The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาหาความรู้ และนำเสนอในเรื่องราวของวรรณคดี เรื่องไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ โดยได้ศึกษาผ่านแหล่งความรู้ต่างๆ อาทิเช่น ตำรา หนังสือ วารสาร ห้องสมุด และแหล่งความรู้จากเว็บไซต์ต่างๆ โดยวารสารเล่มนี้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความเป็นมา ประวัติผู้แต่ง ลักษณะคำประพันธ์ เนื้อเรื่อง และวิเคราะห์คุณค่า ที่ผู้อ่านจะได้รับ เพื่อให้เกิดประโยชน์ และนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by keaw22384, 2023-08-20 06:14:47

ไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ

มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาหาความรู้ และนำเสนอในเรื่องราวของวรรณคดี เรื่องไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ โดยได้ศึกษาผ่านแหล่งความรู้ต่างๆ อาทิเช่น ตำรา หนังสือ วารสาร ห้องสมุด และแหล่งความรู้จากเว็บไซต์ต่างๆ โดยวารสารเล่มนี้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความเป็นมา ประวัติผู้แต่ง ลักษณะคำประพันธ์ เนื้อเรื่อง และวิเคราะห์คุณค่า ที่ผู้อ่านจะได้รับ เพื่อให้เกิดประโยชน์ และนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

ไตรภูมิพระร่วง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖/๑ นำ เสนอ คุณครูชมัยพร แก้วปานกัน มนุสสภูมิ ตอน


ไตรภูมิพระร่วง จัดทำ โดย น.ส.ธีชวัน เสนาะพิณ เลขที่ ๖ น.ส.พรวิจิตร นิ่มนวล เลขที่ ๘ น.ส.มณฑาทิพย์ ปะจะเน เลขที่ ๑๐ น.ส.เมธาวีร์ ศรีเกตุสุข เลขที่ ๑๑ น.ส.วนิดา คุ้มพร เลขที่ ๑๒ น.ส.สุภาพร พุ่มภา เลขที่ ๑๕ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖/๑ ตอน มนุสสภูมิ นำ เสนอ คุณครูชมัยพร แก้วปานกัน วารสารเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทย ท๓๓๑๐๑ ภาคเรียนที่๑ ปีการศึกษา๒๕๖๖ โรงเรียนสงวนหญิง จังหวัดสุพรรณบุรี


คำ นำ วารสารเล่มนี้จัดทำ ขึ้นเพื่อพื่เป็นส่วส่นหนึ่งของวิชาภาษาไทย ท๓๓๑๐๑ ใน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ โดยมีจุดประสงค์เพื่อพื่ศึกษาหาความรู้ และนำ เสนอใน เรื่อรื่งราวของวรรณคดี เรื่อรื่งไตรภูมิพระร่วร่ง ตอน มนุสสภูมิ โดยได้ศึกษาผ่าผ่น แหล่งความรู้ต่รู้ ต่างๆ อาทิเช่นช่ตำ รา หนังสือสืวารสาร ห้องสมุด และแหล่งความรู้จรู้าก เว็บไซต์ต่างๆ โดยวารสารเล่มนี้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความเป็นมา ประวัติผู้แต่ง ลักษณะคำ ประพันพัธ์ เนื้อเรื่อรื่ง และวิเคราะห์คุณคุค่า ที่ผู้อ่านจะได้รับรัเพื่อพื่ ให้เกิด ประโยชน์ และนำ มาปรับรั ใช้ในชีวิตประจำ วัน คณะผู้จัดทำ คาดหวังเป็นอย่าย่งยิ่งยิ่ว่า การจัดทำ วารสารเล่มนี้จะให้ความรู้ และเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจศึกษาวรรณคดี เรื่อรื่งไตรภูมิพระร่วร่ง ตอน มนุสสภูมิ นี้เป็นอย่าย่งดี คณะผู้จัผู้ จัดทำ


สารบับั บั ญ บั ญ เรื่อ รื่ ง หน้าที่ คำ นำ ………………………………………………………………………………… ก สารบัญบั……………………………………………………………………………… ข ความเป็น ป็ มา ………………………………………………………………………. ๑ ประวัติผู้แผู้ ต่ง ………………………………………………………………………. ๒ ลักษณะคำ ประพันพั ธ์……………………………………………………………. ๓ เนื้อ นื้ เรื่อ รื่ งเต็ม(แบบย่อย่ ) …………………………………………………………. ๓ เนื้อ นื้ เรื่อ รื่ งเต็ม(เฉพาะตอนที่เรีย รี น) ………………………………………….. ๖ วิเคราะห์คุห์ณคุค่า ………………………………………………………………….. ๑๐ บรรณานุกนุรม ……………………………………………………………………… ๑๕


