การศึกษาปญหาการอานออกเสียงของนักเรยีนชั้นประถมศึกษาปที่๔ โรงเรยีนอนุบาลพิษณุโลก เพื่อสรางนวัตกรรมการอานออกเสียงรายบุคคล นายชาญชัย ยะโสธร สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร ๖๑๑๓๑๑๒๗๕๕ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบลูสงคราม คณะครุศาสตรสาขาวิชาภาษาไทย
ก คำนำ การจัดทำรายงานวิจัยเรื่อง การศึกษาปญหาการอานออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ โรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก เพื่อสรางนวัตกรมมการอานออกเสียงรายบุคคล โดยศึกษาจากแบบบันทึก พฤติกรรมการอานออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่๔ ปการศึกษา ๒๕๖๕ ที่ผูวิจัยสรางขึ้นฉบับน้ี จัดทำขึ้น เพื่อศึกษาพฤติกรรมในการอานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ จากกลุมตัวอยางทั้งหมด ๕ คน ที่ผูวิจัย ไดคัดเลือกมา เพื่อหาเหตุผลและแนวทางในการแกไขการอานออกเสียงของนักเรียน โดยใชแบบ บันทึกพฤติกรรมการอานของนักเรียนเปนรายบุคคลซึ่งผูวิจัยไดศึกษาคนควาเอกสารงานวิจัยตาง ๆ เพื่อนำ ความรูมาใชในการพัฒนาการเรียนการสอนของตนเอง และพัฒนาการเรียนรูของนักเรียน โดยการศึกษา ปญหาในการอานของนักเรียน มาสรางเทคนิคการสอน หรือ นวัตกรรมเพื่อการเรียนรูมาใชใหเหมาะสมกับ นักเรียนโดยยึดผูเรียนเปนสำคัญซึ่งไดดำเนินการพัฒนาในภาคเรียนที่๒ ปการศกึษา ๒๕๖๕ ขอขอบพระคุณผูเชี่ยวชาญทุกทานที่กรุณาใหความรู คำปรึกษา คำแนะนำในกระบวนการพัฒนาการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอน จนงานสำเร็จลุลวงดวยดี ขอบคุณคณะครู นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ ที่เปน กลุมเปาหมายในการพัฒนาครั้งนี้ และอาจารยที่ปรึกษา ที่ใหความรู พรอมดวยคำปรึกษาในการศึกษาครั้งนี้ หวังเปนอยางยิ่งวา รายงานวิจัยฉบับนี้จะเปนประโยชนอยางยิ่งตอผูที่เกี่ยวของกับการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนภาษาไทยไดอีกทางหนึ่ง นายชาญชัย ยะโสธร
ข ชื่อเรื่อง การศึกษาปญหาการอานออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ โรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก เพื่อสรางนวัตกรมมการอานออกเสียงรายบุคคล ผูวิจัย นายชาญชัย ยะโสธร กลุมสาระ การเรียนรูภาษาไทย ปการศึกษา ๒๕๖๕ บทคัดยอ รายงานวิจัยเรื่อง การศึกษาปญหาการอานออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ โรงเรียน อนุบาลพิษณุโลก เพื่อสรางนวัตกรมมการอานออกเสียงรายบุคคล โดยศึกษาจากแบบบันทึกพฤติกรรมการ อานออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ ปการศึกษา ๒๕๖๕ สำเร็จลุลวงไดดวยคณะผูเชี่ยวชาญ นางกุลธิดา รัศมี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พิษณุโลก เขต ๑ ที่กรุณาใหคำปรึกษาชวยเหลือ แนะนำตรวจสอบ แกไขขอบกพรองตางๆ ผูวิจัย ขอขอบพระคณุเปนอยางสูง ขอขอบคุณคณะครู นักเรียนโรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก ที่ใหความรวมมือในการเก็บรวบรวม ขอมูลในการเก็บรวบรวมขอมูลในครั้งนี้ คุณคาและประโยชนของรายงานวิจัยฉบับนี้ ผูรายงานขอมอบเปนเครื่องแสดงความกตัญูตอบิดา มารดา ที่ใหการศึกษา อบรมสั่งสอน ใหมีสติปญญาและคุณธรรมทั้งหลาย อันเปนเคร่อืงมือนำไปสู ความสำเร็จในชีวิตของผูวิจัย
ค กิตติกรรมประกาศ การทำวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การศึกษาปญหาการอานออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ โรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก เพื่อสรางนวัตกรมมการอานออกเสียงรายบุคคล โดยใชแบบบันทึกพฤติกรรม ในการอานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ มีวัตถุประสงคเพื่อ ๑)เพื่อศึกษาพฤติกรรมในการอานของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ ๒) เพื่อพัฒนานวัตกรรมใหเหมาะสม และ มีประสิทธิภาพ กับนักเรียนตาม เกณฑมาตรฐาน ประชากรที่ใชในการศึกษาครั้งนี้เปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ ภาคเรียนที่ ๑ ป การศึกษา ๒๕๖๕ จำนวน ๕ คน เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลคือ แบบบันทึกพฤติกรรมในการอาน เพื่อการสรางนวัตกรรมการสอน ผลการศึกษาพบวาพฤติกรรมในการอานของนักเรียนบางสวนมีผลมาจากปจจัยภายในครบครัวที่เกิด จากครอบครัวเปนคนทองที่บางครั้งคำที่ใชกับนักเรียนจึงติดสำเนียงเหลานั้นมาได นายชาญชัย ยะโสธร
ง สารบัญ เรื่อง หนา คำนำ ก บทคัดยอ ข กิตติกรรมประกาศ ค บทที่ ๑ บทนำ ๑ ๑.๑ ความเปนมาและความสำคัญของปญหา ๑ ๑.๒ วัตถุประสงค ๓ ๑.๓ ขอบเขตของการศึกษา ๓ ๑.๔ ตัวแปรท่ใีชในการศึกษา ๓ ๑.๕ นิยามศพัทเฉพาะ ๓ ๑.๖ ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ ๔ บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ๕ ๒.๑ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ ๕ ๒.๓ การอาน ๗ ๒.๔ งานวิจัยที่เกี่ยวของ ๑๒ บทที่ ๓ ออกแบบบันทึกการอานรายบุคคล ๑๗ ๓.๑ ประเภทของการวิจัย ๑๗ ๓.๒ แหลงขอมูล ๑๗ ๓.๓ เครื่องมือที่ใชในการศึกษา ๑๘ ๓.๔ วิธีการเก็บขอมูล ๑๙ ๓.๕ การวิเคราะหขอมูล ๑๙ ๓.๖ การตรวจสอบขอมูล ๑๙ ๓.๗ ขอพิจารณาดานจริยธรรมการวิจัยมนุษย ๒๐ ๓.๘ การนำเสนอขอมูล ๒๐ บทที่ ๔ ผลการวิเคราะหขอมูล ๒๑ ๔.๑ การวิเคราะขอมูล ๒๑ บทที่ ๕ สรุปผล อภิปรายผลและขอเสนอแนะ ๒๒ ๕.๑ สรุปผลการวิจัย ๒๒ ๕.๒ อภิปรายผลการวิจัย ๒๒
จ ๕.๓ ขอเสนอแนะ ๒๒ บรรณานุกรม ๒๓ ภาคผนวก ๒๔
ฉ
๑ บทที่ ๑ บทนำ ๑. ความเปนมาและความสำคัญของปญหา ภาษาไทยเปนเอกลักษณของชาติ เปนสมบัติทางวัฒนธรรม อันกอใหเกิดความเปนเอกภาพและ เสริมสรางบุคลิกภาพของคนในชาติใหมีความเปนไทย เปนเครื่องมือในการติดตอสื่อสารเพื่อสรางความเขาใจ และความสัมพันธที่ดีตอกัน ทำใหสามารถประกอบกิจธุระ การงานและดำเนินชีวิตรวมกันในสังคม ประชาธิปไตยไดอยางสันติสุขและเปนเครื่องมือในการแสวงหาความรู ประสบการณจากแหลงขอมูล สารสนเทศตาง ๆ เพื่อพัฒนาความรู กระบวนการคิดวิเคราะห วิจารณ และสรางสรรค ใหทันตอการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมและความกาวหนาทางวิทยาศาสตร เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใชในการพัฒนาอาชีพให มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเปนสื่อแสดงภูมิปญญาของบรรพบุรุษดาน วัฒนธรรม ประเพณี สุนทรียภาพเปนสมบัติล้ำคาควรแกการเรียนรู อนุรักษและสืบสานใหคงอยูคูชาติไทยตลอดไป กระทรวงศึกษาธิการ (๒๕๕๑ : ๓๗) จะเห็นไดจากวิธีการสอนภาษาไทยแกเด็กเริ่มเรียนอานในประเทศไทยเราที่เคยใชกันมาหลายรอยป นั้น เราใชการสอนอานแบบแจกลูก สะกดคำ และผันอักษร คือใหเด็กรูจักตัวพยัญชนะและสระตาง ๆ เสียกอน แลวจึงนำพยัญชนะและสระมาผสมเปนคำใหอานแบบแจกลูกและผันอักษรไปตามแบบเรียน ที่กำหนดภาษาไทยเปนคำโดด มีการผันเสียงไดตามวรรณยุกต และภาษาไทยนั้น คำสวนมากเปนคำเดิม ที่มีมาชานานกอนเกิดอักษรไทย อักษรไทยนั้นคิดขึ้นเพื่อใชแทนเสียงตาง ๆ ที่ใชอยูในภาษาของเรา การคิดพยัญชนะ สระ และวรรณยุกตจึงเปนไปดวยความมีระเบียบ และมีหลักเกณฑที่จะพยายาม ทำใหอักษรไทยสามารถแทนเสียงตาง ๆ ที่ใชอยูในภาษาไทยไดทั้งหมด ศุภวัฒน ชื่นชอบ (๒๕๒๔ : ๕๒) และในการศึกษาคำพื้นฐานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่กำหนดใหนักเรียนระดับชั้น เด็กเล็กและประถมศึกษาไดพิจารณาจัดคำพื้นฐานตามเกณฑโครงสรางของคำทางภาษาศาสตรมีการแจกแจง รายละเอียดคำพื้นฐานเปนคำเดี่ยว และคำประสม มีความเหมาะสมกับชวงวัยการเรียนรูของนักเรียน ทำใหนักเรียนมีคลังคำเพิ่มขึ้นตามระดับชั้นสามารถนำคำพื้นฐานไปตอยอดคำอื่น ๆ ในเนื้อหาจากบทเรียน ตอไป ( ๒๕๔๔ : ๑ - ๕) ดวยหลักการสำคัญดังกลาว หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ได กำหนดใหภาษาไทยเปนทักษะที่ตองฝกฝนจนเกิดความชำนาญในการใชภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู อยางมีประสิทธิภาพและเพื่อนำไปใชในชีวิตจริง กระทรวงศึกษาธิการ (๒๕๕๑ : ๓๗)
๒ การอานหนังสือเปนการพัฒนาตนเองและใชเวลาวางใหเกิดประโยชน ซึ่งเปนสิ่งจำเปนมาก ในการพัฒนาคนและพัฒนาสังคม การอานหนังสือของคนไทยเปนกิจกรรมที่ไมแพรหลายแมอยูในหมู ผูรูหนังสือแลวโดยเฉพาะการอานหนังสือที่ดีและมีสาระยิ่งมีนอยลงไปอีก สาเหตุมีอยูหลายประการนับ ตั้งแตการขาดแคลนหนังสือที่ดีและตรงกับความสนใจของผูอาน การขาดแคลนแหลงหนังสือที่จะยืมอานได ไปจนถึงการดึงความสนใจและการแยงเวลาของสื่ออื่น ๆ เชน โทรทัศนวิทยุกระจายเสียง ฯลฯ รวมทั้งการชักจูงการกระตุน และมีนิสัยรักการอานทั้งในและนอกโรงเรียน เมื่อเทียบกับความเพลิดเพลิน และการไดฟงไดรูเห็นเรื่องตาง ๆ จากโทรทัศนและวิทยุกระจายเสียงแลว การอานหนังสือ เพื่อวัตถุประสงคดังกลาวตองใชความพยายามมากกวาและตองมีทักษะในการอาน การอานเปนสิ่งจำเปน สำหรับชีวิตในปจจุบัน มีความสำคัญในการเรียนการศึกษาหาความรู เพื่อประกอบอาชีพในอนาคต เปนทักษะที่จำเปนอยางยิ่งในการจัดกิจกรรมการเรียน และนับวาเปนเครื่องมือที่จะแสวงหาความรูที่ดีที่สุด (๒๕๓๔ : ๕๗) จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแหงชาติ ถึงสถิติการอานหนังสือของคนไทย พบวาคนไทย อายุตั้งแต ๖ ปขึ้นไปอานหนังสือลดลง จากรอยละ ๖๙.๑ ในป ๒๕๔๘ เปนรอยละ ๖๖.๓ ในป ๒๕๕๑ และจากจำนวนคนที่ไมอานหนังสืออีกรอยละ ๓๓.๗ นั้นใชเวลาเพื่อดูโทรทัศนถึงรอยละ ๕๔.๓ รองลงมา คือ ไมมีเวลาอาน ไมสนใจหรือไมชอบอานหนังสือ และอานหนังสือไมออกตามลำดับ ซึ่งจากสถิติพบวาคนไทย อานหนังสือลดลงเกือบทุกวัย สวนใหญจะใชเวลาดูโทรทัศนมากขึ้น ทำใหจินตนาการนอยลง คนไทยใชเวลา อานหนังสือนอยลงจากเฉลี่ย ๕๑ นาทีตอวันในป ๒๕๔๘ เหลือ ๓๙ นาทีตอวัน ในป ๒๕๕๑ โดยมีกลุมเยาวชน อานหนังสือมากที่สุด ๔๖ นาทีตอวัน จากสถิติดังกลาวนี้เปนขอมูลสำคัญที่แสดงใหเห็นถึงพฤติกรรมการอาน ของเด็กและเยาวชนที่หนวยงานทางการศึกษาตองตระหนักและทุกภาคสวนตองรวมมือกันอยางจริงจัง ในการแกไขปญหาและรณรงคสงเสริมใหเด็กไทยมีนิสัยรักการอาน รักการแสวงหาความรูดวยตนเอง ดวยการอาน เพื่อใหเด็กไทยเปนประชากรที่มีมีคุณภาพ (๒๕๕๒ : ๖) ดังนั้น เด็กไทยทุกคนควรเรียนรูและใชภาษาไทยไดอยางถูกตองทุกโอกาส ซึ่งการเรียนการสอน ภาษาไทยเปนทักษะที่ตองฝกฝนจนเกิดความชำนาญ ในการใชภาษาเพื่อการสื่อสาร การอานและการฟงเปน ทักษะของการรับรูเรื่องราว ความรู ประสบการณ สวนการพูดและการเขียนเปนทักษะของการแสดงออกดวย การแสดงความคิดเห็น ความรูและประสบการณ การเรียนภาษาไทยจึงตองเรียนเพื่อการสื่อสาร ใหสามารถ รับรูขอมูลขาวสารไดอยางพินิจพิเคราะห สามารถนำความรู ความคิดมาเลือกใชเรียบเรียงคำมาใชตามหลัก ภาษาไดถูกตองตรงตามความหมาย กาลเทศะและใชภาษาไดอยางมีประสิทธิภาพวิมลรัตน สุนทรโรจน (๒๕๔๙ : ๘๐)
๓ จากผลการศึกษาดังกลาวเพื่อพัฒนาการอานออกเสียงภาษาไทยของนักเรียนใหมีประสิทธิภาพมากยิ่ง ของนักเรียนใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผูวิจัยจึงไดศึกษาเพื่อสำรวจหาปญหาที่สงผลตอนักเรียน เพื่อจะ สามารถนำไปหาแนวทางแกไขปญหา และผลิตเครื่องมือเพื่อใชในการแกไขปญหาในลำดับตอไป ซึ่งสามารถ นำไปสูการพัฒนาการอานออกเสียง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ โรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก จังหวังพิษณุโลก ๒. วัตถุประสงคของการวิจัย ๒.๑ ศึกษาปญหาการอานออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศกึษาปที่๔ ๒.๒ ศึกษาแนวทางการออกแบบนวัตกรรมใหเหมาะสมกับนักเรียน ๓. ขอบเขตของการศกึษา ๓.๑ ประชากร ที่ใชในการศึกษา ไดแกนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่๔ โรงเรยีนอนุบาลพิษณโุลก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต ๑ ภาคเรียนที่ ๒ ป การศึกษา ๒๕๖๕ จำนวน ๕ คน ซึ่งไดมาโดยการเลือกสุมแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ๓.๒ ระยะเวลาในการศึกษา ระยะเวลาที่ใชในการศึกษา คือ ภาคเรียนที่ ๒ ปการศึกษา ๒๕๖๕ จำนวน ๓ เดือน ๔. ตัวแปรที่ใชในการศึกษา - ตัวแปรตน ไดแก แบบบันทึกการอาน ลักษณะการออกเสียง อักษร สระ วรรณยุกต - ตัวแปรตาม ไดแก สมุดบันทึกพฤติกรรมรายบุคคล เพื่อนำไปสูการออกแบบนวัตกรรมการอาน รายบุคคล ๕. นิยามศัพทเฉพาะ ๕.๑ แบบบันทึกการอาน หมายถึง แบบบันทึกการอานและการออกเสียงคำพื้นฐาน ที่ประกอบดวย การออกเสียง อักษร สระ วรรณยุกต กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ ที่ผูวิจัยสรางขึ้น เพื่อใชในการเก็บขอมูลการอานออกเสียงของนักเรียนเปนรายบุคคล ๕.๒ ประสิทธิภาพของแบบบันทึกการอาน หมายถึง แบบฝกทักษะการอานออกเสียงคำ กลุมสาระ การเรียนรูภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที่ ๔
๔ ๕.๓ นักเรียนหมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ โรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศกึษาพิษณุโลก เขต ๑ ปการศึกษา ๒๕๖๕ จำนวน ๕ คน ๖ ประโยชนที่ไดรับ ๖.๑ ไดขอมลูและแนวทางในการพัฒนาอานออกเสียงคำพื้นฐานภาษาไทย ที่ผานวิเคราะหและ เรียบเรยีงแลว เพื่อนำไปสูการสรางนวัตกรรมการสอน สรางสื่อการเรยีนรใูนเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ มากที่สุด
๕ บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ การดำเนินการศึกษาครั้งนี้ เพื่อพัฒนาทักษะการอานออกเสียงคำพื้นฐานภาษาไทยโดยใชแบบบันทึก การอานออกเสียง ผูวิจัยไดศึกษาเอกสารวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ดังตอไปนี้ ๑. หลักสูตรแกนกลางการศกึษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ ๒. การอาน ๒.๑ ความหมายของการอาน ๒.๒ ความสำคัญของการอาน ๒.๓ การอานแจกลูกสะกดคำ ๓. งานวิจัยที่เกี่ยวของ ๓.๑ งานวิจัยในประเทศ ๑. หลักสูตรแกนกลางการศกึษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ทำไมตองเรียนภาษาไทย ภาษาไทยเปนเอกลักษณของชาติเปนสมบัติทางวัฒนธรรมอันกอใหเกิดความเปนเอกภาพและ เสริมสรางบุคลิกภาพของคนในชาติใหมีความเปนไทย เปนเครื่องมือในการติดตอสื่อสารเพื่อสรางความเขาใจ และความสัมพันธที่ดีตอกัน ทำใหสามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตรวมกันในสังคม ประชาธิปไตยไดอยางสันติสุข และเปนเครื่องมือในการแสวงหาความรู ประสบการณจากแหลงขอมูล สารสนเทศตางๆ เพื่อพัฒนาความรู พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห วิจารณ และสรางสรรคใหทันตอการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม และความกาวหนาทางวิทยาศาสตรเทคโนโลยีตลอดจนนำไปใชในการพัฒนาอาชีพให มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเปนสื่อแสดงภูมิปญญาของบรรพบุรุษดานวัฒนธรรมประเพณี และ สุนทรียภาพ เปนสมบัติล้ำคาควรแกการเรียนรู อนุรักษ และสืบสานใหคงอยูคูชาติไทยตลอดไป
๖ เรียนรูอะไรในภาษาไทย ภาษาไทยเปนทักษะที่ตองฝกฝนจนเกิดความชำนาญในการใชภาษาเพื่อการสื่อสารการเรียนรู อยางมีประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใชในชีวิตจริง • การอาน การอานออกเสียงคำ ประโยค การอานบทรอยแกว คำประพันธชนิดตางๆการอานในใจ เพื่อสรางความเขาใจ และการคิดวิเคราะหสังเคราะหความรูจากสิ่งที่อาน เพื่อนำไปปรับใชในชีวิตประจำวัน • การเขียน การเขียนสะกดคำตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสารโดยใชถอยคำและรูปแบบตางๆ ของการเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ยอความ รายงานชนิดตางๆ การเขียนตามจินตนาการวิเคราะห วิจารณ และเขียนเชิงสรางสรรค • การฟง การดู และการพูด การฟงและดูอยางมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็นความรูสึก พูด ลำดับเรื่องราวตาง ๆ อยางเปนเหตุเปนผล การพูดในโอกาสตางๆ ทั้งเปนทางการและไมเปนทางการ และการ พูดเพื่อโนมนาวใจ • หลักการใชภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑของภาษาไทย การใชภาษาใหถูกตองเหมาะสมกับ โอกาสและบุคคล การแตงบทประพันธประเภทตางๆ และอิทธิพลของภาษาตางประเทศในภาษาไทย • วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะหวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาขอมูลแนวความคิด คุณคาของงานประพันธ และความเพลิดเพลิน การเรียนรูและทำความเขาใจบทเหบทรองเลนของเด็ก เพลงพื้นบาน ที่เปนภูมิปญญาที่มีคุณคาของไทย ซึ่งไดถายทอดความรูสึกนึกคิด คานิยม ขนบธรรมเนียม ประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อใหเกิดความซาบซึ้งและภูมิใจในบรรพบุรุษ ที่ไดสั่งสมสืบทอดมาจนถึงปจจุบัน สาระและมาตรฐานการเรียนรู สาระที่ ๑ การอาน มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชกระบวนการอานสรางความรูและความคิดเพื่อนำไปใชตัดสินใจ แกปญหา ในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอาน สาระที่ ๒ การเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ ใชกระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ยอความ และเขียน เรื่องราวในรูปแบบตางๆ เขียนรายงานขอมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาคนควาอยางมีประสิทธิภาพ
๗ สาระที่ ๓ การฟง การดู และการพูด มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟงและดูอยางมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู ความคิด และความรูสึกในโอกาสตางๆ อยางมีวิจารณญาณและสรางสรรค สาระที่ ๔ หลักการใชภาษาไทย มาตรฐาน ท ๔.๑ เขาใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเปนสมบัติของชาติ สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท ๕.๑ เขาใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณวรรณคดีและวรรณกรรมไทยอยาง เห็นคุณคาและนำมาประยุกตใชในชีวิตจริง ๒. การอาน การอานเปนทักษะทางภาษาที่สำคัญและจำเปนมากในการดำรงชีวิตของมนุษยในชีวิตประจำวันตอง อาศัยการอานจึงจะสามารถเขาใจและสื่อความหมายไดอยางมีประสิทธิภาพ ๒.๑ ความหมายของการอาน เรวดี อาษานาม (๒๕๓๗ : ๗๗-๗๘) ไดใหความหมายของการอาน ดังนี้การอาน หมายถึง กระบวนการ ในการแบงความหมายของตัวอักษร หรือสัญลักษณที่มีการจดบันทึกอยางมีเหตุผลและเขาใจความหมายของ สิ่งที่อาน ตลอดจนการพิจารณาเลือกความหมายที่ดีที่สุดขึ้นไปใชเปนประโยชนดวย จะเห็นไดวาการอานไมใช การรับเอาความคิดจากหนังสือที่อานเฉยๆ ผูอานไมใชผูรับแตเปนผูกระทำ สรุปไดวาเปนผูใชความคิดไตรตรอง เรื่องราวที่ตนเองอานเสียกอน แลวจึงรับเอาใจความของเรื่องที่ตนอานไปเก็บไวหรือนำไปใชใหเปนประโยชน ตอไป ดังนั้นหัวใจของการอานจึงอยูที่การเขาใจความหมายของคำ นิรันดร สุขปรีดี (๒๕๔๐ : ๑) ใหความหมายของการอานวา การอานคือ การเขาใจความหมายของตัว ละคร หรือสัญลักษณ ซึ่งจะตองอาศัยความสามารถในการแปลความ การตีความการขยายความ การจับ ใจความสำคัญและการสรปุความ
๘ การอานออกเสียงโดยทั่วไปของการเรียนการสอน คือการที่ครูอานออกเสียงใหนักเรียนฟง เปน ประโยค เปนคำ อานนำแลวใหนักเรียน อานตาม นักเรียนที่อานตามมีหนาที่อานอยางเดียว ตาอาจจะมองสิ่ง ตาง รอบตัวหูฟงเพื่อนคุย ใหหัวกำลังคิดเรื่องตาง ๆ ฯลฯ อานแลวจำไมไดและไมรูความหมายของขอความที่ อาน ถาวิเคราะหตามความหมายขางตนแลว ลักษณะแบบนี้ยังไมเรียกวาอานไดอยางสมบูรณ ในการอาน ไมวาจะเปนการอานหนังสือเรียน อานนิทาน อานการตูน อานสื่อสิ่งพิมพ รวมถึงสื่อบน โลกออนไลน จะตองมีการฝกฝนอยูถูกตองและเปนประจำ ในการการเคลื่อนไหวสายตาในการอานและความ เขาใจความหมายอยางถองแท เพื่อการสื่อสารใหเกิดประสิทธิภาพสูงสุด จำเปนที่จะตองเขาใจความหมายของ คำตาง ๆ และออกเสียงไดอยางถูกตองชัดเจน วรรณี โสมประยูร (๒๕๔๔ : ๑๒๑) ไดใหความหมายของการอานวา การอานเปนกระบวนการทาง สมองที่ใชสายตาสัมผัสตัวอักษรหรือสิ่งพิมพอื่นๆ รับรูและเขาใจความหมายของคำหรือสัญลักษณโดยแปล ออกเปนความหมายที่ใชสื่อความคิดและความรูระหวางผูเขียนกับผูอานใหเขาใจตรงกันและผูอานสามารถนำ ความหมายนั้นๆ ไปใชประโยชนได วิมลรัตน สุนทรโรจน (๒๕๔๙ : ๙๕-๙๖) ไดใหความหมายของการอานไวหลายสวน ดังนี้ - สวนที่เกี่ยวของกับจิตวิทยาดานการจำและการลืม หมายถึง การที่ผูอานสามารถจำเรื่องและเก็บไว ในสมอง ถามีโอกาสเลาใหผูอื่นฟงก็สามารถเลาไดถูกตอง แตการที่ผูอานจะจำขอความที่อานไดก็จะตอง เขาใจความหมายของคำ รูหนาที่ของคำ อีกทั้งสามารถแยกพยัญชนะ สระตัวสะกด และวรรณยุกต ออกจากกันได อีกประการหนึ่งการที่ผูอานจะจำเรื่องไดมากหรือนอยนั้นยังขึ้นอยูกับความสนใจของผูอาน ที่มีตอเรื่องนั้นอีกดวย - สวนที่เกี่ยวของกับจิตวิทยาทางการศึกษา หมายถึง การนำหลักจิตวิทยามาใชทางการศึกษา เชน ความพรอมของการอาน ความสนใจ แรงจูงใจ การเสริมแรง และทฤษฎีที่เกี่ยวของ เพื่อใชเปนพื้นฐานในการ พิจารณาการจัดกิจกรรมการอาน - สวนที่เกี่ยวของกับจิตวิทยาพัฒนาการ หมายถึง การสอนอานจะตองเขาใจหลักจิตวิทยาพัฒนาการ ทางภาษาของเด็กแตละวัย จัดสื่อการสอนใหสอดคลองกับความตองการและความสนใจของเด็ก - สวนที่เกี่ยวของกับภาษาศาสตร หมายถึง การสอนอานจะตองเขาใจเสียงฐานที่เกิดเสียงของ พยัญชนะ สระ วรรณยุกต เขาใจหลักภาษาและการใชภาษา เพื่อนำหลักการเหลานั้นมาสอนอานและเขาใจ ความหมายไดถูกตอง
๙ สรุปความหมายของการอาน หมายถึง การเขาใจความหมายของคำ ประโยคขอความ และเรื่องที่อาน และเรื่องที่อาน พรอมทั้งยังมีปจจัยอื่น ๆ เขามาเกี่ยวของ ไมวาจะเปน หลักภาษาศาสตร หลักการทางจิตวิทยา ที่ไดแยกออกไปเปนหลายทาง ทั้งจิตวิทยาดานพัฒนาการ ดานการศึกษาทีวาดวยการใชทฤษฎีการเสริมแรง หรือ การสรางสภาพแวดลอมในหองเรียน รวมถึงการถดถอยของนักเรียนที่ไมไดรับการสอนอยางเต็ม ประสิทธิภาพในชวงโรคระบาดครั้งใหญ COVID-๑๙ ที่ผานมา ทำใหนักเรียนบางสวนไมไดรับการดูแลอยางที่ ควร ทำใหทักษะบางดานของนักเรียนเกิดขอบกพรอง หรืออาจทำใหทักษะบางอยางของนักเรียนไมไดรับการ ขัดเกลาอยางที่ควรจะเปน ๒.๒ ความสำคัญของการอาน มีผูใหความสำคัญของการอานไวหลายทาน ดังนี้ ฉวีวรรณ คูหาภินันท (๒๕๔๕ : ๒) ไดอธิบายความสำคัญของการอานวา การอานมีความสำคัญตอ ชีวิตมนุษย ชวยใหเกิดการเรียนรูตลอดชีวิตและชวยสนองความอยากรูอยากเห็นอันเปนธรรมชาติของมนุษยได ทุกเร่อืง ซึ่งมีอยูในทรพัยากรสารนิเทศทุกประการโดยเฉพาะความอยากรูขอมูลขาวสารตางๆ เรวดีอาษานาม (๒๕๓๗ : ๘๓ - ๘๔ ) ไดอธิบายถึงการอานสำหรับเด็กที่ยังไมเรยีนหนังสือ ใหสามารถ อานและถายทอดความรูสึกนึกคิดหรือคำพูดออกมาเปนตัวหนังสือ นับตั้งแตเริ่มมีการสอนหนังสือไทยจนถึง ปจจุบัน ไดกลาวถึง การอานแบบแจกลูกสะกดคำ ดังนี้ คือการสอนที่ถือวาคำประกอบดวยรูปและเสียงของ พยัญชนะ สระ วรรณยุกต ตัวสะกด ฯลฯ วรรณี โสมประยูร (๒๕๔๔ : ๑๒๑-๑๒๓) ไดอธิบายถึงความสำคัญของการอานหนังสือมีผลตอผูอาน ๒ ประการ คือ ประการแรก อานแลวได “อรรถ” ประการที่สอง อานแลวได “รส”ถาผูอานสำนึกอยู ตลอดเวลาถึงผลสำคัญของสองประการนี้ ยอมจะไดรับประโยชนอยางเต็มที่จากหนังสือตรงตามเจตนารมณ ของผูเขียนเสมอ การอานมีความสำคัญตอทุกคนทุกเพศทุกวัยและทุกสาขาอาชีพ ซึ่งพอสรุปไดดังนี้ ๒.๒.๑ การอานเปนเครื่องมือที่สำคัญที่ใชในการศึกษาเลาเรียนในทุกนักเรียนตองอาศัย ทักษะในการอานเพื่อทำความเขาใจเนื้อหาตางๆ เพื่อใหตนเองไดรับความรูและนำไปใชได ๒.๒.๒ ในชีวิตประจำวันโดยทั่วไป คนเราตองอาศัยการอานติดตอสื่อสาร เพื่อทำความเขาใจ กับบุคคลอื่นรวมไปกับทักษะการฟง การพูด การเขียน ทั้งในดานสวนตัวไปจนถึงการประกอบอาชีพ การงานตางๆ ในสังคม
๑๐ ๒.๒.๓ การอานสามารถชวยใหบุคคลสามารถนำความรูและประสบการณจากสิ่งที่อานไป ปรับปรุง และพัฒนาอาชีพหรือธุรกิจการงานที่ตัวเองกระทำอยูใหเจริญกาวหนาและประสบ ความสำเร็จไดในที่สุด ๒.๒.๔ การอานสามารถสนองความตองการพื้นฐานของบุคคลในดานตางๆ ไดเปนอยางดี เชน ชวยใหความมั่นคงปลอดภัย ชวยใหไดรับประสบการณใหม ชวยใหเปนที่ยอมรับของ สังคม ชวยใหมี เกียรติยศและชื่อเสียง ฯลฯ ๒.๒.๕ การอานทั้งหลายจะสงเสริมใหบุคคลไดขยายความรูและประสบการณเพิ่มขึ้นอยาง ลึกซึ้งและกวางขวาง ทำใหเปนผูรอบรู เกิดความมั่นใจในการพูดปราศรัย การบรรยายหรืออภิปราย ปญหาตางๆ นับวาเปนการเพิ่มบุคลิกภาพและความนาเชื่อถือใหแกตัวเอง ๒.๒.๖ การอานหนังสือหรือสิ่งพิมพหลายชนิดนับวาเปนกิจกรรมนันทนาการที่ นาสนใจมาก เชน อานหนังสือพิมพ นิตยสาร วารสาร นวนิยาย การตูน ฯลฯ เปนการชวยใหบุคคลรูจักใชเวลาวาง ใหเกิดประโยชน และเกิดความเพลิดเพลินสนุกสนานไดเปนอยางดี ๒.๒.๗ การอานเรื่องราวตางๆ ในอดีต เชน อานศิลาจารึก ประวัติศาสตรเอกสารสำคัญ วรรณคดี ฯลฯ จะชวยใหอนุชนรุนหลังรูจักอนุรักษมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยเอาไวและสามารถ พัฒนาใหเจริญรุงเรืองตอไปไดสรุปความสำคัญของการอานวาเปนเครื่องมือที่สำคัญยิ่งในการแสวงหา ความรู การเรียนรู และพัฒนาสติปญญาของคนในสังคม พัฒนาไปสูสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต ๓.๓ การอานแจกลูกสะกดคำ กรมวิชาการ (๒๕๔๖ : ๑๓๓ - ๑๓๔) ไดอธิบายการอานแจกลูกและการสะกดคำเปนกระบวนการขั้น พื้นฐานของการนำเสียงพยัญชนะตน สระ วรรณยุกตและตัวสะกด มาประสมเสียงกันทำใหออกเสียงคำตางๆ ที่มีความหมายในภาษาไทย การแจกลูกและสะกดคำบางครั้งรวมเรียกวาการแจกลูกสะกดคำจะดำเนินไป ดวยกันอยางประสมกลมกลืน เพื่อใหนักเรียนไดหลักเกณฑทางภาษาทั้งการอานและการเขียนไปพรอมกัน และยังไดกลาวถึงความสำคัญของการแจกลูกสะกดคำ เปนเรื่องที่จำเปนมากสำหรับผูเริ่มเรียน หากครูไมได สอนการแจกลูกสะกดคำแกนักเรียนในระยะ เริ่มเรยีนการอานนักเรียนจะขาดหลักเกณฑการประสมคำ ทำให เมื่ออานหนังสือมากขึ้นจะสับสน อานหนังสือไมออกเขียนหนังสือผิดซึ่งเปนปญหามากของเด็กนักเรียนไทยใน ปจจุบัน ผลจากการอานไมออกเขียนไมได ยอมสงผลกระทบตอการเรียนวิชาอื่นๆ ดวย
๑๑ สมควร นอยเสนา (๒๕๔๙ : ๒๑ - ๒๒) ไดสรปุความสำคัญของการอาน ดังน้ีความสำคัญของการอาน จะเปนสิ่งที่ชวยมนุษยดำรงชีวิตอยูในสังคมไดอยางมีความสุขนั้น มี ๔ ประการ คือ ๑. ชวยในการเรียนรู ๒. เสรมิสรางประสบการณใหมๆ ๓. ชวยใหเกิดความเพลิดเพลิน ๔. องคประกอบพื้นฐาน ผูอานจะประสบความสำเร็จทางการอานมากหรือนอยขึ้นอยูกับสิ่งตอไปนี้ วุฒิภาวะ อายุ เพศ ประสบการณสมรรถวิสัย ความบกพรองทางรางกาย และการจูงใจ วิมลรัตน สุนทรโรจน (๒๕๔๙ : ๙๗-๙๙) ไดอธิบายความหมายของการแจกลูกมีความหมาย ๒ นัยคือ นัยแรก หมายถึง การแจกลูกในมาตราตัวสะกดแม ก กา กง กน กม เกย เกอว กก กด และกบ การ แจกลูกจะเริ่มตนการสอนใหจำ และออกเสียงพยัญชนะและสระใหไดกอน จากนั้นจะเริ่มแจกลูกในมาตราแม ก กา จะใชการสะกดคำไปทีละคำไลไปตามลำดับของสระ แลวจึงอานโดยไมสะกดคำ จึงเรียกวาแจกลูกสะกด คำ แลวอานคำในมาตราตัวสะกดทุกมาตราจนคลอง จากนั้นจะอานเปนเร่ืองเพื่อประยุกตหลักการอานนำไปสู การอานคำที่เปนเร่อืงอยางหลากหลาย นัยสอง หมายถึง การเทียบเสียง เปนการแจกลูกวิธีหนึ่ง เมื่อนักเรียนอานคำไดแลว ใหนำรูปคำมา แจกลูกโดยการเปลี่ยนพยัญชนะตนหรือพยัญชนะทาย เชน บาน สูตรของคำ คือ ใหเปลี่ยนพยัญชนะตน เชน กาน ปาน ราน ลาน คาน เปนตน หลักการเทียบเสียง มีดังนี้ ๑. อานสระเสียงยาวกอนสระเสียงสั้น ๒. นำคำที่มีความหมายมาสอนกอน ๓. เปลี่ยนพยัญชนะที่เปนพยัญชนะตนและพยัญชนะเสียงทาย ๔. นำคำที่อานมาจัดทำแผนภูมิการอาน เชน กา มา พา ลา ยา คา มา ชา ลา นา บาน กาน ปาน ราน คาน วิธีอานจะไมสะกดคำใหอานเปนคำตามสูตรของคำ เชน อาน กา สูตรของคำ คือ -า นำพยัญชนะมา เติมและอานเปนคำ เชน ยา ทา หา นา ตา อา
๑๒ ๓. งานวิจัยที่เกี่ยวของ ๓.๑ ความสำคัญของการอาน กานตจันทรแดง (๒๕๖๕ : ๒๗๖) ปจจุบันสังคมไทยขาดวัฒนธรรมในการอานและขาดปจจัย สนับสนุนโดยคนไทยอานหนังสือนอยมากหากเทียบกับตางประเทศ ซึ่งสภาพปญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับ การอานของเด็กและเยาวชนไทย อาจสรุปได ๓ ประการคือ อานไมออก อานไมเปนและไมอาน ซึ่ง ปญหาการอานไมออกนั้นคงตองหาจุดแกไขในระบบการเรียนการสอนเริ่มตั้งแตระดับชั้นอนุบาลเปน ตนไป การอานไมเปนตองแกไขทั้งระบบการจัดการศึกษาอยางไรก็ตามปญหาสำคัญที่สุดของการอาน นั้นอยูที่ “ไมอาน” ฉวีวรรณ คูหาภินันท (๒๕๔๕ : ๒) ไดอธิบายความสำคัญของการอานวา การอานมี ความสำคัญตอชีวิตมนุษย ชวยใหเกิดการเรียนรูตลอดชีวิตและชวยสนองความอยากรูอยากเห็นอัน เปนธรรมชาติของมนุษยไดทุกเรื่อง ซึ่งมีอยูในทรัพยากรสารนิเทศทุกประการโดยเฉพาะความอยากรู ขอมูลขาวสารตางๆ วรรณี โสมประยูร (๒๕๔๔ : ๑๒๑-๑๒๓) ไดอธิบายถึงความสำคัญของการอานหนังสือมีผล ตอผูอาน ๒ ประการ คือ ประการแรก อานแลวได“อรรถ” ประการที่สอง อานแลวได“รส”ถาผูอาน สำนึกอยูตลอดเวลาถึงผลสำคัญของสองประการนี้ ยอมจะไดรับประโยชนอยางเต็มที่จากหนังสือตรง ตามเจตนารมณของผูเขียนเสมอ การอานมีความสำคัญตอทุกคนทุกเพศทุกวัยและทุกสาขาอาชีพ ซึ่ง พอสรุปไดดังนี้ ๓.๑.๑ การอานเปนเครื่องมือที่สำคัญยิ่งในการศึกษาเลาเรียนทุกระดับ ผูเรียนจำเปนตอง อาศัยทักษะการอานทำความเขาใจเนื้อหาสาระของวิชาการตางๆ เพื่อใหตนเองไดรับความรูและ ประสบการณตามที่ตองการ ๓.๑.๒ ในชีวิตประจำวันโดยทั่วไป คนเราตองอาศัยการอานติดตอสื่อสาร เพื่อ ทำความเขาใจกับบุคคลอื่นรวมไปกับทักษะการฟง การพูด การเขียน ทั้งในดานภารกิจ สวนตัวและการประกอบอาชีพการงานตางๆ ในสังคม ๓.๑.๓ การอานสามารถชวยใหบุคคลสามารถนำความรแูละประสบการณ จากสิ่งที่อานไปปรับปรุง และพัฒนาอาชีพหรือธุรกิจการงานที่ตัวเองกระทำอยูให เจริญกาวหนาและประสบความสำเร็จไดในที่สุด
๑๓ ๓.๑.๔ การอานสามารถสนองความตองการพื้นฐานของบุคคลในดานตางๆ ได เปนอยางดี เชน ชวยใหความมั่นคงปลอดภัย ชวยใหไดรับประสบการณใหม ชวยใหเปนที่ ยอมรับของสังคม ชวยใหมีเกียรติยศและชื่อเสียง ฯลฯ ๓.๑.๕ การอานทั้งหลายจะสงเสริมใหบุคคลไดขยายความรูและประสบการณ เพิ่มขึ้นอยางลึกซึ้งและกวางขวาง ทำใหเปนผูรอบรู เกิดความมั่นใจในการพูดปราศรัย การ บรรยายหรืออภิปรายปญหาตางๆ นับวาเปนการเพิ่มบุคลิกภาพและความนาเชื่อถือใหแกตัวเอง ๓.๑.๖ การอานหนังสือหรือสิ่งพิมพหลายชนิดนับวาเปนกิจกรรมนันทนาการที่ นาสนใจมาก เชน อานหนังสือพิมพ นิตยสาร วารสาร นวนิยาย การตูน ฯลฯ เปนการชวยให บุคคลรูจักใชเวลาวางใหเกิดประโยชน และเกิดความเพลิดเพลินสนุกสนานไดเปนอยางดี ๓.๑.๗ การอานเรื่องราวตางๆ ในอดีต เชน อานศิลาจารึก ประวัติศาสตรเอกสารสำคัญ วรรณคดี ฯลฯ จะชวยใหอนุชนรุนหลังรูจักอนุรักษมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยเอาไวและสามารถ พัฒนาใหเจริญรุงเรืองตอไปได สรุปความสำคัญของการอานวาเปนเครื่องมือที่สำคัญยิ่งในการแสวงหาความรูการเรียนรู และพัฒนาสติปญญาของคนในสังคม พัฒนาไปสูสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต องคประกอบในการอาน อาจจะสรุปไดดังนี้ ๑. องคประกอบทางดานรางกาย ๑.๑ สายตา ๑.๒ ปาก ๑.๓ หู ๒. องคประกอบทางดานจิตใจ ๒.๑ ความตองการ ๒.๒ ความสนใจ ๒.๓ ความศรัทธา ๓. องคประกอบทางดานสติปญญา
๑๔ ๓.๑ ความสามารถในการรบัรู ๒.๒ ความสามารถในการนำประสบการณเดิมไปใช ๒.๓ ความสามารถในการใชภาษาใหถูกตอง ๓.๔ ความสามารถในการเรียน ๔. องคประกอบทางประสบการณพื้นฐาน ๕. องคประกอบทางวุฒิภาวะ อารมณแรงจูงใจและบุคลิกภาพ ๖. องคประกอบทางสิ่งแวดลอม ๓.๒ ความสำคัญของการอานออกเสียง ยุพิน จันทรเรือง (๒๕๖๕ : ๑๐๙) นักศึกษาจีนที่เรียนภาษาไทยเปนภาษาที่สองมักจะมี ปญหาในการอานออกเสียงคำที่สะกดดวยมาตราตัวสะกดแมกม แมกก แมกด และแมกบ ไมชัดเจน อิทธิพลที่มาจากภาษาแม
๑๕ ๓.๓ วิจัยในประเทศ กานตจันทรแดง (๒๕๖๕ : ๒๗๔) นอกจากการอานจะเปนทักษะหนึ่งในการเรียนแลว การ อานยังเปนทักษะที่ผูเรียนไดใชตลอดเวลา และทำใหความสามารถที่จะเพิ่มพูนความรูดวยตนเองได นอกจากนั้นการอาน ยังชวยใหนักเรียนเขาใจวัฒนธรรมของผูใชภาษานั้น รวมทั้งวิถีทางความคิด และความสามารถสรางสรรคในดานตาง ๆ สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย (๒๕๔๓ : ๒) ไดอธิบายความสำคัญของการอานวาการอานเปน เครื่องมือสำคัญในการแสวงหาความรู การรูและใชวิธีอานที่ถูกตอง จึงเปนสิ่งจำเปนสำหรับผูอานทุก คนการรูจักฝกฝนอานอยางสม่ำเสมอ จะชวยใหผูอานมีพื้นฐานในการอานที่ดี ทั้งจะชวยใหเกิดความ ชำนาญและความรูกวางขวางดวย ดังนั้นการที่นักเรียนจะเปนผูอานที่ดีจึงขึ้นอยูกับสภาพแวดลอมที่ ครูเปนผูจัดเตรียมให อีกทั้งยังตองผสมผสานกับความสนใจของผูอาน เพื่อเปนแรงจูงใจที่ชวยให นักเรียนไดอานอยางสม่ำเสมอ เรวดี อาษานาม (2537 : 83 - 84 ) ไดอธิบายถึงการอานสำหรับเด็กที่ยังไมเรียนหนังสือ ให สามารถอานและถายทอดความรูสึกนึกคิดหรือคำพูดออกมาเปนตัวหนังสือ นับตั้งแตเริ่มมีการสอน หนังสือไทยจนถึงปจจุบัน ไดกลาวถึง การอานแบบแจกลูกสะกดคำ ดังนี้ คือการสอนที่ถือวาคำ ประกอบดวยรูปและเสียงของพยัญชนะ สระ วรรณยุกต ตัวสะกด ฯลฯ เวลาสอนอานแทนที่จะอาน เปนคำๆ มีความหมายเลยที่เดียว ก็ตองไลพยัญชนะสระ ฯลฯ ใหออกเสียงไดถูกตองเปนคำ ๆ อีกที หนึ่งเปนการชวยใหอานคำได เพราะผูอานรูจัก พยัญชนะ สระ ตัวสะกด แลวชวยพาไป เชน จาน นักเรียนสะกดคำวา จอ -า - จา - จา - นอ - จาน หรือ จ -า - น - จาน บาน นักเรียนสะกดคำวา บ -า - บา บา - น - บาน หรือ บาน - – บาน วิธีนี้ชวยใหเดก็รูจักหลักเกณฑของการเรียงลำดับตัวอักษรภายในคำหนึ่งๆ เพื่อจะได ออกเสียงไดชัดเจนและเขียนคำนั้นไดถูกตอง กรมวิชาการ (2546 : 133 - 134) ไดอธิบายการอานแจกลูกและการสะกดคำเปน กระบวนการขั้นพื้นฐานของการนำเสียงพยัญชนะตน สระ วรรณยุกตและตัวสะกด มาประสม เสียงกันทำใหออกเสยีงคำตางๆ ที่มีความหมายในภาษาไทย การแจกลูกและสะกดคำบางครั้ง รวมเรยีกวาการ
๑๖ แจกลูกสะกดคำจะดำเนินไปดวยกันอยางประสมกลมกลืน เพื่อใหนักเรียนไดหลักเกณฑทาง ภาษาทั้งการอานและการเขียนไปพรอมกัน และยังไดกลาวถึงความสำคัญของการแจกลูกสะกดคำ เปนเรื่องที่จำเปนมากสำหรับผูเริ่มเรียน หากครไูมไดสอนการแจกลูกสะกดคำแกนักเรียนในระยะ เริ่ม เรียนการอานนักเรียนจะขาดหลักเกณฑการประสมคำ ทำใหเมื่ออานหนังสือมากขึ้นจะสับสน อาน หนังสือไมออกเขียนหนังสือผิดซึ่งเปนปญหามากของเด็กนักเรียนไทยในปจจุบัน ผลจากการอานไม ออกเขียนไมไดยอมสงผลกระทบตอการเรียนวิชาอื่นๆ ดวย ผลการศึกษางานวิจัยในประเทศแสดงใหเห็นความสำคัญของการจัดกิจกรรมการพัฒนาการ อานออกเสียงใหถูกตองชัดเจน การเรียนรูสิ่งแวดลอมของนักเรียนลวนแลวเปนสิ่งสำคัญในการ พัฒนาการเรียนรู ทำใหไดรูถึงปญหาที่แทจริงของนักเรียนวาเกิดจากสิ่งใด ไมวาจะเปนความไมกลา แสดงออก เชื้อชาติหรอืเปนเพราะสภาวะของทางครอบครัวจึงจะทำใหการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนประสบความสำเร็จตามจุดมุงหมายของหลักสูตรอยางมีประสิทธิภาพ
๑๗ บทที่ ๓ ออกแบบบันทึกการอานรายบุคคล ๓.๑ ประเภทของงานวิจัย ในการศึกษาวิจัยใชระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใชการ เก็บขอมูลเปนการสัมภาษณเชิงลึก (In-Depth Interview) โดยเปนการคัดเลือกสุมตัวอยางแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ๓.๒ แหลงขอมูล แหลงขอมูล สำหรับการศึกษาในครั้งนี้ ใชการศึกษาขอมูลแบบ (Primary Data) การเก็บรวบรวมขอมูลดวยการสัมภาษณเชิงลึก (In-depth Interview) โดยเปนการคัดเลือกสุม ตัวอยางแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เปนนักเรยีนชั้นประถมศึกษาปที่๔ โรงเรียนอนุบาล พิษณุโลก ๕ คน โดยรายละเอียดของผูถูกสัมภาษณมีดังนี้ ๑) เด็กชาย ฟ (นามสมมติ) เพศ ชาย อายุ ๙ ป สถานะครอบครวับิดามารดาหยาราง ปจจุบันอาศัยอยูกับ ยาย ๑) เด็กชาย ซ (นามสมมติ) เพศ ชาย อายุ ๙ ป สถานะครอบครวับิดา-มารดาอยูดวยกัน ปจจุบันอาศัยอยูกับ บิดา-มารดา
๑๘ ๑) เด็กชาย ว (นามสมมติ) เพศ ชาย อายุ ป สถานะครอบครวับิดา-มารดาแยกกันอยู ปจจุบันอาศัยอยูกับ บิดา ๑) เด็กหญิง ฟ (นามสมมติ) เพศ ชาย อายุ ๑๐ ป สถานะครอบครวับิดา-มารดาแยกกันอยู ปจจุบันอาศัยอยูกับ อยูกับมารดา ๑) เด็กหญิง น (นามสมมติ) เพศ ชาย อายุ ๑๐ ป สถานะครอบครวับิดา-มารดาแยกกันอยู ปจจุบันอาศัยอยูกับ อยูกับตา-ยาย ๓.๓ เครื่องมือที่ใชในการศึกษา ใชวิธีการสัมภาษณเชิงลึก (In-Depth Interview) ซึ่งแบงหัวขอการสัมภาษณออกเปนได ดังนี้ 1) ขอมูลสวนตัวและครอบครัว 2) เรื่องพฤติกรรมการหรือลักษณะความชอบ 3) ความสนิทสนมกับบุคคลในครอบครัว 4) ลักษณะหรือบรรยากาศของที่พักอาศยั
๑๙ ใชวิธีสัมภาษณแบบตัวตอตัวพรอมกับมีการบันทึกเสียงบทสนทนาและจดบันทึก เพื่อนำมาใช ถอดความ สำหรับการวิเคราะหขอมูลตอไป ๓.๔ วิธีการเก็บขอมูล เก็บรวบรวมโดยใชเครื่องมือคือ แบบสัมภาษณ สำหรับการตอบคำถามแบบปลายเปด (Open-End) ในการสัมภาษณเชิงลึก โดยมีกลุมตัวอยางจำนวน ๕ คน จากการสุมโดยแบบเจาะจง ๑) ชี้แจงนักเรียนในชั้นเรียนเกี่ยวกับการเก็บขอมูลในการทำวิจัยในครั้งน้ี ๒) ผูวิจัยเลือกกลุมตัวอยาง และชี้แจงระเบียบการเก็บขอมูลใหกับกลุมตัวอยาง ๓) ผูวิจัยเขาสัมภาษณโดยใชวิธีการจดบันทึก และใชเครื่องบันทึกเสียง ในการบันทึกการสนทนา เพื่อ นำมาใชถอดความ ๔) สรุปผลการศึกษาจากขอมูลสัมภาษณและนำเสนอแนะขอมูลที่ไดจากการศึกษา ระยะเวลาในการประมวลผล ๙๐ วัน (๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๕ – ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๖ ๓.๕ การวิเคราะหขอมูล เปนการเก็บรวบรวมขอมูลจากการสัมภาษณทั้งหมด แลวนำมาวิเคราะหขอมูลตาม วัตถุประสงคของการวิจัยที่วางไวโดยเครื่องมือที่ใชมกีารสรางกรอบในการวิเคราะหเนื้อหาจากทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวของมาเพื่อใชเปนแนวทางในการสรางประเด็นคำถามสำหรับการสัมภาษณ ๓.๖ การตรวจสอบขอมูล กอนทำการสัมภาษณผูวิจัยไดรวมกับผูเชี่ยวชาญในการสรางแบบสำรวจ คำถามที่ใชในการสัมภาษณ ลวนผานการยอมรับจากผูเชี่ยวชาญแลวทั้งสิ้น เรียบรอยแลวไดทำการตรวจสอบดวยวิธีการสามเสา (Triangulation) โดยใชการตรวจสอบขอมูล มาวิเคราะหเนื้อหาจากการสัมภาษณเชิงลึก และจากขอมูลเอกสารที่เกี่ยวของเพื่ออธิบายสภาพการณหลาย ๆ ชวงเวลาและมิติที่ตางกัน
๒๐ ๓.๗ ขอพิจารณาดานจริยธรรมการวิจัยในมนุษย ผูวิจัยไดคำนึงถึงจริยธรรมกับผูใหสัมภาษณ โดยมีการติดตอและขอความอนุเคราะหในการ สัมภาษณกอนทำการสัมภาษณจริง และไดแจงวัตถุประสงคของการวิจัยกอนการสัมภาษณผูให สัมภาษณทุกคน โดยที่ผูวิจัยไดเปดเผยขอมูลตามที่ผูใหสัมภาษณอนุญาตเทานั้น และไดขออนุญาตใน การนำรูปภาพ และขอความมานำเสนอในงานวิจัย ในสวนของขอมูลที่ไมสามารถเปดเผยไดผูวิจัยได ทำการเก็บไวเปนความลับโดยไมทำการเผยแพร ๓.๘ การนำเสนอขอมูล ผูวิจัยใชวิธีการนำเสนอขอมูลและผลการวิจัย แบบการพรรณนาเชิงวิเคราะห (Descriptive Analysis) ตามวัตถุประสงคของการวิจัยที่วางไว การศึกษาในครั้งนี้ผูวิจัยไดดำเนินการออกแบบบันทึกทักษะการอานออกเสียงภาษาไทย โดยใชบัญชี คำศัพทของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ ปการศึกษา ๒๕๖๕ ซึ่งสรุปไดดังนี้ ๑. ประชากร ๒. เครื่องมือที่ใชในการศึกษา ๓. การสรางเครื่องมือที่ใชในการศึกษา ๔. การเก็บรวบรวมเครื่องมือ ๕. การวิเคราะหขอมูล
๒๑ บทที่ ๔ ผลการวิเคราะหขอมูล การสัมภาษณขอมูลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๔ และการสังเกตการอานออกเสียงของนักเรียนโดยใชแบบ สัมภาษณที่ผูวิจัยไดจัดทำขึ้นในชวงเดือน พฤศจิกายน – มกราคม การวิเคราะหขอมูล ๑. นักเรียนบางสวนมีปญหาสวนตัวในครอบครัว ไมวาจะเปนปญหาเลก็ๆ หรือปญหาใหญๆ เชน การถูกพอแมดุ การถูกนำไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น พอแมทะเลาะกันเปนประจำ การแยกทางกันของพอแม ที่ทำใหบางครั้ง นักเรียนเกดิความไมสบายใจ ๒. การถูกคาดหวังจากคนรอบตัว ไมว าจะเปนจากพอแมพี่นอง และเพื่อน ๆ ทำใหเกิดความกดดันจนทำใหนักเรียน เกิดภาวะเครยีดได ๓. พฤติกรรมการใชโทรศัพทของนักเรียน นักเรียนบางสวนมีปญหาการติดโทรศพัทถึงขั้นที่ตองจับไวตลอดถึงไมไดเลน แตตองคอยจับ คอยหาโทรศัพทตลอด ทำใหความสนใจของนักเรียนขาดตอนไป ทำใหไมเขาใจเนื้อหาเวลาอยูใน หองเรียน ๔. นักเรียนบางสวน มคีรอบครัวที่เปนคนชายขอบ หรือเปนเขตพื้นที่หางไกล ทำใหพื้นที่นั้นมีภาษาเปนของตัวเองทำให บางครั้งนักเรียนมักติดใชคำพูด หรือภาษาทองถิ่น มีทั้งแบบที่รูตัว และไมรตูัว ๕. นักเรียนบางสวนมีความคุนชินกับภาษาทองถิ่นทำใหไมสามารถออกเสียงบางคำไดเชน นกัเรียน จะออกเสียงวา นะเรียน คำวา นักศึกษา กลับสามารถออกเสียงไดถูกตองชัดเจน
๒๒ บทที่ ๕ สรุปผล อภิปรายผลและขอเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย จากการศึกษาวิจัยพบวาปญหาในการอานของนักเรียนมีปจจัยที่สงผลกับการอานออกเสียงของนักเรียน รวมถึงสงผล กับการเรยีนรูและการใชชีวิตประจำวันของนักเรียน มีดังนี้ ๑. ปญหาการใชโทรศพัทของนักเรียน ๒. ปญหาทางครอบครัวที่สงผลกระทบถึงจิตใจของนกัเรยีน ๓. ปญหาดานความเคยชินกับภาษาทองถิ่น อภิปรายผลการวิจัย จากการการศึกษา สำรวจและการสัมภาษณจากนักเรียนทำใหไดพบวา สาเหตุของการอานออกเสียงของนักเรียนนั้น มีผลมาจากปญหาภายในจิตใจของนักเรียน คือปญหาครอบครัวที่มผีลกระทบถึงจิตใจของนักเรียน รวมถึงปญหาจากสิ่งเรา ภายนอกคือพฤติกรรมการใชโทรศัพทของนักเรียน รวมถึงการใชภาษาถิ่นของครอบครัวนักเรียน ขอเสนอแนะ จากผลการศึกษาสภาพปญหาการอานออกเสียงของนักเรียนชั้น ประถมศกึษาปที่๔ โรงเรียนอนุบาลพิษณุโลกเปน แนวทางใหผูสนใจถึงปญหานักเรียนการอานออกเสียงไมไดนำเอาขอคนพบไปใชในการแกไขปญหาในสถานศกึษาของตนเอง 1. การติดตามพฤติกรรมของนักเรียนในหองเรียน 2. การเสริมสรางภูมิคมุกันทางดานจิตใจใหกับนักเรียน 3. ควรศึกษาเปรียบเทียบผลสำรวจและศึกษาวิธีการเก็บขอมูลแบบตางๆ แลวนำผลทไี่ดมาเปรียบเทียบกัน เพื่อ เปนแนวทางในการคิดคนวิธีการสอนรูปแบบใหมใหกับการศึกษาในอีกทางหนึ่ง
๒๓ บรรณานุกรม กระทรวงศกึษาธิการ. 2552. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย. กรมวิชาการ. (2546), คูมือหลักสตูรการสอน, กรุงเทพฯ : โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว กิดานันทมลิทอง, 2543. เทคโนโลยี การศึกษาและนวัตกรรม. พิมพครงั้ที่2. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. นิรันดรสุขปรีดี. 2540. การศึกษาอัตราความเร็วและความเขาใจในการอานของนกัเรียน ชั้นประถมศึกษาปที่4 ในจังหวัด พระนครศรีอยุธยา. ปริญญานิพนธ กศ.ม. มหาสารคาม:มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพ็ญแข สุภีกติย. (2526), ปญหาการอานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่2 ในโรงเรียนสังกัด กรุงเทพมหานครเขตปทุม วัน (วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต), บัณฑติวิทยาลยัจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย วิมลรตันสุนทรโรจน. (2549). นวัตกรรมเพื่อการเรยีนรูภาควิชาหลกัสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตรมหาวิทยาลยั สารคาม วิมลรตันสุนทรโรจน. (2549). นวัตกรรมเพื่อการเรยีนรู, ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลยัสารคาม วรรณีโสมประยูร. 2544. การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. พิมพคร้งัที่4 กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. สมควร นอยเสนา (2549), การพัฒนาการอานและการเขียนภาษาไทยสำหรับนักเรียนทมี่ีปญหา ทางการเรยีนรูโดยใชแผน ที่ความคดิและแบบฝกทักษะ, มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. เรวดี อาษานาม. 2537. พฤติกรรมการสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. ภาควิชาหลักสูตรและการสอน. มหาสารคาม: สถาบันราชภัฏมหาสารคาม. อรทัย ขันโท. (2557). การพัฒนาทักษะการพูดภาษาไทยที่ใชในชีวิตประจำวันดวยแบบฝกทักษะที่ใชวิธีการสอน แบบ ทางตรง (Direct Instruction Model) สำหรับนักศึกษาจีนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย. (วิทยานิพนธศิลป ศาสตรมหาบัณฑติ, สาขาวิชาการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย)
๒๔ ภาคผนวก
๒๕
๒๖
๒๗