พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ในโอกาสที่องค์การยูเนสโกทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองโบโรพุทโธ
ณ ศาลาธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2535 ความว่า
“…การที่ข้าพเจ้าเริ่มงานศิลปาชีพขึ้นนั้น ข้าพเจ้าตั้งใจจะสรรหาอาชีพให้ชาวนาที่ยากจนเลี้ยงตนเองได้ในเบื้องต้น
ทั้งนี้ เนื่องจากข้าพเจ้าได้ตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปเยี่ยมราษฎรตามชนบทมาหลายสิบปี
ได้พบว่าราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ที่ต้องทำงานหนัก และต้องเผชิญอุปสรรคจากภัยธรรมชาติมากมาย
เช่น ฝนแล้ง น้ำท่วม ศัตรูพืชระบาด เป็นต้น ทำให้ชาวไร่ชาวนามักยากจน การนำสิ่งของไปแจกราษฎรผู้ประสบภัย
ธรรมชาติ เป็นเพียงการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชปรารภว่า
เป็นการช่วยเหลือที่ไม่ยั่งยืน ควรจะหาวิธีอื่นที่ช่วยให้ราษฎรพึ่งตนเองได้”
“…ชาวนาชาวไร่เหล่านี้มีฝีมือทางหัตถกรรมสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว โดยที่หัตถกรรมส่วนใหญ่เป็นสิ่ง
ที่เขาใช้สอยอยู่ในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น ชาวอีสานปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อทอผ้าไว้ใช้เอง สิ่งนี้จึงเป็นแรง
บันดาลใจให้ข้าพเจ้าเริ่มงานส่งเสริมการทอผ้าขึ้น เพื่อให้ชาวนาชาวไร่นำความสามารถของเขาเองมายกระดับ
ความเป็นอยู่ รวมทั้งเพิ่มพูนศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในงานของเขา จนในที่สุดจึงเกิดเป็นมูลนิธิศิลปาชีพ…”
ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด “งานผ้าไทย”
สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่
เป็นที่ประจักษ์ ทรงพระปรีชาสามารถเป็นเลิศและทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะสนองพระราชปณิธานของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านการพัฒนาผ้าไหมไทย และผ้าพื้นเมือง
ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์ด้านหัตถกรรม
ในภูมิภาคต่างๆ และพระราชทานพระราชดำริเพื่อให้ราษฎรสามารถผลิต พัฒนา และจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม
ได้อย่างแพร่หลาย โดยทรงเป็นแบบอย่างในการฉลองพระองค์ด้วยผ้าไหม และผ้าพื้นเมือง ในงานพระราชพิธี
และในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ฉลองพระองค์ที่ออกแบบอย่างงดงามนั้น นอกจากจะสื่อ
ความหมายถึงแหล่งผลิตผ้าไหมและผ้าพื้นเมือง ตลอดจนสถานที่ที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร
แล้วนั้น ยังสะท้อนให้เห็นถึงน้ำพระราชหฤทัยอันลึกซึ้ง ที่ทรงเห็นคุณค่าของผ้าไหมไทย และผ้าพื้นเมือง
ด้วยทรงสนับสนุนการทอผ้าไหม การพัฒนาผ้าไหมไทย และผ้าพื้นเมืองต่างๆ ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
ลายผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัด
เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญ
พระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและน้อมสำนึกใน
พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงพระวิริยะอุตสาหะปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการส่งเสริมเรื่อง “ผ้าไทย”
และสิ่งทอท้องถิ่นที่เกือบสูญหายให้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง พร้อมยกระดับผ้าไทยให้มีความโดดเด่น
และมีชื่อเสียงในเวทีโลก เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
ให้ดียิ่งขึ้น กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้จังหวัดคัดเลือกลายผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัด
โดยจังหวัดปราจีนบุรี ได้พัฒนาและออกแบบลายผ้า “ปราจีนบุรี ศรีภูษา” โดยในลายผ้าจะประกอบด้วย
ใบโพธิ์ สวัสดิกะ แม่น้ำปราจีนบุรี และดอกปีบ ซึ่งแต่ละลายมีความหมายสื่อถึงความเป็นจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อให้
ประชาชนชาวจังหวัดปราจีนบุรี ได้ร่วมกันสวมใส่ผ้าไทยลายอัตลักษณ์ประจำจังหวัดด้วยความภาคภูมิใจ
และเป็นการส่งเสริมผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ในพื้นที่จังหวัดให้มีรายได้อีกด้วย
"ปราจีนบุรี ศรีภูษา"
หน้า
บทที่ ๑
ที่มาของลายผ้า "ปราจีนบุรี ศรีภูษา"
ความเป็นมาของจังหวัดปราจีนบุรี
จังหวัดปราจีนบุรี เคยเป็นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองมายาวนาน ดังปรากฏการตั้งถิ่นฐานของชุมชน
โบราณเมื่อประมาณ ๒๐๐๐ - ๒๕๐๐ ปีที่แหล่งโบราณคดีบ้านกระทุ่มแพ้ว ตำบลกระทุ่มแพ้ว อำเภอบ้านสร้าง
บ้านหนองอ้อ ตำบลดงพระราม อำเภอเมืองปราจีนบุรี และบ้านดงชัยมัน ตำบลประจันตคาม อำเภอประจันตคาม
โบราณวัตถุที่พบได้แก่ ลูกปัดแก้วแบบอินโด - แปซิฟิก สีต่างๆ ลูกปัดหิน คาร์เนเลียน หินอะเกตและหินควอตซ์
เครื่องมือเหล็ก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนโบราณใกล้เคียงและอินเดียโดยเฉพาะที่บ้านดงชัย
มันได้พบชิ้นส่วนกลองมโหระทึก ซึ่งเป็นโบราณวัตถุในวัฒนธรรมดงชอนเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมซึ่งพบทางตอนใต้
ของจีนและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งประเทศไทยและยังพบหลักฐานเป็นซากเมืองโบราณ
ที่เรียกว่า “เมืองศรีมโหสถ” ที่ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถและบริเวณบ้านโคกขวาง อำเภอศรีมหาโพธิ
บริเวณซากเมืองโบราณเหล่านี้มีซากโบราณสถานที่ใช้ประกอบพิธีกรรมศาสนกิจและโบราณวัตถุได้แก่ พระพุทธรูป
เทวรูป เครื่องปั้นดินเผา เครื่องสำริดซึ่งเป็นเครื่องมือและเครื่องใช้กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปต่อมาศูนย์กลาง
จกครววุงาบศมจรเีนจอสรยิุญมธัยยไดาพ้ยรแ้าะลยบะมยาัาทงตัต้ส่งอมอมเยูดา่ร็ิจจมนพแถรมึ่งะนส้มำมังบยกาุกฎงรปุเงกรรัละต้กานเงโจก้ดาัสิองนเยูชท่่หนัร์วปต
ัอจรันจชุบตก้ันนาเลร“ีทียเ่มกื๖อว่างทป“รรเงามพืจอีรนงะป”กรเราุปณ็จินณาชืโ่”อปทหีร่เดรรืีอเยกก“ล้กมัานณฯมฑจาัลตดั้ปงรแระาตเ่จบสิีณยมับ”ย
การปกครองแผ่นดินตามแบบต่างประเทศมณฑลปราจิณได้ถูกยุบเลิกคงมีฐานะเป็นเพียงหัวเมืองหนึ่งต่อมา
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนคำว่า “เมือง” เป็น “จังหวัด” จึงมีชื่อเรียกใหม่ว่า “จังหวัดปราจีนบุรี”
ภาพ : ตราประจำจังหวัดปราจีนบุรี
ตราประจำจังหวัด เป็นรูปต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ที่ปลูกไว้ที่ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ เป็นต้นโพธิ์
ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย เป็นสัญลักษณ์ทางด้านพุทธศาสนาของจังหวัดปราจีนบุรี
หน้า ๑
ภาพ : ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ
ทมีี่อเก่าายแุกก่วท่ีา่สุด๒ใ,น๐ป๐ร๐ะเทปีศซไึ่ทงนยำทีเ่ขเ้ชืา่อมวา่าปเปล็ูนกตเ้ปนต็ัน้โงพตอ้ธินย์ูท่ีทแ่ีเ่ปร็ตกนำหตบ้นน่ลอโโจพคาธกิก์
ตปต้ี้นนบนพี้จมรัีงะขหศนวราัีมดดหปเสาร้โนาพจรีธิอน์ สบบุถวรีางนภขทอาี่ตยงรลใัสนำรตวู้้ัจดนาตก้๒นพุ๐ศทรธเีมมคหยตาราปโสพรูงะธิ์เ๓ทมีศ๐ต้อินเนมโเพดตียธริ์
มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒๕ เมตร นอกจากนี้ยังมีพระเจดีย์ประธานของวัดที่จำลองแบบจาก เจดีย์พุทธคยา มีลายปูนปั้น
รูปเทวดาซึ่งงดงามมากที่ผนังด้านนอกของห้องคูหาส่วนฐานพระเจดีย์ด้วย
ทั้งนี้มีตำนานกล่าวว่า พระเจ้าทวานัมปะยะดิษฐ์ เจ้าครองเมืองศรีมโหสถในสมัยขอมเรืองอำนาจทรงเลื่อมใส
ในพุทธศาสนา จึงได้ส่งคณะทูตเดินทางไปขอกิ่งต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าประทับเมื่อคราวตรัสรู้ จากเจ้าผู้ครอง
นครปาตุลีบุตร ประเทศอินเดีย แล้วนำกิ่งโพธิ์นั้นมาปลูกที่วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด
ปราจีนบุรี ในวันวิสาขบูชาจะมีงานนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์
หน้า ๒
โบราณสถานสระมรกต ตั้งอยู่ที่วัดสระมรกต ตำบลโคกไทย อำเภอศรีมโหสถ เป็นกลุ่มโบราณ
สถานทางพุทธศาสนาขนาดใหญ่ ที่สร้างซ้อนทับกันหล
ายสมัย เริ่มตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๔ เป็นต้นมา
จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้าง ศิล
าแลง และอิฐ ส่วนใหญ่คงเหลือเฉพาะรากฐานอาคาร
เท่านั้น ระหว่างการขุดแต่งได้ค้นพบรอยพระพุทธบาทคู่ สลักอยู่บนศิลาแลง สลักเป็นรอยเลียนแบบรอยเท้า
มนุษย์ กลางฝ่าพระบาทสลักรูปธรรมจักรนูนทั้งสองข้างและยังมีการสลักรูปเครื่องหมายสวัสดิกะ ตรงกลางมี
หลุมสำหรับใช้ปักเสาสันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อปักฉัตรหรือร่ม รอยพระพุทธบาทคู่นี้คาดว่าสร้างขึ้นครั้งแรกสมัย
ทวารวดี ถึงสมัยลพบุรี นับเป็นรอยพระพุทธบาทที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ใกล้กันมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งพบพระพุทธรูปและโบราณวัตถุเป็นจำนวนมากภายในบ่อ และเป็นบ่อซึ่งได้นำน้ำไปประกอบพิธีทำน้ำอภิเษก
ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก นอกจากนั้นยังมี สระมรกต เป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถานสระมรกตประกอบด้วย อาคาร
ศิลาแลงล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ลักษณะเป็นอโรคยาหรือโรงพยาบาล เป็นสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาด
กว้างประมาณ ๑๑๕ เมตร ยาว ๒๑๔ เมตร ลึก ๓.๕๐ เมตร มีพื้นที่ประมาณ ๒๕ ไร่ สันนิษฐานว่าขุดขึ้นมา
เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำ และได้นำศิลาแลงไปใช้เป็นสถาปัตยกรรม นอกจากสระมรกตแล้วยังมีสระบัวหลวงด้วย
หน้า ๓
ภาพ : แม่น้ำปราจีนบุรี
ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญในจังหวัดปราจีนบุรี
และจังหวัดฉะเชิงเทรา มีความยาวประมาณ ๒๓๑ กิโลเมตร และมีความกว้างในช่วงที่ไหลผ่านเขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา
ประมาณ ๑๒๐ เมตร แม่น้ำบางปะกงมีต้นกำเนิดจากแควหนุมานและคลองพระปรงในจังหวัดปราจีนบุรีมาบรรจบกัน
ที่ตำบลเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยจะเรียกว่า "แม่น้ำปราจีนบุรี" และแม่น้ำนครนายกกับคลอง
บางหอยไหลมาบรรจบกัน ที่ตำบลบางสมบูรณ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ก่อนที่ทั้งสองสายจะบรรจบกันบริเวณ
ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้างจังหวัดปราจีนบุรี และไหลออกสู่ทะเลอ่าวไทยที่บริเวณตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง
จังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำปราจีนบุรี และธรรมชาติที่รายล้อม ทำให้แม่น้ำปราจีนบุรี เป็นสายน้ำ
เย็นที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนริมฝั่ง ทั้งยังมีเทศกาลแข่งเรือยาวซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต
ของชาวบ้านที่มีความผูกพันกับแม่น้ำปราจีนบุรีมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้แม่น้ำปราจีนบุรียังเป็นเส้นทางสัญจร
ครั้นอดีตถึงปัจจุบัน เป็นแหล่งอาหารให้ชาวบ้านและสัตว์มากมาย เป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับใช้ในการทำเกษตรกรรม
สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดปราจีนบุรี แสดงถึงวิถีชีวิตของชาวปราจีนบุรีที่มีความผูกพันกับสายน้ำในการดำรงชีวิต
หน้า ๔
ภาพ : ดอกไม้ประจำจังหวัดปราจีนบุรี
(ชื่อสามัญ Cork Tree) หรือภาคเหนือเรียกว่า กาซะลอง กาดสะลอง ภาคกลาง
เรียกปีบ ภาษากะเหรี่ยง (กาญจนบุรี) เรียกว่า เด็กดองโห่
ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ลำต้นสูงประมาณ ๑๐ - ๒๐ เมตร เปลือก
ลำต้นสีเทาขรุขระ ใบออกเป็นช่อ ลักษณระใบกลมรี ขอบใบเรียบโคนใบมน ใต้ใบเห็นเส้นใบชัดเจน ดอกออก
เป็นช่อตั้งตรง ลักษณระเป็นท่อยาวประมาณ ๒ - ๓ นิ้ว สีขาวปนเหลืองขนาด ๒ เซนติเมตร ปลายกลีบดอก
เป็นแฉก ๕ แฉก มีกลิ่นหอมอ่อน ชวนหลงใหล ตรงกลางดอกมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียติดอยู่ด้านใน ใกล้ปากท่อ
ผลมีลักษณะเป็นฝักแบน ภายในมีเมล็ดลักษณะแบบขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและการปักชำ เหมาะที่จะปลูก
ในพื้นที่ที่มีดินร่วนซุย แสงแดดจัดหรือกลางแจ้ง มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยและประเทศพม่า
หน้า ๕
ภาพ : ธงประจำจังหวัดปราจีนบุรี
ธงประจำจังหวัดปราจีนบุรี ขนาดพื้นธงกว้าง ๑.๕๐ เมตร ยาว ๒.๒๕ เมตร ลักษณะพื้นธงตอนต้นมีพื้น
สีแดงซึ่งกำหนดเป็นสีประจำภาค ๒ กว้างยาวด้านละ ๑.๕
๐ เมตร มีรูปต้นโพธิ์อยู่ในกรอบวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง
๘๕ เซนติเมตร สำหรับพื้นที่ธงที่เหลือเป็นสีเหลือง
หน้า ๖
บทที่ ๒
จากประวัติศาสตร์สู่การพัฒนาลายผ้า
จังหวัดปราจีนบุรี โดยคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกลายผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัดปราจีนบุรี
ได้พิจาณาออกแบบลายผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัดปราจีนบุรีขึ้นมาใหม่ โดยนำเอาสัญลักษณ์ที่สำคัญและสื่อถึง
ความเป็นจังหวัดปราจีนบุรีนำไปออกแบบเป็นลวดลายบนผืนผ้า ซึ่งสามารถแสดงถึงความเป็นจังหวัดปราจีนบุรี
นำไปออกแบบเป็นลวดลายบนผืนผ้า โดยกำหนดชื่อลายผ้า “ปราจีนบุรี ศรีภูษา” หมายถึง ผ้าที่เป็นเกียรติเป็นศรี
ของจังหวัดปราจีนบุรี โดยในลายผ้าจะประกอบด้วย ใบโพธิ์ สวัสดิกะ แม่น้ำปราจีนบุรี และดอกปีบ ซึ่งแต่ละลาย
มีความหมาย ดังนี้
“ใบโพธิ์” สื่อถึงต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นไม้ประจำจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในเขตวัดต้นโพธิ์ ศรีมหาโพธิ
ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ เชื่อว่าเป็นต้นโพธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย สันนิษฐานว่าเป็นหน่อจากต้นพระศรีมหาโพธิ
สถานที่ตรัสรู้จากพุทธคยา ประเทศอินเดีย ซึ่งนำเข้ามาปลูกเป็นต้นแรกในประเทศไทย
“สวัสดิกะ” เป็นภาษาสันสฤตหมายความว่าสัญลักษณ์แห่งโชคและความอยู่ดีมีสุข ปรากฏอยู่ในรอย
พระพุทธบาทคู่ ซึ่งมีแห่งเดียวในประเทศไทย และเป็น ๑ ใน ๔ ของโลกที่มีการค้นพบสัญลักษณ์ดังกล่าว นอกจากนี้
รอยพระพุทธบาทคู่ซึ่งประดิษฐาน ณ โบราณสถานสระมรกต
อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ยังเป็นรอยพระพุทธบาท
ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย แสดงถึงความเจริญรุ่ง
เรืองของพระพุทธศาสนาที่มีการเผยแผ่มายังดินแดนเมือง
ศรีมโหสถในสมัยทวารวดี “แม่น้ำปราจีนบุรี” สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดปราจีนบุรี แสดงถึงวิถีชีวิตของ
ชาวปราจีนบุรีที่มีความผูกพันกับสายน้ำในการดำรงชีวิตทั้งในการอุปโภค บริโภค และทำเกษตรกรรม
“ดอกปีบ” หรือ ดอกกาสะลอง เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีลักษณะรูปดอกเป็นแตร กลีบดอก
๕ กลีบ สีขาวนวล ส่งกลิ่นหอมอ่อน ชวนหลงใหล
“สีประจำจังหวัดประจำจังหวัดปราจีนบุรี” ได้แก่
“สีแดง” สื่อถึง ความมีพลังอำนาจ ชื่อเสียง ลาภยศ ป้องกันสิ่งไม่ดี ปกป้องคุ้มครองให้ปลอดภัย
“สีเหลือง” สื่อถึง ความมั่งคั่งเจริญรุ่งเรือง
โดยจัดวางเครื่องหมาย “สวัสดิกะ” และสัญลักษณ์ “ดอกปีบ” ตามแนวตั้ง ๗ แถว สื่อถึงตัวแทนพื้นที่
ทั้ง ๗ อำเภอของจังหวัดปราจีนบุรี
ลายผ้า “ปราจีนบุรี ศรีภูษา” ได้รับแนวคิดและการออกแบบจาก นายทัศนัย สุธาพจน์ ปลัดจังหวัดปราจีนบุรี
ดร.ภควัต ปิดตาทะโน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โรงเรียนศรีมโหสถ นายสิทธิผล ชำวงษ์ ผู้แทนหอการค้าจังหวัด
ปราจีนบุรี และนายจินดา กิมกูล ข้าราชการบำนาญ
หน้า ๗
หน้า ๘
บทที่ ๓
ลายผ้า “ปราจีนบุรี ศรีภูษา”
จังหวัดปราจีนบุรี มีประกาศลงวันที่ ๒๖ มกร
าคม ๒๕๖๕ กำหนดให้ลายผ้า “ปราจีนบุรี ศรีภูษา”
เป็นลายผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัดปราจีนบุรี
หน้า ๙
รายละเอียดการทอผ้า
จังหวัดปราจีนบุรี มีความหลากหลายของทรัพยากรทางสังคมและวัฒนธรรม ประชาชนชาวจังหวัดปราจีนบุรี
ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นพื้นฐาน มีการถ่ายทอดความรู้การทอผ้าพื้นบ้านของท้องถิ่นในชุมชนต่างๆ ทั้งการทอ
ผ้าไหม และการทอผ้าฝ้าย รวมทั้งการทอผ้าผสมใยสังเคราะห์ การทอผ้าในท้องถิ่นได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรม
จากภาคอีสาน เช่น การมัดย้อม การทอผ้าขาวม้า เป็นต้น
การทอผ้าฝ้ายยกดอก “ปราจีนบุรี ศรีภูษา” เป็นการทอผ้าที่ทอยกลวดลายให้นูนสูงขึ้นกว่าพื้นผ้า โดยการ
