รายวิชา การทำผ้ามัดย้อม รหัสวิชา ศ32205 เรื่อง ประวัติการทำผ้ามัดย้อม นางบังอร เพ็งรักษ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โรงเรียนหาดใหญ่พิทยาคม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล
ผ้ามัดย้อม ผ้ามัดย้อม หมายถึง การทำให้ผ้าเกิดรอยต่าง ๆ โดยใช้เทคนิคการทำลวดลายโดยการมัด การพับ การเย็บ และใช้อุปกรณ์อื่น ๆ ให้เป็นลวดลายตามที่ต้องการ การทำผ้ามัดย้อมอาจเริ่มเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจของคนในสมัยโบราณ โดยนักมนุษย์วิทยา สันนิษฐานว่า อาจมีแนวความคิดมาจากการฟอกสีออกด้วยแสงอาทิตย์โดยบังเอิญ ซึ่งหลักฐานความรู้ ที่พอจะเชื่อถือได้แสดงให้เห็นว่า ประเทศในยุคแรก ๆ ที่มีการมัดย้อมผ้าคือ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และแอฟริกา ที่มีความคุ้นเคยกับเทคนิคการใช้สีย้อมที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ในประเทศอินเดียผ้ามัดย้อมเป็นที่รู้จักกันในชนบทสมัยก่อน ซึ่งพบหลักฐานจากเศษผ้าเมื่อ 5,000 ปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความรู้และประสบการณ์ในการใช้สีย้อม เช่น ส่าหรี(Sari) เป็นต้น การมัดย้อมจะมีหลายรูปแบบและหลายเทคนิค ซึ่งจะมีความสวยงามที่แตกต่างกันไปตามแต่ละ ประเทศ อาจขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติ ช่วงเวลาในการค้นพบ หรือสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เป็น วัตถุดิบในการทำมัดย้อม แต่สิ่งที่เหมือนกันของผ้ามัดย้อมในทุกชนชาติและทุกวัฒนธรรมคือ การพยายาม พัฒนาและสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ให้สวยงามและเจริญรุ่งเรืองอยู่เสมอเพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรม ดั้งเดิมให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต ที่มาของภาพ : https://sites.google.com/ ประวัติความเป็นมาของการทำผ้ามัดย้อม การฝึกหัดมัดย้อมบนเนื้อผ้าได้ทำกันมาเกือบทุกส่วนของโลก ประวัติการทำผ้ามัดย้อมได้เริ่มต้น ทำกันในสมัยเอเชียโบราณแผ่ขยายไปยังตอนกลางของอินเดีย มาเลเซีย และข้ามไปยังแอฟริกา การทอผ้าที่ มีมาแต่โบราณนอกจากจะขุดพบในสมัยจีนโบราณแล้ว ยังมาจากพวกคาราวาน ในสมัยก่อนรวมทั้งที่มาของ การทำไหมก็เริ่มในยุคนี้ด้วย ในทวีปอเมริกาเริ่มการมัดย้อมจากชาวโคลัมเบียในยุคแรก เพื่อการทำวงกลมและสี่เหลี่ยม ด้วยแบบสีง่าย ๆ เป็นที่นิยมในเม็กซิโก กัวเตมาลา เปรูเดลิเวีย ปาลาไว และอาเจนตินา ในอเมริกาใต้และ ชาวอินเดียแดง
