นริ าศนรนิ ทรค์ าโคลง
นิราศ คอื บทประพันธ์ชนิดหนงึ่ ทีม่ ีเนือ้ หาพรรณนาถงึ การพลดั พราก
จากท่ีหน่งึ ไปยังอีกทหี่ น่ึง โดยมักเลา่ ถึงเร่ืองราวการเดนิ ทางของผูแ้ ต่ง
โดยเนน้ การแสดงอารมณ์และความร้สู กึ ของผู้แต่งตอ่ ส่งิ ทีพ่ บเหน็ เปน็ หลัก
ซงึ่ ส่วนใหญม่ ักเป็นความรู้สกึ รกั อาลยั ต่อนางอันเป็นทีร่ ักของผ้แู ต่ง
๑. ต้งั ตามชอ่ื ผูแ้ ต่ง
๒. ตั้งตามชื่อสถานทป่ี ลายทาง
๓. ตัง้ ตามชื่อตวั ละครเอก
๔. ตัง้ ตามเน้ือเรื่อง/แนวคดิ ของกวี
หนา้ ๑
โคลงนริ าศ/นิราศคาโคลง
เป็นประเภทท่ยี ุคแรก ๆ นยิ มแต่งกนั จะมีขนบในการแตง่ คือ ต้องเริ่มตน้
บทแรกดว้ ยรา่ ยสดุดพี ระมหากษัตรยิ ์ และบทชมบา้ นเมือง
สรุปเน้อื เร่ืองแบง่ เปน็ ๓ ส่วน ดังน้ี
๑. บทร่ายสดดุ พี ระมหากษัตรยิ ์
๒. บทพรรณนาความรสู้ ึก/อารมณข์ องผู้แต่งต่อส่ิงท่ีพบเหน็
๓. บทลงทา้ ย
“โคลงหริภุญชยั ” เปน็ นริ าศเรือ่ งแรกของไทย
กลอนนิราศ/นริ าศคากลอน
เป็นประเภทท่ยี คุ หลงั ๆ นิยมแต่งกัน โดยเฉพาะ “สนุ ทรภู่” จะชอบแตง่
มลี กั ษณะเหมอื นกลอนท่วั ไปแต่จะมขี ้อแตกต่าง ๒ ประเดน็ ดงั นี้
๑. จะเริ่มต้นวรรคแรกที่ “วรรครบั ”
๒. จะจบด้วยคาว่า “เอย”
หน้า ๒
นริ าศนรนิ ทร์คาโคลง
ผูแ้ ต่ง
นายนรินทรธเิ บศร์ (อิน)
- เป็นมหาดเล็กหมุ้ แพร รบั ราชการวังหน้า
(รองบาทบวรวัง)
- รัชกาลท่ี ๒
จดุ ประสงค์ในการแต่ง
เพอ่ื บันทกึ การเดินทางขณะนายนรินทร์ตามเสดจ็ สมเด็จพระบวรราช
เจา้ มหาเสนานรุ กั ษ์ยกทัพไปปราบพม่า (พ.ศ.๒๓๕๒) ทีย่ กทัพมาตเี มือง
ถลางและเมอื งชุมพร
รปู แบบการเดนิ ทาง
กรงุ เทพ เพชรบรุ ี ตะนาวศรี
หนา้ ๓
นริ าศนรินทรค์ าโคลง
ลกั ษณะคาประพันธ์
๑. ร่ายสภุ าพ ๒. โคลงสี่สุภาพ
๑. บังคบั สมั ผัส คือ คาสดุ ทา้ ยของวรรคหน้า จะส่งสัมผสั ไปยงั คาท่ี ๑ หรอื ๒
หรอื ๓ ของวรรคต่อไป
๒. บงั คบั การลงท้าย คอื จะตอ้ งจบดว้ ย “โคลงสองสุภาพ”
๓. รา่ ยสุภาพหนงึ่ บทจะไมก่ าหนดวา่ จะตอ้ งมีกบ่ี ท แตก่ าหนดว่าจะต้องแตง่
อย่างนอ้ ย ๕ วรรคขน้ึ ไป โดยแต่ละวรรคจะมี ๕ คา
หน้า ๔
นริ าศนรนิ ทร์คาโคลง
เอก ๗ คา โท ๔ คา
๑. โคลงส่ีสภุ าพ ๑ บท จะมี ๔ บาท
๒. วรรคหน้าจะมี ๕ คา วรรคหลงั จะมี ๒ คา
ยกเว้นบาทที่ ๔ วรรคหลงั จะมี ๔ คา
๓. คาสร้อย สามารถมไี ด้ในบาทท่ี ๑ และบาทที่ ๓
* คาสร้อย คอื คาท่ีแต่งต่อท้ายบาท เพอื่ ทาใหไ้ ด้ใจความครบถว้ น ถา้ โคลงบาทใด
ได้ความครบถว้ นแล้วกไ็ ม่จาเป็นตอ้ งเติมคาสร้อย
หนา้ ๕
นริ าศนรนิ ทรค์ าโคลง
โคลงสสี่ ภุ าพ คาเอก
คาโท
คาเอก
คือ คาท่ีมีรูปวรรณยกุ ตเ์ อกบังคบั + คาตาย
คาเอกโทษ
คอื การแปลงคาทีม่ รี ปู วรรณยุกตโ์ ท ให้เป็นคาที่มีรปู วรรณยุกตเ์ อก
เช่น แปลงจาก ถา้ เป็น ทา่ (เพอ่ื ให้สามารถใช้ในตาแหน่งคาเอกได้)
คาโท
คือ คาท่มี ีรูปวรรณยกุ ตโ์ ทบังคบั
คาโทโทษ
คือ การแปลงคาท่ีมีรูปวรรณยกุ ต์เอก ใหเ้ ปน็ คาที่มีรูปวรรณยกุ ตโ์ ท
เช่น แปลงจาก โคน่ เปน็ ขน้ (เพอ่ื ให้สามารถใช้ในตาแหนง่ คาเอกได้)
หน้า ๖
นิราศนรินทร์คาโคลง
ศรสี ิทธ์ิพศิ าลภพ เลอหลา้ ลบลม่ สวรรค์
จรรโลงโลกกว่ากวา้ ง แผนแผน่ ผ้างเมอื งเมรุ ศรอี ยธุ เยนทรแ์ ยม้ ฟ้า
แจกแสงจ้าเจดิ จันทร์ เพียงรพิพรรณผ่องดา้ ว ขุนหาญหา้ วแหนบาท
สระทกุ ข์ราษฎร์รอนเสยี้ น สา่ ยเศิกเหลย้ี นลง่ หล้า ราญราบหน้าเภริน
เขญ็ ข่าวยินยอบตวั ควบค้อมหัวไหวล้ ะลา้ ว ทุกไทน้าวมาลยน์ ้อม
ขอออกออ้ มมาออ่ น ผอ่ นแผ่นดินให้ผาย ขยายแผ่นฟ้าใหแ้ ผว้
เล้ียงทแกลว้ ให้กลา้ พระยศไท้เทิดฟา้ เฟ่อื งฟุ้งทศธรรม ท่านแฮ
คาศัพท์ = อานาจแห่งความเป็นสริ ิมงคล
= แผน่ ดนิ อนั กว้างใหญ่
ศรีสทิ ธ์ิ = เหนือโลก
พิศาลภพ = สวยงามกว่าเมืองสวรรค์
เลอหลา้ = พยงุ ค้าจนุ
ลบล่มสวรรค์ = กวา้ งขวางมากข้นึ
จรรโลง = แผน่ ดนิ
กว่ากว้าง
แผน
หนา้ ๗
นริ าศนรินทร์คาโคลง
คาศัพท์ = แผ่นดนิ ราบหน้าเภริน = ปราบไดห้ มดสน้ิ
= ราวกับ (พ่าง) เขญ็ ข่าวยิน = ไดฟ้ งั ขา่ วอัน
แผน่ = สวรรค์ช้ันดาวดงึ ส์
ผา้ ง = รุ่งเรอื งในทอ้ งฟ้า น่ากลวั
เมืองเมรุ = สอ่ งแสงไปทัว่ ยอบตวั = หมอบ
แยม้ ฟา้ = งามกวา่ แสงจันทร์ ควบ = รวมกนั
แจกแสง = แสงอาทิตย์ คอ้ มหัว = ก้มหัว
เจดิ จนั ทร์ = โลก ละลา้ ว = เกรงกลัว
รพิพรรณ = ขุนพล ไท = พระเจ้าแผ่นดนิ
ดา้ ว = กล้าหาญ มาลย์ = ดอกไม้เงนิ ดอกไม้
ขุนหาญ = เฝา้ พระเจ้าแผน่ ดิน
ห้าว = ขจดั ทกุ ข์ ทอง
แหนบาท = ขจัดศัตรู ขอออก = ขอเป็นเมืองขึ้น
สระทุกข์ = กวาดลา้ งข้าศึกศัตรู ออ้ มมาอ่อน = พยายามมาอ่อน
รอนเสี้ยน = เล่ียนโล่ง
สา่ ยเศิก = รบ ปราบ นอ้ ม
เหลี้ยนลง่ ผ่อนแผ่นดนิ ให้ผาย = ขยายแผน่ ดิน
ราญ
ให้กวา้ ง
แผน่ ฟ้า = เมืองสวรรค์
หน้า ๘
นิราศนรินทรค์ าโคลง
คาศัพท์ = ทาให้ปราศจากศตั รู
= ทหาร
แผว้ = เชิดชู
ทแกล้ว = เล่อื งลือ
เทดิ = ธรรม ๑๐ ประการของพระเจา้ แผน่ ดิน
เฟ่ืองฟ้งุ
ทศธรรม
ถอดความ
เมืองกรุงเทพฯ (ในบทประพนั ธ์ในคาวา่ "ศรอี ยธุ เยนทร"์ ) เปน็ เมอื งท่ี
กว้างใหญ่ สวยงามกว่าเมอื งใดในโลกจนชนะเมืองสวรรคไ์ ด้ พระมหากษตั ริย์
ทรงผดงุ แผ่นดินน้ใี ห้กว้างขวางราวกบั แผ่นดนิ สวรรค์ กรุงเทพฯงามร่งุ เรอื งใน
ทอ้ งฟา้ ส่องแสงสว่างจา้ กว่าแสงจนั ทร์ และสวา่ งราวกบั แสงพระอาทิตย์ท่ี
สอ่ งมายงั โลก พระมหากษตั รยิ ์ทรงมแี ม่ทัพผูก้ ลา้ หาญ ทรงขจดั ความทกุ ข์
ของชาวเมอื งและทรงปราบศัตรูได้ราบคาบ พระเดชเปน็ ท่ีรา่ ลือจนเจา้ แผน่ ดิน
อืน่ เกรงกลัวพากันมานอบน้อมขอเป็นเมืองขึ้น พระองค์ทรงขยายพระราช
อาณาเขตออกไปกวา้ งขวาง ทรงบารุงทหารให้กล้าแข็ง เปน็ พระมหากษตั ริย์
ทเ่ี ป่ียมไปด้วยทศพธิ ราชธรรม
หนา้ ๙
นิราศนรนิ ทรค์ าโคลง
อยธุ ยายศลม่ แล้ว ลอยสวรรค์ ลงฤๅ
สิงหาสน์ปรางค์รตั น์บรร เจิดหลา้
บุญเพรงพระหากสรรค์ ศาสนร์ ุง่ เรืองแฮ
บงั อบายเบิกฟา้ ฝึกฟืน้ ใจเมอื ง
คาศัพท์ = ท่ีประทับของกษตั ริย์ บังอบาย = ปดิ ทางสู่ความช่วั
สิงหาสน์ = สถปู เบกิ ฟา้ = เปดิ ทางสู่ความดี
ปรางค์
บญุ เพรง = บญุ เก่า ฝึกฟน้ื ใจเมอื ง = ฟื้นฟจู ติ ใจของชาวเมือง
ถอดความ
บทนี้เป็นบทพรรณนาสภาพของบ้านเมอื ง ผแู้ ต่งชมกรงุ เทพฯว่าเปน็ เมืองที่สวยงาม
เหมอื นดังกรงุ ศรอี ยุธยา โดยกล่าวว่ากรุงศรีอยุธยากล็ ม่ สลาย (เสยี กรุงแก่พมา่ ) ไปแลว้
แตท่ เี่ ห็นรุง่ เรอื งอยดู่ งั นี้ ไดล้ อยลงมาจากสวรรค์หรือ ปราสาทราชวงั ตา่ ง ๆ ล้วนมีความ
สวยงามตระการตา หากคงเปน็ บุญเกา่ ที่พระมหากษัตรยิ ไ์ ด้ทรงสร้างไวแ้ ตป่ างกอ่ น
ช่วยให้ศาสนามคี วามรุง่ เรือง ปดิ ทางแห่งความชั่วเปดิ ทางสู่ความเจรญิ และฟนื้ ฟูจติ ใจ
ชาวเมอื งให้พ้นจากความโศกเศรา้
หน้า ๑๐
นิราศนรนิ ทร์คาโคลง
เรอื งเรอื งไตรรตั น์พ้น พนั แสง
รนิ รสพระธรรมแสดง คา่ เชา้
เจดีย์ระดะแซง เสยี ดยอด
ยลยิง่ แสงแก้วเก้า แก่นหล้าหลากสวรรค์
คาศัพท์
ไตรรัตน์ = พระพุทธศาสนา แกว้ เก้า = แกว้ ๙ ประการ
พนั แสง = มแี สงนบั พพนั แก่นหลา้ = งามเปน็ จุดเดน่
รนิ รสพระธรรม = ได้ฟงั พระธรรมคาสอน หลากสวรรค์ = เป็นที่อศั จรรยใ์ จของเทวดา
เสยี ดยอด = ยอดเบยี ดกัน
ถอดความ
บทนีผ้ ูแ้ ต่งพรรณนาบ้านเมอื งวา่ ในสมัยนพ้ี ระพุทธศาสนานัน้ รงุ่ เรืองมาก
ผคู้ นได้ฟังธรรมะเปน็ ประจาทุกเช้าค่า เจดยี ม์ ากมายได้ถกู สร้างขึ้นสงู ตระหงา่ น
ฟา้ ยอดเจดยี ส์ วยงามย่ิงกว่าแสงนพเก้า เสมอื นเปน็ หลกั แหง่ โลกและเป็นท่ี
มหศั จรรย์แก่เหลา่ เทพบนสวรรค์
หนา้ ๑๑
นริ าศนรินทรค์ าโคลง
โบสถ์ระเบียงมณฑปพน้ื ไพหาร
ธรรมาสน์ศาลาลาน พระแผ้ว
หอไตรระฆงั ขาน ภายค่า
ไขประทีปโคมแก้ว ก่าฟา้ เฟือนจันทร์
คาศัพท์ ก่าฟ้า = สวา่ งทว่ั ท้องฟา้
เฟอื น = ทาให้หมองลง
ไพหาร = วหิ าร
ระฆังขาน = เสยี งตีระฆงั
ถอดความ
บทนี้จะเป็นบททก่ี วีพรรณนาภาพศาสนวตั ถุซึ่งเป็นส่งิ ยึดเหนยี่ วจิตใจของคน
ในสงั คม ไดแ้ ก่ โบสถ์ มณฑป ไพหาร ธรรมาสน์ ศาลา และหอไตรท่ลี ว้ นสะอาด
สะท้อนสภาพบา้ นเมืองยามคา่ คนื ท่ีไมม่ กี ารใชไ้ ฟฟ้าแตใ่ ช้โคมไฟตะเกียง ซึ่งมี
การกลา่ วเปรยี บว่าแสงสว่างจากโคมไฟเหล่านน้ั แลดูจะสว่างไสวกลบแสงจนั ทร์
บนทอ้ งฟา้ เสยี ด้วย ซ่งึ เปน็ การใชถ้ อ้ ยคาที่คอ่ นข้างจะอธิพจน์
หน้า ๑๒
นริ าศนรนิ ทรค์ าโคลง
จาใจจากแม่เปลื้อง ปลดิ อก อรเอย
เยียวว่าแดเดียวยก แยกได้
สองซกี แล่งทรวงตก แตกภาค ออกแม่
ภาคพไ่ี ปหน่ีงไว้ แนบเน้อื นวลถนอม
คาศพั ท์ แด = ดวงใจ
แลง่ = ผ่าออก
เปล้อื งปลิดอก = พรากเอาหัวใจไป
เยียว = หาก
ถอดความ
ผู้แตง่ แสดงความอาลัยต่อนางอนั เป็นทร่ี กั วา่ ...จาใจตอ้ งจากไป หากสามารถ
แบ่งหวั ใจของตนได้เปน็ ๒ ภาค ภาคหนง่ึ จะเอาไปกับตวั ขณะเดินทาง อกี ภาค
จะให้อยกู่ ับนาง
หนา้ ๑๓
นริ าศนรินทร์คาโคลง
โฉมควรจักฝากฟ้า ฤๅดิน ดีฤๅ
เกรงเทพไท้ธรณนิ ทร์ ลอบกลา้
ฝากลมเล่อื นโฉมบิน บนเล่า นะแม่
ลมจะชายชกั ชา้ ชอกเน้ือเรยี มสงวน
คาศพั ท์ ชาย = พดั
ชกั = ทาให้
ไท้ธรณินทร์ = พระเจา้ แผ่นดิน
กล้า = เชยชม
เลอ่ื น = พดั
ถอดความ
เม่ือต้องไกลนาง ผแู้ ตง่ คิดไม่ตกว่าจะฝากนางไว้กบั ใครดี จะฝากไวก้ บั ท้องฟา้
กบั ดินกเ็ กรงว่าเทพจะมาลอบเชยชมนาง จะฝากนางไวก้ บั สายลมกก็ ลัววา่ ลมจะพา
นางไปไวเ้ บ้อื งบน เกรงว่าลมจะพัดพาจนนางชอกชา้
หน้า ๑๔
นิราศนรนิ ทร์คาโคลง
ฝากอุมาสมรแม่แล้ ลกั ษมี เล่านา
ทราบสยมภูวจักรี เกลือกใกล้
เรียมคิดจบจนตรี โลกลว่ ง แลว้ แม่
โฉมฝากใจแม่ได้ ยงิ่ ด้วยใครครอง
คาศพั ท์ = ชายาพระอิศวร จักรี = พระนารายณ์
= ชายาพระนารายณ์ ตรโี ลก = สามโลก
อมุ า = พระอิศวร
ลกั ษมี
สยมภู
ถอดความ
ผูแ้ ตง่ คดิ ไมต่ กวา่ ...จะฝากนางไว้กบั ใครดี จะฝากนางไวก้ ับพระอุมาซง่ึ เปน็
ชายาพระอศิ วร ก็กลัววา่ พระอศิ วรจะมาเขา้ ใกล้ จะฝากไวก้ ับพระลกั ษมผี ู้เป็นชายา
พระนารายณ์ ก็เกรงวา่ พระนารายณ์จะมาใกลช้ ิดนาง พ่ี(ผูแ้ ต่ง)คดิ จนจบสามโลกแลว้
กค็ ิดวา่ ฝากนางไว้กับใจนางดกี ว่าฝากไวก้ บั คนอ่ืน
หนา้ ๑๕
นิราศนรินทร์คาโคลง
จากมามาลว่ิ ลา้ ลาบาง
บางยี่เรือราพลาง พพี่ รอ้ ง
เรอื แผงช่วยพานาง เมยี งม่าน มานา
บางบร่ ับคาคลอ้ ง คล่าวน้าตาคลอ
คาศัพท์ เมยี งม่าน = แอบมองหลังมา่ น
คลา่ ว = ไหล
บางยเี่ รือ = ช่ือตาบล
เรอื แผง = เรอื สาหรบั ฝา่ ยใน
ถอดความ
ผู้แตง่ ลอ่ งเรอื ไกลออกมาเรื่อย ๆ จนมาถึงตาบลบางยเ่ี รือ ผแู้ ตง่ ก็พรรณนา
ขอใหเ้ รือแผงชว่ ยพานางมาดว้ ย แต่บางย่เี รือกไ็ ม่รับคาขอ พ่ี (ผ้แู ตง่ ) จงึ ต้อง
นา้ ตาคลอ
หน้า ๑๖
นริ าศนรนิ ทรค์ าโคลง
บา้ นบอ่ น้าบกแห้ง ไปเ่ ห็น
บอ่ เนตรคงขงั เปน็ เลือดไล้
อ้าโฉมแม่แบบเบญ- จลักษณ์ เรยี มเอย
มาซับอสั สชุ ลให้ พี่แลว้ จักลา
คาศัพท์
บา้ นบอ่ = ช่อื ตาบล บอ่ เนตร = บ่อนา้ ตา
บก = แห้ง เบญจลักษณ์ = หญงิ ทมี่ ลี กั ษณะงาม ๕ ประการ
(ผม, เนือ้ , ฟนั , ผวิ , วยั )
ถอดความ
ผแู้ ตง่ เดนิ ทางต่อไปเร่ือย ๆ จนถงึ ตาบลบ้านบอ่ ซงึ่ น้าแห้งขอด แต่บ่อในตาของ
พน่ี ัน้ (ผูแ้ ตง่ ) ขงั เปน็ สายเลือด (รอ้ งไหเ้ ป็นสายเลือด) พ(่ี ผแู้ ต่ง) อยากใหน้ าง(ผูม้ ี
ความงาม ๕ ประการ) มาซับนา้ ตาพแ่ี ล้วคอ่ ยจากไป
หนา้ ๑๗
นิราศนรนิ ทรค์ าโคลง
เห็นจากจากแจกก้าน แกมระกา
ถนัดระกากรรมจา จากช้า
บาปใดท่ีโททา แทนเทา่ ราแม่
จากแตค่ าบน้ีหนา้ พนี่ ้องคงถนอม
คาศัพท์ = แตกกิ่งก้าน
= กวีกับนางที่รัก
แจกก้าน = ภายหน้า
โท
หน้า
ถอดความ
ผแู้ ตง่ เห็นต้นจากแตกกงิ่ ก้านสลบั กับตน้ ระกา ทาใหช้ อกชา้ ระกาใจว่าเคยทา
เวรกรรมใดจงึ ทาให้เราทง้ั สองตอ้ งพรากจากกนั ไกล ถึงแม้จากกันก็จากกนั เพยี ง
คร้งั น้เี ทา่ นนั้ ครัง้ หนา้ เราคงจะได้อย่รู ่วมกนั
หน้า ๑๘
นริ าศนรนิ ทรค์ าโคลง
ชมแขคดิ ใช่หน้า นวลนาง
เดือนตาหนิวงกลาง ต่ายแตม้
พิมพพ์ กั ตร์แม่เพญ็ ปราง จกั เปรียบ ใดเลย
ขากวา่ แขไขแย้ม ยง่ิ ยม้ิ อัปสร
คาศพั ท์ = มีรปู รอยกระตา่ ยอยู่
= งาม
ตา่ ยแตม้
ขา
ถอดความ
ผแู้ ต่งเหน็ พระจันทรก์ ็คิดเปรียบเทียบวา่ ...พระจนั ทรน์ ้นั หาใช่ใบหน้าของ
นางไม่ เพราะกลางดวงจันทร์มรี อยตาหนเิ ปน็ รปู กระต่าย ส่วนใบหน้าของนอ้ งนั้น
หาใครเทยี บไม่ไดเ้ พราะสวยยิง่ กวา่ เทพอัปสรเสียอกี
หนา้ ๑๙
นริ าศนรินทร์คาโคลง
ถงึ ตระนาวตระหน่าซา้ สงสาร อรเอย
จรศึกโศกมานาน เน่นิ ชา้
เดนิ ดงทง่ ทางละหาน หิมเวศ
สารสงั่ ทกุ หย่อมหญ้า ย่านนา้ ลานาง
คาศัพท์ = ตะนาวศรี ละหาน = หว้ งน้า
= ซ้าเติม หิมเวศ = ป่า
ตระนาว = ทงุ่
ตระหน่า
ท่ง
ถอดความ
ผ้แู ตง่ เดินทางมาถงึ ตะนาวศรี ความสงสารนางกม็ มี ากขน้ึ ดว้ ยพีจ่ ากมาทาศกึ
นานแลว้ ระหว่างทางเดนิ ในปา่ ผา่ นลาน้า พก่ี ็ไดแ้ ตส่ ัง่ ความไปกบั หย่อมหญ้าและ
ลาธารเพอื่ เป็นการลาน้อง
หน้า ๒๐
นิราศนรนิ ทรค์ าโคลง
พันเนตรภูวนาถตั้ง ตาระวงั ใดฮา
พักตรส์ ีแ่ ปดโสตฟงั อ่นื อื้อ
กฤษณนิทรเลอหลัง นาคหลับ ฤๅพ่อ
สองพโิ ยคร่ารื้อ เทพทา้ วทาเมนิ
คาศัพท์ พโิ ยค = พลัดพราก
ร่ารอ้ื = คร่าครวญซ้าไปซา้ มา
พนั เนตร = พระอนิ ทร์
พักตร์สี่แปดโสต = พระพรหม
กฤษณนทิ รเลอหลงั = พระนารายณ์บรรทมสินธ์ุ
ถอดความ
พระอินทร์ ผมู้ พี ันตาคอยเฝ้าดรู ะวงั โลก พระพรหมผมู้ ีสหี่ น้าแปดหูท่คี อยฟงั
สรรพเสียงใด ๆ หรือจะเปน็ พระนารายณ์ท่ีบรรทมอย่หู ลังนาค(พญาอนนั ตนาคราช)
เมอ่ื เราท้งั สองตอ้ งพลัดพรากจากกนั เราสองคร่าครวญแต่เหลา่ เทพกลบั ไม่สนใจฟัง
ความทกุ ขใ์ จของเราท้ังสองคนเลย
หนา้ ๒๑
นริ าศนรินทร์คาโคลง
นทสี ่ีสมุทรม้วย หมดสาย
ตมิ ิงคล์มงั กรนาคผาย ผาดสอ้ น
หยาดเหมพิรณุ หาย เหือดโลก แลง้ แม่
แรมราคแสนรอ้ ยรอ้ น ฤเถ้าเรยี มทน
คาศพั ท์
นทีส่สี มทุ ร = มหาสมทุ รทอี่ ยู่รอบเขาพระสุเมรุ
ตมิ ิงคล์ = ช่ือปลาใหญ่หน่ึงในเจด็ ที่อยู่ในแมน่ า้ สที นั ดร
ถอดความ
แม้มหาสมุทรทง้ั ส่ีจะแห้งขดจนปลาติมงิ คล์ มังกร และนาค ต้องหาทซ่ี อ่ น หรอื
ฝนทีไ่ ม่ยอมตกจนโลกแห้งแลง้ ความแห้งแล้งความทกุ ข์ร้อนทก่ี ลา่ วมาทัง้ หมดยงั
เทยี บไม่ได้กับความร้อนใจของพ่ี (ผู้แต่ง)
หน้า ๒๒
นิราศนรินทร์คาโคลง
ลมพดั คอื พษิ ต้อง ตากทรวง
หนาวนอกรมุ ในดวง จิตชา้
โฉมแม่พิมลพวง มาเลศ กูเอย
มอื แม่วเี ดยี วลา้ ยงิ่ ลา้ ลมพาน
คาศัพท์ วี = พัด
พาน = พัด
รุม = รอ้ น
พวงมาเลศ = พวงมาลัย
ถอดความ
ลมท่พี ดั มาโดนอก(กาย) น้ันเปน็ เหมอื นดงั พิษทที่ าให้พี่หนาวทกุ ระทมใจ
อยใู่ นอก นอ้ งประหนง่ึ พวงมาลยั อนั งามของพ่ี นอ้ งพัดวใี ห้พ่คี ร้งั เดยี วกร็ ู้สึกเย็น
ยิ่งกวา่ ลมพัด
หนา้ ๒๓
นิราศนรินทรค์ าโคลง
เอียงอกเทออกอา้ ง อวดองค์ อรเอย
เมรุชบุ สมุทรดินลง เลขแตม้
อากาศจกั จารผจง จารึก พอฤๅ
โฉมแมห่ ยาดฟ้าแยม้ อยรู่ ้อนฤๅเหน็
คาศพั ท์ = เขาพระสเุ มรุ
= เขียนหนังสือ
เมรุ = งามราวกบั ลงมาจากฟา้
เลข
หยาดฟา้
ถอดความ
ผ้แู ต่งพรรณนาความรู้สกึ ว่า...อยากท่ีจะเทอก (เปรียบความรู้สึกกบั ภาชนะ)
ระบายความรู้สกึ ทัง้ หมดของพที่ ีม่ ตี อ่ น้องใหน้ ้องไดเ้ หน็ แมพ้ จ่ี ะเอาเขาพระสุเมรมุ า
เป็นปากกา เอามหาสมุทรเปน็ น้าหมกึ เอาอากาศเป็นแผ่นกระดาษเขียนความรู้สึก
ของพ่ีลงไปก็ยงั ไม่พอ เพราะความรสู้ ีกของพ่นี ัน้ มมี าก มากซะเหลือเกิน ตอนนน้ี ้อง
จะเปน็ ยังไงบ้างก็ไมอ่ าจจะรไู้ ด้เลย
หน้า ๒๔
นิราศนรินทร์คาโคลง
ตราบขุนคิริขน้ ขาดสลาย แลแม่
รักบห่ ายตราบหาย หกฟ้า
สรุ ยิ จนั ทรขจาย จากโลก ไปฤๅ
ไฟแล่นล้างสี่หลา้ หอ่ นล้างอาลยั
คาศัพท์
ข้น = โค่น
หกฟา้ = สวรรคท์ ั้ง ๖ ชัน้
ส่ีหล้า = ทวีปทั้งส่ี
ถอดความ
แม้ขนุ เขาจะพังทลายลง สวรรค์ท้งั ๖ ชัน้ หายไป พระจันทร์กับพระอาทติ ย์จะ
หายไปจากโลก หรือไฟบลั ลัยกัลปจ์ ะเผาล้างสท่ี วีป แตก่ ไ็ ม่สามารถลบล้างความรัก
ความอาลยั ของพ่ีทม่ี ตี ่อเจ้านั้นไปได้
หนา้ ๒๕
นริ าศนรนิ ทรค์ าโคลง
ร่ารกั รา่ เร่ืองร้าง แรมนวล นาฏฤๅ
เสนาะสนนั่ ดนิ ครวญ ครนุ่ ฟา้
สารส่งั พี่กาสรวล แสนเสนห่ ์ นชุ เอย
ควรแมไ่ วต้ า่ งหนา้ พพ่ี ู้นภายหลัง
คาศัพท์ = โศกเศร้า ครา่ ครวญ
= โน้น
กาสรวล
พู้น
ถอดความ
บทนีจ้ ะเปน็ สารทีผ่ ูแ้ ต่งสั่งนางคือ...พ(ี่ ผูแ้ ต่ง)ได้คร่าครวญถงึ ความรักที่มี
ต่อน้องทีก่ ึกก้องไปทั่วทั้งแผ่นดนิ และท้องฟ้า เปน็ ข้อความท่บี รรยายถึงความ
โศกเศร้าของพ่ี ขอ้ ความเหล่านนั้ ขอใหน้ ้องรับไวต้ า่ งหนา้ พ่ี จนกว่าเราจะเจอ
กนั
หน้า ๒๖
นิราศนรินทร์คาโคลง
โคลงเรื่องนิราศน้ี นรนิ ทร์อนิ
รองบาทบวรวังถวลิ ว่าไว้
บทใดปราชญป์ วงฉิน เชิญเปลยี่ น แปลงพอ่
ปรุงเปรยี บเสาวคนธไ์ ล้ เลอื กลม้ิ ดมดู
หนา้ ๒๗
ตดิ ตามความสนกุ ของวรรณคดี เร่ือง นิราศนรนิ ทรค์ าโคลง
รูปแบบจอยลดา (Joylada)