The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สว่างแดนดิน…มากกว่าชื่ออำเภอ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 233อารยา สุวรรณการ, 2024-03-16 09:38:19

สว่างแดนดิน…มากกว่าชื่ออำเภอ

สว่างแดนดิน…มากกว่าชื่ออำเภอ

ท่องแดนนคร นายฮ้อยทมิฬ


คนไทยส่วนมากใช้เวลาในการทำ งานมากกว่าการออกมาท่องเที่ยว บางคนทำ งานจนไม่มีเวลาพักผ่อน แต่ก็มีบางคนที่เป็นสายท่องเที่ยวสายเดินทาง เชื่อได้เลยว่า หลายคนคงคิดถึงการเดินทางและการท่องเที่ยว อยู่ไม่น้อยใช่ไหม หลังจากทำ งานมาตลอดหลายเดือน อยากพักผ่อนแต่หลากอย่างยังไม่เป็นใจ ทำ ได้เต็มที่ก็ แค่เปิดรูปดู เพื่อนึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุข แต่ยังไงชีวิตก็ต้องผ่อนคลายกันบ้าง มาวางภาพถ่ายและเลิก เที่ยวทิพย์ออกไปเที่ยวแบบจริงๆจังๆกันสักที ช่วงนี้หลายคนน่าจะกำ ลังอินกับความเป็นไทยโบราณกันอยู่แน่ๆ เราเลยจะขอพาไปย้อนอดีต เพิ่มอรรถรส สัมผัสความเก่าแก่ และคลาสสิคของอำ เภอสว่างแดนดิน อำ เภอนี้เป็นทั้งแหล่งอารยธรรมโบราณ แหล่งคนกล้า เป็นแหล่งท่องเที่ยวของไทยที่มีความงดงามที่สุดเหมาะสำ หรับการเดินทางท่องเที่ยว เพราะ นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ประสบการณ์การท่องเที่ยวและความทรงจำ ใหม่ ๆ ในการท่องเที่ยวแล้ว ยังถือว่า เป็นการออกไป ช่วยเหลือผู้ประกอบการ ออกไปตามรอยประวัติศาสตร์ของไทยและช่วยกระจายรายได้สู่ ท้องถิ่นอีกด้วย ใครที่อยากหาทริปเที่ยวน่าสนุกและอินไปกับอรยธรรม ลองไปที่ อำ เภอสว่างแดนดินดูสักครั้ง เชื่อว่า อย่างน้อยนอกจากความสุขที่จะได้รับจากการพักผ่อนแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ท่องเที่ยวดี ๆ จากบรรณาธิการ ท่องแดนสว่างนคร อารยา สุวรรณการ


ดินแดนแห่งหนึ่งของประเทศไทย อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ ๖๐๐ กิโลเมตร มาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดินแดนที่ราบสูงอันอุดมสมบูรณ์ อดีตดินแดนแห่งนี้ เคยเป็นมหาสมุทรมาก่อน ดินแดนแห่งอารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์และยุคขอม เรืองอำ นาจ อำ เภอนี้ก็คือ “อำ เภอสว่างแดนดิน”สว่างแดนดินไม่ใช่เป็นเพียงชื่ออำ เภอหนึ่ง ของจังหวัดสกลนคร แต่เป็นอำ เภอที่มีตำ นานเล่าขานกันมายาวนานถือเป็นเมืองแห่ง โบราณ เมืองแห่งวีรชนคนกล้า เมืองแห่งผ้าหมี่ย้อมครามงามตระการตา


