โครงงาน
เร่อื ง โครงงานการศึกษาประวัตคิ วามเปน มาของการแสดงโขน
เสนอ
ผูช ว ยศาตราจารย ดร.รวยทรัพย เดชชยั ศรี
จัดทำโดย ๖๒๘๑๑๖๓๐๒๒
นายสุรศักด์ิ เวยี งวเิ ศษ ๖๒๘๑๑๖๓๐๘๖
นางสาวสุพรรษา สงิ หเงนิ
โครงงานเลม นเี้ ปน สว นหนงึ่ ของรายวชิ านวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
เพ่ือการสื่อสารการศกึ ษาและการเรยี นรู รหสั ประจำวชิ า ๑๑๙๐๒๐๓
ภาคเรยี นที่ ๒ ปการศกึ ษา ๒๕๖๔
มหาวิทยาลยั ราชภฏั บา นสมเดจ็ เจาพระยา
ก
กิตติกรรมประกาศ
โครงงานน้ลี ลุ วงไปไดดว ยความกรณุ าจากอาจารย รณกฤต เพชรเกลย้ี ง อาจารยท่ปี รกึ ษาโครงงานนที้ ่ไี ด
ใหค ำปรึกษาและเสนอแนะ แนวคดิ คลอดจนแกไ ขขอ บกพรอ งตา งๆ มาโดยตลอด จนโครงงานเลม น้เี สรจ็ สมบูรณ ผู
ศึกษาจึงขอกราบขอบพระคุณเปน อยา งยงิ่
ขอกราบขอบพระคณุ คุณพอ คณุ แม และผูป กครอง ทไ่ี ดค อยใหคำปรึกษาในเรอื่ งตา งๆและเปน
กำลงั ใจท่ีดีเสมอมา
ขอบคุณเพ่อื นๆ พี่ทช่ี วยใหคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการเลอื กคำ และเกย่ี วของกับโครงงานชิน้ นี้
คณะผูจดั ทำ
ข
บทคดั ยอ่
เน่ืองจากโขนเปน มรดกทางวัฒนธรรมที่จับตอ งไมไดข องมนุษยชาตจิ งึ ทำใหมผี ทู ี่สนใจในการแสดงประเภทนีล้ ด
นอยลงและเขา ถงึ ไดย าก ซง่ึ ผูจัดทำจงึ อยากจะศึกษาเกยี่ วกับการแสดงชุดนี้เพือ่ เปนการสรปุ รวยอดขอ มูลใหเ ขา ใจ
ไดง า ย เพื่อใหก ารแสดงโขนเขาถงึ ไดงา ยมาก และเพ่ือใหผ ทู ่มี ีความสนใจในการแสดงชดุ นมี้ าศกึ ษาหาขอ มูล
โดยผจู ดั ทำไดท ำ การหาขอ มลู จากหนังสอื อนุสรณใ นงานพระราชทานเพลงิ พระศพ พระเจาวรวงศเ ธอ พระองคเจา
เฉลิมเขตมงคล และขอ มลู จากแหลงตางๆ เพื่อความถกู ตองและแมน ยำของขอ มลู
จากการศึกษาจึงไดทราบวาโขนน้ันมีตนกำเนิดมาจากการแสดง 3 ชนิดคอื 1.ชักนาคดึกดำบรรพ 2.กระบีก่ ระบอง
3.หนงั ใหญ และ มีการพบหลกั ฐานที่เปน ลายลกั ษณอกั ษรเปน ครงั้ แรกในสมยั อยุธยาโดยประกฎในหนังสือ
จดหมายเหตุของ เดอลาลแู บร
สารบญั
กิตติกรรมประกาศ ................................................................................................................ ก
บทคดั ยอ่ ..........................................................................................................................ข
บทท่ี ๑ บทนำ .................................................................................................................... 1
ความเปนมาของโขน ............................................................................................................. 1
ระบำรำเตน .................................................................................................................... 1
ระบำ........................................................................................................................ 1
รำ ........................................................................................................................... 1
เตน ......................................................................................................................... 1
ดุริยดนตรี ................................................................................................................... 1
กระบก่ี ระบอง............................................................................................................... 1
วิวฒั นาการของโขน ......................................................................................................... 2
การเลน ของไทยจากจดหมายเหตุฝร่งั ....................................................................................... 2
(๑)โขนกลางแปลง........................................................................................................... 3
(๒)โขนโรงนอก หรอื โขนนัง่ ราว ............................................................................................ 3
(๓) โขนหนา จอ ............................................................................................................. 4
(๔)โขนโรงใน ................................................................................................................ 5
(๕)โขนฉาก.................................................................................................................. 6
วตั ถุประสงคข องการทำโครงงาน ............................................................................................... 6
ขอบเขตของการทำโครงงาน ................................................................................................... 6
