โคนม ผู้จัดท ำ นำงสำวโสวรรณ ลิขิตไพบูลย์ ม.6/6 เลขที ่ 30 เสนอ อ.ดร.เกษมสันต ์ สกุลรัตน์ โครงกำรห้องเรียนวิทยำศำสตร ์ในโรงเรียน โดยกำรก ำกับดูแลของมหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร ์ วิทยำเขตก ำแพงแสน (โครงกำร วมว. มก.) ปี กำรศึกษำ 2565
ค ำน ำ เอกสารโคนมฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวิธีการดูแล สายพันธุ์โคนม และ ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ได้จากโคนมให้กับเกษตรและผู้สนใจได้ศึกษาหาความรู้และใช้ประโยชน์ในทาง วิชาการเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อวงการเกษตรและประเทศไทยต่อไป ด้วยความนับถือ โสวรรณ ลิขิตไพบูลย์ ผู้เรียบเรียง
สำรบญัเนือ้หำ เน้ือหา หน้า ค ำน ำ.........................................................................................................................................................................2 สำรบัญเนื้อหำ............................................................................................................................................................3 สำรบัญภำพ ...............................................................................................................................................................4 สำยพันธุ์โคนมในไทย...................................................................................................................................................5 วิธีกำรดูแลโคนม .........................................................................................................................................................9 โรคในโคนม ..............................................................................................................................................................12 ผลิตภัณฑ์จำกโคนม ..................................................................................................................................................14
สำรบัญภำพ รูปที่1 ววัพนัธ์ุโฮลสไตนฟ์รีเชยี่น ..................................................................................................................................5 รูปที่2 พนัธ์ุววัพนัธ์ุขาว-แดง.........................................................................................................................................5 รูปที่3 วัวพันธุ์บราวน์สวิส............................................................................................................................................6 รูปที่4 ววัพนัธ์ุเจอร์ซี่...................................................................................................................................................6 รูปที่5 วัวพันธุ์เรดเดน .................................................................................................................................................7 รูปที่6 ววัพนัธ์ุเรดซินดี้................................................................................................................................................7 รูปที่7 วัวพันธุ์ซาฮิวาล ................................................................................................................................................8