ชมเมือง เช็คอิน ถ่ายรูป


เส้นทางเมืองสว่างแดนดิน ในปีพุทธศักราช ๒๔๐๖ รัตนโกสินทร์ ศก. ๘๒ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งบ้านภูหว้าฝั่งซ้ายแม่น้ำ โขงขึ้นเป็นเมืองภูวดลสอางเมืองหนึ่ง ตั้งบ้านโพธิ์สว่างฝั่งขวาแม่น้ำ โขงขึ้นเป็นเมืองสว่างแดนดินเมืองหนึ่ง ตั้งบ้านกุดลิงฝั่งขวาแม่น้ำ โขงขึ้นเป็นเมืองวานรนิวาสเมืองหนึ่ง ทั้งสามเมืองเป็นเมืองขึ้นเมืองสกลนคร เมืองภูวดลสอาง ริมน้ำ บั้งไฟ แขวงเมืองมหาชัย ฝั่งซ้ายแม่น้ำ โขงนั้น โปรดเกล้าให้แต่งตั้งราชบุตร เหม็นเมืองสกลนคร เป็นพระภูวดลรักษ์เป็นเจ้าเมือง เจ้าเมืองจึงได้พาเอา บุตรภรรยา สมัครพรรคพวกของตนอพยพครอบครัวข้ามโขงไปยังเมืองภูวดลสอาง ตั้งบ้านเรือนทำ การรักษาป้องกันราชอาณาเขตมิให้ญวน ซึ่งเป็นศัตรูกรุงสยามล่วงล้ำ เข้ามากดขี่ไพร่ ราษฎร์ ให้ได้รับความเดือดร้อน ส่วนเมืองสว่างแดนดิน นั้น โปรดเกล้าให้ ท้าวเทพกัลยา ผู้เป็นหัวหน้าไทยโย้ย (ไทยเผ่าหนึ่ง) คือ พระสิทธิศักดิ์ เป็นเจ้าเมือง ยกบ้านโพธิ์สว่าง หาดยาวริมน้ำ ห้วยปลาหาง ในเขตเมืองสกลนครเป็นเมืองสว่างแดนดิน บ้านโพธิ์สว่างขณะนี้เรียกตำ บลสว่างอยู่ในเขตอำ เภอพรรณนานิคม โดยพระสิทธิ์ศักดิ์ (หำ พงศ์สิทธิศักดิ์) เป็นเจ้าเมือง ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๒๔ ได้ย้ายเมืองจากบ้านโพธิ์สว่างหาดย้าย ไปตั้งอยู่บ้านโคกสี (ปัจจุบันเป็นตำ บลโคกสี อยู่ในเขตปกครองอำ เภอสว่างแดนดิน) ตั้งอยู่บ้านโคกสี เป็นเวลา๑๔-๑๕ปี จึงย้ายไปจากบ้านโคกสี ไปตั้งอยู่ที่บ้านหัน (ปัจจุบันบ้านหันอยู่ในเขตปกครอง ตำ บลสว่างแดนดิน) พุทธศักราช ๒๔๔๕ โปรดเกล้าฯ ที่เปลี่ยนระเบียบการปกครองใหม่เปลี่ยนนาม เมืองเป็นอำ เภอ ให้เจ้าเมืองเป็นนายอำ เภอ ราชวงศ์เป็นสมุห์บัญชี ราชบุตรเสมียนตราอำ เภอเมือง สว่างแดนดิน เป็นอำ เภอบ้านหัน โดยมีพระสิทธิศักดิ์เป็นนายอำ เภอคนแรก จนปีพุทธศักราช ๒๔๕๒ อำ เภอบ้านหัน เป็นชื่อเรียกกันมาจนพุทธศักราช ๒๔๘๒ นายสุพัฒน์ วงศ์รัตนะ นายอำ เภอขณะนั้น ได้สืบประวัติของนายอำ เภอบ้านหัน ได้ความว่า เดิมชื่อเมืองสว่างแดนดิน ตามที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ พระราชทานนาม จึงได้ เปลี่ยนชื่อมาเป็นอำ เภอสว่างแดนดิน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และ ในปีเดียวกันนี้ได้ย้ายที่ว่าการจากบ้าน หัน มาตั้ง ณ หมู่ที่ ๑๑ ตำ บลสว่างแดนดิน ที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน พระสิทธิศักดิ์ประสิทธิ ผู้ก่อตั้งอำ เภอสว่างแดนดิน ที่ว่าการอำ เภอสว่างแดนดินในปัจจุบัน อำ เภอสว่างแดนดินในปัจจุบันและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ


อารยธรรมนำ สู่แหล่งท่องเที่ยว บ้านพันนา มีประวัติยาวนานกว่า ๘๐๐ ปี คนกลุ่มแรกที่เข้ามาบุกเบิกก่อตั้งบ้านเรือนมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว โดยพระวอ พระตา และเหล่าทหารที่เดินทางรอนแรมมาเพื่อ หาแหล่งทำ มาหากินที่อุดมสมบูรณ์ พอมาถึงบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี พระวอ พระตา จึงตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณนั้น ส่วนทหารที่ตามขบวนมานำ โดย นายพรานนา ได้แยกตัวมาทางทิศตะวันออกและพบแหล่งพืชพันธุ์ ธัญญาหาร ที่อุดมสมบูรณ์จึงตั้งหลักแหล่งอยู่บ้านผ้าขาวพันนา ซึ่งความอุดมสมบูรณ์นั้นเปรียบได้ดังนี้ “บ้านผ้าขาวพันนา หัวปลาเฮ็ดก้อน เส้า ข้าวเก่าเอาใส่หม่อน” หมายถึง ในน้ำ มีปลาชุกชุม ปลามีตัวขนาดใหญ่ จนสามารถนำ หัวปลาที่เหลือกินแล้วมาทำ เป็นเตา ที่ตั้งหม้อ (ก้อนเส้า) ข้าวในนาก็อุดมสมบูรณ์ ในยุ้งฉางมีข้าวเก็บไว้รับ ประทานอย่างเล้นเหลือ จนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวใหม่ ข้าวเก่า ในปีที่ ผ่านมายังรับประทานไม่หมด จึงนำ ไปเป็นอาหารสำ หรับเลี้ยงตัวหม่อน เพื่อนำ เส้นใย ไปถักทอเป็นเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ปราสาทขอมบ้านพันนา(กู่พันนา)ตั้งอยู่ที่บ้านพันนา อยู่ห่างจากตัวจังหวัด ประมาณ ๗๐ กม. ในเส้นทางสายสกลนคร-อุดรธานีลักษณะของปราสาท มียอดเดียว ฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า สร้างด้วยศิลาแลง บริเวณใกล้กับตัวปราสาท มีสระน้ำ รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก่อด้วยศิลาแลงเป็นชั้นๆ มีน้ำ ขังตลอดปี เชื่อว่า สร้างสมัยเดียวกับปราสาทพระธาตุภูเพ็ก ปราสาทบางส่วนยังคงสภาพ สมบูรณ์นอกจากปราสาทขอมที่สวยงามแล้ว บ้านพันนายังมี ประเพณีที่ สำ คัญงานบุญข้าวจี่ยักษ์ อนุรักษ์ประสาทขอม จัดขึ้นที่บริเวณปราสาทขอม บ้านพันนา ในวันเพ็ญเดือนสาม เริ่มพิธีทำ บุญข้าวจี่ ในตอนเช้า โดยใช้ข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อน ขนาดเท่ากำ ปั้นแล้ว ใช้ไม้ไผ่ที่เหลากลมๆ เสียบตรงกลาง ตามยาวของปั้นข้าวเหนียว แล้วนำ ไปปิ้งพอเกรียมแล้วชุบด้วยไข่ ย่างไฟจนสุก แล้วใส่ภาชนะไปตั้งใว้ใน ศาลาวัด นิมนต์พระมาให้ศีลให้พร แล้วเอาข้าวจี่ใส่บาตร นำ ถวายแด่พระสงฆ์ พร้อมด้วยอาหารอื่นๆ เมื่อพระฉันเสร็จ แล้วมีการแสดงพระธรรมเทศนา ตอนเย็นมีการเวียนเทียนมาฆบูชาฟังเทศน์ ที่วัด ปราสาทขอมบ้านพันนา พิธีทำ บุญข้าวจี่ยักษ์บ้านพันนา สระน้ำ ที่อยู่ในพื้นที่ปราสาทขอม