ผลทคี่ าดวา จะไดรับ ............................................................................................................ 6
บทท๒่ี ............................................................................................................................. 7
เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วของ .................................................................................................. 7
เว็บไซต......................................................................................................................... 7
เน้อื เร่ือง........................................................................................................................ 7
บทท่ี ๓............................................................................................................................ 8
วิธีการดำเนนิ งาน ................................................................................................................. 8
๑.เคร่อื งมือในการรวบรวมขอ มูล ............................................................................................... 8
๒.การเก็บรวบรวมขอ มูล ....................................................................................................... 8
ตารางแบบประเมินคณุ ภาพส่อื การเรียนการสอนดานเน้ือหา ................................................................... 8
บทท่ี ๔...........................................................................................................................11
ผลการศึกษา .....................................................................................................................11
ตารางเฉลย่ี การประเมนิ คุณภาพสอ่ื การเรียนการสอนดา นเน้ือหา .............................................................11
บทท่ี ๕...........................................................................................................................13
สรุปผลการดำเนินงานและขอ เสนอแนะ.........................................................................................13
๑.สรุปผลการพฒั นาเวบ็ ไซต...................................................................................................13
๒.สรุปผลการหาคณุ ภาพของสอ่ื การเรยี นการสอนดา นเน้อื หา.................................................................13
๓.สรปุ ผลการหาคุณภาพของสื่อการเรียนการสอนดานเทคนิควิธกี าร..........................................................13
ภาคผนวก ........................................................................................................................15
แบบประเมนิ คุณภาพดา นเนื้อหาโครงงาน.....................................................................................16
เรื่องศกึ ษาประวัตคิ วามเปน มาการแสดงโขน ..................................................................................16
แบบประเมนิ คณุ ภาพดานเนอ้ื หาโครงงาน.....................................................................................17
เรื่องศึกษาประวัตคิ วามเปนมาการแสดงโขน ..................................................................................17
แบบประเมนิ คณุ ภาพดานเนอ้ื หาโครงงาน.....................................................................................18
เร่อื งศึกษาประวัติความเปนมาการแสดงโขน ..................................................................................18
บรรณานกุ รม ....................................................................................................................19
1
บทที่ ๑ บทนำ
ความเปนมาของโขน
ระบำรำเตน
คนไทยเรามีศิลปะแหงการเลนหลายอยา งสืบมาแตโ บราณ และการเลน ที่มาปรากฏเปน มหรสพสำคัญในภายหลังนี้ก็
นาจะไดแกการเลนท่ีเรียกกนั เปน คำรวมๆวา ระบำรำเตน คำ ๓ คำน้ี อาจแยกการเลน ออกได ตา งประเภทเชน ทปี่ รากฏตอ มาเปน ๓
อยา งคือ
ระบำ ไดแ กศลิ ปะแหง การรำท่ีผูแสดงรำพรอมกันเปนหมูเชน ระบำชุดเทพบุตรนางฟาระบำเบิกโลงชดุ เมขลารามสรู หรือ
ถา จะเทยี บกบั ระบำที่รจู กั กนั ในภายหลังตอมากเ็ ชนระบำดาวดงึ สหรอื ถาเปนชดุ ระบำท่ีมี ศิลปะเปน แบบไทยเหนือก็เรยี กกันวา
ฟอน เชนฟอนเมืองฟอ นเงยี้ ว ฟอ นมา นมุยเชยี งตา ฟอนสาวแพน จงึ เรียกกนั เปนคำรวมวา ฟอ นรำ หรือระบำรำฟอน
รำ ไดแ กศ ลิ ปะแหงการรำเด่ียว รำคู รำประกอบเพลง รำอาวุธ รำทำบท หรือรำใชบท ในครั้งโบราณก็ จะใชป ะปนกันกบั