ความเป็นมา ไตรภูมิพระร่วง เดิมเรียกว่า เตภูมิกถา หรือ ไตรภูมิกถา แต่สมเด็จพระยาดำ รงราชานุภาพ ทรงเปลี่ยนชื่อให้เพื่อเป็นเกียรติแก่พญาลิไท กษัตริย์ในราชวงศ์พระร่วงผู้พระราชนิพนธ์เรื่องนี้เมื่อ ปี พ.ศ. ๑๘๘๘ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเทศนาโปรดพระมารดาและเพื่อสั่งสอนประชาชน ต้นฉบับ สูญหายไประยะหนึ่ง ต่อมาได้พบไตรภูมิพระร่วงเป็นหนังสือ ๑๐ ผูกซึ่งคัดลอกไว้โดย พระมหาช่วย วัดปากน้ำ (วัดกลาง จังหวัดสมุทรปราการ) เมื่อสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เดือน ๔ ปีจอ จุลศักราช ๑๑๔๐ (พ.ศ. ๒๓๒๑) และได้มีการตีพิมพ์ขึ้นมาเป็นครั้งแรกงานพระเมรุศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประสานศรีใส และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประไพศรีสอาด (๑)


พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นหลังจากที่ทรง ผนวชแล้ว และขึ้นครองราชย์ได้ ๖ ปี ประมาณ พ.ศ. ๑๘๙๖ พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๖ แห่ง กรุงสุโขทัย ขึ้นครองราชย์ต่อจากพญางัวนำ ถม จากหลักฐานในศิลาจารึกวัด มหาธาตุ พ.ศ. ๑๙๓๕ หลักที่ ๘ ข. ค้นพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ เมื่อพญาเลอไท สวรรคต ใน พ.ศ. ๑๘๘๔ พญางัวนำ ถมได้ขึ้นครองราชย์ ต่อมาพญาลิไทยกทัพ มาแย่งชิงราชสมบัติ และขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. ๑๘๙๐ ทรงพระนามว่า พระเจ้าศรีสุริยพงสรามมหาธรรมราชาธิราช ในศิลาจารึกมักเรียกพระนาม เดิมว่า พญาลิไท หรือเรียกย่อว่า พระมหาธรรมราชาที่ ๑ เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๑๙๑๑ พญา ลิไท ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทรงอาราธนาพระ เถระชาวลังกาเข้ามาเป็นสังฆราชในกรุงสุโขทัย ได้สละราชสมบัติออกทรงผนวช ที่วัดป่ามะม่วง นอกเมืองสุโขทัยทางทิศตะวันตก พญาลิไททรงมีความรู้ แตกฉานในพระไตรปิฎก ทรงสนพระทัยทำ นุบำ รุงพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก และทรงพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญหลายประการ เช่น สร้างถนนพระร่วง ตั้งแต่ เมืองศรีสัชนาลัยผ่านกรุงสุโขทัยไปถึงเมืองนครชุม (กำ แพงเพชร) บูรณะเมือง นครชุม สร้างเมืองสองแคว (พิษณุโลก) เป็นเมืองลูกหลวง และสร้างพระพุทธ ชินราช พระพุทธชินสีห์ ที่ฝีมือการช่างงดงามเป็นเยี่ยม งานพระราชนิพนธ์ของ พญาลิไท ได้แก่ ไตรภูมิพระร่วงหรือเตภูมิกถาศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงและศิลาจา กรึกวัดศรีชุม เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ กล่าวถึงเหตุการณ์และ ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆการสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ การผนวชที่วัด ป่ามะม่วง เป็นต้น ประวัติผู้แต่ง (๒)