การทำผ้ามัดย้อมอาจได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นในตอนต้นสมัยของประเทศอินเดียก่อนที่จะมาถึง ประเทศญี่ปุ่น เสื้อผ้าของคนทั่วไปแสดงให้เห็นถึงการเขียนภาพสีน้ำบนผนังและเพดานถ้ำที่อจันตา* เป็นแบบวงกลมสีขาวคล้ายกับจะทำให้เห็นเป็นเหมือนการทำหางวงกลมซึ่งเป็นที่รู้จักในอินเดียว่า ปรังใจ ผ้ามัดย้อมที่มีในประเทศไทยและกัมพูชา เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าการมัดย้อมเริ่มต้นมาจาก สองประเทศนี้แพร่หลายเข้าไปยังประเทศอินโดนีเซีย วิธีการมัดย้อมยังนำไปใช้ในการตกแต่งผ้าไหมชั้นดีเพื่อ ใช้ทำผ้าคลุมไหล่สไบ และโสร่งสำหรับชายหญิงของชาวชวาและบาหลี การมัดย้อมในแต่ละประเทศแสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่แตกต่างกันและลักษณะการใช้สี ผู้ผลิตสามารถวางแนวทางและรูปแบบของผ้าเพื่อผลิตออกไปทั่วโลกในระยะเวลาที่แตกต่างกันตามรูปแบบ ของวัฒนธรรม (ยุพินศรีสายทอง . ๒๕๔๔ : ๑๑ -๑ ๕) สรุปแนวคิดความเป็นมาการทำผ้ามัดย้อม องค์ความรู้เกี่ยวกับศิลปะการนำผ้ามาย้อมด้วยสีที่ได้จากธรรมชาติไม่ใช่สิ่งแปลกหรือพึ่งจะ ค้นพบนวัตกรรมใหม่แต่ความรู้ภูมิปัญญาดังกล่าวได้ถูกค้นพบ ปฏิบัติและถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นตั้งแต่สมัย พุทธกาล ดังจะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าพร้อมสาวกทั้งหลายก็ใช้ผ้าบังสุกุลสีขาวที่ใช้สำหรับห่อศพมาซักแล้วก็ ย้อมด้วยสีธรรมชาติเพื่อเป็นผ้าจีวรนุ่งห่มเหมือนกัน ภูมิปัญญาการเอาผ้าใช้แล้วมาย้อมด้วยสีธรรมชาติเป็น ภูมิปัญญาที่มาจากแนวคิดของพระพุทธเจ้า การเรียนรู้และปฏิบัติกิจกรรมเหมือนกับเราได้เรียนรู้และปฏิบัติ ธรรมะไปด้วย เช่น ได้สมาธิจากการดึงปมชายผ้า การพึ่งพาธรรมชาติการพึ่งพาตัวเอง การไม่ตามกระแส ของสังคมที่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น การทำผ้ามัดย้อมใช้เองเป็นความภาคภูมิใจของคนทำและคนที่จะสวมใส่ เพราะผลงานที่ทำขึ้น เป็นศิลปะหนึ่งเดียวในโลกที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนโดยมีเราเป็นศิลปินเอกที่สำคัญ สีที่ได้จาก ธรรมชาติจะมีคุณสมบัติในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บไปในตัวด้วย เช่น ผ้าย้อมคราม ย้อมฝางแดง เป็นต้น ในปัจจุบันศิลปะการทำผ้ามัดย้อมกำลังหายไปจากสังคมและถูกมองอย่างไร้คุณค่า เพราะว่ากระแสแฟชั่น สมัยใหม่มาแรง หาซื้อได้ง่ายและตอบสนองความต้องการได้อย่างรวดเร็ว ทันใจในทุกรูปแบบ ที่มาของภาพ : https://www.google.com/search
ประเภทและรูปแบบของผ้ามัดย้อม การมัดย้อม เป็นการมัด ผูก เย็บ หนีบ หรือเป็นการ “กันสี” ในส่วนใดส่วนหนึ่งของผ้าที่ผู้ย้อม ไม่ต้องการให้เกิดสีที่จะย้อมในครั้งนั้นๆ โดยใช้วัสดุต่างๆ เช่น เหรียญ เชือกปอ เชือกฟาง ไม้หนีบ ด้าย หรือ ถุงพลาสติกมาเป็นวัสดุช่วยในการกันสีร่วมกับการม้วน พับ จับจีบ ขยํา หรือเย็บผ้า ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ของลาย