The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานวิจัยสถานบันฉบับสมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by fernlikeee, 2021-12-12 22:24:32

รายงานวิจัยสถานบันฉบับสมบูรณ์

รายงานวิจัยสถานบันฉบับสมบูรณ์

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา
ของงานบริการสถานกีฬา กองการกฬี า สานกั งานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น



เฉลิมพล แสงแก้ว และภาสพันธ์ จิโนทา. 2561. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการ

ให้บริการสถานกีฬาของงานบริการสถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธิการบดี

มหาวิทยาลัยขอนแกน่ . วจิ ยั สถาบนั มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น.

บทคัดย่อ

การวิจัยในคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสารวจการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการ
ให้บริการสถานกีฬาฯ และศึกษารูปแบบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการ
สถานกีฬา งานบริการสถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยใช้
ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณในการศึกษา เครื่องมือในการวิจัยคือแบบสอบถาม และทาการวิจัยจาก
กลุ่มเป้าหมายท่ีใช้บริการของงานบริการสถานกีฬา ประกอบไปด้วย นักเรียน/นักศึกษา
มหาวิทยาลัยขอนแก่น บุคลากร/หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น และบุคลากร/หน่วยงาน
ภายนอกมหาวิทยาลัยขอนแก่น จานวนท้ังส้ิน 140 คน โดยการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ใช้สถิติพรรณนา
และใชก้ ารวเิ คราะหต์ ารางไขว้ สามารถสรุปไดด้ งั น้ี

1. ข้อมูลคุณลักษณะส่วนบุคคล พบว่า บุคลากรท่ีใช้บริการสถานกีฬา กองการกีฬา
สานักงานอธิการบดี มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น ส่วนใหญค่ ิดเปน็ เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 50.7 ผู้ใชบ้ ริการ
ส่วนใหญ่มีอายุต่ากว่าหรือเท่ากบั 23 ปี คิดเป็นร้อยละ 82.1 และส่วนใหญ่ผู้ใช้บรกิ ารสถานกฬี าเปน็
นกั เรียน/นักศึกษามหาวิทยาลยั ขอนแกน่ คิดเปน็ รอ้ ยละ 80.7

2. รูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมต่อการบริการสถานกีฬา พบว่า บุคลากรส่วน
ใหญ่อยากให้ประเด็นสารสนเทศสามารถเข้าถึงได้ง่าย เช่นผ่านอินเตอร์เน็ต ผ่านมือถือ อยู่ในระดับ
มากและมากที่สดุ รวมคดิ เปน็ รอ้ ยละ 90.0

3. การประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวนั พบวา่ บุคลากรทีใ่ ช้บรกิ ารสถาน
กีฬาสว่ นใหญม่ กี ารประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในภาพรวมอยู่ในระดบั สูง คิดเป็นร้อยละ 50.0

4. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวัน
พบว่า ประเดน็ เพศ และลกั ษณะผ้ใู ชบ้ รกิ ารไม่มีความสัมพนั ธก์ ับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
ในชีวิตประจาวัน ในขณะที่ อายุมีความสัมพันธ์กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน
ชีวติ ประจาวัน อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดับ 0.01

คาสาคัญ: การประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ

การประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการให้บริการสถานกฬี า
ของงานบริการสถานกฬี า กองการกีฬา สานกั งานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยขอนแกน่



บทสรปุ ผบู้ รหิ าร

การวิจัยเรื่อง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา
ของงานบริการสถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีวัตถุประสงค์
การวิจัย เพื่อสารวจการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา งานบริการ
สถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศึกษารูปแบบการ
ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา งานบริการสถานกีฬา กองการกีฬา
สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยใช้ระเบียบวิธีวจิ ัยเชิงปรมิ าณในการศึกษา เครื่องมือ
ในการวิจัยคือแบบสอบถาม และทาการวิจัยจากกลุ่มเป้าหมายที่ใช้บริการของงานบริการสถานกฬี า
ประกอบไปด้วย นักเรียน/นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น บุคลากร/หน่วยงานภายใน
มหาวิทยาลัยขอนแก่น และบุคลากร/หน่วยงานภายนอกมหาวิทยาลัยขอนแก่น จานวนท้ังส้ิน 140
คน ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ไดด้ าเนินการเปน็ 2 ขน้ั ตอน ไดแ้ ก่

1) ใช้สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ค่ามธั ยฐาน ค่าสงู สดุ และค่าตา่ สุด เพ่อื อธบิ ายคุณลักษณะสาคญั ของบคุ ลากรฯ

2) ใช้การวิเคราะห์ตารางไขว้ (Crosstabulation) เพ่ือวิเคราะห์การกระจายข้อมูลระหว่าง
คุณลักษณะสาคัญของกลุ่มตัวอย่าง กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของบุคลากร ท้ังน้ีลักษณะสาคัญ
ของกลุ่มตัวอย่างที่กาหนดไว้ คือ เพศ อายุ ลักษณะผู้ใช้บริการ โดยใช้สถิติ Chi-Square สาหรับการ
นาเสนอผลการวเิ คราะห์ในรูปแบบการพรรณนา ได้แก่ การนาเสนอผลการวเิ คราะห์ในรูปแบบตาราง
ส่วนการนาเสนอตารางไขว้ ใชค้ ่ารอ้ ยละในการแสดงผลขอ้ มลู ด้วย คณะผวู้ ิจยั ขอนาเสนอดงั น้ี

1. สรุปผลการวจิ ัย
2. ขอ้ เสนอแนะ

1. สรปุ ผลการวิจยั
1.1 ขอ้ มูลคุณลักษณะส่วนบคุ คล
จากผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู คุณลักษณะส่วนบุคคลของบุคลากรท่ีใช้บรกิ ารสถานกีฬา กองการ

กฬี า สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแกน่ พบวา่ สว่ นใหญค่ ิดเป็นเพศชาย คดิ เปน็ ร้อยละ 50.7
ซ่ึงห่างจากเพศหญิงไม่มากนัก และบุคลากรผู้ใช้บริการส่วนใหญ่มีอายุต่ากว่าหรือเท่ากับ 23 ปี คิด
เป็นร้อยละ 82.1 เป็นท่ีน่าสังเกตว่าบุคลากรท่ีมีช่วงอายุระหว่าง 41 – 50 ปี มีเพียงร้อยละ 1.4
เท่าน้ัน และเม่ือพิจารณาในประเด็นลักษณะผู้ใช้บริการสถานกีฬาส่วนใหญ่ พบว่า ส่วนใหญ่
ผูใ้ ช้บรกิ ารสถานกีฬาเปน็ นักเรยี น/นกั ศกึ ษามหาวิทยาลัยขอนแกน่ คดิ เปน็ ร้อยละ 80.7 รองลงมาเป็น

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการใหบ้ รกิ ารสถานกฬี า
ของงานบริการสถานกีฬา กองการกฬี า สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น



บุคลากร/หน่วยงานภายนอกมหาวิทยาลยั ขอนแกน่ คิดเป็นร้อยละ 11.4 เปน็ ทนี่ ่าสงั เกตวา่ บุคลากร/
หนว่ ยงานภายในมหาวิทยาลัยขอนแกน่ มเี พยี งร้อยละ 7.9

1.2 รปู แบบเทคโนโลยีสารสนเทศทเ่ี หมาะสมต่อการบริการสถานกีฬา
ผลการวิเคราะห์รูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมต่อการบริการสถานกีฬาของ
บุคลากรทใี่ ชบ้ รกิ ารสถานกีฬา พบวา่ บคุ ลากรสว่ นใหญ่อยากให้ประเดน็ สารสนเทศสามารถเข้าถึงได้
ง่าย เช่นผ่านอนิ เตอร์เน็ต ผ่านมือถอื อยใู่ นระดบั มากและมากที่สดุ รวมคิดเปน็ ร้อยละ 90.0 รองลงมา
ในประเด็นผู้ใช้บริการทุกคนสามารถเข้าใช้บริการผ่านสารสนเทศของงานบริการสถานกีฬาได้ เช่น
การจองสถานกีฬา จองหอ้ งประชมุ หรอื แจง้ ซ่อมแซม และในประเดน็ รูปแบบสารสนเทศมคี วามเรียบ
ง่าย สะดวก อยู่ในระดับมากและมากท่ีสุด คิดเป็นร้อยละ 87.1 และ 89.3 ตามลาดับ ส่วนประเด็น
บุคลากรคิดว่าควรจัดทาสารสนเทศ เช่น Website Application โปรแกรม เพ่ือความสะดวก และ
งา่ ยต่อการติดต่อขอใช้บริการสถานกีฬาดว้ ยตนเอง บุคลากรใหร้ ะดบั ความเหมาะสมในระดบั มากและ
มากทีส่ ดุ คดิ เปน็ ร้อยละ 80.7
1.3 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชวี ติ ประจาวัน
ผลการวิเคราะห์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวันของบุคลากรใน
ภาพรวม พบว่า บุคลากรที่ใช้บริการสถานกีฬาส่วนใหญ่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน
ภาพรวมอยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 50.0 เป็นท่ีน่าสังเกตว่ายังมีบุคลากรท่ีใช้บริการสถานกีฬา
บางสว่ นมีการประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในระดับต่อตา่ คดิ เป็นร้อยละ 10.7
ส่วนผลการวเิ คราะห์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชวี ิตประจาวันของบุคลากรในกี่
พิจารณารายข้อ พบว่า บุคลากรที่ใช้บริการสถานกีฬาส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงการใช้บริการ
อินเตอร์เน็ต ในระดับมากและมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 90.0 รองลงมาเป็นประเด็นบุคลากรใช้
อินเตอร์เน็ตในการสื่อสารกับผู้อ่ืน ใช้อุปกรณ์ไอซีทีเป็นเคร่ืองมืออานวยความสะดวก และทาให้
ชีวิตประจาวันมีความคล่องตัวมากข้ึน และใช้อุปกรณ์ไอซีทีเพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพการทางานใน
ชีวิตประจาวัน ทั้งหมดอยูใ่ นระดบั มากทสี่ ดุ คดิ เป็นรอ้ ยละ 58.6 47.9 และ 47.9 ตามลาดับ
1.4 ปัจจยั ทม่ี คี วามสัมพันธ์ตอ่ การประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวัน

1.4.1 เพศ
ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน
ชีวิตประจาวัน และเพศของบุคลากรที่ใช้บริการสถานกีฬา พบว่า บุคลากรส่วนใหญท่ ั้งเพศชาย และ
เพศหญิงมีระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวันในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ
54.9 และ 44.9 ตามลาดับ เป็นที่น่าสังเกตว่าบุคลากรบางส่วนเพศชาย และเพศหญิงมีระดับการ
ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวันในระดับต่า คิดเป็นร้อยละ 9.9 และ 11.6

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกฬี า
ของงานบรกิ ารสถานกีฬา กองการกีฬา สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลยั ขอนแกน่



ตามลาดบั เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตวั แปรดว้ ยค่าสถติ ิ Chi-square พบว่า ตัวแปรทัง้ สองไม่
มีความสัมพนั ธก์ ันอย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ิที่ระดบั 0.05

1.4.2 อายุ
ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน
ชวี ติ ประจาวนั และอายุของบุคลากรท่ีใชบ้ รกิ ารสถานกีฬา พบวา่ บคุ ลากรทม่ี ีอายตุ ่ากวา่ หรือเท่ากับ
23 ปี มีระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวันอยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ
53.0 เป็นที่น่าสังเกตว่าบุคลากรท่ีมีอายุต้ังแต่ 51 ปีขึ้นไปจะระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศอยู่ในระดับต่า คิดเป็นร้อยละ 66.7 เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยค่าสถิติ
Chi-square พบว่า ตัวแปรทั้งสองมคี วามสมั พนั ธ์กันอย่างมนี ยั สาคัญทางสถิตทิ ่รี ะดับ 0.01
1.4.3 ลักษณะผ้ใู ชบ้ ริการสถานกีฬาฯ
ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน
ชีวิตประจาวัน และลักษณะผู้ใช้บริการสถานศึกษา พบว่า บุคลากรท่ีเป็นนักเรียน/นักศึกษา
มหาวิทยาลัยขอนแก่น และบคุ ลากร/หนว่ ยงานภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น มรี ะดบั การประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศอยใู่ นระดับสงู คิดเปน็ รอ้ ยละ 52.2 และ 54.5 ตามลาดับ เป็นท่ีน่าสังเกตวา่ ยงั มี
นกั เรียน/นักศึกษามหาวิทยาลยั ขอนแก่น มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวันอยู่
ในระดับต่า คิดเป็นละ 6.2 เม่ือทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยค่าสถิติ Chi-square พบว่า
ตวั แปรทั้งสองไม่มีความสมั พันธ์กันอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิท่รี ะดบั 0.05

2. ข้อเสนอแนะ
2.1 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
1) จากผลการวิจัย พบวา่ บุคลากรที่ใชบ้ ริการสถานกฬี าส่วนใหญม่ กี ารประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยี

สารสนเทศในภาพรวมอยใู่ นระดับสูง ควรมีการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริการสถานกฬี า
โดยสารสนเทศตอ้ งสามารถเข้าถงึ ได้งา่ ย เช่นผา่ นอนิ เตอร์เนต็ ผ่านมอื ถือ เป็นต้น

2) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน
ชีวิตประจาวัน และลักษณะผู้ใช้บริการสถานศึกษา พบว่า บุคลากรที่เป็นนักเรียน/นักศึกษา
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ และบคุ ลากร/หนว่ ยงานภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีระดับการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ในระดับสูง ดังนั้นหน่วยงานต้องพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเน้นถึง
กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศได้ง่าย อาจเริ่มจากการทดลอง
สารสนเทศกับกลมุ่ นกั เรยี น/นกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น ซ่ึงเปน็ กลมุ่ เปา้ หมายท่ขี อใชบ้ ริการสถาน
กีฬามากที่สดุ

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการใหบ้ ริการสถานกฬี า
ของงานบริการสถานกฬี า กองการกฬี า สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั ขอนแกน่


3) จากผลการวิจัย มหาวิทยาลัยต้นสังกัดต้องพยายามผลักดันนโยบายเกี่ยวกับเทคโนโลยี
สารสนเทศให้มาประยุกต์ใช้งานกับการทางานของสถานกฬี ามากยง่ิ ข้ึน
2.2 ขอ้ เสนอแนะในการทาวิจัยครัง้ ตอ่ ไป
1) ในการวิจัยครั้งต่อไปควรเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ เพ่ือให้ได้ข้อมูลเชิงลึกและทราบถึงความ
ต้องการในความตอ้ งการเทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างจรงิ จงั

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บรกิ ารสถานกฬี า
ของงานบรกิ ารสถานกีฬา กองการกฬี า สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น



คานา

การวจิ ัยเร่อื ง การประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการใหบ้ รกิ ารสถานกีฬา ของ

งานบริการสถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีวัตถุประสงค์การ

วิจัย เพื่อสารวจการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา และศึกษารูปแบบ

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บรกิ ารสถานกีฬางานบรกิ ารสถานกีฬา กองการ

กีฬา สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

ซึ่งคณะผู้วิจัยข้อนาเสนอผลการดาเนินงานทั้งหมดออกเป็น 5 บท ไม่ว่าจะเป็นบทนา

แนวคิด/ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง ระเบียบวิธีวิจัย ผลการวิเคราะห์ และการอภิปรายผลน้ัน

คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่าน อย่างไรก็ตามทางผู้วิจัยขอขอบพระคุณทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็น

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้บริหารกองการกีฬา สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

และขอขอบพระคุณทุกท่านท่ีทาให้การวิจัยเร่ือง เรื่อง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการ

ให้บริการสถานกีฬา งานบริการสถานกีฬา กองการกฬี า สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สาเร็จลงไดด้ ว้ ยดี หากผดิ พลาดประการใดผวู้ ิจยั ขออภัยมา ณ ทน่ี ้ี

คณะผู้วจิ ยั

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา
ของงานบริการสถานกฬี า กองการกฬี า สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั ขอนแกน่



สารบญั หนา้

เร่ือง ข
บทคัดยอ่ ฉ
บทสรุปผบู้ ริหาร ช
คานา ฌ
สารบญั 1
สารบญั ตาราง 1
บทท่ี 1 บทนา 2
2
1. ความเป็นมาและความสาคญั 2
2. วตั ถุประสงคก์ ารวิจยั 2
3. ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะได้รบั 3
4. ขอบเขตการวิจัย 3
5. นิยามศพั ทท์ ่ีใช้ในการวจิ ัย 11
บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ัยท่ีเกยี่ วขอ้ ง 13
1. แนวคดิ เก่ียวกับสารสนเทศและระบบสารสนเทศ 16
2. แนวคิดเทคโนโลยีสารสนเทศ 18
3. บทบาทเทคโนโลยีตอ่ การปรบั ปรุงองคก์ ร 19
4. งานวิจยั ทีเ่ กยี่ วข้อง 19
5. กรอบแนวคดิ ในงานวจิ ัย 19
บทที่ 3 ระเบียบวิธีวจิ ยั 20
1.รปู แบบการวจิ ัย 20
2. หนว่ ยในการวเิ คราะห์ 21
3. ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง 22
4. วิธีการและเครอ่ื งมอื ที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล 23
5. ตวั แปรและระดบั การวดั ตวั แปร 23
6. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
7. การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
8. การนาเสนอผลการวเิ คราะห์
.

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บรกิ ารสถานกฬี า
ของงานบรกิ ารสถานกีฬา กองการกฬี า สานกั งานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น



สารบญั (ตอ่ ) หนา้
24
เรอ่ื ง 24
บทท่ี 4 ผลการวิจัย 25
26
1. ข้อมูลคุณลักษณะสว่ นบคุ คล 28
2. รปู แบบเทคโนโลยสี ารสนเทศทเี่ หมาะสมต่อการบรกิ ารสถานกฬี า 31
3. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชวี ติ ประจาวัน 31
4. ปัจจยั ท่ีมคี วามสัมพนั ธ์ต่อการประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในชีวติ ปะจาวัน 33
บทท่ี 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ 35
1. สรุปผลการวิจยั 36
2. ข้อเสนอแนะ
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
.