สำยพันธุ ์โคนมในไทย พันธุ์โคนมในโลกนี้มีมากมายหลายพันธุ์ มีทั้งพันธุ์ที่มีถิ่นกำเนิดในเขตหนาว และพันธุ์ที่มีถิ่น กำเนิดในเขตร้อน สำหรับโคนมที่เลี้ยงอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันมีทั้งพันธุ์ที่มีถิ่นกำเนิดในเขตหนาว และเขตร้อน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นโคนมลูกผสม คือมีตั้งแต่2 สายพันธุ์ขึ้นไปอยู่ในตัว ตัวอย่างพันธุ์โคนม ที่เลี้ยงอยู่ในประเทศไทยปัจจุบัน มีดังนี้ 1. พันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน (Holstein Friesian) หรือชื่อสามัญทั่วไปคือ ขาว-ดำ มีถิ่นกำเนิดใน ประเทศเนเนเธอร์แลนด์ ให้ผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยต่อระยะการให้นมประมาณ 9,000 – 10,000 กิโลกรัม รูปที่ 1 วัวพันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน 2. พันธุ์ขาว-แดง (Red Holstein )มีถิ่นกำเนิดจากโคนมพันธุ์ขาวดำ เพียงแต่ลักษณะสีแดงเป็น ลักษณะด้อยของโคนมพันธุ์ขาว-ดำ จึงมีคนผสมพันธุ์เพื่อให้ได้เฉพาะสีขาว-แดง และตั้งเป็นพันธุ์ใหม่ ว่าโคขาว-แดง ให้ผลผลิตใกล้เคียงกับโคนมพันธุ์ขาว-ดำ รูปที่ 2 พันธุ์วัวพันธุ์ขาว-แดง
3. พันธุ์บราวน์สวิส (Brown Swiss)มีถิ่นกำเนิดในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นโคขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับพันธุ์ขาว-ดำ มีสีเหลืองนวลจนถึงเทาหม่น มีลักษณะประจำพันธุ์คือจะมีวงรอบขอบปาก เป็นสีขาว ให้ผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยต่อระยะการให้นมประมาณ 7,000 – 8,000 กิโลกรัม รูปที่ 3 วัวพันธุ์บราวน์สวิส 4. พันธุ์เจอร์ซี่(Jersey)มีถิ่นกำเนิดในประเทศอังกฤษ เป็นโคยุโรปที่มีขนาดเล็กกว่าพันธุ์อื่นๆ มีสี เหลืองนวลจนถึงน้ำตาลเม็ดมะขาม เป็นโคนมที่รูปร่างสวยเหมาะกับความเป็นโคนมมากที่สุด ให้ ผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยต่อระยะการให้นมประมาณ5,000 – 6,000 กิโลกรัมแต่มีไขมันนมค่อนข้างสูงเฉลี่ย ประมาณ4.5เปอร์เซ็นต์ รูปที่ 4 วัวพันธุ์เจอร์ซี่ 5. พันธุ์เรดเดน (Red Dane)มีถิ่นกำเนิดในประเทศเดนมาร์ค มีสีน้ำตาลแดงเข้ม เป็นโคประเภทกึ่ง เนื้อกึ่งนม ให้ผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยต่อระยะการให้นมประมาณ 6,000 – 7,000 กิโลกรัม
รูปที่ 5 วัวพันธุ์เรดเดน 6. พันธุ์เรดซินดี้ (Red sindhi)เป็นโคนมเขตร้อนมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย มีขนาดเล็กน้ำหนัก ประมาณ 350 – 450 กิโลกรัมสีแดงเข้มเหมือนพันธุ์เรดเดน ระยะการให้นมสั้น ประมาณ 220 –240 วัน ให้ผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยต่อระยะการให้นมประมาณ 2,400 – 3,000 กิโลกรัม รูปที่ 6 วัวพันธุ์เรดซินดี้ 7. พันธุ์ซาฮิวาล (Sahiwal)มีถิ่นกำเนิดในประเทศปากีสถาน น้ำหนักประมาณ400 – 500 กิโลกรัมมีสี เหลืองนวล หรือน้ำตาลอ่อน ระยะการให้นมประมาณ 240 – 260 วัน ให้ผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยต่อระยะ