แหล่งโบราณคดีบ้านดอนธงชัย ตั้งอยู่ในเขตวัดชัยมงคล บ้านดอนธงชัย อำ เภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร มีลักษณะเป็นเนินดินขนาดใหญ่ สูงจากที่นา โดยรอบ จากการศึกษาทางโบราณคดีพบหลักฐานว่าเนิน ดินแห่งนี้มีการตั้งถิ่นฐาน ของมนุษย์ในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่ราว ๓,๘๐๐ - ๑,๘๐๐ ปีมาแล้ว โดยใช้เป็นทั้งพื้นที่อยู่อาศัยและฝังศพ ดินเผา ใช้ทำ ภาชนะสำ หรับบรรจุหุงต้ม อาหาร ทำ หินดุ รูปร่างคล้ายเห็ดใช้ขึ้นรูปภาชนะ ทำ เป็นเครื่องมือปั่นด้าย ในการทอผ้า ซึ่งแม้ไม่มีหลักฐานเป็นชิ้นผ้า แต่ได้พบรอยประทับของเส้นใยผ้า บนชิ้นส่วนเครื่องมือเหล็ก ใช้ทำ ลูกกระสุนสำ หรับยิงล่าสัตว์ขนาดเล็ก ใช้ทำ เบ้า แบบปากจีบสำ หรับหลอมทองแดงและดีบุกทำ สำ ริดและใช้ปั้นตุ๊กตารูปสัตว์ เช่น วัวควาย หิน ใช้ทำ เครื่องมือสำ หรับทุบ ทำ หินลับ ขวานหินขัด และแม่พิมพ์ สำ หรับหล่อเครื่องสำ ริดซึ่งล้วนแต่เป็นหินชนิดที่พบได้ในท้องถิ่น กระดูกนำ มาถาก เหลาเป็นเครื่องมือปลายแหลม ไม้ไผ่ จากหลักฐานก้อนดินเผามีรอยประทับ ของเครื่องจักสาน สะท้อนให้เห็นว่าคนก่อนประวัติศาสตร์สมัยกลางของ บ้านดอนธงชัยมีเครื่องจักสานใช้แล้วโดยอาจใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุเพราะหาได้ง่าย ในท้องถิ่น โลหะ เริ่มรู้จักใช้สำ ริดก่อน โดยนำ ทองแดงและดีบุกซึ่งเป็นวัตถุดิบ จากต่างถิ่นมาหลอมและหล่อทำ เครื่องมือ เครื่องประดับ ใช้เองในชุมชน ได้แก่ ขวาน หัวลูกศร เครื่องมือปลายแหลม กระดึง และห่วงคอ วัฒนธรรมการใช้และ เทคโนโลยีการผลิตสำ ริดของที่นี่ไม่แตกต่างไปจากแหล่งโบราณคดีอื่นๆใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ เพื่อตอบสนองชีวิตสังคมชาวนา ใช้ในชีวิตประจำ วัน และอุทิศให้ศพ ด้วยประเภทของวัตถุที่คล้ายคลึงกัน และเทคนิคการหลอมหล่อ เช่นเดียวกัน ต่อมาในระยะหลังจึงเริ่มรู้จักใช้เหล็กทำ เครื่องมือเช่น เคียว และ ขวาน มีประเพณีการฝังศพเมื่อตาย พร้อมอุทิศสิ่งของให้ ได้แก่ ภาชนะดินเผา เครื่องสำ ริด ก้อนหิน ขวานหินขัด ลูกปัดหิน ลูกปัดแก้ว และกระดูกสัตว์ โดยวางศพในลักษณะนอนหงายเหยียดยาว ในหลุมที่ขุดลึกลงไปใต้พื้นที่อยู่อาศัย ความแตกต่างของจำ นวนและประเภทของสิ่งอุทิศให้แต่ละศพ แสดงให้เห็นถึง ความเหลื่อมล้ำ ทางเศรษฐกิจ สังคม เศษซากของภาชนะเครื่องปั่นดินเผาในสมัยประวัติศาสตร์ ซากโครงกระดูกในสมัยประวัติศาสตร์


วัดใหม่บ้านตาล (พระบรมธาตุเจดีย์ศรีมงคล) วัดใหม่บ้านตาล ตำ บลโคกสี อำ เภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร พระบรมธาตุเจดีย์นี้ หลวงปู่คำ บ่อ ฐิตปัญโญ ได้นำ ชาวบ้านตาลและ ชาวบ้านใกล้เคียง คณะญานุศิตย์และพุทธศาสนิกชน ที่มีความศรัทธาใน พระพุทธศาสนา ร่วมกันสร้างขึ้น เมื่อวันอังคารที่ ๑๕ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะโรง และแล้วเสร็จเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๙ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีวอก รวมระยะเวลาในการก่อสร้าง ๔ ปี ๕ เดือน ๒๗ วัน เป็นพระบรมธาตุ ๙ ยอด (โลกสุตรธรรม ๙) ฐานสี่เหลี่ยมทรงระฆังคว่ำ ขนาดกว้าง ประดิษฐาน ณ วัดบ้านตาล ตำ บลโคกสี อำ เภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร แบ่งเป็น ๓ ชั้น อำ เภอสว่างแดนดินไม่ได้มีแค่อรยธรรมทางประวัติศาสตร์ แต่ยังมีแลนด์มาร์คที่ให้ทุกคนได้ไปเที่ยวชมนั่งเล่นรับอากาศเย็นๆ สบายๆ สวนสมเด็จย่า (สวนสาธารณะหนองคู) เป็นหนองน้ำ สาธารณะ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองสว่างแดนดิน มีการปรับปรุงให้เป็นสถานที่ พักผ่อนหย่อนใจ เป็นลานกีฬาชุมชน เป็นสถานที่ใช้ประกอบ กิจกรรมในงานวันลอยกระทงประจำ ปี สามารถเข้าไปนั่งเล่น ได้ตลอดเวลา วัดป่าบ้านตาล(พระบรมธาตุเจดีย์ศรีมงคล รูปปั่นหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต บรรยากาศสวนสมเด็จย่า


