The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักธรรม พระพุทธศาสนา ปรัญชา ศาสนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by poomraphi41230, 2021-10-11 23:49:19

หลักธรรมกับการดำเนินชีวิต

หลักธรรม พระพุทธศาสนา ปรัญชา ศาสนา

Keywords: religion,Buddhism,philosophy,doctrine

หลักธรรม
กับการดำเนินชีวิต


โดย : นายภูมิระพี คำสอนทา

BBYY

PPOOOOMM
RRAA

PPHHII

คำนำ

ในปัจจุบันสังคมไทยและสังคมโลกมีความเจริญก้าวหน้า
ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆมากมาย ทำให้
มนุษย์สามารถที่จะเข้าถึงสิ่งต่างๆได้อย่างทันท่วงที ทั้ง
สิ่งที่มีประโยชน์และสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ในการรับข้อมูล
ข่าวสารหรือองค์ความรู้ในเรื่องต่างๆ ทำให้มีปรัชญา
การใช้ชีวิตต่างๆมากมาย ทั้งเป็นสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นเพราะ
คนบางกลุ่มและทำให้การวิถีการดำเนินชีวิตผิดเพี้ยนไป
เกิดความเชื่อที่ผิดและอาจจะก่อให้เกิดผลเสียต่อตัว
บุคคลเองหรือสังคม เพราะฉะนั้นแล้วหนังสือเล่มนี้จะ
กล่าวถึงหลักธรรมในพระพุทธศาสนาและการนำหลัก
ธรรมในพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในชีวิต ซึ่งเป็นเนื้อหา
ที่บุคคลทุกเพศทุกวัยทุกศาสนาสามารถที่จะศึกษาได้
สุดท้ายนี้ผู้เขียนหวังว่าผู้ที่ได้ศึกษาจากหนังสือเล่มนี้จะได้
ประโยชน์และความรู้เรื่องพระพุทธศาสนาไม่มากก็น้อย
และผู้เขียนได้หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเข้าถึงผู้อ่านได้และผู้
อ่านเกิดความเข้าใจได้ง่ายตามสมควร

ผู้จัดทำ
นายภูมิระพี คำสอนทา



สารบัญ

เรื่อง หน้า

หลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธ 1
อริยสัจ 4 2
มรรค 8 5
ทิศ 6 8
สัปปุริสธรรม 7 9
อิทธิบาท 4 11
กุศลกรรมบท 10
12
อกุศลกรรมบท 10 16
สังคหวัตถุ 4 17
อบายมุข 6
20

สารบัญ

เรื่อง หน้า

เบญจศีลเบญจธรรม 22

โลกบาลธรรมหรือธรรมคุ้มครองโลก 24

กตัญญูกตเวที 27

หหลลัักกธธรรรรมมคคำำสสออนนขขอองง 1
ศศาาสสนนาาพพุุ ททธธ

ศาสนาทุกศาสนามีหลักธรรมคำสอนเป็นเครื่องยึด
เหนี่ยวจิตใจของศาสนิกชน โดยทุก ศาสนามี เป้าหมาย
เดียวกันคือ “มุ่งให้ทุกคนมีธรรมะ มีคุณธรรม และสอน
ให้คนเป็นคนดี” ดังนั้น ศาสนาแต่ละศาสนาจึงมีหลัก
ธรรมคำสอนของตนเอง เป็นแนวทางในการประพฤติ
ปฏิบัติ

ศหาลสักนาธพุรทรธมมีหคลำักสธอรรนมขคำอสงอ

พนุทที่พุธทศธศาาสสนนิากชนยึดถือ

และใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต หลาย ประการ
ได้แก่ อริยสัจ 4 ทิศ 6 ธรรมคุณ 6 สัปปุริสธรรม 7
อิทธิบาท 4 อบายมุข 6 เป็นต้น