การให้นมประมาณ 3,000 – 3,600 กิโลกรัมโคพันธุ์ซาฮิวาลและเรดซินดี้เป็นโคเขตร้อน จะมีความ ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนชื้น โรค แมลง และเลี้ยงดูได้ง่ายกว่าโคพันธุ์ยุโรป รูปที่ 7 วัวพันธุ์ซาฮิวาล
วิธีกำรดูแลโคนม การเลี้ยงโคนมควรจะรู้เรื่องของโคนมซึ่งแบ่งเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๑. พันธุ์โคนมที่มีถิ่นกำเนิดในแถบร้อน เช่น พันธุ์เรดซินดี้ ซาฮิวาล เป็นต้น จะสังเกตว่าโคนมพวกนี้จะ มีโหนกหลังใหญ่และทนอากาศร้อนได้ดีแต่ให้นมไม่มากนัก ๒. พันธุ์โคนมที่มีถิ่นกำเนิดในแถบหนาวหรือเรียกว่า โคนมยุโรปมีอยู่หลายพันธุ์ สังเกตได้ง่ายคือไม่มี โหนกที่หลัง คือจะเห็นแนวสันหลังตรง มักไม่ค่อยทนต่ออากาศร้อน พันธุ์ที่สำคัญได้แก่พันธุ์ขาวดำ หรือโฮลสไตน์ฟรีเซียน โคพันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเซียนนี้มีถิ่นกำเนิดในประเทศฮอลแลนด์ ได้รับความนิยมเลี้ยงกันมากที่สุดเพราะ ให้นมมาก มีสีดำตัดขาว รูปร่างใหญ่ ขนาดโตเต็มที่ตัวผู้หนัก ๘๐๐-๑,๐๐๐ กก. ตัวเมียหนัก ๖๐๐- ๗๐๐ กก. โคพันธุ์นี้ชอบอากาศหนาว อุณหภูมิไม่ควรเกินกว่า 22°c. สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศแถบร้อน การเลี้ยงโคนมพันธุ์โฮลสไตน์ที่เป็นพันธุ์แท้มักจะมีปัญหา มากถ้าหากการจัดการไม่ดี ดังนั้นเกษตรกรควรเลี้ยงลูกผสมระหว่างโคพันธุ์โฮลสไตน์กับโคพันธุ์ พื้นเมือง หรือโคที่มีกำเนิดในแถบร้อนพันธุ์อื่น ๆ โดยมีสายเลือดโคนมพันธุ์โฮลสไตน์อยู่ระหว่าง ๕๐- ๗๕ ℅ ซึ่งลูกผสมระดับสายเลือดนี้จะให้ผลผลิตการให้นมเฉลี่ยปีละประมาณ ๑,๘๐๐-๒,๒๐๐ กก. การเริ่มต้นเลี้ยงโคนมสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ทุน สถานที่ ตลาดและปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ สำคัญคือทุน ซึ่งแบ่งแยกออกได้เป็น ๕ รายการ คือ ๑. ทุนสำหรับซื้อโค ๒. ทุนสำหรับสร้างโรงเรือนหรือคอกสัตว์ ๓. ทุนสำหรับเตรียมแปลงหญ้า ๔. ทุนสำหรับหาแหล่งน้ำหรือการชลประทาน ๕. ทุนสำหรับค่าอาหาร ค่าแรงงานอื่น ๆ เป็นต้น การเลี้ยงโคนมอาจเริ่มต้นได้หลายวิธี ซึ่งแล้วแต่ความเหมาะสมและความพร้อมแต่ละบุคคล ดังนี้ ๑. เริ่มต้นโดยการหาหรือเลือกซื้อ แม่โคพันธุ์พื้นเมือง หรือแม่โคที่มีสายเลือดโคเนื้อที่มีลักษณะดีไม่ เป็นโรคติดต่อมาเลี้ยง แล้วใช้วิธีผสมเทียมกับสายเลือดโคพันธุ์นมของยุโรปพันธุ์ใดพันธุ์หนึ่ง เมื่อได้ ลูกผสมตัวเมียก็จะมีเลือดโคนม ๕๐ เมื่อเลี้ยงดูต่อไปอีกประมาณ ๓๐-๓๖ เดือน ก็จะให้ลูกตัวแรก แม่ โคตัวนี้ก็จะเริ่มรีดนมได้ ๒. เริ่มต้นโดยหาซื้อลูกโคนมพันธุ์ผสมเพศเมียมาเลี้ยงโดยอาศัยนมเทียมหรือหางนมผงละลายน้ำให้ กินในปริมาณจำกัด พร้อมทั้งให้อาหารข้นลูกโคอ่อนและหญ้าจนกระทั่งอย่านมถึงอายุผสมพันธุ์ ตั้ง ท้อง คลอดลูก และเริ่มรีดนมได้
