที่ ต่อกัน ดังน้ี
3.1 สทิ ธิที่จะอยรู่ ่วมกนั ฉนั ท์สามีภริยา รวมถึงการร่วมประเวณดี ้วย ถา้ ภริยาไม่เตม็ ใจไปฟ้องรอ้ งไมไ่ ด้
3.2 สิทธใิ นการชว่ ยเหลือในการอุปการะเล้ียงคจู ากกนั และกนั
3.3 ถา้ การอยรู่ ่วมกนั เปน็ อันตรายแกก่ าย จิตใจ หรือทาลายความสุข ฝ่ายทร่ี ับอนั ตราย หรือเสยี หาย
ร้องต่อศาล ขอให้แยกอยู่ต่างหากได้ ศาลจะเรยี กค่าเล้ียงดูให้ฝ่ายท่ฟี ้องต่อศาลตามสมควร
3.4 ศาลส่ังใหฝ้ ่ายหนงึ่ ฝ่ายใดเป็นผ้ไู รค้ วามสามารถ หรอื เสมอื นไร้ความสามารถภริยาหรือสามีย่อมเป็นผู้
พิพากษ์ได้ (แลว้ แตก่ รณี ถ้าผูพ้ พิ ากษเ์ ปน็ ผทู้ ารณุ โหดร้าย ศาลอาจแตง่ ต้ังผอู้ ่นื เปน็ ผพู้ ิทกั ษแ์ ทนได้)
4.ทรพั ยส์ นิ ระหวา่ งสามีหรือภริยา
4.1 สัญญาก่อนสมรสในเรื่องทรัพย์สิน ทาได้ 2 วิธี คือ
1.) แจง้ ข้อตกลงไว้ในทะเบียนสมรส พรอ้ มการจดทะเบียน
2.) ทาหนังสอื ลงลายมอื ชือ่ คู่สมรส และพยานอยา่ งน้อย 2 คน แนบไว้ทา้ ยทะเบยี นสมรส
4.2 ทรพั ย์สินระหว่างสามภี ริยา กฎหมายไดแ้ ยกไว้เป็นสินส่วนตัว และสินสมรสสนิ ส่วนตัว ได้แก่
ทรัพย์สนิ ที่
1) ฝา่ ยใดฝา่ ยใดหน่ึงมีอย่แู ล้วก่อนสมรส
2) เป็นเคร่อื งใช้ส่วนตวั เครอ่ื งแตง่ กาย เครือ่ งประดบั เครอื่ งมอื ใชป้ ระกอบอาชพี
3) ของฝา่ ยหนึ่งฝา่ ยใดได้มาระหวา่ งสมรส แต่เปน็ การรับมรดกหรอื ได้โดยเสน่หา
4) ของหม้ัน
สนิ ส่วนตัวที่ถูกทาลาย หรอื แลกเปล่ียนเป็นของอ่ืนกย็ ังเปน็ ทรัพยส์ ินส่วนตัวอยู่
-สนิ สมรส ได้แก่
1. คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส
2. โดยพินยั กรรมระบุวา่ ให้เป็นสนิ สมรส
3. ดอกผลของสนิ ส่วนตวั
5.ความเป็นโมฆะของการสมรส
การสมรสเปน็ โมฆะเพราะเหตุ 4 ประการ
1.ฝ่ายใดฝา่ ยหน่งึ วกิ ลจริต หรือศาลสง่ั ไรค้ วามสามารถ
2.ชายหญงิ เป็นผสู้ บื สายโลหิตโดยตรง
3.ชายหญิงมคี ูส่ มรสแลว้
4.ชายหญิงไม่ยนิ ยอมเปน็ สามภี ริยากนั
การสมรสเป็นโมฆยี ะตา่ งกบั โมฆะ คอื
โมฆยี ะ หมายถงึ ใชไ้ ดจ้ นถงึ วนั เพิกถอน ถ้าไมเ่ พิกถอนจนระยะเวลาท่ีกฎหมายกาหนดใหผ้ ่านไปแล้วก็เพกิ ถอน
ไม่ได้ คู่กรณตี ้องผูกพันกันตามกฎหมายต่อไป
13
6.การสนิ้ สุดแห่งการสมรส
การส้นิ สดุ มี 8 ประการ ไดแ้ ก่
1.การตาย
2.การหยา่
3.ศาลพพิ ากษาใหเ้ พิกถอนการสมรส
การหย่าและเหตหุ ย่ากระทาได้ 2 วธิ ี คอื
1.โดยความยนิ ยอมของท้ังสองฝ่าย
2.โดยพิพากษาของศาล
การหย่าจะมผี ลสมบรู ณต์ ่อเมือ่ มีการจดทะเบียนหย่าทอ่ี าเภอและมีพยานรบั รู้ 2 คน
1. กฎหมายเก่ียวกบั ชอื่ บคุ คล
พระราชบญั ญตั ขิ อ้ บคุ คลกาหนดไว้วา่ (มสี ญั ชาตไิ ทยตอ้ งมชี อ่ื ตัวและช่อื สกลุ สว่ นรองมหี รือไมม่ กี ไ็ ด้ การ
ตง้ั ชอื่ ตวั ต้องไม่ให้พอ้ งกับพระปรมาภไิ ธยของพระมหากษตั ริย์และพระนามของพระราชนิ ี หรอื ราชทินนาม และ
ตอ้ งไมม่ ีคาหยาบคาย ช่อื ตัวมีกพ่ี ยางค์ก็ได้และมีความหมายดี
การตั้งช่อื สกุลไม่เกิน 10 พยญั ชนะ (ยกเว้นราชทินนามเกา่ ) ในเรื่องชือ่ สกุล เดิมกฎหมายกาหนดใหห้ ญิงทมี่ สี ามี
ตอ้ งเปล่ียนช่อื สกุลของตนมาใช้ชอ่ื สกุลของสามี แตป่ จั จุบนั กฎหมายได้มกี ารแก้ไขใหมม่ ีผลตามพระราชบญั ญัติชื่อ
บคุ คล (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2548 ดังน้ี
1. คสู่ มรสมีสทิ ธิใช้ชอ่ื สกลุ ฝ่ายใดฝา่ ยหนึ่งได้ตามที่ตกลงหรอื ตา่ งฝ่ายต่างใช้นามสกลุ เดิมของตนได้
2. เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงดว้ ยการหยา่ หรือศาลมีคาพพิ ากษาให้เพิกถอนการสมรส ใหฝ้ ่ายที่ใช้ช่ือสกุลของ
อกี ฝ่ายหนึง่ กลบั ไปใช้ชื่อสกุลเดิมของตน
3. เมอื่ การสมรสสิน้ สุดลงดว้ ยความตาย ฝ่ายทม่ี ีชีวติ อยใู่ ช่ชื่อสกลุ ของอกี ฝา่ ย คงมีสทิ ธใิ ชไ้ ด้ตอ่ ไป แต่เมอื่
จะสมรสใหม่ใหก้ ลับไปใช้ชือ่ สกุลเดิมของตน
4. หญงิ ทีม่ สี ามี ซึ่งใชช้ ื่อสกลุ สามีอยู่แล้ว กอ่ นการเปลยี่ นแปลงกฎหมายให้มสี ิทธใิ ช้ต่อไป หรือจะมาใช้
สิทธิกลับไปใช้ช่ือสกุลเดิมของตนได้
2. กฎหมายทะเบียนราษฎร์
“กฎหมายทะเบียนราษฎร์” เกดิ ขนึ้ มาเพ่อื การจดั ระเบียบคนในสงั คมและการทจ่ี ะเปน็ ประชาชนไทยที่
ถูกต้องไมใ่ ชเ่ พียงแคล่ ืมตาดโู ลกบนแผน่ ดนิ ไทยแล้วจะถือว่าเปน็ คนไทยทสี่ มบรู ณ์ เราจาเปน็ ต้องปฏิบตั ติ าม
กฎหมายการทะเบียนราษฎรอยา่ งเคร่งครดั ซ่ึงการทะเบยี นราษฎร พน้ื ฐานท่ีควรตระหนักให้ความสาคญั ได้แก่
การเกิด การตาย การยา้ ยที่อยูแ่ ละการทาบัตรประชาชนการติดต่อสถานท่รี าชการเพือ่ ดาเนนิ การเหลา่ นี้สามารถ
ไปดาเนนิ การได้ทถ่ี ้าอาศยั อยู่ในเขตเทศบาลใหแ้ จ้งท่ีนายทะเบยี นผรู้ ับแจง้ ประจาตาบลหรอื หมบู่ า้ น ไดแ้ ก่
ผู้ใหญ่บา้ น หรือกานนั หรอื แจ้งโดยตรงตอ่ นายทะเบียนประจาสานักทะเบยี นอาเภอ ณ ที่วา่ การอาเภอ
ในเขตเทศบาล ใหแ้ จง้ ที่สานักทะเบยี นทอ้ งถ่ิน ซงึ่ ตง้ั อยู่ ณ สานักงานเทศบาล
14
ในเขตกรุงเทพมหานคร ใหแ้ จง้ ทส่ี านักทะเบยี นท้องถิน่ ซง่ึ ต้ังอยู่ ณ สานักงานเขต หรือ สานักงานเขตสาขา
กฎหมายทะเบยี นราษฎรประกอบดว้ ย
ก. การแจง้ เกดิ
ต้องแจง้ ตอ่ นายทะเบยี นที่อาเภอภายใน 15 วัน นบั ตั้งแตว่ นั เกดิ แลว้ ทางการจะออก “ใบสตู บิ ัตร” ซึ่ง
เป็นเอกสารท่ีแสดงชาติกาเนิด วันเดอื นปีเกดิ การแจ้งเกิดน้ไี มเ่ สียค่าธรรมเนยี มใด ๆ แตถ่ า้ ไม่แจง้ เกิด มีความผิด
ตอ้ งระวางโทษ ปรบั ไมเ่ กิน 1,000 บาท
วิธีการแจ้งเกดิ
• แจ้รายละเอียดเกีย่ วกบั เดก็ ท่ีเกิด คอื ช่อื นามสกุล เพศ สญั ชาติของเดก็ ท่ีเกิด วันเดือนปเี กิด เวลาตก
ฟาก ตลอดจนวนั ขา้ งข้นึ ข้างแรม ตลอดจนสถานที่เกิด บ้านเลขที่ ถนน ตาบล เขต จังหวดั
• แจง้ รายละเอยี ดเกย่ี วกบั มารดาของเด็กท่ีเกิด คอื ช่อื นามสกุล และนามสกลุ เดมิ กอ่ นรมรส อายุ
สญั ชาติ ทอี่ ยโู่ ดยละเอียด
• แจ้งรายละเอียดเกย่ี วกับบิดา คอื ช่ือ นามสกุล อายุ สญั ชาติ
• หลกั ฐานท่ีจะตอ้ งนาไปแสดงต่อนายทะเบยี น
สาเนาทะเบยี นบา้ น ฉบบั เจ้าบา้ น (ท.ร.14)
บัตรประจาตัวประชาชน หรือบัตรประจาตัวอื่น ๆ ของเจา้ บา้ นและของคนแจ้ง
หนงั สอื รับรองการเกิด (ท.ร.1/1) ซ่งึ แพทย์หรอื พยาบาลหรือเจ้าหนา้ ทีอ่ นามยั หรอื ผดงุ ครรภ์
แลว้ แต่กรณี ออกให้ (ถา้ มี)
บัตรประจาตวั ประชาชน หรือบัตรประจาตัวอน่ื ๆ ของพอ่ แมเ่ ด็กทีเ่ กดิ
ข. การแจ้งตาย
เมอ่ื มคี นตาย ผู้เกีย่ วข้องต้องไปแจ้งการตายเพ่อื ใหไ้ ดใ้ บมรณบัตรท่ีแสดงวา่ คนน้นั ตายแลว้ ภายใน 24
ชั่วโมง การแจง้ ตายไม่เสยี ค่าธรรมเนยี มใด ๆ แต่ถ้าไมแ่ จ้งตายภายในเวลาที่กาหนดมคี วามผดิ ตอ้ งระวางโทษปรับ
ไมเ่ กิน 1,000 บาท
วิธกี ารแจ้งตาย
แจง้ รายละเอียดเกย่ี วกบั ผูต้ าย เชน่ ช่ือ นามสกลุ อายุ สญั ชาติ เพศ ของผู้ตาย เวลาทต่ี าย ระบุวนั เดอื นปี
เวลาโดยละเอียด สถานท่ตี าย สาเหตุการตาย การดาเนินการกับศพขอผตู้ าย (เก็บ ฝงั เผา) ที่ไหน เม่ือไร ฯลฯ
ผ้มู ลี กู บญุ ธรรมจะแต่งงานกับลกู บุญธรรมไมไ่ ด้
ไม่เป็นคูส่ มรสของผอู้ น่ื
หญงิ หมา้ ยจะแต่งงานไมต่ อ้ งรอเกนิ 130 วนั หลังจากท่ีชีวิตสมรสครงั้ แรกส้นิ สุด
ชาย หญิง ท่มี อี ายุไม่ครบ 17 ปีบรบิ ูรณ์ จะแตง่ งานกันได้กต็ อ้ งมีคาส่ังของศาลอนญุ าต โดยนาคาสงั่
ศาลน้นั ไปแสดงต่อนายทะเบยี น
15
วิธีการจดทะเบยี นสมรส
ชายหญงิ ต้องไปใหถ้ ้อยคาและแสดงความยนิ ยอมเปน็ สามีภรรยากนั โดยเปดิ เผยตอ่ หน้านายทะเบียนท่ี
อาเภอ ก่ิงอาเภอ เขต หรือสถานทตู สถานกงสุลไทยในตา่ งประเทศแห่งใดก็ได้ โดยไม่จาเป็นตอ้ งมีช่ืออยใู่ น
ทะเบยี นบ้านของท้องถ่ินน้นั
หลักฐานทีจ่ ะตอ้ งนาไปแสดงตอ่ นายทะเบยี น
บตั รประชาชน
สาเนาทะเบยี นบ้านของทั้งสองคน
กรณีทท่ี ้งั คูย่ งั ไมบ่ รรลนุ ติ ภิ าวะ (17 ปี แต่ไมถ่ ึง 20 ปี) ต้องใหบ้ ุคคลมีผอู้ านาจให้ความยนิ ยอม เช่น
พ่อแม่ หรอื ผู้ปกครอง เปน็ ต้น โดยอาจให้ผู้ยินยอมลงลายมือชื่อในขณะ จดทะเบยี น หรือทาเป็นหนังสอื ยินยอมก็
ได้
ค. การจดทะเบยี นหยา่
การหย่าสาหรับคสู่ มรสท่ีไดจ้ ดทะเบยี นสมรสแล้วไมว่ า่ กรณีใดตอ้ งไปจดทะเบียนหย่ากันที่สานักทะเบียน
จะไปจดท่ีอน่ื ไมไ่ ด้ และตอ้ งทาตอ่ หน้านายทะเบยี นเท่านน้ั การกหย่าจะมผี ลสมบูรณท์ าได้ 2 วธิ ดี ังน้ี
1. การหยา่ โดยความยนิ ยอมของทง้ั สองฝา่ ย คือ การที่ค่หู ย่าไปจดทะเบียนหยา่ ด้วยตนเองท่ีสานกั
ทะเบยี นแห่งใดกไ็ ดแ้ ละจะต้องนาหลักฐานตดิ ตวั ไปดว้ ยดงั ตอ่ ไปนี้
บัตรประจาตัวประชาชน หรือบัตรประจาตัวข้าราชการของท้ังสองฝ่าย
หลักฐานการจดทะเบยี นสมรส เช่น ใบสาคัญการสมรส หรือสาเนาทะเบียนสมรส