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บรกิ ารสถานกฬี า
ของงานบริการสถานกีฬา กองการกฬี า สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สารบญั ตาราง ฌ

เรอื่ ง หน้า
ตารางท่ี 3.2 ตวั แปรและระดบั การวดั ตวั แปร 22
ตารางท่ี 4.1 ร้อยละของบคุ ลากรท่ใี ช้สถานกีฬาฯ จาแนกตามคณุ ลกั ษณะ 24
สาคัญของบุคลากร 26
ตารางที่ 4.2 ร้อยละของบคุ ลากรต่อรูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศทีเ่ หมาะสม 27
ต่อการบริการสถานกฬี า พิจารณารายขอ้ 27
ตารางที่ 4.3 ร้อยละของบคุ ลากรการประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน 28
ชีวติ ประจาวนั พจิ ารณาในภาพรวม 29
ตารางท่ี 4.4 รอ้ ยละของบุคลากรการประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน 30
ชีวติ ประจาวัน พิจารณาในรายขอ้
ตารางท่ี 4.5 รอ้ ยละของบคุ ลากรจาแนกตามระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศในชวี ิตประจาวัน และเพศ
ตารางท่ี 4.6 รอ้ ยละของบุคลากรจาแนกตามระดับการประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศในชวี ิตประจาวัน และอายุ
ตารางท่ี 4.7 รอ้ ยละของบุคลากรจาแนกตามระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศในชวี ติ ประจาวัน และลักษณะผู้ใชบ้ ริการสถานกฬี า

การประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการใหบ้ รกิ ารสถานกฬี า
ของงานบริการสถานกีฬา กองการกีฬา สานกั งานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยขอนแกน่

บทที่ 1
บทนา

1. ความเปน็ มาและความสาคัญ
ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทาให้วิวัฒนาการของโลกเปลี่ยนไปอย่าง

รวดเรว็ เทคโนโลยสี ารสนเทศในปัจจุบันได้เขา้ มามบี ทบาทสาคญั ต่อการดาเนนิ ชวี ิตของมนษุ ย์ สง่ ผล
ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับสังคมมนุษย์มากมาย จนกระท่ังกลายเป็นสิ่งที่จาเป็นสาหรับการดาเนนิ
ชีวิตในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การบริการ สังคม ส่ิงแวดล้อม
ตลอดจนด้านการศึกษา (อรรถพล กิตติธนาชัย, 2555) การดาเนินกิจกรรมของหน่วยงานในปัจจุบนั
จึงจาเป็นต้องพ่ึงพาเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นอย่างมาก เพื่อให้การดาเนินงานมีประสิทธิภาพ ลด
ข้นั ตอนการทางาน และพัฒนางานใหก้ า้ วหนา้ ยิ่งขึ้น (ธนัญทร ทองจนั ทร์, 2558)

งานบริการสถานกีฬา เป็นหน่วยงานย่อยหน่วยหน่ึงของกองการกีฬา สานักงานอธิการบดี
มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ ตามประกาศมหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น ฉบบั ที่ 313/2561 ลงวันท่ี 12 กมุ ภาพันธ์
2561 มบี ทบาทหน้าที่ในการวางระบบการให้บริการการใช้สถานกีฬาของมหาวิทยาลัย ซง่ึ ในปัจจุบัน
มีกระบวนการหรอื ขัน้ ตอนในการดาเนินการใหบ้ ริการสาหรบั หน่วยงานภายในและหน่วยงานภายนอก
จานวน 8 ข้ันตอน คอื 1. ตรวจสอบวนั เวลาที่ขอใช้ท่ีกองการกีฬา 2. กรอกแบบฟอรม์ หรอื ทาหนังสอื
ขอใช้ 3. ส่งหนังสือขอใช้ที่กองการกีฬา 4. กองการกีฬาตรวจสอบและลงตารางการใช้สถานกีฬา 5.
นาเสนอ ผอ.กองการกีฬาพิจารณาอนมุ ตั ิ 6. แจ้งผลการขอใช้ (อนุมัติ/ไม่อนุมัติ) 7. ดาเนินการ
จัดกิจกรรม/โครงการ 8. ชาระค่าใช้จ่าย ซ่ึงผลการดาเนินการที่ผ่านมาผู้ขอใช้บริการต้องใช้เวลาใน
การตดิ ต่อค่อนขา้ งมากและตอ้ งเดนิ ทางมาติดต่อด้วยตนเองทก่ี องการกีฬาไม่ต่ากว่า 3 คร้งั ตอ่ การ
ขอใชบ้ รกิ ารสถานกฬี าครั้งหน่งึ ๆ

จากปัญหาข้างต้นจะเห็นได้ว่าข้ันตอนการให้บริการสถานกีฬาไม่สอดคล้องกับ หลักการ
บริการสาธารณะที่ดี ท่ีต้องคานึงถึงหลักความรวดเร็ว ซ่ึงหมายถึง การลดข้ันตอนให้น้อยที่สุด และ
หลักการแข่งขัน ซ่ึงหมายถึง การพัฒนาหน่วยงานท่ีให้บริการที่ดีกว่า หน่วยงานอื่นๆ ในประเภท
เดยี วกนั (พงศสณั ห ศรสี มทรัพย และปยะนุช เงนิ คลาย, 2545)

จากสภาวการณ์ดังกล่าว ทาให้คณะผู้วิจัยทราบปัญหาของการให้บริการสถานกีฬาของงาน
บริการสถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงอยากสารวจและหา
แนวทางการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บรกิ ารสถานกีฬา เพื่อทีจ่ ะสามารถลดเวลาใน
การดาเนินการท้ังในส่วนของข้ันตอนและส่วนของการเดินทางเข้ามาติดต่อขอใช้บริการสถานกีฬา

การประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา
ของงานบริการสถานกฬี า กองการกีฬา สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

2

ตลอดจนยังเปน็ การนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้เพ่ืออานวยความสะดวกใหก้ บั ผทู้ ี่ขอใช้และ
ผูใ้ หบ้ รกิ ารอกี ดว้ ย

2. วัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ัย
2.1 เพื่อสารวจการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา งานบริการ

สถานกฬี า กองการกีฬา สานกั งานอธกิ ารบดี มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
2.2 เพื่อศึกษารูปแบบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา งาน

บรกิ ารสถานกีฬา กองการกฬี า สานักงานอธิการบดี มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่

3. ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะได้รับ
การวิจัยครั้งนี้คาดว่าจะทาให้งานบริการสถานกีฬาฯ ทราบถึงผลสารวจ และทราบรูปแบบ

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บรกิ ารสถานกีฬา งานบริการสถานกีฬา กองการกฬี า
สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตลอดจนได้จัดทาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการขอใช้
บริการสถานกีฬาได้อย่างคุ้มค่า และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ขอใช้บริการ เพื่อเป็นการ
พฒั นาการใหบ้ ริการท่ดี ีและมีประสิทธภิ าพเพ่ิมมากข้ึนต่อไปในอนาคต

4. ขอบเขตการวจิ ัย
ในการวจิ ยั คร้ังนก้ี าหนดขอบเขตของการวจิ ัยไดด้ ังน้ี
4.1 ขอบเขตดา้ นประชากร ในการวิจัยครงั้ นี้ มปี ระชากรของการศึกษาได้แก่

1) ผู้ขอใช้บริการสถานกีฬา ทั้งหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น และหน่วยงาน
ภายนอกมหาวิทยาลัยขอนแกน่
2) เจา้ หน้าที่ผู้ให้บริการสถานกฬี า ในงานบรกิ ารสถานกีฬา กองการกีฬาฯ
4.2 ขอบเขตด้านเวลา ใช้ระยะเวลาในการดาเนินงานตลอดการวิจัย ระหว่างเดือน
พฤษภาคม – ตุลาคม 2561

5. นิยามศัพทท์ ใี่ ช้ในการวจิ ยั
เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีเพ่ือใช้กับการจัดการสารสนเทศ ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยี

การผลติ การจัดเก็บขอ้ มูล การวิเคราะหแ์ ละเผยแพร่ การสอื่ สารโทรคมนาคม และอุปกรณ์สนบั สนุน
การปฏิบตั ิงานสารสนเทศอ่ืน ๆ ทสี่ ามารถนามาประยกุ ต์ใช้งานร่วมกนั ให้ได้มาซ่งึ ประโยชนส์ งู

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ การนาระบบสารสนเทศมาใช้ในองค์กรจะช่วยใน
การสนับสนนุ การปฏิบัติงานของผ้บู รหิ ารและเจ้าหนา้ ท่ใี หส้ ะดวกรวดเรว็ ย่งิ ขึน้

การประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในการใหบ้ ริการสถานกฬี า
ของงานบรกิ ารสถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยขอนแกน่

บทท่ี 2
แนวคดิ ทฤษฎี และงานวิจยั ทีเ่ ก่ียวขอ้ ง

การศึกษาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการใหบ้ ริการสถานกีฬา งานบริการสถาน
กีฬา กองการกีฬา สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและ
งานวจิ ัยทเี่ กยี่ วข้อง เพ่อื นามาใช้ในการพฒั นากรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั ดังประเด็นตอ่ ไปน้ี

1. แนวคดิ เกีย่ วกบั สารสนเทศและระบบสารสนเทศ
2. แนวคดิ เทคโนโลยีสารสนเทศ
3. บทบาทเทคโนโลยตี ่อการปรับปรงุ องค์กร
4. งานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วข้อง
5. กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
1. แนวคดิ เกี่ยวกับสารสนเทศและระบบสารสนเทศ
1.1 ความหมายของสารสนเทศ
สารสนเทศเกดิ จากขอ้ มลู ดิบทผี่ ่านการประมวลผลแล้วสามารถนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ ซ่ึงจะอยู่
ในรูปแบบตา่ งๆ เช่น อยู่ในระบบคอมพิวเตอรแ์ ล้วแสดงผลผ่านหนา้ จอคอมพวิ เตอร์ หรอื จดั เกบ็ อยู่ใน
รูปแบบส่ือบันทึกข้อมลู ต่างๆ ท้ังรูปแบบ กระดาษ ภาพ เสียง วีดิทัศน์ เป็นต้น โดยมีผู้ให้ความหมาย
ของสารสนเทศไว้ดงั น้ี
สชุ าดา กรี ะนนั ทน์ (2541) ใหค้ วามหมายของคาว่าสารสนเทศ คอื ขอ้ ความรทู้ ี่ประมวลผลได้
จากข้อมลู ต่างๆ ท่ีเกยี่ วข้องในเรื่องน้ัน จนได้ขอ้ สรปุ ท่ีเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนาไปปใช้ประโยชน์ได้
โดยเน้นท่ีการเกิดประโยชน์คือความรู้ท่ีเกิดเพิ่มข้ึนกับผู้ใช้ ในขณะท่ี ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ และ
ไพรบูลย์ เกียรติโกมล (2542) ให้ความหมายของสารสนเทศไว้ว่า ผลลัพธ์ที่เกิดจากกระบวนการ
ประเมินผลข้อมลู ดบิ ทถี่ ูกจดั เกบ็ ไวอ้ ย่างเป็นระบบระเบยี บ โดยผลลพั ธ์ทไ่ี ด้สามารถนาไปประกอบการ
ทางาน หรอื สนบั สนุนการตัดสนิ ใจองผบู้ รหิ าร สารสนเทศท่มี ีคณุ ภาพ และเปน็ ท่ตี ้องการของผ้บู ริหาร
หรอื ผู้ใช้ ควรตอ้ งประกอบไปด้วยคณุ สมบตั ิดังต่อไปนี้
1. ตรงประเด็น (Relevance) สารสนเทศควรท่ีจะบรรจุด้วยสารสนเทศที่เป็นท่ีต้องการหรือ
เป็นประโยชนต์ ่อเร่ืองที่ผู้บรหิ ารกาลังทาการตดั สนิ ใจ
2. ความถูกต้อง (Accuracy) สารสนเทศท่ีได้ควรเป็นสารสนเทศที่ถูกต้องไม่มีข้อผิดพลาด
และเปน็ ทีเ่ ช่อื ถือได้ของผบู้ ริหาร
3. ถูกเวลา (Timeliness) สารสนเทศท่ีได้ควรทันสมัย และทันเวลา เพื่อสนับสนุนการ
ตดั สนิ ใจทก่ี ระทาอยใู่ นขณะน้นั

การประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการใหบ้ รกิ ารสถานกฬี า
ของงานบรกิ ารสถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

4

4. พิสูจน์ได้ (Verifiable) รายงานท่ีออกควรที่จะบรรจุด้วยสารสนเทศท่ีสามารถตรวจสอบ
แหล่งท่มี าวา่ เปน็ ขอ้ มลู ท่ีมาจากแหล่งใด และมีความนา่ เชื่อถือเพียงใด

จิตติมา ล้าสกุล (2545) ให้ความหมายของสารสนเทศโดยประกอบไปด้วยสองคา คือ สาร
และสนเทศ โดยที่สาร แปลว่า แก่นเนื้อแท้ที่แข็ง แก่นสาร ส่วนสาคัญ หนังสือ จดหมาย สารสนเทศ
แปลว่า คาสั่ง ข่าวสาร เมื่อรวมกันเป็นคา สารสนเทศจึงแปลว่า แก่นหรือเนื้อหาที่เป็นข้อมูล
ข้อเท็จจริง ตัวเอกสารที่บันทึกข้อความ ซึ่งแจ้งให้ทราบเน้ือหาสาระ ภายหลังได้แบ่งประเภทของ
สารสนเทศที่ดีควรมคี ณุ สมบัติดงั ตอ่ ไปนี้ (จติ ตมิ า เทยี มบญุ ประเสรฐิ , 2544)

1. มีความถูกต้องเชื่อถือได้ หมายถึงความถูกต้องท่ีปราศจากข้อผิดพลาด หรือความคาด
เคล่อื นองขอ้ มูลขา่ วสารสนเทศเปน็ ผลลัพธ์ข้อมลู สารสนเทศท่ไี ดจ้ ากการประมวลผล

2. สามารถตรวจสอบได้ สารสนเทศท่ีได้อาจมาจากแหล่งข้อมูลหลายๆ แหล่ง ดังน้ันข้อมูล
ที่มาจากแหล่งท่ีแตกต่างกันควรจะได้มีการตรวจสอบเพื่อจะได้เชื่อถือได้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง หรือ
สารสนเทศบางอย่างท่มี ีความสาคญั ควรผ่านกระบวนการการตรวจสอบใหแ้ นใ่ จว่ามีความถูกตอ้ ง

3. ความสมบรู ณ์ สารสนเทศท่ีชว่ ยในการตัดสนิ ใจ จะต้องมคี วามสมบรู ณ์ มฉิ ะนน้ั อาจทาให้
การตัดสินใจของผู้บริหารเกิดความผิดพลาดได้ ความสมบูรณ์ไม่ได้หมายถึงปริมาณของสารสนเทศ
คุณภาพความสมบูรณ์ของสารสนเทศมักจะเน้นถึงสารสนเทศที่ปราศจากการถูกละเลยหรือถูก
มองข้ามส่งิ สาคัญไป

4. ทันต่อการใชง้ านหรือทนั เวลา สารสนเทศจะต้องทนั สมัยและทันต่อการใช้งานอยู่เสมอทุก
ครั้งที่มีข้อมูลมีความเปลี่ยนแปลงจะต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัย เพื่อผลิตสารสนเทศให้ทันต่อการ
นาไปใช้ประโยชน์ สารสนเทศทม่ี ีคุณคา่ หรือไมน่ น้ั จะตอ้ งคานึงถึงช่วงเวลาเป็นสาคัญ

5. ความกะทัดรัด สารสนเทศที่ดีควรเป็นสารสนเทศที่กะทัดรัดมีเฉพาะสาระสาคัญและมี
ความสมบูรณ์ในตัวเอง โดยทั่วไปความกะทัดรัดของสารสนเทศข้ึนอยู่กับระดับของผู้บริหารด้วย
ผูบ้ รหิ ารระดับสงู ตอ้ งการความกะทัดรัดมาก เป็นต้น

6. ตรงประเด็นหรือตรงความต้องการ สารสนเทศที่ตรงตามความต้องการหมายถึงความ
เก่ียวข้องกับสารสนเทศกับงาน สารสนเทศที่ดีต้องเก่ียวข้องหรือสัมพันธ์โดยตรงกับงานที่ต้องการใช้
สารสนเทศน้นั ดงั น้นั สารสนเทศทีผ่ ู้ใชแ้ ต่ละคนตอ้ งการอาจไม่ตรงกนั

1.2 ความหมายของระบบสารสนเทศ
คาว่าระบบสารสนเทศมาจากคาสองคา คือคาว่า ระบบ (System) หมายถึงกลุ่มของ
องค์ประกอบหลายๆ ส่วน ซึ่งแต่ละส่วนจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันเพื่อทางานให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือ
เป้าหมายร่วมกนั เมื่อมกี ารนาคาวา่ ระบบรว่ มกบั คาวา่ สารสนเทศ จึงกลายเป็นคาว่า ระบบสารสนเทศ
(Information System) ซึ่งจัดเป็นกลไกชนิดหนึ่ง ด้วยการนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามา
ประยุกตใ์ ชก้ บั การจัดการข้อมูลในองค์กร ดังนัน้ ระบบสารสนเทศจึงมีองค์ประกอบหลายส่วนด้วยกัน

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการใหบ้ รกิ ารสถานกฬี า
ของงานบรกิ ารสถานกฬี า กองการกฬี า สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

5

ซ่ึงแต่ละส่วนน้ันจาเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กันเพอ่ื ให้เกิดเป็นระบบสารสนเทศที่สมบูรณ์ โดยท่ี โอภาส

เอ่ียมสิริวงศ์ (2547) บอกไว้ว่าประกอบด้วย 5 ส่วนคือ 1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) 2.

ซอฟต์แวร์ (Software) 3. ข้อมูล (Data) 4. บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ (Peopleware) 5.