อริยสัจ 4 2

คือ ความจริงสุดยอดซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้และ
ได้ แสดงต่อจาก โอวาทปาติโมกข์ ความจริงสุดยอดอัน
ประเสริฐ มี 4 ประการ ได้แก่



1ปั.ญทุหกาข์แคก่วกามารไดม่ำสเบนิานยชีกวิาตย
ไแมบ่่สงบเปา็นยใ2จ ทำให้เกิด
ประเภท

ใหญ่ๆ คือ สภาวทุกข์ หมายถึง ทุกข์ประจำ ที่เป็น

ไปตามธรรมชาติคือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ปกิณณก

ทุกข์ หมายถึง ทุกข์จร ที่อาจเกิดขึ้นเพราะเหตุต่าง

ๆ เช่น ความเศร้าโศก น้อยใจ ตรอมใจ เจ็บป่วยไม่

สบายกาย การประสพกับ สิ่งที่ไม่รัก การ

พลัดพรากจากสิ่งที่รัก และความไม่สมปรารถนา

2. สมุทัย สาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3
(ความอยาก) มี 3 ลักษณะคือ




(1) กามตัณหา คือ ความอยากได้ อยากมี อยาก


เป็นในสิ่งที่ไม่เคยได้ ไม่เคยมี และ ไม่เคยเป็น

(2) ภวตัณหา หมายถึง ความอยากให้คงอยู่
เช่น เกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจ คำสรรเสริญ
อยากให้สิ่งเหล่านั้น ดำรงอยู่กับตนเองตลอดไป



(3) วิภวตัณหา หมายถึง
ความไม่อยากมี ไม่

อยากเป็น เช่น ความไม่พอใจในสถานะ ที่ตนมี
อยู่ เป็นอยู่ในปัจจุบัน

4

3. นิโรธ หมายถึง ความดับทุกข์คือ การละตัณหา
3 ประการดังกล่าว เมื่อละต้นเหตุของทุกข์ เสียได้
ความทุกข์ย่อมไม่มี

4. มรรค หมายถึง วิธีดับทุกข์ เป็นแนวทาง
ปฏิบัติเพื่อที่จะละตัณหาซึ่งเป็นต้นเหตุของทุกข์
มี 8 ประการ

5

มรรค 8




ที่มา : https://www.winnews.tv/news/15938

6

(1) สัมมาทิฐิ (ความเห็นชอบ) ได้แก่ การมีความเห็น
ที่ถูกต้อง เช่น ยอมรับเรื่องบาป บุญ กรรมดี กรรม
ชั่ว ชาตินี้และชาติหน้า ในระดับที่ละเอียดอ่อนขึ้นไป
อีกคือ ความเข้าใจในอริยสัจ 4

(2) สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) ได้แก่ การคิด
เพื่อที่จะให้จิตใจของตนเองเป็นอิสระคือ คิดปลีกตัว
ออกจากกาม ไม่ตกเป็นทาศของรูป รส กลิ่น เสียง
สัมผัส จนเกินไป ไม่คิดพยาบาท และ ประการ
สุดท้ายคือ ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น

(3) สัมมาวาจา (วาจาชอบ) การเว้นจากวจีทุจริต 4
คือ เว้นจากการพูดเท็จ (มุสาวาจา) เว้นจากการพูด
ส่อเสียด (ปีสุณาวาจา) เว้นจากการพูดคำหยาบ
(ผรุสวาจา) เว้นจากการพูด เพ้อเจ้อ ไร้สาระ (สัมผัป
ปลาปวาจา)

7

(4) สัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ) ได้แก่ การงด
เว้นจากกายทุจริต คือ การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์
และไม่ประพฤติ ผิดในกาม

(5) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ) ได้แก่ การ
ประกอบอาชีพที่ไม่ผิดศีลธรรมและ ไม่ เบียดเบียน ผู้
อื่น รวมความไปถึง การไม่อยู่เฉย ๆ โดยไร้ประโยชน์
ต้องเป็นผู้ที่ทำงานประกอบอาชีพ

(6) สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) ได้แก่ การเพียร
ระวังไม่ให้ความชั่วเกิดขึ้น หรือเพียร ขจัดความชั่วที่
ได้เกิดขึ้นแล้ว เพียรสร้างความดีให้เกิดขึ้น และเพียร
รักษาความดีที่มีอยู่แล้วให้คงอยู่ ตลอดไป

(7) สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) คือ การกำหนดรู้
พฤติกรรมของจิต ระลึกได้ตลอดเวลาว่า ตนเอง
กำลังคิดอะไร ทำอะไร ไม่เป็นคนใจลอย ไม่ประสาท
มีความรอบคอบ

(8) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใ
จชอบ) ได้แก่ การตั้งจิต
ให้มั่นคง สามารถควบคุมอ
ารมณ์ได้ จนกระทั่ง

สามารถบังคับจิตใจ ให้หยุดนิ่งอยู่กับอารมณ์อัน
เดียวทิศ 6

ทิศ 6 8

หรือการปฏิบัติชอบระหว่างบุคคล
ผู้มีอุปการะคุณต่อกัน 6 พวกคือ

สัปปุริสธรรม 7








ที่มา : คำคมธรรมะ ธรรมชาติ

9

สัปปุริสธรรม 7

คือ หลักธรรมของคนดีหรือหลักธรรม
ของสัตตบุรุษ 7 ประการ ได้แก่ รู้จักเหตุ
รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล
รู้จักปฏิบัติ และรู้จักบุคคล




1. รู้จักเห
ตุหรือธัมมัญญุตา หมาย

ถึง ความเป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จัก
วิเคราะห์หาสาเหตุ ของสิ่งต่างๆ

2. รู้จักผลหรืออัต
ถัญญุตา หมาย
ถึง ความเป็นผู้รู้จั
กผลที่จะเกิดขึ้น

จากการกระทำ



3. รู้จักตนหรืออ
ัตตัญญุตา

หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักตน
ทั้งในด้านความรู้ คุณธรรม
และความ สามารถ

10

4. รู้จักประมาณหรือมัตตัญญุตา หมายถึง ความ
เป็นผู้รู้จักประมาณ รู้จักหลักของความ พอดี การ
ดำเนินชีวิต พอเหมาะพอควร



เ5ป.็นรู้ผจูั้กรู้จกักากลเาวลลเวาหลารือรูก้จัากลัเญวล
ญาุไตหานคหวมราทยำถึงอะคไวราม

แล้วปฏิบัติให้เหมาะสม กับเวลานั้น ๆ

6. รู้จักปฏิบัติหรือปริสัญญุตา หมายถึง ความ
เป็นผู้รู้จักปฏิบัติ การปรับตน และแก้ไขตน ให้
เหมาะสมกับสภาพของ กลุ่มและชุมชน

7. รู้จักบุคคลหรือบุคคลัญญุตา หมายถึง ความ
เป็นผู้รู้จักปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับบุคคล ซึ่งมี
ความแตกต่างกันการที่ บุคคลใดนำเอาหลักสัปปุ
ริสธรรม 7 มาใช้ในการดำเนินชีวิต จะช่วยให้
ชีวิตพบกับความสุข ในชีวิตได้

11

อิทธิบาท 4

คือ หลักธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งกิจการ

มี 4 ประการคือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา




1. ฉันทะ คือ ความพอใจ ใฝ่รัก
ใฝ่หาความรู้ และใฝ่สร้างสรรค์

2. วิริยะ คือ ความเพียรพยายาม
มีความอดทนไม่ท้อถอย

3. จิตตะ คือ ความเอาใจใส่และ
ตั้งใจแน่วแน่ในการทำงาน






4. วิมังสา คือ ความหมั่นใช้ปัญญาและ
สติในการตรวจตราและคิดไตร่ตรอง

12

กุศลกรรมบท 10

กุศลกรรมบท 10 เป็นหนทางแห่งการ
ทำความดีงาม ทางแห่งกุศลซึ่งเป็น

หนทางนำไปสู่ความสุข ความเจริญ แบ่ง
ออกเป็น 3 ทางคือ กายกรรม 3 วจี
กรรม 4 และมโนกรรม 3

13

1. กายกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติ
ดีที่แสดงออกทางกาย 3 ประการ ได้แก่



(1) เว้นจากการฆ่าสัต
ว์ คือ การละเว้นจาก

การฆ่าสัตว์ การเบียดเบียนกัน เป็นผู้มี
เมตตา กรุณา



(2) เว้นจากการลักทร
ัพย์ คือ ละเว้นจาก

การลักขโมย เคารพในสิทธิของผู้อื่น ไม่
หยิบฉวย เอาของคนอื่นมาเป็นของตน




(3) เว้นจากการประพฤติผิดในกาม คือ
การไม่ล่วงละเมิดสามีหรือภรรยาผู้อื่น ไม่
ล่วง ละเมิด ประเวณีทางเพศ

14

2. วจีกรรม 3 หมายถึง การเป็นผู้มี
ความประพฤติดีซึ่งแสดงออกทางวาจา
4 ประการ ได้แก่



(1) เว้นจากการพูดเท
็จ คือ พูดแต่ความ

จริง ไม่พูดโกหก หลอกลวง

(2) เว้นจากการพูดส่อเสียด คือ พูดแต่
ในสิ่งที่ทำให้เกิดความสามัคคี กลม
เกลียว ไม่พูดจา ในสิ่งที่ก่อให้เกิดความ
แตกแยก แตกร้าว
(ค3ำ)สุภเว้านพจาอ่กอกนาหรวพูาดนค

ำอ่หอนยาโยบนคืกอับพูดแต่
บุคคลอื่นทั้ง ต่อหน้า และลับหลัง

(4) เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ คือพูดแต่
ความจริง มีเหตุมีผลเน้นเนื้อหาสาระที่
เป็น ประโยชน์ พูดแต่สิ่งที่จำเป็นและ
พูดถูกกาลเทศะ

15

3. มโนกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติที่
เกิดขึ้นในใจ 3 ประการ ได้แก่



(1) ไม่อยากได้ของขอ
งเขา คือ ไม่คิดจะ

โลภอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน

(2) ไม่พยาบาทปองร้
ายผู้อื่น คือ มีจิตใจดี

มีความปรารถนาดี อยากให้ผู้อื่นมีความสุข
ความเจริญ

เ(ร3ื่อ)งมกีคารวาทมำเคห็วนาทมี่ถดูีกไดต้้

ดอีงทำคืชอั่วมไีดค้ชวั่วามแเชลื่อะมใีน

ความ เชื่อว่า ความพยายามเป็นหนทาง
แห่งความสำเร็จ

16

อกุศลกรรมบท 10




อกุศลกรรมบท 10 เป็นหนทางแห่ง

การทำความชั่ว ความไม่ดี 10
ประการ แบ่งออกเป็น 3 ทางคือ
กายกรรม 3 วจีกรรม 4 และ
มโนกรรม 3

17

สังคหวัตถุ 4

สังคหวัตถุ 4 เป็นหลักธรรมคำสอน
ทางพุทธศาสนาที่เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อ
ยึดเหนี่ยวจิตใจคนอื่นที่ยัง ไม่เคยรัก
ใคร่นับถือ ให้เกิดความรัก ความ
นับถือ สังคหวัตถุเป็นหลักธรรมที่ช่วย
ผูกไมตรีซึ่งกันและกันให้ แน่นแฟ้นยิ่ง
ขึ้น ประกอบด้วย ทาน ปิยวาจา อัตถ
จริยา สมานัตตตา