ระบำบา งในบางสมยั และดูเหมือนจะใชเ ปนกิรยิ าของการแสดงศลิ ปะนน้ั ๆ เห็นพูดถึงโรงรำ แตที่เรยี กลักษณะและชนดิ ของการรำ
โดยเฉพาะกม็ ี เชน รำเขนง รำพดั ชา รำแพน เรียกพวกทหี่ นักไปทางเตน ก็มี เชน รำโคม แตท ่ีหมายตอมาคอื รำละคร
เตน ไดแก ศลิ ปะแหง การยกขาข้ึนลงเปนจังหวะ เชน เตน เขน เตนโขน การเลนทั้ง 3 ประเภทนี้ แสดงวามีมาแตโ บราณ
มีกลา วถงึ ไวในศิลาจารึกสมัยสโุ ขทยั วา ยอมเรียงขันหมากขนั พลูบูชาภริ มย ระบำรำเตน เลนทุกฉนั กลา วไว ในหนงั สอื ไตรภูมพิ ระ
รว ง วาบางเตน บางรำฟอ นระบำบันลือเพลง
ดุรยิ ดนตรี และกลา วไวใ นกฎมณเฑยี รบาลวา ใหม ี ระบำรำเตน พณิ พาทย ฆองกลอนประโคม ทงั้ ๓ ประตู ซึ่งแสดงวา
เรามศี ิลปะการเตน ๓ ประเภทนีเ้ ปน แบบแผนมาแตโ บราณ การสบื มาในตอนหลงั เมืองศิลปะแหงการเลนท้ัง ๓ อยา งนน้ั
วิวฒั นาการข้นึ และเมื่อเราไดก ำหนดแบบแผนของศลิ ปะแหง การเลน ท้ัง ๓ ยังรกั และเปน ท่แี นนอนแลว จงึ เลอื กหาคำบญั ญัตเิ รียก
ศิลปะแหงการเลนตามอยางนน้ั วา โขนละครฟอนรำ ซ่งึ ดเู หมอื นจะปรบั ปรุงการเขาไดว า ศลิ ปะแหง การเตน จดั เปน โขน ศลิ ปะแหง
การรำและเลนเปนเรือ่ งจดั เปน ละคร สอนศิลปะแหงการรำสวยๆงามๆไมเ ลน เปนเร่ืองจดั เปน ระบำ หรือ ฟอนรำ โดยเฉพาะโขนและ
ละครน้นั แมในระยะภายหลงั นี้ จะไดยินศลิ ปะของกนั และกันไปใชจนการเลนการแสดง คลกุ คละปนกนั ไป แตก็ยังมีคำพดู ซงึ่ แสดง
ถึงหลักของศิลปะแหงการเลน แตเดมิ อนั มลี ักษณะแตกตา งกันอยู เห็นทพ่ี ูดกนั วา เตน โขนรำละคร เพราะเตน เปนหลักสำคัญของ
โขนและรำเปน หลักสำคัญของละคร ซึง่ ในภายหลังนี้ เม่อื คืนมีละครชนดิ ตา งๆข้นึ จงึ เรยี กละครอยา งทใี่ ชร ำวา ละครรำ สว นโขน
อาจไดห ลักศลิ ปะแหงการเตน มาจากการเลนอยางอื่นอีกก็ได และในบรรดาการเลน อยางอื่นของไทย ท่ีมีมาแตโ บราณ กม็ ีรำกระบ่ี
กระบอง กับเลนหนงั อีก ๒ อยาง ท่ีใชเ ตนเปนหลักสำคัญ ซึง่ ขนอานจึงศลิ ปะของการเลน ทัง้ สองอยางนน้ั มา หรือศิลปะของการเลน
ท้ังสองน้ันอาจเปนตน กำเนิดของโขนก็ได จงึ นำเรอื่ งของศิลปะท้งั สอง อยา งนัน้ มากลา วไวโดยสงั เขป เพื่อประกอบการพิจารณาเปน
แนวทาง
กระบ่ีกระบอง คนไทยแตโ บราณ ก็เชน เดียวกับชาติอืน่ ๆ ทงั้ หลายคอื จำเปนตองฝกหัดวิชาการใชอ าวุธคมู อื ไว เพื่อตอ สู
ขาศกึ ศตั รูและปองกนั ตัว อาวธุ ที่ใชเ ปนคมู อื ในการตอสกู ็มีหลายชนดิ มีท้ังอาวธุ ยาวและอาวธุ สั้น เชน กระบองไมพลอง ดาบ กระบ่ี
ทวน หอก และงาว เปน ตน เคร่อื งรบั เคร่อื งปอ งกนั ตวั กม็ หี ลายชนดิ เชน โล เขน ตั้ง เปนตน ศลิ ปะแหงการใชอาวุธคูมือและเครอ่ื ง
ปองกันกำบงั ตวั เหลา น้ี เรียกเปนคำรวม เปน ท่ีหมายรูกนั วา วชิ ากระบ่ีกระบอง วชิ ากระบก่ี ระบองเปนวชิ าทตี่ อ งฝกหดั เพ่อื ใหใชได
2
คลองแคลว ชำนาญจนเกิดเปน ศิลปะ โดยเฉพาะพวกนักรบตองฝก หดั ใหชำนาญในการใช ทงั้ บนพื้นดินและอยบู นพาหนะ จงึ ปรากฏ
วา วรี บรุ ุษของไทยผูมชี ือ่ เสียง อยูในประวตั ศิ าสตรของชาติ ลว นแตเปนผชู ำนาญการใชอาวุธเหลานั้นเปนอยา งดีย่ิง
วิวฒั นาการของโขน
ศลิ ปแหง การเลน โขน เมอื่ บังเกดิ ข้นึ ในข้นั แรก คงจะเลน กนั กลางสนามเชนเดยี วกับ “ชักนาคดึกดำ
บรรพ” ในพธิ อี ินทราภิเษก และคงจะเปนดงั ท่เี รียกกนั ในช้ันหลังวา “โขนการแปลง” เมือ่ เจริญกาวหนา ตอมา จงึ มี
ผูคดิ แกไ ขปลูกโรงใหเลนซึง่ เรยี กกนั วา “โขนโรงนอก” หรือท่เี รียกกันตามปากตลาดวา โขนนั่งราวไมม ีรอ ง มแี ต
พากยก ับเจรจา แมศิลปแ หงการเลนโขนจะดำเนนิ กาวหนาตอมา กย็ งั ปรากฏวา ในสมัยเดียวกันนัน้ ศลิ ปแหง การรำ
กระบก่ี ระบอง ศลิ ปแ หงการเลน หนังใหญ และนาฏกรรมชนดิ อืน่ ๆ เชน ละคอน (รำ) และระบำเปน ตน กย็ งั คงมีอยู
อีกสว นหน่ึง และเมอ่ื ศิลปแ หงการเลน โขนเจรญิ มาเปน ลำดบั กม็ ผี ปู ระดษิ ฐใหมีเอกลกั ษณะแตกตา งกบั ศิลปแหง
การเลน และนาฏกรรมอืน่ ๆ เชน ละครและระบำ ศลิ ปแหง การเลน ๓ ประการน้ี มีลกั ษณะแตกตา งกนั อยา งไร ขอ
นำเอา “แวนตา” ของชาวตา งประเทศมาสวมดู ซงึ่ เขาไดเขียนพรรณนาไว( ๑) เมื่อคร้งั รัชสมยั ของสมเดจ็ พระ
นารายณม หาราช อาจเปน แวนขยายชวยใหเ ราในสมัยน้ันมองเหน็ ความแตกตางกนั ไดเ ปน อยางดี
การเลนของไทยจากจดหมายเหตฝุ รั่ง
“คนไทยมกี ารเลนแสดงบนเวที ๓ อยางคอื (๑) การเลน ทีเ่ ขาเรยี กวา โขน ไดแกการเตน ออกทาเขา กับเสยี ง
ซอและเครือ่ งดนตรอี ื่น ๆ ผเู ตน สวมหนากากและถืออาวุธราวกับจะรบราฆา ฟนกันมากกกวาเตน คนเตนทุก ๆ คน
แมจ ะเตน ผาดโผนละออกทา ทางอยางมากมาย ก็ยังเตนเรื่อยไปไมม พี ูดเลย หนา กากที่สวมสวนมากนาเกลียดและ
แลเหน็ เปน รูปสตั วน าสะพึงกลัว หรือเปนจำพวกภตู ผปี ศาจ (๒) การแสดงที่เขาเรียกกวาละคร นัน้ ไดแกบ ทรอย
กรองเรอ่ื งเก่ยี วแกมีพระเอกแตงขึ้นเปน ละคอนซึง่ ใชเ วลาแสดงถึง ๑ วนั เรม่ิ ตั้งแต ๔ โมงเชา จนกระท่ังถงึ ๗ โมง
กลางคนื เน้ือรอ งเปนคำกลอน