กระบวนการทางาน (Procedures)

เม่อื นาองคป์ ระกอบท้ัง 5 มาทางานร่วมกนั ก็จะเป็นระบบสารสนเทศทที่ าใหจ้ ดั เก็บข้อมูลการ

ค้นคืนสารสนเทศ และการประมวลผลข้อมูลเพ่ือให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ และนาไปจัดทารายงาน

สารสนเทศเพื่อให้ผู้บรหิ ารหรอื ผู้ท่ีเก่ียวข้องใช้ประโยชนต์ ่อไป

อย่างไรก็ตาม มาลี ล้าสกุล (2545) ให้ความหมายระบบสารสนเทศไว้ว่า ระบบโดยทั่วไป

หมายถงึ กล่มุ ของส่วนตา่ งๆ ท่ีมคี วามสมั พนั ธ์กนั และประสานสัมพันธก์ ับส่วนอนื่ ๆ นามารวมกันเพ่ือ

วัตถปุ ระสงค์เร่อื งใดเร่ืองหนง่ึ ดงั นน้ั คาวา่ ระบบสารสนเทศ จึงหมายถึง การนาองค์ประกอบหรอื ส่วน

ต่างๆ ที่สาคัญ ซ่ึงเก่ียวข้องกับการจัดการ และการให้บริการสารสนเทศ ซึ่งได้แก่ ทรัพยากร

สารสนเทศ บุคลากร เคร่ืองจักรกล และอุปกรณ์ต่างๆ กระบวนการจัดสารสนเทศ กระบวนการ

บริหารหนว่ ยงานสารสนเทศ และผู้ใช้มาทางานร่วมกันเพื่อรวบรวม จดั เก็บ ประมวลผล และเผยแพร่

สารสนเทศ

1.3 ระบบสารสนเทศในองค์กร

การนาระบบสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในองค์กรมีหลากหลายรูปแบบ เช่น ระบบสารสนเทศ

เพื่อการจัดการ ระบบการสนับสนุนการตัดสินใจ ระบบผู้เช่ียวชาญ รวมทั้งระบบสารสนเทศสาหรับ

ผู้บริหาร ซ่ึงไม่ว่าจะเป็นระบบสารสนเทศในระดับใด ถ้าหากระบบนั้นได้รับการออกแบบมาให้ตรง

ตามความต้องการของผู้ใช้ระบบแล้ว ย่อมมีประโยชน์ต่อองค์กรเป็นอย่างมาก การนาระบบ

สารสนเทศมาใช้ในองค์กรจะช่วยในการสนับสนุนการปฏิบัตงิ านของผู้บริหารและเจ้าหน้าท่ีให้สะดวก

รวดเรว็ ย่ิงขึ้น (ธงชยั สทิ ธิกรณ์, 2547) โดยแบ่งระบบสารสนเทศออกเปน็ 6 ประเภทดังน้ี

1. ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing System: TPS) หมายถึง ระบบ

ประมวลผลท่ีสนับสนุนงานด้านธุรกิจเป็นหลัก เป็นระบบแรกท่ีได้รับการพัฒนาขึ้นใช้กับเครื่อง

คอมพิวเตอร์ เน้นการประมวลผลแบบรายวัน เช่น การประมวลผลการรับจ่ายบิลเงินสด การควบคมุ

คลงั สนิ ค้า ระบบบนั ทึกการบญั ชี ระบบการซื้อขายสนิ คา้ ในซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นตน้ ระบบประมวลผล

รายการจะทาให้การใชเ้ ครอ่ื งคอมพวิ เตอร์เป็นเรื่องง่าย ไมย่ ุ่งยากซบั ซ้อน

2. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System: MIS) หมายถึง

ระบบสารสนเทศท่เี กยี่ วข้องกบั ผ้บู รหิ ารโดยตรง ซงึ่ ให้ประโยชน์ไดม้ ากกวา่ การช่วยงานแบบครั้งคราว

ระบบจะมีความสามารถในการคานวณและเปรียบเทียบข้อมูล นอกจากนั้นยังสร้างสารสนเทศที่

ถูกต้องและทันสมัย โดยทั่วไปมักผนวกรวมระบบสารสนเทศเพอื่ การจัดการเข้ากบั ระบบประมวลผล

รายการ เช่นการประมวลผลการขายสนิ ค้า ระบบประมวลผลรายการจะบนั ทึกรายการขาย และปรับ

การประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการใหบ้ ริการสถานกฬี า
ของงานบริการสถานกฬี า กองการกีฬา สานกั งานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยขอนแกน่

6

ยอดบัญชีของลูกค้าพร้อมตรวจสอบสินค้าคงคลัง ส่วนระบบสารสนเทศเพ่ือการจัดการจะทาหน้าที่
รายงานสรุปยอดสินค้าในช่วงเวลาน้ัน ทาให้ยอดบัญชีล่าสุดเป็นปัจจุบัน ในส่วนของสินค้าคงคลังก็
ทราบได้ทันทีว่าอะไรขาดเหลือ เป็นต้น ดังนั้นระบบสารสนเทศเพ่ือการจัดการเป็นระบบท่ี รวบรวม
ข้อมูลหรือสารสนเทศท้ังหมดภายในองค์กร เพ่ือให้เรียกใช้ในลักษณะแบ่งปันและแลกเปล่ียน
สารสนเทศที่เกีย่ วขอ้ งหรือสมั พันธ์กันระหว่างหน่วยงานตา่ งๆ แสดงการไหลของข้อมลู หรือสารสนเทศ
ระหว่างหน่วยงานภายในองคก์ รเพ่ือให้เกิดภาพรวมในการตัดสนิ ใจ

3. ระบบสารสนเทศเพ่ือผู้บริหาร (Executive Information System: EIS) เป็นระบบ
สารสนเทศท่ีมีจุดเด่นคือเป็นระบบสารสนเทศสาหรับผู้บริหารระดับสูง โดยมักมีการทางานแบบไมม่ ี
การกาหนดโครงสร้างการทางานที่แน่นอน เนื่องจากภาระหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูงเกี่ยวข้องกับ
การกาหนดระเบียบขั้นตอนการทางานต่างๆ วางนโยบายทางธุรกิจ ควบคุมการบริหารงานของทุก
ส่วนงาน โดยมีเป้าหมายให้องค์กรมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีข้ึน เหล่านี้จาเป็นต้องอาศัย
สารสนเทศท่ีสามารถปรับเปลย่ี นไปตามข้ันตอนการตัดสินใจทไ่ี ม่สามารถกาหนดได้ล่วงหน้า และต้อง
ได้มาอย่างรวดเร็วให้ทันกับความต้องการของผู้บริหารระดับสูง ส่วนใหญ่แล้วจะให้สารสนเทศท่ีสรุป
การควบคุมด้านการจัดการหน้าที่ในฝ่ายต่างๆ ซึ่งสามารถใช้ในการประเมินผลถึงหน้าท่ีต่างๆ ว่า
เป็นไปตามแผนท่ีไดว้ างไว้หรอื ไม่ ประสทิ ธิภาพมากนอ้ ยเพยี งใด และเพ่อื ให้สะดวกต่อการใชง้ านของ
ผู้บรหิ ารระดับสงู ซ่ึงอาจไม่มคี วามคุน้ เคยกับการใช้งานกบั ระบบมากนัก จงึ มกี ารนาความสามารถด้าน
กราฟิกและดา้ นการส่อื สารเข้ามารวมด้วย ตวั อยา่ งเช่น ระบบวางแผนกาลงั คน ระบบสารสนเทศที่ใช้
ประมาณการงบประมาณในช่วงเวลา 5 ปี ระบบสารสนเทศที่ใช้ในการคาดการณ์ยอดขายในช่วงเวลา
2 ปี เปน็ ต้น

4. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System: DSS) หมายถึง ระบบ
สารสนเทศที่สร้างทางเลือกสาหรับตัดสินใจองผู้บริหาร ในกรณีผู้บริหารระดับสูงนิยมเรียกระบบ
สารสนเทศนี้ว่า ระบบสารสนเทศเพื่อการสนับสนุนผู้บริหารระดับสูง ซ่ึงมีลักษณะ ช่วยผู้บริหารใน
กระบวนการตัดสินใจ ผู้ใช้สามารถกาหนดและควบคุมข้อมูลต่างๆ ท้ังส่วนนาเข้าและแสดงผลได้ตาม
ต้องการ ได้สารสนเทศใช้ประกอบการตัดสินใจสาหรับผู้บริหารทุกระดับ แต่เหมาะสมท่ีสุดสาหรับ
ผู้บริหารระดับกลางและผู้บริหารระดับสูง รวมถึงเสนอเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจเป็นระบบท่ี
สามารถสนับสนนุ องค์กรใน 2 กรณี คอื เพ่ือเปน็ การแก้ปัญหา มงุ่ เนน้ การแก้ปัญหาสาหรบั คน 1 คน
ต่างกับระบบสารสนเทศเพอ่ื การจดั การทเ่ี น้นการแกป้ ัญหาใหก้ ับส่วนรวมขององคก์ รทัง้ ระบบและช่วย
ในการพยากรณ์

5. ระบบสานักงานอัตโนมัติ (Office Automation System: OAS) ระบบสานกั งานอัตโนมัติ
หมายถึง ระบบสารสนเทศท่ีมุ่งหวังให้ระบบงานทั่วไปกลายเป็นระบบที่ใช้กระดาษน้อยที่สุด โดยใช้
ความสามารถของซอฟต์แวร์ต่างๆ ร่วมกับความสะดวกในการสื่อสารระหว่างกันผ่านเครือข่าย

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการใหบ้ รกิ ารสถานกฬี า
ของงานบรกิ ารสถานกฬี า กองการกีฬา สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลยั ขอนแกน่

7

คอมพิวเตอร์ ข้อมูลข่าวสารในระบบน้ีส่งผ่านระหว่างกันในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic
Data Interchange: EDI) เชน่ อีเมล์ หรือ้อมลู ที่มลี กั ษณะเฉพาะ

6. ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent System: AIS) และระบบผู้เช่ียวชาญ
(Expert System) หมายถึงระบบที่ถูกพัฒนาให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถในการปฏิบัติงานแทน
มนุษย์ โดยสร้างปัญญาด้านความรู้ และเงื่อนไขการตัดสินใจ ให้กับระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อหวังให้
คอมพวิ เตอรท์ างานไดเ้ ชน่ เดียวกับคนท่ีมคี วามชานาญ

1.4 การพัฒนาระบบสารสนเทศ
จิตติมา เทียมบุญประเสริฐ (2544) กล่าวว่าระบบสารสนเทศ (Information System)
หมายถึง ระบบท่ีผ่านกระบวนการกล่ันกรองหรือประมวลผลข้อมูลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
เพื่อท่ีจะสนับสนุนการปฏิบัติงานขององค์กรในกระบวนการทางานนั้น ข้อมูลนาเข้าจะถูกกลั่นกรอง
หรือประมวลผลให้ได้ผลลัพธ์คือ สารสนเทศที่สามารถนาไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ได้ ขณะที่
ณฏั ฐพนั ธ์ เขจรนันท์ และ ไพบูลย์ เกียรติโกมล (2542) กลา่ ววา่ การพฒั นาระบบสารสนเทศเป็นการ
ใช้กระบวนการที่ใช้เทคนิคการศึกษาการวเิ คราะห์ และการออกแบบระบบสารสนเทศขององค์กรให้
สามารถดาเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยบางคร้ังจะเรียกวิธีการดาเนินงานในลักษณะน้ีว่า การ
วิเคราะห์และออกแบบระบบ (System Analysis and Design) เน่ืองจากผู้พัฒนาระบบต้องศึกษา
และวิเคราะห์กระบวนการไหลของข้อมูล ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนาเข้า ทรัพยากรใน
การดาเนินงาน และผลลัพธ์เพื่อทาการออกแบบระบบสารสนเทศใหม่ ส่วนขั้นตอนการพัฒนาระบบ
สารสนเทศแบ่งออกเป็น 5 ขัน้ ตอน ดังตอ่ ไปนี้
1. การสารวจเบื้องต้น (Preliminary Investigation) เป็นข้ันตอนแรกของการวเิ คราะหแ์ ละ
พัฒนาระบบสารสนเทศ โดยผู้พฒั นาระบบจะสารวจหาข้อมูลในประเดน็ ต่างๆ เกีย่ วกบั ระบบงาน
2. การวิเคราะห์ความต้องการ (Requirement Analysis) เป็นขั้นตอนท่ีจะมุ่งเจาะลึกลงใน
รายละเอียด โดยเฉพาะในประเดน็ ทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั ความต้องการของผู้ใช้
3. การออกแบบระบบ (System Design) การออกแบบระบบจะทาการออกแบบรายละเอียด
ในส่วนต่างๆ ของระบบสารสนเทศได้แก่ การแสดงผลลัพธ์ การป้อนข้อมูล กระบวนการ การเก็บ
รักษา การปฏบิ ัตงิ าน และบุคลากรทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับระบบใหม่
4. การจัดหาอุปกรณ์ของระบบ (System Acquisition) ทีมงานพัฒนาระบบจะต้องกาหนด
สว่ นประกอบของระบบท้งั ในดา้ นอุปกรณ์และชดุ คาสง่ั ตลอดจนการบริการตา่ งๆ ที่ต้องการจากผู้ขาย
5. การติดต้ังระบบและการบารุงรักษา (System Implementation and Maintenance)
ทีมงานพัฒนาระบบจะควบคุมและดูแลการติดต้ังอุปกรณ์ต่างๆ ของระบบใหม่โดยกาเนิดการด้วย
ตัวเองหรือจ้างผู้รับเหมา นอกจากนี้ยังมีหน้าที่กาหนดกฎเกณฑ์ในการประเมินและการบารุงรักษา
ระบบอย่างสมา่ เสมอเพ่อื ใหร้ ะบบใหมส่ ามารถปฏิบตั งิ านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการใหบ้ รกิ ารสถานกฬี า
ของงานบริการสถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

8

1.5 ทฤษฎีการพัฒนาระบบสารสนเทศ
ใน ก าร วิ เคร าะห์และออ ก แบบร ะบบสารสนเทศเพ่ือสนับสนุนก ระบวน การ ให้บริการ
สารสนเทศ และกระบวนการปรับข้ึนเงินเดือน ได้พัฒนาระบบสารสนเทศโดยใช้ SDLC (System
Development Life Cycle) ซึ่งมีขั้นตอนในการดาเนินงานเป็นลาดับ ทาให้การพัฒนาเป็นไป
ตามลาดับข้ันตอน อีกท้ังในบางส่วนของการออกแบบได้เลือกรูปแบบ Evolution Prototype เพื่อ
เป็นการทวนสอบความต้องการ และทาให้ผู้ใช้เห็นภาพของระบบมากข้ึน โดยวงจรการพัฒนา
ระบบงานมีขน้ั ตอนการทางานเรียงลาดบั 7 ขนั้ ตอน (Kendal, 1998) คือ
1. กาหนดปัญหา (Problem Definition) ขั้นตอนน้ีเป็นการกาหนดขอบเขตของปัญหา
สาเหตุของปัญหา ตลอดจนกลยุทธ์ในการแก้ปัญหา นักวิเคราะห์ระบบจะต้องศึกษาระบบงานเดิม
(Current System) โดยหาเป้าหมายท่ีชัดเจนของงาน ประกอบกับนาคอมพิวเตอร์เข้าไปใช้ในส่วน
ต่างๆ ของระบบสารสนเทศ ตัวอย่างเช่น การสอบถามข้อมูล การสัมภาษณ์ การออกแบบ
แบบสอบถาม การสังเกตพฤติกรรมของผู้ใช้ และสิ่งแวดลอ้ มเพ่ือสบื คน้ เก็บรวบรวมข้อมลู ทีเ่ ป็นความ
ตอ้ งการของระบบจากผู้ใช้ เพ่ีอกาหนดวัตถุประสงค์ท่สี ามารถวัดผลได้ ตลอดจนกาหนดขอบเขตของ
การพัฒนาระบบ
2. การวเิ คราะห์ (Analysis) การวิเคราะห์ระบบจะรวบรวมข้อมูลต่างๆ ทีไ่ ดจ้ ากขั้นตอนที่ 2
มาเขียนเป็นไดอะแกรมการไหลของข้อมูล (Data Flow Diagram) พจนานุกรมข้อมูล (Data
Dictionary) และโครงสร้างการตัดสินใจ (Structured Decision) มาช่วยในการวิเคราะห์เพ่ือ
แกป้ ญั หาให้ถูกต้อง และนกั วิเคราะหร์ ะบบต้องมีการทางานร่วมกบั ผู้ใช้ระบบ เพอื่ ใหไ้ ด้ความต้องการ
จากผูใ้ ชโ้ ดยแทจ้ ริง (Requirement Specification)
3. การออกแบบ (Design) หลังจากวิเคราะห์ระบบแล้ว ข้ันตอนนี้ จะต้องทาการวาง
โครงสร้างระบบงาน ท้ังในรูปลักษณะท่ัวไป และเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาท่ีเกิดข้ึน โดยการแจกแจง
รายละเอียดที่แน่ชัด ของแต่ละงานซึ่งข้ันตอนนี้ จะได้วัตถุประสงค์ของระบบเพื่อทาการออกแบบ
Output, Input, Data Flow Diagram และ Database เพ่อื ให้ระบบงานที่สมบูรณ์ เพอ่ื สร้างข้นั ตอน
นไ้ี ปยังโปรแกรมเมอรต์ ่อไป
4. การพฒั นา (Development) ขัน้ ตอนน้เี ป็นการทางานรว่ มกนั ระหว่างโปรแกรมเมอร์และ
นักวิเคราะห์ระบบ เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ ซ่ึงต้องนาส่วนท่ีได้จากการวิเคราะห์ในตอนที่ 2 และการ
ออกแบบในส่วนท่ี 3 มาใชโ้ ดยโปรแกรมเมอร์จะเป็นผู้เขียนโปรแกรม ตรวจสอบขอ้ ผิดพลาด กาหนด
ความปลอดภัยของระบบ และทดสอบโปรแกรมรวมถงึ ทาเอกสารโปรแกรมสาหรับผู้ใช้ระบบอกี ด้วย
5. การทดสอบ (Testing) กอ่ นท่จี ะนาระบบท่ีสร้างข้ึนไปใช้จริงน้ันจะต้องมกี ารทดสอบระบบ
ซึ่งบางครง้ั ผูท้ ดสอบอาจจะเป็นตัวโปรแกรมเมอร์เองหรอื ในบางกรณี อาจะใหน้ ักวเิ คราะห์ระบบและ

การประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในการใหบ้ รกิ ารสถานกฬี า
ของงานบริการสถานกีฬา กองการกฬี า สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยขอนแกน่

9

ผู้ใช้งานระบบเป็นผู้ตรวจสอบ ซ่ึงวิธีการทดสอบมีอยู่หลายวิธี เช่น Unit Testing, Component
Test, Integration Test เปน็ ต้น

6. การใช้งานจริง (Implement) หลังจากทดสอบเสร็จส้ิน ก็จะนาระบบมาติดต้ังให้แก่ผู้ใช้
ระบบได้ทดลองใช้งานจริง และผู้ใช้ต้องผ่านการทดสอบซงึ่ ถือวา่ เป็นข้ันตอนสุดท้ายของนกั วิเคราะห์
ระบบท่ตี ้องรบั ผิดชอบ

7. การบารุงรักษา (Maintenance) หลังจากนาระบบใหม่มาติดตั้ง ผู้ใช้ระบบอาจยังไม่
คนุ้ เคยกบั การทางานของระบบใหมด่ ังน้ันจึงตอ้ งมีการแนะนาอย่างตอ่ เนื่อง คอยดูแลรักษาฐานข้อมูล
และชว่ ยเหลือผู้ใช้ระบบในการปฏิบัติงาน

กิตติ ภักดีวัฒนะกุล และพนิดา พาฌิชกุล (2546) กล่าวว่า วงจรการพัฒนาระบบ คือ
กระบวนการทางความคดิ (Logical Process) ในการพฒั นาระบบสารสนเทศ เพื่อแก้ปัญหาทางธรุ กิจ
และตอบสนองความตอ้ งการของผู้ใชไ้ ด้ โดยภายในวงจรนนั้ จะแบ่งกระบวนการพฒั นาออกเป็นระยะ
(Phase) ได้แก่ระยะการวางแผน (Planning Phase) ระยะการวิเคราะห์ (Analysis Phase) ระยะ
ออกแบบ (Design Phase) และระยะการสร้างและพัฒนา (Implementation Phase) โดยแต่ละ
ระยะจะประกอบด้วยขั้นตอน ซ่ึงแต่ละโครงการจะมีการแบ่งระยะข้ันตอนในแต่ละระยะแตกต่างกนั
ทาใหป้ จั จุบนั มรี ูปแบบหรือโมเดลของวงจรการพฒั นาระบบแตกแขนงออกไป ไม่เหมอื นกันนน่ั เอง

1.6 แนวทางปฏิบัติในการพฒั นาระบบสารสนเทศ (Methodologies)
เมื่อมีกระบวนการทางความคิดในการพฒั นาระบบแล้ว จะต้องมีวธิ ีการหรอื แนวทางที่จะนา
กระบวนการทางความคิดในการพัฒนาระบบแล้ว จะต้องมีวิธีการหรือแนวทางท่ีจะนากระบวนการ
นั้นมาลงมือปฏิบัติ เพ่ือให้การพัฒนาระบบน้ันเป็นผลสาเร็จจนกลายเป็นระบบที่สามารถใช้งานได้
อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการดังกล่าวเรียกว่า Methodology คือวิธีการหรือแนวทางท่ีจะนา
กระบวนการทางความคิดของวงจรการพัฒนาระบบสารสนเทศมาปฏิบัติจริงจนกลายเป็นระบบ
สารสนเทศที่สามารถใช้งานได้ โดยการระบุถึงขั้นตอนในการปฏิบัติเพื่อใช้พัฒนาระบบในวงจรการ
พัฒนาระบบ
การปฏิบตั ิตามขั้นตอนตา่ งๆ ของ Methodology เพื่อพฒั นาระบบนั้น แตล่ ะ Methodology
มกี ารใช้แบบจาลอง (Model) เครือ่ งมอื (Tools) และเทคนคิ (Technique) ทแี่ ตกตา่ งกันไป เพ่อื ชว่ ย
ใหก้ ารดาเนนิ การแต่ละข้ันตอนสะดวกยิ่งขน้ึ และสามารถรองรับระบบงานท่มี ีความซับซ้อนได้
ในการวิเคราะห์ระบบน้ันเม่ือทราบถึงขั้นตอนการทางานของระบบ ข้อมูลท่ีนาเข้าสู่ระบบ
ข้อมูลและรายงานท่ีได้จากการประมวลผลในแต่ละข้ันตอน บุคคลที่เก่ียวข้องกบั ระบบ แหล่งจัดเก็บ
ข้อมูล เปน็ ตน้ ซง่ึ ข้อเทจ็ จริงเหล่านีม้ ีรายละเอยี ดจานวนมาก และซบั ซ้อน การวิเคราะหร์ ะบบอาจจะ
ดาเนินไปด้วยความลาบาก ดังน้ัน “จาลองข้อเท็จจริง” เหล่าน้ันให้อยู่ในรูปแบบท่ีสามารถเข้าใจง่าย

การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการใหบ้ รกิ ารสถานกฬี า
ของงานบรกิ ารสถานกฬี า กองการกีฬา สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

10

โดยอาจจะใช้แผนภาพ (Diaqrams) ชนิดต่างๆ ในการจาลองซ่ึงจะช่วยให้ผู้ใช้ และเจ้าของระบบ
สารสนเทศทาความเขา้ ใจได้งา่ ยขึน้

ในการจาลองข้อเท็จจริงท่ีรวบรวมมาได้ จะเริ่มต้นด้วยการจาลองแบบข้ันตอนการทางาน
ของระบบ (Process Modeling) โดยการนาเสนอรายละเอียดของการจาลองแบบข้ันตอนของระบบ
ดว้ ย “แผนภาพกระแสขอ้ มลู (Data Flow Diagram: DFD)” ซ่ึงจะแสดงใหเ้ ห็นถึงข้ันตอนการทางาน
ของระบบข้อมูลท่ีเขา้ และออกจากระบบ รวมทัง้ ขอ้ มลู ท่ีไหลอย่ภู ายในระบบจากขนั้ ตอนหนงึ่ ไปยังอีก
ขนั้ ตอนหน่ึงประเภทของแบบจาลองทีใ่ ช้ในการการพฒั นาระบบสารสนเทศ ได้แก่

1. แบบจาลองเชงิ ตรรกะ (Logical Model) เป็นแบบจาลองท่อี ธบิ ายการดาเนนิ งานระบบว่า
มีการทางาน และความต้องการใดบ้าง โดยไม่คานึงถึงเทคโนโลยี หรือโปรแกรมภาษาใดๆ ที่นามา
ติดต้งั ใช้งาน

2. แบบจาลองเชิงกายภาพ (Physical Model) เป็นแบบจาลองที่นอกจากอธิบายดาเนินงาน
ของระบบว่าทางานอะไรแล้ว ยังอธิบายว่ามีการดาเนินงานอย่างไร นอกจากน้ียังมีการแสดงถึง
ประสทิ ธิภาพของเทคโนโลยีที่เลือกมาติดตงั้ ใชง้ านเพอ่ื สนองความตอ้ งการ และแสดงขอ้ มลู จากัดของ
เทคโนโลยีนั้นๆ ด้วยในข้ันตอนการวิเคราะห์ระบบจะเน้นแบบจาลองประเภท Logical Model
มากกว่า Physical Model เนือ่ งจากสาเหตุ ดังน้ี

2.1 มีลักษณะที่เป็นกลาง แสดงรายละเอียดของระบบงานปัจจุบันเท่านั้น ไม่มีการอ้างอิง
เทคโนโลยีใดๆ

2.2 สนับสนุนการรวบรวมข้อมูลให้สมบูรณ์มากขึน้ โดยสามารถลดความเส่ียงท่ีอาจมีข้อมูล
หรือความต้องการใดๆ สญู หายไป

2.3 นกั วเิ คราะห์ระบบสามารถสื่อสารกับผู้ใช้ระบบ (End Users) โดยไมต่ อ้ งคาศัพทเ์ ทคนิค
ได้จึงชว่ ยให้ผใู้ ช้สามารถใจได้งา่ ยขนึ้

2. แนวคดิ เทคโนโลยสี ารสนเทศ
2.1 ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
โอภาส เอี่ยมสิริวงศ์ (2557) ได้กล่าวว่า ปัจจุบันคาว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเรียกส้ันๆ

ว่า ไอที (IT) มักนามาใช้งานอย่างกว้างขว้าง เกือบทุกวงการล้วนเห็นความสาคัญของเทคโนโลยี
สารสนเทศกันท้ังสนิ้ หรอื อาจเรยี กว่า โลกแห่งยคุ ไอที

คาวา่ เทคโนโลยสี ารสนเทศ มาจากคาสองคาคือ เทคโนโลยี (Technology) คอื การ ประยกุ ต์
ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ท่ีเก่ียวข้องกับการผลิต การสร้าง วิธีการดาเนินงาน
และรวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่ได้มีตามธรรมชาติ โลกแห่งเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทาให้มนุษย์ได้รับส่ิง
อานวยความสะดวกกับการดาเนนิ ชีวติ มากขนึ้ สว่ นคาว่า สารสนเทศ (Information) คือผลลัพธ์ทเี่ กิด

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการใหบ้ ริการสถานกีฬา
ของงานบรกิ ารสถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแกน่

11

จากการประมวลผลขอ้ มูลดิบ (Raw Data) ด้วย การรวบรวมข้อมูลดิบจากแหล่งต่างๆ และนามาผ่าน
กระบวนการประมวลผล ไม่วา่ จะเป็นการจดั กลุ่มขอ้ มลู การเรียงลาดับข้อมูล การคานวณ และสรปุ ผล
จากนั้นก็นามาเสนอในรูปของรายงานท่ีเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิตมนุษย์ ไม่ว่า
จะเป็นด้านของชวี ติ ประจาวนั ขา่ วสารความรดู้ า้ นวชิ าการ และธรุ กิจ

ดังน้ันเมื่อนาคาว่าเทคโนโลยี และคาว่าสารสนเทศมารวมกัน จึงได้ความหมายที่กว้างมาก
เพราะเม่อื นามารวมกนั เปน็ คาวา่ เทคโนโลยสี ารสนเทศ ก็จะหมายถึง เทคโนโลยเี พอ่ื ใชก้ บั การจัดการ
สารสนเทศ ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีการผลิต การจัดเก็บข้อมูล การวิเคราะห์และเผยแพร่ การส่ือสาร
โทรคมนาคม และอุปกรณ์สนับสนุน การปฏิบัติงานสารสนเทศอื่นๆ ที่สามารถนามาประยุกต์ใช้งาน
ร่วมกันให้ได้มาซ่ึงประโยชน์สูง มีประสิทธิภาพ ความถูกต้องแม่นยา ทันต่อเหตุการณ์ จึงสามารถ
กล่าวโดยสรุปได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศจะเก่ียวข้องกับเทคโนโลยีที่สาคัญๆ อยู่ 2 สาขา คือ
เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีดา้ นการสอ่ื สารคมนาคม โดยมีรายละเอยี ดดังนี้

1. การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบสารสนเทศ ซึ่งการเก็บ
รวบรวมข้อมูลจากคอมพิวเตอรส์ ามารถเก็บไดห้ ลายแบบ

2. การประมวลผล ข้อมูลที่เก็บมาได้มักจะเก็บในส่ือตา่ งๆ เช่น แผน่ บันทกึ แผน่ ซีดี และเทป
ข้อมูลเหล่านจ้ี ะถูกนามาประมวลผลตามความตอ้ งการ เช่น จาแนกประเภทขอ้ มูล จดั กลมุ่ เรียงลาดับ
ข้อมลู คานวณ หรอื จัดการคัดแยกขอ้ มูลท่จี ดั เก็บ

3. การแสดงผลลัพธ์ คือการนาผลจากการประมวลผลที่ได้ มาแสดงผลลัพธ์ให้อยู่ในรูปแบบ
ต่างๆ อุปกรณ์ท่ีใช้ในการแสดงผลลัพธ์มีหลายรูปแบบ สามารแสดงเป็นตัวหนังสือ รูปภาพตลอดจน
พิมพ์ออกมาในรปู ของกระดาษ การแสดงผลลัพธม์ ที ง้ั ท่แี สดงเปน็ ภาพ เสยี ง และวดี ิทัศน์ เป็นต้น

4. การทาสาเนา เมื่อมีข้อมูลที่จัดเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ การทาสาเนาจะทาได้ง่าย
และทาไดเ้ ปน็ จานวนมาก อปุ กรณท์ ่ีชว่ ยในการทาสาเนาจดั ได้ว่าเปน็ เทคโนโลยีสารสนเทศอีกประเภท
หน่ึงที่มีการพัฒนาอย่างต่อเน่ือง เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร อุปกรณ์การเก็บข้อมูลทาง
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ เช่น แผน่ บันทึก ซีดีรอม ซ่งึ สามารถทาสาเนาได้เปน็ จานวนมาก

5. การส่ือสารโทรคมนาคม เป็นวิธีการท่ีจะส่งข้อมูลหรือข่าวสารจากท่ีหน่ึงไปยังอีกที่หน่ึง
หรือกระจายออกไปยังปลายทางครั้งละมากๆ โดยใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีรูปแบบของส่ือหลาย
อยา่ งเช่น สายโทรศพั ท์ เส้นใยนาแสง เคเบิล้ ใตน้ า้ คลืน่ วทิ ยุ และดาวเทียมเปน็ ตน้

ผู้วิจัยสรุปนิยามของคาว่า เทคโนโลยีสารสนเทศไว้ว่า เทคโนโลยีเพื่อใช้กับการจัดการ
สารสนเทศ ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีการผลิต การจัดเก็บข้อมูล การวิเคราะห์และเผยแพร่ การส่ือสาร
โทรคมนาคม และอุปกรณ์สนับสนุน การปฏิบัติงานสารสนเทศอ่ืนๆ ที่สามารถนามาประยุกต์ใช้งาน
ร่วมกันให้ได้มาซง่ึ ประโยชนส์ งู

2.2 ลกั ษณะสาคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศ

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการใหบ้ รกิ ารสถานกฬี า
ของงานบริการสถานกฬี า กองการกฬี า สานกั งานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั ขอนแกน่

12

โดยพื้นฐานองเทคโนโลยี ย่อมมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าได้ แต่
เทคโนโลยีสารสนเทศเปน็ เร่ืองท่ีเกี่ยวข้องกับวิถีความเป็นอยู่ของสังคมสมัยใหมอ่ ยูม่ าก ลักษณะเด่นท่ี
สาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศมดี งั น้ี

1. เทคโนโลยสี ารสนเทศช่วยเพม่ิ ผลผลิต ลดต้นทนุ และเพมิ่ ประสิทธิภาพในการทางานในการ
ประกอบทางทางด้านเศรษฐกจิ การค้า และการอุตสาหกรรม จาเป็นต้องหาวิธใี นการเพม่ิ ผลผลิต ลด
ต้นทนุ และเพ่มิ ประสทิ ธิภาพในการทางาน คอมพวิ เตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยทาใหเ้ กิดระบบ
อัตโนมัติ เราสามารถฝากถอนเงินสดผ่านเครื่องเอทีเอม็ ได้ตลอดเวลา ธนาคารสามารถให้บริการไดด้ ี
ข้ึน ทาให้การให้บริการโดยรวมมีประสิทธิภาพ ในระบบการจัดการทุกแห่งต้องใช้ข้อมูลเพ่ือการ
ดาเนนิ การและการตัดสินใจ ระบบธรุ กิจจงึ ใช้เคร่ืองมือเหล่าน้ีชว่ ยในการทางาน เชน่ ระบบจดั เก็บเงิน
สด จองต๋ัว เครื่องบนิ เป็นตน้

2. เทคโนโลยีสารสนเทศเปล่ียนรูปแบบการบริการเป็นแบบกระจาย เมื่อมีการพัฒนาระบบ
ขอ้ มูลและการใช้ข้อมลู ได้ดี การบริการต่างๆ จงึ เนน้ รปู แบบการบรกิ ารแบบกระจาย ผ้ใู ช้สามรถสั่งซื้อ
สินค้าจากที่บ้าน สามารถตรวจสอบ และสอบถามข้อมูลผ่านทางโทรศัพท์ นิสิตนักศึกษาบาง
มหาวทิ ยาลยั สามารถใชค้ อมพวิ เตอรจ์ ากบ้านได้

3. เทคโนโลยสี ารสนเทศเป็นส่ิงทจี่ าเปน็ สาหรับการดาเนนิ การในหน่วยงานต่างๆ ปจั จุบันทุก
หน่วยงานต่างพัฒนาระบบรวบรวมจัดเก็บข้อมูล เพ่ือใช้ในองค์กรของประเทศ เช่น ระบบทะเบียน
ราษฎร์ ระบบเวชระเบยี นในโรงพยาบาล ระบบการจัดเกบ็ ภาษี ในองค์กรทุกระดับเห็นความสาคัญที่
จะนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้

4. เทคโนโลยีสารสนเทศเก่ยี วขอ้ งกับคนทุกระดบั พฒั นาการดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศทาให้
ชีวิตและความเป็นอย่อู งคนท่ีเก่ียวข้องกบั เทคโนโลยี ดงั จะเห็นได้จากการพมิ พ์ดว้ ยคอมพวิ เตอร์แทน
การใชพ้ ิมพด์ ีด การใชต้ ารางคานวณ และการใชอ้ ปุ กรณส์ ื่อสารโทรคมนาคมในรปู แบบต่างๆ เปน็ ต้น

2.3 เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์
คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์เครื่องมือท่ีสาคัญประการหน่ึงในการนามาใชส้ าหรบั การประมวลผล
ข้อมูลเพ่ือให้ได้มาซึ่งสารสนเทศตรงตามความต้องการได้อย่างรวดเร็วสมบูรณ์ทันต่อเหตุการณ์ การ
จัดการข้อมูลสารสนเทศไม่ว่าจะเป็นการจัดการข้อมูล การรวบรวม การประมวลผล ในปัจจุบันมักใช้
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ในการจดั การท้ังสนิ้ เพราะคอมพวิ เตอร์ประมวลผลไดร้ วดเร็ว มคี วามถูกต้อง
แมน่ ยาสูง กระบวนการประมวลผลข้อมลู ในคอมพวิ เตอรป์ ระกอบดว้ ยสว่ นสาคัญ 3 ประการ คือ
1) การนาเข้าข้อมูล (Input)
2) การประมวลผลขอ้ มูล (Data Processing)
3) การแสดงผลข้อมูล (Output)
2.4 เครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา
ของงานบรกิ ารสถานกีฬา กองการกฬี า สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแกน่

13

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) คือระบบที่มีคอมพิวเตอร์อย่างน้อยสอง
เคร่ืองเชื่อมต่อกันโดยใช้สื่อกลาง และสามารถส่ือสารข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงทาให้ผู้ใช้
คอมพิวเตอรแ์ ตล่ ะเคร่ืองสามารถแลกเปล่ยี นข้อมลู ซ่งึ กนั และกันได้ และใชท้ รัพยากรทอ่ี ยใู่ นเครือข่าย
ร่วมกันได้ และให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็นจานวนมาก เช่นการใช้ข้อมูลร่วมกัน การใช้ Software
ร่วมกัน การเช่ือมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบอื่น ในปัจจุบันเรานิยมจัดประเภทองเครือข่ายตาม
ขนาดภมู ศิ าสตร์ท่รี ะบบเครอื ข่ายน้นั ครอบคลุมอยู่ ซ่ึงสามารถแบง่ ได้ 3 ระยะดังน้ี

1. ระบบเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ระยะใกล้ (Local Area Network หรือ LAN)
2. ระบบเครอื ข่ายคอมพิวเตอรร์ ะดับเมอื ง (Metropolitan Area Network หรอื MAN)
3. ระบบเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์ระยะไกล (Wide Area Network หรอื WAN)
3. บทบาทเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการปรบั ปรงุ องคก์ ร
การพิจารณาเทคโนโลยสี ารสนเทศนนั้ มีมุมมองได้หลายมมุ มอง เชน่ พจิ ารณาด้านเคร่ืองจักร
อปุ กรณ์ หรอื ฮารด์ แวร์ ดา้ นคาส่ัง หรือซอฟต์แวร์ ดา้ นบคุ ลากร ด้านขอ้ มลู ข่าวสาร ด้านอินเทอรเ์ น็ต
ด้านอคี อมเมิร์ซ และดา้ นกฎหมาย เป็นตน้
ด้านฮาร์ดแวร์หรือเคร่ืองจักรอุปกรณ์น้ัน ในประเทศไทยได้มีการพัฒนาไปไม่น้อย เช่น มี
โรงงานทาแผงวงจร ส่งไปขายต่างประเทศเปน็ มูลค่ามหาศาล แตถ่ า้ จะพิจารณาให้ลกึ ซง้ึ จะเหน็ ว่าเป็น
การนาเข้าชิ้นส่วนมาประกอบแล้วส่งออกด้วยมูลค่าที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 10-30 เท่าน้ัน นอกจากน้ันกม็ ี
โรงงานทาอปุ กรณ์เสริมต่างๆ เชน่ โรงงานทาจานแม่เหล็ก โรงงานเคร่ืองพมิ พ์ โรงงานแป้นพิมพ์ และ
โรงงานจอภาพ เป็นต้น ส่วนการทา “ไมโครชิพ” หรือ “เวเฟอร์” นั้นได้มีการกล่าวขวัญกันมาก แต่
เป็นงานที่จะต้องซื้อเคร่ืองจักรโรงงานสาหรับการผลิตมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท และเคร่ืองจักร
โรงงานทีใ่ ช้ในการผลติ น้ลี า้ สมัยเร็วมาก ฉะน้นั จึงขึน้ อยกู่ บั แผนการตลาดว่าจะสามารถขาย ได้
รวดเรว็ คุ้มทนุ กอ่ นที่เครื่องจักรโรงงานจะล้าสมยั หรือไม่
ด้านซอฟต์แวร์หรือคาส่ังให้เคร่ืองคอมพวิ เตอร์ปฏิบัติงานน้ัน มีตัวอย่างที่กล่าวขวัญกันอยา่ ง
มาก คอื ท่ี บังกะลอร์ ประเทศอนิ เดยี ซ่งึ ประสบความสาเรจ็ อย่างสงู นารายได้เขา้ ประเทศอินเดียเป็น
หมื่นล้านเป็นแสนล้านบาท ฉะน้ันประเทศไทยจึงน่าจะส่งเสริมพัฒนาซอฟต์แวร์ท้ังเพื่อการส่งออก
และเพ่ือทดแทนการนาเข้า
ด้านบุคลากร เมื่อ พ.ศ. 2543 อดีตประธานาธิบดีคลินตันได้ขออนุมัติรัฐสภาเพ่ือให้วีซ่า
ชาวต่างชาติ เข้าไปทางานด้านไอทีซึ่งขาดแคลนอยู่กว่า 1 ล้าน 5 แสนคน ด้านยุโรปก็ขาดแคลน
ผู้เช่ียวชาญด้านไอทีเป็นแสนคน ของไทยได้เร่มิ พฒั นาบคุ ลกรด้านไอทีโดยเริ่มถูกทางแล้วแต่ยงั ไปไม่
ถึงดวงดาว มีการกู้เงินจากต่างประเทศจัดฝึกอบรมเป็นจานวนมาก แต่คุณภาพยังไม่ดีทั้งด้านไอที
และด้านภาษาองั กฤษจึงส่งออกไม่ได้ ดา้ นหลักสตู รการศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ กเ็ ปิดสอนด้านไอที
ทกุ มหาวิทยาลยั

การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในการใหบ้ ริการสถานกฬี า
ของงานบรกิ ารสถานกฬี า กองการกีฬา สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

14

ด้านดาต้าหรือข่าวสารข้อมูลสามารถจัดทาแฟ้มข้อมูลด้านการลงทุน ด้านการวิจัยท้ังธุรกิจ
และการเมืองส่งขายให้ผู้สนใจได้ หรือจะทาวิจัยเฉพาะกิจแบบการสุ่มตัวอย่างดังที่สานักวิจัย
เอแบค-เคเอสซอี นิ เทอร์เนต็ โพลทาอยกู่ ็เปน็ ธรุ กจิ ท่ีมอี นาคตไม่เลว

ด้านอินเทอร์เน็ต ประเทศไทยยังมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจานวนน้อยเพียงประมาณร้อยละ 2 ของ
ประชากรเทา่ น้ัน จาเปน็ ต้องเร่งรดั และส่งเสรมิ ให้ประชากรไทยไดใ้ ช้อนิ เทอรเ์ นต็ อยา่ งนอ้ ยร้อยละ 20
และเพ่ิมไปเป็นระยะๆ ให้ทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ควรส่งเสริมให้มีเว็บภาษาไทยจานวน
มากๆ แต่นอกจากจะขาดแคลน การใช้อินเทอร์เน็ตแล้วยังขาดแคลนโครงสร้างพ้ืนฐานด้าน
โทรคมนาคมซง่ึ ต้องปรับปรงุ อีกมาก

ไม่ว่าจะเป็นในยุคสมัยใดก็ตาม ความรู้เป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้บุคคล หรือองค์กรประสบ
ความสาเรจ็ ในระยะยาว และในอนาคตความรู้จะมีความสาคัญเพิม่ มากข้นึ แตล่ ะองค์กรจาเปน็ ต้องมี
กระบวนการเพ่ือให้มี ความสามารถในการเรียนรู้ การจัดโครงสร้างการจัดการด้านต่างๆ ให้มี
ประสทิ ธิภาพ นอกจากนฐ้ี านความรู้ยงั ชว่ ยใหอ้ งคก์ รสามารถปรับขนาดองคก์ รให้เหมาะสม เพราะว่า
ในส่วนความรู้ความเช่ียวชาญตา่ งๆ ทเ่ี คยขนึ้ อย่กู ับตัวบคุ คลน้นั จะถกู เก็บอยู่ในฐานความรแู้ ทน

เม่ือเราพูดถึงความรู้นั้นเราหมายถึง การประสมประสานระหวา่ งประสบการณ์ ค่านิยม ความ
รอบรู้ในส่ิงตา่ งๆ เป็นกรอบเพ่อื การประเมินค่า และการนาเอาประสบการณ์กับสารสนเทศใหมๆ่ มา
รวมเขา้ ไวด้ ว้ ยกนั

ในดา้ นของความรนู้ ้นั ที่พูดถงึ กนั ก็มี “ระบบฐานความรู้” หรือ “เคบเี อส (KBS = Knowledge
Based Systems)” และ “การจัดการความรู้” หรือ “เคเอ็ม (KM = Knowledge Management)”
ซ่ึงมีขอบเขตท่ีกว้าง มากกว่าการจัดการข้อมูล (Data Management) การจัดการสารสนเทศ
(Information Management) หรอื แม้กระทั่งการจัดการระบบ (Systems Management)

การท่ีจะประสบความสาเรจ็ ในเรื่องของการจัดการความรู้นน้ั ข้ึนอยู่กับปัจจัยหลายอย่างไมว่ ่า
จะเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบคอมพิวเตอร์ รูปแบบในองค์กร สังคม พฤติกรรมหรือแม้กระท่ัง
วัฒนธรรม แตเ่ ทคโนโลยี สารสนเทศนนั้ มบี ทบาทอยา่ งมากในการชว่ ยสรปุ รวบรวม และเขา้ ถงึ แหลง่
ความรู้และแหลง่ ข้อมูลได้มีประสิทธิภาพมาก

ระบบฐานความรู้นั้นใช้คอมพิวเตอร์ในการเก็บ การเข้าถึง และการเรียกใช้ ซ่ึงประกอบด้วย
ส่วนสาคญั 3 สว่ นคือ

(1) ฐานความรู้ (Knowledge Base) ซ่ึงเป็นส่วนสาคัญของระบบเคบีเอส เป็นส่วนที่เก็บ
ความสมั พันธต์ ่างๆ ท่เี กี่ยวข้องกับปัญหา ซงึ่ อาจจะเก็บอย่ใู นรปู ของ ถา้ … แลว้ …. (If…Then…)

(2) เครื่องจักรอนุมาน (Inference Engine) ซึ่งจะเป็นส่วนในการตีความความกฎต่างๆ เร่ิม
จากการตรวจสอบฐานขอ้ มลู ถงึ การกาหนดสมมตฐิ าน

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการใหบ้ ริการสถานกีฬา
ของงานบริการสถานกฬี า กองการกฬี า สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแกน่

15

(3) ฐานข้อมลู (Database) เป็นการเกบ็ สมมติฐาน และสถานะเริม่ ตน้ หรือเง่ือนไขของปัญหาท่ี
จะแก้ไขรวมถึงจุดเรม่ิ ต้นในกระบวนการค้นหา

การจัดการความรู้ท่ีดีน้ันควรจะเรม่ิ จากการมองถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เช่นจากการเสนอแนะจาก
ผู้ใชบ้ รกิ าร อัตราการใชบ้ ริการลดต่าลง อตั ราการลาออกของบุคลากร เพราะปญั หาเหลา่ น้ีเปน็ สาเหตุ
ทที่ าใหต้ อ้ งมีการจัดการ ความรใู้ ห้มีประสิทธิภาพมากขน้ึ การจัดการความรู้ที่ดีคือการตอ่ สู้กบั ปัญหา
ซึ่งจดุ มงุ่ หมายหนงึ่ ของเทคโนโลยีสารสนเทศคอื การปรบั ปรงุ ความสามารถขององค์กรหรือหน่วยงาน
ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ หรือเพื่อช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง มี
ภาพพจน์ท่ีดีต่อองค์กรและให้องค์กรประสบความสาเร็จ ดังนั้นในการจัดการความรู้นั้นควรเริ่มต้น
จากเทคโนโลยี การปรบั โครงสร้างและการปฏบิ ัติงานขององคก์ ร และการเรียนรู้

การนาเทคโนโลยีต่างๆ เขา้ มาใช้ในองคก์ รนั้นจะตอ้ งปรบั วิธีการทางาน กบั การตอ้ งมกี ารปฏิรปู
ในระดับโครงสร้าง ทั้งตัวโครงสร้างองค์การกับตาแหน่งบริหารและที่สาคัญ คือการปฏิรูปนิสัย หรือ
วิธีการทางานของทกุ คนไมว่ า่ จะเป็นระดับล่าง จนถงึ ระดับผบู้ รหิ ารระดบั สงู

ดังน้ันเราจะเห็นไดว้ ่าการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรก็เพ่ือการบริการท่ีดีข้ึน
สนับสนนุ การพฒั นาเปน็ หลกั พร้อมกับจดั ทาระบบขอ้ มูลเพ่ือใช้ในการตัดสินใจ การพัฒนาการสอ่ื สาร
ภายในองค์กร เป็นการปรับปรุงพัฒนากระบวนการติดต่อสื่อสารภายในองค์กร ให้สามารถกระจาย
ข่าวสารต่างๆ ให้กับพนักงานทราบอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว การพัฒนาคุณภาพการจัดการและการ
กระจายอานาจ เพื่อพัฒนาคุณภาพงานบริการให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว โดยที่เทคโนโลยี
สารสนเทศจะสรา้ งความสาเร็จ ได้เป็น 3 รปู แบบคอื

1. ประสิทธิภาพ (Efficiency) ซ่ึงวัดไดจ้ าก มลู ค่าของผลผลติ หรือผลงานทไี่ ด้ออกมา ซึง่ จะเหน็
วา่ เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้ดขี น้ึ

2. ประสิทธิผล (Effectiveness) สามารถวัดความสาเร็จได้อย่างคร่าวๆ จากผลงานของแตล่ ะ
คน และกระบวนการทางานภายในองค์กร ซ่ึงจะเห็นวา่ เทคโนโลยีสารสนเทศ ทาให้ประสิทธิผลดขี น้ึ
รวมไปถงึ องค์กรทีไ่ ม่เคยใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศมากอ่ นด้วย

3. ความไดเ้ ปรียบทางการแข่งขนั (Competitive advantage) จะสรา้ งกาไรใหก้ ับองค์กรและ
เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยทาให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันมากข้ึน รวมถึงการสร้างสรรค์สิ่ง
ใหม่ๆ ใหก้ ับผใู้ ช้บรกิ าร

อย่างไรก็ตามส่ิงที่ควรจะระมัดระวังก็คือ ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร ความไม่สมส่วน
และความแคบของข้อมูล เพราะเม่อื ข้อมูลท่นี ามาประมวลผลนน้ั มีข้อผิดพลาด ผลลัพธ์ทอ่ี อกมานั้นก็
ไม่มีทางทีจ่ ะสมบูรณ์ไดเ้ ช่นกัน (ศรศี ักดิ์ จามรมาน, 2560)

4. งานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ้ ง

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บรกิ ารสถานกีฬา
ของงานบรกิ ารสถานกฬี า กองการกฬี า สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

16

สน่ัน หวานแท้ (2553) ได้ทาวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบสารสนเทศเพอื่ การจัดเกบ็ และการ
สืบคน้ สาหรบั งานบรหิ ารบุคคล คณะอักษรศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศิลปากร” โดยไดศ้ กึ ษาความคิดเห็น
ของผู้เช่ียวชาญในการพฒั นาระบบสารสนเทศเพ่อื การจัดเก็บ และสบื คน้ สาหรับการบรหิ ารงานบุคคล
คณะอักษรศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร รวมถงึ วเิ คราะห์ ออกแบบ และพฒั นาระบบสารสนเทศเพ่ือ
การจดั เกบ็ และสืบค้นสาหรับการบริหารงานบุคคล คณะอักษรศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร สุดท้าย
ทาการประเมินระบบสารสนเทศ จากกลุ่มตัวอย่างคือ ข้าราชการ และพนักงานคณะอักษรศาสตร์
มหาวิทยาลยั ศิลปากร ประจาปีงบประมาณ 2553 จานวน 70 คน ซ่ึงผลการประเมนิ จากผู้เช่ียวชาญ
ประสิทธิภาพของระบบอยู่ในระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ย 4.13 และประเมินจากผู้ใช้ท่ัวไป ประสิทธิภาพ
ของระบบอยู่ในระดับดี โดยมคี ่าเฉลี่ย 4.05

กัญญรัตน์ อ่อนศรี (2553) ได้ทาวิจัยเรื่อง “การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของบุคคลกร
โรงพยาบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดสระบุรี” ประชากร คือ บุคลากรของโรงพยาบาล
ชุมชน 10 แห่ง มีจานวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 245 ตัวอย่าง จากผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็น
บุคลากรเพศหญิง มีอายุอยู่ในช่วง 29-38 ปี คิดเป็นร้อยละ 86.9 และ 41.6 ตามลาดับ การใช้
เทคโนโลยีสารสนเทของบุคลากรโรงพยาบาลชุมชนส่วนใหญ่อยู่ในระดับการใช้มาก คิดเป็นร้อยละ
45.3 โดยเหตผุ ลทเี่ ลือกนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เพือ่ วัตถปุ ระสงคใ์ นการบันทึกขอ้ มูล รวมทัง้ ใช้
ระบบเครือข่ายโดยการส่ังพมิ พเ์ อกสารทางเครื่องพมิ พ์ ผลจากการใช้ส่วนใหญ่เพอ่ื เพิม่ ประสิทธิภาพ
ในการทางาน เพิ่มประสิทธิภาพในการใหบ้ รกิ าร เปน็ แหล่งขอ้ มูลประกอบการปฏิบัติงาน นาขอ้ มูลไป
ใช้ประกอบการตัดสนิ ใจ และลดความซา้ ซ้อนในการเก็บข้อมลู เป็นต้น

สิริชัย แสงสุวรรณ (2558) ได้ทาวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัลของผู้บริโภคในเขต
กรุงเทพมหานคร” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงพฤติกรรมการใช้ส่ือดิจิทัลของผู้บริโภค ในเขต
กรุงเทพมหานคร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ที่ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิง
คุณภาพ โดยการสารวจด้วยแบบสอบถามออนไลน์ จานวน 400 ชุด และสัมภาษณ์เชิงลึกกับ
กลุ่มเป้าหมายท่ีมีการใช้ส่ือดิจิทัลมากท่ีสุด ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคเลือกใช้ส่ือดิจิทัลต่างๆ
เนื่องจากความสะดวกในการติดต่อเพ่ือนและเครือข่าย ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญม่ คี วามถี่ในการ
ใชง้ านมากกวา่ 2 ชั่วโมงตอ่ วนั

ธนัญทร ทองจันทร์ (2558) ได้ทาวิจัยเรื่อง “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ สาหรับ
การพัฒนาระบบฐานข้อมูลบุคลากรในการให้บริการสารสนเทศ และการปรับข้ึนเงินเดือน โรงเรียน
วรนารีเฉลิม สงขลา” ผลการวิจัยด้านการประเมินด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมา
สนับสนนุ การใหบ้ ริการสารสนเทศสว่ นบุคคล พบว่า ภาพรวมความพงึ พอใจอยู่ในระดับมาก ความพงึ
พอใจในการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนกระบวนการให้บริการสารสนเทศส่วนบุคคลใน
ระดับมาก และพงึ พอใจดา้ นการใชง้ านระบบสารสนเทศอยใู่ นระดบั มาก