๓. เริ่มต้นโดยการจัดซื้อโคนมอายุเมื่อหย่านม โครุ่น โคสาว หรือโคสาวที่เริ่มตั้งท้อง หรือแม่โคที่เคย ให้นมแล้วจากฟาร์มใดฟาร์มหนึ่งมาเลี้ยง วิธีนี้ใช้ทุนค่อนข้างสูง แต่ให้ผลตอบแทนเร็ว วิธีเลี้ยงลูกโคระยะแรก โดยให้ลูกโคกินนมแม่ต่อหลังจากนมน้ำเหลืองหมด จนลูกโคอายุได้ ๒-๓ เดือน แล้วจึงให้กินนมเทียม หรือนมผงละลายน้ำต่อ จนอายุได้ ๔-๖ เดือน จึงหย่านม การให้นมควรจะให้ในปริมาณที่เกือบคงที่ ตลอดไปหรือประมาณ ๑๐℅ของน้ำหนักตัว เช่น ลูกโคเกิดมามีน้ำหนัก ๔๐ กก. ก็ให้นมวันละ ๔ กก. โดยแบ่งครึ่งเช้าและบ่ายจนอายุหย่านม ในขณะเดียวกันควรตั้งอาหารขึ้นสำหรับลูกโคและหญ้า แห้งวางไว้ให้ลูกโคได้ทำความรู้จักและหัดกินตั้งแต่ลูกโคอายุได้๑-๒ สัปดาห์เป็นการหัดโดยการ บังคับให้ลูกโคช่วยเหลือตัวเองโดยเร็วที่สุด ประหยัดนมแม่โคได้มากเป็นการลดต้นทุนในการเลี้ยงลูก โค การเลี้ยงโครุ่นและโคสาว เมื่อลูกโคอายุได้ ๔ เดือน ระบบการย่อยได้พัฒนาดีขึ้น ลูกโคจะสามารถกินหญ้าได้ดีแล้ว จากนั้นก็จะ ถึงระยะการเป็นโครุ่น-โคสาว ต่อไป ก็จะถึงอายุเกณฑ์ผสมพันธุ์คืออายุได้ประมาณ ๑๘-๒๒ เดือน ในช่วงดังกล่าวนี้โคจะเจริญอย่างรวดเร็วควรเพิ่มอาหารผสมให้บ้างเป็นวันละ ๑-๒ กก.และให้หญ้ากิน เต็มที่ ในกรณีที่เลี้ยงแบบปล่อยลงในแปลงหญ้าก็จะเป็นการดียิ่งขึ้น เพราะโคได้ออกกำลังกาย และยัง เป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและแรงงานได้มากอีกด้วย การเลี้ยงและดูแลโครีดนม แม่โคจะให้นมหรือมีนมให้รีดก็ต่อเมื่อหลังจากคลอดลูกในแต่ละครั้ง แต่จะให้นมเป็นระยะยาวหรือสั้น มากน้อยต่างกันขึ้นกับความสามารถของแม่โคแต่ละตัว พันธุ์ และปัจจัยอื่น ๆ อีก แต่โดยทั่วไปจะรีด นมได้ประมาณ ๕-๑๐ เดือน น้ำนมเหลืองควรจะรีดให้ลูกโคกินจนหมดไม่ควรนำส่งเข้าโรงงานเป็นอัน ขาด และควรให้อาหารแก่แม่โคอย่างเพียงพอ เพื่อแม่โคจะได้ไปสร้างน้ำนมและเสริมร่างกายส่วนอื่นๆ ที่ยังไม่สมบูรณ์ได้อย่างเพียงพอ ภายหลังจากแม่โคคลอดลูกโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ ๓๐-๗๐ วัน มดลูก จะเริ่มกลับเข้าสู่สภาพปกติ แม่โคจะเริ่มเป็นสัดอีก เมื่อแม่โคแสดงอาการเป็นสัดภายหลังคลอดน้อย กว่า ๒๕ วัน ยังไม่ควรให้ผสมพันธุ์ เพราะมดลูกและอวัยวะต่าง ๆ ในระบบสืบพันธุ์เพิ่งฟื้นตัวใหม่ ๆ ยังไม่เข้าสู่สภาพปกติ ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะรอให้เป็นสัดครั้งที่ ๒ จึงค่อยผสมพันธุ์ ซึ่งโดยเฉลี่ย แล้วจะใช้เวลาประมาณ ๔๕-๗๒ วันหลังจากคลอด
การเป็นสัด หมายถึงสัตว์ตัวเมียยอมให้ผสมพันธุ์กับจะมีการตกไข่เกิดขึ้น อาจจะเป็นการผสมเทียม หรือผสมแบบธรรมชาติก็ได้แล้วแต่ความสะดวก การเป็นสัดของโคแต่ละรอบจะห่างกันประมาณ ๒๑ วัน ในแต่ละครั้งของการเป็นสัดใช้เวลา ๑๘-๒๔ ชั่วโมง ไข่จะตกหลังจากหมดการเป็นสัดแล้ว ประมาณ ๑๔ ชั่วโมง ดังนั้นช่วงระยะเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการผสมพันธุ์คือระยะเวลาก่อนที่ไข่จะ ตกเล็กน้อย เช่น ถ้าพบโคเป็นสัดตอนเช้าก็ควรจะผสมอย่างช้าตอนบ่ายวันเดียวกัน หรือถ้าเห็นโคเป็น สัดตอนบ่ายหรือเย็นก็ควรจะผสมอย่างช้าเช้าวันรุ่งขึ้น อาการของโคเป็นสัด เจ้าของอาจสังเกตอาการของโคอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจแสดงออกมาพร้อม กันดังนี้ ๑. ส่งเสียงร้องที่ผิดปกติ ๒. เครื่องเพศบวมแดง ๓. ปัสสาวะถี่ ๔. มีเมือกใสและเหนียวไหลออกมาจากช่องคลอดหรือเลอะบริเวณก้นทั้งสองข้าง ๕. ไม่สนอาหารหรือกินอาหารน้อยทั้งอาหารข้นและหญ้า ๖. ถ้าเป็นแม่โคที่กำลังให้นมจะพบว่าน้ำนมลดลง ๗. ขึ้นขี่ตัวอื่นหรือยอมให้ตัวอื่นขี่ ๘. สังเกตที่ดวงตา จะเห็นม่านตาเบิกกว้างบ่อยครั้งกว่าปกติ ส่อให้เห็นการตื่นตัวและตื่นเต้นง่าย เมื่อโคนางได้รับการผสมพันธุ์แล้วประมาณ ๒๑ วัน หากโคไม่แสดงอาการเป็นสัดอีกก็อาจคาดได้ว่าโค ตัวนั้นเริ่มตั้งท้องแล้ว การรีดนม เพื่อที่จะเอานมออกจากเต้านมของแม่โค น้ำนมส่วนมากจะถูกขับออกมาโดยการกระตุ้น ทางระบบประสาทและฮอร์โมนพร้อม ๆ กับการรีด นั่นคือการทำให้ภายในหัวนมเกิดมีแรงอัดดันจน ทำให้รูหัวนมเปิดออก น้ำนมซึ่งอยู่ภายในจึงไหลออกได้ การรีดนมมีอยู่ ๒ วิธีคือ การรีดนมด้วยมือ และการรีดนมด้วยเครื่อง ซึ่งควรรีดให้สะอาดเสร็จโดยเร็วและให้น้ำนมหมดเต้า ขั้นตอนการรีดนมเพื่อให้ได้น้ำนมที่สะอาด ๑. การเตรียมน้ำยาฆ่าเชื้อโดยน้ำยาคลอรีนอย่างเจือจาง ๒. การเตรียมอุปกรณ์การรีด ซึ่งรวมถึงผู้ที่ทำการรีดและแม่โคให้เรียบร้อย การเตรียมการต่าง ๆ ควร จัดการให้สะอาดหรือฆ่าเชื้อก่อนด้วยน้ำยาคลอรีน ๓. ทำความสะอาดตัวโคและบริเวณคอกรีดที่สกปรก ๔. ล้างเต้านมด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำยาคลอรีนพร้อมกับนวดเช็ดเบา ๆ ๕. ก่อนลงมือรีดควรตรวจสอบความผิดปกติของน้ำนมหรือทำการรีดน้ำนมที่ค้างอยู่ในหัวนมทิ้ง เสียก่อน
๖. ขณะลงมือรีดนมควรรีบรีดให้เร็วที่สุดไม่หยุดพักโดยกะให้เสร็จภายใน ๕-๘ นาที และต้องรีดให้ หมดทุกเต้า การรีดนมด้วยมือโดยการใช้นิ้วหัวแม่มือนิ้วชี้บีบหรือรีดหัวนมตอนบนเพื่อเป็นการเปิดทางนม เป็นการ กันไม่ให้น้ำนมในหัวนมหนีขึ้นไปอยู่ตอนบน ต่อมาก็ใช้นิ้วที่เหลือ(กลาง นาง ก้อย) ทำการบีบไล่น้ำนม ตั้งแต่ตอนบนเรื่อยลงมาข้างล่าง จะทำให้ภายในหัวนมเกิดมีแรงอัดและน้ำนมจะถูกดันผ่านรูนม ออกมา และเมื่อขณะที่ปล่อยช่วงนิ้ว(แม่มือ นิ้วชี้) ที่รีดหัวนมตอนบนออก น้ำนมซึ่งมีอยู่ในถุงพักนม ข้างบนจะไหลลงมาส่วนล่างเป็นการเติมให้แกหัวนมอีก เป็นเช่นนี้ตลอดระยะเวลาที่รดจนกระทั่ง น้ำนมหมด โรคในโคนม โรคบรูเซลโลซีส เป็นโรคที่สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมโคนมเป็นอย่างมาก เพราะทำให้แม่ วัว หรือแม่โค แท้งลูกที่มีอายุครรภ์ 7-9 เดือน หรือลูกโคอ่อนแอตายตั้งแต่แรกคลอด เชื้อที่เข้าสู่ ร่างกายโคจะเข้าสู่ไปยังกระแสเลือด และ ไปยังอวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เต้านม อวัยวะสืบพันธุ์ต่อม น้ำเหลืองและม้าม ยากแก่การรักษา ซึ่งเชื้อสามารถติดต่อยังวัวสู่คนได้อีกด้วย โดยคนที่ดื่มนมวัวที่มี เชื้อโดยไม่ผ่านการฆ่าเชื้อจะผ่านทางบาดแผลในปาก คนนั้นจะมีอาการไข้ขึ้นๆ ลงๆ วิธีป้องกัน ตรวจโรคโคหรือวัวใหม่ก่อนนำเข้าฝูงหรือโรงเลี้ยง และทำการเจาะเลือดตรวจทาง ห้องปฏิบัติการทุกปี คัดโคที่ให้ผลบวกต่อโรคนี้ออกจากฝูงทันที หรือฉีดวัคซีนป้องกันให้แก่ลูกโคเพศ เมีย เมื่ออายุ 3-8 เดือน โรคปากและเท้าเปื่อย เป็นโรคระบาดที่มักจะระบาดในสัตว์จำพวกเท้ากีบ ซึ่งจะเกิดจากเชื้อไวรัสชนิด หนึ่ง ทำให้เกิด ตุ่มในช่องปาก อย่างเช่น เหงือก ลิ้น เพดานปากและริมฝีปาก