ลักษณะคำ ประพันธ์ ลักษณะการแต่งเป็นร้อยแก้ว แบบพรรณนาโวหารบรรยายโวหาร และเทศนาโวหาร เนื้อเรื่องเต็ม(แบบย่อ) ไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงลักษณะการเกิดหรือปฏิสนธิของมนุษย์ สัตว์ และเทวดา และบรรยายลักษณะของ แต่ละภูมิอย่างละเอียด เริ่มด้วยนรกภูมิ บรรยายภาพที่น่ากลัวของนรกแต่ละขุม กล่าวถึงเหตุของการตกนรก แต่ละขุมและความทุกข์ทรมานที่สัตว์นรกต้องได้รับ ในติรัจฉานภูมิ กล่าวถึงการเกิดและลักษณะของสัตว์ชนิด ต่าง ๆ สัตว์ที่กล่าวถึงอย่างละเอียดได้แก่ ราชสีห์๔ชนิด ช้างแก้ว๑๐ จำ พวก ปลาใหญ่ ๗ ตัว ครุฑ นาค และหงส์ ในเรื่องเปรตภูมิ บรรยายรายละเอียดของลักษณะเปรตแต่ละจำ พวก และในส่วนที่ว่าด้วยอสุรกายภูมิ บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับเมืองของอสูรใหญ่ ๔เมือง ส่วนในเรื่องของมนุสสภูมิ บรรยายการปฏิสนธิและ การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์จนถึงเวลาคลอด บรรยายลักษณะของทวีปทั้ง๔คือ อุตตรกุรุทวีป อมรโค ยานทวีป บุพวิเทหทวีป และชมพูทวีปโดยละเอียด กล่าวถึงจักรพรรดิราช และบุคคลสำ คัญบางคนได้แก่ โชติกเศรษฐี พญาพิมพิสารและพญาอชาตศัตรู ในส่วนที่ว่าด้วยฉกามาพจรภูมิ (๓)


ได้แก่ สวรรค์ ๖ ชั้น บรรยายลักษณะของสวรรค์แต่ละชั้นให้เห็นความยิ่งใหญ่ งดงามและน่า รื่นรมย์ ในส่วนที่กล่าวถึงรูปภูมิ ซึ่งเป็นที่อยู่ของพรหมที่มีรูป๑๖ ชั้น และอรูปภูมิ ที่อยู่ของ พรหมที่ไม่มีรูป๔ชั้น ก็บรรยายลักษณะของพรหมอย่างละเอียด ในตอนท้ายของหนังสือผู้ นิพนธ์ทรงชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ สัตว์และเทวดาทั้งหลายตลอดจนสรรพสิ่งในภูมิทั้ง ๓ แม้กระทั่ง ภูเขา แม่น้ำ พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาว ตลอดจนป่าหิมพานต์ ในที่สุดก็ต้องเสื่อมสลายไป ทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้เลย กล่าวถึงการเกิดไฟประลัยกัลป์ และกำ เนิดโลกและสรรพสิ่งขึ้นใหม่ หลังจากเกิดไฟประลัยกัลป์ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความเป็นมาและความสำ คัญของสถาบันพระ มหากษัตริย์ ไตรภูมิพระร่วงหรือไตรภูมิกถา , เตภูมิกถาหมายถึงเรื่องราวของโลกทั้ง ๓ ได้แก่ ๑.กามภูมิ คือโลกของผู้ที่ข้องอยู่ในกิเลส แบ่งเป็น สุคติภูมิ ๗ และทุคติภูมิหรืออบายภูมิ๔ (อบายภูมิ ได้แก่ นรกภูมิ เปรตภูมิ อสูรกายภูมิ เดรัจฉานภูมิ) ๒. รูปภูมิ คือดินแดนของพรหมที่มีรูป มี๑๖ ชั้น ๓. อรูปภูมิ คือดินแดนของพรหมไม่มีรูป มี๔ชั้น ไตรภูมิพระร่วง ตอนมนุสสภูมิกล่าวถึงการเกิดของมนุษย์ว่าเป็นความยากลำ บาก หรือเป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง โดยกล่าวถึงมนุษย์ตังแต่แรกเกิด ดังนี้ (๔)


เมื่ออยู่ในท้องแม่ ๖ เดือนคลอดออกมามักจะไม่รอด , ๗ เดือนคลอดจะไม่แข็งแรง ทารกที่คลอด ออกมาแล้วร้องไห้ท่านว่า มาจากนรกจำ ความทุกข์ทรมานในนรกนั้นได้ เมื่ออยู่ในท้องแม่ก็ กระวนกระวาย ไม่เป็นสุข พลอยให้แม่ร้อนเนื้อร้อนตัวไปด้วย ทารกที่คลอดออกมาแล้วหัวเราะ ท่านว่ามาจากสวรรค์ เนื้อตัวจะเย็น เมื่ออยู่ในท้องแม่ก็อยู่เย็นเป็นสุขสบายใจ เมื่อทารกถึงเวลา คลอดจะเกิดลมกรรมชวาตพัดให้ทารกนั้นกลับหัวลงเหมือนยมบาลจับสัตว์นรกหย่อนหัวลงใน ขุมนรก ทารกนั้นคลอดยากจะเจ็บเนื้อเจ็บตัวราวกับถูกภูเขาหนีบและทับให้บดบี้ คนทั่วไป เมื่อ แรกเกิดก็ดี เมื่ออยู่ในท้องแม่ก็ดี เมื่อคลอดออกจากท้องแม่ก็ดี (กาลทั้ง ๓ ) จะจำ ไม่ได้ (ย่อมหลง บ่มิได้คำ นึงรู้อันใดสักสิ่ง) พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตขีณาสพ และ พระอัครสาวก จะจำ กาลเมื่อแรกเกิดและเมื่ออยู่ในท้องแม่ได้ แต่เมื่อคลอดจากท้องแม่ก็จะจำ ไม่ ได้เหมือนคนทั่วไป (๕)