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการให้บริการสถานกฬี า
ของงานบรกิ ารสถานกฬี า กองการกีฬา สานกั งานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

17
ทวีรัตน์ นวลช่วย (2545) ได้ทางานวิจัยเร่ือง “การพัฒนาระบบสารสนเทศเพ่ือการ
บริหารงานบุคคล สถาบันราชภัฏสงขลา” โดยมีวัตถุประสงค์ เพ่ือพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการ
บริหารงานบุคคล เพอ่ื วิเคราะหค์ วามคมุ ค่าด้านเศรษฐศาสตร์ เพื่อประเมินคุณภาพระบบสารสนเทศท่ี
พัฒนาข้ึน ผลการวิจัยพบว่า จากการประเมินเพื่อศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่มคือ
กลุ่มผู้ใช้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ ผู้ใช้ฝ่ายการเงินและบัญชี ผู้บริหาร และบุคลากรทั่วไป สรุปได้ว่า ทุกกลุ่มมี
ความพึงพอใจโดยรวมในระดบั มาก ผลของการวิจยั สรุปว่าระบบท่พี ฒั นาขึน้ มาสามารถนามาใช้ได้จริง
ตรงตามความต้องการ

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา
ของงานบริการสถานกีฬา กองการกฬี า สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั ขอนแกน่

18

5. กรอบแนวคิดในการวจิ ยั
ในการวิจัยครั้งนี้คณะผู้วิจัยได้ทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง รวมถึงเอกสาร

ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวัน ซ่ึงมีข้อคาถามท้ังหมด 5
ข้อครอบคลมุ ประเดน็ ๆ ตา่ งๆ ซึง่ ผวู้ จิ ัยเชือ่ ว่าสามารถสะท้อนถงึ บุคลากรในมหาวิทยาลัยขอนแก่นต่อ
การประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ภาพที่ 2.1)

ปัจจัยดา้ นคุณลกั ษณะสว่ นบคุ คล การประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
- เพศ ในชีวติ ประจาวัน
- อายุ
- ลกั ษณะผู้ใช้บรกิ าร

รปู แบบเทคโนโลยีสารสนเทศท่ี
เหมาะสมตอ่ การบรกิ ารสถานกีฬา

ภาพที่ 2.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการใหบ้ ริการสถานกีฬา
ของงานบรกิ ารสถานกฬี า กองการกีฬา สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั ขอนแกน่

บทท่ี 3
ระเบยี บวิธวี ิจัย

การวิจัยเร่ือง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา งานบริการ
สถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีวัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อ
สารวจการประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา งานบริการสถานกฬี า กองการ
กีฬา สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศึกษารูปแบบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา งานบริการสถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธิการบดี
มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยมีระเบียบวิธี
วิจยั ดงั น้ี

1. รูปแบบการวิจยั
2. หนว่ ยในการวิเคราะห์
3. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
4. วธิ ีการและเคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
5. ตัวแปรและระดบั การวดั ตวั แปร
6. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
7. การวิเคราะหข์ ้อมูล
8. การนาเสนอผลการวิเคราะห์
1. รปู แบบการวจิ ัย
ผู้วิจัยได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปรมิ าณ (Quantitative Research) เนื่องจากผู้วิจัยได้ทราบถึง
ตัวช้ีวัดเชิงปริมาณ ซ่ึงใช้เป็นแนวทางในการทาเคร่ืองมือวิจัย น่ันคือแบบสอบถามท่ีได้ทบทวน
วรรณกรรมจากงานวิจัยที่เกี่ยวขอ้ ง ทาให้ในการเก็บข้อมลู จะได้ขอ้ มลู ในภาพกว้าง สามารถเห็นภาพ
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บรกิ ารสถานกีฬา งานบริการสถานกฬี า กองการกฬี า
สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ไดใ้ นภาพรวม
2. หน่วยในการวิเคราะห์
คือ หน่วยระดับปัจเจกบุคคล ศึกษาจากกลุ่มเป้าหมาย จานวน 2กลุ่ม รวมจานวน 140
ตวั อยา่ ง โดยการสมุ่ ตวั อย่างแบบเฉพาะเจาะจง
1) ผู้ขอใช้บริการสถานกีฬา ท้ังหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น และหน่วยงาน
ภายนอกมหาวทิ ยาลัยขอนแกน่
2) เจา้ หนา้ ท่ีผูใ้ หบ้ ริการสถานกีฬา ในงานบรกิ ารสถานกีฬา กองการกีฬา

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการใหบ้ รกิ ารสถานกฬี า
ของงานบริการสถานกฬี า กองการกฬี า สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลยั ขอนแกน่

20

3. ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
ประชากรท่ีศกึ ษาในการศึกษาวจิ ยั ครัง้ นี้ ผูว้ ิจยั เน้นศึกษาจากกลมุ่ ประชากรท่ีเก่ียวข้อง

กับงานวจิ ัยคอื หนว่ ยงานท่มี าใชบ้ ริการสถานกฬี า 2 กล่มุ คือหน่วยงานภายใน และหนว่ ยงานภายนอก
ซ่งึ ประกอบไปดว้ ยกลมุ่ ตวั อย่างท่ีผูว้ ิจยั เลือกมาเปน็ ผู้ให้ขอ้ มูล ซ่งึ จะเลอื กจากบคุ คลที่เป็นตัวแทนของ
หน่วยงานท่ีเข้ามาขอใช้บริการสถานกีฬา และเจ้าหน้าท่ีผู้ให้บริการสถานกีฬา ในงานบริการสถาน
กฬี า กองการกฬี า รวมจานวน 140 ตวั อย่าง โดยการสุ่มตัวอยา่ งแบบเฉพาะเจาะจง
4. วธิ ีการและเครือ่ งมือทใ่ี ช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู

4.1 เครื่องมือท่ใี ชใ้ นการวิจัยเชิงปริมาณ
4.2.1 การสร้างเคร่ืองมือ ผู้วิจัยได้สร้างเคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิง

ปริมาณข้ึนจากการทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เก่ียวขอ้ ง ซึ่งมีความสอดคล้องเก่ียวกับการ
ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา งานบริการสถานกีฬา กองการกีฬา
สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น จากนั้นคณะผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถาม
(Questionnaire) โดยผ่านการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และนาแบบสอบถามท่ีสร้างข้ึนมาทดสอบ
ความตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) และ Pre-test ดังน้ี

1) ทดสอบความตรงเชิงเน้ือหา ด้วยการนาแบบสอบถามส่งใหผ้ ู้เช่ียวชาญ (Expert
Judgment) และผ้บู รหิ ารบรษิ ทั ฯ ตรวจสอบ แล้วนามาปรับปรุงแกไ้ ขขอ้ คาถามเพือ่ ความถกู ตอ้ งด้าน
ภาษา ความเที่ยงตรง และความครอบคลมุ เนอื้ หา

2) Pre-test ผูว้ ิจัยได้นาแบบสอบถามทผ่ี า่ นการปรบั ปรุงแกไ้ ขแล้วไปทดลองใช้ (Try
Out) กับบคุ ลากรทขี่ อใช้บรกิ ารสถานกีฬาฯ จานวน 30 คน โดยผู้ท่ตี อบแบบสอบถามในช่วงของการ
ทดลองใชแ้ ล้ว จะไม่สามารถตอบแบบสอบถามได้อีกในช่วงของการเก็บรวบรวมขอ้ มูลจริง

4.2.2 แบบสอบถาม ผู้วิจัยใช้การตอบแบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดย
เคร่ืองมือท่ใี ชเ้ ก็บรวบรวมข้อมลู เชงิ ปริมาณ คือ แบบสอบถาม (Questionnaire) (ภาคผนวก ก) ท่ี
ผู้วิจัยได้พัฒนาข้ึนจากการทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง เพื่อนามากาหนดเป็น
ตัวชี้วัด ได้แก่ ตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม ซึ่งแบบสอบถามมีความครอบคลุมในประเด็นที่ต้องการ
ศกึ ษา ประกอบดว้ ย 3 สว่ น ดงั นี้

สว่ นท่ี 1 ข้อมูลคณุ ลกั ษณะสว่ นบุคคล เปน็ ข้อคาถามเกีย่ วกบั ปจั จยั คุณลกั ษณะส่วน
บคุ คลของบุคลากรที่ขอใชบ้ รกิ ารสถานกฬี าฯ ประกอบไปด้วย (1) เพศของบุคลากร ใช้ข้อคาถามแบบ
เลอื กตอบ (2) อายุของบุคลากร ใหต้ อบคาถามในลกั ษณะปลายเปิด (3) ลกั ษณะของบุคลากร ใช้ข้อ
คาถามแบบเลือกตอบ

ส่วนท่ี 2 ข้อมูลรูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีเหมาะสมต่อการบริการสถานกีฬา
เป็นขอ้ คาถามเกี่ยวกับความคิดเห็นรูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีเหมาะสม บง่ บอกถึงความต้องการ

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการใหบ้ ริการสถานกีฬา
ของงานบรกิ ารสถานกีฬา กองการกีฬา สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

21

รูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมในอนาคต ประกอบด้วยข้อคาถาม 5 ข้อ โดยแต่ละ
ขอ้ กาหนดคาตอบ จาแนกเป็น 4 ตวั เลอื ก ดังน้ี

มากที่สุด หมายถึง ท่านใช้สวัสดิการในประเด็นดังกลา่ วในระดบั มากท่ีสดุ
มาก หมายถึง ทา่ นใชส้ วัสดกิ ารในประเดน็ ดังกล่าวในระดับมาก
น้อย หมายถึง ท่านใชส้ วัสดกิ ารในประเด็นดงั กลา่ วในระดับนอ้ ย
นอ้ ยที่สุด หมายถึง ทา่ นใช้สวัสดิการในประเด็นดงั กลา่ วในระดบั น้อยทีส่ ดุ
ส่วนท่ี 3 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวัน เพื่อศึกษาว่า
บุคลากรมีการเข้าถึง และการนาเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้มากน้อยเพียงใด มีข้อคาถามทั้งหมด 5
ขอ้ โดยแต่ละขอ้ กาหนดคาตอบ จาแนกเปน็ 4 ตวั เลือก ดงั น้ี
มากทส่ี ุด หมายถึง ท่านใช้สวัสดกิ ารในประเด็นดงั กล่าวในระดับมากทสี่ ดุ
มาก หมายถงึ ท่านใชส้ วัสดกิ ารในประเดน็ ดงั กลา่ วในระดบั มาก
นอ้ ย หมายถงึ ท่านใช้สวัสดกิ ารในประเดน็ ดงั กล่าวในระดบั น้อย
น้อยทสี่ ุด หมายถึง ทา่ นใช้สวสั ดกิ ารในประเด็นดงั กลา่ วในระดับน้อยทส่ี ุด

5. ตัวแปรและระดับการวดั ตวั แปร
ตัวแปรที่ใช้ในครง้ั น้ี ประกอบไปดว้ ยตวั แปรอิสระและตวั แปรตาม
5.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่ เพศ อายุ ลักษณะผู้ใช้บริการสถานกีฬาระดับพนักงาน และข้อมูล

รูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีเหมาะสมต่อการบริการสถานกีฬา เป็นการรวมข้อคาถามทั้งหมด 5
ข้อ (แต่ละขอ้ คะแนนเตม็ 4 คะแนน) (ตารางท่ี 3.2)

5.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ การประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในชวี ติ ประจาวัน เป็นการรวมขอ้
คาถามทงั้ หมด 5 ข้อ (แต่ละขอ้ คะแนนเต็ม 4 คะแนน) ทาการรวมข้อคาถามจากทัง้ 5 ข้อข้างตน้ ให้
เป็นตัวแปรตามท่ีช่ือว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวนั โดยทาการจัดช่วงตวั
แปรตามใหม้ รี ะดับเป็นระดบั อันดบั (Ordinal Scale) จาแนกเปน็ 3 ระดับ ไดแ้ ก่ ระดับต่า ระดบั ปาน
กลาง และระดบั สงู (ตารางท่ี 3.2)

การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการใหบ้ ริการสถานกฬี า
ของงานบริการสถานกีฬา กองการกฬี า สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

22

ตารางที่ 3.2 ตวั แปรและระดบั การวดั ตัวแปร

ตวั แปร หลักเกณฑพ์ จิ ารณา ระดับการวัดตวั แปร

1. เพศ พจิ ารณาจากเพศตามกาเนดิ ของ Nominal Scale

บุคลากรทีม่ าใชบ้ ริการสถานกีฬา

2. อายุ พจิ ารณาอายขุ องบุคลากรท่มี าใช้บรกิ าร Ratio Scale

สถานกฬี า จะทาการจดั กลมุ่ ใหม้ ี

การวดั ระดบั เปน็

Ordinal Scale

3. ลักษณะผ้ใู ช้บรกิ ารสถาน พจิ ารณาลักษณะของบุคลากรทมี่ าใช้ Nominal Scale

กีฬา บริการสถานกฬี า

4. รูปแบบเทคโนโลยี พิจารณาจากคะแนนรวมของข้อคาถามที่ Interval Scale

สารสนเทศทีเ่ หมาะสมตอ่ การ วดั เกย่ี วกับระดบั ความตอ้ งการ รูปแบบ จะทาการจดั กลุม่ ให้

บริการสถานกีฬา เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมตอ่ การ มกี ารวดั ระดับเปน็

บริการสถานกีฬา Ordinal Scale

5. การประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยี พจิ ารณาจากคะแนนรวมของข้อคาถามท่ี Interval Scale

สารสนเทศในชวี ิตประจาวัน วัดเก่ียวกบั ระดบั การประยกุ ตใ์ ช้ จะทาการจดั กลมุ่ ใหม้ ี

เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวนั การวดั ระดับเปน็

Ordinal Scale

6. การเก็บรวบรวมข้อมูล
6.1 การเก็บรวบรวมขอ้ มูลเชงิ ปรมิ าณ มีขน้ั ตอนดังนี้
6.1.1 คณะผู้วิจัยทาการจัดทาแบบสอบถามให้ตรงกับการประยุกต์ประยุกต์ใช้

เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสร้างเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีเหมาะสม นาไปสู่การลดขั้นตอนการ
ดาเนนิ งาน ความสะดวกในการตดิ ตอ่ ให้แก่ผู้มาใช้บรกิ ารสถานกีฬา กองการกฬี า สานกั งานอธิการบดี
มหาวิทยาลัยขอนแก่น

6.1.2 จากน้ันได้ทาการขออนญุ าตเก็บขอ้ มูล และไดป้ ระสานงานกบั เจา้ หน้าที่สถาน
กีฬา กองการกีฬา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และประสานงานให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามใน
ระยะเวลาทกี่ าหนดให้

การประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา
ของงานบริการสถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยขอนแกน่

23

6.1.3 ในชว่ งของการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู คณะผูว้ ิจัยไดแ้ จง้ วัตถุประสงคก์ ารวจิ ยั และ
คาชี้แจงในการตอบแบบสอบถามไว้อย่างละเอียดในส่วนหน้าของแบบสอบถาม เน่ืองจากมีข้อจากัด
ในเรื่องของเวลา คณะผู้วิจัยทาการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยใช้ระยะเวลาในการดาเนินงานตลอด
การวิจยั ระหวา่ งเดือน พฤษภาคม – ตลุ าคม 2561

6.1.5 การเก็บรวมรวมขอ้ มูลภายในกันยายน คณะผู้วิจัยสามารถเก็บข้อมูลได้ 140
คน และทดลองใชแ้ บบสอบถาม (Pre Test) จานวน 30 คน

6.1.6 ผู้วิจัยนาแบบสอบถามที่ทั้งหมดมาประมวลผล โดยวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม
สาเร็จรูป (SPSS for windows) และนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลต่อไป

7. การวเิ คราะหข์ ้อมูล
7.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ( Quantitative Analysis) คณะผู้วิจัยนา

แบบสอบถามท่ีผ่านการตรวจสอบข้อมูลมาลงรหัสข้อมูลตามคู่มือลงรหัส และประมวลผลในเคร่ือง
คอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรมสาเร็จรูปสาหรับการวิเคราะห์สถิติการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (SPSS For
Windows) ในการวเิ คราะหข์ ้อมลู ไดด้ าเนนิ การเป็น 2 ขน้ั ตอน ได้แก่

1) ใช้สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน ค่ามัธยฐาน คา่ สูงสดุ และค่าต่าสดุ เพื่ออธบิ ายคณุ ลักษณะสาคญั ของบคุ ลากรฯ

2) ใช้การวิเคราะห์ตารางไขว้ (Crosstabulation) เพื่อวิเคราะห์การกระจายข้อมูล
ระหว่างคุณลักษณะสาคัญของกลุ่มตัวอย่าง กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของบุคลากร ทั้งนี้ลักษณะ
สาคญั ของกลมุ่ ตัวอยา่ งท่ีกาหนดไว้ คือ เพศ อายุ ลกั ษณะผ้ใู ช้บริการ โดยใช้สถิติ Chi-Square

8. การนาเสนอผลการวิเคราะห์
ในการวิจัยคร้ังน้เี ป็นการศึกษาเชิงปริมาณ เพื่อให้เกิดความเขา้ ใจในรายละเอียด คณะผู้วิจัย

ได้นาเสนอผลการวิเคราะห์ในรูปแบบการพรรณนา ได้แก่ การนาเสนอผลการวิเคราะห์ในรูปแบบ
ตาราง เช่น ตารางแสดงข้อมลู ทั่วไป ตารางแสดงจานวน โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถ่ี ร้อย
ละ ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด และค่าต่าสุด ส่วนการนาเสนอตาราง
ไขว้ ใชค้ า่ ร้อยละในการแสดงผลข้อมลู

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการให้บรกิ ารสถานกฬี า
ของงานบริการสถานกฬี า กองการกฬี า สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแกน่

บทท่ี 4
ผลการวจิ ัย

การวิจัยเรื่อง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา งานบริการ
สถานกฬี า กองการกฬี า สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ มวี ตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจัย เพื่อ
สารวจการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา งานบริการสถานกีฬา กอง
การกีฬา สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศึกษารูปแบบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา งานบริการสถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธิการบดี
มหาวิทยาลัยขอนแกน่ นั้น ได้ผลดาเนินการวิจัย ดังนี้

1. ข้อมลู คณุ ลกั ษณะสว่ นบุคคล
2. รปู แบบเทคโนโลยสี ารสนเทศทีเ่ หมาะสมตอ่ การบรกิ ารสถานกฬี า
3. การประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชวี ิตประจาวนั
4. ปจั จยั ทมี่ ีความสมั พนั ธต์ ่อการประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวนั

1. ข้อมลู คณุ ลกั ษณะส่วนบุคคล

จากผลการวิเคราะหข์ ้อมลู คุณลักษณะส่วนบคุ คลของบุคลากรที่ใช้บรกิ ารสถานกีฬา กองการ

กีฬา สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น พบวา่ สว่ นใหญ่คดิ เปน็ เพศชาย คดิ เปน็ รอ้ ยละ 50.7

ซึ่งห่างจากเพศหญิงไม่มากนัก และบุคลากรผู้ใช้บริการส่วนใหญ่มีอายุต่ากว่าหรือเท่ากับ 23 ปี คิด

เป็นร้อยละ 82.1 เป็นท่ีน่าสังเกตว่าบุคลากรที่มีช่วงอายุระหว่าง 41 – 50 ปี มีเพียงร้อยละ 1.4

เท่าน้ัน และเมื่อพิจารณาในประเด็นลักษณะผู้ใช้บริการสถานกีฬาส่วนใหญ่ พบว่า ส่วนใหญ่

ผ้ใู ช้บรกิ ารสถานกฬี าเปน็ นักเรียน/นกั ศกึ ษามหาวิทยาลยั ขอนแก่น คิดเป็นร้อยละ 80.7 รองลงมาเป็น

บคุ ลากร/หน่วยงานภายนอกมหาวิทยาลัยขอนแก่น คิดเปน็ รอ้ ยละ 11.4 เปน็ ที่น่าสงั เกตว่าบคุ ลากร/

หนว่ ยงานภายในมหาวิทยาลยั ขอนแกน่ มเี พยี งรอ้ ยละ 7.9 เท่าน้นั (ตารางที่ 4.1)

ตารางที่ 4.1 ร้อยละของบุคลากรทใี่ ช้บรกิ ารสถานกฬี าฯ จาแนกตามคุณลกั ษณะสาคัญของบุคลากร

คณุ ลักษณะส่วนบุคคล ร้อยละ

1. เพศ

ชาย 50.7

หญงิ 49.3

รวม 100.0 (140)

การประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา
ของงานบริการสถานกีฬา กองการกฬี า สานกั งานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

25

ตารางที่ 4.1 (ต่อ) รอ้ ยละของบคุ ลากรที่ใช้บริการสถานกฬี าฯ

จาแนกตามคณุ ลักษณะสาคญั ของบคุ ลากร

คณุ ลกั ษณะสว่ นบุคคล ร้อยละ

2. อายุ

ต่ากว่าหรอื เท่ากบั 23 ปี 82.1

ระหวา่ ง 24 – 30 ปี 7.1

ระหวา่ ง 31 – 40 ปี 7.1

ระหวา่ ง 41 – 50 ปี 1.4

มากกว่าหรือเทา่ กบั 51 ปี 2.1

รวม 100.0 (140)

Mean = 22.2 ป,ี S.D. = 6.6, Max = 52.0 ปี, Min = 16.0 ปี

3. ลกั ษณะผู้ใช้บรกิ ารสถานกฬี า

นักเรยี น/นกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น 80.7

บุคลากร/หนว่ ยงานภายใน 7.9

มหาวิทยาลัยขอนแก่น

บุคลากร/หน่วยงานภายนอก 11.4

มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่

รวม 100.0 (140)

2. รูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศทีเ่ หมาะสมตอ่ การบรกิ ารสถานกีฬา
ผลการวิเคราะห์รูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมต่อการบริการสถานกีฬาของ

บคุ ลากรทใ่ี ช้บริการสถานกีฬา พบวา่ บุคลากรสว่ นใหญอ่ ยากให้ประเด็นสารสนเทศสามารถเข้าถึงได้
ง่าย เช่นผา่ นอินเตอรเ์ นต็ ผ่านมอื ถือ อยู่ในระดบั มากและมากท่ีสุด รวมคดิ เป็นร้อยละ 90.0 รองลงมา
ในประเด็นผู้ใช้บริการทุกคนสามารถเข้าใช้บริการผ่านสารสนเทศของงานบริการสถานกีฬาได้ เช่น
การจองสถานกีฬา จองหอ้ งประชุม หรอื แจ้งซอ่ มแซม และในประเด็นรูปแบบสารสนเทศมคี วามเรียบ
ง่าย สะดวก อยู่ในระดับมากและมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 87.1 และ 89.3 ตามลาดับ ส่วนประเด็น
บุคลากรคิดว่าควรจัดทาสารสนเทศ เช่น Website Application โปรแกรม เพื่อความสะดวก และ
ง่ายต่อการตดิ ตอ่ ขอใช้บริการสถานกีฬาดว้ ยตนเอง บุคลากรให้ระดับความเหมาะสมในระดบั มากและ
มากทส่ี ุด คิดเป็นรอ้ ยละ 80.7 (ตารางที่ 4.2)

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการใหบ้ รกิ ารสถานกฬี า
ของงานบริการสถานกีฬา กองการกฬี า สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

26

ตารางที่ 4.2 ร้อยละของบคุ ลากรต่อรปู แบบเทคโนโลยสี ารสนเทศทีเ่ หมาะสมต่อการบริการ

สถานกฬี า พิจารณาในรายข้อ

ขอ้ รูปแบบสารสนเทศทเี่ หมาะสม ร้อยละความเหมาะสม
ตอ่ การบริการสถานกีฬา มากท่ีสุด มาก น้อย นอ้ ยทส่ี ุด

1. สารสนเทศสามารถเข้าถึงไดง้ า่ ย เช่น ผ่าน 55.7 34.3 10.0 0.0

อินเตอรเ์ น็ต ผา่ นมอื ถือ

2. ผใู้ ชบ้ รกิ ารทุกคนสามารถเขา้ ใชบ้ ริการ 44.2 42.9 12.9 0.0

ผ่านสารสนเทศของงานบรกิ ารสถานกฬี า

ได้ เชน่ การจองสนามกฬี า จองหอ้ ง

ประชุม หรือแจ้งซอ่ มแซม

3. รปู แบบของสารสนเทศมคี วามเรยี บงา่ ย 40.0 49.3 10.0 0.7

สะดวก

4. มสี ารสนเทศดา้ นข้อมูลพ้ืนฐานของสถาน 39.3 52.8 7.9 0.0

กฬี า

และภาพประกอบ ในการใหบ้ ริการ

5. มีข้อมูลข่าวสารทีส่ าคญั เกยี่ วข้องกับสถาน 35.0 50.7 14.3 0.0

กฬี า

ในมหาวิทยาลัยขอนแกน่ อยู่เสมอ

6. ทา่ นคดิ วา่ ควรจดั ทาสารสนเทศ เช่น 37.9 42.8 19.3 0.0

Website Application โปรแกรม เพอ่ื

ความสะดวก และงา่ ยตอ่ การติดต่อขอใช้

บริการสถานกีฬาดว้ ยตนเอง

3. การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในชวี ติ ประจาวัน
ผลการวิเคราะห์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวันของบุคลากรใน

ภาพรวม พบว่า บุคลากรที่ใช้บริการสถานกีฬาส่วนใหญ่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน
ภาพรวมอยู่ในระดับสูง (18 – 20 คะแนน) คิดเป็นร้อยละ 50.0 เป็นท่ีน่าสังเกตว่ายังมีบุคลากรที่ใช้
บริการสถานกีฬาบางส่วนมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระดับต่อต่า (12 – 14 คะแนน)
คิดเป็นรอ้ ยละ 10.7 (ตารางที่ 4.2)

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการใหบ้ ริการสถานกีฬา
ของงานบริการสถานกฬี า กองการกฬี า สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

27

ตารางท่ี 4.3 รอ้ ยละของบคุ ลากรการประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวนั

พิจารณาในภาพรวม

การประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รอ้ ยละ
ในชวี ติ ประจาวนั

ระดบั สงู (18 – 20 คะแนน) 50.0

ระดบั ปานกลาง (15 – 17 คะแนน) 39.3

ระดับตา่ (12 – 14 คะแนน) 10.7

Mean = 17.2 คะแนน, S.D. = 2.2, Max = 20.0 คะแนน, Min = 12.0 คะแนน

ส่วนผลการวิเคราะห์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวันของบุคลากรในกี่
พิจารณารายข้อ พบว่า บุคลากรท่ีใช้บริการสถานกีฬาส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงการใช้บริ การ
อินเตอร์เน็ต ในระดับมากและมากท่ีสุดคิดเป็นร้อยละ 90.0 รองลงมาเป็นประเด็นบุคลากรใช้
อินเตอร์เน็ตในการส่ือสารกับผู้อื่น ใช้อุปกรณ์ไอซีทีเป็นเครื่องมืออานวยความสะดวก และทาให้
ชีวิตประจาวันมีความคล่องตัวมากขึ้น และใช้อุปกรณ์ไอซีทีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทางาน ใน
ชีวิตประจาวัน ท้ังหมดอยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 58.6 47.9 และ 47.9 ตามลาดับ
(ตารางท่ี 4.3)

ตารางที่ 4.4 ร้อยละของบคุ ลากรการประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชวี ิตประจาวนั

พจิ ารณาในรายขอ้

ข้อ การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยใี น รอ้ ยละความถี่ น้อยทส่ี ุด
ชวี ติ ประจาวัน มากทสี่ ุด มาก นอ้ ย 0.0
0.0
1. ท่านเขา้ ถึงการใช้บริการอินเตอร์เน็ต 56.4 33.6 10.0
0.0
2. ท่านใชอ้ ินเตอร์เน็ตในการตดิ ต่อสื่อสารกบั 58.6 35.7 5.7
0.0
ผ้อู ื่น
0.0
3. ทา่ นใชอ้ ปุ กรณไ์ อซที เี ป็นเคร่อื งมอื อานวย 47.9 47.9 4.2

ความสะดวก และทาให้ชวี ิตประจาวนั มี

ความคล่องตัวมากขนึ้

4. ทา่ นใชอ้ ปุ กรณไ์ อซที เี พือ่ เพ่ิมประสิทธภิ าพ 47.9 44.3 7.8

การทางานในชีวิตประจาวัน

5. การใชอ้ นิ เตอรเ์ นต็ และอปุ กรณไ์ อซที ตี ่างๆ 46.5 47.1 6.4

ในปัจจุบนั ถือว่ามีความสาคัญ

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการให้บรกิ ารสถานกีฬา
ของงานบรกิ ารสถานกีฬา กองการกฬี า สานกั งานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

28

4. ปจั จัยทมี่ ีความสัมพนั ธต์ ่อการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในชวี ติ ประจาวนั

4.1 เพศ

ผลการวเิ คราะห์ความสัมพนั ธ์ระหว่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวัน

และเพศของบุคลากรที่ใชบ้ รกิ ารสถานกีฬา พบวา่ บุคลากรสว่ นใหญท่ ั้งเพศชาย และเพศหญงิ มรี ะดับ

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวติ ประจาวันในระดับสูง (18 – 20 คะแนน) คิดเป็นร้อยละ

54.9 และ 44.9 ตามลาดับ เป็นท่ีน่าสังเกตว่าบุคลากรบางส่วนเพศชาย และเพศหญิงมีระดับการ

ประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในชวี ิตประจาวันในระดับตา่ (12 – 14 คะแนน) คิดเปน็ ร้อยละ 9.9

และ 11.6 ตามลาดับ เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยค่าสถิติ Chi-square พบว่า ตัว

แปรทั้งสองไม่มีความสัมพนั ธ์กันอย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดบั 0.05 (ตารางท่ี 4.5)

ตารางที่ 4.5 รอ้ ยละของบุคลากรจาแนกตามระดับการประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศใน

ชวี ิตประจาวนั และเพศ

ระดับการประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยสี ารสนเทศฯ เพศ
ชาย หญิง

ระดับสูง (18 – 20 คะแนน) 54.9 44.9

ระดบั ปานกลาง (15 – 17 คะแนน) 35.2 43.5

ระดับตา่ (12 – 14 คะแนน) 9.9 11.6

รวม 100.0 (71) 100.0 (69)

Chi-Square = 1.407, Significance = 0.495, d.f. = 2.0

4.2 อายุ
ผลการวเิ คราะห์ความสัมพนั ธร์ ะหว่างการประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวติ ประจาวัน
และอายุของบุคลากรท่ีใช้บริการสถานกฬี า พบว่า บุคลากรที่มีอายุต่ากว่าหรอื เท่ากบั 23 ปี มีระดับ
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวันอยู่ในระดับสูง (18 – 20 คะแนน) คิดเป็น
ร้อยละ 53.0 เป็นท่ีน่าสังเกตว่าบุคลากรที่มีอายุต้ังแต่ 51 ปีข้ึนไปจะระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศอยู่ในระดับต่า (12 – 14 คะแนน) คดิ เป็นร้อยละ 66.7 เมอื่ ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่าง
ตัวแปรด้วยค่าสถิติ Chi-square พบว่า ตัวแปรท้ังสองมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดบั 0.01 (ตารางที่ 4.6)

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา
ของงานบริการสถานกีฬา กองการกีฬา สานกั งานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั ขอนแกน่

29

ตารางที่ 4.6 ร้อยละของบุคลากรจาแนกตามระดบั การประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน

ชีวติ ประจาวัน และอายุ

ระดับการประยกุ ตใ์ ช้ อายุ ตง้ั แต่ 51
เทคโนโลยีสารสนเทศฯ ต่ากวา่ หรอื ตัง้ แต่ ตง้ั แต่ ต้งั แต่ ปีขึ้นไป
เทา่ กบั 23 ปี 24 – 30 ปี 31 – 40 ปี 41 – 50 ปี
0.0
ระดับสูง 53.0 40.0 50.0 0.0
(18 – 20 คะแนน) 33.3

ระดบั ปานกลาง 40.9 20.0 40.0 50.0 66.7
(15 – 17 คะแนน) 100.0 (3)

ระดบั ตา่ 6.1 40.0 10.0 50.0
(12 – 14 คะแนน)

รวม 100.0 (115) 100.0 (10) 100.0 (10) 100.0 (2)

Chi-Square = 25.97, Significance = 0.001, d.f. = 8.0

4.3 ลกั ษณะผใู้ ช้บริการสถานกฬี าฯ
ผลการวเิ คราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวติ ประจาวัน
และลักษณะผู้ใช้บริการสถานศึกษา พบว่า บุคลากรท่ีเป็นนักเรียน/นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น
และบุคลากร/หน่วยงานภายในมหาวทิ ยาลัยขอนแก่น มีระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
อยู่ในระดับสูง (18 – 20 คะแนน) คิดเป็นร้อยละ 52.2 และ 54.5 ตามลาดับ เป็นท่ีน่าสังเกตว่ายงั มี
นกั เรียน/นกั ศึกษามหาวิทยาลยั ขอนแกน่ มีการประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวันอยู่
ในระดับต่า (12 – 14 คะแนน) คิดเป็นละ 6.2 เม่ือทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยค่าสถติ ิ
Chi-square พบว่า ตัวแปรท้งั สองไมม่ ีความสมั พนั ธก์ ันอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติท่ีระดบั 0.05 (ตาราง
ที่ 4.7)

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา
ของงานบริการสถานกฬี า กองการกฬี า สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั ขอนแกน่

30

ตารางที่ 4.7 รอ้ ยละของบคุ ลากรจาแนกตามระดับการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศใน

ชวี ติ ประจาวัน และลกั ษณะผใู้ ช้บริการสถานกฬี า

ลกั ษณะผู้ใช้บริการสถานกีฬา

ระดับการประยุกตใ์ ช้ นักเรียน/นกั ศึกษา บุคลากร/ บุคลากร/
เทคโนโลยีสารสนเทศฯ มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ หนว่ ยงานภายใน หนว่ ยงานภายนอก
มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่

ระดับสงู 52.2 54.5 31.2
(18 – 20 คะแนน)

ระดบั ปานกลาง 41.6 18.2 37.5
(15 – 17 คะแนน)

ระดับตา่ 6.2 27.3 31.3
(12 – 14 คะแนน)

รวม 100.0 (113) 100.0 (11) 100.0 (16)

Chi-Square = 13.97, Significance = 0.007, d.f. = 4.0

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา
ของงานบริการสถานกฬี า กองการกฬี า สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

บทที่ 5
สรุปผลและขอ้ เสนอแนะ

การวิจัยเร่ือง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา งานบริการ
สถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีวัตถุประสงค์การวิจัย
เพื่อสารวจการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา งานบริการสถานกีฬา
กองการกฬี า สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยขอนแกน่ และศึกษารูปแบบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา งานบริการสถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธิการบดี
มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณในการศึกษา เคร่ืองมือในการวิจัยคือ
แบบสอบถาม และทาการวิจัยจากกลุ่มเป้าหมายท่ีใช้บริการของงานบริการสถานกีฬา ประกอบไป
ด้วย นกั เรยี น/นกั ศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น บคุ ลากร/หน่วยงานภายในมหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ และ
บุคลากร/หนว่ ยงานภายนอกมหาวทิ ยาลัยขอนแก่น จานวนทั้งสิ้น 140 คน ในการวิเคราะห์ข้อมลู ได้
ดาเนินการเป็น 2 ข้ันตอน ได้แก่ 1) ใช้สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย
ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ค่ามธั ยฐาน ค่าสูงสุด และค่าตา่ สดุ เพ่ืออธบิ ายคุณลักษณะสาคัญของบคุ ลากรฯ
2) ใชก้ ารวเิ คราะห์ตารางไขว้ (Crosstabulation) เพ่ือวเิ คราะห์การกระจายขอ้ มูลระหว่างคุณลกั ษณะ
สาคัญของกลุ่มตัวอย่าง กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของบุคลากร ท้ังนี้ลักษณะสาคัญของกลุ่ม
ตัวอย่างที่กาหนดไว้ คือ เพศ อายุ ลักษณะผู้ใช้บริการ โดยใช้สถิติ Chi-Square สาหรับการนาเสนอ
ผลการวิเคราะห์ในรปู แบบการพรรณนา ได้แก่ การนาเสนอผลการวิเคราะหใ์ นรูปแบบตาราง ส่วนการ
นาเสนอตารางไขว้ ใช้ค่ารอ้ ยละในการแสดงผลขอ้ มลู ดว้ ย คณะผวู้ จิ ยั ขอนาเสนอดังน้ี