ยกและแยกเส้นฝ้ายหรือที่เรียกว่าฝ้ายพุ่ง ขึ้น ลง และมีการเพิ่มเส้นฝ้ายที่ใช้สำหรับเส้นพุ่ง จำนวน ๒ เส้น หรือ
มากกว่านั้น พุ่งเข้าไปกับเส้นฝ้ายทางยืนให้เกิดรูปแบบและลวดลายต่างๆ ตามต้องการ ซึ่งการทอผ้าฝ้ายยก
ดอกนี้จะทำให้เห็นลายผ้าที่เด่นชัด สวยงาม และมีความประณีต ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาการทอผ้า
ลาย "ปราจีนบุรี ศรีภูษา" ทั้งแบบการทอยกดอก การทอแบบมัดหมี่ และการทำผ้าบาติก ตามความถนัด
ของกลุ่มทอผ้าในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ให้สามารถต่อยอดสร้างรายได้ต่อไป
หน้า ๑๐
บทที่ ๔
การส่งเสริมและพัฒนาต่อยอด
แนวทางการพัฒนาต่อยอดและยกระดับลายผ้า
อัตลักษณ์ของจังหวัดปราจีนบุรี (ผ้าปราจีนบุรี ศรีภูษา)
๑. สนับสนุนกลุ่มทอผ้าในจังหวัดให้ทอผ้าลา
ย "ปราจีนบุรี ศรีภูษา" โดยการจัดอบรมการฝึกอาชีพ
ให้กลุ่มทอผ้าของจังหวัดปราจีนบุรีทุกกลุ่ม
ปัจจุบันมีกลุ่มทอผ้าที่ดำเนินการทอผ้าลาย "ปราจีนบุรี ศรีภูษา" แล้วตามความถนัดของกลุ่ม เช่น
กลุ่มสตรีบ้านดงบัง ตำบลดงบัง อำเภอประจันตคาม ทอแบบยกดอก
กลุ่มมัดหมี่ทอมือบ้านวังใหม่ ตำบลวังท่าช้
าง อำเภอกบินทร์บุรี ทอแบบยกดอกและทอผ้ามัดหมี่
กลุ่มอาชีพทอผ้าบ้านโคกกระจง ตำบลสำพันตา อำเภอนาดี ทอผ้ามัดหมี่
หน้า ๑๑
๒. จัดทำผ้าพิมพ์ลาย "ปราจีนบุรี ศรีภูษา" (สีฟ้า) เพื่อรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนสวมใส่ทุกวันศุกร์์
เนื่องในโอกาสเฉลิมพระเกียติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕
ทั้งนี้ จังหวัดปราจีนบุรี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและประธานแม่บ้านมหาดไทย ได้เชิญชวนประชาสัมพันธ์
สวมใส่ผ้าลาย "ปราจีนบุรี ศรีภูษา" เพื่อแสดงความเป็นอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของจังหวัดปราจีนบุรี
หน้า ๑๒
คณะผู้จัดทำ
ที่ปรึกษา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี
นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี (๑)
นายอนุชิต สังฆสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี (๒)
นายพงษ์สิทธิ์ เนื่องจำนงค์ ปลัดจังหวัดปราจีนบุรี
นายทัศนัย สุธาพจน์
คณะผู้จัดทำ ปรรรรออรอองงะะงปปงธธปปรราาระะนรนะธธะแแาาธธม่นนามาบ่น้แแนบา้มมแนแา่่บบมนมม้้่่าา
บหมบ้นน้าาหามมนดนาหหไมดมทาาหไหดดยทาไไาจัททดยดงยยหจไไัทจจทงวััังงหยดยหหจปวจัััววงดรัังดดหาหปปปจวีวรััรรนดดาาาบปจปุจจีีีรนรนนีราาบบบุุุจจรรีรีีีนนคคบบุนนุรรีททีีี่่คค๒๑นนททีี่่ ๑
นางมัทนา สุวัณณุสส์ ๒
นางดวงพร สังฆสุวรรณ
พ.ต.ท. หญิง สุมน เนื่องจำนงค์ หัหวัหวหน้นา้สาำสนำักนังกางนาจันงหจัวงัหดปวัรดาปจีรนาบจุีรนี บุรี
นางจารุณี กาวิล
เเลลขขาานุนกุการาชรมชรมมรแมม่แบ้มา่บน้ามนหมาดหไาทดยไจทังยหจวัดงหปวรัาดจปีนรบาุรจีีนบุรี
นางสาววงเดือน ใช้ได้สุก
หหััววหหน้นา้าหหน่นว่ยวตยรตวรจวสจอสบอภบาภยใานยจใังนหจัวังดหปวรัดาจปีนรบาุจรีนบุรี
เเหหรัรญัญญิญกิกชมชรมมรแมมแ่บม้่าบน้ามนหมาดหไาทดยไจทังยหจวัังดหปวรัดาจปีนรบาุรจี นบุรี
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
๑. สำนักงานจังหวัดปราจีนบุรี
๒. ที่ทำการปกครองจังหวัดปราจีนบุรี
๓. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี