ประมงพื้นบ้าน “ประมงพื้นบ้าน” หากย้อนกลับไป
เมื่อสามสิบปีที่ผ่านมา ในสังคมไทย
“ ผู้ ค้ำ จุ น ” ร ะ บ บ นิ เ ว ศ ท า ง อ า ห า ร คงไม่มีใครคุ้นเคยกับคำดังกล่าว
แ ล ะ ร ะ บ บ ก า ร ผ ลิ ต ร ะ ดั บ ฐ า น ร า ก มากนัก ยกเว้นแต่จะเป็นหน่วยงาน
ที่ทำงานด้านการประมงเพราะการ
โ ด ย มู ล นิ ธิ เ พื่ อ ก า ร พั ฒ น า ที่ ยั่ ง ยื น รวมตัวหรือการขับเคลื่ อนงานใน
พื้นที่ทางสังคมของประมงพื้นบ้าน
สนับสนุนโดย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ไม่ได้เด่นชัดและมีรูปธรรมงานที่
ชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากในปัจจุบัน
การสร้างตัวตนและพื้นที่ทางสังคม
ทำให้คำว่า “ประมงพื้นบ้าน” ได้ขึ้น
มาอยู่เคียงคู่กับ “ประมงพาณิชย์”
ได้อย่างไม่น้อยหน้ากัน
NOMADIC | 24
(2)
จากข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟเอโอ
(FOOD AND AGRICULTURE ORGANIZATION (FAO) ได้ให้นิยาม
“ประมงพื้นบ้าน” (ARTISANAL FISHERIES) คือ “การประมงแบบดั้งเดิมที่
เกี่ยวข้องกับครัวเรือนประมงซึ่งต่างจากการดำเนินการเพื่อการค้าโดยบริษัท
พาณิชย์ ใช้เงินทุนและพลังงานค่อนข้างน้อย ใช้เรือประมงขนาดค่อนข้างเล็ก
(กรณีมีเรือประมง) ออกทำประมงระยะสั้นๆ ใกล้ฝั่ ง เพื่อการบริโภคในท้องถิ่น
เป็นหลัก ซึ่งคำจำกัดความมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ” (FAO,
2015)
สำหรับประเทศไทยแล้วเป็นที่ทราบกันดีว่า “ประมงพื้นบ้าน” ส่วนใหญ่ทำกินอยู่
บริเวณชายฝั่ งทะเลหรือบริเวณทะเลสาบ ทั้งแบบมีเรือและไม่มีเรือ เพราะด้วย
กำลังทุนทรัพย์ที่ไม่เยอะมาก ทำให้เรือที่ชาวประมงพื้นบ้านใช้ทำกินมีขนาดเล็ก
ออกทำประมงไกลจากชายฝั่ งมากไม่ได้เนื่องจากเรือมีความสามารถในการต้าน
กระแสลมและคลื่นได้น้อย รวมถึงทำให้ต้นทุนในการทำประมงสูงขึ้น ขณะที่
แรงงานหลักสำคัญที่ทำการประมงก็เป็นคนในครัวเรือนหรือญาติพี่น้อง แตก
ต่างจาก “ประมงพาณิชย์” ที่ใช้เรือขนาดใหญ่เพราะต้องบรรทุกเครื่องมือประมง
ขนาดใหญ่และปริมาณมาก จำเป็นต้องใช้คนจำนวนมากเพื่อทำการประมงจึงมี
การจ้างแรงงานนอกครัวเรือน บริเวณที่เรือประมงพาณิชย์ทำประมงจะอยู่นอก
เขตทะเลชายฝั่ งซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละจังหวัดจะตกลงกัน โดยส่วนใหญ่เขตประมง
พาณิชย์ห่างจากชายฝั่ งประมาณ 3 - 6 ไมล์ทะเล
อ้างอิง ARTISANAL FISHERIES, FAO, 2015 (HTTPS://WWW.FAO.ORG/FAOTERM/VIEWENTRY/EN/?ENTRYID=3491)
(3)
หลายคนอาจจะมองไม่เห็นภาพความแตกต่างระหว่าง “ประมงพื้นบ้าน” และ
“ประมงพาณิชย์” จึงขอยกเอานิยามและคำจำกัดความที่ “กรมประมง” ได้บรรจุ
ไว้ใน “พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558” และ พระราชกําหนด การประมง
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ภายใต้ มาตรา 5 มานำเสนอให้เห็นภาพ ดังนี้