1. สรปุ ผลการวจิ ยั
2. ข้อเสนอแนะ

1. สรปุ ผลการวจิ ยั
1.1 ขอ้ มลู คณุ ลักษณะสว่ นบคุ คล
จากผลการวิเคราะห์ข้อมลู คุณลักษณะสว่ นบุคคลของบุคลากรที่ใช้บรกิ ารสถานกีฬา กองการ

กฬี า สานักงานอธิการบดี มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ พบวา่ สว่ นใหญ่คิดเป็นเพศชาย คดิ เป็นร้อยละ 50.7
ซ่ึงห่างจากเพศหญิงไม่มากนัก และบุคลากรผู้ใช้บริการส่วนใหญ่มีอายุต่ากว่าหรือเท่ากับ 23 ปี คิด
เป็นร้อยละ 82.1 เป็นท่ีน่าสังเกตว่าบุคลากรท่ีมีช่วงอายุระหว่าง 41 – 50 ปี มีเพียงร้อยละ 1.4
เท่านั้น และเม่ือพิจารณาในประเด็นลักษณะผู้ใช้บริการสถานกีฬาส่วนใหญ่ พบว่า ส่วนใหญ่
ผ้ใู ช้บรกิ ารสถานกฬี าเปน็ นักเรียน/นักศกึ ษามหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 80.7 รองลงมาเป็น

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการให้บรกิ ารสถานกฬี า
ของงานบรกิ ารสถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยขอนแกน่

32

บคุ ลากร/หน่วยงานภายนอกมหาวิทยาลยั ขอนแกน่ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 11.4 เป็นที่น่าสังเกตว่าบคุ ลากร/
หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น มเี พยี งร้อยละ 7.9

1.2 รปู แบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมตอ่ การบริการสถานกีฬา
ผลการวิเคราะห์รูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีเหมาะสมต่อการบริการสถานกีฬาของ
บคุ ลากรทใ่ี ชบ้ รกิ ารสถานกีฬา พบว่า บุคลากรสว่ นใหญ่อยากให้ประเด็นสารสนเทศสามารถเข้าถึงได้
งา่ ย เช่นผ่านอินเตอรเ์ นต็ ผ่านมือถอื อยใู่ นระดบั มากและมากทส่ี ดุ รวมคดิ เป็นร้อยละ 90.0 รองลงมา
ในประเด็นผู้ใช้บริการทุกคนสามารถเข้าใช้บริการผ่านสารสนเทศของงานบริการสถานกีฬาได้ เช่น
การจองสถานกฬี า จองห้องประชมุ หรือแจ้งซอ่ มแซม และในประเดน็ รปู แบบสารสนเทศมคี วามเรียบ
ง่าย สะดวก อยู่ในระดับมากและมากท่ีสุด คิดเป็นร้อยละ 87.1 และ 89.3 ตามลาดับ ส่วนประเด็น
บุคลากรคิดว่าควรจัดทาสารสนเทศ เช่น Website Application โปรแกรม เพ่ือความสะดวก และ
ง่ายต่อการติดตอ่ ขอใช้บรกิ ารสถานกีฬาดว้ ยตนเอง บคุ ลากรใหร้ ะดับความเหมาะสมในระดับมากและ
มากที่สดุ คิดเปน็ ร้อยละ 80.7
1.3 การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในชีวติ ประจาวัน
ผลการวิเคราะห์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวันของบุคลากรใน
ภาพรวม พบว่า บุคลากรที่ใช้บริการสถานกีฬาส่วนใหญ่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน
ภาพรวมอยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 50.0 เป็นท่ีน่าสังเกตว่ายังมีบุคลากรที่ใช้บริการสถานกีฬา
บางสว่ นมกี ารประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในระดบั ตอ่ ตา่ คดิ เป็นรอ้ ยละ 10.7
ส่วนผลการวเิ คราะห์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวนั ของบุคลากรในกี่
พิจารณารายข้อ พบว่า บุคลากรที่ใช้บริการสถานกีฬาส่วนใหญ่สามารถเข้ าถึงการใช้บริการ
อินเตอร์เน็ต ในระดับมากและมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 90.0 รองลงมาเป็นประเด็นบุคลากรใช้
อินเตอร์เน็ตในการสื่อสารกับผู้อ่ืน ใช้อุปกรณ์ไอซีทีเป็นเคร่ืองมืออานวยความสะดวก และทาให้
ชีวิตประจาวันมีความคล่องตัวมากข้ึน และใช้อุปกรณ์ไอซีทีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทางานใน
ชีวิตประจาวัน ทง้ั หมดอยใู่ นระดับมากทีส่ ุด คดิ เป็นรอ้ ยละ 58.6 47.9 และ 47.9 ตามลาดบั
1.4 ปจั จัยที่มคี วามสมั พนั ธต์ อ่ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวติ ประจาวัน

1.4.1 เพศ
ผลก าร วิ เคร าะห์ความสัมพันธ์ร ะหว่ างการประ ยุก ต์ใช้เทคโนโลยีสาร สนเทศใน
ชีวิตประจาวัน และเพศของบุคลากรที่ใช้บริการสถานกีฬา พบว่า บุคลากรส่วนใหญท่ ้ังเพศชาย และ
เพศหญิงมีระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวันในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ
54.9 และ 44.9 ตามลาดับ เป็นที่น่าสังเกตว่าบุคลากรบางส่วนเพศชาย และเพศหญิงมีระดับการ
ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวันในระดับต่า คิดเป็นร้อยละ 9.9 และ 11.6

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการใหบ้ ริการสถานกฬี า
ของงานบรกิ ารสถานกีฬา กองการกีฬา สานกั งานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

33

ตามลาดับ เม่ือทดสอบความสมั พันธร์ ะหว่างตวั แปรด้วยค่าสถิติ Chi-square พบวา่ ตัวแปรทัง้ สองไม่
มคี วามสมั พนั ธก์ นั อย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ 0.05

1.4.2 อายุ
ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน
ชวี ติ ประจาวัน และอายุของบุคลากรท่ีใชบ้ ริการสถานกฬี า พบว่า บคุ ลากรท่ีมอี ายุต่ากว่าหรือเท่ากับ
23 ปี มีระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจาวันอยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ
53.0 เป็นท่ีน่าสังเกตว่าบุคลากรที่มีอายุต้ังแต่ 51 ปีขึ้นไปจะระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศอยู่ในระดับต่า คิดเป็นร้อยละ 66.7 เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยค่าสถติ ิ
Chi-square พบวา่ ตัวแปรทัง้ สองมคี วามสมั พันธก์ นั อยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิทีร่ ะดับ 0.01
1.4.3 ลักษณะผู้ใชบ้ ริการสถานกีฬาฯ
ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน
ชีวิตประจาวัน และลักษณะผู้ใช้บริการสถานศึกษา พบว่า บุคลากรที่เป็นนักเรียน/นักศึกษา
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ และบุคลากร/หนว่ ยงานภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีระดบั การประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ในระดับสงู คิดเปน็ รอ้ ยละ 52.2 และ 54.5 ตามลาดบั เป็นทีน่ ่าสงั เกตวา่ ยังมี
นกั เรยี น/นกั ศึกษามหาวิทยาลยั ขอนแก่น มีการประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชวี ิตประจาวันอยู่
ในระดับต่า คิดเป็นละ 6.2 เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยค่าสถิติ Chi-square พบว่า
ตวั แปรทั้งสองไม่มีความสมั พนั ธ์กันอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดับ 0.05

2. ขอ้ เสนอแนะ
2.1 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
1) จากผลการวจิ ัย พบวา่ บคุ ลากรท่ีใช้บริการสถานกีฬาส่วนใหญ่มกี ารประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยี

สารสนเทศในภาพรวมอย่ใู นระดับสูง ควรมีการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริการสถานกฬี า
โดยสารสนเทศต้องสามารถเขา้ ถงึ ไดง้ ่าย เช่นผ่านอนิ เตอร์เนต็ ผา่ นมือถอื เปน็ ตน้

2) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน
ชีวิตประจาวัน และลักษณะผู้ใช้บริการสถานศึกษา พบว่า บุคลากรที่เป็นนักเรียน/นักศึกษา
มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ และบุคลากร/หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยขอนแกน่ มรี ะดบั การประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ในระดับสูง ดังน้ันหน่วยงานต้องพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเน้นถึง
กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศได้ง่าย อาจเริ่มจากการทดลอง
สารสนเทศกับกลุ่มนักเรียน/นักศกึ ษามหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ ซึง่ เป็นกล่มุ เป้าหมายทีข่ อใช้บริการสถาน
กีฬามากที่สดุ

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา
ของงานบริการสถานกฬี า กองการกีฬา สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั ขอนแกน่

34
3) จากผลการวิจัย มหาวิทยาลัยต้นสังกัดต้องพยายามผลักดันนโยบายเก่ียวกับเทคโนโลยี
สารสนเทศใหม้ าประยุกตใ์ ช้งานกับการทางานของสถานกฬี ามากยงิ่ ข้ึน
2.2 ข้อเสนอแนะในการทาวิจัยครั้งตอ่ ไป
1) ในการวิจัยคร้ังต่อไปควรเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกและทราบถึงความ
ตอ้ งการในความตอ้ งการเทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างจรงิ จัง

การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการใหบ้ รกิ ารสถานกฬี า
ของงานบรกิ ารสถานกีฬา กองการกีฬา สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแกน่

35

บรรณานกุ รม

กญั ญารตั น์ ออ่ นศร.ี 2553. การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศของบุคลากรโรงพยาบาลชุมชน สังกัด
กระทรวงสาธารณสุข จงั หวดั สระบุร.ี วทิ ยานิพนธ์หลกั สตู รบริหารธรุ กิจมหาบัณฑิต.
สาขาวิชาบรหิ ารธุรกจิ บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยธุรกิจบัณฑติ .

ธนาทร ทองจนั ทร์. 2558. การประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ สาหรบั การพัฒนาระบบ
ฐานข้อมูลบุคลากร ในการใหบ้ ริการสารสนเทศ และการปรับขึน้ เงินเดอื น โรงเรียน
วรนารเี ฉลมิ สงขลา. มหาวิทยาลยั หาดใหญ.่

สนั่น หวานแท.้ 2553. การพัฒนาระบบสารสนเทศเพ่ือการจัดเก็บและการสบื ค้น สาหรบั การ
บริหารงานบคุ คล คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศิลปากร. มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร

สิริชัย แสงสวุ รรณ. 2558. พฤติกรรมการใช้ส่ือดิจิทัลของผ้บู รโิ ภคในเขตกรุงเทพมหานคร. การ
คน้ คว้าอสิ ระ. สาขาวชิ านเิ ทศศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั กรุงเทพ.

สุวิมล คงศักดิ์ตระกลู และดนัย มณฑาทิพยก์ ุล. 2551. การสารวจการใช้และทกั ษะดา้ นไอซที ีของ
บคุ ลากร มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ.

อรรถพล กิตตธิ นาชยั . 2555. พฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่สมั พนั ธ์ตอ่ สมรรถนะของ
นักเรียนโรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รตประสานมติ ร (ฝ่ายมัธยม).
สารนิพนธ์ กศ.ม. (เทคโนโลยที างการศึกษา). กรุงเทพฯ บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั
มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ.

การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในการใหบ้ ริการสถานกฬี า
ของงานบริการสถานกีฬา กองการกฬี า สานกั งานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ภาคผนวก

การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการให้บรกิ ารสถานกฬี า
ของงานบรกิ ารสถานกีฬา กองการกฬี า สานกั งานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

37

ภาคผนวก ก
แบบสอบถาม

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในการให้บริการสถานกฬี า
ของงานบรกิ ารสถานกฬี า กองการกีฬา สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

38

แบบสอบถาม
เร่อื ง การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการใหบ้ รกิ ารสถานกฬี า ของงานบริการสถานกฬี า กองการ
กฬี า สานกั งานอธิการบดี มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น

แบบสอบถามเชิงปรมิ าณสาหรบั การเก็บรวบรวมข้อมูลน้ี มีวัตถุประสงคเ์ พ่ือศึกษาสภาพปจั จุบันของการ
ให้บริการสถานกีฬา ของงานบริการสถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษา
รูปแบบและวิธีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกีฬา ตลอดจนเพื่อจัดทาโปรแกรม
คอมพิวเตอร์ในการขอใช้บริการสถานกีฬา โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ขอใช้บริการสถานกีฬา ทั้งหน่วยงานภายใน
มหาวิทยาลัยขอนแก่น และหน่วยงานภายนอกมหาวิทยาลยั ขอนแก่น จึงใคร่ขอความรว่ มมือจากทา่ นในการตอบ
คาถามตามความจริงและครบถว้ นทกุ ขอ้ คาถาม การศึกษาครง้ั น้ไี ดค้ านึงถึงจริยธรรมการวจิ ัยอย่างเครง่ ครัด คาตอบ
ของแตล่ ะท่านจะถกู เก็บเป็น

แบบสอบถามชุดน้ี ประกอบไปด้วย 3 ส่วน
ส่วนท่ี 1 ขอ้ มูลคุณลกั ษณะส่วนบุคคล
สว่ นท่ี 2 การประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยใี นชวี ติ ประจาวนั
ส่วนท่ี 3 รปู แบบสารสนเทศท่ีเหมาะสมตอ่ การบรกิ ารสถานกีฬา

คณะผู้วิจัย
นาย เฉลิมพล แสงแกว้
นาย ภาสพนั ธ์ จโิ นทา

ส่วนท่ี 1 ข้อมูลคุณลักษณะส่วนบุคคล
คาชีแ้ จง: โปรดทาเครือ่ งหมาย √ ลงใน □ และเตมิ ข้อความลงในชอ่ งวา่ งของแตล่ ะคาถามตามความเป็นจรงิ
1. เพศ

□ 1.ชาย □ 2. หญิง
2. อายุ .......................ปี
3.ลกั ษณะผูใ้ ชบ้ ริการสถานกีฬา

□ 1.นกั ศกึ ษามหาวิทยาลัยขอนแก่น □ 2.บคุ ลากรในมหาวิทยาลยั ขอนแก่น
□ 3.บคุ คล/หนว่ ยงานภายนอก

การประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการให้บรกิ ารสถานกฬี า
ของงานบริการสถานกฬี า กองการกีฬา สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

39

คำชี้แจงส่วนที่ 2 และสว่ นที่ 3 โปรดทำเครอื่ งหมำย ✓ ลงในช่องที่ตรงกับท่ำนมำกท่ีสุดเพยี งคำตอบเดียว

โดยมีเกณฑ์ 4 ระดบั ดงั นี้

มำกท่สี ุด หมำยถึง ประเด็นทที่ ่ำนเลือกมคี วำมเหมำะสมอยู่ในระดับมำกทส่ี ดุ

มำก หมำยถงึ ประเด็นท่ีท่ำนเลือกมคี วำมเหมำะสมอยใู่ นระดับมำก

นอ้ ย หมำยถึง ประเด็นท่ที ่ำนเลอื กมีควำมเหมำะสมอยูใ่ นระดับนอ้ ย

น้อยทีส่ ุด หมำยถงึ ประเด็นท่ที ่ำนเลือกมคี วำมเหมำะสมในระดบั น้อยทีส่ ดุ

สว่ นที่ 2 การประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจาวนั

ขอ้ การประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยใี นชีวติ ประจาวัน มากที่สุด ระดบั ความถ่ี น้อยท่สี ุด
มาก น้อย น้อยทสี่ ุด

1. ท่านเข้าถงึ การใช้บรกิ ารอนิ เตอร์เน็ต

2. ทา่ นใช้อินเตอร์เน็ตในการติดต่อสือ่ สารกบั ผู้อ่นื

3. ทา่ นใช้อปุ กรณไ์ อซที ีเป็นเครือ่ งมอื อานวยความสะดวก

และทาใหช้ วี ิตประจาวันมีความคลอ่ งตวั มากขนึ้

4. ทา่ นใชอ้ ปุ กรณไ์ อซที ีเพ่อื เพ่มิ ประสิทธิภาพการทางาน

ในชวี ิตประจาวัน

5. การใชอ้ นิ เตอรเ์ น็ตและอปุ กรณ์ไอซที ีต่างๆ ในปัจจบุ ัน

ถอื ว่ามีความสาคญั

ส่วนที่ 3 รปู แบบสารสนเทศท่เี หมาะสมตอ่ การบรกิ ารสถานกฬี า

ขอ้ รปู แบบสารสนเทศทเี่ หมาะสม มากทสี่ ุด ระดบั ความเหมาะสม
ต่อการบริการสถานกฬี า มาก น้อย

1. สารสนเทศสามารถเข้าถึงได้ง่าย เชน่ ผ่านอินเตอร์เน็ต

2. บคุ ลากรทุกคนสามารถเข้าใช้บรกิ ารผ่านสารสนเทศ

ของงานบรกิ ารสถานกฬี าได้ เชน่ การจองสนามกฬี า

หรอื จองหอ้ งประชมุ ต่างๆ

3. รปู แบบของสารสนเทศมคี วามเรียบงา่ ย

4. มีขอ้ มลู ข่าวสารทส่ี าคญั เกีย่ วข้องกบั สถานกฬี าใน

มหาวทิ ยาลัยขอนแก่นอยูเ่ สมอ

5. ทา่ นคดิ ว่าควรจดั ทาสารสนเทศ เช่น Website

Application เพอื่ ความสะดวก และงา่ ยต่อการตดิ ต่อ

สถานกฬี าด้วยตนเอง

ข้อเสนอแนะ ………………………………………………………………..………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการใหบ้ ริการสถานกีฬา
ของงานบรกิ ารสถานกีฬา กองการกีฬา สานักงานอธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

40

ภาคผนวก ข
โครงการ

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการให้บริการสถานกฬี า
ของงานบริการสถานกฬี า กองการกีฬา สานกั งานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น


Click to View FlipBook Version