ถ้าร้ายแรงอาจจะล่าม ไปจนถึงบริเวณจมูกและเต้านม สัตว์เท้ากีบที่ติดเชื้อนี้ที่จะอาการ น้ำลายฟูมปาก หงอยซึม ตุ่มที่เกิด ในบริเวณช่องปากจะแตกออกและลอกหลุดใน 1 สัปดาห์ นอกจากบริเวณปาก ยังมีอาการบวม บริเวณเท้า พื้นที่ตรงกีบจะมีน้ำเหลืองขังอยู่ภายในแล้วแตกออกภายหลัง ทำให้วัวหรือสัตว์เท้า เฉียบพลัน ไม่สามารถลุกขึ้นเองได้ ทำให้สภาพสัตว์เท้ากีบหรือวัว อ่อนแรง ทรุดโทรม ส่งผลให้การ ผลิตน้ำนมหยุดชะงัก วิธีป้องกัน การฉีดวัคซีนปากและเท้าเปื่อยชนิดต่าง ๆ ที่ผลิตโดยกรมปศุสัตว์ให้แก่โคนมที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไปเป็นประจำทุกปี ๆ ละ 2 ครั้ง
โรคคอบวมหรือโรคคอดัง เป็นโรคระบาดที่มักพบใน โคหรือวัว มักจะพบในสัตว์ที่อ่อนแอ ที่ อ่อนเพลียจากการเคลื่อนย้ายและการใช้งานหนักจนเกินไป สภาพอากาศที่ชื้นแฉะ ไปจนถึงวัวที่ขาด สารอาหาร ส่งผลในร่างกายอ่อนแอ จึงทำให้สัตว์ป่วยง่าย วัวที่ป่วยจะแสดงอาการมีไข้สูง กายใจเร็ว ผิดปกติ น้ำลายฟูมปาก หยุดกินและเคี้ยวเอื้อง ท้องผูกในระยะแรก แล้วต่อมาท้องร่วง คอบวมร้อน และแสดงอาการเจ็บปวด หายใจดัง อาการบวมอาจจะลามลงไปถึงใต้คาง แก้ม คอส่วนล่าง จนถึงไหล่ และขาหน้า ทำให้กลืนอาหารลำบาก ลิ้นบวมห้อยจุกปาก เยื่อบุปากมีสีแดงจัด และมีน้ำมูกน้ำลาย ไหลตลอดเวลา วัวที่มีอาการร้ายแรง อาจตายเนื่องจากหายใจไม่สะดวกภายใน 6 ชั่วโมง หรือในบาง รายอาจจะไม่แสดงอาการและตายลง วิธีป้องกัน การฉีดวัคซีนซึ่งผลิตโดยกรมปศุสัตว์ให้แก่โคอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ปีละ 2 ครั้ง โรคกาลีหรือโรคแอนแทรกซ์หรือเรียกอีกชื่อว่า ตุ่มปิ๊ด ที่เป็นชื่อเรียกของทางภาคเหนือ เป็นโรค ระบาดร้ายแรง ที่สามารถติดจากสัตว์สู่คนได้ โดยผ่านทางแผล คนที่มีแผลแล้วไปสัมผัสกับเชื้อ เชื้อ เกิดขึ้นสัตว์หรือวัวป่วยตาย ซึ่งอาการจะมีเลือดออกจากช่องเปิดของร่างกาย อย่างเช่น จมูก ปากและ ทวาร ในเลือดนั้นจะมีจุลินทรีย์อยู่ด้วย เชื้อนี้สามารถเปลี่ยนลักษณะเป็นสปอร์ทนอยู่ในดินได้นาน นับเป็นปีๆ เลยทีเดียว โรคนี้ถ้าวัวติดเชื้อแบบเฉียบพลันจะตายลงแบบไม่แสดงอาการใดๆ แต่จะมี เลือดออกจากทวารต่าง ๆ หรือถ้าเป็นอย่างร้ายแรง โคจะตายภายใน 48 ชั่วโมง วิธีป้องกัน ควรฉีดวัคซีนป้องกันให้โคนมทุกปี โดยปรึกษากับสัตวแพทย์ที่รับผิดชอบท้องที่นั้นๆ โรคเต้านมอักเสบ เป็นโรคที่ส่งผลกับโคนมหรือวัวนม เกิดจากเต้านมของแม่วัวอักเสบ ซึ่งเกิดจากเชื้อ โรคเข้าไปเจริญเติบโตและทำลายเนื้อเยื่อของเต้านม หรือเกิดจากอุบัติเหตุต่างๆ ซึ่งอาการมีดังต่อไปนี้ น้ำนมมีสีเข้มขึ้น และมีตะกอนปะปน ปริมาณน้ำนมลดลงเฉพาะเต้า หรือหลายเต้า เต้านมบวม ร้อน แดง แข็ง และเจ็บปวด ในรายที่เป็นรุนแรง โคจะซึม หยุดกินอาหารและมีไข้ วิธีป้องกัน รักษาความสะอาดของคอก อุปกรณ์ อย่าใช้เวลารีดนมนานเกินไป ควรสอดยาป้องกันเต้า นมอักเสบให้แก่โคที่เคยเป็นโรคนี้เมื่อหยุดรีดนม
