อานาปานสติภาวนา
ธรรมภาคปฏิบัติ 6
เสนอ
อาจารย์ พระมหาอดิสรณ์ อคฺควุฑโฒ
จัดท าโดย
1. นางสาวธัญจิรา บุญรักษา 6221304001
2. นางพิศลยา แน่งน้อย 6221304002
ิ
3. สิบเอกพีรวชญ์ พิมสาร 6221304003
นิสิตชั้นปี 3/2 (คฤหัสถ์รัฐศาสตร์เทียบโอน)
คณะสังคมศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์นครล าปาง
อานาปานสติภาวนา
โดย พุทธทาสภิกขุ
พระธรรมโกษาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ) หรือรู้จักในนาม พุทธทาสภิกขุ (๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ถึง
๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๖) เป็นชาวอ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๙ เริ่มบวชเรียน
เมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ที่วัดบ้านเกิด จากนั้นได้เข้ามาศึกษาพระธรรมวินัยต่อที่กรุงเทพมหานคร จนสอบได้เปรียญ
ธรรม ๓ ประโยค
อานาปานสติทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ ๑๖ ขั้น อานาปานสติแบบนี้
จะมี ๑๖ ขั้น ตามที่ปรากฏอยู่ในบาลี อานาปานสติแบบอื่น
อาจจะมีอย่างอื่น ซึ่งไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าก็มี เป็นของใครอื่นก็
มี ส าหรับอานาปานสติ ในบาลี มี ๑๖ ขั้น
๔
หมวดที่ ๑- ขั้นแรก ก็เพื่อท าจิตให้เป็นสมาธิ
การ ฝึกหัดใน ๔ ขั้นแรก ปรับปรุงลมหายใจ แล้วก็ท าลม
หายใจ ให้ละเอียดร างับ แล้วก็ได้ผลเป็นสมาธิ
หมวดที่ ๒-๔ ขั้นถัดไปอีก จะพิจารณาปีติและ
ความสุข ที่ได้รับจากสมาธิว่า นี้มันเป็นเครื่องกระตุ้นให้
เกิดความ คิดนึก หรือเกิดจิตที่ฟุ้งซ่าน กระสับกระส่าย
อะไรก็สุดแท้ ได้มากอย่างด้วยกัน ก็เริ่มรู้ว่าอะไรมันปรุง
แต่งจิต มีตั้ง ๔ ขั้น ขั้นที่ ๕ ถึงขั้นที่ ๘
หมวดที่ ๓ ให้ดูจิตโดยเฉพาะว่าจิตนี้มันเป็นอะไรได้กี่อย่าง?
ลองบังคับอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ดูให้ได้ ตามต้องการนี้ มีอยู่
๔ ขั้น
หมวดที่ ๔ ก็คือพิจารณาไม่เที่ยง คือ เป็นเรื่องปัญญา ไม่ใช่จิต
ล้วนๆ เป็นเรื่องปัญญาพิจารณาความไม่เที่ยง จนกระทั่งจิตเบื่อหน่าย
คลายก าหนัด จนกระทั่ง จิตหลุดพ้น อยู่ในหมวดนี้ หมวดสุดท้ายเป็น
อย่างนี้ ค าอธิบายที่ละเอียดออกไป
หมวดที่ 1
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
หมวดที่ ๑ จัดการกับลมหายใจ คือร่างกาย ให้จิต สงบระงับ เขาเรียกว่า กาย
สังขารสงบระงับนี้ได้สมาธิมาเพียง เท่านี้ ก็ได้รับผลเป็นความสุขทันแก่ความ
ต้องการ ถ้ากาย สังขารระงับ จิตเป็นสมาธิ ก็ได้รับความสุขทันที ความสุข
เหมือนอย่างได้รับจากนิพพาน แต่ว่ามันอย่างน้อยๆ ไม่ถาวร อย่างที่เรียกว่า
เป็นนิพพานแท้
ขั้นที่ ๑ ก าหนดลมหายใจยาว จนเป็นเกลอกับลมหายใจยาว คือรู้เรื่องทุกเรื่องที่
เกี่ยวกับลม หายใจยาว เพราะว่าคอยก าหนดมันอยู่เรื่อย
ขั้นที่ ๒ รู้จักลมหายใจสั้นโดยท านองเดียวกัน คือ ดูลมหายใจสั้น ว่ามันเป็น
อย่างไร? ลักษณะอย่างไร? มีอิทธิพลแก่ร่างกายของเรา ต่างจากลมหายใจยาว
อย่างไร? มันก็เลยได้การเปรียบเทียบระหว่างลมหายใจยาว กับลมหายใจสั้นนี้
บางทีเราก็ก าหนดความที่มันยาวเป็นอย่างไร? แล้วมีผลอย่างไร? ขั้นต่อมา
ก าหนดที่มันสั้น มันสั้น อย่างไรมีผลอย่างไร? ขั้นต่อมาก าหนดที่มันสั้น มันสั้น
อย่างไร? มีผลอย่างไร? จนให้รู้จักลมหายใจอย่างทั่วถึง รู้จักลมหายใจ รู้จัก
เหตุของลมหายใจ รู้จักผลของลมหายใจ รู้จัก อิทธิพลของลมหายใจ ให้มัน
คุ้นเคยกับลมหายใจเสียก่อน เดี๋ยวนี้เราไม่รู้จัก? ก็เลยต้องท าให้รู้จักท าขั้นที่ ๑
ก็อยู่กัน กับลมหายใจยาวจนคุ้นเคยกันดี ขั้นที่ ๒ อยู่กับลมหายใจสั้นจนคุ้นเคย
กันดี
ขั้นที่ ๓ รู้จักว่าลมหายใจทุกชนิดนี้ปรุงแต่งร่างกายอยู่แล้วก็
สัมพันธ์กันอยู่กับร่างกายหยาบด้วยกัน ละเอียดด้วยกัน
ฟุ้งซ่านด้วยกัน ร างับด้วยกัน จะดูแต่ในแง่นี้
ขั้นที่ ๔ ก็เริ่มท าให้ลมหายใจนี้อยู่ในอ านาจด้วย การบังคับให้
ละเอียดลงๆ ตามวิธีที่เรียกว่าวิ่งตาม แล้วก็เฝ้าดู แล้วก็สร้าง
อุคค ห นิมิตขึ้นมาในมโนภาพ แล้วก็ บังคับมโนภาพนั้นได้
พอท าได้อย่างนี้ จิตพร้อมแล้วที่จะก าหนดองค์ฌานทั้ง ๕ องค์
ได้ ก็เกิดเป็นปฐมฌานขึ้นมา
ท าไมจึงเรียกว่า กายานุปัสสนา เพราะว่าลมหายใจนั้น
คือกาย ร่างกายเนื้อนี้ก็คือกาย ลมหายใจนั้นก็คือกาย
สัมพันธ์กันอยู่แยกกันไม่ออก เดี๋ยวนี้เราท าให้ลมหายใจ
ร างับ ให้กายร างับถึงที่สุดแล้ว สติที่เป็นไปในกายนั้น
ก็สมบูรณ์แล้ว
หมวดที่ 2
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ขั้นที่ ๕ ก าหนดปีติได้ดี อย่างนี้แล้ว ก็เลื่อน เป็นขั้นที่ 5 คือก าหนดแต่ส่วนที่เป็นสุข
ส่วนที่เป็นปีตินั้น คือความพอใจ อันนั้นมันยังหยาบกว่า ที่นี้มาก าหนดที่ความสุขซึ่ง
มันร างับกว่า
ขอให้สังเกตเปรียบเทียบว่า ความพอใจกับความสุขนี้ มันไม่ใช่อันเดียวกัน
เราท าอะไรส าเร็จ เราพอใจอาจจะเนื้อเต้น ก็ได้ ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าปีติหรือความพอใจ
นั้น มันยังทะลึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ อาจจะตัวสั่น หรือว่าแสดงผลออกมารุนแรง ก็ให้รู้จักเสีย
ขั้นที่ 6 มีการปฏิบัติทุกอย่างทุกตอน เป็นอย่างเดียวกันกับอานาปานสติขั้นที่
