The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาความสามารถการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมของ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1
นางสาวอัจฌราวรรณ แซ่ตัน
นางสาวศุภรัตน์ สุราษฎร์
นางสาวกมลรัตน์ วัฒนศิลกุล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kam.lovegd, 2022-03-19 05:33:15

การพัฒนาความสามารถการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมของ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1

การพัฒนาความสามารถการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมของ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1
นางสาวอัจฌราวรรณ แซ่ตัน
นางสาวศุภรัตน์ สุราษฎร์
นางสาวกมลรัตน์ วัฒนศิลกุล

การพฒั นาความสามารถการเขยี นสะกดคำศพั ท6ภาษาองั กฤษโดยใชเ? กม
ของ

นักเรยี นมัธยมศึกษาปทD ี่ 1
โรงเรียนธิดาแมIพระ อำเภอเมือง จงั หวัดสุราษฎรธ6 านี

นางสาวอจั ฌราวรรณ แซ/ตนั
นางสาวศภุ รตั น4 สรุ าษฎร4
นางสาวกมลรัตน4 วฒั นศิลกลุ

กลมIุ สาระภาษาตIางประเทศ
ปกD ารศกึ ษา 2564

โรงเรยี นธิดาแมพI ระ อำเภอเมอื ง จงั หวัดสุราษฎรธ6 านี



ช่ืองานวิจัย: การพัฒนาความสามารถการเขยี นสะกดคำศพั ทภ7 าษาองั กฤษโดยใชเ@ กมของนักเรียน
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปทE ี่ 1 โรงเรยี นธดิ าแมJพระ อำเภอเมอื ง จังหวดั สุราษฎรธ7 านี

ช่อื -สกลุ ผวู6 ิจยั : นางสาวอจั ฌราวรรณ แซตJ ัน, นางสาวศุภรัตน7 สรุ าษฎร7, นางสาวกมลรัตน7 วัฒนศลิ กลุ
ปท8 ี่วิจยั : 2564

บทคัดยอ>

การวิจัยครั้งนี้เป[นการวิจัยเชิงทดลองขั้นต@นมีวัตถุประสงค7เพื่อ1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการ
เขยี นคำศัพทภ7 าษาองั กฤษระหวาJ งกอJ นและหลังการใชเ@ กมโดยใช@แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์กิ อJ นเรยี นและหลงั เรียน
กลุJมตัวอยJางเป[นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปEที่ 1 ห@องเรียน 1/4 ,1/5 และ1/6 โรงเรียนธิดาแมJพระ
ปEการศึกษา 2564 จำนวน 30 คน ได@มาจากการสุJมแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัยเป[นการวิจัยแบบเชิงทดลอง
ขั้นต@นเครื่องมือที่ใช@ ในการวิจัยประกอบด@วยแผนการสอนโดยใช@เกมคำศัพท7ประกอบในการสอนแบบฝfกทักษะ
การเขียนสะกดคำศัพท7 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู@คำศัพท7 สถิติที่ใช@ในการวัดผลการวิจัย ได@แกJ
คJารอ@ ยละ คJาเฉลีย่ เลขคณิต คาJ ความเบยี่ งเบนมาตรฐาน

ผลการวจิ ัยพบวJา 1) ความสามารถการเขียนคำศัพท7ภาษาอังกฤษหลงั การใชเ@ กมสูงกวาJ กอJ นการใช@เกม

อยJางมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .01



กติ ติกรรมประกาศ

รายงานการวิจัยในชั้นเรียนเรื่องการพัฒนาความสามารถการเขียนสะกดคำศัพท7ภาษาอังกฤษโดยใช@ เกม
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปEที่ 1 โรงเรียนธิดาแมJพระจัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาความสามารถนักเรียนที่ขาดทักษะ
ทักษะการเขียนสะกดคำภาษาอังกฤษให@มีทักษะ ความรู@และความเข@าใจในด@านการสะกดคำศัพท7ภาษาอังกฤษที่ดี
ยิ่งขึ้นและเป[นประโยชน7ตJอการเรียนวิชาภาษาอังกฤษให@ดียิ่งขึ้นของนักเรียน ทั้งนี้ผู@วิจัย ขอขอบพระคุณทJาน
ผู@อำนวยการ รองผู@อำนวยการ หัวหน@ากลุJมบริหารวิชาการ หัวหน@ากลุJมสาระการเรียนรู@ภาษาตJางประเทศและ
คณะครูที่ได@ให@คำแนะนำในการทำงานวิจัยฉบับนี้ให@ออกมาได@ โดยกรุณาให@คำปรึกษาแนะนำแนวความคิดและ
ชJวยให@กำลงั ใจตลอดระยะเวลาท่ีทำงานวจิ ัยฉบบั น้ีจนการทำวิจัยครงั้ นี้ ให@สำเรจ็ ลลุ Jวงไปดว@ ยดี

ผู@วิจัยหวังเป[นอยJางยิ่งวJาการวิจัยเรื่องนี้จะเป[นประโยชน7ตJอผู@อJานเพื่อเป[นแนวทางในการพัฒนาการเรียน
การสอนด@านภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะด@านการพัฒนาการเขียนสะกดคำศัพท7ให@มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หาก
งานวจิ ยั ฉบบั น้มี ขี @อบกพรอJ งประการใดผ@ูวจิ ยั ขออภัยมา ณ ทีน่ ้ี

นางสาวอัจฌราวรรณ แซตJ นั
นางสาวศุภรตั น7 สุราษฎร7
นางสาวกมลรตั น7 วฒั นศลิ กลุ

สารบญั ค

บทคัดยอ' ภาษาไทย หน@า
กติ ติกรรมประกาศ
สารบญั ตาราง ก
บทที่ 1 บทนำ ข

1. ความเปนB มาและความสำคัญของปEญหา 1
2. วตั ถปุ ระสงคJ 1
3. ขอบเขตของการวจิ ัย 3
4. กรอบแนวคิดในการวิจยั 3
5. ประโยชนJทไ่ี ดRรบั จากการวจิ ัย 4
6. นยิ ามศัพทเJ ฉพาะ 4
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยท่เี กย่ี วขอR ง 5
1. เอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วขอR งกับการเขียนสะกดคำ 6
2. เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ียวขRองกับการใชเR กมเพ่อื พัฒนาทกั ษะเขียนภาษาองั กฤษ 7
3. ทฤษฎแี นวการสอนภาษาเพอ่ื การสอ่ื สาร 10
4. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวขRองกับแบบฝ]ก 14
5. งานวจิ ัยที่เกย่ี วขRอง 16
บทที่ 3 วิธีดำเนนิ การวิจัย 19
1. ประชากรและกล'มุ ตัวอย'าง 22
2. ตัวแปรทใี่ ชใR นการวิจัย 22
3. ระยะเวลาในการวิจัย 22
4. การสรRางและพฒั นาเคร่ืองมือท่ใี ชRในการวิจัย 22
5. การเก็บรวบรวมขRอมลู 23
6. สถติ ิท่ใี ชRในการวเิ คราะหขJ อR มูล 26
บทที่ 4 ผลการวเิ คราะหJขอR มูลและอภปิ รายผล 27
28

บทท่ี 5 สรุป อภิปรายผลการวจิ ัยและขRอเสนอแนะ ง
บรรณานกุ รม 31

33

1

บทท่ี 1

บทนำ

ความเปนG มาและความสำคัญของปKญหา

ภาษาอังกฤษถือวJามีความสำคัญอยJางมากซึ่งประเทศไทยได@จัดให@มีการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ
ตั้งแตJระดับอนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษา คิดเป[นระยะเวลายาวนานในการเรียนรวมอยJางน@อย 14 ปE โดยใช@
หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุJมสาระการเรียนรู@ภาษาตJางประเทศที่มุJงหวังให@ผู@เรียนมีเจตคติ
ที่ดีตJอภาษาตJางประเทศและสามารถใช@ภาษาตJางประเทศสื่อสารในสถานการณ7ตJางๆ แสวงหาความร@ู
ประกอบอาชีพและศึกษาตJอในระดับที่สูงขึ้นรวมทั้งมีความรู@ความเข@าใจในเรื่องราวและวัฒนธรรมอันหลากหลาย
ของประชาคมโลกและสามารถถJายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได@อยJางสร@างสรรค7
ซึ่ง ประกอบด@วยสาระสำคัญดังนี้ ภาษาเพื่อการสื่อสาร, ภาษาและวัฒนธรรม, ภาษากับความสัมพันธ7กับกลุJมสาระ
การเรียนรู@อื่นและ ภาษากับความสัมพันธ7กับชุมชนและโลก ผู@วิจัยได@หยิบยกสาระสำคัญวJาด@วยเรื่องภาษาเพื่อ
การสื่อสารเนื่องจากสาระสำคัญนี้ได@สอดคล@องกับงานวิจัยที่ผู@วิจัยได@ทำการศึกษาค@นคว@าซึ่งในสาระสำคัญน้ี
ทางหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ได@กลJาวเกี่ยวกับภาษาเพื่อการสื่อสารไว@วJา
“การใช@ภาษาตJางประเทศในการฟoง-พูด-อJาน-เขียน แลกเปลี่ยนข@อมูลขJาวสารแสดงความรู@สึกและความคิดเห็น
ตีความ นำเสนอขอ@ มูล ความคดิ รวบยอดและความคดิ เหน็ ในเรื่องตJางๆ และสร@างความสัมพนั ธร7 ะหวJางบคุ คลอยJาง
เหมาะสม” โดยในปoจจุบันพบวJาปoญหาพื้นฐานของการเรียนภาษาอังกฤษทั้งสี่ทักษะคือ ปoญหาคำศัพท7 เนื่องจาก
ความรู@ด@านคำศัพท7ไมJเพียงพอ เป[นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให@นักเรียนไมJประสบความสำเร็จใน การเรียน
ภาษาอังกฤษในโรงเรียนไมJวJาจะเป[นทักษะการฟoง พูด อJาน และเขียนซึ่งเป[นทักษะที่สำคัญและจำเป[นที่นักเรียน
จะต@องมีพื้นฐานเกี่ยวกับคำศัพท7จึงจะสามารถเรียนภาษาได@ดีจึงเป[นที่ยอมรับได@วJา “คำศัพท7” เป[นหัวใจสำคัญใน
การศกึ ษาภาษาอยาJ งหนึ่ง

อยJางไรก็ตามการสอนคำศัพท7ในประเทศไทยนั้น ยังได@รับความสนใจน@อย และยังมีการละเลยในด@านการ
สอนซึ่งกJอให@เกิดปoญหาแกJนักเรียนไทยในด@านการสอนหลายด@าน ดังนั้นภาษาอังกฤษจึงเป[นสJวนหนึ่งของหลายๆ
กิจกรรมในชีวิตประจำวันและในการที่จะใช@ภาษาอังกฤษได@ดีนั้น ผู@เรียนจำเป[นจะต@องฝfกฝนทั้งทักษะการพูด
การฟoง การอJาน และการเขียนโดยเชื่อมโยงกับการนำไปใช@ได@จริงในชีวิตประจำวันและใช@ในทักษะการสื่อสาร
ภาษาอังกฤษ ทักษะการเขียนเป[นทักษะที่สำคัญอยJางหนึ่งตJอการเรียนภาษาเพราะการเขียนเป[นกระบวนการท่ี
ต@องฝfกฝนอยJางมีระบบ ต@องหมั่นอดทนฝfกซ@อม ซึ่งการเขียนที่ดีนั้นก็ไมJใชJเรื่องงJายสำหรับผู@ที่เรียนวิชา
ภาษาอังกฤษเป[นภาษาตJางประเทศ เพราะแม@แตJตัวของเจ@าของภาษาเองนั้นก็พบวJาการเขียนเป[นเรื่องยาก
เนื่องมาจากการสะกดคำศัพท7นั้นไมJถูกต@อง ถึงแม@วJาจะรู@จักตัวอักษรแตJไมJสามารถประสบเป[นคำได@ แตJอยJางไรก็
ตามการฝfกความสามารถด@านการเขียนก็ชJวยให@ตัวผู@เรียนพัฒนาทักษะการเรียนรู@ภาษาอังกฤษในด@านการอJาน
ด@านการฟoง และด@านการพูดได@เชJนเดียวกัน เนื่องจากปoญหาข@างต@นได@มีผู@ให@ความสนใจศึกษาปoญหาและหาวิธีแก@ไข
เชJน นิตยา ดวงเงิน (2547) ซึ่งได@ทำการ วิจัยพบวJาเกมชJวยให@นักเรียนเขียนตัวอักษรถูกต@องตามหลัก เขียนสะกด

2

คำศัพท7ได@อยJางถูกต@องมากขึ้น ซึ่งสอดคล@องกับปารมี นกสวน (2547) ที่ได@ทำการวิจัยเกี่ยวกับการใช@เกมแฮงค7
แมนซึ่งเป[นกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร@อมสำหรับการเพิ่มความตระหนักในเรื่องแบบแผนการสะกดบอกวJา
เกมชJวยให@นักเรียนเข@าใจแบบแผนการสะกดคำภาษาอังกฤษ สามารถจำคำศัพท7ได@แมJนยำและถูกต@อง อีกทั้งยัง
สามารถเดาคำศัพท7ที่มีการสะกดคล@ายคลึงกันได@อีกด@วย นอกจากนี้ณัฐชา เรืองเกษม (2547) พบวJา การเลJนเกม
สามารถพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำศัพท7ภาษาอังกฤษของนักเรียนให@เพิ่มขึ้นได@โดยมีคะแนนการเขียนสะกด
คำศัพท7ภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นจากคะแนนกJอนเรียนร@อยละ 39.00 และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำศัพท7
ภาษาองั กฤษหลงั เรียนเพิ่มขน้ึ จากกอJ นเรียนอยJางมนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดบั 0.01

หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนธิดาแมJพระ ได@กลJาวเกี่ยวกับ สมรรถนะสำคัญของผู@เรียนวJาด@วยเรื่องการ
สื่อสารไว@วJา “นักเรียนควรมีความสามารถในการรับสJงสาร มีวัฒนธรรมการถJายทอดความคิด ความรู@ และ ทัศนะ
ของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข@อมูลขJาวสารและประสบการณ7อันเป[นประโยชน7ตJอการพัฒนาตนเองและสังคมรวมทั้ง
การเจรจาตJอรองเพื่อขจัดและลดปoญหาความขัดแย@งตJางๆ การเลือกรับหรือไมJรับข@อมูลขJาวสารด@วยหลักเหตุผล
และความถูกต@องตลอดจนการเลือกใช@วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีตJอตนเองและ
สงั คม”

เมื่อศึกษาถึงสาเหตุของปoญหาดังกลJาวพบวJา นักเรียนมีปoญหาอยูJหลายด@านด@วยกัน แตJที่ชัดเจนที่สุดคือ
การเขียนสะกดคำศัพท7ภาษาอังกฤษไมJได@ของนักเรียน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการการนำตัวอักษรมาประสมเป[นคำ
ไมJเป[นและไมJมีสื่อที่สามารถดึงดูดความสนใจให@นักเรียนเขียนได@ ทำให@นักเรียนสJวนหนึ่งขาดทักษะด@านการเขียน
ภาษาอังกฤษ จึงทำให@การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษด@านอื่นๆเป[นไปด@วยความยากลำบาก เพราะนักเรียน
ไมJสามารถสะกดคำศัพท7ซึ่งจะนำไปสูJทักษะการเขียนที่ดีได@ในลำดับตJอไป และปoญหานี้ยังไมJได@รับการแก@ไข
เทJาที่ควร เพราะเวลาการเรียนการสอนนั้นมีจำกัด ประกอบกับการให@ความใสJใจในการเรียนรู@ของนักเรียนด@วย
อกี ท้ังนักเรียนมีจำนวนมากทำใหม@ เี วลาไมเJ พียงพอตJอการให@นักเรียนได@ฝfกฝนกันครบทกุ คน