ส่วนบนตั้งแต่คอถึงศีรษะมี๘๔รูป ส่วนกลาง ตั้งแต่คอถึงสะดือมี๕๐ รูป ส่วนล่าง ตั้งแต่สะดือถึงฝ่าเท้ามี๕๐ รูป มนุสสภูมิเป็นภูมิหนึ่งในกามภูมิซึ่งกล่าวถึงเนื้อหาของการกำ เนิดมนุษย์เอาไว้ โดยกล่าวถึง มนุษย์ผู้ชายหรือผู้หญิงที่ปฏิสนธิในท้องของแม่จะเริ่มต้นโดยการเป็น“กลละ”หรือเซลล์ที่มี ขนาดเล็กที่สุด พอครบ ๗ วันจะมีลักษณะเหมือนน้ำ ล้างเนื้อ เรียกว่า “อัมพุทะ” อีก ๗ วันถัด มาจะเป็นชิ้นเนื้อในครรภ์มารดาหรือเรียกว่า “เปสิ” ซึ่งมีลักษณะข้นเหมือนตะกั่วเชื่อมในหม้อ และอีก ๗ วันต่อมาจะแข็งเป็นก้อนเหมือนไข่ไก่ ซึ่งเรียกว่า “ฆนะ” จากนั้นจะค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นทุก วัน หลังจากเป็นฆนะได้ ๗ วันก็จะเป็น“เบญจสาขาหูด” โดยคำ ว่าเบญจแปลว่า๕ดังนั้นจึง หมายถึงหูดที่มี๕ตุ่มได้แก่หัว๑ตุ่มแขน ๒ ตุ่มและขา ๒ ตุ่มต่อจากนั้นไปอีก ๗ วันจะเริ่ม มีฝ่ามือนิ้วมือ และเมื่อครบ๔๒ วันจึงมีขนมีเล็บเท้า เล็บมือมีอวัยวะครบถ้วนทุกประการแบบ มนุษย์นอกจากนั้นในไตรภูมิพระร่วง ตอนมนุสสภูมิยังบอกอีกว่า เด็กที่เกิดในท้องแม้นั้นมีรูป ร่าง๑๘๔ประการ แบ่งออกเป็น เนื้อเรื่องเต็ม (ตอนที่เรียน) (๖)