พันนาบุรี คาเฟ่ ที่เที่ยวสว่างแดนดิน จะมีร้านอาหาร คาเฟ่ จุดถ่ายภาพ นวดแผนไทย ร้านเช่าขายของ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม นอกจากนี้ การนำ ศิลปะมาสร้างเป็นแลนด์มาร์คใหม่อย่างพันนาบุรีนั้นเรียกได้ว่า เป็นอัตลักษณ์งานศิลปะที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก เนื่องจากพันนาบุรี ใช้สังกะสีเก่าในการประกอบสร้าง เพื่อให้สอดคล้องเข้ากับหินศิลาแลง ของปราสาทขอม รวมถึงสีของสังกะสีเก่านั้นยังโดดเด่นในเรื่องของความ เก่าแก่และมีกลิ่นอายของขอม ช่วงเวลาเปิด-ปิด เปิดทุกวัน คาเฟ่ เปิด-ปิด เวลา ๐๗.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. ร้านอาหาร เปิด-ปิด เวลา ๑๐.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. ซีสตาร์รีสอร์ท เป็นคาเฟ่เครื่องบินสว่างแดนดิน ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ของโรงแรมซีสตาร์รีสอร์ท สว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร คาเฟ่แห่งนี้มีจุดเด่นคือเครื่องบิน Boeing ๗๓๗-๒๐๐ ลำ ใหญ่ ที่นำ มาจัดแสดงไว้ภายในคาเฟ่ ทำ ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสบรรยากาศ เหมือนได้นั่งอยู่บนเครื่องบินจริงๆ นอกจากนี้ คาเฟ่แห่งนี้ยังมีเมนูอาหารและเครื่องดื่ม ให้เลือกมากมายเพียงแค่ซื้อตั๋วขึ้นเครื่อง ก็สามารถแลกชุดอาหารและ เครื่องดื่มได้ คาเฟ่แห่งนี้ยังมีมุมถ่ายรูปสวยๆ มากมาย เหมาะสำ หรับ การถ่ายรูปเช็คอินกับเครื่องบินลำ ใหญ่ดีเกินคุ้ม ไม่เกินจริง ที่เดียวครบ ช่วงเวลาเปิดปิด เปิดทุกวัน ๐๙.๐๐ น.-๑๙.๐๐ น. ร้านอาหาร เปิดให้บริการ ๑๑.๐๐ -๒๒.๐๐ น. บรรยากาศคาเฟ่บ้านพันนาที่ทำ จากสังกะสีเก่า บรรยากาศภายในคาเฟ่เครื่องบิน บรรยากาศภายนอกคาเฟ่เครื่องบิน