18

1. ทาน คือ การให้ปันสิ่งของของตนให้
แก่ผู้อื่นด้วยความเต็มใจ เพื่อให้ประโยชน์
แก่ผู้รับ การให้เป็นการยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน
อย่างดียิ่ง เป็นการสงเคราะห์สมานน้ำใจ
กัน ผูกมิตรไมตรีกันให้ยั่งยืน

2. ปิยวาจา คือ การเจรจาด้วยถ้อยคำ
ไพเราะอ่อนหวาน พูดชวนให้คนอื่นเกิด

ความรักและ นับถือ
คำพูดที่ดีนั้นย่อมผูก

ใจคน ให้แน่นแฟ้นตลอดไป หรือแสดง
ความเห็นอกเห็นใจ ให้กำลังใจ รู้จักพูดให้
เกิด ความเข้าใจดี สมานสามัคคี ย่อม
ทำให้เกิดไมตรี ทำให้ รักใคร่นับถือและ
ช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน

19

3. อัตถจริยา คือ การประพฤติสิ่งที่เป็น
ประโยชน์แก่กัน คือช่วยเหลือด้วยแรง
กายและ ขวนขวาย ช่วยเหลือกิจการต่าง
ๆ ให้ลุล่วงไป เป็นคนไม่ดูดาย ช่วยให้
เกิดสติสำนึกในความผิดชอบชั่วดี หรือ
ช่วย แนะนำให้เกิดความรู้ ความสามารถ
ในการ ประกอบอาชีพ



4. สมานัตตตา คือ
การวางตนเป็น
ปกติเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ถือตัวการ
วางตนให้ เหมาะสม กับฐานะของตน
ตหราืมอผสู้ภเสามพอกไัดน้แเกอ่ าเใป
็จนใผสู้่ใปหฏญิบ่ัตผิูต้น้าอมย
ฐานะ ผู้น้อย คารวะนอบน้อมยำเกรง
ผู้ใหญ่

อบายมุข 6 20

คำว่าอบายมุข คือ หนทางแห่งความเสื่อม
หรือหนทางแห่งความหายนะ ความ
ฉิบหาย มี 6 อย่าง ได้แก่

1. การเป็นนักเลงผู้ใหญ
่ หมายถึง การเป็น
คนมีจิตใจใฝ่ในเรื่องเพ
ศ เป็นคนเจ้าชู้ ทำให้

เสีย ทรัพย์สิน เงินทอง สูญเสีย เวลาและเสีย
สุขภาพ

2. การเป็นนักเลงสุรา หมายถึง ผู้ที่ดื่มสุรา
จนติดเป็นนิสัย การดื่มสุรานอกจากจะทำให้
เสียเงิน ทองแล้ว ยังเสียสุขภาพ และบั่นทอน
สติปัญญาอีกด้วย




3เล่. นกกาารรเปพ็นนันนักทุเกลชงนกิดารกพ
านรันเล่หนมกาายรพถึงนันผูท้ทีำ่ชใอห้บ

เสียทรัพย์สิน เสียสุขภาพ การพนันไม่เคย
ทำให้ใครร่ำรวย มั่งมีเงินทองได้เลย

21

4. การคบคนชั่วเป็นมิตร หมายถึง การคบ
คนไม่ดีหรือคนชั่ว คนชั่วมักชักชวนให้ทำใน
สิ่งที่ไม่ ถูกต้อง และอาจนำความเดือดร้อน
มาสู่ตนเองและครอบครัว



5. การเที่ยวดูการละเล่น
หมายถึง ผู้ที่ชอบ

เที่ยวการละเล่นกลางคืน ทำให้เสียทรัพย์
และ อาจทำให้เกิดการ ทะเลาะเบาะแว้งใน
ครอบครัว

6. เกียจคร้านทำการงาน หมายถึง ผู้ไม่
ชอบทำงาน ขี้เกียจ ไม่ขยันขันแข็ง

22

เบญจศีลเบญจธรรม

เบญจศีลเบญจธรรม คือ หลักธรรมที่
ควรปฏิบัติควบคู่กัน มุ่งให้บุคคล
ทำความดี ละเว้นความชั่ว



เบญจศีล (สิ่งที่ควรละเว้น)
1. เว้นจากการฆ่าสัตว์
2. เว้นจากการลักทรัพย์
3. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
4. เว้นจากการพูดเท็

5. เว้นจากการเสพของมึนเมา

23

เบญจธรรม (สิ่งที่ควรปฏิบัติ)

1. มีความเมตตากรุณา
2. ประกอบอาชีพสุจริต
3. มีความสำรวจในกาม
4. พูดความจริง ไม่พูดโกหก
5. มีสติสัมปชัญญะ

24

โลกบาลธรรมหรือ
ธรรมคุ้มครองโลก

โลกบาลหรือธรรมคุ้มครองโลก เป็นหลัก
ธรรมที่ช่วยให้มนุษย์ทุกคนในโลก อยู่กัน
อย่างมี ความสุข มีน้ำใจ เอื้อเฟื้ อ มี
คุณธรรมและทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์
ประกอบด้วยหลักธรรม 2 ประการ ได้แก่
หิริโอตตัปปะ

25

1. หิริ คือ ความละอายในลักษณะ 3
ประการ แล้วไม่ทำความชั่ว (บาป) คือ



(1) ละอายแก่ใจ หรือค
วามรู้สึกที่เกิดขึ้น

ในใจตนเองแล้วไม่ทำความชั่ว

ๆ(2แ) ลล้วะไอมา่ทยำผูค้อืว่นามหชัร่ืวอ

สภาพแวดล้อมต่าง

(3) ละอายต่อความชั่วที่ตนจะทำนั้นแล้ว
ไม่ทำความชั่ว

26

2. โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัว หมายถึง



(1) เกรงกลัวตนเอง ติ
เตียนตนเองได้

(2) เกรงกลัวผู้อื่นแล้วไม่กล้าทำความชั่ว
(3) เกรงกลัวต่อผลของความชั่วที่ทำจะเกิด
ขึ้นแก่ตน
(4) เกรงกลัวต่ออาญาของแผ่นดินแล้วไม่กล้า
ทำความชั่ว

27

กตัญญูกตเวที เป็น

เครื่องหมายของคนดี


คำว่า “กตัญญู” แปลว่า “การรู้คุณคน”

ส่วนคำว่า “กตเวที” แปลว่า การ

ตอบแทนผู้มีบุญคุณ กับเรา ดังนั้นคำ

ว่า กตัญญูกตเวที จึงหมายถึง “การ

รู้คุณคนและตอบแทนผู้มีบุญคุณกับ

เรา”บุคคลผู้มีอุปการะคุณแก่คนเรานั้น

มีมากมาย แบ่งกว้าง ๆ ได้ 5 กลุ่ม

ประกอบด้วย

28

1. ทางสกุล ได้แก่ บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา

ยาย ลุง ป้า น้า อา เป็นต้น

2. ทางการศึกษา ได้แก่ ครูบาอาจารย์

หรือบุคคลที่อบรมสั่งสอนเรา

3. ทางการปกครอง ได้แก่ พระมหา

กษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์

4. ทางศาสนา ได้แก่ องค์พระศาสดาของ

ทุกศาสนา

5. ทางอื่น ได้แก่ ผู้มีอุปการะคุณทางอ้อม

เช่น เพื่อนฝูง เพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่บ้าน

เมืองที่ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์

สุจริต เป็นต้น

29

“ธรรมะ 4 ประการนั้น ก็มีสัจจะ - ความจริงใจ

มีทมะ - การบังคับตัวเอง ขันติ - ความ อด

กลั้น อดทน จาคะ - บริจาคสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ใน

ตน ก็เรียกว่า มีฆราวาสธรรมที่สมบูรณ์ จะเป็น

เด็กก็ดี ผู้ใหญ่ก็ดี ผู้หญิงก็ดี ผู้ชายก็ดี คนหนุ่ม

คนสาว คนแก่ คนเฒ่าก็ดี เป็นฆราวาสก็ดี เป็น

พระเจ้า พระสงฆ์ก็ดี ล้วนแต่อาศัยธรรมะทั้ง 4

อย่างนี้เป็นเครื่องกำจัดซึ่งสิ่งไม่พึงปรารถนา ;

แล้วมาทำให้เกิดสิ่งที่ พึงปรารถนาขึ้นมาอย่าง

ครบถ้วน ก็เป็นอันว่าจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเพิ่มขึ้น

ๆ จน จะถึงสิ่งที่ดีที่สุด
ที่สูงสุด ที่มนุษย์เราควร
จะได้รับ”

พุทธทาสภิกขุ

เอกสารอ้างอิง

ชื่อของเว็บไซต์ : taweesak kunyochai
หลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธ
ที่มาของเว็บไซต์ :
http://www.satit.up.ac.th/BBC07/A
roundTheWorld/reli/15.htm

สืบค้นเมื่อวันที่ : 11 ต.ค. 2021

Ref :
http://www2.seed.net/nfed/religi
on/index_rel.html 14/02/2008

เอกสารอ้างอิง

ที่มาของรูปภาพ :

https://cdn.pixabay.com/photo/2016/03/3
1/21/37/bright-1296538_960_720.png
https://cdn.pixabay.com/photo/2016/03/2
1/21/43/struggle-1271657_960_720.png
https://cdn.pixabay.com/photo/2014/04/
02/10/19/compass-303492_960_720.png
http://online.anyflip.com/eaope/rvae/file
s/thumb/2.jpg?1594551195

http://gotjibtogo.weebly.com/uploads/2/6
/2/5/26250735/9786995_orig.jpg
https://oer.learn.in.th/search_detail/ZipDo
wnload/35087
https://www.priest-
hospital.go.th/img/book.png

เอกสารอ้างอิง

ที่มาของรูปภาพ :

https://www.priest-hospital.go.th/img/QA-
icon.png

https://www.godpng.com/uploads/png/bu
ddha-head-png.png

https://cdn.yourpng.com/uploads/preview
/drawing-lord-buddha-png-53-
11609840468qitwldotla.png
https://xn-
-42cg1eoedb1dza1a2a9cyg1e.com/wp-
content/uploads/2020/02/%E0%B8%9E%E
0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B
8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%8
8%E0%B8%AD%E0%B8%87-
e1582990080871.png

เอกสารอ้างอิง

ที่มาของรูปภาพ :

https://cdn.pixabay.com/photo/2016/07
/13/09/40/reclining-buddha-
1514012_960_720.png

https://pixabay.com/th/vectors/%E0%B
8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%
AA%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%8
9-
%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E
0%B8%98-
%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0-
%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E
0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0
%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B
8%B4-154910/

เอกสารอ้างอิง

ที่มาของรูปภาพ :

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9
%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%
8C:Wat_Phra_Kaew_Icon_PNG.png

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%
84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8
C:Dusit_Maha_Prasat_Throne_Hall_icon_
PNG.png

ภูมิ

ชื่อนายภูมิระพี คำสอนทา
รหัสนักศึกษา : 62100107111
คณะ : ครุศาสตร์
สาขาวิชา : พุทธศาสนศึกษา
เบอร์โทรศัพท์ : 0934282525
email : [email protected]
หรือ [email protected]
facebook : poom poomraphi
ID LINE : POOM41230

อุฏฺฐาตา วินฺทเต ธนํ : คนขยัน ย่อมหาทรัพย์ได้

ขอบคุณครับ

END


Click to View FlipBook Version