The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การจำแนกประเภทของพืชไร่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Suchanee Subsomboon, 2021-03-01 15:07:44

การจำแนกประเภทของพืชไร่

การจำแนกประเภทของพืชไร่

การจำแนกพืชไร่
(Agronomy Classification)

ภาควิชคาณพชืะเศกาษผสศตต.รรดศ์แราล.กสะิรตทยิรรา์ พั มสย!!หังาาขกวท์ริทกอยางารวลเเิ กัยศษขษอตนรแสกาน่ขาพชื ไร่

การจำแนกพืช

Plant Classification

1. จำแนกโดยวธิ ที างพฤกษศาสตร์
(Botanical Classification)

การจัดหมวด

หมKู่ingdom

Division
Class
Order
Family
Genus
Species
Variety

• พชื หนง่ึ ชนิด = 1 specy ( พหพู จน์ = species)
• ชอ่ื วิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย

Genus + specy
• เชน่ มะมว่ ง = Mangifera indica หรอื

Mangifera indica

ข้าวโพด = Zea mays หรอื http://www.icecreamfanclub.com/articles/41974741/
Zea mays

h t t p : / / w w w. t h a i a g r i n e w s . c o m / w p - c o n t e n t / u p l o a d s /
2013/03/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B
9%82%E0%B8%9E%E0%B8%94.jpg

• Kingdom: อาณาจกั รพืช (Plant) ซ่งึ แบง่ ออก
เป็น 12 Divisions

• Division: พืชทางการเกษตร หรอื พชื ชน้ั สูง
(Tracheophyta) ซง่ึ เปน็ พชื ทมี่ ีระบบราก
ลำตน้ ใบ ระบบทอ่ ลำเลยี ง (vascular
systems) หรือ (tracheary system)

Division: Tracheophyta แบง่ ออกเป็น 12
classes (มแี ละไม่มีเมลด็ )

มีเพียง 3 classes ท่ใี ช้ปลกู ทางการเกษตร คือ
1. Class Filicinae: Fern
2. Class Gymnospermae: สน แปะ๊ ก๊วย
และปรง
3. Class Angiospermae: flowering plant

Class: Gymnospermae มี Order ที่สำคัญ 3
Orders คือ

Order Coniferales (สน) Order Ginkgoales (แปะก๊วย) Order Cycadales (ปรง)

http://web3.dnp.go.th/botany/detail.aspx?words= http://www.ucmp.berkeley.edu/seedplants/ginkgoales/ http://www.kroobannok.com/blog/21604
%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E ginkgo.html
%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9B
%E0%B8%B5&typeword=group

Class: Angiosperm (Flower plants)

แบง่ ออกเป็น 2 subclasses
1.พืชใบเลยี้ งเดยี่ ว (Monocotyledoneae)
2.พืชใบเล้ียงคู่ (Dicotyledoneae)

•Order: เป็นพชื ท่ีมหี รือไม่มี
กลบี ดอก กลีบเลย้ี ง เช่น
1. ขา้ ว (Graminales) มกี ลบี
ดอก แต่ไม่มกี ลีบเลย้ี ง

!

2. กหุ ลาบ (Rosales) มีทั้ง
กลีบดอกและกลบี เล้ียง

• Family: เป็นพชื บกหรือพชื นำ้ จำนวน
เกสรตัวเมยี การเกดิ ใบบนต้น มหี รือไมม่ ี
กลบี เล้ียง ลักษณะดอก ผล คล้ายกัน
• Genus: ลกั ษณะของรังไข่ มีลำตน้ หรือไม่
• Species: ลักษณะของใบ
• Variety: พืชชนิดหนง่ึ ๆ อาจมีหลายพันธ์ุ

2. จำแนกโดยอาศัยอายุของพชื
(Life-cycle Classification)









การงอกของพืชใบเลยี้ งเดย่ี ว
การงอกแบบใบเล้ียงอยู่ใต้ดิน (hypogeal germination) คอื การงอกของเมลด็ พนั ธ์ุ
เป็นตน้ ออ่ นแลว้ ใบเล้ียงยังไม่โผล่ขึน้ มาเหนือดิน กลา่ วคือ เร่มิ แรกเมล็ดพันธจ์ุ ะดดู นำ้ เข้าไป
ทำให้เอม็ บรโิ อและเอนโดสเปริ ์มขยายตวั  coleorhiza จะแทงทะลุเปลอื กออกมา รากปฐม
ภมู  ิ (primary root) เจริญออกมาอยา่ งรวดเรว็ แล้วเนือ้ เยอื่ หมุ้ ยอด (coleoptile) จะเจริญโผล่พน้
ดนิ ข้ึนมา เม่อื ไดร้ บั แสงแดดจงึ หยดุ การเจริญ ปลอ่ ยให้ยอดอ่อนเจรญิ แตกใบจริงออกมา สว่ น
ใหญท่ ี่เห็นอยเู่ หนอื ดินคือ สว่ นของลำตน้ ทอี่ ยูเ่ หนือใบเล้ยี ง (epicotyl) การงอกในลักษณะนี้มกั
พบในพืชใบเล้ียงเดีย่ ว เชน่ ขา้ วโพด (Zea mays) แต่ก็มพี ืชใบเล้ียงคู่บางชนิดท่ีงอกแบบใบเล้ยี ง
อย่ใู ตด้ ิน เช่น ถวั่ ลนั เตา (Pisum sativum)

2. พชื ใบเลี้ยงคู่ ( Dicotyledons)

หมายถงึ พชื ทม่ี ใี บ
เลี้ยง  2  ใบ  เมื่อเจรญิ เติบโตเตม็ ท่ี
แลว้ จะเหน็ ขอ้ และปลอ้ งในสว่ น
ของลำต้นไมช่ ดั เจน    ใบมี
ลักษณะกว้าง   เสน้ ใบแตกแขนง
เป็นรา่ งแห   รากเปน็ ระบบราก
แกว้    ไดแ้ ก ่ ถว่ั   พรกิ     และ
มะม่วง  เป็นตน้

การงอกของพชื ใบเลี้ยงคู่
การงอกแบบใบเลยี้ งอย่เู หนอื ดิน (epigeal germination) คือ การงอกของเมลด็ พันธ์ุท่ี
มีใบเลย้ี งชขู ้ึนมาเหนือดนิ  โดยขน้ั ตอนแรกของการงอก เมลด็ พนั ธด์ุ ูดนำ้ เข้าไป เมล็ดมลี กั ษณะ
พองโต รากแรกเกดิ แทงทะลุออกมาลงสูพ่ ้ืนดิน ต่อมาไม่นาน มรี ากแขนงแตกออก ลำต้นใตใ้ บ
เลี้ยงเรมิ่ ปรากฏมีลกั ษณะโคง้ งออย่เู หนอื ดิน แลว้ ดงึ ส่วนของใบเล้ียงตามขึน้ มาเหนอื ดนิ เมลด็
พันธุพ์ ืชทงี่ อกในลักษณะน้ ี สว่ นใหญท่ ่ีเหน็ อยู่เหนือดินคอื สว่ นของลำต้นทอ่ี ยู่ใตใ้ บเลี้ยง เชน่
ถ่วั เหลอื ง (Glycine max) ถวั่ แดงหลวง (Phaseolus vulgaris) และ
ละหงุ่  (Ricinus communis) นอกจากน้ี ยังมพี ชื ใบเลี้ยงเด่ียวบางชนดิ ท่มี ลี ักษณะพเิ ศษ สามารถ
งอกแบบอิพิเจียล เช่น เมล็ดหอม

4. จำแนกโดยอาศัยกระบวนการสงั เคราะหแ์ สง
(Photosynthesis Process Classification)

• กลุม่ พชื C3 หมายถงึ พชื ทมี่ รี ะบบการตรึงคารบ์ อนไดออกไซด์ดว้ ย Calvin Cycle เพยี ง
อย่างเดยี ว ท่ชี ้ัน mesophyll cells จะเห็นได้ว่าใน Calvin Cycle สารอนิ ทรียต์ วั แรกที่เกดิ ขึน้
จากการตรงึ คาร์บอนไดออกไซด์คือ PGA จึงเป็นสารท่ีมีคาร์บอน 3 อะตอม เราจงึ เรียกพืช
กลมุ่ นว้ี ่า พชื C3 และมีขบวนการหายใจแสง photorespiration เกิดข้ึน ได้แก่ ขา้ ว ขา้ ว
สาลี ข้าวไรย์ ข้าวโอ๊ต ขา้ วบาร์เลย์ ทานตะวนั ถ่วั เหลอื ง ถ่ัวลิสง ฝา้ ย แครอ็ ท บที เปน็ ต้น

http://www.thaigoodview.com/node/93488

● กลมุ่ พชื C4 หมายถงึ พืชท่ีสามารถตรึง CO2 ได้ 2 ครัง้ โดยครั้งแรกจะ
เกิดข้ึนทีช่ น้ั mesophyll cells และครงั้ ที่ 2 จะเกิดข้ึนท่ชี น้ั bundle sheath
cells และพืช C4 นีจ้ ะไมม่ ีขบวนการ photorespiration หรือมนี ้อยมาก
ได้แก่ อ้อย ข้าวโพด ข้าวฟา่ ง หญ้ารงั นก (Rhodes grass) และหญา้ แพรก
เปน็ ตค้นร้ังแรกกรดฟอสโฟอีนอลไพรูวิก ( phosphoenolpyruvic

acid : PEP ) ตรึง CO2 เป็นสารที่มีคาร์บอน 4 อะตอม เรยี กวา่ กรดออก
ซาโลแอซติ ิก (oxaloacetic acid :OAA ) ซึง่ เป็นสารประกอบคงตัวชนดิ
แรกท่ีไดจ้ ากปฏกิ ริ ยิ าตรึง CO2

คร้ังที่สอง OAA มีการเปลีย่ นแปลงหลายขั้นตอนและ
ลำเลียงผ่านพลาสโมเดสมาตามายงั เซลลบ์ ันเดลิ ชที สารคาร์บอน 4
อะตอม ท่ลี ำเลียงมานจ้ี ะปลอ่ ย CO2 ใหก้ บั RuBP ในวัฏจักรคัลวนิ กลาย
เปน็ สารท่ีมี คารบ์ อน 3 อะตอม ซงึ่ จะลำเลยี งกลับมาท่ีสโตรมาของ
เซลล์มโี ซฟลิ ล์และเปล่ียนแปลงเปน็ สาร PEP เพอ่ื จะตรงึ
คารบ์ อนไดออกไซดอ์ กี ครั้งหนึง่

http://archive.wunjun.com/udontham/4/32.html

● กล่มุ พชื CAM หมายถึง พชื ท่ีตรงึ CO2 ในเวลากลางคนื และนำมาสงั เคราะห์
อาหารในเวลากลางวนั กลา่ วคือ มกี ารตรึงคารบ์ อนอนนิ ทรยี ์ ทัง้ 2 ครงั้ ใน
mesophyll cell เดยี วกนั เพียงแต่ต่างเวลา คอื ตรงึ คาร์บอนในรปู ของ HCO3- ใน
เวลากลางคืน และตรึงคารบ์ อนในรูปของ CO2 ด้วย วฏั จักรคัลวนิ ในเวลากลางวัน
ได้แก่ ตะบองเพชร โบตั๋น พยาไรใ้ บ พืชพวกน้ีจะมีประสทิ ธิภาพในการใชน้ ้ำสูง
แต่จะมอี ัตราการเจริญเติบโตช้า

5. จำแนกโดยอาศยั การตอบสนองตอ่ ช่วงแสง
(Photoperiod Sensitivity Classification)

1. Short-day plants (พชื วนั ส้ัน)
หมายถงึ พชื ทอ่ี อกดอกเมื่อชว่ งกลางวนั ส้ันกว่าช่วงวัน

วกิ ฤต ได้แก่ ยาสบู เบญจมาศ ถั่วเหลอื ง ข้าว และสตรอเบอรี่ เปน็ ตน้
2. Long-day plants (พชื วนั ยาว)

หมายถงึ พืชทอี่ อกดอกเมื่อชว่ งกลางวนั ยาวกว่าช่วงวนั
วกิ ฤต ไดแ้ ก่ ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ปวยเล้ง ขา้ วบาร์เลย์ แรดชิ และผกั กาด
หวาน เป็นตน้

3. Day-neutral plants (พืชทไี่ ม่ตอบสนองตอ่ ช่วงวัน)
หมายถงึ พชื ทีอ่ อกดอกได้ทกุ ชว่ งแสง โดยไม่ขึน้ กบั ชว่ งวนั

เชน่ ขา้ วโพด ขา้ วฟ่าง มะเขอื เทศ ฝ้าย และแตงกวา เปน็ ต้น

ชว่ งวันวิกฤต ิ (Critical day length)