ที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับวิธีในการออกแบบสีและการผสมผสานเทคนิคต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันของผู้ย้อม โดยเรียกการสร้างลวดลายด้วยกรรมวิธีนี้ว่า “ผ้ามัดย้อม” การมัดย้อมเป็นศิลปะบนผืนผ้าที่มีการสืบทอดกันมานานในหลายประเทศโดยเรียกรวม ๆ กันว่า “พลางงี” (Plangi) มีต้นกำเนิดในเอเชียกลาง หลังจากนั้นจึงแพร่ขยายไปยังญี่ปุ่นและอินเดีย ผ่านทางพ่อค้า วานิชที่เดินทางติดต่อการค้าไปทั่วเอเชียโดยในอินเดียจะเรียกว่า “พันธนะ” (Banthana) หมายถึง การมัด หรือผูก ส่วนในญี่ปุ่นจะ เรียกว่า “ชิโบริ” (Shibori) ซึ่งหมายถึงการมัดหรือปม “พลางงี” (Plangi) เป็นวิธีการมัดย้อมแบบหนึ่งซึ่งรวมกลุ่มอยู่ในงานศิลปหัตถกรรมประเภท เดียวกับมัดหมี่ (Ikat) และบาติก (Batik) โดย“พลางงี” (Plangi) เป็นการคำในภาษามลายูหมายความว่า หลากสีหรือลายจุดบนพื้นสี เป็นวิธีการมัด ผูกหรือเย็บรูดบนผืนผ้าที่ทอแล้วเป็นจุดเล็ก ๆ ด้วยเส้นด้าย แล้วนำไปย้อมหรือแต้มด้วยสีที่ต้องการทำให้เกิดเป็นวงหรือเหลี่ยมเล็ก ๆ สีขาวหรือตามสีพื้นผ้า นิยมทำเป็น ลวดลายธรรมชาติ เช่น ดอกไม้และใบไม้ พจนานุกรมศิลปะ อังกฤษ -ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้อธิบายความหมายของคำว่า มัดหมี่ (Ikat) ไว้ว่า มัดหมี่ หมายถึงกรรมวิธีในการทำผ้าให้เป็นลวดลายก่อนที่จะทอให้เป็นผืนผ้าโดยให้มัดเส้นด้าย หรือเส้นไหมเป็นเปลาะ ๆ ตามกระสวนหรือแบบที่เตรียมไว้แล้วจึงนำไปย้อมสีด้ายหรือไหมที่ถูกมัดเอาไว้ จะไม่ดูดสี เมื่อแก้มัดแล้วตากแห้งจึงนำไปทอเป็นผืนผ้า ลวดลายก็จะเกิดขึ้นตามกระสวนนั้น คำว่า Ikat มีที่มาจากคำภาษาชวา และมลายู แปลว่า ผูกมัด รัดรึง แต่มีความหมายทาง หัตถกรรมว่าเป็นการทอมัดหมี่การมัดเส้นด้ายหรือเส้นไหม ถ้าด้ายยืนเรียกว่า มัดหมี่ด้ายยืน (Warp Ikat) ถ้ามัดด้ายพุ่ง เรียกว่ามัดหมี่ด้ายพุ่ง (Weft Ikat) ถ้ามัดทั้งด้ายยืนและด้ายพุง เรียกว่า มัดหมี่มัดหมี่สองทาง (Double Ikat) ส่วนบาติก เป็นการใช้เทียนที่ละลายด้วยความร้อนมาวาดเป็นลวดลายลงบนผืนผ้าเพื่อกันไม่ให้ สีที่ใช้ย้อมผ้าซึมผ่านส่วนที่เป็นลวดลาย เมื่อล้างออกด้วยน้ำร้อนเทียนจะละลายหายไปและส่วนที่วาดไว้ จะกลายเป็นลวดลายตามสีเดิมของผืนผ้า ในอินเดีย “พันธนะ” (Banthana) ไม่ได้หมายถึงการมัดหรือผูกแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการ ใช้วิธีการทับประกบด้วยแผนไม้ที่แกะเป็นรูปต่าง ๆ แล้วจึงนำไปจุ่มสีที่ต้องการ เมื่อแกะแผ่นไม้ออกมา ลวดลายของแผ่นไม้จะกลายเป็นส่วนที่กันสีเอาไว้เกิดเป็นลวดลายที่สลับซับซ้อนและสวยงาม ในญี่ปุ่นจะเรียกวิธีการมัดย้อมว่า “ชิโบริ” (Shibori) หมายถึงการมัดหรือปม ส่วนมากจะนิยม ย้อมด้วยครามบนผ้าไหมหรือผ้าฝ้าย ลวดลายของการมัดย้อมลายหนึ่งเป็นที่นิยมมากในญี่ปุ่น ได้แก่ ลายจุด เล็ก ๆ ที่เรียกกันว่า “คาโนโกะ ชิโบริ” (Kanoko Shibori) ซึ่งเกิดจากการผูกผ้าไว้ด้วยด้าย ปลายของ วงกลมเล็ก ๆ แต่ละจุด จะถูกปล่อยไว้โดยไม่ได้มัด ทำให้เกิดวงกลมเล็กๆ ตรงกลางของวงแหวนที่เกิดจาก
การมัด เส้นวงกลมที่เกิดจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับวิธีการมัดและจำนวนรอบที่ผูก นอกจากนี้ยังมีลวดลายที่เกิดจากการเย็บและรูด การพับด้วยผ้าที่ย้อมด้วยเทคนิคชิโบรินั้นเป็นงานที่ ละเอียดอ่อน ประณีต และมักมีการใช้เทคนิคการปักเข้าร่วมด้วย คาโนโกะ ชิโบริ ผ้าย้อมครามด้วยวิธีชิโบริแบบต่างๆ ที่มาของภาพ : http://www.elfar.ssru.ac.th/chanoknart_ma ผ้าคลุมไหล่ ลายโกโบริ ผ้ามัดย้อม ลายเถามะลิ เสื้อลายชิโบริ ที่มาของภาพ : https://www.google.com/search?q
เทคนิคการมัดย้อม อุปกรณ์ในการทำผ้ามัดย้อม 1. ผ้า ผ้าที่ใช้ในการมัดย้อมเป็นผ้าที่ทอจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน และผ้าไหม ซึ่งจะต้องนำไปซักน้ำเปล่า ต้มในน้ำเดือดหรือแช่แล้วซักในน้ำสบู่อ่อน ๆ ก่อน เพื่อชำระสิ่งสกปรกหรือเคมี ที่เคลือบบนผิวผ้าออกเสียก่อนจึงจะสามารถนำผ้ามาย้อมแล้วติดสีได้ดี ส่วนผ้าที่ทอจากเส้นใยสังเคราะห์ จะนำมาย้อมแล้วไม่ได้สีที่ดีนักเนื่องจากเส้นใยไม่ดูดซับสียกเว้นเส้นใยสังเคราะห์จากเส้นใยพืช เช่น ผ้าเรยอน ซึ่งสามารถนำมาย้อมได้สีที่ดี ผู้ย้อมอาจจะนำผ้าที่จะย้อมไปทำการฟอกสีให้พื้นผ้าเป็นสีขาวที่สุด เสียก่อนโดยการนำมาไปชุบในน้ำยาเคมีสำหรับฟอกสีผ้าเสียก่อนก็ได้ 2. ภาชนะที่ใช้ในการมัดย้อม ควรจะเป็นภาชนะที่มีขนาดใหญ่สามารถจุ่มผ้าลงไปได้ทั้งผืนที่ ต้องการจะย้อม อาจใช้เป็นภาชนะโลหะเคลือบสแตนเลสหรือพลาสติกตามแต่วิธีของผู้ย้อมว่าจะใช้การย้อม ร้อนหรือย้อมเย็น 3. วัสดุกันสีเช่น เชือกต่าง ๆ ด้าย ยางวง ถุงพลาสติก ไม้หนีบ ลูกปัด หมุดไม้ ก้อนกรวด หรือ วัสดุอื่น ๆ ตามแต่การออกแบบลวดลายของผู้ย้อม 4. สีที่ใช้ในการย้อม มีทั้งสีทางเคมีที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาดและสีย้อมที่สกัดจากธรรมชาติ 5. อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น กรรไกร เข้ม ที่เลาะด้าย และถุงมือยาง เป็นต้น ที่มาของภาพ : https://www.google.com/search?q การเตรียมตัวทำปฏิกิริยา ตัวทำปฏิกิริยาคือ วัตถุดิบที่จะมาช่วยเพิ่มและเปลี่ยนสีสันให้ได้สีที่หลากหลายขึ้นจากเดิม ซึ่งแต่ ละตัวจะทำให้ผ้าที่ย้อมเปลี่ยนเป็นสีต่าง ๆ เช่น เข้มขึ้น จางลง หรือเปลี่ยนเป็นสีอื่น ๆ แต่ก็อยู่ในโทนสีเดิม ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของสารดังกล่าว ดังนี้ 1. น้ำด่าง ได้จากการนำขี้เถ้าจากเตาไฟที่เผาไหม้แล้วประมาณ 1 -2 กิโลกรัม มาผสมให้ละลาย กับน้ำประมาณ 10 - 15 ลิตร ในภาชนะ เช่น ถังน้ำ หรือ แกลลอน แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ตกตะกอน ประมาณ 1-2 วัน หลังจากนั้นค่อย ๆ เทกรองเอาน้ำที่ใส ๆ ที่ได้จากการหมักขี้เถ้ามาเป็นน้ำหัวเชื้อซึ่งสามารถใส่ขวด แล้วเก็บไว้ได้นานเท่าไหร่ก็ได้ น้ำด่างขี้เถ้าที่ดีจะต้องใสและไม่มีกลิ่นเหม็น ปริมาณที่ใช้ในแต่ละครั้ง น้ำ 1 ถัง ใช้น้ำด่างประมาณครึ่งขวดลิตร 2. น้ำปูนใส ได้จากการนำปูนขาวเคี้ยวหมากขนาดเท่าหัวแม่มือมาละลายกับน้ำ 1 ถัง (ประมาณ 15 - 20 ลิตร) ทิ้งไว้ให้ตกตะกอนรินเอาเฉพาะน้ำที่ใส ๆ เท่านั้น น้ำปูนใสที่ดีจะใสและไม่มีกลิ่น
3. น้ำสารส้ม ได้จากการนำสารส้มที่เป็นก้อนมาแกว่งให้ละลายกับน้ำแล้วกรองหรือตักเอาน้ำใช้ เลยก็ได้ น้ำสารส้มจะใสและไม่มีกลิ่น 4. น้ำสนิม ได้จากการนำเศษเหล็ก ตะปู หรือ สังกะสีที่เป็นสนิม นำลงไปแช่น้ำ ทิ้งไว้กลางแดด เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน หมั่นตรวจดูและเติมน้ำให้เต็มเสมอเพราะเมื่อเรานำน้ำไปตั้งกลางแดดน้ำจะ ระเหยกลายเป็นไอจึงต้องเติมน้ำอยู่เสมอ เมื่อจะใช้ให้กรองเอาเฉพาะน้ำที่แช่เหล็ก ระวังเศษเหล็กจะผสมมา กับน้ำเพราะอาจจะเกิดอันตรายได้ น้ำสนิมมีสีขุ่นดำ มีกลิ่นค่อนข้างเหม็น ปริมาณใช้น้ำสนิมครึ่งขวดลิตร ต่อน้ำ 1 ถัง (ประมาณ 15 - 20 ลิตร หลักการสำคัญในการทำผ้ามัดย้อม หลักการสำคัญในการทำผ้ามัดย้อม คือ ส่วนที่ถูกมัดคือส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสีส่วนที่เหลือหรือ ส่วนที่ไม่ได้มัดคือส่วนที่ต้องการให้สีติด การมัดเป็นการกันสีนั่นเอง ลักษณะของการมัดมีดังนี้ 1. ความแน่นของการมัด กรณีแรก มัดมากเกินไปจนไม่เหลือพื้นที่ให้สีแทรกซึมเข้าไปได้เลย ผลที่ได้ก็คือได้สีขาวของ เนื้อผ้าเดิมอาจมีสีย้อมแทรกซึมเข้ามาได้เล็กน้อย อย่างนี้เกิดลายน้อย กรณีที่สอง มัดน้อยเกินไปเหลือพื้นที่ให้สีย้อมติดเกือบเต็มผืน อย่างนี้เกิดลายน้อยเช่นกัน ทั้งผืนมีสีย้อมแต่แทบไม่มีลายเลย กรณีที่สาม มัดเหมือนกันแต่มัดไม่แน่น อย่างนี้เท่ากับไม่ได้มัดเพราะหากมัดไม่แน่นสีก็จะแทรก ซึมผ่านเข้าไปได้ทั่วทั้งผืน 2. การใช้อุปกรณ์ช่วยในการหนีบผ้าแล้วมัด เพื่อให้เกิดความแน่นและเกิดลวดลายตามแม่แบบที่ใช้หนีบ ดังนั้นลายสวยเพียงใดขึ้นอยู่กับการ ออกแบบแม่แบบที่จะใช้หนีบด้วย 3. ความสม่ำเสมอของสีย้อม สีย้อมที่ติดผ้าจะสม่ำเสมอได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิความร้อนขณะนำผ้าลงย้อมและการกลับผ้าไปมา การขยำผ้าเกือบตลอดเวลาของการย้อมหนึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนที่จะแช่ผ้าไว้ ที่มาของภาพ : https://www.google.com/search?q