สาเนาทะเบียนบา้ นฉบับเจา้ บ้านของทง้ั สองฝ่าย
หนงั สอื สญั ญาหยา่
2. การหยา่ โดยคาพิพากษาของศาล หากคู่หยา่ ตอ้ งการใหน้ ายทะเบยี นบนั ทึกการหยา่ ไวเ้ ปน็ หลกั ฐาน
จะต้องยืน่ สาเนาคาพพิ ากษาของศาลที่แสดงวา่ ได้หยา่ กันแล้วแก่นายทะเบียน จากน้นั นายทะเบยี นก็จะบันทึก
คาส่ังศาลไว้เปน็ หลักฐานทัง้ นี้หากมีขอ้ ตกลงอย่างอื่น เช่น ทรพั ย์สิน อานาจการปกครองบุตรก็สามารถบันทึกไว้ใน
ทะเบียนหยา่ ได้
ง. การจดทะเบยี นรับรองบุตร
การจดทะเบยี นรบั รองบตุ ร พ่อแม่ของเด็กซง่ึ สามภี รรยากันโดยไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย เดก็ ทเี่ กิดมาจึงเปน็
ลูกทีช่ อบด้วยกฎหมายของแมฝ่ ่ายเดียว หากเดก็ จะเปน็ ลูกท่ชี อบดว้ ยกฎหมายของพ่อก็ต้องมกี ารจดทะเบียน
รับรองบุตร เมอื่ จดทะเบยี นเรียบร้อยเด็กกจ็ ะมีสิทธใิ ชน้ ามสกุลและรับมรดกของพ่อแมอ่ ย่างถูกต้อง
การจดทะเบียนรบั รองบุตรน้ี ทาไดเ้ ฉพาะฝ่ายชายเท่านน้ั สว่ นหนุ่มสาวค่ใู ดทีม่ ีลุกกอ่ นแตง่ งาน เมอ่ื
แตง่ งานจดทะเบยี นสมรสกนั แลว้ เด็กคนน้นั จะเปน็ ลูกทีถ่ ูกตอ้ งตามกฎหมายทนั ทีโดยไมต่ อ้ งจดทะเบียนรบั รอง
บตุ รอีก
16
หลักฐานท่ีจะตอ้ งนาไปแสดงต่อนายทะเบยี น
ใบสตู ิบัตร และสาเนาทะเบียนบ้านของเด็ก
บัตรประจาตวั ประชาชนและสาเนาทะเบียนบ้านของมารดาเดก็
บตั รประจาตวั ประชาชนและสาเนาทะเบยี นบ้านของบดิ า (ผู้ยนื่ คารอ้ ง)
บัตรประจาตัวประชาชนของเดก็ (ในกรณีที่เด็กอายุเกิน 15 ปี)
เร่ืองที่ 5 กฎหมายท่เี กีย่ วข้องกบั ชมุ ชน
กฎหมายทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั ชุมชน เปน็ กฎหมายว่าด้วยการรกั ษาสภาพแวดลอ้ มทีอ่ ยรู่ อบตวั คนในชมุ ชน มใิ ห้
เกิดความผิดปกติจากธรรมชาตทิ ่ีควรจะเปน็ ตลอดจนการดแู ล ปกป้อง และป้องกันให้เกดิ ความเป็นธรรมในสังคม
ไมเ่ อารดั เอาเปรยี บต้อกนั ซงึ่ กฎหมายทค่ี วรรไู้ ด้แก่
1. กฎหมายส่งเสริมและรักษาคณุ ภาพสงิ่ แวดล้อม
2. กฎหมายเกยี่ วกับการคุ้มครองผูบ้ รโิ ภค
กฎหมายส่งเสริมและรักษาคณุ ภาพสิ่งแวดลอ้ ม
โดยทัว่ ไปบุคคลมีสิทธแิ ละหน้าที่ตอ้ งมีสว่ นรว่ มในการจัดการ บารุงรักษา และใช้ประโยชนจ์ าก
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อมอย่างสมดลุ และย่ังยืน รวมถึงมีหนา้ ท่ตี อ้ งอนุรกั ษธ์ รรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ ม
ตามท่รี ัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ โดยเฉพาะพระราชบัญญตั สิ ง่ เสรมิ และรักษาคณุ ภาพสงิ่ แวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535
กาหนดไวด้ งั นี้
1. สิทธิของบคุ คลเกี่ยวกบั การสง่ เสริมและรักษาคุณภาพสง่ิ แวดลอ้ ม
มีสทิ ธจิ ะไดร้ ับข้อมลู และขา่ วสารจากทางราชการ
มีสทิ ธไิ ดร้ ับชดเชยค่าเสียหายหรอื คา่ ทดแทนจากรัฐ กรณีไดร้ ับความเสียหายจากภัยอันตรายทเี่ กิดจาก
การแพรก่ ระจายของมลพษิ หรอื ภาวะมลพษิ อันมสี าเหตึจากกิจการ / โครงการ โดยสว่ นราชการ / รัฐวิสาหกจิ มี
สทิ ธริ ้องเรยี นกลา่ วโทษผูก้ ระทาผดิ หรอื ฝา่ ฝนื กฎหมายเกีย่ วกบั การควบคุมมลพิษ
2. หน้าท่ขี องบุคคล
ใหค้ วามรว่ มมือและช่วยเหลอื เจ้าพนักงานในการปฏิบตั ิหน้าที่ที่เก่ียวขอ้ งกับการสง่ เสรมิ การรักษาคุณภาพ
ส่งิ แวดล้อมปฏิบัติตามกฎหมายทเี่ ก่ยี วขอ้ งกับการสง่ เสริมและรกั ษาคุณภาพส่ิงแวดลอ้ มอยา่ งเคร่งครดั
3. ปญั หากระทบต่อสิ่งแวดล้อมในปัจจุบนั มี 2 ประการ คือ
การลดลงและขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ เน่อื งจากการทาลายตน้ ไม้ ปา่ ไม้ และแหลง่ กาเนดิ ของลาธาร
เกดิ มลพษิ สิ่งแวดลอ้ ม เน่อื งจากความเจริญทางเทคโนโลยแี ละจานวนประชากรท่ีเพม่ิ ขึน้ การใช้มากทาให้เกิดสง่ิ ที่
เหลอื จากการใช้ทรพั ยากร เช่น ขยะ น้าเสยี จากครัวเรือน โรงงาน ควันไฟ สารเคมี ทาให้เกดิ มลพษิ ทางน้า อากาศ
และบนดนิ ซ่งึ ผทู้ ่ไี ดร้ ับผลกระทบ คอื ประชาชน ดังนัน้ พ.ร.บ. ส่งเสรมิ และรักษาคณุ ภาพสงิ่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ
พ.ศ. 2535 จงึ ไดก้ าหนดให้มี
1. คณะกรรมการสง่ิ แวดลอ้ มแห่งชาติ ทาหน้าทก่ี าหนดมาตรฐานควบคมุ คุณภาพสิง่ แวดล้อมท่ี
ประกอบดว้ ยมาตรฐานคุณภาพของนา้ อากาศ เสียง และอ่ืนๆ
17
2. กองทนุ ส่ิงแวดลอ้ ม เพ่ือใชใ้ นกจิ การช่วยเหลอื ให้กู้ยืมเพอื่ การลงทนุ แก่ส่วนราชการทอ้ งถิ่น รฐั วสิ าหกิจ
เอกชน ในการจัดระบบบาบัดน้าเสยี อากาศเสยี และระบบกาจดั ของเสยี
3. กองควบคมุ มลพิษ โดยคณะกรรมการควบคมุ มลพิษทาหน้าท่ีเสนอแผนปฏิบัติการต่อคณะกรรมการ
ส่ิงแวดลอ้ มแห่งชาติ และกาหนดมาตรฐานมลพิษทางน้า มลพษิ ทางอากาศ และมลพษิ ทางเสยี ง พรอ้ มเข้าทาการ
ป้องกันและแก้ไขอนั ตรายอันเกิดจากมลพษิ เหลา่ นั้น
4. ความรับผดิ ชอบของเจ้าของหรือผคู้ รอบครองแหล่งกาเนดิ มลพษิ ทงั้ ทางแพง่ และทางอาญา
กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผบู้ รโิ ภค
กฎหมายวา่ ดว้ ยการคุ้มครองผู้บรโิ ภคในปัจจุบนั คือ พระราชบญั ญตั ิคมุ้ ครองผู้บรโิ ภค พ.ศ. 2522 และมี
การแก้ไขเพ่ิมเตมิ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2541 เปน็ กฎหมายทใี่ ห้ความคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแกผ่ ู้บรโิ ภค ซ่งึ
บุคคลที่กฎหมายคุ้มครองผบู้ รโิ ภคได้แก่ บคุ คล 6 ประเภทดังน้ี
1. ผซู้ ้อื สินคา้ จากผขู้ าย
2. ผไู้ ด้รบั การบรกิ ารจากผู้ขาย
3. ผเู้ ช่าทรัพย์สนิ จากผู้ใหเ้ ชา่
4. ผ้เู ช่าซ้ือทรัพยส์ นิ จากผู้ใหเ้ ช่าซื้อ
5. ผู้ซงึ่ ไดร้ ับการเสนอหรือไดร้ ับการชักชวนใหซ้ อื้ สินคา้ หรอื รบั บริการจากผปู้ ระกอบธรุ กจิ
6. ผใู้ ช้สนิ ค้าหรอื ผู้ได้รับบรกิ ารจากผุ้ประกอบธุรกจิ โดยชอบ แม้มไิ ด้เป็นผ้เู สยี ค่าตอบแทน
สทิ ธิของผบู้ ริโภคทจี่ ะได้รับความคุ้มครอง มีดังนี้
สิทธทิ ไ่ี ดร้ ับขา่ วสารรวมทั้งคาพรรณนาคณุ ภาพท่ถี ูกตอ้ งและเพียงพอเพยี งกับสนิ คา้ หรอื บริการ
สทิ ธิที่จะมีอิสระในการเลอื กหาสนิ ค้าหรอื บรกิ าร
สทิ ธิท่ีจะไดร้ ับความปลอดภัยจากการใช้สนิ ค้าหรือบริการ
สิทธิจะได้รบั ความเปน็ ธรรมในการทาสญั ญา
สทิ ธิจะได้รบั การพิจารณาและชดเชยความเสยี หาย
จากสทิ ธขิ องผู้บรโิ ภคน้ี กฎหมายไดว้ างหลกั การคุม้ ครองผ้บู รโิ ภคไว้ 4 ด้าน ได้แก่
1. คุ้มครองดา้ นโฆษณา คือ ผ้บู ริโภคมีสิทธไิ ด้รบั ข่าวสารเกีย่ วกับสนิ ค้า
2. คมุ้ ครองดา้ นฉลาก คอื ผบู้ ริโภคมีสิทธิและอสิ ระในการเลอื กซื้อสนิ คา้ และบริการ
3. คมุ้ ครองด้านสญั ญา คือ ผ้บู ริโภคมีสิทธไิ ด้รบั ความเป็นธรรมในการซอ้ื ขายและทาสญั ญา กรณกี ารซอ้ื
ขายเป็นลายลกั ษณอ์ ักษรกับผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ขาย
4. คุ้มครองด้านความเสียหาย ผู้บริโภคมีสทิ ธิไดร้ ับการชดเชย หากได้รับความเสียหายหรืออันตรายจาก
สินค้า / บรกิ ารนัน้ ๆซงึ่ มสี ิทธิของผูบ้ รโิ ภคจะไดร้ บั การคุ้มครองโดยท่ี พ.ร.บ. คุม้ ครองผู้บรโิ ภคไดจ้ ัดตั้งองคก์ รเพอ่ื
คมุ้ ครองผูบ้ ริโภคข้นึ โดยมีคณะกรรมการคมุ้ ครองผ้บู ริโภคทาหน้าทดี่ าเนินการ
18
เรือ่ งท่ี 6 การปฏิบัตติ ามกฎหมายและการรักษาสทิ ธิเสรภี าพของตนในกรอบของกฎหมาย
ในฐานะพลเมอื งของประเทศ ซ่งึ มกี ารปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ พระ
ประมขุ ทม่ี ีสทิ ธิ เสรภี าพ บทบาทหนา้ ที่ ตอ้ งปฏบิ ตั ติ นตามกรอบ ข้อกาหนดของกฎหมายตา่ งๆ ท่เี กีย่ วขอ้ งดว้ ย
การใชส้ ิทธติ ามกฎหมาย และตอ้ งรกั ษาปกป้อง สทิ ธขิ องตนเองและชมุ ชนเม่ือถูกละเมดิ สิทธิ หรือผลประโยชนอ์ นั
ชอบธรรมของตัวเองและชมุ ชน ซึ่งการปฏิบตั ติ ามกฎหมายดาเนนิ การได้ ดังนี้
1. เริม่ จากการปลกู ฝงั และประพฤติปฏิบตั ิตนตามกฎหมายท่เี กย่ี วข้องกับตนเองและครอบครวั
เช่นเมื่อมคี น เกิด ตาย ในบ้านต้องดาเนินการตามกฎหมายทะเบยี นราษฎร์ จดั การใหก้ ารศกึ ษาแก่บุตรหลานตาม
กฎหมายการศึกษาภาคบงั คับ ปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกฎหมายการสมรส กฎหมายมรดก ฯลฯ
2. ในชมุ ชน / สังคม ตอ้ งปฏบิ ัตติ นให้เหมาะสมกับการอยใู่ นสังคมประชาธปิ ไตย ตามบทบาท
หน้าท่ี โดยยดึ กฎหมายทเ่ี ก่ียวขอ้ ง เช่น การปฏิบัติตามกฎหมาย ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสง่ิ แวดล้อม ไมท่ าลาย
ธรรมชาติ เผาป่า สร้างมลพษิ ให้แก่ผอู้ ื่น เคารพสิทธิของตน มาละเลยเมอื่ เหน็ ผู้อ่ืนในชุมชน / สงั คม กระทาผิด
ด้วยการตกั เตือนชีแ้ จง ใหค้ วามรว่ มมอื ในการปฏิบัติตามกฎหมายคมุ้ ครองผบู้ รโิ ภค กฎหมายแรงงาน กฎหมาย
จราจร ฯลฯ
การรกั ษาสิทธติ ามกรอบของกฎหมาย
กฎหมายใหส้ ิทธิแก่บุคคลหรอื หน่วยงาน สามารถเรยี กร้องป้องกัน เพอ่ื รกั ษาสทิ ธขิ องตนท่ีถูกบุคคลหรือ
หน่วยงานไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของเอกชนหรือรฐั มาละเมิด สทิ ธิของบคุ คลหรือชุมชน โดยให้เปน็ หน้าท่ี ของ
บุคคล องค์กร และผ้เู กย่ี วข้องทาหนา้ ทร่ี ่วมกนั ในการเรียกรอ้ งเพอ่ื รกั ษาสทิ ธิ ผลประโยชน์ ท่ถี กู ละเมิด ซง่ึ การ
ละเมิดสิทธิมี 2 กรณี ดังน้ี
1. การละเมดิ สิทธิ / ผลประโยชนส์ ว่ นบุคคล กรณีตัวอยา่ ง นกั ศกึ ษาสาวไปเดินหา้ งสรรพสินค้า ถกู ผ้ไู ม่
ประสงค์ดแี อบถา่ ยภาพขณะเดนิ ลงบันไดเลื่อน แล้วนาไปเผยแพร่หรอื ไปไวเ้ อง ผเู้ สยี หายสามารถแจ้งความให้
เจ้าหนา้ ที่ตารวจดาเนินกตี่ ามกฎหมายแกผ่ ู้ไมป่ ระสงค์ดไี ด้
2.การละเมิดสทิ ธิ / ผลประโยชนข์ องชุมชน กรณตี วั อยา่ ง หนว่ ยงานการไฟฟ้าฝา่ ยผลติ ได้ถกู รฐั จดั การ
แปรรปู ให้เปน็ บริษัทเอกชน มีการซอ้ื ขายห้นุ มุง่ เกง็ กาไร ทาให้ประชาชนเสียประโยชน์ ทั้งๆ ทไ่ี ฟฟ้าจัดเป็น
สาธารณูปโภคที่รฐั พึงจัดให้บริการแกป่ ระชาชน ไม่ควรมงุ่ การคา้ กาไร ซง่ึ ตอ่ มามคี ณะบคุ คลท่เี ปน็ วุฒสิ มาชกิ
(ส.ว.) ได้ดาเนินการฟ้องรอ้ งไปยงั ศาลปกครอง เรียกรอ้ งสิทธิ / ผลประโยชน์ ในเรอื่ งนี้ให้แก่ ประชาชน และใน
ที่สดุ ศาลกไ็ ดต้ ัดสินใจใหร้ ฐั เป็นผู้แพ้ ผลประโยชนจ์ งึ ไดก้ ลับคืนมาสู่ประชาชน คือ การไฟฟา้ ฝ่ายผลิตกลบั มาเปน็
รัฐวสิ าหกิจอยู่ในการกากบั ของรัฐ
กรณีตวั อย่างนี้ ทาใหเ้ ห็นว่า การมีความรคู้ วามเข้าใจในเร่ืองกฎหมาย เข้าถึงสิทธอิ ันชอบธรรมท่ีควรได้ /
มตี ามกฎหมาย บุคคลหรือองคก์ ร และผเู้ ก่ียวข้องสามารถดาเนินการเรียกร้อง ปกป้อง รกั ษาสิทธิ และ
ผลประโยชน์ของตนและสว่ นรวมได้
19
กจิ กรรมท้ายบท
1. ในการดาเนนิ ชีวติ ประจาวนั เราควรปฏิบัตติ นอยา่ งไรบา้ งเพ่อื ใหช้ ีวิตมีความสขุ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. ผูเ้ รียนคิดวา่ ความขัดแย้งในสงั คมส่งผลทบต่อการอยู่ร่วมกนั อย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
3. หากในสังคมไมม่ กี ฎหมายบงั คับใช้จะส่งผลอย่างไรบ้าง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
20
บทที่ 2
ศาสนา
สาระสาคัญ
เปน็ สาระสาคญั ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ความหมาย ความสาคัญของศาสนา อธบิ ายถึงศาสนาในประเทศไทยคือ
ศาสนาพทุ ธ ศาสนาอสิ ลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ฮนิ ดู มีรายละเอยี ดเกย่ี วข้องกับประวตั ศิ าสดา
หลักธรรม การปฏิบัตติ น บคุ คลตัวอยา่ งที่ใชห้ ลกั ธรรมในการดาเนนิ ชีวิตและการอยู่ร่วมกนั ของคนไทยทีต่ ่าง
ศาสนา
ผลการเรียนรู้ท่คี าดหวงั
1. มคี วามรู้ ความเข้าใจเกีย่ วกบั ความหมาย ความสาคญั ของศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ในประเทศไทย
2. มคี วามรู้ ความเข้าใจเกย่ี วกบั พทุ ธประวัติ และประวัติศาสดาของศาสนาต่างๆ
3. มีความรู้ ความเข้าใจในหลกั ธรรม และการปฏบิ ตั ิธรรมแต่ละศาสนา
4. ตระหนกั ถงึ คุณคา่ และเห็นความสาคัญในการนาหลกั ธรรมมาใชใ้ นการดารงชวี ิต
5. สามารถอยูร่ ่วมกับบุคคลที่ต่างความเชอ่ื ทางศาสนาในสงั คมไดอ้ ย่างสนั ตสิ ขุ
ขอบขา่ ยเน้ือหา
เรอ่ื งท่ี 1 ความหมายและความสาคัญของศาสนา
เรอื่ งท่ี 2 หลักธรรมคาสอนของศาสนาต่างๆ
เรื่องที่ 3 การปฏบิ ตั ิตนตามศาสนาตา่ งๆ
เรอื่ งที่ 4 ประวตั ิบุคคลตวั อยา่ งในการดาเนนิ ชวี ติ
เร่ืองที่ 5 คุณธรรมและจรยิ ธรรมในการดาเนนิ ชวี ิต
21
เร่ืองท่ี 1 ความหมายและความสาคัญของศาสนา
1. ความหมายของศาสนา
คาว่า " ศาสนา" มาจากคาในภาษาสันสกฤตว่า " ศาสน" แปลว่า " คาสอน ข้อบังคับ" ตรงกบั คาในภาษาบาลี
ว่า "สาสน" แปลว่า " ศาสนา หรอื คาส่งั สอนกบั ศาสดา"
คาว่า " ศาสนา" ในภาษาองั กฤษใช้คาวา่ " Religion" มาจากภาษาลาตนิ วา่ "Religare" ตรงกับคาว่า
"Together" แปลว่าการรวมเข้าดว้ ยกนั หรอื การรวมตนเองใหเ้ ปน็ หนึง่ เดียวกับพระเจา้ ดังน้ันคาว่า "Religion"ท่ี
เรานามาแปลเป็นไทยว่า ศาสนานัน้ จงึ เปน็ เร่ืองของความสมั พันธโ์ ดยศรัทธาระหวา่ งมนุษย์กับพระเจา้
พจนานุกรมฉบบั บณั ฑติ ยสถาน พ.ศ.2525 ได้ให้นยิ ามคาวา่ " ศาสนา" ดงั นี้ ศาสนา หมายถึง ลทั ธิความ
เชอ่ื ของมนษุ ย์อันมหี ลกั คือแสดงกาเนิด และความสน้ิ สุดของโลก เป็นต้น อันเป็นไปในฝา่ ยปรมตั ถ์ประการหนึง่
แสดงหลักธรรมเกย่ี วกบั บุญบาป อนั เป็นไปในฝา่ ยศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อมทงั้ ลัทธพิ ธิ ที ก่ี ระทาตามความเห็น
หรือตามคาสง่ั สอนในความเชื่อถือนั้น ๆ
2. ความสาคัญของการนบั ถือศาสนา การนับถือศาสนา ทาให้เกดิ ความสมั พนั ธ์ระหว่างศาสนากับสงั คม
รวมไปถงึ ความสาคัญของการนบั ถอื ศาสนาตอ่ การดาเนนิ ชวี ิตของมนษุ ยด์ ังน้ี
1. ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งศาสนากบั สังคม
ศาสนาเป็นสถาบันทส่ี าคัญของสังคม ช่วยกลอ่ มเกลาพฤตกิ รรมของสมาชกิ ในสังคม เพราะศาสนามี
คุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสงั คม ดังนี้
(1) ทาให้คนปกครองตนเองไดใ้ นทกุ สถาน เพราะมหี ลักธรรมช่วยพัฒนาจติ ใจให้รู้จักควบคมุ กาย
วาจา ใจ ใหป้ ราศจากการประทษุ ร้ายเบยี ดเบยี นกนั
(2) เปน็ ภมู ปิ ญั ญาระดบั สงู ทางความคิดและมโนธรรมอนั ลึกซึง้ ที่นาชีวติ ไปสู่จดุ หมายปลายทางคือ สันตสิ ขุ
(3) เป็นสง่ิ ยึดเหนี่ยวจิตใจของมนษุ ย์ในการดาเนินชีวติ เมอ่ื มีปญั หาใด ๆ มากระทบใจ ศาสนาเป็นที่
พงึ่ พาใจใหม้ นษุ ย์ได้
(4) ศาสนาเปน็ บอ่ เกดิ ของวฒั นธรรมของสังคม ไดแ้ ก่ คตธิ รรม เนติธรรม สหธรรมและวัตถธุ รรม สง่ิ
เหล่านส้ี ะท้อนให้เห็นคณุ ภาพจิตใจที่ดีงามของมนษุ ย์
ศาสนาเปน็ สง่ิ ที่อยู่คกู่ ับสงั คมท่มี วี ิวฒั นาการ ไมใ่ ช่สังคมปา่ เถ่อื น เพราะหลักสาคญั ทสี่ ุดที่ศาสนาชว่ ยทาให้
สังคมสงบร่มเยน็ คอื ศาสนาทุกศาสนามุ่งเน้น การทาความดี ถา้ ทุกคนเป็นคนดี สังคมโดยรวมก็จะสงบเรยี บร้อย
ประชาชนมีสนั ติสขุ พิจารณาความสัมพันธข์ องศาสนากับสังคมไดด้ งั น้ี
- การทาความดีของศาสนาต่าง ๆ มผี ลตอ่ วิถีชวี ิตของสมาชิกในสงั คมน้ัน ๆ หลกั การทาความดขี องศาสนาที่
สาคัญในโลก มีดงั น้ี
ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ถอื วา่ การทาความดี คอื การทาความดเี พื่อความดี เพ่ือหน้าที่
ศาสนาพุทธ ถือวา่ ควรทาความดีเพ่อื ความดี
ศาสนาคริสต์ ถือว่า ทาความดีเพือ่ พระเจา้
ศาสนาอิสลาม ถือว่า ทาความดีเพื่อพระเจ้า
ศาสนาสกิ ข์ ถือวา่ ทาความดีเพ่อื พระเจ้า
22
เรอื่ งที่ 2 หลักธรรมของศาสนาต่างๆ
หลกั ธรรมของศาสนาพทุ ธ
ตามทกี่ ล่าวมาแลว้ วา่ ศาสนธรรมเปน็ องค์ประกอบทสี่ าคญั ของศาสนา คาสอนของสัมมาสัมพทุ ธเจ้า
เรียกวา่ พระธรรม
พระธรรมในศาสนาพุทธ กาหนดไวใ้ นพระไตรปิฎกมอี ยู่ 3 ตะกรา้ กล่าวคือ คาสอนของพระพทุ ธเจ้าใน
อดีตจารึกไวใ้ นสมดุ ขอ่ ย และใบลานแยกไว้ 3 หมวดหมู่คอื
1. พระสุตตันตปฎิ ก เป็นคมั ภรี ์ที่รวบรวมคาสอนของพระพทุ ธเจา้ ในโอกาสตา่ ง ๆ มชี าดกประกอบ เชน่
สภุ ชาดก ที่ 5 โทษของการไมร่ ู้ประมาณ ความสรุปวา่ เมือ่ พระพทุ ธเจา้ ประทับอยู่ ณ พระวหิ ารเชตะวนั ทรง
ปรารภถงึ ภิกษรุ ปู หนง่ึ ที่มรณภาพเพราะฉนั มากเกนิ ไปจนอาหารไม่ย่อย พระพทุ ธเจ้าจึงตรัสวา่ แมใ้ นกาลกอ่ นภกิ ษุ
น้กี ต็ ายเพราะบรโิ ภคมาก
2. พระวินัยปฎิ ก เป็นธรรมที่เกี่ยวกับระเบยี บกฎเกณฑค์ วามประพฤติของพระสงฆ์ ซึง่ พระพุทธเจา้
กาหนดไว้มที ้ังหมด 227 ข้อ พระพทุ ธเจ้าจะทรงกาหนดขึน้ เม่อื มเี หตุการณ์ท่ีพระสงฆไ์ มค่ วรประพฤติปฏิบตั ิ
3. พระอภธิ รรมปิฎก รวบรวมคัมภีร์ทีร่ วบรวมเกีย่ วกบั หลกั ธรรมหรอื ข้อธรรมลว้ น ๆ คาสง่ั สอนว่าเป็น
พระสูตรต่าง ๆ ของพระพทุ ธเจ้า ตวั อยา่ งคือ ธมั มะจักกปั วตั นะสตู ร ซง่ึ กลา่ วถึงมรรค 8 ซ่ึงเป็นทางปฏิบัตใิ หไ้ กล
จากกเิ ลส
พระธรรมคาสอนของพระพทุ ธเจา้ เปน็ ตัวแทนพระพุทธเจา้ ทป่ี รินพิ านไปแล้ว เม่ือถึงคราวทศ่ี าสนาพุทธ
เกดิ ปัญหามีความเสื่อมลงเน่ืองจากพทุ ธบรษิ ทั คือ ภกิ ษุ ภกิ ษณุ ี อบุ าสก อบุ าสิกา ไม่ปฏิบตั ิตามคาสั่งสอนของ
พระพุทธเจา้ จะมกี ารนาพระไตรปิฎกมาสังคายนา มีการตรวจสอบชาระใหถ้ ูกต้อง วัดในสมัยเก่าเก็บพระไตรปิฎก
ทีจ่ ารึกไว้ในใบลานสมุดขอ่ ยเก็บไว้ทศี่ าลาธรรมทตี่ ้ังอยู่กลางน้า เพ่อื ป้องกนั มอด ปลวก กัดกนิ ทาลายอยา่ งไรก็