หมายถึง ความยาวของช่วงกลางวนั ท่ีมผี ลต่อการออกดอก
ของพืช ส่วนใหญ่พืชท่ตี อบสนองต่อช่วงวนั มกั เป็นพืชในเขตอบอ่นุ

6. จำแนกโดยอาศัยความตอ้ งการนำ้

(Water Requirement Classification)











ความแตกต่างระหวา่ งพชื ไรแ่ ละพชื สวน

พืชไร่ พืชสวน
- ปลูกในพนื้ ท่มี าก - ปลกู ในพน้ื ท่นี อ้ ย
- ราคาตอ่ หนว่ ยพนื้ ทตี่ ่ำ - ราคาต่อหน่วยพ้ืนทสี่ งู
- Extensive care - Intensive care
- สว่ นใหญ่ใชเ้ ปน็ อาหาร - เป็นทั้งอาหารและ
และปจั จยั อนื่ ๆ เช่น ฝ้าย สุนทรียภาพ

พชื โดยทว่ั ไป = Plant
พชื ปลกู = Crop
พืชไร่ = Agronomy: Field Crop
พืชสวน = Horticulture Crop

การจำแนกพืชไร่

จำแนกตามการใช้เปน็ อาหารและ/หรือ ประโยชนท์ างการ
เกษตร ได้ 12 กลุ่ม
1. พืชอาหารสตั ว์ (Forage Crop)

ส่วนใหญ่เป็นพชื ตระกูลหญ้าและพืชตระกลู ถัว่

http://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%88&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ei=SJ3FUcGlPM-qrAeTnoCoAQ&ved=0CAcQ_AUoAQ&biw=1280&bih=709#tbm=isch&sa=1&q=%E0%B8%AB%E0%B8%8D
%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%A2&oq=%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%A2&gs_l=img.3..0l10.21918.24515.0.25795.8.7.0.0.0.2.298.1123.3j2j2.7.0...0.0...1c.
1.17.img.ce6FVwVoxU0&bav=on.2,or.r_qf.&bvm=bv.48293060,d.bmk&fp=820ef0ef85c011b9&biw=1280&bih=666&imgdii=_

จดั แบง่ รูปแบบพชื อาหารสัตว์ตามลักษณะการจัดการ

หญ้าแห้ง (hay) ตัดให้สตั ว์กนิ สดๆ (soiling crops)

การทำหญา้ หมัก (silage crops) การปลอ่ ยให้สตั ว์ลงไปแทะเลม็ เอง (pasture crops)

2. ธัญพืช (Cereals Crops)

พชื อาหารมนษุ ย์ทีไ่ ด้จากพชื ตระกลู หญา้ โดยการนำเมลด็
มาใช้ประโยชน์

www.tnews.co.th/html/read.php%3F...d%3D9834 pirun.ku.ac.th/~b4910101/oh1.html pkcf.gigamag.net/index.php%3Ftop...%3D563.0

3. พชื ใหเ้ มลด็ (Grain Crops)
พืชท่ปี ลกู เพอื่ เอาเมล็ดมาเป็นอาหาร

www.tnews.co.th/html/read.php%3F...d%3D9834 www.rakbankerd.com/agriculture/o...tblplant storybyoul.wordpress.com/2010/03/25/023/

healthdeena.blogspot.com/2010/04...ost.html www.bloggang.com/viewdiary.php%3...ate%3D29

4. พืชหวั (Root/tuber crops)
4.1 พืชหวั ท่ีเกดิ มาจากส่วนราก เรยี กว่า root crops

www.eco-agrotech.com/index.php%3...type%3D2 variety.teenee.com/foodforbrain/...848.html

4.2 พืชหัวทเี่ กิดมาจากสว่ นลำตน้ ใต้ดินขยายตวั เป็นหวั

เรียกวา่ tuber crops

www.our-teacher.com/our-teacher/...adge.htm topicstock.pantip.com/jatujak/to...881.html

5. พชื เส้นใย (Fiber Crops)

เส้นใยจากเปลือก ใบหรอื ดอก เพ่ือใชใ้ นการทอผา้ หรือทำ
เชือก

www.rd1677.com/branch.php%3Fid%3D44368 203.172.204.162/web/thaiEnclycro...p189.htm
www.natres.psu.ac.th/Department/...enaf.htm

6. พชื นำ้ ตาล (Sugar Crops)
ออ้ ย และข้าวฟา่ งหวาน

www.maemoh.org/maemoh45/maemoh8/...h8_5.htm www.rakbankerd.com/agriculture/o...tblplant

7. พืชกระตนุ้ และยาเสพยต์ ิด
(Stimulants medicinal and narcotic crops)

www.bloggang.com/viewdiary.php%3...log%3D25 learners.in.th/file/man_b25/list...page%3D2

www.igetweb.com/www/happycup/ind...3D282879

www.pinonlines.com/node/6873

8. พชื น้ำมนั (Oil Crops)

storybyoul.wordpress.com/2010/03/25/023/ healthdeena.blogspot.com/2010/04...ost.html www.thaipoem.com/forever/poem.ph...3D113256

learners.in.th/file/butterfly/view/74716

www.oknation.net/blog/motorcyrub.../entry-3
www.rakbankerd.com/kaset/openweb...tblplant

9. พืชทีใ่ ชเ้ ปน็ ปุ๋ยพชื สด (Green manure Crops)
ไถกลบพืชน้นั เมื่อยังสดอยู่ หรือเมอื่ ออกดอกแลว้ เพอ่ื ให้

รากพชื ผุสลายเปน็ ป๋ยุ ปรับปรุงสภาพดนิ ตอ่ ไป นิยมใชพ้ ืชตระกูล
ถวั่ เนื่องจากสามารถเพิ่มปริมาณธาตอุ าหารหลักบางชนดิ เชน่
N และ P

10. พชื ทีป่ ลกู แทนพชื หลัก (Catch Crops)

กรณีทีพ่ ชื หลกั (main crop) เมือ่ ปลกู แล้วเกดิ ความเสีย
หาย ก่อนเกบ็ เก่ียวได้ หรอื เกดิ ฝนชา้ กว่าปกติหรือแลง้ ระหวา่ งปลกู
ทำให้ไมส่ ามารถเก็บผลผลิตได้ ก็ต้องหาพชื อายสุ นั้ พอจะใช้
ประโยชนจ์ ากธรรมชาติในชว่ งท่ีเหลอื ของฤดูนัน้ ปลกู เอาประโยชน์
แทนพชื หลัก เชน่ ปลูกถว่ั อายุส้นั ๆ ชดเชยข้าวทไี่ ม่ได้ผลผลิต

11. พืชคลุมดิน (Cover Crops)

ปลูกเพ่ือใหแ้ ผค่ ลมุ ผวิ หน้าดินเพื่อลดการชะล้างพงั ทลาย
เนื่องจากฝนลม หรอื คลมุ แผ่เพ่อื สงวนความชุ่มช้ืนของดนิ ใน
ปลายฤดูฝนเอาไวใ้ หพ้ ชื อ่นื ได้ใช้ประโยชน์จากความชมุ่ ชืน้ และ
ปลดปล่อยแรธ่ าตอุ าหารในดนิ ปกตินยิ มใช้พชื ตระกลู ถ่วั เป็นเถา
เชน่ ถ่วั คาร์โลโปโกเนยี ม

12. พืชรว่ มกนั (Nurse/companion Crops)

พืชทป่ี ลูกรว่ มพ้นื ดินเดียวกันพร้อมๆ กับพืชอน่ื โดยมีชว่ ง
เก็บเกี่ยวเหลือ่ มกนั การปลูกพืชรว่ มกันนี้ พืชกจ็ ะแขง่ ขนั กันใช้
ปัจจัยด้าน อาหารพืช ความชน้ื และแสงสว่าง จึงควรพิจารณา
เฉพาะพืชทีแ่ ข่งขนั กนั ใหน้ ้อยที่สดุ สาเหตุท่ีตอ้ งปลูกรว่ มกันแต่เก็บ
เก่ียวต่างเวลากนั ก็เพ่อื เอาประโยชนจ์ ากธรรมชาติในภูมปิ ระเทศ
บางแห่งเท่านัน้ เช่น ปลูกพชื ตระกูลถวั่ หรือปลกู หญา้ แลว้ แทรก
ดว้ ยพชื อายุสน้ั หรอื ยาวกว่าลงไปซึง่ อาจเปน็ ธัญพืช


Click to View FlipBook Version