ผู@วิจัยได@ปฏิบัติการสอนในรายวิชา อ 21101 ภาษาอังกฤษพื้นฐานของชั้นมัธยมศึกษาปEที่ 1
โรงเรียนธิดาแมJพระ ปรากฏวJามีนักเรียนจำนวนหนึ่งประสบปoญหาการเขียนสะกดคำศัพท7ไมJได@ ทำให@ทราบวJา
นักเรียนขาดทักษะทางด@านการเขียนเป[นอยJางมาก เมื่อผู@วิจัยให@นักเรียนทำการเขียนคำศัพท7ภาษาอังกฤษ
นักเรียนไมJสามารถนำตัวอักษรตJางๆมาประสมเป[นคำนั้นๆได@ ดังนั้นจากการศึกษาข@างต@นทำให@ ผู@วิจัยมีความสนใจ
ที่จะนำเกมตJางๆมาเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนคำศัพท7สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปEที่ 1 โดยผู@วิจัยจะนำ
กิจกรรมเกมตJางๆมาใช@ในขั้นสรุป นั้นก็คือหลังจากที่ผู@วิจัยได@ทำการสอนคำศัพท7ให@นักเรียนไปแล@ว ผู@วิจัยจะนำ
คำศัพท7นั้นๆมาทบทวนให@นักเรียนโดยใช@เกมซึ่งเกมที่ผู@วิจัยใช@นั้น มีทั้งหมด 3 เกมด@วยกัน นั้นก็คือเกม Bingo,
เกมสร@างคำศัพท7 และเกม Hangman ซึ่งจะวดั ผลโดยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธก์ิ ารเขียนสะกดคำศัพท7

3

วัตถปุ ระสงคขN องการวิจัย
เพอื่ เปรยี บเทยี บความสามารถการเขยี นคำศัพทภ7 าษาอังกฤษระหวาJ งกอJ นและหลงั การใชเ@ กมโดยใช@

แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิก์ อJ นเรยี นและหลังเรียน

สมมุตฐิ านการวิจยั
นักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปทE ่ี 1 มผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเขียนคำศัพทไ7 ดส@ งู กวJากอJ นเรยี น

ขอบเขตการวิจยั
ประชากร
ประชากรที่ใช@ในการวิจัยได@แกJ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปEที่ 1 โรงเรียนธิดาแมJพระ อำเภอเมือง

จงั หวัดสรุ าษฎรธ7 านี ปกE ารศกึ ษา 2564 จำนวน 267 คน
กล>มุ ตวั อย>าง
กลุJมตัวอยJางที่ใช@ในการวิจัยได@แกJ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปEท่ี 1/4, 1/5, 1/6 โรงเรียนธิดาแมJพระ

อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร7ธานี ปEการศึกษา 2564 จำนวน 30 คน ซึ่งได@มาจากการเลือกแบบเจาะจง
(Purposive Random Sampling) จากการประเมนิ ผลกอJ นเรียนแล@วมคี ะแนนสอบตำ่ กวJาเกณฑ7

ตวั แปรการศึกษา
ตวั แปรอสิ ระ คอื เกมทใ่ี ช@ในการพฒั นาการเขยี นคำศัพทภ7 าษาอังกฤษของนกั เรียน
ตวั แปรตาม คอื ความสามารถในการเขียนสะกดคำศัพท7ภาษาองั กฤษของนกั เรียน

4

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย

การวจิ ัยเรอ่ื งการพฒั นาการเขยี นสะกดคำศัพทภ7 าษาองั กฤษโดยใช@เกมของนกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปทE ่ี 1
โรงเรียนธิดาแมJพระ ผ@ูวิจยั ไดก@ ำหนดตัวแปรอสิ ระและตัวแปรตามดังกรอบแนวคิดในการวิจัย ดงั ตJอไปนี้

ตัวแปรอสิ ระ ตวั แปรตาม
เกมทีใ่ ชใ@ นการพฒั นาการเขยี น ความสามารถในการเขียนสะกด
คำศัพท7ภาษาอังกฤษของนกั เรยี น คำศพั ท7ภาษาองั กฤษของนกั เรยี น

ชนั้ มัธยมศกึ ษาปEท่ี 1 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปEที่ 1

ภาพที่ 1 ตัวแปรอิสระ ภาพท่ี 2 ตวั แปรตาม

เน้ือหาทใี่ ช6ในการวิจัย

ขอบเขตดา@ นเนอ้ื หา สาระการเรยี นร@ู ภาษาตJางประเทศ ปEการศกึ ษา 2564
- แผนการจดั การเรียนร@ูที่ 1 เรื่อง Give advice
- แผนการจดั การเรียนร@ูที่ 2 เรอ่ื ง Different people
- แผนการจดั การเรียนรท@ู ี่ 3 เรื่อง Health me

สถิติท่ใี ชใ6 นการวเิ คราะหNข6อมูล
1. สถิตพิ ื้นฐาน
1.1 คาJ เฉลีย่ (Mean)
1.2 คาJ ความเบยี่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

ประโยชนNทค่ี าดวา> จะไดร6 บั

1. นักเรียนสามารถเขยี นสะกดคำศัพทภ7 าษาอังกฤษได@และนำไปใช@เพอ่ื สื่อสารได@อยJางถกู ตอ@ ง
2. เกดิ แนวการสอนที่พฒั นาทั้งความรดู@ @านการเขยี นสะกดคำศพั ทแ7 ละสรา@ งบรรยากาศในช้นั เรียนให@ดึงดดู
ความสนใจของนกั เรยี นในการเรยี นได@

5

นิยามศพั ทNเฉพาะ

1. ความสามารถในการเขียนคำศัพท7ภาษาอังกฤษหมายถึง การเขียนสะกดคำศัพท7ภาษาอังกฤษได@อยJาง
ถูกต@อง สามารถกำหนดตัวอักษรหรือสัญลักษณ7แทนเสียง สามารถถJายทอดความคิดออกมาเป[นตัวหนังสือและ
ผูอ@ Jานสามารถเข@าใจได@ อกี ทงั้ สามารถเขยี นเรียงพยญั ชนะ สระ วรรณยกุ ต7 ตัวสะกดเรยี บเรียงเปน[ คำไดถ@ ูกต@อง

2. เกม หมายถึง กิจกรรมที่จัดอยูJในรูปของการเลJนหรือการแขJงขันอยJางมีกฎเกณฑ7 ในแตJละเกมได@มีการ
กำหนดจุดมุJงหมาย จำนวนผู@เลJน อุปกรณ7 วิธีการเลJน กติกา และเวลา เพื่อที่จะพัฒนาทักษะการเขียนสะกด
คำศัพท7ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปEที่ 1 มีด@วยกันทั้งหมด 3 เกม ดังนี้ เกมบิงโกคำศัพท7, เกมสร@างคำศัพท7, และ
เกม Hangman ซึ่งเป[นเกมเกี่ยวกับการสะกดคำศัพท7ทั้งสิ้น โดยผู@วิจัยจะนำมาใช@ในขั้นสรุปบทเรียนเพื่อทบทวน
คำศพั ทห7 ลังจากเรยี นจบในแตลJ ะบท

3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำศัพท7 หมายถึง ข@อสอบที่ใช@วัดทักษะในการเขียนสะกด
คำศัพท7ภาษาองั กฤษ เพื่อใช@ทดสอบกJอนเรียนและหลังเรยี น เป[นขอ@ สอบปรนัย 20 ขอ@ และขอ@ สอบอตั นัย 10 ข@อ

4. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปEที่ 1/4, 1/5, 1/6 โรงเรียนธิดาแมJพระ อำเภอเมือง
จังหวัดสุราษฎร7ธานี ปEการศึกษา 2564 จำนวน 30 คน ซึ่งได@มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random
Sampling) จากการประเมนิ ผลกอJ นเรยี นแล@วมีคะแนนสอบตำ่ กวJาเกณฑ7

6

บทท่ี 2
แนวคดิ ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยท่ีเกย่ี วขอ6 ง

เพ่ือใหไ@ ดก@ รอบความคดิ ในการวจิ ยั ผวู@ ิจัยไดศ@ ึกษาค@นควา@ เอกสาร และงานวจิ ยั ท่เี กี่ยวขอ@ งโดยนำเสนอ
ผลการศึกษาตามลำดับดงั นี้

1. เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กยี่ วขอ@ งกบั การเขียนสะกดคำศัพท7
1.1 ความหมายของการเขียนสะกดคำศพั ท7
1.2 ความสำคัญของการเขียนสะกดคำศพั ท7
1.3 จดุ มงุJ หมายของการเขียนสะกดคำศัพท7
1.4 หลกั การเขยี นสะกดคำศพั ทภ7 าษาอังกฤษ

2. เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ยี วขอ@ งกับการใชเ@ กมเพอื่ พัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ
2.1 ความหมายของเกม
2.2 ความสำคญั ของการใชเ@ กม
2.3 ประเภทของเกมเพื่อพัฒนาทักษะการเขยี นคำศัพทภ7 าษาองั กฤษ
2.4 หลกั การใช@เกมในการสอนภาษาอังกฤษ

3. ทฤษฎแี นวการสอนภาษาเพ่ือการส่ือสาร
4. เอกสารและงานวจิ ัยที่เกี่ยวข@องกบั แบบฝfก

4.1 ความหมายของแบบฝfก
4.2 การพัฒนาแบบฝกf
4.3 ลักษณะของแบบฝกf ที่ดี
4.4 ประโยชน7ของแบบฝfก
5. งานวิจยั ท่เี กยี่ วข@อง
5.1 งานวจิ ัยในประเทศที่เก่ยี วขอ@ ง
5.2 งานวิจยั ตาJ งประเทศทเี่ กีย่ วข@อง

7

1. เอกสารและงานวจิ ยั ที่เกี่ยวข6องกับการเขียนสะกดคำศพั ทN

ผ@ูวจิ ยั ไดศ@ ึกษาค@นคว@าขอ@ มูลและทบทวนวรรณกรรมเก่ียวกบั การเขยี นสะกดคำ ประกอบไปด@วยประเดน็
ดงั ตอJ ไปนี้ นัน้ ก็คอื ความหมายของการเขียนสะกดคำ ความสำคญั ของการเขียนสะกดคำศพั ท7 จดุ มุJงหมายของการ
เขยี นสะกดคำและหลักการเขยี นสะกดคำศพั ทภ7 าษาองั กฤษ โดยมนี กั การศึกษาได@ใหข@ @อมูลไวด@ งั นี้

ความหมายของการเขียนสะกดคำศพั ทN

สกุ ญั ญา ศรณี ะพรหม (2541: 19) ไดก@ ลJาววาJ การเขียนสะกดคำเป[นการจำตัวอกั ษรตามความหมายของ
รปู คำนัน้ ๆ เมื่อออกเสยี งเปน[ คำ ๆ หนึ่งที่เข@าใจความหมายของคำศพั ท7น้ันรJวมกัน

ณัฐชา เรอื งเกษม (2547: 25) ไดก@ ลาJ ววาJ การเขยี นสะกดคำเปน[ เรื่องเกี่ยวกับการกำหนดตัวอักษร หรือ
สญั ลักษณแ7 ทนเสยี ง ซงึ่ จะชวJ ยให@ผ@ูเขยี นสามารถถJายทอดความคิดของตนเองออกมาเปน[ ตวั หนงั สือ และ ให@ผู@อJาน
สามารถเขา@ ใจไดต@ รงตามจดุ มJุงหมายทผ่ี @ูเขียนต@องการ

สมพงษ7 ศรีพยาต (2553: 35) ได@กลJาววJา การเขียนสะกดคำ คือ การเขียนเรียงลำดับอักษรได@แกJ
พยัญชนะ สระ วรรณยุกต7 ตัวสะกดและตัวการันต7เรียบเรียงเป[นคำได@ถูกต@อง เขียนถJายทอดความรู@สึกนึกคิด
ของตนเอง เขยี นตอบคำถาม เขียนเลาJ เรอื่ งและใช@เครื่องหมายวรรคตอนไดถ@ ูกต@อง

กลJาวโดยสรุป การเขียนสะกดคำ นั้นผู@เรียนต@องสามารถจำตัวอักษรตามความหมายของรูปนั้นๆได@
และสามารถถJายทอดความคิดของตนเองออกมาเป[นตัวหนังสือ อีกทั้งสามารถเรียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต7
ได@อยาJ งถูกต@อง

ความสำคัญของการเขยี นสะกดคำศพั ทN

ประเทิน มหาขันธ7 (2519: 61) ให@ความเห็นเกี่ยวกับการเขียนสะกดคำไว@วJา การสะกดคำมี ความสำคัญ
ท่สี ดุ ในการสอ่ื สารโดยวธิ กี ารเขยี น ทงั้ นีเ้ พราะทำให@ผ@ูอาJ นสามารถเขา@ ใจความหมายทีถ่ ูกต@องจาก เรือ่ งราวตาJ งๆ

ยุพดี พูลเวชประชาสุข (2525: 5) ให@ความเห็นเกี่ยวกับความสำคัญของการเขียนสะกดคำสอดคล@อง
กับ ประเทิน มหาขันธ7 วาJ การสอนเขยี นสะกดคำเป[นแนวทางทจี่ ะนำไปสูกJ ารเขยี นหนงั สอื ไดถ@ กู ต@อง

ณัฐชา เรืองเกษม (2547: 26) ให@ความเห็นเกี่ยวกับความสำคัญของการเขียนสะกดคำไว@วJา การเขียน
สะกดคำมีความสำคัญที่สุดในการสื่อความหมายด@วยวิธีการเขียน การเขียนผิดก็เหมือนกับการพูดผิด ความหมาย
ของคำก็จะเปลี่ยนไปและประสิทธิภาพของการเขียนก็จะลดลง แตJถ@าหากเขียนสะกดคำได@ถูกต@องก็จะชJวยให@
ผู@อาJ นเข@าใจขอ@ ความได@อยาJ งถูกต@อง

วรรณี โสมประยูร (2544: 503) ให@ความเห็นเกี่ยวกับความสำคัญของการเขียนสะกดคำไว@วJา การเขียน
สะกดคำเป[นพื้นฐานของการเรียนอยJางหนึ่ง เพราะเด็กต@องรู@จักสะกดคำได@ถูกต@องกJอน จึงสามารถเขียนประโยค
และเร่ืองราวได@

8

กลJาวโดยสรุปได@วJา การเขียนสะกดคำมีความสำคัญเป[นอยJางมาก หากเขียนสะกดคำถูกต@อง ผู@อJานก็จะ
เข@าใจความหมายของคำศัพท7ได@อยJางถูกต@อง ในทางกลับกัน หากเขียนสะกดคำผิดก็จะทำให@ผู@อJานเข@าใจ
ความหมายคำศพั ท7ผิดไปด@วย การสะกดคำจึงเป[นสง่ิ สำคญั และจำเปน[ ตJอการเรยี นภาษา

จุดมุง> หมายของการเขยี นสะกดคำ

บญุ ปก ออJ นเผาJ (2526: 11-12) ได@สรปุ จดุ มงุJ หมายของการเขียนสะกดคำไว@ ดังนี้
มุJงให@นักเรียนรู@จักการเขียนสะกดคำครูจะต@องให@นักเรียนมีทักษะการใช@คำและจำเป[นต@องมีสิ่งเร@าให@
นักเรียนเกิดความสนใจในการเขียนสะกดคำศัพท7 ชJวยให@นักเรียนคุ@นเคยกับรูปคำเพื่อให@นักเรียนรู@จักคำในวงกว@าง
ขึ้น อีกทั้งมีความสามารถที่จะเขียนสะกดคำได@ถูกต@องนักเรียนจะต@องเรียนรู@คำสามารถจัดรูปของคำ จำลำดับ
อกั ษรได@จึงจะสามารถเขยี นสะกดคำไดถ@ กู ต@อง
รองรัตน7 อิศรภักดี และเทือกกุสุมา ณ อยุธยา (2536: 121) ได@ให@ความเห็นเกี่ยวกับการเขียนสะกด
คำศัพท7ไว@วJา การสอนสะกดคำเป[นสิ่งสำคัญ และจำเป[นในการวางรากฐานของการเรียนการสอนสะกดคำมี
จุดมุงJ หมายดังนี้ คือ
1. ชวJ ยใหน@ กั เรียนรูจ@ กั คำตาJ งๆ ทจ่ี ำเปน[ ในชวี ิตประจำวนั เพือ่ ชJวยให@เดก็ เขียนเปน[ เรอ่ื งราวตาJ งๆได@
2. ชวJ ยให@เด็กรจ@ู ักสะกดคำตJางๆได@ถูกต@อง
3. ชJวยสงJ เสรมิ ให@เดก็ ร@ูจกั ใช@คำตJางๆได@กวา@ งขวางข้นึ
4. ชวJ ยให@เดก็ ค@นคว@าและคดิ หาคำใหมJๆตามทีเ่ ด็กตอ@ งการ
ณัฐชา เรืองเกษม (2547: 27) ได@ให@ความเห็นเกี่ยวกับการเขียนสะกดคำศัพท7ไว@วJา การสะกดคำมี
ความสำคัญตJอการสื่อความหมายด@วยภาษาเขียน ถ@าเขียนผิดไปอาจทำให@ผู@อJานเข@าใจความหมายเปลี่ยนไป
หรือไมJเข@าใจความหมายก็ได@ การสะกดคำได@ถูกต@องจึงเป[นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง ดังนั้นการสอนเขียนสะกดคำจึง
ตอ@ งมกี ารกำหนดจุดมงJุ หมายใหช@ ดั เจน
กลJาวโดยสรุป จุดมุJงหมายของการเขียนสะกดคำ คือ นักเรียนต@องรู@จักรูปคำและรู@จักการเขียนสะกดคำ
และสามารถเรียงพยญั ชนะและสระไดอ@ ยาJ งถูกต@อง

หลกั การเขยี นสะกดคำศัพทNภาษาอังกฤษ

พิตรวัลย7 โกวิทวที (2524: 78-81) ได@เสนอแนวคิดวJา การสอนสะกดคำ ครูควรจะสอนให@นักเรียนรู@จัก
วิธีการสะกดคำอยJางมีหลักเกณฑ7 มีเหตุผล รู@จักใช@การสังเกตมาเป[นเครื่องชJวยในการสะกดคำโดยเสนอแนะไว@
ดงั น้ี

1. ให@นักเรียนออกเสียงเป[นจังหวะแทนการออกเสียงที่สะกดติดกันไป ใช@น้ำเสียงเน@นหนักมีชีวิตชีวา
เหมือนกันเวลาร@องเพลงเชียร7กีฬา ในคำหนึ่งๆ ครูอาจชJวยนักเรียนแบJงชJวงของการสะกดคำออก เชJน doctor
นกั เรยี นจะออกเสยี งดงั น้ี doc-t-or doctor แทนการสะกดคำ

9

2. ฝfกให@รู@จักสังเกต รู@จักเปรียบเทียบ โดยนำเอาความรู@เรื่องการสะกดคำจากคำที่เรียนไปแล@วมา

เปรียบเทียบคำใหมJดูวJามีตัวสะกดที่คล@ายกันหรือเหมือนกันอยJางไร จะชJวยให@นักเรียนจำคำใหมJ ได@รวดเร็วและ

แมนJ ยำ เชJน

คำท่เี รียนมาแลว@ คำใหมJ

fear year, clear, tear

bake fake, sake, cake

drink think

ในการสอนทุกครั้งถ@าครูสามารถแนะให@นักเรียนใช@ความสังเกตเรื่องการสะกดคำได@เมื่อไรจะต@องแนะนำ

ทันทไี มคJ วรจะสอนเพียงแตบJ อกวJาคำ ๆน้ันสะกดอยาJ งไร

3. บวกลบตัวอกั ษร เชนJ บวกดว@ ย e ลบดว@ ย h บวกด@วย a = tea เปน[ ตน@

4. เรียงตัวอกั ษรให@เปน[ คำ เชJน pegra= grape, rfahet= father เป[นตน@

5. นำเอาสJวนของคำไมสJ มบรู ณ7มารวมกันให@เป[นคำทีถ่ กู ต@อง

win tist = dentist

Mon day = Monday

to dow = window

den day = today

6. นำสJวนของคำและภาพรวมกันโดยทน่ี กั เรยี นเคยเรยี นสJวนของคำน้นั ๆแล@วหรือรู@ความหมายจากภาพ

น้ันๆ แล@ว เชนJ

wo + รปู ผู@ชาย

กลาJ วโดยสรปุ ไดว@ าJ หลกั การเขียนสะกดคำนน้ั จะต@องร@ูจกั สังเกต รจู@ ักเปรียบเทยี บคำใหมJกับคำเกาJ ทม่ี ี
ลกั ษณะการเขียนที่คลา@ ยคลึงกัน จะทำใหจ@ ดจำไดอ@ ยาJ งรวดเร็วและแมนJ ยำยง่ิ ขน้ึ ไปอกี

10

2. เอกสารและงานวจิ ัยที่เก่ยี วขอ6 งกบั การใชเ6 กมเพอื่ พัฒนาทักษะการเขยี น

ผู@วิจัยได@ศึกษาค@นคว@าข@อมูลและทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการการใช@เกมเพื่อพัฒนาทักษะการเขียน
ประกอบไปด@วยประเด็นดังตJอไปนี้ ความหมายของเกม ความสำคัญของการใช@เกมประเภทของเกมเพื่อพัฒนา
ทักษะการเขยี นคำศัพทภ7 าษาองั กฤษหลกั การใช@เกมในการสอนซ่งึ มนี ักการศกึ ษาใหข@ @อมลู ไวด@ งั น้ี

ความหมายของเกม

ชลิยา ลิมปšยากร (2536: 191) ให@ความหมายของเกมไว@วJา เป[นกิจกรรมการเลJนที่ผู@เลJนพยายามเลJนให@
บรรลุเป›าหมาย ภายใต@กติกาของกฎเกณฑ7ที่กำหนดให@ โดยมีจุดประสงค7เฉพาะเพื่อพัฒนานักเรียนไปสูJจุดประสงค7
น้ันๆ เชนJ พัฒนาทกั ษะทางกาย เพอื่ พฒั นาการคิด และเพ่อื พัฒนาทางอารมณ7เป[นต@น

วิมลรัตน7 คงภิรมย7ชื่น (2530 : 21) ให@ความหมายของเกมไว@วJา เกม หมายถึง กิจกรรมการเลJนที่ให@ความ
สนุกสนานเพลิดเพลนิ ชวJ ยฝกf ทกั ษะใหน@ กั เรียนเกิดความคดิ รวบยอดในสง่ิ ทีเ่ รยี น อาจมกี ารแขงJ ขัน หรอื ไมกJ ไ็ ด@ แตJ
จะต@องมกี ติกาการเลJนกำหนดไว@ และจะตอ@ งมีการประเมินผลความสำเรจ็ ของผูเ@ ลนJ ดว@ ย

ดอบสัน (Dobson. 1998: 9 – 17) ให@ความหมายของเกมไว@วJา เกม หมายถึง กิจกรรมที่สนุกสนานมี
กฎเกณฑ7 กติกา กิจกรรมที่เลJน มีทั้ง เกมเงียบ (Passive Games) หรือเกมที่เลJนไมJต@องเคลื่อนที่ และเกมที่ใช@
ความวJองไว (Active Games) หรือเกมที่ต@องเคลื่อนไหว เกมเหลJานี้ขึ้นอยูJกับความวJองไว ความแข็งแรง การเลJน
เกมมีทั้งเลJนคนเดียว สองคน หรือเลJนเป[นกลุJม บางเกมก็กระตุ@นการทำงานของรJางกายและสมอง บางเกมก็ฝfก
ทกั ษะบางสJวนของรJางกายและจติ ใจ

เรืองศักดิ์ อัมไพพันธ7 (2545: 2-3) ให@ความหมายของเกมไว@วJา เป[นกิจกรรมทางภาษาที่จัดขึ้นเพื่อ
ทดสอบ (Test) และเสริมสมรรถภาพ (Enlarge) ในการเรียนภาษาของผู@เรียนโดยเน@นหนักไปในทางผJอนคลาย
(Relax) เพื่อให@เกิดความสนุกสนาน (Fun) และเกิดการเรียนรู@ทั้งในรายบุคคลและสมาชิกกลุJมภายใต@เงื่อนไข
(Condition) ทกี่ ำหนด

กรมวิชาการ (2546: 34) ให@ความหมายของเกมไว@วJา เป[นกิจกรรมที่มีคุณคJาในการสร@างความ สนุกสนาน
เพื่อผJอนคลายอารมณ7ให@แกJนักเรียนได@เป[นอยJางดี เกมเป[นกิจกรรมพิเศษที่สำคัญ ซึ่งคุณครูสอนภาษาจะนำมา
สอนในชั่วโมงเรียนหรือนอกชั่วโมงได@ดี เชJนเดียวกับเพลง คุณครูควรเลือกหรือดัดแปลงให@เหมาะสมกับวัยและ
ระดับช้นั ของผู@เรยี น โดยคำนึงถึงความยากงาJ ยของคำศัพท7 ไวยากรณท7 ใ่ี ชแ@ ละวิธกี ารเลนJ

จันทิมา จันตาบุตร (2557: 6) ได@ให@ความหมายของคำวJาเกมไว@วJา เป[นการนำเอาจุดประสงค7ใด ๆ
ของการเรียนรู@ตามหลักสูตรมาประกอบขึ้นเป[นการเลJน ผู@เลJนจะเลJนเกมไปตามกติกาที่กำหนด ซึ่งจะต@องใช@
ความรู@ในเนือ้ หามามีสJวนรวJ มในการเลนJ ดว@ ย

กลJาวโดยสรุปได@วJา เกม หมายถึง กิจกรรมที่สร@างความสนุกสนาน ผJอนคลาย และสร@างความรู@ให@แกJผู@
เลJนได@ในเวลาเดียวกันซึ่งเกมมีหลายประเภทยกตัวอยJางเชJน เกมเงียบ (Passive Games) หรือเกมที่เลJนไมJต@อง
เคลื่อนที่ และเกมท่ีใช@ความวJองไว (Active Games) หรือเกมที่ต@องเคลื่อนไหว แตJจะต@องมีกติกากำหนดไว@โดยมี

11

จุดประสงค7เพื่อพัฒนานักเรียนในด@านใดด@านหนึ่งซึ่งเกมนั้นสามารถดึงสมรรถภาพของผู@เรียนให@เดJนออกมาได@
รวมท้ังสามารถทดสอบเดก็ ไดอ@ ีกดว@ ย

ความสำคญั ของการใชเ6 กม

ครูแชงค7 (Cruickshank. 1999: 28 – 32) กลJาวถึงความสำคญั ของการใชเ@ กมประกอบการสอนดังน้ี
1. ชวJ ยพฒั นาทกั ษะทางการเรยี นของเด็กๆ
2. เป[นการทบทวนวชิ าทเี่ รียนไปแล@ว
3. เปน[ การเพม่ิ พูนทกั ษะท่ดี แี กJผเ@ู ลJนทีละน@อยดว@ ยตัวของเขาเอง
4. ชJวยเสริมการสอนของครูให@นJาสนใจยิ่งขึ้น และชJวยแก@ไขปoญหาการเรียนการสอนที่นJาเบ่ือ

นิตยา ฤทธิ์โยธี (2540: 6) กลJาววJา ความสำคัญของการใช@เกมชJวยให@บรรยากาศในการเรียน การสอน
เปน[ ไปอยJางมชี วี ิตชวี า สร@างความเปน[ กนั เอง ระหวJางครแู ละนักเรยี นได@มากขึ้น

สำเนา ศรีประมงค7 (2547: 14) ในการใช@เกมประกอบการสอนให@มีประสิทธิภาพ ครูผู@สอนต@องรู@จักการ
เลือกเกมให@เหมาะสมกับจุดมุJงหมายในการเรียนรู@ โดยอาศัยประสบการณ7ความรู@ความสามารถ และทักษะในการ
เลือกเกม ในการนำเกมมาใช@จะต@องรู@วJาเกมนั้นๆจะใช@ในขั้นไหน ขั้นนำเข@าสูJบทเรียน ขั้นสอน หรือข้ันปฏิบัติ
ทส่ี ำคญั ต@องร@จู กั ใชเ@ กมใหเ@ หมาะสมกับเวลา โอกาส ความตอ@ งการ ความสนใจ และความสามารถของนกั เรียน

กลJาวสรุปได@วJา การใช@เกมในการพัฒนาทักษะชJวยให@บรรยากาศในการเรียนผJอนคลาย ไมJเครียด อีกทั้งยัง
ได@ความรู@ที่หลากหลายไปในตัว ซึ่งที่สำคัญคือจะต@องรู@จักเลือกใช@เกมในเหมาะสมกับเวลา โอกาสและสถานที่
รวมถงึ ความสามารถของนกั เรียน อกี ทงั้ เกมยังสามารถใช@ในการประกอบการสอนได@อยJางมีประสิทธภิ าพอีกด@วย

ประเภทของเกมเพอ่ื พัฒนาทักษะการเขียนคำศัพทNภาษาองั กฤษ

บำรงุ โตรตั น7 (2524: 148) ไดแ@ บJงประเภทเกมในการสอนภาษาออกเปน[ 2 ประเภทใหญJๆ ดังนี้
1. เกมเฉ่อื ย (Passive Game) หมายถงึ เกมทผี่ เู@ ลนJ หรือนกั เรยี นไมJต@องเคล่อื นที่ หรอื เคลื่อนไหวสวJ นของ
รJางกายมากนกั และเป[นกิจกรรมทเ่ี ลนJ แลว@ ไมJต@องสงJ เสียดังมาก
2. เกมเคลื่อนไหว (Active Game) หมายถึง เกมที่ผู@เลJนหรือนักเรียนต@องใช@การเคลื่อนไหวของรJางกาย
มากกวาJ นกั เรยี นอาจจะต@องเคลื่อนท่ีไปรอบๆหอ@ งเรียนหรือ บางครั้งนักเรยี นอาจต@องออกเสียงหรือสงJ เสียงดัง
วรรณพร ศลิ าขาว (2540: 160) เกมทใี่ ชป@ ระกอบการสอนมีลักษณะดังน้ี

1. ไมตJ @องเสียเวลาเตรียมตัวลJวงหน@า
2. เลJนได@งาJ ยแตเJ ป[นการสJงเสริมความเฉลยี วฉลาด
3. สนั้ และสามารถนำไปแทรกในบทเรยี นได@
4. ทำใหน@ กั เรยี นได@รบั ความสนกุ สนาน โดยที่ครกู ย็ งั ควบคุมชนั้ ได@
5. ถ@ามกี ารเขยี นตอบในตอนหลังก็ไมJต@องเสยี เวลาตรวจแก@

12

จันทิมา จันตาบุตร (2557: 6) ได@ให@ความหมายของคำวJาเกมไว@วJา เป[นการนำเอาจุดประสงค7ใดๆของ
การเรียนรู@ตามหลักสูตรมาประกอบขึ้นเป[นการเลJน ผู@เลJนจะเลJนเกมไปตามกติกาที่กำหนด ซึ่งจะต@องใช@ความรู@ใน
เนือ้ หามามีสวJ นรวJ มในการเลJนดว@ ย

วิไลพร ธนสุวรรณ (2531 หน@า 1-5) ได@สรุปไว@วJา เนื่องจากการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในปoจจุบัน ได@มี
การเปลี่ยนการสอนและวิธีการสอน ที่เห็นได@ชัดเจนที่สุดก็คือ จากที่เน@นการเรียนการสอนที่เป[นแบบการเรียนรู@
กฎเกณฑข7 องภาษาเปลย่ี นมาเปน[ การเรียนรเ@ู พ่ือการสื่อสาร ดงั นัน้ เกมภาษาจึงแยกออกได@ เปน[ 2 ประเภท ดังน้ี

1. Communicative Games เกมประเภทนี้มีวัตถุประสงค7เพื่อให@ผู@เรียนได@สื่อสาร สนทนา แลกเปลี่ยน
หรือปรงุ แตงJ ขอ@ มูล โดยใช@โครงสร@างภาษา หรอื คำศพั ทท7 ่กี ำหนดให@

2. Non – communicative Games เป[นเกมที่สร@างขึ้นเพื่อให@ผู@เรียนได@รับความสนุกสนานคลายเครียด
จากบทเรยี นประจำวนั สวJ นใหญJจะเนน@ ในรปู ของการแขงJ ขัน มีผแู@ พ@ ผช@ู นะ

สงั เวยี น สฤษดกิ ลุ (2541 : 315) ไดแ@ บJงเกมทใี่ ช@ในการสอนเปน[ 7 ชนิด ดงั น้ี
1. เกมตัวเลข (Number Games) เปน[ เกมทเี่ กยี่ วกบั การฝfกนบั ตัวเลขและจำนวน
2. เกมสะกดคำ (Spelling Games) เป[นเกมเกี่ยวกับการสะกดคำ สอนคำศัพท7หรือเรียงอักษร
ภาษาอังกฤษ
3. เกมคำศัพท7 (Vocabulary Games) เป[นเกมคำศพั ทอ7 ังกฤษ
4. เกมฝfกสรา@ งประโยค (Structure Practice Games) เปน[ เกมฝfกสรา@ งประโยคและการพูดทถี่ ูกตอ@ ง
5. เกมออกเสยี งคำ (Pronunciation Games) เปน[ เกมฝfกการออกเสยี งของคำตJางๆ
6. เกมจังหวะ (Rhyming Games) เปน[ เกมฝกf การออกเสยี งของคำตJางๆ ลกั ษณะสมั ผสั เสยี ง
7. เกมผสมผสาน (Miscellaneous Games) เป[นเกมการฝfกผสมผสานกันหลายแบบ ครูเลือกฝfกตามที่
เหน็ วJาเหมาะสมกับวยั และระดบั นกั เรียน
คณะนักวิชาการบริษัทนานมีบุ¥คส7 (2543: 15) ได@แบJงชนิดของเกมฝfกภาษาที่ใช@ในระดับประถมศึกษา
เป[น 7 ชนิด ดงั นี้

1. Alphabet Game เป[นเกมฝfกตวั อกั ษร
2. Pronunciation Game เป[นเกมการฝกf การออกเสยี ง
3. Listening and Speaking Games เป[นเกมการฝfกการฟงo และการพูด
4. Vocabulary Game เป[นเกมฝกf คำศพั ท7
5. Spelling Game เป[นเกมฝกf การสะกดคำ
6. Structure Practice Game เปน[ เกมฝfกไวยากรณ7
7. Reading Game เปน[ เกมฝกf การอาJ น
กลJาวโดยสรปุ ไดว@ Jา ประเภทของเกมในการสอนภาษานน้ั แบงJ ไดห@ ลากหลายประเภท ข้ึนอยกูJ ับจดุ มุJงหมาย
และเนื้อหาของเกมที่จะนำไปใช@ในการวิจัยครั้งนี้ ผู@จัดทำใช@เกม Spelling Game ในการสอนเนื่องจากสามารถจัด
กิจกรรมได@โดยไมJต@องใช@สื่อและอุปกรณ7มากมาย และนักเรียนทุกคนสามารถมีสJวนรJวมในการจัดกิจกรรมนี้ได@อยJาง

13

ทั่วถึง อีกทั้งการทำกิจกรรมนี้สามารถนำไปเชื่อมโยงการสอนในรายวิชาภาษาอังกฤษได@บJอยครั้งและสามารถทำได@
ทกุ ๆคร้ัง ดงั นั้นผวู@ ิจยั จงึ เลอื กเกมน้เี นือ่ งจากนักเรยี นมีความคน@ุ ชินและเขา@ ใจกตกิ าเป[นอยาJ งดีงJายตอJ การเรียนร@ู

หลกั การใชเ6 กมในการสอน
สกุ จิ ศรีณะพรหม (2544 : 75) กลJาวถึงหลักการใช@เกมประกอบการสอน ดงั นี้
1. ให@ระลึกอยูJเสมอวJา เกมเป[นเพียงสื่อชJวยให@การเรียนการสอนบรรลุวัตถุประสงค7ในการสอนเทJาน้ัน

เกมเปน[ สJวนชวJ ยให@เกิดการฝfกฝนในส่ิงที่เลอื กสรรแลว@ และใช@ในการทบทวนสิ่งทน่ี Jาสนใจและขาดหายไป
2. ในการสอนเกมใหมJครูต@องแนJใจวJานักเรียนเข@าใจวัตถุประสงค7ของการเลJน และเข@าใจวิธีการเลJนอยJาง

แจมJ แจง@
3. ฝfกนกั เรียนให@เลJนตามกฎ ระเบียบ กติกาและมารยาทของเกมนัน้ ๆ
4. ควรหลกี เล่ยี งการเลนJ เกมท่ีใชเ@ วลานาน เกมท่มี กี ารเลนJ ที่ซบั ซ@อนและเกมท่มี กี ติกาไมแJ นJนอน
5. เลอื กเกมทีเ่ หมาะสมกับวยั และความสามารถของนักเรียน
6. การเลนJ เกมต@องมกี ารกำหนดสญั ญาณเร่ิมและหยดุ เลนJ ต@องหยดุ เลJนเมอื่ หมดเวลา
7. ให@เนน@ ความมนี ำ้ ใจเปน[ นักกีฬา รู@แพ@ ร@ูชนะ รอู@ ภยั
8. ผู@สอนควรสJงเสรมิ ใหน@ ักเรียนสรา@ งเกมขนึ้ เลนJ เอง โดยให@สร@างเกมท่ชี วJ ยสงJ เสรมิ ทางดา@ นการเรียน
9. ผ@ูสอนควรมีการประเมินพฤตกิ รรมของนักเรียนขณะท่มี กี ารเลนJ เกม
อจั ฉรา ชีวพนั ธ7 (2533: 4-5) ไดก@ ลาJ วถงึ หลักการใช@เกมประกอบการสอน ดงั น้ี
1. การใชเ@ กมแตลJ ะครั้ง ครูต@องมีจุดมุJงหมายที่ชัดเจนวาJ ต@องการใหน@ ักเรียนเกดิ ความรูใ@ นด@านใด
2. การใช@เกมน้นั ตอ@ งมีสวJ นชวJ ยให@ความมJงุ หมายของการสอนสมั ฤทธ์ผิ ลชJวยฝกf ฝนทบทวนบทเรียน
3. ครูต@องวางแผนการสอนเป[นอยJางดี วJาควรใช@เกมประกอบการสอนตอนใดเน@นให@นักเรียนปฏิบัติตาม

กฎเกณฑ7หรือระเบียบทวี่ างไว@ และควรอธบิ ายให@เขา@ ใจจดุ มุงJ หมายของการเลนJ รวมทัง้ วิธกี ารเลJน
4. เกมการเลJนนั้นๆ จะชJวยให@นักเรียนเกิดการเรียนรู@ เห็นคุณคJาของการเรียนมิใชJเลJนเพื่อความ

สนุกสนานอยJางเดยี ว
5. ในการเลJนเกมแตJละครั้ง ครูควรชี้แจงให@นักเรียนเข@าใจถึงความมีน้ำใจเป[นนักกีฬา การทำกิจกรรม

รวJ มกนั ความเอ้อื เฟ¨อ§ ความมีนำ้ ใจ ควรรJวมมือระหวาJ งกนั และกัน
6. กำหนดเวลาเลนJ ไวแ@ นนJ อน ไมคJ วรใช@เวลานานเกินไป
7. ในการเลJนที่มีการแขJงขันเป[นกลุJม ควรจัดกิจกรรมให@คละกันทั้งนักเรียนเกJงและนักเรียนอJอน เพื่อให@

นกั เรียนอJอนไดม@ ีโอกาสชนะบ@าง ซึง่ จะชJวยใหน@ กั เรยี นรจู@ กั ชวJ ยเหลือกนั และเกิดกำลังใจในการเลนJ
กลJาวโดยสรุปคือ หลักการใช@เกมในการสอนนั้น คุณครูจะต@องเลือกเกมที่เหมาะสมกับเนื้อหาและ

ระดับชั้นของนักเรียน จะต@องกำหนดกติกาที่ชัดเจนและกำหนดเวลาให@แนJนอน เพื่อที่จะได@ไมJต@องใช@เวลามาก
เกินไป และเกมท่ใี ชจ@ ะตอ@ งมสี วJ นชJวยทำใหค@ วามมงJุ หมายของการสอนสัมฤทธิ์ผล

14

3. ทฤษฎีแนวการสอนภาษาเพือ่ การสือ่ สาร

การสอนภาษาตJางประเทศในระยะเวลาที่ผJานมา เราจะเห็นได@วJามีวิธีการสอนที่แตกตJางหลากหลาย
ตามหลักแนวคิดพื้นฐานและวิธีการสอนภาษาที่แตกตJางกันออกไปตามแตJที่นักภาษาศาสตร7และครูผู@สอนจะ
คิดค@นขึ้นเพื่อใช@ในการสอน หรือเพื่อปรับปรุงการสอนให@มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในประมาณปE ค.ศ. 1970
การสอนภาษาอังกฤษตามแนวทางการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารได@รับความนิยมอยJางมากในประเทศอังกฤษ
เนื่องจากเป[นแนวทางการสอนที่เน@นในเรื่องการส่ือสารตามสถานการณ7ในการใช@ภาษาจริงๆมากกวJาการที่จะเน@น
การสอนที่รูปแบบหรือโครงสร@างของภาษาเทJานั้น Widdowson (1978) อ@างใน Larsen-Freeman (2000: 121)
ได@กลJาวไว@วJาในชJวงเวลาของการเปลี่ยนแปลงโดยการนำแนวทางการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารมาใช@นั้นมีเหตุผลมา
จากการที่ผู@เรียนสามารถผลิตประโยคที่ถูกต@องตามหลักไวยากรณ7ในชั้นเรียนได@เป[นอยJางดี แตJก็ยังไมJสามารถที่จะ
นำความรู@ทางตัวภาษาที่ได@เรียนนั้นไปใช@ในสถานการณ7จริงได@อยJางเหมาะสมถูกต@องตามบริบท ที่เป[นเชJนนี้เนื่อง
มากจากการรู@ถงึ กฎในตัวภาษาของผเ@ู รียนน้ันยงั ไมJเพียงพอแตJการใช@ภาษาในสถานการณจ7 รงิ ๆ

การสอนภาษาเพื่อการสื่อสารจะมุJงเน@นให@ผู@เรียนสามารถนำความรู@ทางภาษาที่มีไปใช@ในชีวิตประจำวันได@
ซึ่งนอกจากที่ผู@เรียนต@องมีความรู@ในเรื่องไวยากรณ7ภาษาแล@วผู@เรียนยังต@องมีความรู@ในสิ่งที่อยูJ นอกเหนือตัวภาษา
เชJน บทบาทของแตJละคนทางสังคม เจตนาในการสื่อสารของผู@พูดและผู@ฟoง เป[นต@น (กนก มนต7 คงสะอาด 2533 :
6)

Larsen-Freeman (2000:128-132) ได@กลJาวไว@วJา เป›าหมายของการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารนั้นคือ
การทำให@ผู@เรียนสามารถสื่อสารในภาษาที่เรียนได@ โดยการจะทำเชJนนี้ได@จะต@องมีความรู@ในเรื่องของโครงสร@างทาง
ภาษา ความรู@ในเรื่องความหมาย และความเข@าใจในเรื่องของหน@าที่ของภาษาที่ใช@ซึ่งผู@เรียนจะต@องเลือกรูปแบบ
ของภาษาให@เหมาะสมกับสถานการณ7ที่ใช@ในการสื่อสาร บริบททางสังคม ตลอดจนบทบาททางสังคมของผู@รJวม
สนทนาด@วย นอกจากนี้ในการสอนที่เน@นในเรื่องหน@าที่ของภาษามากกวJารูปแบบทางภาษานั้น ผู@เรียนยังต@องเรียน
ทักษะทั้งสี่ นั้นก็คือการพูด การฟoง การอJาน และการเขียน ไปพร@อมๆกันตั้งแตJเริ่มต@นอีกด@วย โดยสิ่งที่มีความโดด
เดJนในการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารนี้คือเนื้อหาของการเรียนการสอนจะอยูJภายใต@กระบวนการทางการจัด
กิจกรรมที่ให@ผู@เรียนได@มีโอกาสในการใช@ภาษาเพื่อการสื่อสารทั้งสิ้น โดยการที่ผู@เรียนจะสามารถสื่อสารได@นั้นต@องมี
องค7ประกอบหลักๆอยูJ 3 ประการด@วยกันคือ 1) ชJวงวJางระหวJางข@อมูล (Information gap) คือความต@องการ
แลกเปลี่ยนข@อมูลซึ่งกันและกันโดยเมื่อคูJสนทนาไมJมีข@อมูลหรือมีข@อมูลไมJพอเพียง ทำให@ตJางฝ«ายต@องการที่จะ
ทราบหรือให@ข@อมูลซึ่งกันและกัน 2) การเลือก (Choice) คือผ@ูเรียนมีโอกาสในการเลือกที่จะพูด หรือเขียน
ตลอดจนรูปแบบในการสื่อสารความหมาย 3) ข@อมูลย@อนกลับ (Feedback) คือ ผู@เรียนมีโอกาสที่จะได@ทราบถึงผล
ของการสื่อสารที่วJาประสบความสำเร็จหรือล@มเหลวจากปฏิกริยาของผู@รJวมสนทนา นอกจากนี้การสอนภาษาเพ่ือ
การสื่อสารยังเน@นการเรียนรู@ที่เกิดจากการปฏิบัติ กลJาวคือ ผู@สอนต@องเปšดโอกาสให@ผู@เรียนได@ใช@ภาษาให@มากที่สุด
การให@ผู@เรียนสนทนาแลกเปลี่ยนข@อมูลกันโดยให@เลือกใช@ภาษาตามต@องการและให@ประเมินการสื่อสารด@วยตนเอง
เป[นการสJงเสริมให@ผู@เรียนได@ใช@ภาษาในการสื่อสารจริงๆ สJวนเรื่องข@อผิดพลาดที่ผ@ูเรียนมีขณะที่มีการเรียนการสอน
นั้นไมJใช@สิ่งที่ต@องการการแก@ไขเสมอ ทั้งนี้ข@อผิดพลาดจะถูกแก@ไขเฉพาะในสJวนที่สำคัญๆที่จะไปขัดขวางหรือสร@าง

15

ความสับสนของความเข@าใจในการสื่อสารเทJานั้น มิฉะนั้นผู@เรียนอาจเกิดความไมJมั่นใจไมJกล@าที่จะใช@ภาษาในการ
ทำกจิ กรรมตJางๆได@

Littlewood (1981:17) กลJาววJาการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารนั้นควรเน@นเรื่องหน@าที่ของภาษามากกวJา
เรื่องรูปแบบของภาษา คือการเรียนภาษาไมJได@หมายถึงการเรียนในสJวนของไวยากรณ7อยJางเดียวเทJานั้น หากแตJ
ผเ@ู รยี นตอ@ งมคี วามสามารถในการทจ่ี ะต@องส่อื สารใหผ@ @อู ืน่ เข@าใจไดอ@ ีกดว@ ย

Hymes (1981:19) กลJาววJาความสามารถในการใช@ภาษานั้นต@องอาศัยการตีความที่ถูกต@องเหมาะสม เม่ือ
มีปฏิสัมพันธ7กับบุคคลอื่นๆในสังคม และสามารถรู@ได@วJาเมื่อไรควรพูด และควรพูดอะไร กับใคร เมื่อไร ที่ไหน และ
ควรมีลักษณะอยาJ งไร ซงึ่ สอดคล@องกบั กระบวนการในการเรียนการสอนภาษาเพอ่ื การสือ่ สารน่ันเอง

Wilkins (1976) ได@เสนอแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารไว@วJาเป[นการให@ความสำคัญกับการใช@
ภาษาเพื่อการสื่อสารตั้งแตJเริ่มต@น แตJในขณะเดียวกันก็ไมJได@ละเลยในเรื่องความสำคัญทางไวยากรณ7และ
สถานการณ7ในการใช@ภาษา การสอนภาษาตามแนวทางการสอนเพื่อการสื่อสารจะมีข@อดีกวJาแนวคิดการสอนที่
เน@นไวยากรณ7คือ มีการฝfกฝนภาษาเพื่อใช@ในการสื่อสาร และเมื่อผู@เรียนได@มีการฝfกฝนการใช@ภาษาได@ใน
สถานการณ7จริงแล@ว ยังชJวยให@เกิดแรงจูงใจแกJผู@เรียนอีกด@วย การสร@างความสามารถในการส่ือสาร
(Communicative Competence) ซึ่งเป[นเป›าหมายของการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารนี้ แบJงได@เป[น 4 ประเภท
ตามแนวคิดของ Savignon (1983: 36-38) ดังตอJ ไปนี้

1) ความสามารถด@านกฎเกณฑ7และโครงสร@างของภาษา (Linguistic or grammatical competence)
คือ ความสามารถที่ผู@เรียนต@องมีเกี่ยวกับเรื่องการออกเสียง คำศัพท7 โครงสร@างหรือรูปแบบของประโยคเพ่ือ
นำไปใชใ@ นการส่อื สาร

2) ความสามารถด@านภาษาศาสตร7เชิงสังคม (Sociolinguistic Competence) คือ ความสามารถที่ผู@เรียน
ต@องมีเกี่ยวกับการใช@ภาษาได@ถูกต@องเหมาะสมตามกฎเกณฑ7ทางสังคมและวัฒนธรรม เชJน ผู@พูดควรรู@วJาควรพูด
อยJางไรในสถานการณ7ใด จุดประสงค7ของการสนทนา ตลอดจนคำนึงถึงบทบาททางสังคมของตนเองและผู@รJวม
สนทนา เปน[ ตน@

3) ความสามารถด@านความเข@าใจในระดับข@อความ (Discourse competence) คือ ความสามารถ ท่ี
ผู@เรียนต@องมีเกี่ยวกับการตีความวิเคราะห7ความสัมพันธ7กันของประโยคตJางๆ โดยสามารถเชื่อมโยงความหมายและ
โครงสร@างทางไวยากรณ7เพื่อพูดหรือเขียนสิ่งตJางๆได@ตJอเนื่องโดยมีความหมายสัมพันธ7กัน เชJน การมีลำดับของการ
เลาJ เรื่อง การเขยี นจดหมายท่ีมีขอ@ ความเป[นเหตเุ ปน[ ผลสอดคล@องกนั

4) ความสามารถในการใช@กลวิธีในการสื่อความหมาย (Pragmatic or Strategic competence) คือ
ความสามารถที่ผู@เรียนต@องมีเกี่ยวกับ การถอดความ การพูดซ้ำ การพูดอ@อม การใช@ภาษาสุภาพ ตลอดจนการใช@
นำ้ เสียงแบบตJางๆเพ่ือใหก@ ารส่ือสารมีความราบรื่นขึน้ เพื่อไมใJ หเ@ กิดความเข@าใจผิด หรือการไมเJ ขา@ ใจในการส่อื สาร

จากแนวคิดข@างต@นสรุปได@วJาการสอนภาษาตามแนวทางการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารนั่นเน@นถึงการใช@
ภาษาของผู@เรียนมากกวJาเน@นถึงหลักเกณฑ7การใช@ภาษา อีกทั้งยังให@ความสำคัญกับความคลJองแคลJวในการใช@
ภาษาและความถูกต@องอีกด@วย ดังนั้นการเรียนการสอนแนวนี้จะต@องเน@นการทำกิจกรรมเพื่อการฝfกฝนการใช@

16

ภาษาให@ใกล@เคียงสถานการณ7จริงมากที่สุด เชJนมีการสร@างสถานการณ7ให@ผู@เรียนได@สนทนาโต@ตอบกันเป[นคูJ
กลุJมยJอย กลุJมใหญJ มีการสวมบทบาท หรือการเลJนเกม เป[นต@น และการที่ผู@เรียนจะสามารถใช@ภาษาเพื่อการ
สื่อสารนั้นผู@เรียนต@องมีทักษะความสามารถทั้ง 4 ด@าน นั่นคือความสามารถในด@านกฎเกณฑ7ไวยากรณ7
ความสามารถดา@ นภาษาศาสตร7เชิงสังคม ความสามารถด@านความสัมพันธข7 องข@อความ และความสามารถด@าน การ
ใช@กลวธิ ใี นการสือ่ ความหมาย

4.เอกสารและงานวจิ ัยที่เกีย่ วขอ6 งกบั แบบฝaก

ผู@วิจัยได@ทำการศึกษาและทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับแบบฝfกทักษะ ประกอบไปด@วย ความหมายของ
แบบฝfก การพัฒนาแบบฝfก ลักษณะของแบบฝfกที่ดี แนวทางการหาประสิทธิภาพของแบบฝfก ประโยชน7ของแบบ
ฝกf การหาประสทิ ธภิ าพของแบบฝfก ซึง่ มีนกั การศกึ ษาให@ขอ@ มลู ไว@ดงั นี้

แบบฝfกในภาษาไทยมีชื่อเรียกแตกตJางกันออกไป เชJน แบบฝfก แบบฝfกทักษะ แบบฝfกหัด แบบฝfกหัด
ทักษะ เป[นต@น มผี ู@ใหค@ วามหมายของแบบฝfก แบบฝกf หดั หรือชดุ การฝกf ไว@ ดังนี้

สมศักดิ์ สินธุระเวชญ7 (2540:106) กลJาววJา แบบฝfก หมายถึง การจัดประสบการณ7ฝfกหัดเพื่อให@ ผ@ูเรียน
ศึกษาและเรยี นรไู@ ดด@ @วยตนเองและสามารถแก@ปoญหาไดถ@ กู ต@องอยาJ งหลากหลายและแปลกใหมJ

สุกิจ ศรีพรหม (2541:68) ได@ให@ความหมายไว@วJา แบบฝfก หมายถึง การนำสื่อประสมที่สอดคล@องกับ
เนื้อหาและจุดประสงค7ของวิชามาใช@ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู@เรียนเพื่อให@เกิดการเรียนรู@อยJางมี
ประสิทธิภาพ

ถวัลย7 มาศจรัล (2546:18) ได@ให@ความหมายไว@วJา แบบฝfก หมายถึง กิจกรรมพัฒนาทักษะเรียนรู@ที่ให@
ผู@เรียนเกิดการเรียนรู@ได@อยJางเหมาะสม มีความหลากหลาย และปริมาณเพียงพอที่สามารถตรวจสอบและ พัฒนา
ทักษะกระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู@ สามารถนำผู@เรียนสูJการสรุปความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญของ
สาระการเรียนร@ู รวมท้งั ทำใหผ@ @ูเรียนสามารถตรวจสอบความเขา@ ใจในบทเรียนด@วยตนเองได@

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2525 ได@ให@ความหมายของแบบฝfกไว@วJา “แบบฝfก หมายถึง แบบ
ตวั อยาJ งปoญหา หรอื คำส่งั ทต่ี ้ังขึ้นเพอื่ ให@นกั เรียนฝกf ตอบ” แบบฝfกมชี อื่ เรยี กแตกตJางกันออกไป เชJน แบบฝfก แบบ
ฝfก แบบฝfกทักษะ เป[นต@น แตJเป›าหมายของการจัดทำก็เป[นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อให@ผู@เรียนได@ฝfกทักษะ การ
เรียนร@ูในรปู แบบทห่ี ลากหลาย

ปรัชวี สวามิวัศดุ7 (2555) ได@ให@ความหมายของแบบฝfกไว@วJาเป[นสื่อหรือนวัตกรรมที่จัดทำขึ้นเพื่อใช@ฝfก
ทักษะให@กับผู@เรียนหลังจากเรียนจบเนื้อหาในชJวงๆหนึ่งๆ เพื่อฝfกฝนให@เกิดความรู@ความเข@าใจรวมทั้งเกิดความ
ชำนาญในเรื่องนั้นๆอยJางกว@างขวางแบบฝfกจึงมีความสำคัญตJอผู@เรียนในการที่จะชJวยเสริมทักษะให@กับผู@เรียน ทำ
ให@การสอนของ ครู อาจารย7 และการเรียนของนกั ศกึ ษาประสบผลสำเรจ็ อยJางมีประสิทธิภาพ

อภิภู สิทธิภูมิมงคล (2545) ได@ให@ความหมายของแบบฝfกไว@วJา เป[นสื่อการศึกษาประเภทหนึ่งที่สร@าง
ข้ึนมาเพื่อให@เป[นชุดประสบการณ7สำหรับการฝfกอบรมแบบฝfกอาจจะประกอบด@วยสื่อเดี่ยวหรือสื่อประสมที่ ได@รับ

17

การพัฒนาขึ้นมาเพื่อชJวยผู@ให@การฝfกอบรมใช@ประกอบกิจกรรมในการฝfกอบรมหรือชJวยผู@รับการฝfกอบรม สามารถ
ท่จี ะศกึ ษาหาความร@ูได@ดว@ ยตนเอง

จากแนวคิดของนักการศึกษาข@างต@น สรุปได@วJา แบบฝfก คือ งานและนวัตกรรมที่ครูผู@สอนมอบหมาย ให@
ผู@เรียนกระทำเพื่อฝfกทักษะและทบทวนความรู@ที่ได@เรียนไปแล@วให@เกิดความชำนาญ ถูกต@อง คลJองแคลJว จน
สามารถนำความร@ูไปแกป@ ญo หาได@โดยอัตโนมัติ ในการศึกษาครงั้ นผ้ี ว@ู ิจยั เลือกใชค@ ำวJาแบบฝfก

การพัฒนาแบบฝกa
การพัฒนาแบบฝfกจะต@องพิจารณาองค7ประกอบตJางๆของแบบฝfกทั้งหมดอยJางเป[นระบบ โดยกำหนด

วัตถุประสงค7เพื่อการผลิตแบบฝfกอบรม การจัดลำดับสาระการนำเสนอ การผลิตแบบฝfก การเลือกสื่อประกอบ
แบบฝกf และการประเมนิ แบบฝfก ในการผลิตแบบฝกf นั้นมขี น้ั ตอนท่สี ำคญั ทจ่ี ะตอ@ งดำเนินการ 4 ขัน้ ตอนใหญๆJ คอื
ขั้นการวิเคราะห7เนื้อหา ขั้นวางแผนการกิจกรรมการเรียนรู@ ขั้นผลิตสื่อประกอบกิจกรรม และขั้นการทดสอบ
ประสิทธภิ าพของแบบฝกf (ชัยยงค7 พรหมสงศ7,2551: ออนไลน7) มรี ายละเอียดดงั น้ี

ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห7เนื้อหา หมายถึง การจำแนกเนื้อหาวิชาออกเป[นหนJวยแยกยJอยลงไปถึงหนJวย
ระดบั บทเรยี น ดังน้ี

การกำหนดหนJวย คือ การนำหนJวยเนื้อหาบทเรียนมากำหนดให@เป[นหนJวยระดับบทเรียน และกำหนด
ระยะเวลาของการจัดกิจกรรมแตJละหนวJ ย

การกำหนดหัวเรื่อง คือ การนำแตJละหนJวยมากำหนดให@เป[นหัวเรื่องยJอย ซึ่งเป[นสJวนสำคัญที่จะนำไปสูJ
การจดั กิจกรรมตาJ งๆได@

การกำหนดความคดิ รวบยอด คอื การเขียนข@อความท่ีเป[นสาระสำคัญของแตลJ ะหวั เร่ือง
ขั้นตอนที่ 2 ขั้นวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู@ การวางแผนจัดกิจกรรมการเรียนรู@เป[นการคาดการณ7
ลJวงหน@าวาJ กจิ กรรมที่ใชใ@ นแบบฝกf จะตอ@ งทำอะไรบ@างตามลำดับกJอนและหลัง
ขั้นตอนที่ 3 การผลิตสื่อประกอบกิจกรรมเป[นการผลิตสื่อประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู@ในการ
ฝกf อบรม ตามท่ีกำหนดในการวางแผนการจัดกิจกรรม
ขั้นตอนที่ 4 การทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝfก เป[นการประเมินคุณภาพแบบฝfกด@วยการนำแบบ ฝfก
ไปทดลองใชแ@ ลว@ ปรบั ปรงุ ใหม@ ีคุณภาพตามเกณฑ7ทก่ี ำหนดไว@
จากแนวคิดของนักการศึกษาข@างต@น สรุปได@วJา หลักในการพัฒนาแบบฝfกการเน@นพยางค7นั้นควรสร@าง ให@
ตรงกับจุดประสงค7ที่ต@องการฝfก มีความเหมาะสมตJอพัฒนาการของผู@เรียนตอบสนองความสนใจและคำนึงถึง
ความแตกตJางระหวJางบุคคล ดำเนินการตามขั้นตอนและประเมินผลแจ@งผลความก@าวหน@าในการฝfกให@ผู@เรียน
ทราบทันทีทุกครั้ง ผู@วิจัยได@เลือกแนวคิดของ ชัยยงค7 พรหมสงศ7 เนื่องจากมีนักการศึกษาหลายทJานได@ศึกษา และ
ใชแ@ นวคดิ ดังกลาJ วนใ้ี นการพฒั นาแบบฝกf อาทเิ ชJน สุเทพ พุJมสวสั ด,์ิ สายยนต7 จอ@ ยนุแสง

18

ลักษณะของแบบฝกa ทกั ษะทดี่ ี
ในการจัดทำแบบฝfกหัดให@บรรลุตามวัตถุประสงค7นั้นจำเป[นจะต@องอาศัยลักษณะและรูปแบบของแบบฝfก

ที่หลากหลายแตกตJางกัน ซึ่งขึ้นอยูJกับทักษะที่เราจะฝfก ดังที่มีนักการศึกษาได@เสนอแนวคิดเกี่ยวกับลักษณะของ
แบบฝกf ท่ดี ไี วด@ งั นี้

ไพรัตน7 สุวรรณแสน (อา@ งถงึ ใน จิรพร จันทะเวยี ง, 2542 : 43) กลาJ วถงึ ลกั ษณะของแบบฝfกที่ดไี ว@ดังนี้
1. เก่ยี วกับบทเรียนท่ไี ด@เรยี นมาแล@ว
2. เหมาะสมกับระดับวัยและความสามารถของเดก็
3. มีคำชแี้ จงส้ันๆ ท่ีจะทำใหเ@ ดก็ เขา@ ใจ คำชีแ้ จงหรือคำสง่ั ตอ@ งกะทัดรัด
4. ใชเ@ วลาเหมาะสม คือ ไมใJ ห@เวลานานหรือเรว็ เกนิ ไป
5. เปน[ ท่ีนJาสนใจและท@าทายความสามารถ

บิลโลว7 (Billow อ@างถึงใน เตือนใจ ตรีเนตร. 2544:7) กลJาวถึง ลักษณะของแบบฝfกที่ดีนั้นจะต@องดึงดูด
ความสนใจและสมาธิของผู@เรียนเรียงลำดับจากงJายไปหายากเปšดโอกาสให@ผู@เรียนฝfกเฉพาะอยJางใช@ภาษาอยJาง
เหมาะสมกับวัย วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิหลังทางภาษาของผู@เรียน แบบฝfกที่ดีควรจะเป[นแบบฝfกสำหรับผู@เรียนท่ี
เรียนเกJง และซJอมเสริมสำหรับผู@เรียนที่เรียนอJอนในขณะเดียวกัน นอกจากนี้แล@วควรใช@หลายลักษณะและมี
ความหมายตอJ ผู@เรยี นอกี ด@วย

รีเวอร7ส (Rivers อ@างถึงใน เตือนใจ ตรีเนตร. 2544 :7) กลJาวถึงลักษณะของแบบฝfกไว@ดังนี้ บทเรียนทุก
เร่ืองควรใหผ@ ูเ@ รียนไดม@ ีโอกาสฝกf มากพอกอJ นจะเรยี นเร่อื งตอJ ไป

1. แตลJ ะบทควรฝfกโดยใชเ@ พยี งแบบฝกf เดียว
2. ฝfกโครงสร@างใหมกJ บั ส่ิงท่เี รยี นรแู@ ล@ว
3. สงิ่ ท่ฝี fกแตลJ ะครั้งควรเปน[ บทฝกf สนั้ ๆ
4. ประโยคและคำศัพทค7 วรเปน[ แบบทใี่ ช@พดู กันในชีวิตประจำวนั
5. แบบฝfกควรใหผ@ เ@ู รียนไดใ@ ชค@ วามคิดไปด@วย
6. แบบฝกf ควรมีหลายๆ แบบเพ่ือไมใJ หผ@ ู@เรียนเกิดความเบอื่ หนJาย
7. การฝfกควรฝกf ให@ผ@เู รยี นนำสิง่ ทเ่ี รียนแล@วสามารถใช@ในชวี ติ ประจำวนั
นิตยา ฤทธิ์โยธี (2520) ได@กลJาวถึงลักษณะที่ดีของแบบฝfกไว@วJา แบบฝfกเสริมทักษะต@องเกี่ยวข@องกับ สิ่งท่ี
เรียนมาแล@วเหมาะสมกับระดับวัยหรือความสามารถของเด็กคำชี้แจงสั้นๆที่ทำให@เด็กเข@าใจได@งJายใช@เวลา
เหมาะสมและเป[นสิ่งท่ีนJาสนใจและท@าทายให@แสดงความสามารถ
สามารถ มีศรี (2530) กลJาววJาแบบฝfกเสริมทักษะที่ดีต@องเกี่ยวกับบทเรียนที่เรียนมาแล@วเหมาะสมกับวัย
ของผู@เรียน มีคำสั่ง คำอธิบาย และมีคำแนะนำการใช@แบบฝfก มีรูปแบบที่นJาสนใจและมีกิจกรรมที่หลากหลาย
รูปแบบ

19

โรจนา แสงรุJงระวี (2531) กลJาววJา แบบฝfกเสริมทักษะที่ดีควรเป[นแบบฝfกสั้นๆมีความอธิบายชัดเจน ใช@
เวลาในการฝfกไมนJ านเกนิ ไปและมหี ลายรปู แบบ

จากที่กลJาวมาพอสรุปได@วJา ลักษณะของแบบฝfกที่ดีควรเป[นแบบฝfกสั้นโดยมีการฝfกหลายๆครั้งและมี
หลากหลายรูปแบบ การฝfกควรฝfกเฉพาะเรื่องเดียว และควรเป[นสิ่งที่นักเรียนพบเห็นอยูJแล@วมีคำชี้แจงสั้นๆ ใช@
เวลาเหมาะสม เป[นเรื่องที่ท@าทายให@แสดงความสามารถ เมื่อผู@เรียนได@ฝfกแล@วก็สามารถพัฒนาตนเองได@ดีจึงจะ
นับวJาเปน[ แบบฝfกท่ีดแี ละมปี ระโยชน7

ประโยชนขN องแบบฝaกทักษะ
ถวัลย7 มาศจรัส (2546 : 21) กลาJ วถงึ ประโยชนข7 องแบบฝกf ดงั น้ี
1. เปน[ ส่อื การเรยี นรู@ เพื่อพฒั นาการเรียนรใ@ู ห@แกJผู@เรยี น
2. ผ@ูเรียนมีสอื่ สำหรับฝกf ทักษะด@านการอJาน การคดิ การวเิ คราะห7 และการเขยี น
3. เปน[ สือ่ การเรยี นร@ูสำหรับการแก@ไขปoญหาในการเรยี นร@ขู องผูเ@ รียน
4. พฒั นาความร@ู ทักษะ และเจตคตดิ @านตาJ งๆ ของผ@เู รยี น
จากประโยชน7ของแบบฝfกที่กลJาวมา สรุปได@วJา แบบฝfกมีประโยชน7เป[นเครื่องมือที่ชJวยให@ผู@เรียนได@ฝfก

ทักษะ สามารถที่จะทบทวนด@วยตนเองและเห็นความก@าวหน@าของตนเอง นอกจากนี้ยังสามารถชJวยลดภาระของ
ครูผ@ูสอนอกี ดว@ ย

5. งานวจิ ัยทีเ่ กี่ยวข6อง
5.1 งานวิจัยในประเทศทเี่ กี่ยวขอ6 ง

นิตยา ดวงเงิน (2547: บทคัดยJอ) ได@ศึกษาการพัฒนาทักษะการเขียนคำศัพท7ภาษาอังกฤษชั้น
ประถมศึกษาปEที่ 3 โดยใช@เกม ประกอบด@วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผนปฏิบัติการ การปฏิบัติงาน
การสังเกตการณ7ปฏิบัติงาน และการสะท@อนผลการปฏิบัติการ กลุJมทดลองคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 3
จำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช@ในการศึกษาค@นคว@า คือ แผนการสอน แบบประเมินพฤติกรรมการเรียน เทคนิคที่ ใช@
ในการเก็บรวบรวมข@อมูล ได@แกJ การสังเกตแบบไมJมีโครงสร@าง การเขียนเจอนัล การสนทนา และแบบสัมภาษณ7
แบบไมJมีโครงสร@าง

ณัฐชา เรืองเกษม (2547: บทคัดยJอ) ได@ศึกษาการพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำศัพท7ภาษาอังกฤษ โดย
ใช@เกมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ 6 ที่มีความบกพรJองทางการได@ยิน โดยกลุJมตัวอยJางคือ นักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปEที่ 6 ที่มีความบกพรJองทางการได@ยิน ภาคเรียนที่ 2 ปEการศึกษา 2546 โรงเรียน ศึกษาพิเศษสุรินทร7
อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร7 จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช@ในการศึกษาค@นคว@า ประกอบด@วย แผนการจัดการ
เรียนรู@ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 25 ข@อ ซึ่งมีคJาอำนาจจำแนกอยูJระหวJาง 0.25 ถึง
0.67 คJาความเช่อื ม่นั เทJากบั 0.97

20

ปารมี นกสวน (2547: บทคัดยJอ) ได@ศึกษาผลการใช@เกมแฮงค7แมน เป[นกิจกรรมเตรียมพร@อมเพื่อเพิ่ม
ความตระหนักในเรื่องแบบแผนในการสะกดคำภาษาอังกฤษ กลุJมทดลองคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปEที่ 4/3
โรงเรียนเขมะสิริอนุสรณ7 จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช@ในการรวบรวมข@อมูลคือ แบบทดสอบกJอนและหลัง
กิจกรรม และบันทึกของนักเรียน ผลการทดลองปรากฏวJาคJาคะแนนเฉลี่ยของแบบทดสอบหลังเรียน (15.70) มีคJา
สูงกวJาคJาคะแนนเฉลี่ยของแบบทดสอบกJอนเรียน (12.72) และคJา T-test แสดงให@เห็นวJาคJาเฉลี่ยทั้งสองมีความ
แตกตาJ งอยJางมนี ัยสำคัญทางสถิติ โดยมคี าJ T เทJากับ 9.75

จากการศึกษางานวิจัยดังกลJาว จะเห็นได@วJาการใช@เกมชJวยให@ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นกวJาการสอน
ปกติ นอกจากนก้ี ารใชเ@ กมยงั ใหค@ วามสนุกสนาน เพลดิ เพลนิ และทำให@นักเรียนจดจำคำศพั ทไ7 ดด@ ีอีกด@วย

5.2 งานวจิ ัยต>างประเทศทเี่ กี่ยวข6อง

อังริชต7 (Ungricht. 1998: 300-A) มีความมุJงหมายเพื่อระบุความสัมพันธ7ระหวJางกลยุทธ7การเรียนกับ
ตัวแปรในการปฏิบัติทางประชากรและทางการศึกษาและเพื่อสำรวจแบบแผนการเรียนรู@ของกลุJมโรงเรียนที่มีอยูJใน
กลุJมตัวอยJาง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 279 คน ในขั้นนี้พบวJา มีความแตกตJางกันในการใช@
กลยุทธ7การรับรู@เพื่อจัดผู@รJวมวิจัย เข@ากลุJมตามเพศและอายุระดับคJาคะแนนเฉลี่ย ระดับคะแนนอำนาจ การอJาน
คะแนนการประเมินแทนคอมพิวเตอร7ที่ปรับได@และคะแนนระบบสนับสนุน รวมทั้งคะแนน แบบทดสอบความถนัด
ทางคอมพิวเตอร7ทำการวิเคราะห7ข@อมูลเชิงสถิติแล@ว ผลการศึกษาพบวJา นักเรียนโดยมีการใช@วิธีการตอบสนองด@วย
ทJาทางมีความสนใจในการเรียนรู@ที่มีความในเชิงลึก นักเรียนแบบแมทริกซ7เรียนรู@ได@ดีที่สุดในสภาพแวดล@อมที่เป[น
กลุJมนักเรียนที่มีกลยุทธ7ชอบรับคำสั่งแล@วปฏิบัติตามโดยเครJงครัด นักเรียนที่เรียนตามลำดับสามารถจัดการเรียนร@ู
ของตนเองได@และมุJงเน@นในรายละเอียดได@ นักเรียนที่มีความสร@างสรรค7ใช@ทักษะการคิดการออกคำสั่งมากขึ้นกับ
วิธีการเรียนรู@ของตน ข@อสรุปสำคัญจากการศึกษาครั้งนี้ คือ กลยุทธ7การเรียนรู@เชื่อมโยงเข@ากับการวัดการปฏิบัติ
ทางการศึกษาเฉพาะสาขา

เลฟวี (Levy. 2001: 66) ได@ศึกษาเกมพฤติกรรมที่ดี มีความมุJงหมายเพื่อการปฏิบัติตามระเบียบโดย
นำไปใช@ในร@านอาหารของโรงเรียนประถมศึกษาแหJงหนึ่ง พฤติกรรมตามเกณฑ7 4 พฤติกรรมได@ตั้งเป[นเป›าหมาย
ได@แกJ (1) การพูดเสียงเบา “ให@ได@ยินในระยะ 6 นิ้ว” (2) การทำความสะอาดให@หมด (3) การอยูJในที่นั่ง และ(4)
การทำให@เสร็จตรงเวลา ข@อมูลได@จากคะแนนชั้นเรียนในเกมและการสำรวจของครูและคณะครูประจำห@องอาหาร
แบบสำรวจใช@ศึกษาการรับรู@ของครูและคณะครูประจำห@องอาหารเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียนในร@านอาหาร
และการรับรู@เกี่ยวกับสาธารณูปโภคและการประยุกต7ใช@เกมพฤติกรรมที่ดี และปoญหาเกี่ยวกับ “การทำเสร็จตรง
เวลา” นำไปสูJการออกจากเกม ผลทางบวกที่ได@มาสำหรับพฤติกรรมอื่นอีก 3 พฤติกรรมสำหรับ นักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปEที่ 2-6 นั้นก็คือ จากการสังเกตพบวJามีการเปลี่ยนแปลงน@อยสำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลและ
ชั้นประถมศึกษาปEท่ี 1 ข@อมูลการสำรวจบJงชี้วJามีการปรับปรุงที่รับรู@ในพฤติกรรมของนักเรียน และแสดงให@เห็น
การสนบั สนุนทางบวกสำหรับเกมพฤตกิ รรมทดี่ ี

21

คอนแสตนยุค (Konstantyuk. 2003: 51) ได@ศึกษาการสอนภาษายูเครนเป[นภาษาที่สองหรือ
ภาษาตJางประเทศตามแนวการสอนเพื่อการสื่อสารในการจัดกิจกรรมที่นำมาใช@สอนให@นักเรียนลงมือปฏิบัติ
กิจกรรม ได@แกJ กิจกรรมการละคร วรรณกรรม เกมแสดงบทบาท การสนทนา การอภิปราย สถานการณ7จำลอง
เกมภาษา กิจกรรมการแก@ปoญหา ซึ่งพบวJา สามารถพัฒนาทักษะทางภาษาทั้งสี่ทักษะ คือ ฟoง พูด อJาน เขียน ได@
อยJางมปี ระสทิ ธภิ าพ

22

บทท่ี 3
วธิ กี ารดำเนินการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค7เพื่อเปรียบเทียบการเขียนคำศัพท7ภาษาอังกฤษระหวJางกJอนและหลังการใช@เกม โดย
ใช@แบบทดสอบ Pre-test และPost-test โดยมีขั้นตอนในการดำเนนิ การวิจยั ดังน้ี

1. กลJุมเปา› หมายการวจิ ยั

2. เครอื่ งมือท่ใี ช@ในการวิจยั

3. วธิ ดี ำเนนิ การทดลอง

4. การเกบ็ รวบรวมขอ@ มูล

5. ขั้นการวิเคราะห7ขอ@ มูล

ประชากรและกล>มุ ตวั อย>าง
ประชากรท่ใี ชใ@ นการวจิ ัยครัง้ น้ี คือ นกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปEท่ี 1 จำนวน 6 ห@อง รวมท้งั สิ้น 267

คนทก่ี ำลงั ศึกษาอยูใJ นภาคเรยี นที่ 2 ปกE ารศกึ ษา 2564 โรงเรยี นธดิ าแมพJ ระ
กลุJมตวั อยาJ งทีใ่ ชใ@ นการวจิ ยั คร้ังนี้ คอื นกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปEที่ 1/4,1/5,1/6 กำลงั ศกึ ษาอยูJใน

ภาคเรียนที่ 2 ปEการศึกษา 2564 โรงเรียนธิดาแมJพระ โดยเลือกกลุJมตัวอยJางแบบเจาะจงทดลองกับนักเรียน
จำนวน 4 ครั้ง รวมท้ังสนิ้ 4 สัปดาห7 สัปดาหล7 ะ 2 ชว่ั โมง
ตัวแปรที่ศกึ ษา

ตวั แปรตน@ ได@แกJ เกมทีใ่ ช@ในการพฒั นาการเขียนคำศัพท7ภาษาองั กฤษของนกั เรียน

ตัวแปรตาม ได@แกJ ความสามารถในการเขียนสะกดคำศัพท7ภาษาอังกฤษของนักเรยี น

เครอื่ งมือที่ใชใ6 นการวจิ ัย

เครอื่ งมือทใ่ี ช@ในการศกึ ษาค@นคว@าครัง้ นี้ คอื

1. แผนการสอนโดยใช@เกมคำศัพท7ประกอบในการสอน

2. แบบฝกf ทกั ษะการเขียนสะกดคำศพั ท7

3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธก์ิ ารเรยี นร@คู ำศัพท7

ระยะเวลาทใี่ ชใ6 นการวิจยั

ภาคเรียนท่ี 2 ปEการศึกษา 2564 ระหวาJ งเดอื น มกราคม – กุมภาพนั ธ7 ระยะเวลา 2 ชั่วโมงตJอสัปดาห7

รวมทัง้ ส้ิน 4 สัปดาห7

23

การสร6างและพฒั นาเครอื่ งมือ

ผ@วู จิ ัยได@สรา@ งและพัฒนาเครอื่ งมือในการวจิ ัย ดังนี้

การสร@างแผนการจัดการเรยี นรว@ู ิชาภาษาองั กฤษ

1.การสร6างแผนการจัดการเรียนรว6ู ิชาภาษาอังกฤษ ได6ดำเนนิ การตามขั้นตอนดงั ต>อไปน้ี

1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 กลุJมสาระการเรียนรู@ภาษาตJางประเทศ โดย
ศึกษาสาระการเรียนรู@ สาระสำคัญ หลักสูตรสถานศึกษาของกลุJมสาระการเรียนรู@ภาษาตJางประเทศ ชJวงชั้นที่ 3
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปEที่ 1 โดยศึกษาสาระการเรียนรู@มาตรฐานการเรียนรู@ชJวงช้ันหนJวยการเรียนรู@เนื้อหาสาระ
และ ตัวช้วี ดั ของวชิ าภาษาองั กฤษ (อ21101)

1.2 ศึกษาเนื้อหาหน@าที่ของภาษาและบริบทของภาษาอังกฤษที่ปรากฏในหลักสูตรและตำราเรียน
รายวิชาภาษาองั กฤษ (อ21101) ระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาปทE ี่ 1

1.3 กำหนดเนื้อหาและจุดประสงค7ตามผลการเรียนรู@ที่คาดหวังจากหลักสูตรสถานศึกษาของกลุJมสาระ
การเรียนร@ภู าษาตJางประเทศ ชJวงชัน้ ที่ 3 ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปEที่ 1

1.4 สร@างแผนการจัดการเรียนรู@ตามแนวทางการสอนเพื่อการสื่อสารจำนวน 4 แผนเพื่อใช@ในการทดลอง
โดยใชค@ ำศพั ทใ7 นหนังสอื เรียน Access 1 ทผ่ี Jานการพิจารณาจากผูเ@ ชี่ยวชาญ

1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู@ที่ผJานการตรวจสอบความถูกต@องจากผู@เชี่ยวชาญจำนวน 2 ทJาน ประกอบไป
ด@วยอาจารย7ประจำวิชาภาษาอังกฤษ 1 ทJาน อาจารย7ชาวตJางชาติ 1 ทJาน ไปใช@กับนักเรียนที่ไมJใชJกลุJมตัวอยJาง
จำนวน 5 คน แล@วนำแผนการจัดการเรียนรูท@ ัง้ แผนมาปรบั ปรงุ แก@ไข

1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู@ที่ผJานการตรวจสอบความถูกต@องไปใช@ทดลองจริงกับกลุJมตัวอยJาง ซึ่งเป[น
นักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาระดบั ช้ัน ม.1/4,1/5,1/6 จำนวน 30 คนโดยกลมุJ ตวั อยJางไดม@ ากจากการสมJุ แบบเจาะจง

2. การสร6างแบบฝกa การเขียนสะกดคำศัพทN

2.1 ศึกษาเอกสาร ตำรา และแนวทางการสร@างแบบฝfกการเขยี นสะกดคำศพั ท7

2.2 วิเคราะห7คำศัพท7จากหนังสือ Access 1ที่จะนำมาสร@างแบบฝfกการเขียนสะกดคำศัพท7ภาษาอังกฤษ
แล@วนำไปให@อาจารย7ที่มีความเชี่ยวชาญด@านการสอนภาษาอังกฤษจำนวน 2 ทJาน ประกอบไปด@วยอาจารย7ประจำ
วิชาภาษาอังกฤษจำนวน 1 ทJาน อาจารย7ชาวตJางชาติจำนวน 1 ทJาน ได@ตรวจดูความเหมาะสมของเนื้อหาตJางๆ
พร@อมทงั้ จำนวนเวลาทเ่ี หมาะสม เพื่อใหส@ อดคล@องกบั ระยะเวลาในการทดลอง 2 ชั่วโมงตอJ สปั ดาห7

2.3 สร@างแบบฝfกประกอบการสอนนำมาปรับปรุงแก@ไขตามข@อเสนอแนะของผู@เชี่ยวชาญด@านการสอน
ภาษาองั กฤษทัง้ 2 ทาJ น เพอ่ื ใหแ@ บบฝfกประกอบการสอนมคี วามสมบรู ณแ7 ละมปี ระสิทธิภาพมากทส่ี ดุ

24

2.4 นำแบบฝfกที่ผJานการตรวจสอบความถูกต@องจากผู@เชี่ยวชาญจำนวน 2 ทJานประกอบไปด@วย อาจารย7
ประจำวชิ าภาษาองั กฤษ 1 ทJาน อาจารย7ชาวตาJ งชาติ 1 ทJาน แลว@ นำแบบฝfกมาปรบั ปรุงแกไ@ ข

2.5 นำแบบฝfกที่ผJานการตรวจสอบจากผู@เชี่ยวชาญทั้ง 2 ทJานและผJานการทดลองกับกลุJมยJอยไปใช@กับ
นักเรียนกลุJมตัวอยJางซึ่งเป[นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปEที่ 1/4,1/5,1/6 จำนวน 30 คนโดยกลุJมตัวอยJางได@มา
โดยการสมJุ แบบเจาะจง

3. การสรา6 งแบบทดสอบการเขียนสะกดคำ

3.1 ศกึ ษาแนวทางการสรา@ งแบบวดั ประสทิ ธิภาพของแบบฝกf

3.2 ศึกษาผลการเรียนรู@ที่คาดหวัง หนJวยการเรียนรู@ และสาระการเรียนรู@ของหลักสูตรสถานศึกษากลJุม
สาระการเรียนรู@ภาษาตาJ งประเทศ โรงเรียนธดิ าแมJพระและจากหนังสือเรียน Access 1

3.3 สรา@ งแบบทดสอบการเขยี นสะกดคำจำนวน 30 ข@อ เป[นขอ@ สอบปรนัย 20 ข@อและอตั นยั 10 ข@อ

3.4 นำแบบทดสอบให@อาจารย7ที่มีความเชี่ยวชาญด@านการสอนภาษาอังกฤษจำนวน 2 ทJาน ประกอบไป
ด@วยอาจารย7ประจำวิชาภาษาอังกฤษจำนวน 1 ทJานและ อาจารย7ชาวตJางชาติจำนวน 1 ทJาน ได@ตรวจดูความ
เหมาะสมของเนอ้ื หา

3.5 นำแบบทดสอบที่ผJานการตรวจสอบความถูกต@องจากผู@เชี่ยวชาญจำนวน 2 ทJานประกอบไปด@วย
อาจารย7ประจำวิชาภาษาอังกฤษ 1 ทJานและ อาจารย7ชาวตJางชาติ 1 ทJาน ไปใช@กับนักเรียนที่ไมJใชJกลุJมตัวอยJาง
จำนวน 5 คน แลว@ นำแบบทดสอบที่ผJานการตรวจสอบมาปรบั ปรุงแก@ไข

3.6 นำแบบทดสอบที่ผJานการตรวจสอบจากผู@เชี่ยวชาญทั้ง 2 ทJานและผJานการทดลองกับกลุJม ยJอยไปใช@
กับนักเรียนกลุJมตัวอยJางซึ่งเป[นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปEที่ 1/4 ,1/5,1/6 จำนวน 30 คนโดยกลุJมตัวอยJาง
ไดม@ าโดยการสมุJ แบบเจาะจง

วธิ ดี ำเนินการทดลอง

1. ระยะเตรียมการทดลอง

1.1 สร@างเครื่องมือที่ใช@ในการทดลอง ได@แกJ แผนการจัดการเรียนรู@ 3 แผนที่สอดคล@องกับผลการ
เรียนรทู@ ่ีคาดหวงั หนวJ ยการเรยี นร@ู และมาตรฐานการเรยี นรู@วิชาภาษาอังกฤษระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปทE ่ี 1

1.2 สรา@ งแบบฝfกทกั ษะการเขียนสะกดคำ
1.3. สรา@ งแบบทดสอบการเขียนสะกดคำศัพท7ภาษาองั กฤษกอJ นเรยี นและหลงั เรียน
1.4 สมJุ กลJุมตัวอยJางจำนวน 1 หอ@ งเรียนเปน[ กลุมJ ทดลอง

25

2. ระยะดำเนนิ การทดลอง

2.1 จัดปฐมนิเทศทำความเข@าใจกับนักเรียนถึงวิธีการเรียน จุดประสงค7ในการเรียนและวิธีการ
ประเมนิ ผลการเรียน

2.2 ผู@วิจัยได@ทำการทดสอบกJอนเรียนกับนักเรียนกลุJมตัวอยJางโดยใช@แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์การ
เรียนร@คู ำศัพทก7 Jอนเรียนทัง้ หมด 30 ข@อ เป[นปรนัย 20 ขอ@ และอัตนยั 10 ข@อ

2.3 เมื่อทดสอบกJอนเรียนแล@ว จากนั้นผู@วิจัยได@ทำการสอนตามแผนการสอนโดยใช@เกมคำศัพท7
ประกอบการสอน ซึ่งใช@เกมทั้งหมด 4 เกม คือ เกมบิงโกคำศัพท7 เกมสร@างคำศัพท7 เกมลูกโซJ และ
เกมแฮงค7แมน ใช@เวลาสอนรวม 4 สัปดาห7 สัปดาห7ละ 2 ชั่วโมง โดยผู@วิจัยเป[นผู@ดำเนินการสอนเองซ่ึง
แตJละเกมมกี ติกา ดังตJอไปน้ี

2.3.1 เกมบงิ โกคำศพั ท7
จดุ ประสงค7
1. เพื่อใหน@ ักเรยี นเขียนสะกดคำได@ถูกต@อง
2. เพื่อใหน@ ักเรยี นไดฝ@ กf ทกั ษะการฟงo
อุปกรณ7
1. ตารางสำหรบั การเลJนบงิ โก
2. สลากคำศพั ท7
วธิ กี ารเลJน
1. ครแู จกตารางสำหรบั การเลนJ บิงโกใหก@ บั นกั เรยี นคนละแผนJ
2. นกั เรียนเขียนคำศัพทล7 งในแตลJ ะชJองให@ครบ 16 ชอJ ง โดยคณุ ครกู ำหนดใหเ@ วลา 10 นาที
3. คุณครสู มJุ สลากคำศัพท7แลว@ พดู ออกมา ให@นักเรียนกากบาททับคำศัพทท7 ตี่ รงกบั ที่ คุณครพู ูดในตาราง
ของตน หากคำศัพท7เรียงกันตลอดแถว ไมJวJาจะเป[นแนวตั้ง แนวนอน หรือแนว เฉียง ให@นักเรียนพูดคำวJา
“บิง โก”
4. คณุ ครตู รวจสอบวาJ เป[นคำที่คณุ ครูพูดหรอื ไมJ และนักเรียนสะกดคำศพั ทถ7 ูกต@อง หรือไมJ ถ@าถกู ตอ@ ง
นักเรยี นคนนั้นจะเปน[ ผ@ชู นะ
2.3.2 เกมสร@างคำศัพท7
จุดประสงค7
1. เพื่อให@นักเรียนบอกความหมายของคำศัพทไ7 ด@ถกู ตอ@ ง
2. เพื่อใหน@ กั เรยี นเขียนสะกดคำศัพท7ไดถ@ ูกต@อง
อปุ กรณ7
1. บตั รคำตวั อักษร
วิธกี ารเลนJ
1. ให@นักเรยี นจับคJู แลว@ คณุ ครูแจกกระดาษคJลู ะ 1 แผนJ พรอ@ มกำหนดเวลา

26

2. คณุ ครูอธบิ ายวิธกี ารเลJน
3. คุณครูกำหนดตัวอักษร แล@วให@นักเรียนเขียนสร@างคำศัพท7จากตัวอักษรที่กำหนดอยJางน@อย 15 คำ
พร@อมบอกความหมาย เชJน คุณครูกำหนดตัว R ก็ให@นักเรียนเขียนคำศัพท7ที่ขึ้นต@นด@วยตัว R มา 15 คำพร@อม
ความหมาย
4. คใJู ดที่สรา@ งคำศพั ทไ7 ด@ครบหรือมากกวาJ 15 คำและถูกตอ@ งในเวลาท่ีกำหนดไวก@ ็จะเป[นผช@ู นะ

2.3.3. เกมแฮงค7แมน
จดุ ประสงค7
1. เพ่ือให@นักเรยี นเขียนสะกดคำศัพทไ7 ด@ถูกต@อง
2. เพื่อใหน@ ักเรยี นบอกความหมายของคำศัพทไ7 ดถ@ ูกต@อง
อุปกรณ7
ไมมJ ี
วธิ ีการเลJน
1. คุณครูแบงJ นักเรียนเปน[ 3 กลมJุ แลว@ อธิบายวิธีการเลJน
2. คุณครูสุJมคำศัพท7จากบทเรียน แล@วขีดเส@นตามจำนวนตัวอักษรในคำศัพท7 จากนั้น คุณครูใบ@คำศัพท7
ด@วยความหมาย ให@นักเรียนเดาคำศัพท7จากความหมายวJาเป[นคำวJาอะไรใน คำศัพท7นี้มีตัวอักษรอะไรบ@าง โดยให@
นักเรยี นออกมาเขยี นทีละตวั อักษร
3. หากนักเรียนกลุJมไหนเขียนตัวอักษรที่ไมJมีในคำศัพท7 คุณครูจะเริ่มวาดรูปเป[น แทJนแขวนคอ หากเขียน
ตัวอักษรผิดเรื่อย ๆ รูปนั้นจะกลายเป[นรปู ตวั การ7ตนู ถกู แขวนคอ
4. นักเรียนกลมJุ ใดท่อี อกมาเขยี นตวั อกั ษรแล@วถกู ต@องมากที่สดุ กลมุJ น้ันจะเปน[ ผ@ูชนะ
2.4 ผู@วิจัยทำการทดสอบหลังเรียนกับนักเรียนกลุJมตัวอยJางโดยใช@แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนร@ู
คำศัพทห7 ลงั เรียนทงั้ หมด 30 ข@อ

ขนั้ เกบ็ รวบรวมขอ6 มูล

ผู@วิจัยได@ทำการเก็บรวบรวมคะแนนจากการทดสอบกJอนเรียน-หลังเรียน โดยใช@รูปแบบ One-Group

Pretest - Posttest Design มรี ปู แบบดังนี้

O1 X O2

เมื่อกำหนด O1 หมายถงึ การทดสอบกอJ นเรียน
X หมายถึงแบบเรยี น
O2 หมายถงึ การทดสอบหลงั เรียน

27

ข้นั การวเิ คราะหขN 6อมลู
สถติ ิท่ใี ชใ@ นการวเิ คราะห7ขอ@ มลู

1. สถิติพน้ื ฐาน
1.1 คJาเฉลีย่ (Mean)
1.2 คJาความเบยี่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

28

บทที่ 4
ผลการวเิ คราะหขN อ6 มูล

การวิจัยครั้งนี้เป[นการใช@เกมเพื่อพัฒนาการเขียนสะกดคำศัพท7ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนช้ัน

มัธยมศึกษาปEที่ 1โดยมีวัตถุประสงค7เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทักษะการเขียนของนักเรียนกJอนและหลังได@รับ

การใช@เกมโดยใช@แบบฝกf ท่ีผวู@ จิ ัยสร@างข้นึ และได@วิเคราะหข7 อ@ มูลตามลำดับข้ันตอนดงั นี้

สญั ลกั ษณNท่ีใช6ในการวเิ คราะหNขอ6 มูล

การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการเขียนคำศัพท7ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปEที่ 1 โดยใช@เกม ผู@วิจัยได@ใช@

สัญลักษณต7 Jางๆในการวิเคราะหข7 @อมูลดงั ตอJ ไปนี้

N แทน จำนวนกลุมJ ตัวอยาJ ง

แทน คาJ เฉล่ีย

S.D แทน สวJ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน

ขัน้ ตอนการวิเคราะหขN 6อมูล

ผ@ูวจิ ัยไดด@ ำเนนิ การวิจัยตามข้ันตอนดังตJอไปน้ี

ตอนที่ 1 วเิ คราะห7ขอ@ มูลกลJุมตัวอยาJ ง

ตอนที่ 2 วิเคราะห7เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์กJอนเรียนและหลังเรียน ทักษะการเขียนคำศัพท7ภาษาอังกฤษท่ี

ไดร@ ับการสอนโดยใช@เกม

ตอนที่ 3 วิเคราะห7แบบสอบถามความคดิ เห็นเกี่ยวกบั เกม

ผลการวเิ คราะหขN อ6 มลู

ผวู@ ิจัยได@นำเสนอผลการวิเคราะหข7 อ@ มูลตามลำดบั ดงั ตอJ ไปนี้

ตอนที่ 1วเิ คราะหขN 6อมลู กล>ุมตวั อยา> ง

การวิจัยในครั้งนี้กลุJมตัวอยJางเป[นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปEที่ 1/4,1/5,1/6 จำนวน 30 คน ดัง

ตารางตอJ ไปนี้

ตารางแสดงรอ6 ยละของกลม>ุ ตวั อยา> ง

เพศ N=30 รอ6 ยละ

มัธยมศึกษาปทE ่ี 1/4 8 27

มัธยมศกึ ษาปทE ี่ 1/5 10 33

มัธยมศกึ ษาปEท่ี 1/6 12 40

จากตารางพบวJา กลุJมตัวอยJางในการวิจัยครั้งนี้ เป[นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปEที่ 1/4 จำนวน 8 คน (ร@อย
ละ 27) ชัน้ มัธยมศึกษาปEท่ี 1/5 จำนวน 10 คน (ร@อยละ 33) ช้นั มัธยมศกึ ษาปทE ่ี 1/6 จำนวน 12 คน (ร@อยละ 40)

29

ตอนที่ 2 วิเคราะหNผลสัมฤทธิ์ก>อนเรียนและหลังเรียน ทักษะการเขียนคำศัพทNภาษาอังกฤษที่ได6รับการสอน
โดยใชเ6 กม

ผลรวมคะแนนผลสัมฤทธิ์การเขียนคำศัพท7ภาษาอังกฤษกJอนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได@รับการสอน
โดยใชเ@ กมปรากฏผลตามตารางดังน้ี

ตารางแสดงคะแนนผลสัมฤทธิ์ก>อนเรียนและหลังเรียน ทักษะการเขียนคำศัพทNภาษาอังกฤษที่ได6รับการสอน

โดยใช6เกม

นักเรียน คะแนนทกั ษะการเขยี นคำศพั ทภ7 าษาองั กฤษ (30 คะแนน)

(30 คน) กอ< นเรียน หลังเรียน ค<าความแตกต<าง คา< รอB ยละ

1 11 20 9 30.00

2 15 22 7 23.33

3 16 25 9 30.00

4 17 24 7 23.33

5 21 28 7 23.33

6 19 27 8 26.67

7 18 23 5 16.67

8 14 26 12 40.00

9 15 24 9 30.00

10 17 25 8 26.67

11 15 26 11 36.67

12 16 28 12 40.00

13 14 25 11 36.67

14 15 27 12 40.00

15 16 24 8 26.67

16 14 23 9 36.66

17 18 26 8 30.00

18 15 28 13 43.33

19 18 26 8 26.67

20 19 27 8 26.67

21 17 23 6 20.00

22 18 26 8 26.67

23 18 26 8 26.67

24 19 25 6 20.00

25 20 27 7 23.33

26 21 25 4 13.33

27 19 26 7 23.33

28 16 25 9 30.00

30

29 17 24 7 23.33

30 21 28 7 23.33

คะแนนเฉลย่ี 16.97 25.30 8.33 28.11

S.D. 2.39 1.91 - -

จากตารางพบวJา นักเรียนทุกคนมีคะแนนผJานเกณฑ7และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกวJาคะแนนเฉลี่ยกJอน
เรียนจำนวน 8.33 คะแนนหรอื ร@อยละ 28.11 สวJ นเบี่ยงเบนมาตรฐานเทาJ กบั 2.39

31

บทที่ 5

สรุป อภปิ รายผล และขอ6 เสนอแนะ

วิจัยในครั้งนี้ ผู@วิจัยได@นำเกมมาเป[นสื่อการสอนเพื่อพัฒนาการเขียนสะกดคำศัพท7ภาษาอังกฤษของ
นกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปทE ี่ 1 ซ่งึ สามารถสรปุ ผลอภปิ รายผล และมีขอ@ เสนอแนะดังน้ี

สรุปผลการวจิ ัย

จากการวิจัยการใช@เกมเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนคำศัพท7ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปEท่ี
1/4,1/5,1/6 ปกE ารศกึ ษา 2564 โรงเรียนธิดาแมพJ ระ สามารถสรปุ ผลได@ดังน้ี

1. การใช@เกมประกอบการสอนชJวยให@นักเรียนเขียนสะกดคำศัพท7ภาษาอังกฤษได@ถูกต@องและแมJนยำมาก
ขึ้น จากการทดลองใช@แผนการสอนโดยใช@เกมเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนคำศัพท7ภาษาอังกฤษของนักเรียน พบวJา
นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกวJาคะแนนกJอนเรียน นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์กJอนเรียนเฉลี่ยเทJากับ 16.97
จากคะแนนเต็ม 30 คะแนนสJวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทJากับ 2.39 ร@อยละของคะแนนเฉล่ียเทJากับ 28.11 และ
คะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนเทJากับ 25.30 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน สJวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทJากับ 1.91 ร@อย
ละของคะแนนเฉลี่ยเทJากับ 8.33 แสดงให@เห็นวJานักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้นเมื่อได@รับการสอนโดย
การใช@เกม และการใช@เกมสามารถพฒั นาทกั ษะการเขียนคำศพั ท7ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปทE ่ี 1 ได@

การอภิปรายผล

การใช@เกมเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนคำศัพท7ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปEที่ 1 ชJวยให@นักเรียนมีการ
พัฒนาทักษะการเขียนคำศัพท7ภาษาอังกฤษที่ดีและแมJนยำมากขึ้น สามารถการเขียนสะกดคำศัพท7ภาษาอังกฤษได@
อยJางถูกต@อง สามารถกำหนดตัวอักษรหรือสัญลักษณ7แทนเสียง สามารถถJายทอดความคิดออกมาเป[นตัวหนังสือ
และผู@อJานสามารถเข@าใจได@ สามารถเขียนเรียงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต7 ตัวสะกดเรียบเรียงเป[นคำได@ถูกต@องโดย
สามารถอภปิ รายผลไดด@ ังน้ี

จากการวิเคราะห7คะแนนเฉลี่ยกJอนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูง
กวJากJอนเรียน แสดงวJานักเรียนมีการพัฒนาทักษะการเขียนคำศัพท7ที่ดีขึ้น เพราะวJาการสอนโดยใช@เกมเป[น
กิจกรรมที่มุJงเน@นให@นักเรียนได@ลงมือปฏิบัติและเรียนรู@ด@วยตนเอง พร@อมทั้งสามารถสร@างบรรยากาศภายใน
ห@องเรียนได@เป[นอยJางดีซึ่งทำให@นักเรียนไมJเบื่อหนJายตJอการเรียนและได@พัฒนาทักษะด@านการเขียน
ตามทฤษฎีCommunicative Approachที่วJาไว@วJานักเรียนจะเรียนรู@ได@อยJางมีประสิทธิภาพ ก็ตJอเมื่อนักเรียนได@ทำ
กิจกรรมในรูปแบบตJางๆให@มากที่สุด เชJน เกมทางภาษา (Language games), บทบาทสมมติ (Role Play) และ
ละครหรือเพลง (Drama and Song) เป[นต@น นอกจากนี้การใช@เกมเพื่อจัดกิจกรรมที่เน@นการแขJงขัน สามารถ
กระตุ@นให@นักเรียน นักเรียนจึงมีแรงจูงใจมากขึ้น มีความกระตือรือร@นในการเรียนมากขึ้น ให@ความรJวมมือเป[นอยJาง

32

ดี ซึ่งสอดคล@องกับทฤษฎีการเรียนรู@ 8 ขั้นของกาเยJที่วJา นักเรียนจะเกิดความสนใจและกระตือรือร@นในการเรียน
มากข้นึ หากมสี ื่อ กจิ กรรม หรือสถานการณต7 Jางๆ โดยมกี ารแนะนำแนวทางในการ เรยี นเพอ่ื ใหเ@ กดิ การเรียนรู@

ข6อเสนอแนะเพอ่ื การสอน
1. ในการใช@เกมประกอบการสอน ครูควรชี้แจงกับนักเรียนถึงจุดมุJงหมายของการเลJนเกมวJา เป[นการฝfก

การเขียนคำศพั ทโ7 ดยใช@กจิ กรรมเกมเข@ามาประกอบการสอนเพือ่ ทำให@นักเรียนจำคำศพั ท7ได@
2. ในการแบJงกลุJมเลJนเกม ควรใช@วิธีการแบJงกลุJมที่หลากหลายเพื่อให@นักเรียนได@เปลี่ยนกลุJม และได@

ชJวยเหลอื ซ่ึงกนั และกนั มากข้นึ
3. ครูควรให@นักเรียนได@มีสJวนรJวมในการเลือกเกมบ@าง จะทำให@นักเรียนรู@สึกวJามีสJวนรJวมในการเรียนการ

สอนมากขึ้น
ข6อเสนอแนะเพ่อื การวจิ ยั

1. ควรทำการศึกษาทดลองกับกลุJมตัวอยJางอื่นๆที่มีความสามารถทางด@านภาษาอังกฤษที่แตกตJางกัน เพื่อ
ศกึ ษาการพฒั นาทกั ษะการเขยี นคำศัพท7ภาษาอังกฤษโดยใช@เกมเป[นสือ่ ประกอบการสอน

2. ควรทำการศึกษาการสอนโดยการใช@เกมกับทักษะอื่นๆ เชJน ทักษะการพูด การฟoง และการอJานเพื่อ
ศกึ ษาผลเฉพาะทาง

33

บรรณานกุ รม

กนิษฐา ระเวช. (2543). ความสัมพันธร7 ะหวJางความร@ูความเข@าใจไวยากรณแ7 ละคําศัพท7กับความสามารถ ใน การ
อาJ นภาษาองั กฤษของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที่ 3. วทิ ยานิพนธ7 ค.ม. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ7
มหาวิทยาลัย. ถาJ ยเอกสาร.

กมลรัตน7 หลาสุวรรณ. (2541). จติ วิทยาการศกึ ษา. พิมพค7 ร้งั ท่ี 2. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ7ศรีราชา.
กระทรวงศกึ ษาธิการ

กรมวิชาการ. (2545). คJูมอื การจัดการเรียนรก@ู ลมJุ สาระการเรยี นรภู@ าษาตJางประเทศ. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พค7 ุรุสภา
ลาดพร@าว.

กรมวิชาการ. (2546). คJูมือหลักสตู ร ตร.กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ7คุรสุ ภาลาดพร@าว.
คณะนักวิชาการบรษิ ทั นามมีบุคส7. เกมสนกุ ฝกf ภาษาองั กฤษ. (2543). พมิ พค7 รั้งที่ 11. กรงเทพฯ: นามมบี ุคส.7
นภดล นพไธสง. (2536). ผลการใช@เทคนิคชวJ ยจาํ แบบเชอื่ มโยงลูกโซJในการชวJ ยจาํ คาํ ศัพท7ภาษาอังกฤษของ

นกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปEที่ 1 โรงเรียนพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย7. ปรญิ ญานิพนธ7 กศ.ม. มหาสารคาม:

บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ มหาสารคาม. ถJายเอกสาร.

นิตยา ฤทธโิ์ ยธ.ี (2540). เกมประกอบการสอนอJานช้ันประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพค7 รุ ุสภา.
สมพงษ7 ศรพี ยาต. (2553) การพฒั นาชดุ แบบฝกf การเขยี นสะกดคำ สำหรับนกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปEท่ี 6 .

มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร/กรุงเทพฯ.


Click to View FlipBook Version