ตาม ชาวพุทธควรศึกษาธรรมะเพือ่ เข้าใจและนามาประพฤติปฏิบตั ิให้ถูกต้องที่สาคญั ๆ คือ
โอวาทปาติโมกข์ พระพุทธองคท์ รงประกาศหัวใจของศาสนาพุทธในวนั มาฆบชู าเป็นวนั ขึ้น 15 ค่า เดือน
3 ซงึ่ เป็นวันมหัศจรรย์คือ พระสงฆ์ 1,250 รปู ล้วนเป็นพระอรหนั ต์มาประชุมโดยมิไดน้ ัดหมาย พระสงฆเ์ หลา่ น้ี
ลว้ นเปน็ ผทู้ ี่พระพุทธเจ้าโปรดประทานบวชให้ดว้ ยพระองคเ์ องด้วยวธิ เี อหิภกิ ขุอุปสัมปทาและเป็นวันที่พระจนั ทร์
เสวยฤกษเ์ ต็มดวง พระพทุ ธเจ้าทรงประกาศหวั ใจของศาสนาพทุ ธไวใ้ นโอวาทปาฏโิ มกขม์ ีอยู่ 3 ข้อคอื
1. การไม่ทาบาปอกุศลทัง้ ปวง คือไม่ทาช่ัว
2. การทาบุญกศุ ล คอื ให้ทาความดี
3. การทาจติ ใหผ้ อ่ งใสไกลจากความเศรา้ หมองของกเิ ลส
เบญจศีล ศีล 5 เปน็ ข้อพ้นื ฐานที่สาคญั สาหรับการปฏิบตั ิตนของชาวพุทธ คอื
1. ละเวน้ การฆ่าสังหาร ไม่ประทษุ ร้ายต่อชีวิตและร่างกาย
2. ละเว้นการลักขโมย เบยี ดบงั แยง่ ชงิ ไม่ประทษุ รา้ ยต่อทรัพยส์ นิ ผูอ้ น่ื
23
3. ละเวน้ การประพฤติผดิ ในกาม ไม่ประทุษร้ายต่อของรักของหวงแหนอนั เปน็ การทาลายเกียรติภูมิและ
จิตใจของผ้อู ่ืน เชน่ บุตร ภรยิ า ญาติมิตร
4. ละเว้นจากการพูดเท็จโกหกหลอกลวง พูดเพ้อเจอไร้สาระ พูดคาหยาบคาย
5. เวน้ จากสุราเมรัย ไมเ่ สพเคร่ืองดองของมึนเมา สิง่ เสพติด อนั เป็นเหตใุ หเ้ กิดความประมาทมวั เมา กอ่
ความเสียหายผิดพลาดเพราะขาดสติ อันเป็นเหตุให้เกิดอบุ ัตเิ หตุ แมอ้ ย่างนอ้ ยกเ็ ปน็ ผคู้ ุกคามตอ่ ความร้สู ึกมนั่ คง
ปลอดภัยของผู้เขา้ รว่ มสงั คม
เบญจธรรม 5 ประการ เป็นหลกั ธรรมทค่ี นทวั่ ไปควรปฏบิ ตั ิ มี 5 ประการ ดังน้ี
1. เมตตา, กรณุ า - ซงึ่ เป็นธรรมะคู่กันและสนบั สนุนศลี ห้า- ขอ้ แรก ( ฆ่าสตั ว์ – เบียดเบยี น )
2. สมั มาอาชีวะ - คแู่ ละสนบั สนนุ ศีลข้อสอง ( ลกั ทรพั ย์ ฉอ้ โกง )
3. กามสงั วร หมายถงึ การสารวมระวงั ในความต้องการ - คกู่ ับศีลขอ้ สาม ( การขม่ เหงน้าใจกัน )
4. สจั จะ ความจริงใจ - คกู่ บั ศลี ข้อสี่ ( โกหก )
5. สติ สัมปชัญญะ - คู่กับศีลข้อหา้ ( ทาใหต้ นเองขาดสติ )
พรหมวหิ าร 4 เป็นหลกั ธรรมประจาใจเพ่อื ให้ตนดารงชีวติ ได้อย่างประเสรฐิ และบริสุทธิ์เฉกเชน่ พรหม
ประกอบด้วยหลกั ปฏบิ ตั ิ 4 ประการ คอื
1. เมตตา ความปรารถนาอยากใหผ้ ู้อ่นื มคี วามสขุ
2. กรุณา ความปรารถนาอยากให้ผู้อ่ืนพ้นทกุ ข์
3. มุทติ า ความยินดที ่ีผอู้ นื่ มีความสุขในทางท่เี ป็นกุศล
4. อุเบกขา การวางจิตเป็นกลาง การมเี มตตา กรณุ า มทุ ติ า เปน็ สงิ่ ที่ดี แตถ่ า้ ตนไมส่ ามารถช่วยเหลือผู้นั้น
ได้ จิตตนจะเป็นทุกข์ ดังนนั้ ตนจงึ ควรวางอุเบกขาทาใจให้เป็นกลาง และพิจารณาว่า สัตว์โลกย่อมเปน็ ไปตาม
กรรมทไี่ ด้เคยกระทาไว้ จะดีหรือชั่วกต็ าม กรรมนนั้ ย่อมส่งผลอย่างยุติธรรมตามท่เี ขาผูน้ ั้นได้เคยกระทาไว้
ฆราวาสธรรม ประกอบดว้ ย 2 คา “ฆราวาส” แปลว่า ผูด้ าเนินชวี ิตในทางโลก, ผ้คู รองเรอื น และ
“ธรรม” แปลวา่ ความถูกต้อง, ความดงี าม, นสิ ัยทดี่ งี าม, คุณสมบัติ, ขอ้ ปฏบิ ัติ
ฆราวาสธรรม แปลว่า คุณสมบตั ิของผปู้ ระสบความสาเร็จในการดาเนนิ ชวี ิตทางโลก ประกอบดว้ ยธรรมะ 4
ประการ คอื
1. สจั จะ แปลวา่ จริง ตรง แท้
2. ทมะ แปลวา่ ฝึกตน ข่มจติ และรักษาใจ
3. ขันติ แปลว่า อดทน
4. จาคะ แปลวา่ เสยี สละ
24
หลักธรรมของศาสนาอสิ ลาม
หลักธรรมของศาสนาอสิ ลาม จารกึ ไวใ้ นคัมภรี ์อลั กุรอาน ซง่ึ ในอดีตถูกจารึกไวใ้ นหนงั สัตวก์ ระดกู สัตว์
หลักปฏบิ ตั ิของศาสนาอิสลาม 5 ประการ คือ
1. ตอ้ งปฏิญาณตนวา่ จะไม่มีพระเจ้าองคอ์ ่นื นอกจากพระอลั เลาะห์ โดยมพี ระนบีมฮู มั หมัดเป็น ศาสนฑูต
รบั คาสอนของพระองคม์ าเผยแผใ่ ห้ชาวมุสลิม
2. ต้องนมัสการพระอัลเลาะหเ์ พอ่ื สรรเสริญขอพรต่อพระองคว์ ันละ 5 คร้งั ในเวลาใกลพ้ ระอาทติ ย์ขึน้
บ่าย เยน็ พลบคา่ และกลางคนื
3. ปีหน่ึงตอ้ งถอื ศลี อด (อศั ศิยาบา) เปน็ เวลา 1 เดือน โดยงดการบรโิ ภคอาหาร น้าดนื่ ต้งั แตพ่ ระอาทิตย์
ขึน้ จนพระอาทิตยต์ ก
4. ต้องบรจิ าคทาน (ซะกาด) เพ่ือพัฒนาและชาระจติ ให้สะอาดหมดจด บรสิ ทุ ธ์ิย่งิ ขนึ้
5. ในช่วงชีวติ หนึ่งควรไปประกอบพิธฮี ัจญ์ คอื เดนิ ทางไปประกอบศาสนกิจทีม่ ัสยิดไบดลุ เลาะห์ ณ เมอื ง
เมกกะ อย่างนอ้ ย 1 ครัง้
หลกั คาสอนของศาสนาอิสลามเป็นเรือ่ งศรัทธา คือความเชอ่ื เป็นเร่ืองสาคญั ทสี่ ุด มุสลิมทุกคนจะต้องเชือ่
และไม่ระแวงสงสยั ดงั น้ี
1. เชอ่ื วา่ พระอัลเลาะห์มจี ริง มุสลิมทกุ คนตอ้ งเชอ่ื ว่าพระเจ้ามีองคเ์ ดียวคอื พระอลั เลาะห์
2. เชอ่ื ในเทพบริวารหรอื เทวทตู ของพระอลั เลาะห์ เพ่อื ชักนาไปสูห่ นทางท่ดี ีงาม
3. เชื่อวา่ คมั ภีร์อัลกุรอานเป็นคมั ภรี ท์ สี่ มบูรณ์ทีส่ ุด
4. เชอ่ื ในตัวแทนพระอัลเลาะห์หรือศาสนฑตู เป็นผูน้ าคาสอนมาเผยแพร่
5. เชอ่ื ในวนั สน้ิ โลก เม่อื พระอัลเลาะห์ทรงสร้างโลกได้ก็ตอ้ งทาลายโลกได้
6. เชื่อในกฎกาหนดสภาวะของพระอัลเลาะห์ กล่าวคือทุกอย่างเกิดขนึ้ โดยพระอัลเลาะหแ์ ละดาเนินไป
ตามประสงค์ของพระองค์
สาหรบั หลกั คาสอนทั่วไปของศาสนาอสิ ลามนน้ั สอนให้ดาเนินชวี ติ ปฏิบัติตนต่อกันของสังคมเป็นไปด้วย
ความสงบสขุ เช่นสอนให้มนุษยม์ ีความเมตตา กรุณาต่อกัน สอนให้มีความกตญั ญกู ตเวทตี อ่ บิดา มารดา สอนให้
สมรส หา้ มหย่ารา้ ง และประพฤตผิ ดิ ประเพณี สอนไม่ใหด้ ม่ื สรุ าเมรยั และยาเสพติดต่าง ๆ สอนไมใ่ หก้ นิ ดอกเบ้ีย
รับสนิ บน ให้สนิ บน กกั ตุนสินค้า และทุจรติ คดโกงตา่ ง ๆ สอนหลักการคบหาสมาคม สอนไม่ใหฆ้ า่ ลูกและตนเอง
สอนไม่ใหถ้ อื ส่งิ อนั ทัดเทยี มพระอัลเลาะห์ สอนไมใ่ หแ้ ตง่ งานกบั คนต่างศาสนา สอนให้เหน็ ความสาคญั ของเจตนา
สอนถงึ การกระทาทที่ าดไี ดด้ ี ทาชั่วได้ชั่ว สอนให้เห็นความสาคัญของความประพฤติ และสอนให้นึกถึงสง่ิ ต้องหา้ ม
มิให้นามาบรโิ ภค ฯลฯ เปน็ ต้น
หลักธรรมของศาสนาครสิ ต์
พระธรรมคาสอนของศาสดาจะปรากฏในพระครสิ ต์คมั ภรี ์ คมั ภีร์ไบเบลิ ผ้นู บั ถอื ครสิ ต์ศาสนาทกุ คนต้อง
ยดึ ม่ันในหลกั ปฏิบตั ิสาคัญของครสิ ต์ศาสนา เรยี กว่าบญั ญัติ 10 ประการ คอื
1. จงนมสั การพระเจา้ เพยี งองค์เดยี ว อย่าเคารพรูปบูชาอ่นื
25
2. อย่าออกนามพระเจ้าอย่างพร่อย ๆ โดยไมส่ มเหตสุ มผล
3. จงไปวัดวันพระอันเปน็ วนั ศกั ด์สิ ิทธ์ิ
4. จงเคารพนับถือบิดา
5. จงอยา่ ฆา่ คน
6. จงอยา่ ทาลามก
7. จงอยา่ ลักขโมย
8. จงอย่าพดู เทจ็ หรือนนิ ทาผู้อ่นื
9. จงอยา่ ปลงใจในความอลุ ามก
10. จงอย่ามักได้ในทรพั ยข์ องเขา
หลกั คาสอนของศาสนาคริสต์ที่สรปุ สาคัญมา 2 ขอ้ คอื
1. จงรักพระเจ้าอยา่ งสุดจิตสุดใจ
2. จงรักเพ่อื นบ้าน (เพ่ือนมนษุ ย)์ เหมอื นรกั ตวั เอง
และหลกั คาสอนของพระเยซูส่วนใหญ่ จะอยบู่ นพืน้ ฐานบญั ญตั ิ 10 ประการ และอธบิ ายเพิม่ เติมหรืออนรุ ักษ์คา
สอนเดมิ ไว้ เชน่ สอนใหม้ ีเมตตา กรุณาต่อกัน สอนให้รักกนั ระหวา่ งพ่นี อ้ ง สอนให้ทาความดี สอนใหเ้ หน็ แกบ่ ุญ
ทรัพย์มากกว่าสินทรัพย์ สอนให้แสวงหาคุณธรรมยงิ่ กว่าส่งิ อนื่ สอนหลักการคบหาซึ่งกนั และกัน สอนใหต้ ่อตา้ น
ความอยตุ ิธรรม สอนเร่ืองจิตใจว่าเปน็ รากฐานแห่งความดี ความช่ัว สอนถึงความกรณุ าของพระเจ้า สอนถงึ ความ
ขัดแยง้ กันระหวา่ งพระเจา้ กับเงิน สอนใหร้ ักษาศีล รักษาธรรม สอนวิธีไปสวรรค์ สอนเร่อื งความสขุ จากการทาใจ
ใหอ้ ิสระ ฯลฯ เป็นตน้
หลกั ธรรมของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู
ศาสนาพราหมณ์ – ฮนิ ดู เชื่อวา่ พระพรหมเปน็ เทพเจา้ สูงสดุ เป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิง่ ตลอดจนกาหนด
โชคชะตาชวี ิตของคนและสัตว์ เพราะฉะนนั้ วถิ ชี ีวติ แตล่ ะคนจึงเป็นไปตามพรหมลิขิต แตล่ ะคนกอ็ าจเปลย่ี นวิถีชวี ติ
ได้หากทาให้พระพรหมเหน็ ใจและโปรดปรานโดยการบวงสรวงออ้ นวอนและทาความดตี อ่ พระองค์ หากตายไปก็
จะไปเกิดในสคุ ตภิ ูมิ และหากโปรดปรานท่ีสุดก็จะไปอยกู่ บั พระองค์ช่วั นิจนิรนั ดร์ ชาวฮินดเู ชอื่ วา่ วญิ ญาณเปน็
อมตะ จงึ ไมต่ ายไปตามรา่ งกาย ทว่ี า่ ตายน้นั เปน็ เพยี งวิญญาณออกจากรา่ งกายเทา่ น้ัน
คาสอนเฉพาะเปน็ คาสอนเฉพาะกลมุ่ แต่ละวรรณะ แตล่ ะหน้าท่ี ตวั อยา่ งคาสอนท่วั ไป เชน่ สอนให้มนุษย์มคี วาม
เมตตากรณุ าต่อกนั สอนใหม้ สี นั ติ สอนถึงหน้าทีแ่ ละสง่ิ ที่มนุษย์ควรปฏิบัตติ อ่ กัน สอนให้มีขันติ สอนวิธหี าความสุข
และรู้เท่าทนั ความจรงิ สอนเรื่องความเปน็ อมตะของวญิ ญาณ หน้าทบ่ี ดิ ามารดามตี อ่ บตุ รธิดา หนา้ ที่ครอู าจารยต์ อ่
ศษิ ย์ หนา้ ท่ขี องบุตรธดิ า และศิษย์ ที่มีตอ่ พอ่ แม่ ครู อาจารย์ หนา้ ท่สี ามีต่อภรรยา หน้าทภ่ี รรยาตอ่ สามี หน้าท่ี
นายตอ่ บา่ ว หน้าทีร่ าชาต่อราษฎร ธรรมและวรรณะทงั้ 4 คือ 1. พราหมณ์ 2.กษตั รยิ ์
3.แพศย์ 4. ศทู ร ธรรมและหนา้ ทข่ี องพราหมณ์ ธรรมและหนา้ ทข่ี องศูทร แตอ่ ยา่ งไรก็ตามมกี ฎเกณฑ์หา้ ม
แต่งงานระหวา่ งคนตา่ งวรรณะ เพราะเมอื่ ลูกออกมาเป็นจัณฑาลซ่ึงถอื ว่าเป็นผทู้ ่ีเป็นบคุ คลท่ีเปน็ เสนียดไม่เป็นที่
ต้องการของสงั คม
26
เรอื่ งท่ี 3 การปฏิบตั ติ นตามศาสนาต่างๆ
ศาสนาทุกศาสนามคี าสอนท่ีม่งุ ให้คนในสงั คมประพฤติดี เพอื่ ใหค้ รอบครวั ชุมชน สงั คม ศาสนกิ ชน ทุก
ศาสนาพึงมหี น้าทต่ี ้องประพฤตปิ ฏิบัติ คอื
หนา้ ทข่ี องพทุ ธศาสนกิ ชนคือ พุทธบรษิ ทั 4 ไดแ้ ก่ อบุ าสก อบุ าสิกา ภิกษุ ภกิ ษณุ ี โดยอบุ าสก อบุ าสิกาทา
หน้าทป่ี ฏิบัตติ ามหลกั ธรรมพระพทุ ธศาสนา และทะนุบารุงพระพทุ ธศาสนา
การปฏิบตั ิตามหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา ตามทไ่ี ด้กลา่ วมาแลว้ คอื การรักษาศีล 5 และพฒั นาขึ้นไปสกู่ าร
รักษา 8 หรอื อโุ บสถศีล ซงึ่ เป็นศีลของอุบาสก อบุ าสิกา
1. เวน้ จากการฆ่าสัตว์
2. เวน้ จากการลักส่ิงของทผี่ อู้ ื่นมิได้ให้
3. เวน้ จากการประพฤติผิดพรหมจรรย์
4. เว้นจากการพดู ปลด พดู สอ่ เสียด พดู คาหยาบ พดู เพอ้ เจอ้
5. เว้นจากการดมื่ สุราเมรยั อันเปน็ ทีต่ ัง้ แห่งความประมาท
6. เว้นจากการบรโิ ภคอาหารในยามวิกาล (หลังเที่ยงถึงวันใหม)่
7. เว้นจากการฟ้อนรา ขับร้อง ประโคมดนตรี และประดับรา่ งกายดว้ ยดอกไม้ ของหอม เครอ่ื งประดบั
เครอ่ื งทา เครอ่ื งยอ้ ม
8. เวน้ จากการนัง่ นอนเหนอื เตียงตงั่ ท่เี ท้าสูงเกนิ ภายในมีนุ่นหรือสาลี
จากน้ันเมื่อมพี ืน้ ฐานศีล 5 ศีล 8 แล้วควรพฒั นาขึน้ ไปสู่การปฏิบตั ิธรรม ทาสมาธิ วปิ สั สนา เจรญิ ปัญญาให้รูแ้ จง้
เพอ่ื หาทางดับทุกข์ การเจรญิ ปญั ญาเพื่อให้พิจารณาเหน็ หลักธรรมแทจ้ รงิ ของศาสนาพุทธ ซง่ึ เป็นไปตามพระไตร
ลกั ษณ์ คอื อนิจจงั ทกุ ขงั อนัตตา แปลว่า สรรพส่งิ ในโลกไมเ่ ท่ยี ง ลว้ นเป็นทุกข์ และไมม่ ีตวั ตน และทุกสงิ่ ในโลก
จะมีสภาวะเกิดขึน้ ตง้ั อยู่ และดับไป
เมื่อการประพฤติปฏบิ ตั ถิ งึ ทีส่ ุดแล้วผ้นู น้ั จะเขา้ สูพ่ ระนพิ พานเป็นผู้บริสทุ ธ์ปิ ราศจากกเิ ลส ไม่มกี ารเวยี นวา่ ยตาย
เกดิ อีก
หนา้ ทสี่ าคญั ประการตอ่ มา คือการทะนุบารงุ และสบื ทอดพระพทุ ธศาสนา คอื ทาหนา้ ที่ทะนบุ ารุงรกั ษาศา
สนวตั ถุ คอื พระพทุ ธรูป วดั วาอาราม ทดี่ ิน สงิ่ ก่อสรา้ งทางพทุ ธศาสนา ใหเ้ ป็นสมบตั ิของศาสนาและใชเ้ บญจธรรม
ในการเปน็ ทีพ่ ง่ึ พาจติ ใจ และไหว้พระสวดมนต์ ทาบุญ ตักบาตร เล้ียงพระ ประพฤตติ ามศาสนพธิ ใี ห้ถกู ตอ้ งตาม
หลกั ศาสนาพทุ ธ และตอ้ งประพฤตติ นเปน็ ตัวอย่างทด่ี ี เผยแผค่ าสอนใหบ้ ุตรธดิ า บุคคลในครอบครัว สนบั สนนุ ให้
บตุ รธดิ าบวชเรียนในศาสนาพทุ ธเพ่อื สืบทอดพระพทุ ธศาสนาใหม้ น่ั คงสถาพรสืบต่อไป
สาหรับภกิ ษุ ภกิ ษุณี นน้ั ทาหน้าทีศ่ กึ ษารกั ษาพระธรรมและนามาประพฤตปิ ฏิบัตใิ หถ้ กู ต้อง นอกจากนั้น ยังต้องทา
หนา้ ทเ่ี ผยแผค่ าสอนของพระพทุ ธเจ้า อีกทั้งช่วยกันทะนบุ ารงุ ศาสนวตั ถุ พระพุทธรูป วดั วาอาราม สงิ่ ก่อสร้างทาง
ศาสนาพุทธต่าง ๆ ให้เปน็ ถาวรวัตถุเปน็ ท่ีพ่งึ พิงรวมท้งั การ ประกอบศาสนพธิ ขี องชาวพุทธให้ถกู หลักตาม
วฒั นธรรม ประเพณีท่ดี ีงามของชาวพุทธทส่ี บื ทอดมาจากบรรพบุรษุ เชน่ เดียวกนั กบั หนา้ ท่ีของอิสลามนกิ ชน
27
ครสิ เตียนและผู้ทน่ี ับถอื ศาสนาฮินดู ล้วนมหี นา้ ท่ีปฏิบตั ติ ามหลักธรรมคาสอนของศาสนาของตน ช่วยกนั เผยแผค่ า
สอน หลักธรรม และรกั ษาศาสนวัตถุ ตลอดจนรกั ษาขนบธรรมเนียม พิธกี ารของศาสนาใหถ้ กู ตอ้ ง และที่สาคญั คือ
การชว่ ยกนั สบื ทอดศาสนาให้คงอยู่ โดยช่วยกันทะนบุ ารุงสถาบันหลกั ทางศาสนาของตนให้สามารถทาหน้าทไ่ี ด้
สมบรู ณ์ ส่งผลให้คนในสังคมมีความสขุ สงบตลอดไป
การปฏิบัติตนของศาสนาอสิ ลาม
เสาหลกั ทัง้ ห้าในศาสนาอสิ ลามช้ีถงึ การนาความศรัทธาของชาวมุสลิมมาปฏิบตั ิในชวี ิตประจาวนั
1. ซะฮาดะห์ คอื การประกาศความศรัทธาทุกวันทีว่ ่า ไมม่ ีพระเจา้ อืน่ ใดนอกจากพระอัลเลาะห์และมฮู มั
หมดั คอื ฑูตของพระองค์
2. ซอลาห์ คือ การสวดอธษิ ฐานหรือการทาละหมาดวันละหา้ ครงั้ ซ่ึงกล่าวเป็นภาษาอารบิกในช่วงเชา้ ตรู่
หลังเทีย่ ง ชว่ งบา่ ย หลังพระอาทิตยต์ กดนิ และ พลบคา่ การทาละหมาดกระทาเพ่มิ อีดเมือ่ ใดก็ไดค้ าอธษิ ฐาน
ประกอบดว้ ยขอ้ พระคัมภรี จ์ ากคัมภัรอ์ ัล-กุรอา่ น โดยกลา่ วคาสรรเสริญและรอ้ งขอการนาพาชวี ติ ชาวมสุ ลิมจะ
ชาระร่างกายและถอดรองเทา้ กอ่ นทาละหมาดเพ่อื ความสะอาดเรียบรอ้ ย
3. ซะกาด คือ ข้อบงั คับของชาวมสุ ลิมในการบรจิ าคเงินเก็บของตนอยา่ งน้อยร้อยละ 2 .5 ใหค้ นจนทุกปี
4. เซาวม์ คือ การถอื ศิลอดอาหารระหวา่ งเดือนที่เก้าตามปฏทิ นิ มสุ ลิม คอื เดอื นรอมดอน ชาวมสุ ลิมจะ
ไม่รบั ประทานอาหารหรอื ด่มื อะไรเลย ในเวลากลางวนั เพอ่ื เป็นการเตอื นสติวา่ ส่งิ ดีในชีวติ มไี ว้เพอื่ ใชป้ ระโยชน์
มิใชห่ มกมุ่นจนเกิดเหตุ รวมท้ังเป็นการแสดงความเสมอภาคกับคนจน เป็นช่วงเวลาที่ศกึ ษาปฏบิ ัตวิ ินัย ควบคมุ
ตนเองและการชว่ ยเหลือสงั คม
5. ฮจั ญ์ หมายถึง การแสวงบุญชาวมุสลิมมุ่งหวังทีจ่ ะเดนิ ทางไปแสวงบญุ ที่จะเดินทางไปแสวงบุญทีน่ คร
เมกกะคร้งั หน่งี ในชีวิตเพือ่ ชมวหิ ารกะบะห์ ซง่ึ เปน็ สถานท่ีนมสั การทเี่ ช่ือวา่ สรา้ งโดยอบิ รอฮีมกับลูกชายชื่อ อิสมา
อีลตอ่ มามกี ารใช้วิหารในทางท่ไี มเ่ หมาะสม แตม่ ฮู ัมหมดั ได้ฟนื้ ฟูขนึ้ เพ่อื ใช้ นมสั การพระอัลเลาะห์
หลักการปฏบิ ัติตนศาสนาคริสต์
การประสตู ิของพระเยซู
พระเยซูเปน็ ชาวยวิ ประสูตใิ นดินแดนปาเลสไตน์ ซง่ึ อยภู่ ายใต้การปกครองของอาณาจกั รโรมันในยุคนั้น
ตามคาบันทกึ ในคมั ภีรไ์ บเบิ้ล พระเจา้ สง่ ทูตจากสวรรค ชอื่ กาเบเรียลมาเพือ่ บอกข่าวแก่นางมารี ว่า เธอเป็น
มารดาผู้ใหก้ าเนดิ พระเยซู ชาวครสิ ตถ์ ือวา่ พระนางมารเี ปน็ หญิงพรหมจารี พระเยซปุ ระสตู ิที่เมืองเบธเลเฮม ซ่งึ
นางเมรแี ละคูห่ มั้นโยเซฟเดมิ ทางไปเพ่ือจา่ ยภาษี ในเมืองมีคนมากมายจนไมม่ ที พ่ี กั ทั้งสองคนตอ้ งพกั ในคอกสตั ว์
และทีน่ ีค่ อื ท่ีประสูติของพระกมุ าร กลุ่มแรกที่เข้าเฝ้าพระกุมาร คอื บรรดาคนเลย้ี งแกะ และเหล่านักปราชญ์ท่ี
เดินทางไปเรอื่ ย ๆ เดนิ ไปยังคอกสัตว์และถวายเครื่องบรรณาการสามสิ่ง คือ ทองคาสาหรบั กษัตริย์ กายาน (
เครอ่ื งหอมคณุ ภาพดี) มอบแด่นักบุญนกั บวช และมดยอบ (ยางไม้มกี ลิ่นหอม) สาหรบั ผู้ทตี่ อ้ งทนทกุ ขท์ รมานและ
เสยี ชวี ิต
28
ปฏิบัตธิ รรมบัญญตั ิทกุ วัน
มชี ายหนุม่ คนหนึ่งมาถามพระเยซวู ่าจะทาอยา่ งไรจะไดไ้ ปสวรรค์ พระองค์ตอบวา่ "อยา่ ฆา่ คน อย่าผดิ
ประเวณี อยา่ ลักขโมย อย่าโกหก (ใส่ความ นินทา) จงเคารพบดิ ามารดาของตน และรักเพ่ือนมนุษยเ์ หมือนรัก
ตนเอง ... (มธ.19:16-26) อธิบาย ขอ้ ห้ามจะสมบูรณต์ ้องมขี ้อปฏิบตั คิ ือ
- อย่าฆ่าคน... ตอ้ งเคารพ ส่งเสรมิ ชวี ติ
- อยา่ ผิดประเวณี ... ตอ้ งเคารพศักดศ์ิ รขี องบุคคล
- อยา่ ลักขโมย ... ตอ้ งเคารพสทิ ธแิ ละทรัพยส์ นิ ของผู้อืน่
- อยา่ โกหก ใสค่ วาม นนิ ทา .... ตอ้ งพูดความจริงที่สร้างสรรค์
- เคารพบดิ ามารดา ... รวมท้ังผใู้ หญท่ างศาสนา บ้านเมือง
- บญั ญัตนิ สี้ รปุ เป็น "ใหร้ ักผูอ้ น่ื เหมอื นตนเอง" หมายถึงรกั ตนเองกอ่ น แล้วจึงรกั ผูอ้ ่นื ให้เทา่ ๆ กับรกั
ตนเอง
- การรกั ตนเอง หมายถึง การดาเนินชีวติ อยา่ งมีคณุ คา่ และมคี วามสุข ตามทพ่ี ระเยซสู อนไว้
- ผมู้ ีจติ ใจอ่อนโยน ก็เป็นสขุ
- ผูท้ กี่ ระหายความชอบธรรม กเ็ ป็นสุข
- ผู้ทีไ่ ดแ้ สดงความเมตตา ก็เป็นสุข
- ผู้ที่มีใจบริสทุ ธ์ิ กเ็ ปน็ สขุ
- ผู้ที่สร้างสันติ ก็เปน็ สุข
- แม้แต่ผ้ทู ี่ถกู เบียดเบยี น ขม่ เหง ใสร่ ้ายเพราะทา่ นเป็นศิษยข์ องเรา ก็เป็นสขุ เพราะรางวัลของทา่ นใน
สวรรคน์ ัน้ ย่งิ ใหญ่นกั
- นี่เป็นพน้ื ฐานทจี่ ะช่วยเราให้แสดงความรักตอ่ ผู้อ่ืน โดยเฉพาะอยา่ งยิ่ง ตอ่ คนยากจน คนโหยหวิ และคน
ทีท่ กุ ข์ระทม (เทียบ มธ.5:1-12)
2. ไปวดั ในวันพระเจา้ (วันอาทิตย์)
- เพือ่ ร่วมใจกับพนี่ ้องคริสตชน ถวายบชู ามิสซาระลกึ ถงึ พระเยซูและรบั การไถ่บาปจากพระองค์
- ในมสิ ซา
- มกี ารภาวนาและสรรเสรญิ พระเจ้า
- ฟังเทศน์
- ทาบุญ
- รับศลี
- รับพร
29
3. สวดภาวนาทุกวนั
ควรภาวนาเมื่อไร?
- กอ่ นนอน เม่อื ตืน่ นอน กอ่ นทางาน หรือจะออกเดนิ ทาง
4. เรยี นคาสอนเพ่มิ เติม
- ควรอา่ นพระคัมภีร์ทุกวนั
- เพ่ือเรยี นรู้ประวตั ิพระเยซู และคาสอนของพระองค์
- เพ่ือเรียนร้จู ติ ตารมณ์ครสิ ตชน ในการดาเนนิ ชวี ิตประจาวนั อย่างไร
- เรยี นรเู้ ร่ืองศีลศักดิ์สิทธิ์ ข้อความเชื่อต่างๆ และการภาวนา
หลักการปฏิบตั ิตนศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู
หลักคาสอน
1. หลักธรรม 4 ประการ
ธฤติ ได้แก่ ความมั่นคง ความกลา้ ความสุข คือ ความพากเพยี รจนสาเร็จ และพอใจในสิ่งท่ตี นมี
กษมา ได้แกค่ วามอดกลนั้ ความอดทน
ทมะ ไดแ้ ก่ การระงบั จิตใจ การขม่ ใจ
อัสเตยะ ได้แก่ การไมล่ กั ขโมย
เศาจะ ได้แก่ การทาตนใหบ้ ริสุทธิ์ ทั้งกายและใจ
อนิ ทรียนิครหะ ได้แก่ การระงับอินทรีย์ทง้ั 10 คอื ประสาทความรู้ 5 ประการ ได้แก่ หู ตา จมูก
ลนิ้ และผวิ หนงั ประสาทความรสู้ กึ ทางการกระทา ไดแ้ ก่ มอื เท้า ทวารหนัก ทวารเบา และลาคอ
ธี ได้แก่ ปัญญา สติ
วิทยา ไดแ้ ก่ ความรทู้ างปรัชญา
สตั ยะ ไดแ้ ก่ ความจริง ความสจุ ริต ความซ่ือสัตย์
อโกธะ ไดแ้ ก่ ความไมโ่ กรธ
หลกั ธรรม 10 ประการ มีจดุ ประสงค์ เพ่อื ให้ผู้ปฏิบัติ รูจ้ กั ควบคุมตนเอง ไม่ให้หลงมวั เมาในส่ิงผิด
2. หลักอาศรม 4
หลักอาศรม 4 หมายถึง ข้นั ตอนของชีวิต หรือ ทางปฏิบัตเิ พ่ือยกระดับชีวติ ให้สูงขึ้น มี 4 ประการ คือ
พรหมจารี เปน็ ข้นั ตอนของเด็กชายตระกลู พราหมณ์ทุกคน จะตอ้ งรบั การคลอ้ งดา้ ย ศักด์ิสิทธ์ิ จาก
อาจารย์ พิธคี ล้องดา้ ยศักด์ิสทิ ธ์ิ เรยี กว่า "ยชั โญปวตี " เมอ่ื ได้รบั การคลอ้ งแล้ว เท่ากับประกาศตนเปน็
พรหมจารี ถือวา่ เปน็ พราหมณ์ โดยสมบรู ณ์ จากน้ัน จะต้องศึกษา อยูใ่ นสานักของอาจารยจ์ นสาเรจ็
การศึกษา
คฤหัสถ์ หรอื ผูค้ รองเรือน เมอ่ื สาเร็จการศึกษา แลว้ จะกลับบ้านเรือนของตน เพือ่ แต่งงาน และมบี ตุ ร
30
วานปรสั ถ์ เปน็ ชว่ งเวลาทพ่ี พราหมณ์ ปฏิบัตติ น เพื่อสังคมและประเทศ เม่ือครอบครวั เปน็ ปกึ แผ่น และ
บตุ รได้ออกเรือนเป็นที่เรยี บร้อยแล้ว พราหมณ์ผู้เปน็ หัวหน้าครอบครัวจะออกป่า เพื่อแสวงหาความวิเวก
และฝึกจิตของตน ซึง่ อาจ กระทาเปน็ คร้งั คราวแล้วกลบั สู่เรือนกไ็ ด้ ซง่ึ คลา้ ยกับชาวไทยในพทุ ธศาสนา
ซึง่ เม่ือแก่เฒ่าลง ก็จะหนั หนา้ เข้าหาวดั
สันยาสี เปน็ ระยะเวลาท่ีพราหมณ์ ทาเพอื่ มนษุ ย- ชาติท้ังปวง เป็นการสละชีวติ คฤหัสถ์ ของผู้ครองเรือน
เพ่อื เข้าปา่ ออกบวช และเพอ่ื จดุ หมายสูงสุดของชีวิต คอื โมกษะ
3. หลกั ปุรษุ ารถะ หรอื จุดมุ่งหมายของชวี ิต
ธรรม หมายถงึ หลกั ศีลธรรมในสงั คม เพื่อให้สังคมอยู่อย่างสนั ตสิ ุข
กาม เป็นการหาความสุขทางโลก โดยให้ดาเนนิ ไปตามแนวของธรรม ซงึ่ มีผลใหต้ นเอง มีความสุข
ขณะท่ีสังคมกม็ คี วามสุขด้วย
อรรถ เปน็ การแสวงหาทรพั ย์ หรอื การสร้างฐานะ ทางเศรษฐกจิ โดยยึดแนวทางธรรมเปน็ หลัก
โมกษะ เป็นอิสรภาพแห่งวิญญาณ หลุดพ้น จากการเวยี นวา่ ยตายเกดิ หรอื หลุดพ้น จากสังสารวฏั เปน็
อดุ มคติและคุณค่าสงู สุด ของชวี ิต ถอื เปน็ ความสุขอนั เป็นนิรันตดร์ (ขอ้ นี้ นา่ จะเลียนแบบ
พุทธ เน่ืองจากพราหมณ์ มหี ลักการ คือ ตอ้ งเข้าสู่ปรมาตมนั คือ พระพรหม ไม่ใชห่ ลดุ พน้ จากการเวยี น
วา่ ยตายเกิด)
4. หลักปรมาตมันและโมกษะ
ปรมาตมนั เปน็ ดวงวญิ ญาณทีย่ ง่ิ ใหญ่ เป็นสิ่งท่ี เกดิ ข้ึนเอง เป็นต้นเหตขุ องสรรพสิ่ง (คลา้ ยกับ พระเจา้
(GOD) ในครสิ ต์ศาสนา) หรอื สรรพส่ิง เกิดจากปรมาตมัน ปรมาตมันเป็นอมตะ ไมม่ เี บอ้ื งต้น และไมมี ที ี่
สนิ้ สดุ ไม่ทเี พศ เปน็ สันติสุขในตัวเอง เปน็ ปฐมวิญญาณ ของสิ่งทงั้ ปวง และเป็นบอ่ เกดิ ของอาตมัน
อาตมัน เป็นดวงวิญญาณของปรมาตมัน คือ ท่ีเกิดเปน็ สัตว์ตา่ ง ๆ เช่น มนษุ ย์ เทพเจา้ เดรัจฉาน ฯลฯ
โมกษะ การทด่ี วงวิญญาณย่อยหรือาตมัน รวมเป็นหนงึ่ เดียวกับปรมาตมันได้นนั้ จะตอ้ งเข้าถึงจุดหมาย
ของชีวติ ใหไ้ ด้ ซึ่งกค็ ือ โมกษะ หรือการหลดุ พ้นจากสังสารวัฏ สว่ นวิธี ทจ่ี ะหลุดพน้ จากสงั สารวฏั คือ
มรรคส่ี ไดแ้ ก่
o กรรมมรรค คอื การละกรรม ทีเ่ ป็นต้นเหตุ ให้เกิดการเวยี นวา่ ยตายเกดิ พึงกระทากรรมทเี่ ป็น
เหตุใหเ้ ข้าถงึ การหลุดพน้
o ชญานมรรค คอื วถิ ีแหง่ การหลุดพ้น ดว้ ยการรู้แจ้งในบรมสัตย์
o ภกั ตมิ รรค คอื วิถแี ห่งการหลดุ พน้ ด้วยการภักดีในองคพ์ ระเป็นเจา้
o ราชมรรค คือ วิถีแหง่ การหลุดพ้น ด้วยการฝกึ ฝนทางจติ
5. หลักทรรศนะ 6
หลักทรรศนะ 6 เป็นหลกั ธรรม และการปฏิบัติ ทีเ่ ป็นการเคล่ือนไหว เปลี่ยนแปลง ทีท่ าให้ความเป็นพราหมณ์
กลายมาเป็นความเปน็ ฮนิ ดูในปจั จุบนั หลักทรรศนะ 6 ไดแ้ ก่ ลัทธิสังขยา ลทั ธโิ ยคะ (เนน้ การบริกรรม คาว่า
"โอม" เป็นคาศกั ด์สิ ิทธ์ิ ท่ีใช้ในการภาวนา) ลัทธนิ ยายะ ลทั ธไิ วเศษกิ ะ ลทั ธมิ มี างสา หรือปรู วมีมางสา และลทั ธิ
เวทานตะ
31
6. คัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ฤคเวท เปน็ คมั ภรี แ์ หง่ ความรอบรใู้ นบทสวด สรรเสรญิ พระเจ้า
ยชุรเวท เปน็ คัมภรี ร์ วบรวมบทรอ้ ยกรอง ใช้ในพิธีการบูชายญั ในศาสนา
สามเวท เป็นคัมภีรร์ วบรวมบทสวดมนต์ สาหรบั ประกอบพิธกี รรมต่าง ๆ ของประชาชน โดยท่ัวไป
รวม 3 อยา่ งนี้ เรียกวา่ "ไตรเพท" ต่อมาเพิ่มเข้ามาอีกคมั ภีร์หน่ึง คอื อาถรรพนเวท เป็นคมั ภีรเ์ วทมนต์
คาถา ท่เี รยี กว่า พระเวท มนตรข์ ลงั
สว่ นคมั ภรี ร์ ่นุ หลงั ทีส่ าคัญ คือ คัมภรี ์ภควัทคีตา เป็นคัมภีร์ซง่ึ ถอื วา่ เป็นยอดวรรณคดี และเปน็ หัวใจ ปรชั ญา
ของฮนิ ดู หลักธรรมของคมั ภรี น์ ี้ มีอิทธพิ ล อยา่ งแรงกลา้ เหนอื จติ ใจชาวฮนิ ดูตลอดเวลา 1,600 ปี ท่ีปา่ น
มา ถอ้ ยคา และสานวนในคัมภีร์ มคี วามไพเราะ อย่างยงิ่
เรอ่ื งที่ 4 บุคคลตัวอยา่ งท่ีใช้หลกั ธรรมในการดาเนนิ ชีวติ
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ภูมิพลอดลุ เดช พระมหากษัตริย์ไทยทรงเปน็ บุคคลตัวอย่างทใี่ ชห้ ลกั ธรรมใน
การดาเนนิ ชวี ติ พระองคท์ รงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นองค์อคั รศาสนปู ถมั ภกของศาสนาทุกศาสนาในประเทศ
ไทย
พระองคท์ รงแสดงใหเ้ หน็ ถงึ พระเมตตาและพระมหากรุณาธคิ ณุ ในการบาบัดทุกขบ์ ารงุ สุขใหแ้ กพ่ สกนกิ ร
ทัง้ แผ่นดนิ ใหม้ ชี ีวิตความเป็นอย่ทู ่ีดี ทรงมีความละเอยี ดรอบคอบและทรงคดิ คน้ หาแนวทางการพัฒนาเพือ่ มงุ่
ประโยชนแ์ ก่ประชาชนสูงสดุ พสกนิกรควรยดึ เปน็ แบบอยา่ งในการเจรญิ รอยตามเบ้ือง พระยคุ ลบาท นามาปฏิบัติ
ตนเพ่อื ใหเ้ กดิ ผลต่อตนเอง สงั คม และประเทศชาติตลอดไป
หลกั การทรงงานของพระองคท์ ส่ี ามารถรวบรวมได้มดี งั ตอ่ ไปนีค้ ือ
1. ศึกษาขอ้ มลู อย่างเป็นระบบ การทพี่ ระราชทานโครงการใดโครงการหน่งึ จะทรงศึกษาขอ้ มลู
รายละเอยี ดอยา่ งเปน็ ระบบ ทั้งจากขอ้ มูลเบือ้ งตน้ จากเอกสารแผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ และ
ราษฎรในพน้ื ที่ เพอ่ื ให้ไดร้ ายละเอยี ดทถ่ี กู ตอ้ ง
2. ระเบดิ จากขา้ งใน พระองค์ทรงมุ่งเนน้ เรื่องการพัฒนาตน ทรงตรสั ว่าต้องระเบดิ จากขา้ งใน
หมายความว่าตอ้ งสร้างความเข้มแข็งในคนในชุมชนท่เี ราเข้าไปพฒั นาใหเ้ กิดสภาพพรอ้ มท่ีจะรับการพัฒนา
เสียกอ่ น แลว้ จึงคอ่ ยออกมาสู่สังคมภายนอก ไมใ่ ช่การนาความเจรญิ มาจากภายนอกเขา้ ไปหาชุมชน
3. แก้ปญั หาทีจ่ ดุ เล็ก พระองค์ทรงมองเหน็ ปัญหาในภาพรวมกอ่ นเสมอ แต่การแกป้ ัญหาของพระองคจ์ ะ
เริม่ ท่ีจดุ เลก็ ๆ
32
4. ทาตามลาดบั ขน้ั ตอน ในการทรงงานพระองค์จะเริ่มต้นจากสิง่ ท่ีจาเปน็ ท่ีสุดของประชาชนกอ่ น ไดแ้ ก่
สาธารณสุข เมือ่ มีรา่ งกายสมบรู ณ์แขง็ แรงแลว้ ก็จะสามารถทาประโยชนด์ า้ นอ่ืน ๆ ตอ่ ไปได้ ต่อจากน้นั ก็จะเปน็
เร่ืองสาธารณูปโภคพืน้ ฐานและส่ิงจาเปน็ ในการประกอบอาชีพ เช่น ถนน แหล่งน้าเพ่อื การเกษตร การอุปโภค
บรโิ ภค ที่เออ้ื ประโยชน์ต่อประชาชนโดยไม่ทาลายทรัพยากรธรรมชาตริ วมถงึ การใชค้ วามรู้ทางวิชาการและ
เทคโนโลยีท่ีเรยี บงา่ ย เนน้ การปรบั ใชภ้ มู ิปัญญาท้องถิน่ ท่ีราษฎรสามารถนาไปปฏบิ ัตไิ ด้และเกิดประโยชน์สงู สุดดงั
พระบรมราโชวาท
5. ภูมสิ งั คม การพฒั นาใด ๆ ต้องคานึงถงึ สภาพภมู ปิ ระเทศของบริเวณนั้นวา่ เป็นอย่างไร และสังคมวิทยา
เกี่ยวกบั ลกั ษณะนิสยั ใจคอของคนตลอดจนวัฒนธรรมประเพณใี นแตล่ ะทอ้ งถน่ิ มคี วามแตกต่างกัน
6. องคร์ วม ทรงมวี ธิ ีการคดิ อยา่ งองคร์ วม คือการมองอยา่ งครบวงจร ในการพระราชทานพระราชดาริ
เก่ียวกับโครงการหนง่ึ นนั้ จะทรงมองเหตุการณท์ ่ีจะเกดิ ข้นึ และแนวทางแก้ไขอยา่ งเชอ่ื มโยง ดังเชน่ กรณี “ทฤษฎี
ใหม่” ทพี่ ระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยเป็นแนวทางในการประกอบอาชพี แนวทางหนึง่ ทีพ่ ระองค์ทรงมองอยา่ ง
องคร์ วม ตั้งแตก่ ารถือครองทด่ี นิ โดยเฉลยี่ ของประชาชนไทยประมาณ 10 –15 ไร่ การบรหิ ารจดั การที่ดิน และ
แหล่งน้าอนั เป็นปจั จัยพื้นฐานที่สาคญั ในการประกอบอาชพี เมอื่ มนี ้าในการทาเกษตรแล้ว จะส่งผลใหผ้ ลผลติ ดขี นึ้
หากมผี ลผลิตเพ่มิ มากข้ึนเกษตรกรจะตอ้ งรู้จักวิธีการจดั การและการตลาด รวมถึงการรวมกลมุ่ รวมพลงั ชมุ ชนให้มี
ความเข้มแขง็ เพือ่ พรอ้ มที่จะออกสูก่ ารเปลีย่ นแปลงของสงั คมภายนอกได้อย่างครบวงจร
7. ไมต่ ดิ ตารา การพฒั นาตามแนวพระราชดาริ เปน็ การพฒั นาท่ีรอมชอมกบั สภาพธรรมชาติสิง่ แวดลอ้ ม
และสภาพสงั คมจติ วทิ ยาแหง่ ชมุ ชน คือ ไมต่ ิดตารา ไม่ผูกมัดกบั วชิ าการและเทคโนโลยที ีไ่ ม่เหมาะสมกับสภาพชีวิต
ทแ่ี ท้จรงิ ของคนไทย
8. ประหยัด เรยี บง่าย ได้ประโยชนส์ ูงสุด พระองค์ทรงประหยัดหลอดยาสีฟนั พระทนตน์ ัน้ พระองคท์ รง
ใช้อย่างคุม้ ค่า ในปหี น่ึงพระองค์เบิกดินสอ 12 แทง่ ทรงใช้เดือนละแทง่ ใชก้ ระทงั่ กุด ในการแกป้ ัญหาให้แก้ปัญหา
ด้วยความเรียบง่ายและประหยัด ราษฎรสามารทาได้เองดังพระราชดารัสความตอนหนึ่งว่า ใหป้ ลกู ป่าโดยไมต่ ้อง
ปลูกโดยปลอ่ ยใหข้ ึน้ เองจะได้ประหยัดงบประมาณ
9. ทาใหง้ ่าย พระองค์ทรงมพี ระอจั ฉรยิ ภาพและพระปรีชาสามารถในการคิดคน้ ดดั แปลง ปรับปรงุ และ
แกไ้ ขพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดาริ ทรงใชก้ ฎแหง่ ธรรมชาติเป็นแนวทาง ตัวอย่างการปลกู หญ้าแฝกเปน็
หญา้ คลมุ ดินเพื่อปอ้ งกันการพงั ทลายของหนา้ ดิน เป็นตน้
10. การมสี ่วนร่วม พระองคท์ รงเป็นนกั ประชาธปิ ไตย จงึ ทรงนาประชาพิจารณม์ าใช้ในการบริหารดัง
พระราชดารัสตอนหนึง่ วา่ ...สาคญั ทีส่ ุดต้องหัดทาใจให้กวา้ งหนกั แนน่ รูจ้ ักรับฟงั ความคิดเหน็ แม้กระท่ังการ
วิพากษ์วิจารณจ์ ากผอู้ ืน่ อย่างฉลาด เพราะการรจู้ กั รบั ฟงั อย่างฉลาดน้นั แทจ้ รงิ คือการระดมสติปัญญาและ
ประสบการณอ์ ันหลากหลายมาอานายการปฏิบตั ิบริหารงานให้ประสบความสาเรจ็ ที่สมบรู ณน์ ัน้ เอง...
11. ประโยชน์ส่วนรวม ในการปฏิบัตพิ ระราชกรณยี กิจ และการพระราชทานพระราชดารพิ ระองคท์ รง
ราลึกถึงประโยชนส์ ่วนรวมเปน็ หลักสาคัญ
33
12. บริหารรวมท่ีจุดเดียว เป็นรูปแบบการบริหารแรงงานแบบเบด็ เสรจ็ ทีเ่ กิดข้นึ เป็นคร้ังแรก โดยทรงให้
ศนู ย์ศึกษาการพฒั นาอนั เนือ่ งมาจากพระราชดารเิ ป็นต้นแบบในการบริการรวมทจี่ ดุ เดียว เพื่อประโยชนต์ อ่
ประชาชนท่ีจะมาขอใช้บรกิ ารจะประหยัดเวลาและคา่ ใช้จ่าย โดยจะมหี นว่ ยงานราชการต่าง ๆ มานว่ มดาเนินการ
และใหบ้ ริการแกป่ ระชาชน ณ ท่แี หง่ เดยี ว
13. ทรงใช้ธรรมชาติชว่ ยธรรมชาติ หากเราตอ้ งการแกไ้ ขธรรมชาติจะตอ้ งใชธ้ รรมชาติชว่ ยเหลือ เชน่
การแกไ้ ขปญั หาปา่ เสอื่ มโทรมไดพ้ ระราชทานพระราชดาริ การปลูกป่าโดยไมต่ อ้ งปลกู ปล่อยใหธ้ รรมชาตชิ ว่ ยฟ้นื ฟู
ธรรมชาติ
14. ใช้อธรรมปราบอธรรม ทรงนาความเจริญ กฎเกณฑ์ของธรรมชาตมิ าเป็นหลักการ แนวปฏิบัติที่
สาคญั ในการแก้ปัญหาและปรบั ปรงุ เปล่ียนแปลงสภาวะทีไ่ ม่ปกตเิ ข้าสู่ระบบท่ีเปน็ ปกติ เช่น การนานา้ ดีขับไล่น้า
เสีย หรอื เจอื จางนา้ เสียใหก้ ลับเป็นนา้ ดี การบาบัดน้าเนา่ เสยี โดยใช้ผกั ตบชวาซึง่ มีตามธรรมชาตดิ ูดซึมสง่ิ สกปรก
ปนเปอ้ื นในนา้ ดังพระราชดารสั วา่ “ใช้อธรรมปราบอธรรม”
15.ปลูกปา่ ในใจคน ปญั หาการฟ้ืนฟูทรพั ยากรธรรมชาติใหก้ ลับคนื มาจะต้องปลกู จิตสานกึ ในการรกั ผืน
ป่าให้แก่คนเสียกอ่ น ดงั พระราชดารสั ความตอนหนึ่งว่า “...เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลกู ต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน
แลว้ คนเหลา่ น้ันกจ็ ะพากันปลูกต้นไมล้ งบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ดว้ ยตนเอง...”
16. ขาดทุนคอื กาไร หลกั การคือ “...ขาดทนุ คือกาไร Our loss is gain… การเสียคอื การได้ประเทศชาติ
ก็จะก้าวหนา้ และการที่คนอยดู่ มี ีสุขนน้ั เปน็ การนบั ที่เปน็ มูลคา่ เมนิ ไมไ่ ด้...” หลกั การคอื การมใหแ้ ละการเสียสละ
ส่งผลให้มีผลกาไรคอื ความอยดู่ ีมีสขุ ของราษฎร
17. การพ่งึ ตนเอง พระองค์ทรงมีพระราชดารสั ความตอนหนึง่ วา่ “...การช่วยเหลือสนับสนนุ ประชาชน
ในการประกอบอาชพี และตัง้ ตัวใหม้ ีความพอกนิ พอใชก้ อ่ นอน่ื เป็นส่ิงสาคัญยง่ิ ยวด เพราะผูม้ อี าชพี และฐานะเพียง
พอทจ่ี ะพึง่ พาตนเองได้ ยอ่ มสามารถสร้างความเจรญิ ในระดบั สงู ขน้ั ต่อไป...”
18. พออยพู่ อกิน การทพ่ี ระองคท์ รงเสดจ็ ไปเยี่ยมประชาชนทรงเข้าพระทัยปัญหาอย่างลึกซ้ึงถึงเหตุผล
มากมายทใ่ี ห้ราษฎรอยู่ในวงจรแหง่ ทุกขเ์ ขญ็ จากนั้นจงึ พระราชทานความช่วยเหลอื ใหร้ าษฎรมีชีวติ อยู่ในข้นั พออยู่
พอกินกอ่ น แลว้ จึงค่อยขยับขยายให้มีสมรรถนะท่กี ้าวหน้าต่อไป
19. เศรษฐกจิ พอเพียง เปน็ ปรัชญาทพี่ ระองคม์ ีพระราชดารสั ช้แี นะแนวทางแห่งการดาเนนิ ชีวิต โดย
ยึดถือหลกั ความพอประมาณ ความมเี หตผุ ล รวมทั้งความจาเปน็ ท่จี ะต้องมีระบบภูมคิ มุ้ กนั ที่ดพี อสมควร
20. ความซอื่ สตั ย์ สุจริต จรงิ ใจต่อกัน พระองคม์ พี ระราชดารสั วา่ “...ผทู้ ี่มคี วามสุจรติ และบริสุทธิใ์ จ แม้
จะมคี วามร้นู ้อยก็ยอ่ มทาประโยชนใ์ ห้แก่สว่ นรวมได้มากกว่าผมู้ คี วามร้มู ากแตไ่ ม่มคี วามสุจรติ ไม่มคี วามบรสิ ทุ ธิ์ใจ.”
21. ทางานอยา่ งมสี ขุ พระองคท์ รงตรสั ว่า “...ทางานกบั ฉัน ฉนั ไม่มอี ะไรจะใหน้ อกจากความสขุ
ร่วมกนั ในการทาประโยชนใ์ ห้กบั ผู้อืน่ ...”
22. ความเพียร : พระมหาชนก จากพระราชนพิ นธพ์ ระมหาชนก ซง่ึ เปน็ ตัวอย่างของผู้มคี วามเพียร
พยายาม แมจ้ ะไมเ่ ห็นฝง่ั ก็ยังว่ายน้าต่อไป เช่นเดียวกบั พระองค์ที่ทรงรเิ รม่ิ ทาโครงการตา่ ง ๆ ในระยะแรกท่ไี มม่ ี
ความพร้อมในการทางานมากนัก ทรงใช้พระราชทรัพยส์ ว่ นพระองคม์ ุ่งม่นั พฒั นาบ้านเมอื งใหเ้ กิดความร่มเย็นเป็น
สุข
34
23. รู้ รกั สามคั คี พระองค์ทรงมพี ระราชดารัส คาสามคานี้ ใหน้ าไปใช้ไดท้ ุกยุคทุกสมัย
รู้ คอื การลงมอื ทาส่ิงใด โดยรู้ถึงปจั จยั ทั้งหมด รู้ถึงปัญหาและรถู้ งึ วธิ ีการแกป้ ญั หา
รัก คือ ความรัก เมื่อร้แู จ้ง จะต้องรกั การพิจารณาทจ่ี ะเข้าไปลงมอื ปฏิบัตแิ กไ้ ขปัญหาอ่ืน ๆ
สามคั คี คือ การคานึงเสมอว่าเราทางานคนเดยี วไมไ่ ด้ ต้องทางานร่วมมือรว่ มใจ เป็นองค์กรเป็นหมู่คณะ จึงมพี ลงั
เข้าไปแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปไดด้ ้วยดี
เรือ่ งท่ี 5 คุณธรรมและจรยิ ธรรมในการดาเนินชวี ิต
คณุ ธรรม (Moral / Virtue)
“คุณธรรม” คอื คุณ + ธรรมะ คุณงามความดีทีเ่ ป็นธรรมชาติ ก่อใหเ้ กิด ประโยชน์ต่อตนเองและ
สังคม ซ่ึงรวมสรุปว่าคือ สภาพคณุ งาม ความดี
คณุ ธรรม (Virtue) แนวความคิดทดี่ เี ป็นตวั บงั คับให้ประพฤติดี
1. สภาพคุณงามความดีทางความประพฤติและจิตใจ
2. คณุ ธรรม คอื จรยิ ธรรมทีแ่ ยกเป็นรายละเอียดแต่ละประเภท หากประพฤตปิ ฏบิ ัตอิ ยา่ งสมา่ เสมอ กจ็ ะ
เป็นสภาพคณุ งามความดีทางความประพฤติและจิตใจของผ้นู ้นั
จริยธรรม (Ethics)
“จรยิ ธรรม” = จริย + ธรรมะ คือ ความประพฤติที่เป็นธรรมชาติ เกิดจากคุณธรรมในตวั เอง กอ่ ให้เกดิ ความ
สงบเรยี บร้อยในสงั คม รวมสรุปว่าคือ ขอ้ ควรประพฤติปฏบิ ตั ิ
จรยิ ธรรม(Ethics) ความเป็นผมู้ จี ิตใจสะอาด บรสิ ุทธิ์ เสยี สละหรือประพฤติดงี าม
1. ประมวล กฎหมาย ทก่ี ลมุ่ ชนหรือสังคมหน่งึ ๆ ยอมรับเปน็ แนวควบคุมความประพฤติ เพ่ือแยกแยะให้
เห็นวา่ อะไรควรหรอื ไปกนั ได้กบั การบรรลุวัตถปุ ระสงค์ของกลุ่ม
2. ปรชั ญาสาขาหน่ึงวา่ ดว้ ย ความประพฤติ และการครองชีวติ วา่ อะไรดี อะไรชว่ั อะไรถูก อะไรผดิ หรือ
อะไรควร อะไรไมค่ วร
3. กฎเกณฑ์ความประพฤตขิ องมนษุ ยซ์ ง่ึ เกดิ ขน้ึ จากธรรมชาติของมนษุ ย์เอง ได้แก่ ความเปน็ ผมู้ ปี ญั ญา
และเหตผุ ลหรือปรชี าญาณทาให้มนุษย์มมี โนธรรมและ รู้จักไตรต่ รองแยกแยะความดี - ความช่วั , ถูก - ผดิ , ควร -
ไม่ควร เป็นการควบคุมตวั เอง และเป็นการควบคุม กันเองในกลมุ่ หรือเปน็ ศลี ธรรมเฉพาะกลมุ่
35
ศีลธรรม (Moral)
1. ความประพฤติที่ดีท่ีชอบ หรือธรรมในระดับศลี หรือกรอบปฎิบัติทด่ี ี เกยี่ วกบั ความรสู้ ึกรับผิดชอบ
บริสุทธ์ิ เก่ยี วกับจิตใจ
2. หลักความประพฤตทิ ี่ดีสาหรบั บุคคลพึงปฏบิ ตั ิ
การอยรู่ ่วมกันในสังคม นอกจากสมาชิกจะปฏิบัติตามกฎระเบยี บและสิทธหิ น้าที่ของตนเองแล้ว สมาชิก
ในสังคมควรดาเนนิ ชวี ิตตามหลักคุณธรรมและจรยิ ธรรมด้วย ซึ่งจะสง่ ผลใหแ้ ตล่ ะคนสามารถอย่รู ว่ มกับผอู้ ่ืน อยา่ ง
มีความสขุ สงั คมก็มีความสงบสขุ และเจรญิ กา้ วหน้าไปด้วย คุณธรรมจรยิ ธรรม คอื สงิ่ ท่ีเป็นคุณงามความดที ี่บุคคล
ควรประพฤติปฏบิ ตั ิ เพอ่ื ความสขุ ความเจริญของตนเองและสังคมสว่ นรวม บคุ คลท่ไี ดช้ ่ือว่าเป็นพลเมอื งดีควรยดึ
หลกั คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมตา่ ง ๆ คุณธรรมและจริยธรรมในการท่ีจะอยูร่ ว่ มกนั ในสังคม ได้แก่ การเคารพต่อพอ่
แม่ ครูอาจารย์ หรือผู้มพี ระคุณ ซ่ึงเปน็ การ แสดงออกดว้ ยการทาความเคารพด้วยการกราบ การไหว้ การแสดง
การทกั ทาย เคารพต่อความคดิ เหน็ ของผู้อ่ืน เปน็ การยอมรับความคิดเหน็ ของผอู้ ื่นอยา่ งมีเหตผุ ล พร้อมท้งั
วเิ คราะหอ์ ย่างมเี หตุผล โดยการตงั้ ใจฟงั เคารพกฎหมายและกฎระเบยี บของสังคม ไมก่ ระทาการใดๆ ทผี่ ิด
กฎหมายหรอื ข้อบงั คบั ของสงั คม เคารพในสิทธิของผู้อน่ื และ รับฟงั ความคิดเห็นของผ้อู ืน่ ด้วยเหตุผล เคารพใน
หนา้ ทขี่ องตนเองโดยปฏบิ ัติหน้าท่ขี องตนเองใหด้ ี ไมก่ า้ วกา่ ยหนา้ ทีก่ ารงานของผ้อู ่นื เคารพในมติของเสยี งขา้ งมาก
และรบั ฟงั เสยี งข้างน้อย เคารพและยดึ มั่นในขนบธรรมเนียมประเพณี ตงั้ ใจและเต็มใจรว่ มกันทางานจนประสบ
ความสาเร็จ เหน็ แก่ประโยชนส์ ว่ นรวมมากกว่าประโยชนส์ ว่ นตน อดทนและอดกลนั้ รวมท้งั มคี วามเพยี รพยายาม
ในการทางานร่วมกบั ผู้อื่น รูจ้ กั การประนีประนอม เสยี สละเพ่อื ประโยชน์ส่วนรวม มคี วามรบั ผิดชอบต่อหน้าท่ที ี่
ได้รบั มอบหมาย มีวนิ ยั ในตนเอง และปฏบิ ัติตามข้อตกลงของกล่มุ ทุกคนมีส่วนรว่ มกนั คิด รว่ มกันแก้ปญั หา
ร่วมกนั รบั ผดิ ชอบ ใช้ปญั ญาและเหตผุ ลในการแกไ้ ขปัญหา นอกจากการดาเนนิ ชีวิตตามหลักคุณธรรมและ
จรยิ ธรรมแล้ว สมาชิกในสงั คมควรต้องยกย่อง ชื่นชมบคุ คลที่ปฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมืองดขี องชมุ ชนด้วย เช่น ผมู้ ีความ
กตญั ญู ผทู้ ี่มคี วามเพียรพยายามอย่างสูงจนประสบความสาเร็จ ผ้ทู ่มี คี วามประพฤติดงี าม ผทู้ ีย่ ึดมั่นในหลกั การ
ประชาธปิ ไตย ผู้ท่ีทาประโยชน์ให้สงั คมส่วนรวมและประเทศชาติ ทง้ั น้ีเพือ่ ทจ่ี ะสง่ เสริมให้มคี นดีในสังคมเพิม่ ข้ึน
ส่งเสริมให้คนมปี ระสทิ ธภิ าพ เพ่อื รว่ มกันพฒั นาประเทศให้เจริญรุ่งเรอื งตอ่ ไป
คุณธรรมจริยธรรมในการทางาน
คุณธรรม (Moral ) คุณธรรม คือ คุณ + ธรรมะ คุณงามความดีที่เป็นธรรมชาติ ก่อให้เกดิ ประโยชน์ตอ่
ตนเองและ สงั คม ซึ่งรวมสรปุ ว่าคือ สภาพคุณงาม ความดี คุณธรรม คอื ความดีงามในจิตใจทที่ าให้บคุ คล
ประพฤติดี ผมู้ คี ุณธรรมเป็นผู้มีความเคยชินในการประพฤตดิ ดี ้วยความรู้สกึ ในทางดงี าม คณุ ธรรมเป็นสงิ่ ที่ตรงกัน
ข้ามกบั กิเลสซงึ่ เปน็ ความไม่ดีในจิตใจ ผมู้ ีคณุ ธรรมจึงเปน็ ผู้ที่ไม่มาก ด้วยกเิ ลสซึง่ จะได้รบั การยกยอ่ งวา่ เป็นคนดี
คณุ ธรรมตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัว พระภมู พิ ลอดลุ ยเดชฯ เมื่อกล่าวถงึ คณุ ธรรม
โดยทั่วไปคุณธรรมวา่ ความละอายแก่ใจ ความเมตตากรุณา ความหวังดี ความซอื่ สัตย์สุจริต ความเห็นอกเห็นใจ
ความจริงใจ ความยตุ ธิ รรม ความเทีย่ งตรง ความเสยี สละ ความสามัคคี ความอดทน ความอดกลนั้ ความขยนั การ
36
ให้อภัย ความเกรงใจและอนื่ ๆ การฝกึ ฝน และปฏบิ ัตติ นใหม้ คี ุณธรรม ไมจ่ าเป็นตอ้ งพะวงในการเรยี กชอ่ื คุณธรรม
เพราะเปน็ ส่ิงท่ีดีท่ที ุกคนสามารถยึดถอื ปฏิบัตไิ ดโ้ ดยไม่ตอ้ งคานงึ ว่าเปน็ ของลัทธิใด การฝกึ ฝนคุณธรรมควรฝกึ ตาม
ความตอ้ งการและสภาพแวดลอ้ ม ประเทศไทยในสมยั ปจั จุบนั กาลงั มุ่งปลกู ฝงั คุณธรรมสาหรบั ประชาชน 4
ประการ เพ่อื ความร่มเย็นของชาติบ้านเมืองตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว ดังน้ี
1. การรักษาความสตั ย์ ความจรงิ ใจตอ่ ตวั เองทจ่ี ะประพฤตปิ ฏิบัติแต่สงิ่ ทเ่ี ปน็ ประโยชนแ์ ละเปน็ ธรรม 2.
การรจู้ กั ข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤตปิ ฏบิ ัติอยใู่ นความสตั ย์ความดีนนั้
3. การอดทน อดกล้นั และอดออม ที่จะไมป่ ระพฤติลว่ งความสัตย์สจุ ริตไม่วา่ จะด้วยประการใด
4. การรจู้ ักละวางความช่ัว ความทุจริต และรู้จกั สละประโยชน์ส่วนนอ้ ยของตนเพอ่ื ประโยชน์สว่ นใหญ่
ของบ้านเมือง คุณธรรมตามแนวคดิ ของอรสิ โตเติล อริสโตเตลิ นกั ปราชญ์ชาวกรีก ไดใ้ ห้แนวทางของคณุ ธรรม
หลัก ๆ ไว้ 4 ประการ คือ
1. ความรอบคอบ คอื รู้วา่ อะไรควรประพฤติปฏบิ ตั ิ อะไรไมค่ วรประพฤติปฏิบัติ
2. ความกล้าหาญ คือ ความกล้าเผชญิ ตอ่ ความเป็นจรงิ
3. การรจู้ ักประมาณ คือ รู้จักควบคุมความต้องการและการกระทาใหเ้ หมาะสมกบั สภาพและฐานะของตน
4. ความยุติธรรม คือ การใหแ้ ก่ทกุ คนตามความเหมาะสม การพัฒนาบคุ คลด้วยคณุ ธรรมตอ้ งฝกึ ฝนให้มี
ความรู้สึกตระหนกั วา่ อะไรดี อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรไม่ดี และปฏบิ ัตแิ ต่ในทางท่ถี ูกท่ีควรใหเ้ ปน็ ปกติวสิ ัย การ
พัฒนาในส่ิงดงั กล่าวควรใชส้ ง่ิ โน้มนาใหม้ คี ุณธรรมสูง มีความระลึกไดว้ ่าอะไรไม่ควร และความรสู้ ึกตวั ว่ากาลงั ทา
อะไรอยู่ ผ้หู วังความสงบสุขความเจรญิ และความม่ันคงแก่ตนเองและประเทศชาติ ต้องฝึกฝนตนเองใหม้ คี ณุ ธรรม
คุณธรรมเปน็ สิ่งทสี่ าคัญและจาเป็นมากสาหรับบุคลากรทพี่ งึ ประสงคข์ ององค์การ องค์การควรใหก้ ารสง่ เสริม
สนบั สนุนและชักจงู ให้บุคลากรขององคก์ ารสนใจคณุ ธรรมและพร้อมปฏิบตั ิกบั ชีวิตการทางานของตนเอง
คุณธรรมท่พี งึ ประสงค์
1. ความมีนา้ ใจ ความไมท่ อดทิง้ กนั ความมจี ติ สาธารณะรับผดิ ชอบต่อสว่ นรวม
2. มีความขยันขนั แขง็ อดทน อดกลั้น พง่ึ ตนเองได้ ไมม่ วั เมาในอบายมขุ
3. มีสัมมาชีพ มีความพอเพยี ง
4. มีความเคารพศกั ด์ิศรแี ละคณุ คา่ ความเป็นคนของคนทุกคน สามารถรวมตัวร่วมคิด รว่ มทาอยา่ งเสมอภาค
5. อนุรักษว์ ัฒนธรรม ส่ิงแวดลอ้ มและทรัพยากรธรรมชาติ มกี ารใชอ้ ย่างเปน็ ธรรมและย่ังยืน
6. มีความยตุ ธิ รรมและแกป้ ญั หาความขดั แย้งดว้ ยสันติวธิ ี
7. มีการพฒั นาจิตใจให้สงู ข้ึนอย่างตอ่ เน่อื ง
37
กิจกรรมทา้ ยบท
กจิ กรรมท่ี 1.
1.ให้ผูเ้ รียนบอกหลักคาสอนของศาสนาทีต่ นเองนบั ถอื
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
2. ใหผ้ ้เู รียนบอกถึงวิธกี ารนาหลกั ธรรม ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
กิจกรรมท่ี 2
ใหผ้ เู้ รียนศกึ ษากรณีตัวอย่างท่เี กดิ จริงในหนังสือพมิ พ์ทแ่ี สดงถึงการไมใ่ ชห้ ลกั คาสอนของศาสนาในการ
ดารงชีวิต แลว้ นามาแลกเปลย่ี นเรยี นร้กู นั ในชัน้ เรยี น
38
บทที่ 3
วัฒนธรรม ประเพณี
สาระสาคญั
เปน็ สาระสาคัญพฒั นาสงั คม ท่ีเกีย่ วขอ้ งกบั วัฒนธรรมประเพณีในชุมชนทอ้ งถิน่ ภาคต่างๆ ของประเทศ
ไทย ภาษา การแต่งกาย ฯลฯ ของภาคต่างๆ ประเพณีของแต่ละชมุ ชนทอ้ งถน่ิ ภาค เช่น แห่เทียนพรรษา บุญ
เดือนสิบ ลอยกระทง ประเพณวี ่ิงควาย แข่งเรอื การอนรุ ักษ์ และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของภาคตา่ งๆ การ
ประพฤตปิ ฏิบัติตน เพอื่ การอนุรกั ษ์ และสืบสานวฒั นธรรมประเพณี ค่านยิ มท่พี งึ ประสงคข์ องชมุ ชน สังคมไทย
การประพฤติปฏบิ ตั ิตนตามค่านิยมของชมุ ชน สงั คมไทยทีพ่ งึ ประสงค์
ผลการเรียนร้ทู ่ีคาดหวงั
1. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจในวัฒนธรรมประเพณีของชุมชน ทอ้ งถิน่ และของประเทศ
2. ตระหนกั ถงึ ความสาคัญของวัฒนธรรมประเพณีของของชุมชน ทอ้ งถนิ่ และของประเทศ
3. มสี ่วนรว่ มในการปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมประเพณขี องทอ้ งถิ่น
4. นาค่านิยมท่ีพงึ ประสงค์ของสงั คม ชุมชนมาประพฤติปฏบิ ตั จิ นเป็นนสิ ัย
ขอบขา่ ยเน้ือหา
เร่ืองที่ 1 ความหมายและความสาคัญของวัฒนธรรมและประเพณี
เรอ่ื งท่ี 2 วฒั นธรรมประเพณีทสี่ าคญั ของท้องถิ่น
เร่ืองท่ี 3 การอนุรกั ษ์ สบื สานวัฒนธรรม ประเพณี
39
เรื่องท่ี 1 ความหมายและความสาคัญของวัฒนธรรม ประเพณี
ความสาคญั ของขนบประเพณีไทย
วฒั นธรรมประเพณีของชาติ ล้วนแสดงให้
เห็นถงึ แนวความคิด ความเช่อื ที่สะท้อนถึงวิถกี าร
ดาเนนิ ชีวติ ความเปน็ มา ความสาคัญ ซงึ่ ลว้ นเป็นสว่ น
หนง่ึ ของอารยธรรมของไทย ดงั นน้ั ขนบธรรมเนยี ม
ประเพณีไทยจึงมคี วามสาคัญ พอสรปุ ได้ดงั นี้
1. ความเป็นสริ ิมงคล ขนบธรรมเนยี มประเพณีไทยน้นั ลว้ นเก่ยี วขอ้ งกบั พระพุทธศาสนาและพราหมณ์
พิธกี รรมต่าง ๆ ท่ปี ฏิบัติสบื ทอดกนั มาน้นั เปน็ ความเช่ือในเรอื่ งของความเปน็ มงคลแก่ชีวติ
2. ความรักความสามคั คี ความเสยี สละ ขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นเคร่อื งฝกึ จติ ใจใหร้ ้จู กั เปน็ ผูเ้ สียสละ
จะเห็นไดจ้ ากงานบุญต่าง ๆ มกเกดิ จากการรว่ มมือ รว่ มแรง ร่วมใจกัน เชน่ พธิ ีขนทรายเขา้ วดั การก่อพระเจดยี ์
ทราย ทาให้เกดิ ความรกั สามคั คี
3. การมสี ัมมาคารวะ ถือเป็นขนบธรรมเนียมประเพณไี ทยอย่างหนง่ึ แสดงถงึ ความนอบน้อม ออ่ นโยน
ความมมี ารยาทไทย
4. ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ช่วยทาให้คนไทยอยใู่ นกรอบทดี่ งี าม ถอื วา่ เปน็ เคร่ืองกาหนดพฤติกรรม
ได้อยา่ งหนงึ่
5. ขนบธรรมเนียมประเพณี ในแต่ละทอ้ งถน่ิ ถึงแมว้ ่าจะแตกตา่ งกนั แตท่ กุ คนกม็ คี วามรู้สึกวา่ ทกุ คนเป็น
คนไทย มคี วามเป็นชาตเิ ดยี วกนั และสามารถบ่งบอกถึงความเปน็ มาของชาตไิ ด้
40
ความเป็นมาของประเพณี
ประเพณีมีบอ่ เกิดมาจากสภาพสังคม ธรรมชาติ ทัศนคติ เอกลักษณ์ ค่านยิ ม โดยความเชอื่ ของคนในสงั คม
ต่อส่งิ ทีม่ อี านาจเหนือมนษุ ย์น้นั ๆ เชน่ อานาจของดนิ ฟ้าอากาศและเหตุการณ์ท่ีเกิดขน้ึ โดยไมท่ ราบสาเหตุตา่ งๆ
ฉะนัน้ เมอื่ เวลาเกดิ ภัยพิบัตขิ ึน้ มนษุ ย์จึงตอ้ งอ้อนวอนรอ้ งขอในสิง่ ท่ตี นคิดวา่ จะชว่ ยไดพ้ อภยั น้ันผ่านพน้ ไปแล้ว
มนษุ ย์ก็แสดงความร้คู ุณต่อสง่ิ นัน้ ๆด้วยการทาพิธีบชู า เพ่อื เป็นสิรมิ งคลแก่ตนเอง ตามความเชอื่ ความรูข้ องตน
เมอื่ ความประพฤติน้นั คนส่วนรวมสงั คมยึดถอื ปฏิบตั เิ ปน็ ธรรมเนียม หรือเปน็ ระเบยี บแบบแผน และทาจนเป็น
พิมพเ์ ดียวกัน สบื ตอ่ ๆกนั จนกลายเป็นประเพณขี องสงั คมนั้นๆ
ประเพณีและวัฒนธรรม เมื่อว่าโดยเนอ้ื ความกเ็ ป็นสิ่งอยา่ งเดยี วกัน คอื เป็นสงิ่ ที่ไม่ใชม่ อี ยู่ในธรรมชาติ
โดยตรง แต่เป็นสงิ่ ทีส่ งั คมหรือคนในส่วนรวมร่วมกนั สร้างใหม้ ีขนึ้ แล้วถา่ ยทอดใหแ้ กก่ นั ไดด้ ้วยลักษณะและวิธีการ
ต่างๆวา่ โดยเน้อื หาของประเพณีและวัฒนธรรมท่ีอยูใ่ นจติ ใจของประชาชนเกี่ยวกับเรือ่ งความคดิ เหน็ ความรู้สึก
ความเช่ือ ซง่ึ สะสมและสบื ต่อร่วมกันมานานในสว่ นรวม จนเกิดความเคยชนิ เรยี กวา่ นิสยั สงั คมหรือประเพณี
ประเภทของประเพณี
ประเภทของประเพณีแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1. จารตี ประเพณี หรือกฎศลี ธรรม หมายถงึ สงิ่ ซง่ึ สังคมใดสังคมหนง่ึ ยึดถอื และปฏิบัติสบื กนั มา
อยา่ งต่อเนือ่ งและม่นั คง เป็นเรือ่ งของความผดิ ถกู มเี รือ่ งของศีลธรรมเข้ามาร่วมด้วย ดังน้ันสมาชกิ ในสังคมต้องทา
ผใู้ ดฝา่ ฝืนถือว่าเป็นผดิ เป็นชัว่ จะตอ้ งถกู ตาหนหิ รือได้รับการลงโทษจากคนในสังคมนนั้ เช่น ลกู หลานตอ้ งเล้ียงดู
พ่อแม่เม่ือทา่ นแกเ่ ฒ่า ถ้าใครไมเ่ ลี้ยงดูถอื วา่ เปน็ คนเนรคุณหรอื ลูกอกตัญญู จารีตประเพณขี องแต่ละสงั คมนัน้ ยอ่ ม
ไมเ่ หมอื นกนั เพราะมีคา่ นิยมทีย่ ึดถือตา่ งกัน การนาเอาจารีตประเพณีของตนไปเปรยี บเทียบกับของคนอ่นื แล้ว
ตดั สนิ วา่ ดีหรอื เลวกว่าของตนย่อมเปน็ ส่ิงทีไ่ ม่ถูกตอ้ ง เพราะสภาพสงั คม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนความเช่ือของแต่ละ
สงั คมย่อมแตกต่างกนั ไป
2. ขนบประเพณี หรอื สถาบนั หมายถึง ระเบียบแบบแผนทสี่ งั คมไดก้ าหนดไว้แล้วปฏิบัติสืบต่อกัน
มา ท้ังโดยทางตรงและทางอ้อม ทางตรง ไดแ้ ก่ ประเพณที ี่มีการกาหนดเป็นระเบยี บแบบแผนในการปฏบิ ตั ิอยา่ ง
ชัดแจง้ ว่าบคุ คลตอ้ งปฏิบตั อิ ย่างไร เช่น สถาบันโรงเรียน มโี รงเรยี น มผี สู้ อน มีผเู้ รยี น มรี ะเบียบการรบั สมัคร การ
เข้าเรียน การสอบไล่ เป็นตน้ ทางอ้อม ได้แก่ ประเพณที ่รี กู้ ันโดยทั่วๆไป โดยไม่ได้วางระเบียบไวแ้ นน่ อน แต่ปฏบิ ัติ
ไปตามคาบอกเลา่ หรือตัวอยา่ งจากที่ผูใ้ หญ่หรือบุคคลในสงั คมปฏิบัติ เชน่ ประเพณเี กี่ยวกบั การเกิด การตาย การ
แตง่ งาน ซง่ึ เปน็ ประเพณเี ก่ียวกบั ชวี ติ หรอื ประเพณีเก่ียวกับเทศกาล ตรษุ สารท การข้นึ บา้ นใหม่ เปน็ ต้น
3. ธรรมเนยี มประเพณี หมายถึง ประเพณเี ก่ียวกับเรือ่ งธรรมดาสามญั ที่ทกุ คนควรทา มีความผดิ ถูก
เหมือนจารตี ประเพณี เป็นแนวทางในการปฏิบตั ิท่ีทกุ คนปฏิบตั กิ นั ท่ัวไปจนเกิดความเคยชิน และไม่รสู้ ึกเปน็
ภาระหน้าท่ี เพราะเป็นส่งิ ที่มีมานานและใชก้ ันอย่างแพร่หลาย ส่วนมากเปน็ มารยาทในดา้ นตา่ งๆ เช่น การแต่ง
กาย การพูด การรับประทานอาหาร การเปน็ แขกไปเย่ียมผอู้ ่ืน ฯลฯ ธรรมเนยี มประเพณเี ปน็ เรอ่ื งทีท่ ุกคนควรทา
แมม้ ีผู้ฝา่ ฝืนหรือทาผดิ ก็ไม่ถอื ว่าเป็นเรือ่ งสาคญั แต่อาจถูกตาหนิว่าเป็นคนไม่ไดร้ ับการศกึ ษา ไมม่ มี ารยาท ไม่รู้จกั
กาลเทศะ