โดยเด็กที่อยู่ในท้องนั้นต้องได้รับความลำ บากอย่างมาก ต้องทนอยู่ในที่ที่ทั้งชื้นและเหม็นพยาธิซึ่ง อาศัยปนอยู่ในท้องแม่ดังความว่า “...เมื่อกุมารอยู่ในท้องแม่นั้นลำ บากนักหนา พึงเกลียดพึงหน่ายพ้นประมาณนัก ก็ชื้นแลเหม็นกลิ่น ตืดแลเอือนอันได้๘๐ ครอก...ฝูงตืดแลเอือนทั้งหลายนั้นคนกันอยู่ในท้องแม่…” สำ หรับอาหารที่เด็กกินนั้นก็จะกินผ่านสายสะดือที่ส่งจากผู้เป็นแม่อีกทอดหนึ่ง โดยอาหารที่แม่กิน เข้าไปก่อนจะอยู่ใต้ตัวเด็ก ส่วนอาหารที่แม่กินเข้าไปใหม่จะทับอยู่บนศีรษะเด็กทำ ให้เด็กได้รับความ ทุกข์ทรมานยิ่งนัก ตอนที่อยู่ในท้องแม่เด็กจะนั่งอยู่กลางท้อง ในท่าคู้คอจับเจ่า และกำ มือแน่นซึ่ง ในขณะที่นั่งอยู่นั้นเลือดและน้ำ เหลืองจะหยดลงเต็มตัวเด็กตลอด ไม่ได้หายใจ รวมถึงไม่ได้เหยียด มือและเท้าเลย ต้องเจ็บปวดเหมือนถูกขังไว้ในไหหรือที่คับแคบเวลาแม่เดินนอนหรือลุกขึ้นเด็กก็ จะเจ็บปวดประหนึ่งว่าจะตาย เปรียบได้กับลูกเนื้อทรายที่อยู่ในมือของคนเมาเหล้าหรือลูกงูที่หมองู เอาไปเล่นดังความว่า “ผิแลว่าเมื่อแม่เดินไปก็ดีนอนก็ดี ฟื้นตนก็ดี กุมารในท้องแม่นั้นให้เจ็บเพียง จะตายแล ดุจดั่งลูกทรายอันพึ่งออกแล อยู่ธรห้อย ผิบ่มิดุจดั่งคนอันเมาเหล้า ผิบ่มิดุจดั่งลูกงูอัน หมองูเอาไปเล่นนั้นแล…” หลังจากอยู่ในท้องแม่มาประมาณ ๖ เดือนหากเด็กคลอดออกมาช่วงนี้ มักจะไม่รอด แต่หาก๗ เดือนแล้วคลอด เด็กมักจะออกมาไม่แข็งแรงนอกจากนี้ยังมีการกล่าวด้วย ว่า เด็กที่มีที่มาต่างกันเมื่ออยู่ในท้องแม่จะมีลักษณะที่ต่างกันและเมื่อคลอดออกมาย่อมมีลักษณะ ต่างกันด้วย เช่นเด็กที่มาจากนรก เมื่ออยู่ในท้องแม่ก็จะเดือดเนื้อร้อนใจ กระสับกระส่าย พลอยให้ แม่ร้อนเนื้อร้อนตัวไปด้วย และเวลาที่คลอด ตัวเด็กก็จะร้อน (๗)


ต่างจากเด็กที่มาจากสวรรค์ เมื่ออยู่ในท้องแม่ก็จะมีแต่ความสุขกายสบายใจ ตัวแม่ก็พลอยเย็นไป ด้วย และเวลาคลอด ตัวของเด็กจะเย็น ต่อมาเมื่อถึงเวลาจะคลอด ก็จะเกิดลมกรรมชวาตพัดดันตัวเด็กให้ขึ้นไปด้านบนและหันหัวเด็กลง มาด้านล่าง เตรียมที่จะคลอด ถ้าคลอดออกมาไม่พ้นจากตัวแม่เด็กคนนั้นก็จะรู้สึกเจ็บเนื้อเจ็บตัว เป็นอย่างมาก เหมือนกับช้างที่ถูกชักถูกเข็นออกจากรูกุญแจหลังจากออกจากท้องแม่แล้ว เด็ก ที่มาจากนรก ก็มักจะคิดถึงความยากลำ บากที่เคยเจอมา พอคลอดออกมาก็จะร้องไห้แต่ถ้าเด็ก คนนั้นมาจากสวรรค์ ก็จะคิดถึงความสุขในครั้งก่อนเมื่อคลอดออกมา จะหัวเราะก่อนนอกจากนั้น ไตรภูมิพระร่วง ตอนมนุสสภูมิยังกล่าวถึงเด็ก ๒ กลุ่มคือเด็กทั่วไปและเด็กที่เป็นพระปัจเจกโพธิ เจ้า พระอรหันตาขีณาสพ และพระอัครสาวก ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันดังนี้ เด็กทั่วไปจะไม่รู้สึกตัวใด ๆทั้งตอนมาเกิดในท้องแม่ ตอนอยู่ในท้องแม่และตอนออกจากท้องแม่ เด็กที่เป็นพระปัจเจกโพธิเจ้า พระอรหันตาขีณาสพ และพระอัครสาวก จะรู้สึกตัวตอนมาเกิดในท้องแม่ และตอนอยู่ในท้องแม่แต่เมื่ออกจากท้องแม่แล้ว ก็ จะลืมทุกอย่างเหมือนเด็กทั่วไป (๘)


๑.คุณค่าด้านเนื้อหา เป็นวรรณคดีเล่มแรกที่เรียบเรียงในลักษณะการค้นคว้าจากคัมภีร์ต่าง ๆ ถึง ๓๐คัมภีร์ จึงมี ศัพท์ทางศาสนาและภาษาไทยโบราณอยู่มาก สามารถนำ มาศึกษาการใช้ภาษาในสมัยกรุง สุโขทัย ตลอดจนสำ นวนโวหารต่าง ๆ ไตรภูมิพระร่วงมีสำ นวนหนักไปในทางศาสนาโวหารและ พรรณนาโวหาร ผูกประโยคยาว และใช้ถ้อยคำ พรรณนาดีเด่นสละสลวยไพเราะ ก่อให้เกิดความ รู้สึกด้านอารมณ์สะเทือนใจและให้จินตภาพหรือภาพในใจอย่างเด่นชัด เช่น"บ้างเต้นบ้างรำ บ้างฟ้อนระบำ บันลือเพลงดุริยดนตรีบ้างดีดบ้างสีบ้างตีบ้างเป่าบ้างขับศัพท์สำ เนียงหมู่นัก คุณจุณกันไปเดียรดาษพื้นฆ้องกลองแตรสังข์ระฆังกังสดาลมโหระทึกกึกก้องทำ นุกดีที่มีดอกไม้ อันตระการ่ต่าง ๆ สิ่งมีจวงจันทน์กฤษณาคันธาทำ นอง ลบองดังเทพยดาในเมืองฟ้า สนุกนี้ทุก เมื่อบำ เรอกันบมิวาย " วิเคราะห์คุณค่า (๙)


วิเคราะห์คุณค่า ๒.คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ไตรภูมิพระร่วง ตอนมนุสสภูมิใช้ภาษาได้ไพเราะด้วยการเล่นสัมผัสคล้องจอง การซ้ำ คำ เพื่อ เน้นความหมาย การย้ำ คำ เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนการเล่นอักษรและสัมผัสสระให้มีจังหวะ กระทบไพเราะ ดังตัวอย่างที่ยกมานี้ ๑)การสรรคำ ๑.๑การเลือกใช้คำ ถูกต้องตามความหมายที่ต้องการ โดยเลือกคำ เพื่อย้ำ ความให้หนักขึ้นเป็น จังหวะให้ไพเราะน่าฟัง เช่น “...อาหารอันแม่กินเข้าไปใหม่นั้นอยู่เหนือกุมารนั้นเมื่อกุมารอยู่ในท้องแม่นั้นบลำ บากนักหนา พึงเกลียดพึงหน่ายพ้นประมาณนัก ก็ขึ้นแลเหม็นกลิ่นตืดและเอือนทั้งหลายอันได้๘๐ ครอก ซึ่ง อยู่ในท้องแม่อันเป็นที่เหม็นที่แลที่ลุกออกจากเต้าที่เถ้าที่ตายที่เร่ว ฝูงตืดและเอือนทั้งหลาย นั้นคนกันอยู่ในท้องแม่ตืดแลเอือนฝูงนั้นเริ่มตัวกุมารนั้นไสร้ ดุจดังหนอนอันอยู่ในปลาเน่า แล หนอนอันอยู่ในลามกอาจมนั้นแล...” ๑.๒ การเลือกใช้คำ ที่เหมาะแก่เนื้อเรื่องและฐานะของบุคคลในเรื่อง เช่น “...คนผู้ใดอยู่ในท้องแม่๖ เดือนแลคลอดนั้นบ่ห่อนจะได้สักคาบคนผู้ใดอยุ่ในท้องแม่ ๗ เดือนแลคลอดนั้นแม้เลี้ยงเป็นคนก็ดีบ่มิได้กล้าแข็งบ่มิทนแดดทนฝนได้แล...” (๑๐)


คำ ว่าท้องแม่และคลอด เป็นคำ ที่เหมาะแก่เนื้อเรื่อง เพราะกล่าวถึงการตั้งท้องของแม่ส่วน บ่มิได้กล้าแข็งบ่มิทนแดดทนฝนเป็นคำ ที่เหมาะแก่ฐานะบุคคล เพราะในเรื่องกล่าวถึงลูกที่ คลอดในเวลา ๗ เดือนหรือคลอดก่อนกำ หนดจะไม่ค่อยแข็งแรง ๑.๓ การเลือกใช้คำ ให้เหมาะสมแก่ลักษณะคำ ประพันธ์ เช่น “..ผิรูปอันจะเกิดเป็นชายก็ดีเป็นหญิงก็ดี เกิดมีอาทิแต่เกิดเป็นกลละนั้นโดยใหญ่แต่ละวันแลน้อย ครั้งถึง ๓ วันเป็นดั่งน้ำ ล้างเนื้อนั้นเรียกว่าอัมพุทะ อัมพุทะนั้นโดยใหญ่ไปทุกวารไสร้...” กวีเลือกสรรคำ ที่เหมาะแก่การประพันธ์ไตรภูมิพระร่วง ซึ่งการใช้ภาษาจะแตกต่างจากคำ ประพันธ์ทั่วไปเนื่องจากเป็นลักษณะของร้อยแก้วที่มีการเทศนาโวหาร จึงใช้ ก็ดี เป็นการเชื่อม ประโยค ๑.๔การเลือกใช้คำ โดยคำ นึงถึงเสียง ดังนี้ (๑) การเล่นคำ สัมผัสคล้องจองทั้งสระและพยัญชนะ เช่น “ ..แลนั่งยองอยู่ในท้องแม่แลกำ มือทั้งสองคู้คอต่อหัวเข่าทั้งสอง เอาหัวไว้เหนือหัวเข่า เมื่อนั่ง อยู่นั้น...” (๒) การใช้คำ ซ้อนเพื่อเน้นความเช่นเจ็บเนื้อเจ็บตัว แค้นเนื้อแค้นใจ เดือดเนื้อเดือดใจทนแดด ทนฝนออกลูกออกเต้า พึงเกลียดพึงหน่าย กระหนกระหาย เช่น “...แลกุมานั้นเจ็บเนื้อเจ็บตนดั่งคนอันท่านขังไว้ในไหอันคับแคบนักหนา แค้นเนื้อแค้นใจแลเดือด เนื้อเดือดใจนักหนา....” (๓) การย้ำ คำ ที่มีความหมายเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันเพื่อความเข้าใจชัดเจนเช่น “...แลภูเขาอันชื่อคังไคยบรรพตหีบแลเหงแลบดบี้นั้นแล...” “..แลผู้น้อยนั้นก็ได้กินทุกค่ำ เช้าทุกวัน...........” (๑๑)


(๔) การเล่นอักษร เสียงสัมผัสสระและเสียงพยัญญชนะ ให้มีจังหวะไพเราะ เช่นฃ “...ผิรูปอันจะเกิดเป็นชายก็ดีเป็นหญิงก็ดี..” “......ออกลูกออกเต้าที่เถ้าที่ตายเร่ว... ” “..ด้วยบุญกุมารนั้นจะเป็นคนแลจึงให้บ่มิไหม้บ่มิตาย...........” ๒) การใช้โวหาร ดังนี้ ๒.๑บรรยายโวหาร เป็นการใช้ถ้อยคำ เล่าเรื่องราวต่างๆ ตามลำ ดับเหตุการณ์จนเห็นภาพ ชัดเจนดังตัวอย่าง “....สิ่งอาหารอันแม่กินเข้าไปในท้องนั้นไหม้และย่อยลง ด้วยอำ นาจแห่งไปธาตุอันร้อนนั้นส่วน ตัวกุมารนั้นบ่มิไหม้เพราะว่าเป็นธรรมดาด้วยบุญกุมารนั้นจะเป็นคนแลจึงให้บ่มิไหม้บ่มิตายเพื่อ ดั่งนั้นแลแต่กุมารนั้นอยู่ในท้องแม่บ่ห่อนได้หายใจเข้าออกเสียเลยบ่ห่อนได้เหยียดตีนมือออกดั่ง เราท่านทั้งหลายนี้สักคาบหนึ่งเลย...” ๒.๒ พรรณนาโวหาร เป็นการให้รายละเอียดในเรื่องโดยแทรกอารมณ์ความรู้สึกลงไปเพื่อสร้าง มโนภาพให้ผู้อ่านเกิดภาพขึ้นในใจมองเห็นภาพบรรยากาศตามที่กวีต้องการ เช่นการพรรณนา ลักษณะทารกที่อยู่ในท้องแม่ทำ ให้ผู้อ่านเข้าใจอย่างลึกซึ้ง สามารถมองภาพท่านั่งของทารกใม นท้องแม่อย่าชัดเจนดังตัวอย่าง “...เบื้องหลังกุมารนั้นต่อหลังท้องแม่แลนั่งยองอยู่ในท้องแม่แลกำ มือทั้งสองคู้คอต่อหัวเข่าทั้ง สอง เอาหัวไว้เหนือหัวเข่าเมื่อนั่งอยู่นั้นเลือดแลน้ำ เหลืองย้อยลงเต็มตนยะหยดทุกเมื่อแล....” (๑๒)


๒.๓ อุปมาโวหาร เป็นโวหารที่กวีนำ มาใช้ประกอบเรื่องโดยกล่าวเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพ ชัดเจนมากยิ่งขึ้นกวีใช้โวหารนี้สอดแทรกอยู่ในบรรยายโวหารและพรรณนาโวหารเป็นส่วนมาก ทำ ให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายที่กวีต้องการสื่อได้ง่าย ลึกซึ้งและให้คุณค่าด้านอารมณ์ความรู้สึก ดังตัวอย่าง “...ฝูงตืดแลอวนทั้งหลายนั้นคนกันอยู่ใมนท้องแม่ตืดแลอวนฝูงนั้นเริ่มตัวกุมารนั้นไสร้ ดุจดั่ง หนอนอันอยู่ในปลาเน่า แลหนอนอันอยู่ในอาจมนั้นแล อันว่าสายสะดือแห่งกุมารนั้นกลวงดั่ง สายก้านบัวอันมีชื่อว่าอุบล ....แลกุมานั้นเจ็บเนื้อเจ็บตนดั่งคนอันท่านขังไว้ในไหอันคับแคบนักหนา แค้นเนื้อแค้นใจแลเดือด เนื้อเดือดใจนักหนา เหยียดมือเหยียดตีนบ่มิได้ ดั่งท่านเอาใส่ไว้ในที่คับผิแลว่าเมื่อแม่เดินไปก็ดี กุมารอยู่ในท้องแม่นั้นให้เจ็บเพียงจะตายแลดุจดั่งลูกทรายอันพึ่งออกแล อยู่ธรห้อยผิบ่มิดุจดั่ง คนอันเมาเหล้า ผิบ่มิดุจดั่งลูกงูอันหมองูเอาไปเล่นนั้นแล..” ๓.คุณค่าด้านสังคม ๑.๑ ความเชื่อในเรื่องกรรมการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลกด้วยแรงบุญแรงกรรมที่ได้ กระทำ ไว้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่หากท่านทำ บาปด้วยกาย วาจา ใจ ต้องไปเกิดในนรกภูมิหาก รู้จักบาปบุญคุณโทษ รู้จักคุณพระรัตนตรัยมีมนุษยธรรมประจำ ใจก็ไปเกิดในมนุสสภูมิ ๑.๒ ความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ เช่นสวรรค์และอุตรกุรุทวีปซึ่งเป็นทวีปในอุดมคติที่มนุษย์ทั้ง หลายอยากไปเกิดอยู่ที่นั่นเพราะเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยความสุข ความสบายแบละความ สะดวกนานัปการ (๑๓)


๒. สะท้อนแนวคิดของคนในสังคม ๒.๑สะท้อนการเกิดของมนุษย์เป็นทุกข์ การเกิดของมนุษย์ในท้องมารดาเป็นทุกข์อย่างหนี่ง ไม่ใช่เรื่องที่มีความสุข ตั้งแต่แรกเกิดเป็นเพียงกลละ เจริญขึ้นเป็นตัวคนก็ต้องนั่งคุดคู้จับเจ่า อย่างเมื่อยล้าขดในที่อันคับแคบและร้อนระอุ เมื่อถึงเวลาคลอดต้องถูกดันให้ผ่านออกทางช่อง แคบๆทำ ให้เจ็บปวดแสนสาหัส ๒.๒ สะท้อนให้เห็นถึงสัจธรรมของชีวิต การเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งทีมนษย์ทุกคนต้อง พบเห็นในชีวิตประจำ วันนั่นคือ การเกิด แก่ เจ็บและตาย (๑๔)


(๑๕) บรรณานุกรม วรรณคดี : ไตรภูมิพระร่วง (ฉบับสรุป) สืบค้นจาก : https://www.gotoknow.org(๒๙ มกราคม ๒๕๕๔) เรื่องย่อ ไตรภูมิพระร่วง - เว็บบอร์ด สืบค้นจาก : https://board.postjung.com (๒๐ ธันวามคม ๒๕๕๖) ไตรภูมิพระร่วง สืบค้นจาก : http://ornsirinwk.blogspot.com (๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๒) ไตรภูมิพระร่วง - ภาษาไทยครูออน สืบค้นจาก : http://ornsirinwk.blogspot.com (๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๒) ไตรภูมิพระร่วง ตอนมนุสสภูมิชั้นมัธยมศึกษาปีที่๖ วิชาภาษาไทย สืบค้นจาก : https://blog.startdee.com (๒๓มีนาคม ๒๕๖๓)


Click to View FlipBook Version