จากลูกชาวนา สู่นักพัฒนาหุ่นยนต์ เมื่อปลายปีพุทธศักราช ๒๕๔๕ กรมอาชีวศึกษา กระทรวง ศึกษาธิการ ได้จัดให้มีการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับอาชีวศึกษาชิงชนะเลิศระดับ ภาค ๕ ภาค ครั้งที่ ๔ โดยใช้ชื่อการแข่งขันว่า "พิชิตยอดภูเขาฟูจิ" กลุ่มนักศึกษาลูกชาวนา ทายาทคนสว่างแดนดิน ๖ คน และคณะอาจารย์อีก ๓ ท่าน จากวิทยาลัยการอาชีพสว่างแดนดิน อำ เภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร จึงมีความคิดร่วมกันที่จะประดิษฐ์หุ่นยนต์เพื่อเข้าร่วมในการแข่งขันโดยใช้ชื่อทีมเพื่อเข้าร่วม การแข่งขันครั้งนี้ว่า "ทีมนายฮ้อยทมิฬ" ทำ ไมต้องเป็นนายฮ้อยทมิฬ นั่นก็เพราะว่าในอดีตอำ เภอสว่างแดนดินมีกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพพ่อค้า รับซื้อควายจากชาวบ้าน ในเขตอำ เภอสว่างแดนดินและอำ เภอใกล้เคียง รวมเอาไปขายที่เมืองล่าง (กรุงเทพฯ ไปถึงแถบจังหวัดสระบุรี ฉะเชิงเทราและ อีกหลายแห่ง) พ่อค้าเหล่านี้ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า "นายฮ้อย" กลุ่มนายฮ้อยจะรวมวัวควายจากชาวบ้านและต้องลงไปขาย โดยเริ่ม จากอำ เภอสว่างแดนดิน ต้อนไป เลี้ยงไป ขายไปเรื่อยๆ กว่าจะถึงที่หมาย (แปดริ้ว) ก็กินเวลาประมาณ เดือน ในระหว่างการ เดินทางสมัยนั้นบางทีก็อาจจะพบกับพวกโจรที่มาคอยดักปล้น กลุ่มของนายฮ้อยจึงต้องต่อสู้เพื่อรักษาวัวควายเอาไว้เพื่อไปขาย ยังกรุงเทพฯ จึงเป็นที่มาของคำ ว่า "นายฮ้อยทมิฬ" และประจวบเหมาะกับในช่วงเวลา นั้นกระแสละครโทรทัศน์เรื่อง "นายฮ้อยทมิฬ" จากบทประพันธ์ของนายคำ พูน บุญทวี กำ ลังได้รับความนิยมอย่างมาก และเรื่องราวของละครก็เกิดขึ้นจริงในเรื่องเล่าที่ อำ เภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร จากความสำ เร็จที่ได้รับ "นายฮ้อย" จึงเป็นชื่อของกลุ่ม" นายฮ้อยทมิฬ " และขับเคลื่อนหุ่นยนต์ จนไปสู่ความยิ่งใหญ่ในยุคปัจจุบัน และกลายเป็นความสำ เร็จที่ไม่ใช่เพียงเพื่อคนอำ เภอสว่างแดนดิน คนจังหวัดสกลนครแต่เป็นความ ยิ่งใหญ่ของคนในระดับประเทศและภูมิภาคแห่งนี้ด้วย


ผ้าครามงามตระการตา อำ เภอสว่างแดนดินเป็นที่ราบ และเป็นพื้นที่ป่า ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ทำ นา ทำ ไร่ มีรายได้ค่อนข้างต่ำ เมื่อหมดฤดูทำ นา ประชาชนที่อยู่ในวัยทำ งานจะไปหางานทำ ในต่างจังหวัด และบางส่วนเดินทางไปรับจ้างทำ งานต่างประเทศ เนื่องจากในฤดูแล้งพื้นที่ มีความแห้งแล้ง ไม่มีแหล่งน้ำ เพียงพอที่จะทำ การเกษตรให้เกิดผลดี แต่ ในอำ เภอสว่างแดนดินก็ยังมีสินค้าOTOPประจำ อำ เภอคือผ้าครามที่เป็น ชื่อเสียงของชาวอำ เภอสว่างแดนดิน ผ้าครามนี้ชาวบ้านตำ บลพันนา ได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำ ขึ้นเพื่อให้คนในหมู่บ้านมีอาชีพเสริมหลังจากฤดูกาล เก็บเกี่ยวการทำ นา แดนดินถิ่นไทย้อ พบพ้อแหล่งโบราณ สืบสานประเพณี มีหนองคูคู่บ้าน ตำ นานแดนเมืองเก่า ศาลเจ้าดอนปู่ตา ปราสาทขอมล้ำ ค่า ถิ่นคนกล้าวีรชน ได้อ่านจนจบแล้วก็อย่าพึ่งถอดใจไปนะ เพราะของอย่างนี้สิบปากว่าไม่เท่าตา เห็น ต้องมาให้รู้ว่าโลกของคุณกว้างขึ้นกว่าที่คุณคิด การแสดงวิธีการทำ ผ้าย้อมคราม จัดแสดงโดยโรงเรียนสว่างแดนดิน ในงานบุญประเพณีบุญข้าวจี่ ขั้นตอนการทำ ผ้าคราม ศูนย์การเรียนรู้ผ้าคราม


นางสาวอารยา สุวรรณการ รหัสนักศึกษา ๖๔๐๔๐๓๓๔๒๓๓ สาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร


Click to View FlipBook Version