แตง ขึ้นเปนเร่อื งเปน ราว และคำกลอนนั้นใชร อ งโดยตัวละครหลายตวั ซ่งึ ประจำอยู ณ ท่นี ้ันตลอดเวลา
และทำหนาท่ีเพยี งแตรองโตตอบกนั เทานนั้ คนหน่งึ ขับรอ งบรรยายเร่อื งราว (ตนเสียง?) และคนอื่นขบั รองเปน
คำพดู ของตวั ละครในเรื่อง (ลกู คู?) แตคนขบั รอ งนั้นเปนผูชาย ไมม ีผหู ญงิ (๓) ระบำ ไดแ กการฟอนรำชายหญงิ เปน
คู ๆ กนั ซึง่ ไมใ ชบทบาทรบราฆา ฟน แตเปนบทบาทสวยงาม การเลน อยางน้ีแสดงไปดว ยกันกับกการเลนอยา งอ่นื ท่ี
ขาพเจาไดกลา วถึงมากอนแลว คนฟอ นรำเหลานี้ท้งั ผหู ญงิ ผูชายสวมเล็บปลอม ทำดวยทองแดงยาวมาก(๑) ในเวลา
ฟอ นรำ ก็มขี บั รอ งไปบาง และสามารถแสดงไดโดย ไมต องเหน็บเหนื่อยมากนัก เพราะวธิ ีฟอนรำของเขากค็ ือเดิน
เปนวงไปอยางงายๆ ชาๆ และไมต องรา ยรำอะไรมาก แตม ที าบดิ เบียนลำตัว และลำแขนชาๆมากอยู ดวยเหตุนี้จึง
ไมเกาะติดกัน ขณะทแ่ี สดง มคี น ๒ คนออกมาเจรจา ไมเปน ชน้ิ เปน อัน ใหคนดูฟง คนหนึง่ พูดแทนตัวระบำฝา ยชาย
และอกี คนหนง่ึ พดู แทนตวั ระบำฝา ยหญิง ผแู สดงท้งั หมดน้ี ไมไดแตงตวั อะไรใหแ ปลกออกไป มีแตพวกแสดงระบำ
3
และโขนเทา นนั้ ทม่ี หี มวกกระดาษปด ทองยอดสงู และแหลม เหมอื นหมวกเขาพิธขี องขุนนาง แตห อยลงมาขา งๆ
จนถึงใตหู และตกแตงประดับ ประดาดว ยเพชร เทียมและ มรี ะยาหอ ย ทำดว ยไมปดทอง
ขอ ความขางตนน้ี เปนอนั แสดงใหเหน็ วา ศลิ ปแหง การเลน โขน ในรัชสมยั สมเด็จพระนารายณมหาราชนัน้
ไดเ จริญกาวหนาขน้ึ เปน ศลิ ปแ หงการแสดงบนเวที คอื ปลกู โรงใหเลนแลว เชนเดียวกบั ละคอนและระบำ ในบาง
โอกาสกน็ า จะยังมผี นู ิยม ใหม กี ารเลน โขนกลางสนามกันอยอู กี บาง เปนบางครง้ั บางคราวดว ย อยางท่ีเรยี กวา โขน
กลางแปลง ในกาลตอมา แตเมือ่ นยิ มดัดแปลง การเลน โขนดวยวธิ ตี างๆ เกดิ ข้ึน จึงเกิดมีคำเรียก เปน ท่ีหมายรู แยก
ประเภทของโขนออกไปอกี วา (๑) โขนกลางแปลง (๒) โขนโรงนอก หรอื โขนนัง่ ราว (๓) โขนหนาจอ (๔) โขนโรงใน
และ (๕) โขนฉาก
(๑)โขนกลางแปลง
โขนกลางแปลง ก็คือการเลนโขนบนพ้นื ดิน ณกลางสนาม ไมตองสรางโรงใหเ ลน โขนกลางแปลงนี้ ปรากฏ
วา เม่อื พ.ศ.๒๓๓๙ ในรชั กาลที่ ๑ กรุงรตั นโกสนิ ทรน ้ี กไ็ ดจ ัดใหเลนครัง้ หนง่ึ ในงานฉลอง พระอัฐิ สมเดจ็ พระ
ปฐมบรมมหาชนกการทีร่ าช ดงั กลา ว ไวใ นพระราชพงศาวดาร วา ในการมหรสพสมโภช พระอัฐิคร้ังนี้ มโี ขนชักรอก
โรงใหญทง้ั โขนวงั หลวงและวงั หนา แลว ประสมโรงเลน กันกลางแปลง เลน เม่อื ศึกทศกณั ฐยกทัพ กับสบิ ขุนสิบรถ
โขนวงั หลวงเปนทัพพระราม ยกไปแตทางพระบรม มหาราชาราชวงั โขนวงั หนา เปนทพั ทศกัณฐ ยกออกจาก
พระราชวงั บวร มาเลน รบกนั ในทองสนาม หนาพลับพลา ถึงมบี นื บาเหรีย่ งรางเกวียนลากออกมายิงกันดังสนั่นไป
เหน็ จะเปน เพราะการเลน โขนกลางแปลง อยากเห็นจรงิ เห็นจัง ระหวางพวกศลิ ปน วังหลวง กับศลิ ปน วงั หนา ใน
คราวนั้น จึงมคี ำลือเลา ขาน การสบื มาจนบัดนี้วา ไดเ กดิ มตี วั โขนรบกนั จรงิ ขน้ึ ซ่ึงตามธรรมดา กองทัพฝา ยยกั ษ ตอ ง
สมมตุ ิ เปนฝายแพท กุ คราวไป แตเ ม่อื รบกนั คราวน้ี พวกคนวังหนาไมย อมแพ เลา กนั มาวา รบจนถงึ บาดเจบ็ ลม ตาย
กนั ไปบา งก็มี แตจ ะเปน ฝายใดบาดเจ็บลมตาย หรอื บาดเจบ็ ลม ตายดว ยกันท้งั สองขา ง หาปรากฏชัดในคำเลาลือสบื
มานัน้ ไม และนบั ตัง้ แตเสรจ็ งานสมโภช พระอัฐคิ รั้งนั้นแลว ปรากฏวา ความบาดหมางระหวางวงั หลวงกบั วงั หนาก็มี
ข้นึ จนถงึ แตละฝา ยตา งเอาปนข้นึ ปอ มกำแพงพระราชวัง หันปากกระบอกเขาหากัน เปน ทเ่ี ตรียมสงครามกนั อยู
สมเดจ็ พระพนี่ างท้ังสองพระองค(๑) ตอ งสง เปนผู ไกลเกล่ีย จงึ ตา งฝายกเ็ ลิกแลว คืนดเี ปน ปกติกันตอมา
สนั นิษฐานตามเร่ืองราวและเหตุการณ โขนกลางแปลงเหน็ จะมแี ตการยกทัพและการรบกนั เปน พ้ืน เพลง
ดนตรปี พาทยกค็ งมแี ตห นา พาทย บทก็คงมีแตคำภาคกบั คำเจรจาเชน เดียวกบั โขนน่งั ราว จะมีความแตกตางกันแต
เลน กลางสนาม แบบเลน ชกั นาคดึกดำบรรพใ นครง้ั โบราณ
(๒)โขนโรงนอก หรือ โขนนงั่ ราว
โขนโรงนอกนั้น พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยหู ัวไดพ ระราชทานพระบรมราชาธิบายไววา เชน ที
เลนกัน “ในงานมหรสพหลวง อยางท่เี คยมีในงานพระเมรุ หรอื งานฉลอง วดั เปน ตน คือ ทีเ่ รยี กตามปากตลาดวา
โขนน่งั ราว” โขนน่ังราวน้ีจัดแสดงบนโรงไมมีเตยี งสำหรับตัวนายโรงนง่ั มีราวพาดตามสวนยาวของโรง ตรงหนา
ฉาก ออกมามชี องทาง ใหผ แู สดงเดนิ ได รอบราว ตวั โรงมกั มหี ลงั คา เมอื่ ตวั ขนแสดงบท ของตนแลว ก็ไปนัง่ ประจำ
4
ที่ บนราว สมมุตเิ ปนเตียง หรอื ท่ีน่ังประจำตำแหนง ไมมขี ับรอ ง มีแตบ ทพากยหรือเจรจา ปพ าทยก ็บรรเลงแตเพลง
หนา พาทย เชน กราวใน กราวนอก คกุ พาทย และตระนมิ ติ ร เปนตน เพราะตอ งบรรเลงเพลงหนาพาทยมาก
ตามปกติ จึงใชป พ าทย ๒ วง วงหน่ึงตีหวั โรง วงหนง่ึ ตที ายโรง หรอื ตงั้ ทางซา ยของโรงวงหนึง่ ทางขวาของโรงวงหน่ึง
จึงเรยี กปพาทย ๒ วงน้ีวา วงหัว วงทา ย หรือวงซาย วงขวา
การแสดงโขนโรงนอก หรอื โขนนงั่ ราวน้ี ยงั มวี ิธีเพมิ่ เตมิ ออกไป เรียกวา โขนนอนโรง ไดอ กี คือ ในเวลาบาย
กอ นถึงวนั แสดงวันหนึง่ ก็ใหป พ าทยทงั้ ๒ วง โหมโรง ในเวลาโหมโรง นั้น พวกโขนจะออกมา กระทงุ เสาตามจงั หวะ
เพลง ทกี่ างโรงจบ โหมโรงแลว กแ็ สดงตอน พิราบออกเที่ยวปา จบั สัตวก ินเปนอาหาร พระราม หลงเขาสวนพวาทอง
ของพิราพ เสรจ็ แสดงตอนน้ีแลวก็หยุด พกั นอนคางคนื เฝา โรงนนั้ อยคู นื นงึ รุง ขนึ้ จงึ แสดงตามเร่อื งท่จี ัดไวตอไป
ในตอนนแี้ หละเรียกกนั วา โขนโรงนอน การแสดงในวันนอนโรงน้ี แตโบราณ จะเคยแสดงตอนอนื่ กันมาบางหรือ
อยางไร ยงั ไมเ คยพบหลักฐาน แตเ ทา ทีท่ ราบมา วาเคยเห็นแสดงกนั แต ตอนพริ าพพบพระรามดัง กลา วน้ีเทา น้ัน
(๓) โขนหนา จอ
โขนหนา จอก็คอื โขนทีเ่ ลนตรงหนาจอ ซึ่งแตเ ดิม เขาซงึ่ ไวสำหรบั เลน หนงั ใหญ เมอื่ พดู ถงึ จอหนงั มีเรอ่ื งท่ี
เคยทราบมาวา (๑) ลักษณะจอหนงั แตเดมิ เขาใชผาขาว บางโปรง ชนิดหยาบ เอามาเพลาะตดิ กนั เขาเปนรูปสเ่ี หลี่ยม
เปนแผน กลาง สว นตอนนอกออกมาใชผ า ดิบขาว เนื้อหนาเย็บตดิ รอบผา ขาวผืนบาง และที่ ตอนรมิ ของผา ดบิ ขาว
แผนหนา ใชผา แดงกับผาสีนำ้ เงินเพราะติด กนั เปนวงรอบนอก แลวเอาเชือกตัด เปนตอนๆ ตามดว ยยาว ๒ ดา น
สมมุติเรยี กวา หนวดพราหมณ สำหรับใชผกู ยดึ คราวบนครา วลาง ขนาดของจอหนังตามธรรมดา ดานยาว ๗ วา ๒
ศอกมีเศษถาจอยาวมากกวา นั้น กใ็ ชเ สายาวออกไปตามสวน เสารจ รนีใ้ ช ๔ ตน เจาะทป่ี ลายเสาต่ำ ลงมาประมาณ
๑ ศอก หรือ ลกู รอกสำหรบั ใชช ักรอบ ข้ึนผาจอ และทปี่ ลายเสา ๔ ตน นนั้ ปก กำหมัดหางนกยงู ยอดกลับหางนกยูง
ก็ปกธงแดงบาง หรือธงชางบา น และนยิ มติดระบาย หนา จอตกแตง ประดับประดากันตามแตจ ะเหน็ งาม ตอ มา
ภายหลงั เม่อื ใชจอน้ีเปนทแ่ี สดงโขนแลว กน็ ยิ มทำเปน จอแขวะ คอื เจาะทผ่ี าดิบทง้ั ๒ ขา ง จอทำเปน ชอ งประตูเขา
ออก แลวทำเปน รปู ซมุ ประตเู ชนประตูเมืองท้งั ๒ ประตู ดา นหน่งึ ของจอเขียนเปน รปู ปราสาทราชวงั สมมุตเิ ปน กรุง
ลงั กา อีกดา นหนง่ึ ของจอเขียนเปน คายพลบั พลาของพระราม แลว ตอนเบื้องบน เซียนรูปนางเมขลา ลอแกวดาน
หน่ึง รามสรู ขวา งขวานดา นหนง่ึ เหนอื ข้ึนไปเซียนรปู ดวงพระอาทิตย พระจนั ทรอยดู า นละดวง ตอมาไดท ำยกพน้ื
หนา จอข้นึ ลาดกระดานปเู สื่อ มีรวั้ ลกู กรงลอ มรอบเปนเขต กันคนดไู มใ หข ้นึ ไป เกะกะคนเลน เวลาตอนบา ยมักนยิ ม
เลน หนงั จบั ระบำหนาจอ ขันภายหลังมีพดู คดิ เอาคนแตงตัวเปนละครไปเลนจบั ระบำไปจนคำ่ จงึ เร่ิมเลนหนงั
ตอมามีผูปลอยตวั โขนออก เลน แทนตัวหนงั บา ง แลว เชดิ หนังสลับไปบางเรยี กกนั วา หนังติดตวั โขน ครน้ั ภายหลงั ก็
เลยปลอ ยตัวโขนเลนไปแตเยน็ จนเลกิ ในกลางคนื สวนจอนน้ั กต็ ัง้ ไว พอเปนพธิ เี ทา น้ัน จะเปนเพราะสะดวกดหี รอื
อยางไรไมทราบ เมอ่ื ความนิยมในเรื่องสวนใหญหมดไป เวลาเลนโขนกลางแจงใน ในการภายหลังนี้ ก็เลยสรา งโรง
สำหรับเลน โขนเปนแบบจอเลนหนงั ใหญไ ป ตกมาในสมยั หลงั นเ้ี ปน อันวา โขนไดแ ยกเอาคำพากยค ำเจรจา หนา
พาทยดนตรีตลอดจนจอของหนังไปหมด เลยเรียกโขนท่เี ลน หนา จอหนงั อยางน้ีวาโขนหนา จอ เชน โขนของกรม
ศิลปากร ท่ที างการส่ังใหจดั เลนในงานฉลอง สหประชาชาติ ณสนามเสอื ปน เม่อื วันท่ี ๒๔ ตลุ าคม พ. ศ. ๒๕๙๑ และ
5
ใหเ ลน ในงานฟน ฟู ประเพณีฉลองวันตรษุ สงกรานต ณ ทองสนามหลวง เมื่อวันท่ี ๑๓ ถงึ ๑๔ และ ๑๕ เมษายน พ.ศ
๒๕๙๒ เปนตน ตลอดจนในงานอ่ืนๆ
(๔)โขนโรงใน
ในระยะที่นยิ มเลน “หนงั คดิ ตวั โขน” กด็ บี างท่กี น็ ำเอาละคอนมาเลนแทนระบำบางแทนโขนบา งสลบั กันไป
ดวยเหตนุ ี้ ศลิ ปะแหง การเลน หนา จอหนัง จงึ เรม่ิ คลกุ คละปะปนกนั ข้นึ ยึก และมีผูนำเอาการแสดงโขนกับละคอนใน
เขา ผสมกัน การแสดงกม็ ที ัง้ ออกทารำเตนและมีพากยมเี จรจาตามแบบโขน กบั นำเพลงขับรองและเพลงประกอบ
กิรยิ าอาการของดนตรีแบบละครในและมรี ะบำฟอ นผสมเขา ดว ย เปน การปรับปรุงใหววิ ัฒนาการข้ึนอีก แตโขนที่
เอกชนเลน กนั ภายนอกคงจะไมสูพิถีพถิ ันในความละเมียดละไมนัก คนพากยค นเจรจาไปอยางไปอยา งกลอนสด
ดว ยปฎภิ าณของตนการแสดงจง่ึ มกั เลน กันไปตามสะดวกเปนอยา งตลาด แตใ นขณะเดยี วกันน้ัน พวกโขนบรรดาท่ี
ประจำอยภู ายในราชสำนกั คงจะไดรบั การทำนบุ ำรุงและปรับปรงุ บทบาททาทาง คลอดจนเพลงขบั รอ งและดนตรี
ใหป ระเพณีตงดงามยง่ิ ขนึ้ โดยลำดับนา ต้ังแตสมยั ท่นี ยิ มนำเอาเร่ืองรามเกยี รตไ์ิ ปแตงขน้ึ เปน บทละครสำหรับเลน
ละครใน เชนบทละคอนเรอ่ื งรามเกียรติ์ไปแตงขนึ้ เปน บทละคอนสำหรบั เลนละคอนใน เชน บทละครเรอ่ื ง
รามเกียรติ์ พระราชนพิ นธส มเด็จพระเจากรุงธนบรุ ี และพระราชนิพนธในรชั กาลท่ี ๑ ในรชั กาลที่ ๒ เปนตน แสดง
วา วธิ กี ารของโขนกับละคอนในไดค ลกุ คละปะปนกนั นาโดยลำดบั ต้ังแตส มยั น้นั แลว ทัง้ ไดมรี าชกวใี นราชสำนักชว ย
ปรบั ปรงุ ชัดเกลาและ ประพนั ธบทพากยบทบาทพากยบทเจรจาใหไพเราะสละสวายข้นึ อกี ดวย คำพากยและคำ
เจรจาบางคอน พระมหากษตั รยิ ด พระราชนพิ นธด วยพระองคเ องกม็ ี เชนพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลงั หลา
นภาลยั ทรงพระราชนิพนธบ ทพากยตอน “นางลอย” ไวอยา งไฟเราะเพราะพร้งึ (๑) เปนตน ศิลปแหงการเลนโขน
ภายในพระราชสำนักจงึ ไฟเราะงดงามเปนอยา งยงิ่
และในภายหหลงั มใชแสดงในโรงอยา งแบบละคอนใน จงึ เลยเรียกกกนั วา “โขนโรงใน” ดงั จะเห็นไดจ าก
บทเลน โขน ซึง้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เมื่อครัง้ เสดจ็ ดำรงพระราชอิสริยยศเปนสมเดจ็ พระบรม
โอรสาธิราช สยามมกฎุ ราชกมุ ารในรชั กาลท่ี ๕ ไดท รงพระราชนพิ นธแกไ ขจากบทของเกา แลว ทรงบรรจคุ ำพากย
คำเจรจาและเพลงหนา พาทยไว โปรดเกลา ฯ ใหพ วก “โขนสมคั รเลน ” นำออกแสดงในตอนปลายรชั กาลท่ี ๕ และ
ท่ีทรงพระราชะนพิ นธข้นึ ใหมแลว โปรดใหน ำออกเลนออกแสดงในรัชกาลที่ ๖ กห็ ลายชุด โขนทีก่ รมศลิ ปากรนำ
ออกแสดงเน่ือง ๆ ในสมยั นี้ กเ็ ปนแบบโขนโรงในดงั กลา วนี้ หรือท่ีนำออกไปเลนกลางแจง บนโรงหนาจอเปน บางครั้ง
บางคราวก็เลนเปนศิลปแบบโขนโรงใน
6
(๕)โขนฉาก
โขนฉากนี้ เขาใจวา เกดิ ข้ึนเมือ่ ราวรชั กาลท่ี ๕ นเ้ี อง โดยมีผคู ิดสรางฉาก ประกอบการแสดงโขนบนเวทีขึน้
คลายกับละครดกึ ดำบรรพ และผูแรงเริ่มดำรทิ ำนัน้ เขา ใจกกนั วา สมเดจ็ ฯ เจาฟากรมพระยานริศรานวุ ัดตวิ งศ วิธี
เลนแสดงกแ็ บง ฉากเลนแบบเดยี วกบั ละคอนดกึ ดำบรรพ แตวธิ ีแสดงเปน แบบโขนโรงใน มขี ับรอง มกี ระบวนรำ มี
ทา เตน มหี นาพาทยต ามแบบละครในและโขนโรงใน การประดษิ ฐส รา งฉากขึน้ ประกอบก็ใหเ ขา กับเหตุการณและ
สถานทซ่ี ึง่ สมมตไิ วในทอ งเรือ่ ง ดว ยเหตุนี้ จึงเรียกศลิ ปแหง การแสดงโขนชนดิ นี้วา “โขนฉาก” โขนทกี่ รมศลิ ปากร
เคยนำออกแสดงหลายชดุ ในระยะกาลภายหลังสงครามโลกครงั้ ท่ี ๒ น้ี เชน ชดุ ไมยราพณส ะกดทัพ ชดุ พรหมาสตร
ชุดนาคบาศ ชุดนางลอย ชดุ ศึกวริ ุญจำบัง ชุดปราบกากนาสรู และชดุ หนุมานออาสา เปนตน ก็อาจเรียกไดว า โขน
ฉาก เพราะไดแบง ตอนและสรา งฉากขึ้นประกอบการแสดงดวย
ถาพจิ ารณาตามที่กลา วน้ี จะเหน็ ไดว า ศิลปะแหง การเลนโขนไดว ิวัฒนาการมาโดยลำดบั โขนทเี่ ลน กนั ใน
สมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา ก็คงแตกตา งจากโขนทเ่ี ลน กนั ในสมยั กรงุ ธนบรุ ีและกรุงรัตนโกสนิ ทร และแมใ นสมยั กรงุ
รัตนโกสนิ ทรนเ้ี อง โขนที่นิยมเลนกนั ในครงั้ รชั กาลที่ ๑ กย็ อมแตกตา งจากท่ีเลนกนั ในรชั กาลที่ ๒ และโขนท่ีนิยม
เลน กันในรชั กกาลที่ ๒ ก็ยอ มมศี ลิ ปะแตกตา งกนั อยางหางไกลจากโขนท่โี ปรดเกลา ฯ ใหเ ลนกัน ในรชั กาลท่ี ๖ แต
หลกั สำคญั อันเปนเคร่ืองสำแดงใหร ูไดว า การเลนการแสดงอยา งนี้เปน โขน กย็ ังคงมีอยู มิไดส ูญหายไป ท้ังนน้ี าจะ
เห็นไดว าเปน วิวัฒนาการหรือเปน ความเจรญิ กาวหนา ของศิลปประเภทน้โี ดยแท
วัตถุประสงคของการทำโครงงาน : 1. เพือ่ ศกึ ษาประวัติความเปนมาของการแสดงโขน
๒. เพอื่ ใหผ ูท สี่ นในไดศกึ ษาตอ
๓. เพอื่ ใหก ารแสดงโขนนั้นเปนการแสดงทเ่ี ขาถึงไดง าย
ขอบเขตของการทำโครงงาน : การทำโครงงานเกย่ี วกบั การแสดงโขนน้ัน มกี ารโดยทั่วไปจะหาศกึ ษา
ประวัตแิ ละขอมลู ไดย ากแหลง ทจ่ี ะใชใ นการหาขอ มลู ไดค ือหอ งสมุด
ผเู ชย่ี วชาญและส่ืออิเล็กทรอนกิ สต างๆ
ผลทีค่ าดวา จะไดรับ : ผทู ีส่ นใจศึกษาตอ หรือหาขอ มลู นนั้ ไดรบั ขอมูลที่ถูกตองและดูโขนเปน
7
บทท่๒ี
เอกสารและงานวิจยั ที่เกย่ี วขอ ง
การศกึ ษาเน้ือหาและวิเคราะหแ ละการวเิ คราะห ประวัตคิ วามเปนมาของการแสดงโขน ผศู กึ ษาไดคนควา
ขอมูลตา งๆจากเอกสารทเ่ี กี่ยวขอ งดงั ตอไปน้ี
๑. เว็บไซต
๒. เนอ้ื งเรือ่ ง
เวบ็ ไซต
เวบ็ ไซตคอื อะไรท่ีเกบ็ รวบรวมขอ มลู เอกสารและสอื่ ประสมตางๆ เชน ภาพ เสยี ง ขอ ความ ของ
แตล ะบริษัทหรือหนวยงานโดยเรยี งเอกสารตางๆเหลา นี้ดวยเรอ่ื งเอกสารตา งๆเหลา นี้วาเวบ็ เพจ และเรยี ก
เว็บหนาแรกของแตล ะเวบ็ ไซตวา โฮมเพจ หรอื อาจกลาวไดวาเว็บไซตก ็คอื เว็บเพจอยางนอย 2 หนาที่มี
ลิงก ถงึ กนั ตามหลักคำวา เวบ็ ไซตจ ะใชสำหรบั ผทู ่ีมคี อมพวิ เตอร แบบเซิฟแวร โดยจดทะเบียนเปน ของ
ตนเองเรียบรอยแลวเชน www.google.co.th ซึง่ เปนเว็บไซตท่ใี หบรกิ ารสบื คนขอ มลู เปน ตน
โฮมเพจ คือคำที่ใชเรียกหนา แรกของเว็บไซต ซึ่งประกอบไปดว ยเมนูตา งๆและเรือ่ งราวตา งๆ
มากมาย คลายกบั หนา ปกนิตยสารบา นเรา ดังนนั้ หากเราออกแบบหนาโฮมเพจใหสวยงามและนาสนใจ โอกาส
ท่ีผูชมจะแวะเขามาเย่ียมเยียนโฮมเพจของเรากจ็ ะมากข้ึนไปดว ย
เว็บเพจ คอื คำท่ใี ชเรียกหนาเอกสารตางๆ ทีอ่ ยูใ นรูปแบบไฟล html เปรยี บเสมือนหนา กระดาษ แต
ละหนาทีม่ เี ร่อื งราวตา งๆ มากมายบรรจุอยใู นนติ ยสารแตแตกตา งกันตรงทม่ี ีการเช่ือมโยงลิงค ซึง่ เราสามารถ
คลิกไปทีห่ นาใดของโฮมเพจกไ็ ด
เนอ้ื เรอื่ ง
ววิ ฒั นาการของโขนศลิ ปแหง การเลนโขน เม่อื บงั เกดิ ข้ึนในข้นั แรก คงจะเลน กนั กลางสนามเชน เดียวกับ
“ชกั นาคดึกดำบรรพ” ในพธิ อี นิ ทราภิเษก และคงจะเปนดังท่เี รยี กกันในช้นั หลังวา “โขนการแปลง” เม่ือ
เจรญิ กาวหนาตอ มา จึงมีผคู ดิ แกไ ขปลูกโรงใหเลน ซ่ึงเรยี กกนั วา “โขนโรงนอก” หรอื ที่เรยี กกันตามปากตลาดวา
โขนนั่งราวไมมรี อง มแี ตพ ากยก บั เจรจา แมศ ิลปแ หง การเลนโขนจะดำเนนิ กา วหนาตอ มา ก็ยงั ปรากฏวา ในสมัย
เดยี วกนั นน้ั ศลิ ปแหงการรำกระบก่ี ระบอง ศิลปแ หง การเลน หนงั ใหญ และนาฏกรรมชนิดอืน่ ๆ เชน ละคอน (รำ)
และระบำเปนตน ก็ยงั คงมีอยูอ ีกสว นหนึง่ และเมอ่ื ศลิ ปแ หงการเลนโขนเจรญิ มาเปนลำดบั กม็ ีผปู ระดิษฐใ หมเี อก
ลกั ษณะแตกตา งกบั ศลิ ปแหงการเลน และนาฏกรรมอน่ื ๆ เชน ละครและระบำ ศลิ ปแหงการเลน ๓ ประการน้ี มี
ลกั ษณะแตกตา งกันอยา งไร ขอนำเอา “แวนตา” ของชาวตา งประเทศมาสวมดู ซ่ึงเขาไดเ ขยี นพรรณนาไว เมอื่ ครัง้
รชั สมัยของสมเดจ็ พระนารายณม หาราช อาจเปนแวน ขยายชวยใหเ ราในสมัยนน้ั มองเห็นความแตกตางกันไดเ ปน
อยางดี
8
บทท่ี ๓
๑.เครือ่ งมอื ในการรวบรวมขอ มูล วธิ กี ารดำเนนิ งาน
๑.๑เครอ่ื งมอื
๑.๒สมุดบนั ทึก
๑.๓แฟมเอกสาร
๒.การเกบ็ รวบรวมขอมลู
๒.๑การรวบรวมขอ มูลจากหนงั สอื
๒.๒การรวบรวมขอมลู จากเอกสารอน่ื ๆ
๒.๓การรวบรวมขอมลู จากเว็ปไซต
ตารางแบบประเมนิ คุณภาพสอื่ การเรียนการสอนดานเนอื้ หา
เกณฑก ารประเมิน คุณภาพสื่อการเรียนการสอนดานเนอ้ื หา
๕ ๔๓ ๒ ๑
เนื้อหาทีน่ ำเสนอและครอบคลมุ ตามวัตถปุ ระสงคการ
เรยี นรู
ความยาวของเนอ้ื หาในแตละตอนเรียนเหมาะสม
การเรยี งลำดบั เน้ือหามคี วามเหมาะสม
โครงสรางเน้ือหาชัดเจนมีความสมั พันธต อเน่อื ง
เนอ้ื หาเหมาะสมกับผเู รยี น
เน้อื หามีความทันสมัยและสามารถนำไปใชใ น
ชีวิตประจำวันได
ใชภาษาถูกตอ งเหมาะสมกบั ระดบั ผูเ รยี น
การยกตวั อยา งสอดคลอ งกับเนือ้ หาและระดบั ผูเรียน
มแี บบฝกปฏบิ ัติหรือแบบฝก หัดและการประเมนิ ผลท่ี
ครอบคลมุ ตามวัตถุประสงค
ส่ือกระตนุ ใหผ เู รยี นเกิดความคดิ สรางสรรค
ตารางแบบประเมินคุณภาพส่อื การเรยี นการสอนดานเทคนิควิธกี าร
เกณฑการประเมิน คณุ ภาพสอ่ื การเรยี นการสอนดา นเทคนคิ การผลติ
๕ ๔๓ ๒ ๑
สวนของภาพน่งิ
9
ขนาดของภาพมีความเหมาะสม สว นของตัวอักษร
ความชดั เจนของภาพที่ใชใ นการนำเสนอ สว นของการนำเสนอ
ความนาสนใจของภาพทใ่ี ชประกอบบทเรียน สวนของการปฏิสมั พันธ
การจัดตำแหนง และความสมดลุ ของภาคกบั หนา จอ
ความสามารถในการสือ่ ความหมายไดชดั เจนและสอดคลอ ง
กับเนอ้ื หา
ขนาดตวั อกั ษรมีความชัดเจนและเหมาะสม
รูปแบบของตัวอักษรสวยงามอา นงา ย
สีของตวั อกั ษรมีความเหมาะสม
การจดั วางตำแหนง ตัวอักษรทใี่ ชนำเสนอมีความเหมาะสม
ความถูกตองของขอ ความตามหลักภาษา
วธิ ีนำเสนอเนอ้ื หามคี วามเหมาะสม
ความเหมาะสมของเวลาในการนำเสนอ
ความสอดคลองระหวางภาพกับเสียงบรรยาย
ความตอ เนอื่ งของภาพที่นำเสนอ
ความชัดเจนของภาพ
ผูเ รียนสามารถโตตอบกับบทเรียนไดอ ยางสะดวก
การควบคมุ บทเรยี นทำไดงายและสะดวก
การเชื่อมโยงเนื้อหาแตละหนา ไดอยา งสะดวก
มาตราสวนประมาณคา 5 ระดบั (Rating scale) ตามแบบของลเิ คอรท (rikert) เกณฑดงั นี้
ระดบั ๕ หมายถงึ ดมี าก
ระดับ ๔ หมายถงึ ดี
ระดับ ๓ หมายถงึ ปานกลาง
ระดับ ๒ หมายถึง พอใช
ระดับ ๑ หมายถึง ปรบั ปรงุ
การวเิ คราะหของคาเฉลย่ี เทยี บกบั เกณฑก ารประเมนิ ท่ไี ดจ ากแบบสอบถามความคดิ เห็นของผเู ช่ยี วชาญ
และผเู รียน ดงั ที่ (บญุ ชม ศรสี ะอาด๒๕๕๔ น.๕๔)
คาเฉล่ยี ๔.๕0 - ๕.00 หมายถงึ อยูในเกณฑ ดมี าก
10
คา เฉล่ยี ๓.๕0 - ๔.๔๙ หมายถงึ อยใู นเกณฑ ดี
คาเฉลยี่ ๒.๕00 - ๓.๔๙ หมายถึงอยูในเกณฑ ปานกลาง
คาเฉลย่ี ๑.๕00 - ๒.๔๙ หมายถงึ อยูในเกณฑ พอใช
คาเฉล่ีย ๑.00 - ๑.๔๙ หมายถงึ อยูในเกณฑ ปรบั ปรุง
11
บทท่ี ๔
ผลการศึกษา
การดำเนินโครงงานเร่ือง การศึกษาประวตั ิความเปนมาของการแสดงโขน
ผูศึกษาไดร วบรวมผลการศึกษาไดดงั น้ี
ตารางเฉล่ียการประเมนิ คณุ ภาพสื่อการเรยี นการสอนดา นเนื้อหา
ผูเชย่ี วชาญคนท่ี
เกณฑก ารประเมนิ คนที่ คนที่ คนที่ คา เฉล่ยี ระดบั เกณฑ
๑๒ ๓
เนอื้ หาทีน่ ำเสนอตรงและครอบคลมุ ตาม ๔ ๕ ๕ ๔.๖๗ ดีมาก
วัตถปุ ระสงคการเรียนรู
ดมี าก
ความยาวของเนื้อหาในแตละตอนเรยี น ๕๕ ๕ ๕.00 ดมี าก
เหมาะสม ดี
การเรยี งลำดบั เน้ือหามีความเหมาะสม ๔๕ ๕ ๔.๖๗ ดีมาก
โครงสรา งของเนอ้ื หาชดั เจนมีความสัมพนั ธ ๔ ๔ ๕ ๔.๓๔ ดมี าก
ตอเนือ่ ง ดี
เนื้อหามคี วามทันสมยั และสามารถนำไปใช ๕ ๕ ๕ ๕.00 ดีมาก
ในชีวิตประจำวันได ดี
ใชภ าษาถูกตองและเหมาะสมกบั ระดบั ๕๕ ๕ ๕.00 ดมี าก
ผเู รียน ดีมาก
เนือ้ หาเหมาะสมกับผูเรียน ๔๕ ๔ ๔.๓๔
การยกตัวอยา งสอดคลอ งกบั เนื้อหาและ ๔ ๕ ๕ ๔.๖๗
ระดับผูเรยี น
มแี บบฝกปฏบิ ตั หิ รอื แบบฝก หัดและการ ๒๕ ๕ ๔.00
ประเมิน ผลท่ีครอบคลุมตามวตั ถุประสงค
ส่อื กระตนุ ใหผ ูเรียนเกดิ ความคดิ สรางสรรค ๕ ๔ ๕ ๔.๖๗
คาเฉลย่ี รวม ๔.๒0 ๔.๘0 ๔.๙0 ๔.๖๓
จากตารางเฉลย่ี การประเมนิ คณุ ภาพสอื่ การเรยี นการสอน ดา นเทคนคิ วธิ กี าร เกณฑการประเมินที่มคี าเฉล่ยี สงู สดุ
ดงั นี้
ลำดบั เกณฑก ารประเมิน คาเฉลย่ี ระดับเกณฑ
๑ ความชดั เจนของภาพท่ใี ชใ นการนำเสนอ ๔.๓๓ ดี
๒ ขนาดตวั อกั ษรมีความชัดเจนเหมาะสม ๔.๓๓ ดี
12
๓ รูปแบบของตวั อักษรสวยงามอานงา ย ๔.๓๓ ดี
๔ ระดับความดงั ของเสยี งที่ใชใ นการอธิบายเนอ้ื หา ๔.๓๓ ดี
๕ ความชดั เจนของเสียงบรรยาย ๔.๓๓ ดี
๖ น้ำเสยี งและจงั หวะของเสียงบรรยายสรางความ ๔.๓๓ ดี
นา สนใจในการนำเสนอ
13
บทที่ ๕
สรปุ ผลการดำเนินงานและขอ เสนอแนะ
การดำเนินโครงงาน ออกแบบและสรา งส่ือการเรยี นการสอนเร่ือง ศกึ ษาประวัตคิ วามเปน มาของการแสดงโขน เพ่อื
หาคณุ ภาพของสือ่ การเรยี นการสอนดว ยเนื้อหาและเทคนคิ วิธีการ ใหอยใู นเกณฑร ะดับดีขน้ึ ไป นอนมีขอมลู สรปุ ผล
การศกึ ษาและขอเสนอแนะดังน้ี
๑.สรุปผลการพฒั นาเวบ็ ไซต
ผจู ดั ทำไดพ ัฒนาเวบ็ ไซต เพื่อการสือ่ สาร เรื่องประวัตคิ วามเปนมาของการแสดงโขน ซงึ่ มีรายละเอยี ดดงั นี้
๑.๑.รปู เลมโครงงาน E Book
๑.๒.สอื่ การสอน Powerpoint
๒.สรปุ ผลการหาคุณภาพของสือ่ การเรียนการสอนดานเนอ้ื หา
ส่อื การเรยี นการสอนทผ่ี ูจัดทำไดอ อกแบบและพัฒนา มีคุณภาพสอื่ การเรียนการสอนดา นเนือ้ หา ซึง่ มี
คา เฉลี่ยรวม ๔.๖๓ ซึ่งในระดับเกณฑด ีมาก ดังตาราง
ผูเชย่ี วชาญ คาเฉลย่ี
คนที่ ๑ ๔.๒0
คนที่ ๒ ๔.๘0
คนท่ี ๓ ๔.๙0
คาเฉลี่ยรวม ๔.๖๓
๓.สรุปผลการหาคณุ ภาพของสื่อการเรียนการสอนดา นเทคนิควิธีการ
สอ่ื การเรียนการสอนทผ่ี จู ดั ทำออกแบบและพฒั นา มีคุณภาพสอื่ การเรียนการสอนดานเทคนคิ วธิ ีการ ซึ่ง
มคี าเฉลย่ี รวม ๔.0๓ ซึ่งอยใู นระดบั เกณฑด ี ดังตาราง
ผูเช่ยี วชาญ คา เฉลยี่
คนที่ ๑ ๓.๘๖
คนท่ี ๒ ๓.๗๖
คนที่ ๓ ๔.๔๓
คา เฉลย่ี รวม ๔.0๑
14
ขอ เสนอแนะ
ควรมกี ารเพ่มิ เนอ้ื หาท่ีมีความหลากหลายใหม ากกวา นี้
15
ภาคผนวก
16
ผูเช่ยี วชาญคนที่ ๑ แบบประเมินคณุ ภาพดา นเนื้อหาโครงงาน
เรื่องศึกษาประวตั ิความเปนมาการแสดงโขน
แบบประเมินคณุ ภาพดา นเนื้อหาโครงงาน
เร่อื งศึกษาประวัติความเปนมาการแสดงโขน
เกณฑก ารประเมิน คณุ ภาพส่อื การเรยี นการสอนดานเนือ้ หา
๕ ๔๓ ๒ ๑
/ /
เนื้อหาทน่ี ำเสนอและครอบคลมุ ตามวัตถปุ ระสงคก าร /
เรยี นรู / /
ความยาวของเนอื้ หาในแตล ะตอนเรยี นเหมาะสม /
การเรยี งลำดับเนอ้ื หามคี วามเหมาะสม /
โครงสรา งเน้ือหาชดั เจนมคี วามสมั พันธต อเนอื่ ง /
เนื้อหาเหมาะสมกับผเู รียน /
เนอ้ื หามีความทันสมยั และสามารถนำไปใชใ น
ชวี ิตประจำวนั ได /
ใชภาษาถกู ตอ งเหมาะสมกับระดบั ผูเรียน
การยกตวั อยา งสอดคลองกับเนอื้ หาและระดับผเู รียน
มีแบบฝก ปฏบิ ตั หิ รอื แบบฝกหดั และการประเมินผลที่
ครอบคลมุ ตามวตั ถุประสงค
ส่อื กระตนุ ใหผเู รยี นเกดิ ความคิดสรา งสรรค
ขอเสนอแนะเพ่ิมเติม
..............................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
17
ผูเช่ยี วชาญคนที่ ๒ แบบประเมนิ คุณภาพดา นเน้ือหาโครงงาน
เรื่องศึกษาประวตั คิ วามเปนมาการแสดงโขน
แบบประเมนิ คุณภาพดา นเนอ้ื หาโครงงาน
เร่อื งศึกษาประวัตคิ วามเปนมาการแสดงโขน
เกณฑก ารประเมิน คุณภาพสือ่ การเรยี นการสอนดานเนือ้ หา
๕ ๔๓ ๒ ๑
/
เนื้อหาทน่ี ำเสนอและครอบคลมุ ตามวัตถปุ ระสงคการ /
เรยี นรู /
ความยาวของเนอื้ หาในแตล ะตอนเรยี นเหมาะสม /
การเรยี งลำดับเนอ้ื หามคี วามเหมาะสม
โครงสรา งเน้ือหาชดั เจนมคี วามสมั พันธต อเนื่อง /
เนื้อหาเหมาะสมกับผเู รียน /
เนอ้ื หามีความทันสมยั และสามารถนำไปใชใ น
ชวี ิตประจำวนั ได /
ใชภาษาถกู ตอ งเหมาะสมกับระดบั ผูเรียน /
การยกตวั อยา งสอดคลองกับเนอื้ หาและระดับผเู รียน /
มีแบบฝก ปฏบิ ตั หิ รอื แบบฝกหดั และการประเมินผลที่
ครอบคลมุ ตามวตั ถุประสงค /
ส่อื กระตนุ ใหผเู รยี นเกดิ ความคิดสรา งสรรค
ขอเสนอแนะเพ่ิมเติม
..............................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
18
ผูเช่ยี วชาญคนที่ ๓ แบบประเมินคณุ ภาพดานเนือ้ หาโครงงาน
เรื่องศึกษาประวัติความเปน มาการแสดงโขน
แบบประเมินคุณภาพดา นเนอ้ื หาโครงงาน
เร่อื งศึกษาประวัตคิ วามเปนมาการแสดงโขน
เกณฑก ารประเมิน คณุ ภาพส่อื การเรียนการสอนดา นเนือ้ หา
๕ ๔๓ ๒ ๑
/
เนื้อหาทน่ี ำเสนอและครอบคลมุ ตามวัตถปุ ระสงคก าร / /
เรยี นรู /
ความยาวของเนอื้ หาในแตล ะตอนเรยี นเหมาะสม /
การเรยี งลำดับเนอ้ื หามคี วามเหมาะสม /
โครงสรา งเน้ือหาชดั เจนมคี วามสมั พันธต อเนอื่ ง /
เนื้อหาเหมาะสมกับผเู รียน
เนอ้ื หามีความทันสมยั และสามารถนำไปใชใน /
ชวี ิตประจำวนั ได /
ใชภาษาถกู ตอ งเหมาะสมกับระดบั ผูเรียน /
การยกตวั อยา งสอดคลองกับเนอื้ หาและระดับผูเรยี น
มีแบบฝก ปฏบิ ตั หิ รอื แบบฝกหดั และการประเมนิ ผลที่
ครอบคลมุ ตามวตั ถุประสงค
ส่อื กระตนุ ใหผเู รยี นเกดิ ความคิดสรา งสรรค
ขอเสนอแนะเพ่ิมเติม
..............................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
19
บรรณานกุ รม
กรมหมื่นพทิ ยลาภพฤฒยิ ากร.(2500).โขน,-,1-163