ห้า ผิดกันแต่อารมณ์ส าหรับเพ่งพิจารณาได้เปลี่ยนจากเวทนา คือ ปีติ มา
เป็นเวทนา คือ สุข ทั้งนี้ เพื่อให้สิ่งที่เรียกว่าความสุขได้รับการพิจารณาสืบ
ต่อไปจากปีติ ในฐานะที่ความสุขเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือมากยิ่งขึ้นไปกว่าปีติ
ผลของการพิจารณาย่อมสูงกว่าปีติตามขั้นไปเป็นธรรมดา เพื่อว่าผู้ปฏิบัติจัก
เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งเวทนาทั้งปวงอย่างแท้จริง
ขั้นที่ ๗ รู้จิตตสังขาร เครื่องปรุงแต่ง จิต. จิตตสังขารเครื่องปรุงแต่งจิต คือปีติ
และสุขนั่นเอง ความรู้สึกที่เป็นปีติและความรู้สึกที่เป็นสุขนั่นเอง ๒ อย่างนี้
เรียกว่า เวทนาเวทนานี้จะปรุงแต่งจิต ให้คิดอย่างนั้น ให้คิดอย่างนี้ ให้คิดอย่าง
โน้น พอเป็นสุขขึ้นมา มันก็ปรุงแต่งความคิดอย่าง ใดอย่างหนึ่งแหละ เช่น
จะเอา จะได้ จะยึดครอง จะอะไรก็สุดแท้ แล้วมันก็เป็นความทุกข์ เป็นกิเลส
เราจึงดูเวทนานี้ มันปรุงแต่งจิตอย่างนี้ เรียกว่าเวทนาทั้งหลายเป็น
จิตตสังขาร คือเครื่องปรุงแต่งจิต
ขั้นที่ ๘ มันก็มีว่า ท าจิตตสังขารให้ร างับอยู่ คือ ท าจิตตสังขาร
เครื่องปรุงแต่งจิตให้ถอยก าลังลง ให้ถอยก าลังลง อย่าให้ปรุงแต่งจิต
ตามที่มันจะปรุงแต่งของมันเองหรือมันจะปรุงแต่งไปแต่ในทางกิเลส
เช่น มีความสุขขึ้นมา ก็จะปรุงไปในทางยึดมั่นถือมั่น นี้เราก็จะลดก าลัง
ของมันเสีย โดยพิจารณาให้เห็นว่า ความสุขนี้มันไม่เที่ยง
มันหลอกลวง มันเป็นมายา อะไรอย่างนี้แล้ว ก าลังของความสุขมันก็
ถอยลงไปเอง คือจิตมันไม่พอใจสิ่งที่หลอกลวงและเป็นมายา
หมวดที่ 3
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ขั้นที่ ๙ ก าหนดที่ตัวจิตนั้นเอง อยู่ทุกลมหายใจ เข้าออก จิตก าลังเป็น
อย่างไร? เราหายใจเข้าอยู่หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่นี้
จิตก าลังเป็นอย่างไร?นี้ ก็ต้องแล้วแต่จิตก าลังเป็นอย่างไร ว่าจิตก าลังมีปีติ
หรือว่าจิต ก าลังมีสุข จิตก าลังมีโลภะ หรือจิตไม่มีโลภะ จิตก าลังมีปฏิฆะ
หงุดหงิด หรือไม่มีปฏิฆะ จิตก าลังกลัว หรือก าลังไม่กลัวนี้ รายละเอียดนี้มี
มากเป็นบัญชีหางว่าวเลย คือให้เรารู้จักจิตที่ มันเป็นไปได้กี่ชนิดแก่เรานี้
จิตดีหรือไม่ดี จิตสูงหรือต่ า ก็รู้ได้ เองว่าจิตก าลังเป็นอย่างไร ก็นั่งดูมันอยู่
ก็แล้ว
ขั้นที่ ๑๐ ก็บังคับให้ปราโมทย์อย่างเดียว ให้รู้สึกบันเทิงเริงรื่น
ให้ปราโมทย์อย่าง เดียว ที่ว่า อภิปปโมจย์ จิตต์ อสสสิสสามีติ สิกขติ
ปสุสสส สามีติ สิกขต. ควบคุมบังคับ หรืออะไรก็ตาม ท าแต่ให้ด ารง ไว้ให้
มันรู้สึกแต่ อภิปปโมทย์
อภิ แปลว่า อย่างยิ่ง ป โ มทย แปลว่า ปราโมทย์ ให้มันมี
ปราโมทย์อย่างยิ่งอยู่ตลอดที่หายใจ เข้าอยู่ออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ออกอยู่
จนท ามันได้ มันไม่ใช่ท าง่ายนักดอก แต่ว่าเมื่อท าได้ก็ได้ ก็เรียกว่าชั้นนี้
ท าจิตให้ ปราโมทย์ยิ่งอยู่ หายใจออกเข้าเป็นขั้นที่ ๑๐ เรียกว่าบังคับ อยู่ใน
อ านาจของเรา ว่าแกต้องมีความปราโมทย์อย่างนี้อยู่ ตลอดเวลา
ขั้นที่ ๑๑ มันก็เปลี่ยนเป็นว่า ที่นี้จะบังคับให้ หยุด ให้ตั้งมั่น ให้แน่วแน่
ให้มั่นคง ไม่ให้รู้สึกปราโมทย์แล้ว จะอยู่อย่างนิ่ง หรือหยุด เรียกว่า
สมาทห์ จิตต์ อสุสสสุสามีติ สิกขติ ปสุสสิสสามีติ สิกขติ ให้แน่วแน่เพื่อให้
เป็นสมาธิชนิด ที่แน่วแน่ ไม่เนื่องด้วยองค์ฌาน ไม่เนื่องด้วยอะไรหมด
ให้มัน หยุด ท าให้มันหยุดให้จนได้ ก็เรียกว่าขั้นที่ ๑๑ นี้ แต่ตลอด เวลา
นั้น ก็หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ : ตลอดเวลาที่หายใจ เข้าจิตก็หยุด
หายใจออกจิตก็หยุด หยุดอยู่ตลอดเวลา ดูจิตมันหยุดอยู่ตลอดเวลา หายใจ
เข้า-ออกอยู่ นี้ท าส าเร็จได้ก็ เรียกว่า มันส าเร็จในขั้นนี้ บังคับให้มันหยุด
ให้มันแน่วแน่ ให้ มันตั้งมั่น
ขั้นที่ ๑๒ วิโมจย์ จิตต์ อสุสสส สามีติ สิกขติ ปสุสสสุสามีติ สิกขติ.
นี้บังคับจิตให้ปล่อย อยู่ คือท าให้จิตเกลี้ยง ถ้ามีอะไรมาเกาะเกี่ยว
จิต ก็ให้จิต มันเปลื้องออกไปเสียจะเปลื้องจิตจากอารมณ์นั้นก็ได้
เปลื้อง อารมณ์จากจิตก็ได้ มันมีผลเท่ากัน อะไรมันมาเกาะเกี่ยวจิต
ก็เปลื้องออกไปเสีย หรือว่า ดึงจิตออกมาเสียจากสิ่งที่มาเกาะเกี่ยว
จิต การปฏิบัติในขั้นที่ ๑๓ ที่เรียกว่า อนิจจานุปัสสี ดูความไม่เที่ยงอยู่
หมวดที่ 4
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ขั้นที่ ๑ ๔ เห็นความจางออกนี้ เป็นผลมาจากการ ที่เห็นอนิจจา
นุปัสส. ขั้นที่ ๑๓ มีผลดีเท่าไร ขั้นที่ ๑ ๔ ก็จะมีผลดีเท่านั้น
หมายความว่าเป็นความไม่เที่ยงเท่าไร มันก็เห็นความจางคลายออก
เท่านั้น ที่นี้ความจางคลายออกนี้ หมายความว่า ส่วนนั้นมันดับไป
ส่วนที่มันจางออกหายไปๆ นั้น คือความดับของกิเลส ความดับของ
ความยึดมั่นถือมั่น ความดับของความทุกข์ ขั้นที่ ๑๔ เรียกว่า
วิราคานุปัสสี เห็นอยู่ซึ่งความคลายออกแห่งความยึดมั่นถือมั่น
ขั้นที่ ๑๕ ดูที่นิโรธานุปัสสี-เห็น อยู่ตลอดเวลา ซึ่งความดับลงๆ แห่งความยึดมั่นและ
ความทุกข์ คือกิเลสดับไป ความทุกข์ดับไป นั่งดูแต่อันนี้ว่า กิเลสดับไป ความทุกข์ดับไป
อย่างไร หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่นี้เรียกว่า นิโรธานุปัสส.
ที่จริงขั้นที่ ๑๕ มันก็พอแล้ว เพราะเป็นการบรรลุมรรคผลกันที่ตรงนี้ ระหว่าง
ขั้นที่ ๑๔ กับ ๑๕ นั้น คลายเท่าไร แล้วมันก็ดับเท่านั้น การคลาย เขาเรียกว่า มรรค
การดับ เขาเรียกว่า ผล
ขั้นที่ ๑๖ ส าหรับจะดูเหมือนกับดูการประสบความส าเร็จ นี้เรียกว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี
เห็นความสลัดคืนอยู่ตลอดเวลาหายใจเข้าอยู่ออกอยู่นี้คล้ายๆ กับว่า เห็นว่าพ้นแล้วเลิกกัน
อะไรท านองนั้น ว่าเลิกกันทีกับสิ่งต่าง ๆ ที่มาท าให้เป็นทุกข์ มาท าให้ยึดถือนี้ เลิกกันที
อุปมาเหมือนอย่างว่าสลัดคืน ก่อนนี้ไปเอามาถือไว้ ท าให้เป็นทุกข์ หรือท าอย่างนี้ ท าเรื่อยๆ
มาจนดับทุกข์ก็คล้ายกับว่าโยนกลับไป นี้ขั้นสุดท้ายมันจึงเป็นเพียงการแสดง อุปมาอย่าง
หนึ่งของความส าเร็จผลขั้นสุดท้ายว่าสลัดกลับ ออกไป อุปมาให้ชัดเจน ก็ว่าคืนเจ้าของก่อนนี้
เราเป็นขโมย ไปปล้นเอาของธรรมะของธรรมชาติมาเป็นของกู อ้าว! พอมีความทุกข์เกิดขึ้น
มากเข้าๆ ก็ท าไปๆ ในฝ่ายดับทุกข์ก็คือ คืนเสีย คืนเจ้าของเดิมเสีย
สรุป
หมวดที่ ๑ เรื่องลมหายใจทั้งนั้น เกี่ยวกับกายทั้งนั้น เรียกว่า กายานุปัสสนาสติ
ปัฏฐาน
หมวดที่ ๒ เกี่ยวกับเวทนาคือปีติและสุขทั้งนั้น เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติ
ปัฏฐาน
หมวดที่ ๓ เกี่ยวกับจิตทั้งนั้น จิตอย่างนั้น จิตอย่างนี้ จิตอย่างโน้น บังคับมัน
อย่างนั้น บังคับมันอย่างนี้ เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
หมวดที่ ๔ เกี่ยวกับธรรมะทั้งนั้น คือ อนิจจัง วิราคะ นิโรธะ ปฏินิสสัคคะ นี้ล้วน
แต่เป็นธรรมะอย่าง หนึ่ง จึงเรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
รวมด้วยกัน ๔ หมวด เรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ ถ้าสติปัฏฐาน ๔ ท าได้
สมบูรณ์อย่างนี้ มันก็เป็นผลคือดับความ ทุกข์หมด เมื่อเราเจริญสติปัฏฐาน ๔
อยู่อย่างนี้ โพชฌงค์ ๗ มีตามขึ้นมาด้วย มันก็สมบูรณ์ด้วยกัน พร้อมด้วยกัน
เมื่อ สติปัฏฐาน ๔ สมบูรณ์ ก็ชื่อว่า โพชฌงค์ ๗ สมบูรณ์ : มี สติธัมมวิจยะ
วิริยะ ปิติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา อยู่ครบถ้วน ในเมื่อเราปฏิบัติอยู่ใน ๑๖ ขั้น
นี้ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เมื่อท าสติปัฏฐาน ๔ สมบูรณ์ วิชชาและวิมุติก็
สมบูรณ์ ญาณทั้งหลายเรียกว่าวิชชาก็สมบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ ก็สมบูรณ์
เมื่อโพชฌงค์ ๗ สมบูรณ์ ก็ตัดกิเลสแล้วก็เป็นวิมุติ เรื่องมันก็จบ กันเท่านั้น
วิมุติ คือความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ฉะนั้นที่ว่าปฏิบัติอานาปานสติ ๑๖
ขั้นนั้น คือ ปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ พร้อมกันไปกับโพชฌงค์ ๗ อยู่ในตัวมันเอง
ประสานกลมเกลียวกันไป พอถึงที่สุดก็เป็นวิชชา และ วิมุติ
กัมมัฏฐานแบบอานาปานสตินี้ ต้องต่อเนื่องกันอยู่กับการหายใจเข้า
ออกตลอดเวลา มีสติ ผูกพันอารมณ์ คือการหายใจออกเข้าตลอดเวลา จึงได้
เรียกว่า อานาปานสติ ถ้าเอาเรื่องกายมาเป็นหลัก ก็เรียกว่า กายานุปัสสนาสติ
ปัฏฐาน เอาเรื่องเวทนามาเป็นหลัก ก็เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เอาเรื่องจิตมาเป็นหลักก็เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เอาธรรมมาเป็นหลัก
ก็เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แล้วส าเร็จรอดตัวได้ เพราะ ธัมมานุปัสสนา
สติปัฏฐาน ในข้อที่เรียกว่า อนิจจานุปัสสี เห็น ความไม่เที่ยงของสังขารทั้งปวงอยู่
ตลอดเวลา ที่หายใจออก หายใจเข้า
จบการน าเสนอ
ขอขอบคุณครับ/ค่ะ