ผลิตภัณฑ์จำกโคนม 1. Pasturized milk นมพาสเจอไรซ์คือ นมที่ผ่านการฆ่าเชื้อโดยใช้อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 65 องศาเซลเซียส และคงที่อยู่ที่ อุณหภูมินี้ไม่น้อยกว่า 30 นาที หรือทำให้ร้อนไม่ต่ำกว่า 71 องศาเซลเซียส และคงที่ที่อุณหภูมินี้ไม่ น้อยกว่า 16 วินาที แล้วจึงทำให้เย็นลงทันทีที่ 5 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่า ความร้อนที่ใช้สามารถ ทำลายจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคในคน (patrogens) ทำให้นมปลอดภัยในการบริโภค แต่ความร้อนที่ใช้ ไม่ทำลายจุลินทรีย์ที่ทำให้นมเสีย ซึ่งทำให้นมพร้อมดื่มเสียและเปรี้ยว ดังนั้นนมประเภทนี้จึงมีอายุการ เก็บสั้น ประมาณ 3-7 วัน และต้องเก็บที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส นมพาสเจอร์ไรซ์ที่มี ขายในท้องตลาดอาจบรรจุภาชนะพลาสติกลักษณะเป็นถุงหรือขวด หรืออาจบรรจุในกล่องกระดาษลา มิเนต ก่อนซื้อผู้บริโภคควรอ่านวันหมดอายุที่ระบุไว้ด้วย เพื่อป้องกันการบริโภคนมเสีย 2. Sterilized milk นมสเตอริไลซ์ คือ นมที่ผ่านการฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 100 องศาเซลเซียส โดยใช้เวลาที่ เหมาะสม อุณหภูมินี้สามารถทำลายทั้งจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคและจุลินทรีย์ที่ทำให้สมเสียด้วย จึง สามารถเก็บที่อุณหภูมิห้องได้นานถ้ายังไม่เปิดภาชนะบรรจุ นมชนิดนี้มักนิยมบรรจุกระป๋องปิดสนิท และใช้ความร้อนฆ่าเชื้อ แต่เนื่องจากการใช้อุณหภูมิที่สูง อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ สารอาหารต่างๆ ในนม เช่น โปรตีน น้ำตาลนม ไขมัน ทำให้นมมีสี กลิ่นและรสชาติต่างไปจากน้ำนม ดิบ เช่น มีสีน้ำตาลมากขึ้น มีรสขมเล็กน้อย หรือมีกลิ่นนมที่ผ่านการต้ม 3. UHT นมยูเอชที คือ นมที่ผ่านการฆ่าเชื้อโดยใช้อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 133 องศาเซลเซียส เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 วินาที แล้วบรรจุในภาชนะและสภาวะที่ปลอดเชื้อ ความร้อนที่ใช้สามารถทำลายจุลินทรีย์ที่ ก่อให้เกิดโรคและจุลินทรีย์ที่ทำให้นมเสีย การใช้เวลาในการฆ่าเชื้อที่สั้นช่วยลดการเปลี่ยนสี หรือกลิ่น รสนมต้มได้ นมชนิดนี้มักบรรจุในกล่องกระดาษลามิเนตแข็งแรงทรงสี่เหลี่ยม สามารถเก็บได้นาน ประมาณ 5-6 เดือน ที่อุณหภูมิห้องถ้ายังไม่เปิดภาชนะ เป็นผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มที่ได้รับความนิยม บริโภคมากภายในประเทศ 4. ครีม คือ ส่วนที่เป็นไขมัน ซึ่งแยกมาจากน้ำนม ใช้สำหรับการบริโภคโดยตรง หรือนำไปทำขนมมอบต่างๆ เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ ฯลฯ หรือทำน้ำสลัด ในประเทศไทยมีการผลิตครีม สำหรับตีปั่น หรือวิปปิงครีม ซึ่งสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานประมาณ ๗ วัน กระบวนการผลิตครีมนั้น ใช้วิธีปั่น แยกครีมออกมา
ในอุณหภูมิที่เหมาะสมในระดับ ๓๕ ํc บางครั้งอาจต้องผ่านกระบวนการลดอนุภาคของไขมัน จากนั้น นำมาบ่มที่อุณหภูมิ ๕ ํc หรือต่ำกว่า เป็นเวลาประมาณ ๒๔ ชั่วโมง แล้วบรรจุลงในภาชนะแก้ว พลาสติก หรือกล่องกระดาษ เป็นต้น 5. เนยสด เป็นผลิตภัณฑ์นมที่ได้จาก ส่วนที่เป็นไขมัน ซึ่งต้องมีความเข้มไม่ต่ำกว่า ๘๐% มีกระบวนการผลิต คล้ายคลึงกับการทำครีม กล่าวคือ มีการปั่นแยกไขมัน การฆ่าเชื้อ แบบปาสเตอร์ แต่เติมเชื้อจุลินทรีย์ ลงไป เพื่อทำให้ครีมเปรี้ยว หรืออาจเติมเกลือ แล้วนำไปบ่มหรือไม่บ่มก็ได้ ตามแต่ชนิดของเนยสด 