“ประมงพื้นบ้าน” หมายความว่า การทําการประมงในเขตทะเลชายฝั่ งไม่
ว่าจะใช้เรือประมง หรือใช้เครื่องมือโดยไม่ใช้เรือประมง ทั้งนี้ ที่มิใช่เป็น
ประมงพาณิชย์”
“ประมงพาณิชย์” หมายความว่า การทําการประมงโดยใช้เรือประมงที่มี
ขนาดตั้งแต่สิบตันกรอสขึ้นไป หรือที่ใช้เครื่องยนต์มีกําลังแรงม้าถึง
ขนาดที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด หรือใช้เรือประมงโดยมีหรือ ใช้เครื่อง
มือทําการประมงตามประเภท วิธี จํานวนแรงงานที่ใช้ หรือลักษณะการ
ทําการประมงตามที่ รัฐมนตรีประกาศกําหนด และให้หมายความรวมถึง
การใช้เรือประมงดังกล่าวทําการแปรรูปสัตว์น้ําไม่ว่า จะมีการทําการ
ประมงด้วยหรือไม่ก็ตาม”
นอกจากนิยามตามกฏหมายแล้ว ใน
ประเทศไทยมีผู้ให้นิยามกับประมงพื้นบ้านไว้
อีกมากมายหลายคน โดยส่วนใหญ่แล้วจะ
อ้างอิงจาก “วิถีการผลิตและวิถีการดำรงชีวิต
ที่ขึ้นอยู่กับฐานทรัพยากร” เป็นสำคัญ ซึ่งหาก
มองโดยผิวเผินแล้ว หลายคนอาจจะมองว่าไม่
แตกต่างจาก “อาชีพจับสัตว์น้ำ” เท่าไหร่ แต่
แท้จริงแล้วประมงพื้นบ้านนั้นไม่ได้มีเพียงแค่
การจับสัตว์น้ำ แต่มีอีกหลายแง่มุมที่สะท้อน
ให้เห็นถึง “วิถี” ของประมงพื้นบ้านในฐานะที่
เป็น “ผู้ค้ำจุน” “ระบบนิเวศทางอาหาร” และ
“ระบบการผลิตระดับฐานราก”
(4)
ประมงพื้นบ้านในฐานะ “ผู้ค้ำจุน” “ระบบนิเวศทางอาหาร” ที่เป็นเช่นนี้เพราะ การ
จับสัตว์น้ำของชาวประมงพื้นบ้านไม่เพียงแต่จะเลือกใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำตาม
ฤดูกาลที่มีความสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่แล้ว ยังต้องใช้ภูมิปัญญาของ
คนในพื้นที่ที่สั่งสมการเรียนรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติต่างๆ อีกด้วย
ทั้งในเรื่องของกระแสน้ำ ฤดูกาล ปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงตามดวงจันทร์ รวม
ไปถึงการเรียนรู้วิถีชีวิตและวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ อันสัมพันธ์กับการเลือกใช้
เครื่องมือประมงที่เหมาะสมกับชนิดของสัตว์น้ำที่มีในฤดูกาลนั้นๆ ตัวอย่างเช่น
อวนกุ้ง จะใช้เพื่อให้สัตว์น้ำที่มาติดอวนจะมีเฉพาะกุ้ง หากจะมีสัตว์น้ำชนิดอื่นติด
อวนบ้างก็เพียงเล็กน้อย และการเลือกจับสัตว์น้ำก็จะเลือกเฉพาะตัวที่โตได้
ขนาดเหมาะสำหรับการบริโภค และไม่รบกวนสัตว์น้ำวัยอ่อน
การทำประมงลักษณะเช่นนี้จึงไม่เบียดเบียนหรือ
สร้างผลกระทบต่อสัตว์น้ำประเภทอื่นๆ ในระบบ
นิเวศทะเลและชายฝั่ ง ขณะเดียวกัน สัตว์น้ำที่ไม่ได้
ขนาด รวมไปถึงสัตว์น้ำที่กำลังอยู่ในช่วงไข่ ก็จะ
ถูกปล่อยกลับลงทะเล เช่น ชาวประมงจังหวัด
ตราดเมื่อพบปูม้าที่มีไข่นอกกระดองจะปล่อยกลับ
ลงสุู่ทะเล หรือนำแม่ปูไข่มาบริจาคให้กับธนาคาร
ปูม้า เพื่ออนุบาลให้ลูกปูได้ออกจากไข่และปล่อย
ลูกปูกลับสู่ท้องทะเลในที่สุด อาจกล่าวได้ว่าการ
ทำการประมงในวิถีประมงพื้นบ้านเป็น “ศิลปะใน
การทำการประมง” ที่ไม่ก่อปัญหาที่จะเกิดขึ้นจาก
การทำประมงที่เกินขนาด รวมไปถึงการใช้เครื่อง
มือประมงที่ไม่เหมาะสม เป็นผลให้ระบบนิเวศใต้
ท้องทะเลไม่ถูกรบกวนหรือถูกทำลาย
(5)
ประมงพื้นบ้านในฐานะ “ผู้ค้ำจุน” “ระบบการผลิตระดับฐานราก” แม้ส่วนใหญ่การ
ประมงพื้นบ้านจะดำเนินการในระบบครอบครัวหรือเครือญาติ แต่ก็ยังสามารถ
กระจายงานและสร้างรายได้ให้กับสมาชิกในครอบครัวไปจนถึงรายได้ในระดับ
ชุมชนท้องถิ่นได้อีกด้วย ยกตัวอย่าง ครอบครัวป้าเยาว์ (นางนงเยาว์ รุ่งจรูญ
อายุ 59 ปี) ชาวประมงพื้นบ้านตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัด
เพชรบุรี ที่เริ่มออกทำประมงกับสามีมาตั้งแต่อายุ 18 ปี ป้าเยาว์บอกเล่าถึง
กระบวนการในการขายผลผลิตจากการทำประมงว่า
นางนงเยาว์ รุ่งจรูญ อายุ 59 ปี, ชาวประมงพื้นบ้าน ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี
“พอได้ปูมาก็แยกส่ง ส่งให้กับทางร้านค้าในชุมชนส่วนหนึ่ง อีกส่วนส่ง
ขายแม่ค้าในตลาดเจ้าประจำ แต่ที่นี่ส่วนใหญ่เขาไม่แกะเนื้อขายกัน
หรอกนะ เพราะว่ามันจับได้น้อยไม่ได้มากเหมือนเมื่อก่อน ขายสดเอาจะ
ดีกว่า บางวันนะได้ปลากระบอกติดมาสักกิโล ก็จะเอามาตากแห้ง
สำหรับส่งขายแม่ค้าหรือว่าไว้กินเอง บางครั้งก็มีคนที่มาเที่ยวแล้วเจอ
เขาสนใจก็จะโทรมาสั่งเพิ่ม เราก็ทำให้แล้วส่งไปทางไปรษณีย์หรือส่งรถ
ไปให้เขา เพราะของที่เราหาได้มันสดไง แต่ว่ามันก็ไม่ได้หาได้เป็นประจำ
หรอกม้นขึ้นอยู่กับฤดูของมัน”
(6)
สิ่งที่ป้าเยาว์บอกเล่าให้เราฟัง สะท้อนให้เห็นถึง กระบวนการกระจายรายได้
แบบง่ายๆ ในท้องถิ่น ที่ไม่มีความซับซ้อนแต่บ่งชี้ถึงการ “ค้ำจุน” และ
“กระจายรายได้” กันในชุมชนและ “ส่งต่อ” ไปถึงนอกชุมชน เห็นกระบวนการ
ตั้งแต่ต้นสายการผลิตว่า เมื่อจับสัตว์น้ำได้มาสัตว์น้ำจะถูกคัดแยกเพื่อขายสด
และแปรรูปตามความต้องการของแม่ค้าในท้องถิ่น จากนั้นสินค้าจะถูกนำไป
จำหน่าย และกระจายผ่านระบบการจัดส่งในรูปแบบต่างๆ ทั้งในชุมชนและนอก
ชุมชนตามความต้องการของแม่ค้าและลูกค้าทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ตกลง
กัน และเป็นที่น่าสนใจว่า เศรษฐกิจระดับชุมชนลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะถูกขับ
เคลื่อนโดย “ผู้หญิง” เป็นหลัก
“ประมงพื้ นบ้าน” จึงเป็นกลุ่มตัวแทนของคนเล็กคนน้อยในสังคม
ที่นับเป็น “ฟันเฟือง” ขับเคลื่ อนประเทศให้ดำเนินไปทั้งในแง่ของ
“นักจัดการ” และ “นักอนุรักษ์” ทรัพยากรทะเลและชายฝั่ ง รวมไป
ถึงเป็น “นักการตลาด” และ “นักเศรษฐศาสตร์” ที่ขับเคลื่ อน
ประเทศจากฐานล่างทางเศรษฐกิจสู่ฐานบน (เศรษฐกิจมหภาค)
อย่างแท้จริง
สนับสนุนโดย
กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ผลิดโดย
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน