ฉบับที่ ๓ เดือนเมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ THE ROYAL THAI ARMED FORCES JOURNAL เทิดราชัน ทันสมัย พัฒนา วารสาร ISSN 0125-4243 วารสารกองทัพไทย THE ROYAL THAI ARMED FORCES JOURNAL
วันที่สามมิถุนายนมงคลสมัย ทุกเหล่าไทยรวมใจน้อมเกศี เทิดสมเด็จพระบอ-รมราชินี ราษฎร์เปรมปรีดิ์ทั่วพาราสุขกมล งามสง่าคู่ราชาทรงราชกิจ งามประสิทธิ์เจิดจรัสสวัสดิ์ผล น้ำ พระทัยดั่งสายธารละหานชล ทรงเปี่ยมล้นพระเมตตาประชาไทย ทรงเคียงองค์ภูมีจักรีวงศ์ มั่นธำ รงเพื่อชาติศาสน์ไสว องครักษ์ทรงพิทักษ์พระภูวไนย ศูนย์รวมใจผองพสกปกราชัน ขอไตร-รัตน์เทวฤทธิ์ทุกทิศา ดลมหาพรเลิศประเสริฐสรรพ์ อวยสรรพพรสฤษฏ์พิสิฐพลัน ทุกคืนวันขอพระองค์ทรงพระเจริญ อาศิรวาทถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้ าฯ พระบรมราชินี ของ กองบัญชาการกองทัพไทย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมด้วย รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เสนาธิการทหาร และภริยา
ที่ปรึกษากองอำ นวยการ พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ พลเอก ศิราวุฒิ วงศขันตี พลเอก ทรงวิทย หนุนภักดี พลเรือเอก สุทธินันท สมานรักษ พลอากาศเอก คงศักดิ์ จันทรโสภา พลเอก ธิติชัย เทียนทอง พลเอก กนกพงษ จันทรนวล พลเอก อภิเชษฐ ซื่อสัตย พลเรือเอก ธานี แกวเกา พลอากาศเอก สุพิจจารณ ธรรมวาทะเสรี ผูอำ นวยการ พลโท ธีรพงศ ปทมสิงห ณ อยุธยา รองผูอำ นวยการ พลตรี กฤษณ จันทรนิยม พลเรือตรี ชวิช วงษรัตน พลตรี ที่รัก สรอยนาค พลตรี ชยพณัฐ วิริรัตน ที่ปรึกษากองบรรณาธิการ พันเอก วิทัย ลายถมยา พันเอก สมรรถปกรณ อินทรขาว พันเอกหญิง สรวงสุดา พูลเจริญ พันเอก ปริวัตร กาญจนวิฬา พันเอก ภุมเรศ แตมทอง พันเอก ยุทธพรหม จักษุรักษ พันเอก เสฏฐิศักดิ์ โพธิ์ทอง นาวาเอก ภูริวัฒ มนสิชาวรกุล พันเอก ชิตพล กลิ่นศรีสุข นาวาอากาศเอกหญิง เสาวลักษณ วงเวียนสุข พันเอก ภคพล วีระหงส กองบรรณาธิการ พันเอก อิทธิพล ปนพรหม พันเอกหญิง ฉัตรรพี พูนศรี พันเอก ภีมศักดิ์ บุญกระพือ พันเอกหญิง นันทิดา คลายโอภาส พันเอกหญิง เสาวลักษณ หงสทอง นาวาเอกหญิง ศุภมาส กังวานพณิชย พันเอกหญิง บัณรสี ชวาลศิลป พันเอกหญิง ธนัชพัชศรณ รุงสวาง พันเอกหญิง กิ่งผกา สอนเวช พันโทหญิง พรรณิศา จบกลศึก นาวาโทหญิง วิลาวรรณ เมฆวิไล พันตรีหญิง ญาตาวีมินทร วรณัฏฐากูร รอยเอกหญิง พิชชาพร อินทรพานิชย รอยเอก ณัฐวิชย บุญสุขจิตเสรี รอยเอก วรรธนัย ยิ้มสุขไพฑูรย รอยโท วรรณยุทธ มีนะโยธิน รอยโทหญิง ตรงชนก สวยสุวรรณ กรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย อาคาร ๖ ถนนแจงวัฒนะ แขวงทุงสองหอง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ๑๐๒๑๐ โทร. ๐-๒๕๗๒-๑๕๒๕ โทรสาร ๐-๒๕๗๕-๖๖๐๔ พิมพที่ บริษัท โรงพิมพอักษรสัมพันธ (1987) จํากัด ๑๘ ซอยประชาอุทิศ ๓๓ แยก ๒๕ แขวงบางมด เขตทุงครุ กรุงเทพ ๑๐๑๔๐ โทร. ๐-๒๔๒๘-๗๕๐๐ โทรสาร ๐-๒๔๒๘-๗๔๔๔ E-mail: [email protected] www.asp1987.com ขอคิดเห็นในบทความที่นําลงวารสารกองทัพไทยเปนของผูเขียน มิใชขอคิดเห็น หรือนโยบายของหนวยงานใดของรัฐ และมิไดผูกพันตอทางราชการแตอยางใด การกลาวถึงคําสั่ง กฎ ระเบียบ เปนเพียงขาวสารเบื้องตน เพื่อประโยชนแก การคนควาเทานั้น “...ประเพณีทั้งหลายยอมมีประโยชนในการดําเนินชีวิตของแตละคน เรามีประเพณีของชาติไทยเปนสมบัติ เราควรจะยินดีอยางยิ่ง และชวยกันสงเสริมและรักษาไว เพื่อความเจริญกาวหนาของประเทศ...” วารสารกองทัพไทยฉบับนี้ ขอนอมอัญเชิญพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานไวเสมือนเข็มทิศอันเปนแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตน และการรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามในการดําเนินชีวิต ยอมแกปญหา ไดลุลวงทั้งสิ้น นําเสนอเนื้อหา ศูนยพัฒนาโครงการหลวงเลอตอ โครงการหลวง เพื่อความมั่นคงแหงแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกลาเจาอยูหัว พระประวัติ “สมเด็จพระสังฆราช” องคที่ ๒๐ มงคลพระชันษา ๙๖ ป การประชุม คณะกรรมการระดับสูง (High Level Committee : HLC) การใชอากาศยาน ไรคนขับในการปฏิบัติการทางเรือของกองทัพเรือ Unmanned Aerial Vehicle For maritime operation of Royal Thai Navy กรมแผนที่ทหารกับภารกิจ ดานการพิมพ โรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการปองกันประเทศ เจาภาพ การแขงขันฟสิกสโอลิมปกระดับชาติ ครั้งที่ ๒๒ แผนงานเรงดวนภายใต ยุทธศาสตรชาติ ๒๐ ป “ตําบล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” การสนับสนุนของ NPA ในงานปฏิบัติการทุนระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในประเทศ ระบบตอตานอากาศยาน แบบไรคนขับ (Anti Drone System) และ TruthGPT สุดยอด AI ตัวใหม ไมเปนภัยตอมนุษย นอกจากนี้ยังมีเรื่อง How to make Diorama 3D การจัดทําฉากจําลอง สามมิติในดานปฏิบัติการทางทหารเบื้องตน (๓) และตนทุนชีวิต ทั้งนี้ยังมี เนื้อหาอื่นที่นาสนใจอีกมากมาย หวังวาวารสารกองทัพไทยจะเปนประโยชน ตอผูอานทุกทาน โดยทานสามารถติดตามขอมูลขาวสารที่นาสนใจของวารสาร กองทัพไทยผานการสแกน QR CODE แลวพบกันใหมในฉบับหนาครับ บทบรรณาธิการ ฉบับที่ ๓ เดือนเมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ THE ROYAL THAI ARMED FORCES JOURNAL เทิดราชัน ทันสมัย พัฒนา วารสาร ISSN 0125-4243 วารสารกองทัพไทย THE ROYAL THAI ARMED FORCES JOURNAL THE ROYAL THAI ARMED FORCES JOURNAL ÇÒÃÊÒÃ วารสารกองทัพไทย (เสนาสนเทศ) หมายเลขประจำ วารสาร ISSN 0125 4243 ฉบับที่ ๓ เดือนเมษายน-มิถุนายน ๒๕๖๖
สารบัญ กรมแผนที่ทหารกับภารกิจงานด้านการพิมพ์ การประชุมคณะกรรมการระดับสูง (High Level Committee : HLC) พระประวัติ “สมเด็จพระสังฆราช” องค์ที่ ๒๐ มงคลพระชันษา ๙๖ ปี การสนับสนุนของ NPA ในงานปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในประเทศไทย ระบบต่อต้านอากาศยานแบบไร้คนขับ (Anti Drone System) TruthGPT สุดยอด AI ตัวใหม่ไม่เป็นภัยต่อมนุษย์ ต้นทุนชีวิต ปริศนาอักษรไขว้ ภาษาพาสนุก (ภาษาอังกฤษ) โรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เจ้าภาพการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ ๒๒ การใช้อากาศยานไร้คนขับในการปฏิบัติการทางเรือของกองทัพเรือ Unmanned Aerial Vehicle For maritime operation of Royal Thai Navy ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ โครงการหลวงเพื่อความมั่นคงแห่งแรก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว แผนงานเร่งด่วน ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ๒๐ ปี“ตำ บล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” How to make Diorama 3D การจัดทำ ฉากจำลองสามมิติ ในด้านปฏิบัติการทางทหารเบื้องต้น (๓) News in Home ข่าวผู้บังคับบัญชาชั้นสูง ๓๖ ๒๐ ๑๔ ๕๔ ๕๘ ๖๒ ๖๖ ๖๘ ๗๐ ๗๓ ๔๐ ๒๘ ๔ ๔๘ ๖๔ ฉบับที่ ๓ เดือนเมษายน-มิถุนายน ๒๕๖๖ CONTENT l April - June 2023 l
๔๘ ๒๘ ๔๐ ๕๔ ๕๘ ๒๐ ๔ ๑๔
๔ วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ โครงการหลวงเพื่อความมั่นคงแห่งแรกในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพล ราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณ อดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรด กระหม่อม พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ รับพื้นที่ บ้านเลอตอ จังหวัดตาก เป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวง แห่งแรกในรัชสมัย และให้มูลนิธิโครงการหลวงดำ เนินการตามแผนปฏิบัติการของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ เพื่อความยั่งยืน โดยมีความมุ่งหมายที่จะพัฒนาให้เป็นต้นแบบของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงในรัชสมัยของพระบาท สมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต F พันโทหญิง ทัศนีย์ อุ่นเจริญ ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำ ริและความมั่นคง
๕ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
๖ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ ก่อตั้งขึ้นเมื่อช่วงปลายปีพ.ศ. ๒๕๕๙ มีที่ตั้งอยู่ ณ หมู่ ๑๓ ตำ บลแม่ตื่น อำ เภอแม่ระมาด จังหวัดตาก มีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุม ๒ อำ เภอ คือ อำ เภอแม่ระมาดและอำ เภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของชาวไทยภูเขา เผ่าปกาเกอะญอ ๖ หมู่บ้าน ๒๕ หย่อมบ้าน ๒,๕๓๖ ครัวเรือน ประชากร ๗,๓๗๖ คน สืบเนื่องจากเป็นพื้นที่บนภูเขาสูงห่างไกล ทุรกันดาร และในอดีตเคยเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่น มากที่สุดในประเทศไทย มูลนิธิโครงการหลวงจึงเข้าไปให้ความช่วยเหลือ โดยน้อมนำแนวทาง พระราชทานในการแก้ไขปัญหาการปลูกฝิ่นของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ให้แก่โครงการหลวง และพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศร ราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในการสืบสาน รักษาต่อยอดงานโครงการหลวง จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน สรุปความก้าวหน้าการดำ เนินงานศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ ด้านต่าง ๆ ดังนี้ ๑. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ๑.๑ การพัฒนาเส้นทางขนส่งผลผลิต ดำ เนินการโดยกรมทางหลวงชนบท ประกอบด้วย - เส้นทางเชื่อมโยงพื้นที่บ้านเลอตอ จากพื้นที่อำ เภอแม่ระมาด ถึงอำ เภอ อมก๋อย รวมระยะทาง ๗๔ กิโลเมตร ทำ ให้การเดินทาง และขนส่งผลผลิตจากศูนย์พัฒนา โครงการหลวงเลอตอ สามารถคมนาคมได้อย่างสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น ลดระยะเวลา การเดินทาง - ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กภายในศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ ดำ เนินการแล้ว ๔ เส้นทาง รวมระยะทาง ๑,๘๔๐ กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ศูนย์พัฒนา โครงการหลวงเลอตอ และบริเวณอาคารบรรจุผลิตผล บ้านจ่อคีอยู่ระหว่างดำ เนินการ ก่อสร้างถนนเชื่อมต่อพื้นที่ศาลาอเนกประสงค์ศาลาพักคอย และลานเฮลิคอปเตอร์ วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖
๗ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
๘ วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ ๑.๒ ไฟฟ้า ระยะแรก ดำ เนินการขยายเขตไฟฟ้าแล้ว ๗ กลุ่มบ้าน ตามแนว เขตถนน และระยะที่ ๒ อยู่ระหว่างดำ เนินการขยายเขตไฟฟ้าเพิ่ม จำ นวน ๖ กลุ่มบ้าน ๑.๓ แหล่งนํ้า - การก่อสร้างอ่างเก็บนํ้าแม่หินหลวงน้อย โดยกรมชลประทาน ความจุ ๒๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร พร้อมระบบส่งนํ้า ปัจจุบันดำ เนินการแล้วเสร็จอยู่ระหว่าง การกักเก็บนํ้า มีปริมาณนํ้าในอ่าง ๘๘,๔๐๐ ลูกบาศก์เมตร ณ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ (คิดเป็นร้อยละ ๔๕ ของความจุอ่าง) นอกจากนี้องค์การบริหารส่วนตำ บล แม่ตื่น ได้สนับสนุนก่อสร้างถนนคอนกรีตทางเข้าอ่างเก็บนํ้า ระยะทาง ๕๔๐ เมตร - การสำ รวจและขุดเจาะนํ้าบาดาล โดยสำ นักทรัพยากรนํ้าบาดาล เขต ๗ กำแพงเพชร ดำ เนินการขุดเจาะนํ้าบาดาล ต่อระบบกระจายนํ้าเข้าสู่บ่อเก็บนํ้าของอาคาร คัดบรรจุแล้ว ๒ จุด และได้จัดทำ โครงการสำ รวจและขุดเจาะนํ้าบาดาลระยะต่อไป - การก่อสร้างระบบกระจายนํ้า โดยสำ นักงานทรัพยากรนํ้าภาค ๑ กรมทรัพยากรน้าํ โดยดำ เนินการแล้วเสร็จ ๒ ระยะ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำ เนินการในระยะที่ ๓ ก่อสร้างระบบกระจายนํ้า ๔ จุด ในพื้นที่บ้านห้วยขนุน บ้านห้วยโป่ง บ้านทีวะเบยทะ บ้านห้วยสินา คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๖ และมีแผนดำ เนินการ ระยะที่ ๔ จำ นวน ๔ จุด ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ - การก่อสร้างฝายเก็บน้าและบ่อเก็บน ํ ้าํ โดยหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ๓๓ สำนักงานพัฒนาภาค ๓ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นพค. ๓๓ สนภ.๓ นทพ.) สนับสนุนการก่อสร้างธนาคารนํ้าใต้ดิน ดำ เนินการแล้วเสร็จ ๕ แห่ง ขุดบ่อเก็บนํ้าในพื้นที่ สำ รวจตานํ้ารอบพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ จำ นวน ๒๐ แห่ง ก่อสร้าง ฝายชะลอนํ้าในพื้นที่รวม ๔๗๙ ฝาย รวมทั้งสนับสนุนงานปรับ/พัฒนาพื้นที่ภายใน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอด้วย
๙ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ ๑๐
เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร ๒. การพัฒนาที่ตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ ได้รับการสนับสนุนจากหน ่วยงานต่าง ๆ รวมถึงกองบัญชาการกองทัพไทย โดย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และกองทัพบก ร่วมกันดำ เนินการพัฒนาปัจจัยพื้นฐาน ภายในที่ตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ เพื่อเป็นฐานปฏิบัติการ ฐานส่งกำ ลังบำ รุง สถานที่ฝึกอบรมภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร รวมทั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ฝึกอบรม และสาธิตเป็นตัวอย่างให้แก่ประชาชนในพื้นที่และผู้สนใจเรียนรู้งานโครงการหลวง อาทิ - การก่อสร้างศาลาอเนกประสงค์และศาลาพักคอย ปัจจุบันดำ เนินการแล้วเสร็จ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองพลพัฒนาที่ ๓ กองทัพภาคที่ ๓ - การก่อสร้างอาคารศูนย์ประสานงานเศรษฐกิจพอเพียงโครงการหลวงเลอตอ โดยสำ นักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ ๔ (ตาก) ได้รับการอนุมัติและงบประมาณจากจังหวัดตาก ในการก่อสร้างศูนย์ประสานงานเศรษฐกิจพอเพียงโครงการหลวงเลอตอ ขนาด ๑๕x๙ เมตร ซึ่งใช้เป็นพื้นที่สำ หรับการอบรมถ่ายทอดความรู้ให้แก่เยาวชนและเกษตรกร รวมทั้งประสาน การปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ - การก่อสร้างโรงเพาะกล้าจำ นวน ๑๐ โรงเรือน โดยหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ๓๓ สำนักงานพัฒนาภาค ๓ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เพื่อเพาะกล้าพันธุ์พืชสำ หรับ การส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ รวมทั้งเป็นพื้นที่เรียนรู้การเพาะปลูกพืช เป็นต้น ๓. การเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่ให้การลงนามสนับสนุน ๒ ฉบับ ได้แก่ ๓.๑ โครงการวิจัยและพัฒนาการปลูกและการผลิตกาแฟในระบบอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (พ.ศ. ๒๕๖๔-๒๕๖๘ โดยร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ปลูกกาแฟภายใต้ระบบอนุรักษ์๒๐๐ ไร่และฟื้นฟูป่า ๒๐๐ ไร่ บริเวณพื้นที่ ป่าเสื่อมโทรมบ้านเลอตอ รวมทั้งจัดทำแปลงสาธิตในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ ๓.๒ ความร่วมมือโครงการปลูกป่าอย่างมีส่วนร่วม บริเวณพื้นที่ศูนย์พัฒนา โครงการหลวงเลอตอ ระหว่างมูลนิธิโครงการหลวง และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยเริ่มดำ เนินโครงการต่าง ๆ ในปีพ.ศ. ๒๕๖๕ อาทิปลูกป่าแบบวนเกษตร โครงการ โรงเรือนแลกป่ามีเป้าหมายการสร้างโรงเรือน แปลงรวมบ้านแม่หละคีซึ่งโรงเรือนเดิมได้รับ ความเสียหายจากพายุแลกเปลี่ยนกับการปลูกป่า/ปล่อยพื้นที่เกิดการฟื้นฟูพัฒนาเยาวชน ทำฝาย และมีแผนดำ เนินการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในปีพ.ศ. ๒๕๖๖ เพิ่มอีก ๑๐๐ ไร่ ๑๑
๑๒ วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖
เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร ๔. การพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ ๔.๑ การจัดทำแปลงสาธิต เพื่อเป็นตัวอย ่างที่เป็นที ่ประจักษ์ให้เกษตรกรเรียนรู้และนำ ไปปฏิบัติ รวมทั้งเป็นแปลงสำ หรับการวิจัย และทดสอบพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ก่อนนำ ไปส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูก โดยพัฒนาแปลงสาธิตที่ตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ เป็นแปลงสาธิตการปลูกพืชผัก ไม้ผล และกาแฟร่วมกับ ป่าไม้แปลงสาธิตบริเวณอาคารคัดบรรจุบ้านจ่อคีเป็นแปลงสาธิตการปลูกพืชผัก กัญชง และป่าชาวบ้าน ๔.๒ การส่งเสริมอาชีพภายใต้มาตรฐานอาหารปลอดภัย ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ ส่งเสริม อาชีพภาคการเกษตรให้แก่เกษตรกร ๒๒๕ ราย เพาะปลูกพืชผัก ไม้ผล กาแฟ และพืชไร่ ภายใต้มาตรฐอาหารปลอดภัย เป็นอาชีพทางเลือกทดแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำ ปะหลัง โดยสมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ได้เพิ่มช่องทางการจำ หน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์จาก ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ ตรงไปยัง ห้างสรรพสินค้า ภายใต้โครงการ “เลอตอสู่โลตัส” ๔.๓ มีการส่งเสริมอาชีพนอกภาคการเกษตรอาทิงานหัตถกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีล้านนา พัฒนากลุ่มสตรีเพื่อพัฒนางานด้านหัตกรรม โดยอบรมการย้อมสีฝ้ายธรรมชาติพัฒนาด้านการออกแบบ ฯลฯ การแปรรูปร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีล้านนา อบรมยกระดับกระบวนการแปรรูป เสาวรส เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต ให้กับกลุ่มเยาวชนและแม่บ้าน ได้ผลิตภัณฑ์๓ ชนิด ได้แก่กัมมี่เยลลี่เสาวรส เมล็ดเสาวรสจี๊ดจ๊าด และเปลือกเสาวรส ๓ รส นำ ไปสู่การจัดตั้งกลุ่มและจำ หน่ายผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้กับกลุ่ม ๕. การพัฒนาด้านสังคมให้เป็นชุมชนให้พึ่งตนเองได้โดยดำ เนินการพัฒนากลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ดังนี้ ๕.๑ กลุ่มผู้นำชุมชน ร่วมกับสำ นักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค ๖ ฝึกอบรมให้ความรู้ การเป็นชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ทั้ง ๒๕ หย่อมบ้าน ประชุมร่วมกับผู้นำชุมชนเพื่อร่วมแก้ปัญหา และจัดทำแผนการพัฒนาในพื้นที่ร่วมกับชุมชน ๕.๒ กลุ่มสหกรณ์ดำ เนินการจัดตั้งกลุ่มเตรียมสหกรณ์โดยได้รับคำแนะนำจากสหกรณ์จังหวัดตาก ๕.๓ กลุ่มสตรีอบรมให้ความรู้และพัฒนางานหัตกรรมผ้าทอกระเหรี่ยงสีย้อมธรรมชาติฝึกอบรมการแปรรูป เสาวรส เคพกูสเบอร์รีสตรอว์เบอร์รีกล้วย และมะขามป้อม เพื่อเป็นรายได้เสริมให้แก่สตรีในพื้นที่ ๕.๔ กลุ่มเยาวชน การพัฒนาเยาวชนในโรงเรียน ๙ แห่ง ตามโครงการ ๑ โรงเรือน เพื่อเรียนรู้ การเพาะปลูกพืช และใช้ประโยชน์ เพื่ออาหารกลางวัน รวมทั้งเลี้ยงไก่ไข่ และดำ เนินโครงการ ๑ โรงเรียน ๑ โรงคัดแยกขยะ เพื่อสร้างจิตสำ นึกในการคัดแยกขยะในการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดมลภาวะด้านสิ่งแวดล้อม มีการพัฒนาเยาวชนนอกโรงเรียน ได้สนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง พัฒนาอาชีพ การเพาะปลูกพืช เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ช่างตัดผม ซ่อมรถ ช่างไฟฟ้า ทำ ขนม และจัดกิจกรรมแข่งกีฬาฟุตบอลและวอลเลย์บอล (เลอตอลีค) ร่วมกับสำ นักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพื่อเสริมสร้างให้เยาวชนรู้รักสามัคคี จากผลการดำ เนินงานของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอแสดงให้เห็นถึงการดำ เนินโครงการอย่างเป็นระบบ ครบวงจรตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพล ราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรง สืบสาน รักษาและต่อยอดแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสมอมา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม ่อม แต่งตั้งให้ ผู้บัญชาการทหารสุงสุด และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งนับเป็น ความภาคภูมิใจชองกำลังพลกองทัพไทยทุกนาย ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศและช่วยเหลือประชาชน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติสืบไป ๑๓ แหล่งข้อมูล • เอกสารประกอบการประชุม คณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง ครั้งที่ ๑/๒๕๖๖
๑๔ พระประวัติ “สมเด็จพระสังฆราช” องค์ที่ ๒๐ มงคลพระชันษา ๙๖ ปี พระประวัติสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เปิดพระประวัติ“สมเด็จพระสังฆราช” องค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เนื่องในโอกาส ฉลองพระชนมายุ ๙๖ พรรษาในวันคล้ายวันประสูติ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๖ นับเป็นวันมหามงคลอย่างยิ่งสำ หรับพุทธศาสนิกชนชาวไทย เมื่อวันคล้ายวันประสูติ ของ “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อัมพโร)” องค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จะเวียนมาบรรจบอีกครั้ง ครบรอบ ๙๖ ปีในวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๖ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระนามเดิม ว่า “อัมพร ประสัตถพงศ์” ฉายา อมฺพโร ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นดำ รงตำ แหน่ง สมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และทรงเป็นเจ้าอาวาส วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม แม่กองงานพระธรรมทูต พระประวัติ สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นบุตรคนโตในจำ นวนบุตรธิดา ๙ คน ของ นายนับ กับนางตาล ประสัตถพงศ์ประสูติที่บ้านตำ บลบางป่า อำ เภอเมืองราชบุรีจังหวัดราชบุรี เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๐ ทรงศึกษาชั้นประถมที่โรงเรียนเทวานุเคราะห์กองบินที่ ๔ ตำ บลโคกกระเทียม อำ เภอเมืองลพบุรีจังหวัดลพบุรีจนทรงจบประถมศึกษาปีที่ ๑ และทรงศึกษาต่อ ณ โรงเรียนประชาบาลวัดพเนินพลูตำ บลบางป่า อำ เภอเมืองราชบุรีจังหวัดราชบุรี จนทรงสำ เร็จชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ การบรรพชาอุปสมบท เมื่อมีพระชนมายุ ๑๓ พรรษา จึงได้ทรงบรรพชา ณ วัดสัตตนารถปริวัตร ตำ บล หน้าเมือง อำ เภอเมืองราชบุรีจังหวัดราชบุรีเมื่อทรงเป็นสามเณร ได้เสด็จไปทรงเล่าเรียน พระปริยัติธรรมในสำ นักของพระอธิการโสตถิ์สุมิตฺโต ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะ ที่พระศรีธรรมานุศาสน์เจ้าคณะอำ เภอเมืองบางแพ (ธรรมยุต) ณ วัดตรีญาติตำ บลพงสวาย อำ เภอเมืองราชบุรีจังหวัดราชบุรีทรงสอบนักธรรมและบาลี ประโยคต่าง ๆ ในสำ นักเรียนวัดตรีญาติได้นักธรรมชั้นเอก และเปรียบธรรม ๔ ประโยค F กองประชาสัมพันธ์ สำ นักประชาสัมพันธ์ กรมกิจการพลเรือนทหาร วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖
๑๕ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
๑๖ วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้ทรงพบกับพระจินดากรมุนี(ทองเจือ จินฺตากโร) ซึ่งต่อมาได้รับ พระราชทานสถาปนาชั้นเป็น สมเด็จพระพุทธปาพจนบดีชักชวนให้ทรงเข้ามาพำ นัก เพื่อทรงศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ในสำ นักเรียนวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร ครั้นวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ ได้ทรงอุปสมบทเป็น พระภิกษุณ มหาพันธสีมา วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ทรงได้รับพระสมณฉายาว่า “อมฺพโร” มีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ ขณะทรงสมณศักดิ์ ที่พระเทพโมลีเป็น พระอุปัชฌาย์ ได้ทรงศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีในสำ นักเรียน วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จนทรงสำ เร็จเปรียญธรรม ๖ ประโยค หลังเป็นเปรียญ ๕ ประโยค พระองค์ได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นนักศึกษารุ่นที่ ๕ จบศาสนศาสตรบัณฑิต เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๐๐ และทรงเดินทางไป ศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี(Banaras Hindu University) ประเทศอินเดีย จบการศึกษาเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๑๒ ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ปีพ.ศ. ๒๕๕๒ สภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ถวายศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์สาขาวิชาพุทธศาสตร์ ปีพ.ศ. ๒๕๕๓ สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถวายปริญญาพุทธศาสตร ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิชาธรรมนิเทศ สมเด็จพระสังฆราช พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์พ.ศ. ๒๕๖๐ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยพระนามเต็มของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ คือ “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สุขุมธรรมวิธานธำ รง สกลมหาสงฆปริณายก ตรีปิฎกธราจารย อัมพราภิธานสังฆวิสุต ปาพจนุตตมสาสนโสภณ กิตตินิรมลคุรุฐานียบัณฑิต วชิราลงกรณนริศรปสันนาภิสิตประกาศ วิสารทนาถธรรมทูตาภิวุฒ ทศมินทรสมมุติปฐม
๑๗ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
๑๘ วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ สกลคณาธิเบศร ปวิธเนตโยภาสวาสนวงศวิวัฒ พุทธบริษัทคารวสถาน วิบูลสีลสมาจารวัตร วิปัสสนสุนทร ชินวรมหามุนีวงศานุศิษฏ บวรธรรมบพิตร สมเด็จพระสังฆราช” ในหนังสือ พระประวัติสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหา สังฆปริณายก ระบุความหมายไว้ว่า “สมเด็จพระผู้มีญาณสืบมาแต่วงศ์พระอริยเจ้า ทรงเป็นผู้มีธรรมวิธีอันละเอียดอ่อน ทรงเป็นผู้นำ พระสงฆ์หมู่ใหญ่ทั้งปวง ทรงเป็นอาจารย์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระปริยัติธรรม คือ พระไตรปิฎก ปรากฏพระนามฉายาในทางสงฆ์ว่า อมฺพโร ทรงงดงามในพระศาสนาด้วยทรงพระปรีชา กว้างขวางในพระอุดมปาพจน์คือ พระธรรมวินัย ทรงดำ รงพระเกียรติโดยปราศจากมลทิน และทรงเป็นครูสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาด้วยเหตุที่ทรงพระราชศรัทธาเลื่อมใส ทรงเป็น ที่พึ่งผู้แกล้วกล้า และมีพระปรีชาฉลาดเฉลียว ทรงเป็นผู้ยังความเจริญแก่กิจการพระธรรมทูต ทรงเป็นใหญ่ในสงฆ์ทั้งปวง (คือ ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช) พระองค์แรกที่ได้รับพระราชทาน สถาปนาในรัชกาลที่ ๑๐ ทรงยังแสงสว่างแห่งแบบอย่างอันดีงามให้บังเกิด โดยเจริญรอย ตามสมเด็จพระอุปัชฌาย์คือ สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร) ทรงเป็นที่ตั้งแห่ง ความเคารพของพุทธบริษัท ทรงงดงามในพระวิปัสสนาธุระ ทรงพระศีลาจารวัตรอันไพบูลย์ ทรงเป็นอนุศิษย์ผู้สืบวงศ์สมณะมาแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์สมเด็จ พระสังฆราชเจ้า ทรงเป็นเจ้าผู้เจริญในทางธรรม ทรงเป็นราชาแห่งหมู่สงฆ์” ทั้งนี้เครื่องยศสมณศักดิ์ของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ประกอบด้วย พระตราตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช พัดยศ ไตรแพร บาตรพร้อมด้วยฝาและเชิงบาตรถมปัด พานพระศรี(มังสี๒ ตลับพู่ ๑ จอก ๑ ซองพลู๑ พร้อมพลู) ขันนํ้าพานรองมีจอก ถาดสรง พระพักตร์ขันน้าพานรองมีจอก ํ คลุมตาดรูปฝาชีหีบตราจักรี(หีบหลังเจียด) หีบพระโอสถ หลังนูน คนโท กาทรงกระบอก หม้อลักจั่น ปิ่นโตกลม ๔ ชั้น สุพรรณราช และสุพรรณศรี พระกรณียกิจ ด้านการปกครอง • พ.ศ. ๒๕๓๑ - ๒๕๕๐ เจ้าคณะภาค ๑๔-๑๕ (ธรรมยุต) • พ.ศ. ๒๕๓๙ - ปัจจุบัน กรรมการมหาเถรสมาคมคณะธรรมยุต • พ.ศ. ๒๕๕๐ - ปัจจุบัน ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๔-๑๕ (ธรรมยุต) • พ.ศ. ๒๕๕๑ - ปัจจุบัน เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
๑๙ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร แหล่งข้อมูล • สำ�นักงานพระพุทธศาสนาและธรรมะไทย • พ.ศ. ๒๕๖๐ - ปัจจุบัน สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก • พ.ศ. ๒๕๖๐ - ปัจจุบัน เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต • พ.ศ. ๒๕๖๐ - ปัจจุบัน ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ด้านการศึกษา • พ.ศ. ๒๕๕๔ - ปัจจุบัน นายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พระกรณียกิจ ด้านการเผยแพร่ • พ.ศ. ๒๕๕๘ - ปัจจุบัน แม่กองงานพระธรรมทูต
๒๐ การประชุมคณะกรรมการ ระดับสูง (High Level Committee : HLC) การเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน มีกลไกที่รับผิดชอบ หลายระดับ ตั้งแต่ระดับรัฐบาล กระทรวง จนถึงระดับพื้นที่ ซึ่งทุกกลไกจะมีความร่วมมือในส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่จะส่งเสริมให้การพัฒนากิจการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศ เพื่อให้ประชาชน ได้ใช้เป็นประโยชน์ร่วมกัน ส่งเสริมให้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตมีความมั่นคงและเสถียรภาพเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน F สำ�นักกิจการชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน กรมกิจการชายแดนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพเมียนมา HLC ไทย-มาเลเซีย กองทัพประชาชนลาว HLC ไทย-อินโดนีเซีย กองทัพกัมพูชา วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖
กองทัพไทย กลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีผู้บัญชาการ ทหารสูงสุด เป็นประธาน ได้แก่ การประชุมคณะกรรมการระดับสูง (High Level Committee : HLC) เป็นกลไกความร่วมมือฯ ทวิภาคีที่มีผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารสูงสุดประเทศเพื่อนบ้าน เป็นประธานร่วม โดยมีกรมกิจการชายแดนทหาร ทำ หน้าที่เป็นสำ นักงานเลขานุการคณะกรรมการฯ กำ หนดให้จัดการประชุม ปีละ ๑ ครั้ง ผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ ในปัจจุบันมีการจัดตั้ง ได้แก่ ๑) คณะกรรมการระดับสูงไทย-มาเลเซีย จัดตั้งเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๖ (พลอากาศเอก วรนาถ อภิจารี เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด) ๒) คณะกรรมการระดับสูงไทย-อินโดนีเซีย จัดตั้งเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๐ (พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด) ๓) คณะกรรมการระดับสูงไทย-เมียนมา จัดตั้งเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๖ (พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด)และ ๔)คณะกรรมการ ร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (Border Peace Keeping Committee Between Thailand and Cambodia : BPKC) จัดตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ (พลเอก มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ เป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด) เป็นกลไกระดับเดียวกับ HLC แต่มีชื่อเรียกต่างกัน ๒๑ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
การดำ เนินการของคณะกรรมการที่สำ คัญในแต่ละประเทศ มีดังนี้ ๑. คณะกรรมการระดับสูงไทย-มาเลเซีย จัดการประชุมต่อเนื่องมาแล้ว ๓๗ ครั้ง โดยจัดตั้งตาม ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งประเทศไทยกับรัฐบาลแห่งประเทศมาเลเซีย ว่าด้วยความร่วมมือชายแดน เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยการประชุมครั้งล่าสุดเป็นครั้งที่ ๓๗ ซึ่งจัดขึ้น ณ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๖ ณ โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ โดยมี พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นประธานร่วมฝ่ายไทย และพลอากาศเอก ตัน ซรี ดาโต๊ะ ซรีฮัจญีอัฟเฟนดีบิน บวง ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเลเซีย เป็นประธานร่วมฝ่ายมาเลเซีย ๒๒ วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖
๒๓ มีผลการดำ เนินงานที่สำคัญ อาทิการแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างหัวหน้าส่วนราชการของจังหวัดและรัฐ ตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย (Border Information Cooperation Agencies Meeting : BICAM) การลาดตระเวนผสมตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย (Combined Forces Border Patrol : CFBP) การปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติประจำ (Standard Operating Procedure : SOP) เรื่องการบรรเทา ภัยพิบัติและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (Humanitarian Assistant and Disaster Relief : HADR) และการวางกรอบแนวคิดของการฝึกร่วม/ผสม ไทย-มาเลเซีย (Joint and Combined Exercise Thailand-Malaysia : JCEX THAMAL) เป็นต้น เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
๒. คณะกรรมการระดับสูงไทย-อินโดนีเซีย จัดตั้งตามข้อกำ หนดว่าด้วยคณะกรรมการระดับสูง ไทย-อินโดนีเซีย (Termsof Reference Indonesian-Thai HighLevel Committee) เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๐ โดยมีการประชุมครั้งล่าสุดเป็นครั้งที่ ๑๐ ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยมีพลเอก พรพิพัฒน์ เบญญศรีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นประธานร่วมฝ่ายไทย และพลอากาศเอก ฮาดี้จะห์ยันโต้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโดนีเซีย เป็นประธานร่วมฝ่ายอินโดนีเซีย มีผลการดำ เนินงานที่สำคัญของคณะกรรมการฯ และคณะอนุกรรมการ อาทิ๑) คณะอนุกรรมการร่วม ด้านการศึกษาและฝึกอบรม เพิ่มการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาโดยฝ่ายไทยเสนอโครงการศึกษาระยะ ๕ ปี ๒)คณะอนุกรรมการร่วมด้านการข่าวดำ เนินการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และ ๓)คณะอนุกรรมการร่วม ๒๔ วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖
๒๕ ด้านยุทธการและการฝึก ส่งเสริมความร่วมมือด้านต่อต้านการ ก่อการร้ายสากล การรักษาสันติภาพ การแพทย์ทหาร และจัดทำ ร่างบันทึกความตกลงร่วม เพื่อให้กองทัพอินโดนีเซียเข้าร ่วม การฝึกร่วม/ผสม คอบร้าโกลด์เป็นต้น เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
๓. คณะกรรมการระดับสูงไทย-เมียนมา จัดตั้งตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม (เฉพาะ) ท ี่ ๓๔๔/๕๖ ลงวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยมีการประชุมครั้งล่าสุดเป็นครั้งที่ ๘ ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองงาปาลีรัฐยะไข่ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๖ โดยมีพลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานร่วมฝ่ายไทย และพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไหล่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เมียนมา เป็นประธานร่วมฝ่ายเมียนมา มีผลการดำ เนินงานที่สำคัญ อาทิรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการ ชายแดนส่วนภูมิภาค(RegionalBorder Committee:RBC)การเยือนของนายทหารระดับสูงการดำ เนินการ โครงการความร่วมมือชายแดน ความร่วมมือด้านการเกษตรกรรม การจัดการฝึกอบรมโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำ ริให้กับทหารเมียนมา การจัดการแข่งขันกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์การแลกเปลี่ยนการเยือน ของกำลังพลและครอบครัว การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางทหารและการแลกเปลี่ยนทางการแพทย์ทหาร และการช่วยเหลือสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ในการป้องกันและการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ดียิ่งระหว่างประเทศทั้งสอง เป็นต้น ชายแดน ไทย-มาเลเซีย (Border Information Cooperation Agencies Meeting :BICAM)การลาดตระเวนผสม ตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย(Combined ForcesBorderPatrol : CFBP)การปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ ประจำ (Standard Operating Procedure : SOP) เรื่องการบรรเทาภัยพิบัติและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (Humanitarian Assistant and Disaster Relief : HADR) และการวางกรอบแนวคิดของการฝึกร่วม/ผสม ไทย–มาเลเซีย (Joint and Combined Exercise Thailand–Malaysia : JCEX THAMAL) เป็นต้น ๒๖ วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖
๒๗ ๔. คณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาจัดตั้งตามความตกลง ของรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยความร่วมมือชายแดน เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๘ โดยมีการประชุมล่าสุดเป็นครั้งที่๓ ณ จังหวัดชลบุรีเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยมีพลเอกสมทัต อัตตะนันท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและพลเอกแกกิมยาน ผู้บัญชาการ ทหารสูงสุดกัมพูชา เป็นประธานร่วม แต่เนื่องจากคณะกรรมการดังกล่าวมีองค์ประกอบในลักษณะเดียวกับ คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee : GBC) จึงทำ ให้การหารือดังกล่าว จะนำ ไปพิจารณาในกรอบการประชุม GBC ไทย–กัมพูชา แทน สำ หรับการประชุมที่เทียบเท่าในระดับคณะกรรมการระดับสูง (HLC) ในด้านสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว เป็นการดำ เนินการตามบันทึกการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดน ทั่วไปไทย-ลาว (กชท.) (General Border Committee : GBC) ครั้งที่ ๒๔ ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อ ๗.๖.๑ “...สำ หรับ การพบปะแลกเปลี่ยนและเยี่ยมเยือนซึ่งกันและกันระหว่างผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทย และคณะ กับหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว และคณะ เห็นชอบให้มีการพบปะและประชุม หารือความร่วมมือด้านต่าง ๆ ระหว่างสองกองทัพไทย-ลาว ปีละ ๑ ครั้ง โดยผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ” โดยในปีพ.ศ.๒๕๖๖ จัดการประชุมหารือระหว่างผู้บัญชาการทหารสูงสุดกับหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว ครั้งที่ ๑ ระหว่างวันที่ ๑๒-๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๖ ณ กองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร มีผลการประชุมที่สำคัญ อาทิการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่าง แม่ทัพภาคที่ ๒ และแม่ทัพภาคที่๓ กับ รองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการกองทัพประชาชนลาว ทั้งนี้กระทรวง ป้องกันประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้มีหนังสือเสนอห้วงการเยี่ยมเยือนเรียบร้อยแล้ว และยังมีกิจกรรมความร่วมมือระหว่างกองทัพไทย กับ กองทัพประชาชนลาว ได้แก่การแลกเปลี่ยนศึกษา ดูงานนายทหารระดับกลางฝ่ายลาวเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ ๒๙-๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๖ ณ นครหลวง เวียงจันทน์สปป.ลาว และการศึกษาดูงานการฝึกบรรเทาสาธารณภัย เป็นต้น นอกจากนี้ ในการประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ ๑๕ ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๕ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เป็นประธานร่วม ได้เห็นชอบให้มีการประชุมระหว่างผู้บัญชาการทหารสูงสุดทั้งสองฝ่ายร่วมกันอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง ผลัดกันเป็นเจ้าภาพ เพื่อเป็นเวทีหารือของผู้บังคับบัญชาระดับสูงในการสร้างความสัมพันธ์และหาแนวทาง ในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงในทุกระดับ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือของ สลก. GBC เพื่อพิจารณาดำ เนินการให้มีการจัดประชุมในระดับผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองฝ่ายให้เป็นไปตาม เจตนารมณ์ของการประชุม GBC-15 ต่อไป จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า กองทัพไทยยึดมั่นในการดำ เนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่ไม่ยุ่งเกี่ยว กับการเมืองและการแทรกแซงกิจการภายใน โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญในการเจรจาหารือกับกองทัพประเทศ เพื่อนบ้านในทุกระดับอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงตามพื้นที่แนว ชายแดนร่วมกัน รวมทั้งพัฒนากรอบความร่วมมือไปสู่ด้านอื่น ๆเพื่อดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ให้เกิดความเข้าใจ และเป็นการป้องกันปัญหาในพื้นที่ชายแดนที่จะนำ ไปสู่ความขัดแย้งในระดับประเทศ ส่งผลให้เกิดความมั่นคง และเสถียรภาพบริเวณชายแดน อันจะนำ มาซึ่งความผาสุกของประชาชนไทย และประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ยั่งยืนตลอดไป เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
๒๘ เนื่องจากทะเลเป็นเส้นทางนำ เข้าวัตถุดิบและสินค้าที่สำ คัญ ตลอดจนเป็นแหล่ง ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ เป็นที่มาของพลังงานและอาหาร ซึ่งเป็นความอยู่รอดของคนในชาติการที่กองทัพเรือจะทำงานเพื่อตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายความมั่นคงแห่งชาติที่อยู ่ในความรับผิดชอบทางทะเลได้จำ เป็นต้องมี เครื่องมือ ยุทโธปกรณ์ ที่ใช้ในการลาดตระเวนทางทะเล ในการตรวจการณ์การหาข่าว พิสูจน์ทราบ หรือชี้เป้าหมายทางทะเล เพื่อการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาในการสั่งการ โดยหนึ่งในยุทโธปกรณ์นั้นคือ อากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle) หรือที่เรียกโดยย่อว่า UAV F พลเรือตรี กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ การใช้ อากาศยาน ไร้ คนขับในการปฏิบัติการ ทางเรือของกองทัพเรือ Unmanned Aerial Vehicle For maritime operation of Royal Thai Navy
๒๙ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
๓๐ วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖
๓๑ การใช้อากาศยานไร้คนขับ จากอดีตถึงปัจจุบัน การใช้โดรนครั้งแรกในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในปีค.ศ. ๑๘๔๙ ซึ่งเป็นการรบกันระหว่าง Austria และ Venice โดยฝ่าย Austria พยายามใช้กำ ลังเข้ายึดครองเมือง Venice โดยใช้การโจมตีจากบอลลูนไร้คนบังคับซึ่งภารกิจครั้งนั้นไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ จากการเปลี่ยนแปลงกระแสลมอย่างกะทันหันทำ ให้ท้ายที่สุดแล้วมีบอลลูนเพียง ๑ ลูก เท่านั้น ที่สามารถปล่อยระเบิดลงสู่พื้นที่เป้าหมายได้ถึงแม้ว่าการใช้บอลลูนของ Austria ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ตามที่ได้วางแผนไว้แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้อากาศยาน ไร้คนขับเพื่อการทหารในเวลาต่อมา หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ กองทัพอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ได้พัฒนาเครื่องบินบังคับด้วยวิทยุ เพื่อใช้เป็นเป้าสำ หรับฝึกใช้อาวุธต่อต้านอากาศยานมีขนาด เท่ากับเครื่องบินเล็กทั่วไป ทำด้วยไม้และผ้า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ชาติต่าง ๆ พัฒนา UAV ด้วยการพัฒนาศักยภาพการบรรทุกระเบิด การพัฒนาความเร็วให้เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมี ข้อจำกัดหลายประการ เช่น ความแม่นยำต่อการทำลายเป้าหมาย เรื่องของระบบนำ ร่อง และการควบคุมด้วยคลื่นวิทยุจากเครื่องบินที่ต้องบินตามหลัง UAV ซึ่งไม่ได้ถูกมาใช้งานจริง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุคสงครามเย็นถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำ หรับการพัฒนา UAV เพื่อใช้ในการสอดแนมของการลาดตระเวนหาข่าว เฝ้าตรวจค้นหา และชี้เป้าให้กับระบบ อาวุธในสนามรบได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนา UAV หลังปีค.ศ. ๒๐๐๐ ได้มีความทันสมัยขึ้นอย่างมาก หลายชาติได้ให้ ความสนใจพัฒนาและสร้าง UAV เพื่อกิจการทางทหาร ดังจะเห็นได้จากการที่ UAV ถูกเพิ่ม ขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายได้ด้วยตัวเอง และการออกแบบให้ลดการตรวจจับ จากเรดาร์รวมทั้งมีอุปกรณ์ตรวจการณ์ที่ทันสมัย เช่น เรดาร์ตรวจการณ์ระบบเซ็นเซอร์ อินฟาเรด (ELECTRO OPTICAL INFRARED : EO/IR) กล้องถ่ายภาพสีขาวดำ สำ หรับ พิสูจน์ทราบเป้าและการชี้เป้าให้กับเรือในการใช้อาวุธ รวมทั้งอุปกรณ์การกำ หนดเป้าหมาย สำ หรับการโจมตีที่มีความแม่นยำสูง รองรับอาวุธปล่อยนำ วิถีอากาศสู่พื้น อากาศสู่อากาศ ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์และยังสามารถติดตั้งอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล เช่น แพชูชีพพร้อมอุปกรณ์แจ้งตำ บลที่ได้อีกด้วย เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
๓๒ การพัฒนา UAV ในอนาคตตามที่ได้กล่าวในเบื้องต้น ได้ส่งผลต่อแนวทางการปฏิบัติการ ทางทหารในอนาคตอย่างมาก โดยมีรูปแบบการปฏิบัติการทางทหารตั้งแต่ขั้นตอนหาข่าว ทั้งในและนอกพื้นที่ปฏิบัติการ การจัดทำ แผนปฏิบัติการ การปฏิบัติการต่อเป้าหมาย การตรวจสอบผลการปฏิบัติการ จะมีUAV เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอากาศยานหรือแม้กระทั่ง ยานรบในมิติอื่นที่ถูกควบคุมโดยมนุษย์ ในการปฏิบัติการบางประเภท จะถูกลดบทบาทลง และทดแทนด้วย UAV ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของกำลังพลจากการปฏิบัติงานในพื้นที่ อันตรายลงได้ แนวทางการใช้งานอากาศยานไร้คนขับของกองทัพเรือ ภารกิจงานที่กองทัพเรือไทยต้องดำ เนินการในระยะ ๒๐ ปีข้างหน้า พบว่า UAVสามารถ เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะทำ ให้กองทัพเรือปฏิบัติภารกิจได้ลุล่วงอย่างมีประสิทธิภาพ จากแนวความคิดของผู้เขียนเองสามารถสรุปได้ดังนี้ ๑. ภารกิจป้องกันราชอาณาจักรและรักษาสิทธิอธิปไตยเหนืออาณาเขตทางทะเล ของไทย ความเร็วและคล่องตัวของ UAV จะทำ ให้กองทัพเรือ สามารถตอบสนองได้อย่าง รวดเร็วต่อภัยคุกคาม (Quick Response) ความสามารถในการรวบรวมข้อมูลข่าวสารของ UAV จะสร้างความรู้เท่าทันสถานการณ์ทางทะเล (Maritime Situation Awareness) ขีดความ สามารถของ UAV ติดอาวุธจะทำ ให้หน่วยกำลังมีอำ นาจเหนือพื้นที่การรบ (Battlespace Dominance) และพิสัยการบินยาวของ UAV จะทำ ให้สามารถดำ รงความต่อเนื่องในการ ปฏิบัติการ (Sustained Operations) ไว้ได้จนบรรลุภารกิจ ๒. ภารกิจคุ้มครองและรักษาเส้นทางคมนาคมทางทะเลของไทย เช่น โจรสลัด (Piracy) และการปล้นเรือ (Armed Robbery) ก็สามารถใช้UAV สนับสนุนการพิสูจน์ทราบ ไล่ติดตามและจับกุม กรณีเร่งด่วน UAV ติดอาวุธ อาจเป็นทางเลือกที่ใช้ในการป้องปราม หรือยับยั้งภัยคุกคามนั้นได้ ๓. ภารกิจสนับสนุนการป้องกันพื้นที่ทางบกและตามลำ นํ้าที่ได้รับมอบหมาย จาก ข้อจำกัดด้วยสภาพของลำ นํ้าในปัจจุบันได้เช่น ระดับนํ้าในลำ นํ้าโขงที่ลดลง ๔. ภารกิจสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการกระทำ ผิดกฎหมายในทะเล เช่น การประมงผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์การลักลอบขนของผิดกฎหมาย และการก่อการร้าย ทางทะเล ๕. ภารกิจสนับสนุนการบรรเทาสาธารณภัยประชาชนในทะเล ชายฝั่ง และพื้นที่ ที่ได้รับมอบหมาย เช่น การขนส่งสิ่งของที่จำ เป็นเข้าสู้พื้นที่ประสบภัย วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖
๓๓ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
๓๔ การปฏิบัติภารกิจดังกล่าวได้นั้น จะต้องได้รับการตัดสินใจจากผู้บังคับบัญชาที่มีอำ นาจ ในการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตัดสินใจให้ปฏิบัติในขั้นตอนสุดท้าย โดยการ ส่งข้อมูลจากระยะไกลพ้นระยะขอบฟ้า Beyond Line of Sight ด้วยการสื่อสารดาวเทียม เข้ามาในระบบควบคุมบังคับบัญชา ผ่านระบบ Network Centrie warfare (NWE) ที่เชื่อมโยงระหว่าง ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ (ศปก.ทร.) กับศูนย์ปฏิบัติการทัพเรือ ภาคที่ ๑ ๒ และ ๓ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อำ เภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีจังหวัดสงขลา และจังหวัด ภูเก็ต ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีของสงคราม ที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ให้ความ สัมพันธ์กับการปฏิบัติที่สอดคล้องประสานกัน วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖
๓๕ ถึงแม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ในการใช้งาน UAV ในภารกิจต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวไป ข้างต้น กองทัพเรือยังคงต้องตระหนักถึงข้อจำกัด ตลอดจนผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจาก การใช้งาน UAV เช่น ความกังวลใจเกี่ยวกับความแม่นยำ ในการโจมตีที่อาจทำ ให้พลเรือน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ความชอบธรรมในการใช้งาน UAV ในการสังหาร เป้าหมาย การไม่ยอมรับในการใช้ระบบอัตโนมัติทำสงครามแทนมนุษย์นอกจากนั้น UAV ยังอาจถูกระบบต่อต้าน (Anti-Drone System) ลดทอนหรือทำลายขีดความสามารถได้ และที่สำคัญ UAV ยังไม่สามารถทดแทนการใช้กำลังทหารปฏิบัติงานในพื้นที่ได้ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายและการปราบปรามความไม่สงบในพื้นที่ เป้าหมาย ซึ่งจำ เป็นต้องมีกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่เพื่อเอาชนะใจของคนในพื้นที่ ดังกล่าว (Winning hearts and Minds) ถึงจะสามารถบรรลุภารกิจเหล่านั้นได้ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
๓๖ กรมแผนที่ทหาร กับภารกิจงานด้านการพิมพ์ G ขั้นตอนงาน ก่อนพิมพ์ วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ F เรือเอกหญิง โสภณา ทองทรัพย์ใหญ่ กองพิมพ์ กรมแผนที่ทหาร กรมแผนที่ทหาร นอกจากจะมีหน้าที่ดำ เนินการสำรวจทางภาคพื้นดินและภาคพื้นอากาศ เพื่อจัดทำ และผลิตแผนที่แล้ว ยังมีงานด้านการพิมพ์ซึ่งรับผิดชอบโดยกองพิมพ์ปัจจุบันทำ หน้าที่พิมพ์สนับสนุนแผนที่ ภูมิประเทศชุดL7018 มาตราส่วน ๑ : ๕๐,๐๐๐ และชุด ๑๕๐๑ มาตราส่วน ๑ : ๒๕๐,๐๐๐ และเอกสาร สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ งานด้านการพิมพ์เอกสารสิ่งพิมพ์สนับสนุนการผลิตสิ่งพิมพ์ทุกประเภท ระบบการผลิตแผนที่และสิ่งพิมพ์ของกรมแผนที่ทหารที่ใช้ในปัจจุบัน คือระบบพิมพ์ออฟเซท ระบบพิมพ์ เลตเตอร์เพลส และระบบพิมพ์ดิจิทัล ระบบพิมพ์ออฟเซท สนับสนุนงานด้านการพิมพ์แผนที่กระดาษและเอกสารสิ่งพิมพ์โรงพิมพ์แผนที่ทหาร ภายใต้การบังคับบัญชาของกรมแผนที่ทหารกองบัญชาการกองทัพไทย มีกระบวนการผลิตสิ่งพิมพ์ครอบคลุม ตั้งแต่กระบวนการก่อนพิมพ์กระบวนการพิมพ์ตลอดจนกระบวนการงานหลังพิมพ์ l ขั้นตอนก่อนพิมพ์ (Prepress) ขั้นตอนนี้จะเป็นการเตรียมตั้งแต่ในส่วนของไฟล์งานที่ออกแบบ การตรวจสอบหรือที่เรียกว่า การปรู๊ฟ จนถึงขั้นตอนการทำแม่พิมพ์สำ หรับใช้เป็นแม่แบบของเครื่องพิมพ์
๓๗ l ขั้นตอนการพิมพ์(Press) หลังจากได้แม่พิมพ์สีต่างๆ มาแล้วก็จะนำแม่พิมพ์เหล่านี้ไปเข้าเครื่องพิมพ์ เพื่อพิมพ์ผลงานออกมา โดยจะมีเรื่องที่ต้องคำ นึงถึง คือ การควบคุมคุณภาพผลงานให้ออกมาตรงกับต้นฉบับ มากที่สุด โดยขั้นตอนการพิมพ์นั้น จะยิงสีลงไปบนกระดาษทีละสีตามแม่พิมพ์ที่เตรียมไว้พิมพ์ทับกันไป จนได้ผลลัพธ์ตามที่กำ หนดไว้ในตอนต้น l ขั้นตอนหลังพิมพ์(Post Press) หลังจากพิมพ์เรียบร้อยแล้วเป็นการเก็บรายละเอียดงานหลังพิมพ์ จะแยกออกเป็นส่วนต่าง ๆ ได้ดังนี้การตัด การเก็บ และการเข้ารูปเล่ม โดยเป็นการนำผลลัพธ์ที่ได้มาพับ และตัดออกเรียงเป็นจำ นวนหน้าที่ต้องการ หลังจากนั้นจึงนำ ไปเย็บรวมกันด้วยวิธีเข้ารูปเล่มที่กำ หนด เช่น การเย็บกี่หรือการไสกาว หลังจากขั้นตอนนี้เราก็จะได้งานพิมพ์ที่สมบูรณ์(Continuously Operating Reference Stations : CORS) ในรูปแบบ RINEX file ซึ่งเป็นข้อมูลของการรับค่าสัญญาณดาวเทียม จากดวงต่างๆจะจัดเก็บในลักษณะของReceiver Independent Exchange(RINEX file) โดยภายในไฟล์ จะประกอบไปด้วยข้อมูล Observation data Ephemeris data และ Navigation ที่ฟอร์แมตข้อมูลเป็น มาตรฐานสากล G ขั้นตอน งานพิมพ์ G ขั้นตอนงาน หลังพิมพ์ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
๓๘ ระบบพิมพ์เลตเตอร์เพลส สนับสนุนงานที่ต้องการความพิเศษในเรื่องความเงาของตัวอักษร หรือภาพที่อยู่บนสิ่งพิมพ์มักจะใช้เน้นส่วนสำคัญ เช่น กรณีที่ต้องการตัวอักษรสีทอง การพิมพ์แบบ เลตเตอร์เพลสจะทำ ให้สิ่งพิมพ์มีความสวยงาม โดดเด่น โดยการใช้ฟอยล์สีต่างๆรีดลงบนวัสดุพิมพ์ เช่น กระดาษและผ้า G การพิมพ์ระบบ เลตเตอร์เพลส และแม่พิมพ์ เลตเตอร์เพลส วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖
๓๙ ระบบพิมพ์ดิจิทัลสนับสนุนการพิมพ์แผนที่แบบเร่งด่วน ให้บริการกับประชาชนหรือหน่วยงาน ต่าง ๆ ที่มาขอรับบริการข้อมูลแผนที่ในรูปแบบ one-stop service การพิมพ์งานแบบดิจิทัล เป็นการพิมพ์งานจากไฟล์แผ่นต่อแผ่น แบบ On Demand ทำ ให้ได้งานผลิตที่มีคุณภาพและความคมชัด เทียบเคียงกับระบบการพิมพ์ออฟเซท สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า และรวดเร็วกว่า กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะหน่วยงานหลักในการผลิตแผนที่และเอกสาร สิ่งพิมพ์ได้ดำ เนินการผลิตและเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองภารกิจ ของกองทัพ สนับสนุนงานของภาครัฐและให้บริการกับประชาชนได้อย่างเต็มขีดความสามารถ มกราคม - มีนาคม ๒๕๖๖ วารสาร G การพิมพ์แผนที่ ด้วยระบบดิจิทัล เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
การแข่งขันโอลิมปิกวิชาการในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นเมื่อราว ๓๕ ปีก่อน โดยการส่งนักเรียนไทย เข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศครั้งที่ ๓๐ ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เป็นครั้งแรก ต่อมาจึงมีการเพิ่มสาขาการแข่งขันรวมถึงการเตรียมความพร้อมของนักเรียน โดยการจัด การแข่งขันโอลิมปิกวิชาการระดับชาติ(ภายในประเทศ) ในปีพ.ศ. ๒๕๔๑ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงประทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อดำ เนินการจัดตั้ง “มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการ และพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.)” และทรงรับเป็นองค์ประธานมูลนิธิฯ อีกด้วย ต่อมา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงพระดำริ ให้โรงเรียนนอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีนักเรียนที่มีศักยภาพสูงพอที่เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก วิชาการได้ส่งผลให้พลตรีธีระศักดิ์ ฤทธิวงศ์ผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร กรมยุทธศึกษาทหาร (ในขณะนั้น) เล็งเห็นและตระหนักถึงการที่จะส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ของนักเรียนเตรียมทหารให้เทียบเท่าระดับมาตรฐานสากล เข้าร่วมเป็นศูนย์โอลิมปิก วิชาการอีกศูนย์หนึ่งของมูลนิธิสอวน. เพื่อพัฒนานักเรียนและครูอาจารย์ของโรงเรียนเตรียมทหาร ให้มีมาตรฐานในด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์สูงขึ้น F นาวาตรี ศุภชัย อินสว่าง ครูชำ นาญการพิเศษ แผนกวิชาศิลปะ ส่วนการศึกษา โรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ๔๐ โรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เจ ้ าภาพการแข ่ งขันฟิสิกส์ โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ ๒๒ วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖
๔๑ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๔๗ โรงเรียนเตรียมทหาร กรมยุทธศึกษาทหาร ได้ส่งนักเรียนเตรียมทหารจำ นวน ๖ นาย เข้าร่วมการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับชาติครั้งที่ ๓ เป็นครั้งแรก ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดย นักเรียน เตรียมทหาร สีหพล อุทิตสาร ได้รับรางวัลเหรียญทอง นับแต่นั้นมา โรงเรียนเตรียมทหารได้นำ นักเรียนเตรียมทหาร เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการอีก ๓ สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาเคมีและคณิตศาสตร์ในปีพ.ศ. ๒๕๔๘ และสาขาวิชาภูมิศาสตร์ในปีพ.ศ. ๒๕๖๑ ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้โรงเรียนเตรียมทหาร กรมยุทธศึกษาทหาร ยังได้รับเกียรติจากมูลนิธิให้เป็นเจ้าภาพ จัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับชาติครั้งที่ ๘ เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๒ และในปีพ.ศ. ๒๕๖๖ โรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประทศ ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับชาติครั้งที่ ๒๒ ซึ่งตรงกับโอกาสพิเศษที่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติได้ประกาศรับรอง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ให้ทรงเป็นบุคคลสำ คัญ ของโลก ในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปีวันคล้ายวันประสูติวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๖ อีกด้วย คณะกรรมการจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับชาติครั้งที่ ๒๒ ได้จัดให้มีการประกวดการออกแบบ ตราสัญลักษณ์การแข่งขันฯ ซึ่งได้คัดเลือกผลงานของนักเรียนเตรียมทหาร กริชธวัช อุปละ ชั้นปีที่ ๒ ตอน ๑๓ รุ่น ๖๔ มาเป็นตราสัญลักษณ์ในการแข่งขันครั้งนี้โดยมีความหมายดังนี้ ๔๒ วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖
การจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับชาติครั้งที่ ๒๒ นี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๖–๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ มีนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด ๑๐๑ คน แบ่งเป็นนักเรียนจาก สสวท. จำ นวน ๕ คน และนักเรียนจาก ศูนย์สอวน. ทั่วประเทศ จำ นวน ๙๖ คน คือ ๑. ศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ๒. ศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. มหาวิทยาลัยขอนแก่น ๓. ศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ๔. ศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ๕. ศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. มหาวิทยาลัยนเรศวร ๖. ศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. มหาวิทยาลัยบูรพา ๗. ศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ๘.. ศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. มหาวิทยาลัยศิลปากร ๙. ศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ๑๐. ศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(วิทยาเขตปัตตานี) ๑๑. ศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ๑๒. ศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. โรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ๑๓. ศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ๑๔. ศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ สำ หรับพิธีเปิดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับชาติครั้งที่ ๒๒ ได้รับเกียรติจากรองศาสตราจารย์ ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการ และพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์(สอวน.) ๔๓ มาเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน ในโอกาสนี้โรงเรียน เตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ได้จัดให้มี การขับเสภาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ “100 ปีเจ้าฟ้าศูนย์รวมใจ เหล่า สอวน.” และการแสดง โขนเรื่องรามเกียรติ์ชุดพระรามราชาปราบเจ้าลงกา พญามาร ซึ่งเป็นการแสดงที่มีความสัมพันธ์กับหลักการ ทางฟิสิกส์จนทำ ให้เป็นที่ประทับใจแก่ผู้มาร่วมงานเป็น อย่างมาก เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
๔๔ สำ หรับการแข่งขันแบ่งออกเป็นการสอบภาคทฤษฎี๔ ชั่วโมง และการสอบภาคปฏิบัติ๔ ชั่วโมง โดยข้อสอบภาคปฏิบัติจะเน้นทักษะการทดลอง อัตราส่วนระหว่างคะแนนภาคทฤษฎีและคะแนนภาคปฏิบัติ เป็น ๓๐ : ๒๐ การตรวจข้อสอบและประเมินผลดำ เนินการโดยคณะกรรมการฝ่ายวิชาการ ในระหว่างรอผลการตรวจปัญหาสอบ ได้จัดให้มีกิจกรรมสร้างเสริมความสัมพันธ์ของนักเรียนที่เข้าร่วม กิจกรรมในครั้งนี้ทั้งกิจกรรมทางทหารและทัศนศึกษาแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ ในบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย สรุปผลการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับชาติครั้งที่ ๒๒ จากผู้เข้าร่วมแข่งขัน จำ นวน ๑๐๑ คน มีผู้ที่ได้รับรางวัลดังต่อไปนี้ วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ ประเภทรางวัล จำ นวนผู้ที่ได้รับรางวัล คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ รางวัลเหรียญทอง 10 คน 9.9% รางวัลเหรียญเงิน 18 คน 17.8% รางวัลเหรียญทองแดง 30 คน 29.7% รางวัลเกียรติคุณประกาศ 19 คน 18.8% รางวัลพิเศษ 9 คน 8.9%
๔๕ ๑. รางวัลเหรียญทอง มีนักเรียนได้รับรางวัล จำ นวน ๑๐ คน ๓. รางวัลเหรียญทองแดง มีนักเรียนได้รับรางวัล จำ นวน ๓๐ คน ๒. รางวัลเหรียญเงิน มีนักเรียนได้รับรางวัล จำ นวน ๑๘ คน ๔. รางวัลเกียรติคุณประกาศ มีนักเรียนได้รับรางวัล จำ นวน ๑๙ คน ๕. รางวัลพิเศษ มีนักเรียนได้รับรางวัล จำ นวน ๙ คน เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
๔๖ สำ หรับในการแข่งขันครั้งนี้มีนักเรียนเตรียมทหารได้รับรางวัลเหรียญทองแดง จำ นวน ๒ นาย คือ นักเรียน เตรียมทหาร อภิสิทธิ์ สุรพินิจ และนักเรียนเตรียมทหาร ภาตะวัน กุลจันทร์ ทั้งนี้การจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับชาติก็เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาวิชาฟิสิกส์ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลายให้ทัดเทียมนานาประเทศ อันจะส่งผลให้นักเรียนได้แสดงความสามารถทางวิชาการ และพัฒนาศักยภาพของตนเองให้สูงขึ้น รวมไปถึงคณาจารย์จากศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. ต่าง ๆ ได้ฝึก ประสบการณ์ในการจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับชาติรวมทั้งได้ร่วมกันวางแผนพัฒนาหลักสูตรการอบรม ตลอดจนพัฒนาอุปกรณ์ปฏิบัติการ อุปกรณ์การเรียนการสอนให้ได้มาตรฐาน และสิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่ง เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์เครือข่ายของนักเรียนและคณาจารย์จากศูนย์โอลิมปิกวิชาการทั่วประเทศ อันจะนำ ไปสู่ความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาชาติไทยต่อไปในอนาคต วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖
๔๗ นอกจากนี้ในพิธีปิดการแข่งขันได้รับเกียรติจาก พลตรีโกญจนาท ธูปเทียนรัตน์ผู้บัญชาการโรงเรียน เตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศเป็นประธานในพิธีและส่งมอบการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันครั้ง ต่อไปแก่ผู้แทนศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งจะจัดขึ้นในปีพ.ศ. ๒๕๖๗ ที่จะถึงนี้ ท้ายที่สุดขอขอบพระคุณผู้ให้การสนับสนุนการจัดงานทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมความสำ เร็จ ในการพัฒนาเยาวชนในครั้งนี้อย่าลืมติดตามเป็นกำลังใจให้กับนักเรียนเตรียมทหารและผู้เข้าร่วมแข่งขันทุก ๆ คน ต่อไปด้วยครับ แหล่งข้อมูล • พันโทหญิง ชื่นกมล เลิศวิทวัสกุล อาจารย์กองวิชาวิทยาศาสตร์ส่วนการศึกษา โรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ • ร้อยโท ชัยพิพัฒน์ คล่องบัญชีอาจารย์ผู้ช่วย แผนกวิชาศิลปะ ส่วนการศึกษา โรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ • เว็บไซต์มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการ และพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์(สอวน.) เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖ วารสาร
แผนงานเร่งด่วน ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี “ตำ บล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ๔๘ F หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา วารสาร เมษายน - มิถุนายน ๒๕๖๖