6. นมหมักเชื้อจุลินทรีย์ มีอยู่หลายชนิด แต่ที่นิยมกันมากคือ โยเกิร์ต ซึ่งในยุโรป มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เชื้อจุลินทรีย์ที่เติม ลงไปเป็นตัวตั้งต้น (starter) ต้องมีการเตรียมเป็นอย่างดี เชื้อจุลินทรีย์นี้เป็นบัคเตรี ชื่อ สเตร็พโท ค็อกคัส เทอร์มอฟิลัส (Streptococcus thermophilus) และแล็กโทบะซิลลัส บุลการิคัส (Lactobacillus bulgaricus) กระบวนการนี้ใช้การควบคุมอุณหภูมิ ที่จุลินทรีย์ ที่สามารถ เจริญเติบโตได้ดีที่สุด นมหมักเชื้อจุลินทรีย์ที่ขายในท้องตลาด มีทั้งชนิดดื่ม และชนิดตักรับประทาน นอกจากนี้ ยังมีชนิดที่เพิ่มกลิ่น หรือรสต่างๆ อีกด้วย นมหมักเชื้อจุลินทรีย์ เรียกกันทั่วไป ว่า นมเปรี้ยว มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก มีความเชื่อมั่นกันว่า การที่จุลินทรีย์ดังกล่าวเปลี่ยน น้ำตาลแล็กโทสในนมเป็นกรดแล็กติกนั้น ทำให้ ระบบย่อยอาหารของ ผู้บริโภคดีขึ้น ทำให้อายุยืน และมีพลานามัยที่สมบูรณ์ 7. ไอศกรีม เป็นผลิตภัณฑ์นมแช่แข็ง ซึ่งนำส่วนผสมที่ฆ่าเชื้อโรคแล้ว ไปปั่นในที่เย็นจัด เพื่อให้อากาศเข้าไป ทำให้ เกิดรูปร่างข้นหนืดอย่างสม่ำเสมอ และรักษาสภาพดังกล่าวไว้ โดยการแช่แข็ง ส่วนผสมของไอศกรีม แตกต่างกันไป ตามชนิดของไอศกรีมท้องถิ่น และวัตถุดิบที่หาได้ ไอศกรีมนอกจากมีรสชาติที่อร่อย แล้ว ยังมีคุณค่าทางโภชนาการด้วย 8. นมข้น นมข้นหวาน และหางนมข้นหวาน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคชาวไทยคุ้นเคยมานาน จนมีการตั้งโรงงานผลิตนมข้น และนมข้นหวานหลาย แห่งในประเทศ ออกขายทั้งในและต่างประเทศ กระบวนการผลิตนมข้นและนมข้นหวานเป็นการเก็บ รักษาน้ำนมให้มีคุณภาพดีและ อยู่ได้นาน โดยการทำให้เข้มข้น ด้วยการระเหย เอาน้ำบางส่วนออก
แล้วนำไปผ่านการทำไร้เชื้อ ในภาชนะที่ปิดสนิท สำหรับผลิตภัณฑ์นมข้นหวาน นั้น จะเติมน้ำตาลลง ไปประมาณ ๔๐-๔๕% ของน้ำหนักทั้งหมด 9. นมผง และหางนมผง เป็นผลิตภัณฑ์นม ที่ได้จากกระบวนการถนอมอาหาร โดยทำให้แห้ง เพื่อหยุดการเจริญเติบโตของ จุลินทรีย์ การทำให้แห้งมีหลายวิธี เช่น การใช้หัวอัดกำลังสูง การใช้ลูกกลิ้ง หรือการใช้จานหมุนมี หัวฉีด ต่อจากนั้นนำมาผ่านกรรมวิธี ที่ทำให้นมผงละลายน้ำได้ดี แล้วนำบรรจุในถุงหรือกระป๋อง ส่วนนมผงดัดแปลงสำหรับทารกเป็น ผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงส่วนประกอบของนมผงปกติ โดยการ กำหนดค่าแคลอรี โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ฯลฯ ซึ่งมีกระบวนการผลิต ที่ต้องควบคุมให้มี จุลินทรีย์เจือปนน้อยที่สุด 10. เนยแข็ง เป็นผลิตภัณฑ์นมที่แยกกลิ่นนม หรือทำให้เป็นก้อนคล้ายเต้าหู้ (curd) ด้วยวิธีที่ทำให้โปรตีนของ น้ำนม หางนม หรือครีมตกตะกอน โดยใช้น้ำย่อยที่เหมาะสม หรือใช้กรดหรือเชื้อจุลินทรีย์ที่สร้างกรด ช่วยหรือใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน เมื่อได้ลิ่มนมแล้ว นำไปผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อลดน้ำลง อัดเป็นก้อน แล้วบ่มให้สุก โดยการหมัก และผ่านกระบวนการบางอย่างที่จำเป็น เนยแข็งเนื้ออ่อน ไม่มีการบ่ม เรียกว่า คอตเทจชีส (cottage cheese) เนยแข็งบ่มแล้วเรียกว่า เชดดาร์ชีส (cheddar cheese)