The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by หน่อง ถามะพันธ์, 2022-05-11 23:43:48

6421126009-e-book R6

6421126009-e-book R6

คำนำ

หนังสือเลมนี้จัดทำขึ้นเพื่อเปนสวนหนึ่งของรายวิชา ประวัติศาสตรไทย
รหัสวิชา ๒๑๙๔๑๐๖ โดยมีจุดประสงค เพื่อเปนการศึกษาหาความรูจากเรื่อง
พระมหากษตั รยิ ไ ทย รชั กาลท๖่ี ซง่ึ เนอ้ื หาเกย่ี วกบั พระราชลญั จกรประจำพระองค
พระราชประวัติของพระองค พระราชกรณียกิจในดานตางๆของพระองค อาทิ
เชน ดา นการเมอื งการปกครอง, ดา นเศรษฐกจิ ,ดา นการคมนาคมขนสง ,ดา นการศกึ ษา,
ดานสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งองคการศึกษา วิทยาศาสตร และวัฒนธรรมแหง
สหประชาชาติหรือยูเนสโก ยังถวายพระราชสมัญญานามพระองค วา สมเด็จพระ
มหาธีรราชเจา อกี ดว ย

ผูจัดทำหวังวา การจัดทำรายงานเลมนี้จะเปนประโยชนกับผูอาน หรือ
นักเรียนนักศึกษา ที่กำลังหาขอมูลเรื่องนี้อยู หากมีขอแนะนำหรือขอผิดพลาด
ประการใด ผูจ ดั ทำขอนอ มรับไวแ ละขออภัยมา ณ ทน่ี ดี้ วย

นางสาวชาลนิ นั ท สวุ รรณรตั นมณี
ผจู ัดทำ

สารบญั ๑

พระราชลญั จกรประจำพระองค ๕
พระราชประวัตขิ องพระองค ๙
พระราชกรณียกิจดา นการเมอื งการปกครอง ๑๐
พระราชกรณยี กจิ ดา นเศรษฐกจิ ๑๒
พระราชกรณียกจิ ดา นการคมนาคมขนสง ๑๔
พระราชกรณียกจิ ดา นการศึกษา
พระราชกรณยี กิจดานสังคมและวัฒนธรรม

รชั กาลท่ี ๖

พระราชลัญจกรประจำพระองครชั กาลท่ี ๖

เปน ตรางาชาง ลักษณะกลมรี รูปวชริ าวุธ มีรศั มี
ประดษิ ฐานบนพานทองสองช้ันตัง้ อยูเหนอื ตง่ั มฉี ัตรบรวิ าร ๒ขาง
เปน สัญลกั ษณของพระปรมาภไิ ธยวา วชริ าวธุ หมายถงึ ศัสตราวุธของพระอนิ ทร

รักราช จงจติ นอ ม ภักดี ทา นนา
รกั ชาติ กอบกรณีย แนว ไว
รกั ศาสน กอบบญุ ตรี สจุ รติ ถว นเทอญ
รกั ศกั ด์ิ จงจติ ให โลกซรองสรรเสริญฯ...

บทหนึ่งของโคลง “สยามานุสสติ”
พระราชนิพนธใ นพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกลา เจา อยูหัว รชั กาลที่ ๖



พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู ัว รชั กาลท่ี ๖
พระนามเดิมวา สมเด็จพระเจาลูกยาเธอ เจาฟามหาวชริ าวธุ
เปนพระโอรสใน พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลาเจา อยูหวั
และสมเดจ็ พระศรพี ัชรนิ ทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนพี นั ปหลวง
เสดจ็ พระราชสมภพ เมอ่ื วันเสารท ่ี ๑ มกราคม พุทธศกั ราช ๒๔๒๔

พทุ ธศักราช ๒๔๓๑ โปรดเกลา ฯ
สถาปนาเปน สมเดจ็ พระเจา ลกู ยาเธอ
เจา ฟามหาวชิราวุธ กรมขุนเทพทวาราวดี
ทรงศกึ ษาภาษาไทยเบ้อื งตน กับเจา พระยา
พระเสดจ็ สเุ รนทราธิบดี (ม.ร.ว. เปย มาลากลุ )
จากนนั้ ทรงศึกษาที่โรงเรียนราชกุมาร

ในพระบรมมหาราชวัง

ตอ มา พทุ ธศกั ราช ๒๔๓๖
สมเด็จพระบรมชนกนาถ
โปรดเกลาฯ ใหเ สดจ็ ฯ ไปศึกษาตอ

ณ ประเทศองั กฤษ



ครนั้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
เจา ฟา มหาวชิรณุ หิศ สยามมกฎุ ราชกมุ าร
สมเดจ็ พระเชษฐาธริ าช ประชวรและเสด็จทิวงคต
เมอ่ื วนั ท่ี ๘ มกราคม พทุ ธศักราช ๒๔๓๗
จงึ ทรงไดร ับสถาปนาเฉลมิ พระอสิ รยิ ยศขน้ึ เปน
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจาฟามหาวชิราวุธ

สยามมกฎุ ราชกุมาร
เมื่อวนั ที่ ๑๗ มกราคม พุทธศกั ราช ๒๔๓๗

พระชนมพรรษา ๑๓ พรรษา

ขณะทรงพระอิสริยยศ
สมเด็จพระบรมโอรสาธริ าช สยามมกุฎราชกุมาร

ทรงปฏิบตั ิพระราชกรณยี กิจแทนพระองค
ในการเสดจ็ เยือนนานาประเทศ
ทรงเขารว มพระราชพธิ ีสำคัญ

ของพระราชวงศประเทศตางๆ ในยุโรป

การศึกษา ณ ประเทศองั กฤษ ชว งแรกไดแก
วชิ าสามัญ จากนน้ั ทรงศึกษาทโ่ี รงเรียนนายรอ ยแซนดเฮริ สต

ตอมา ทรงศึกษาวชิ าประวตั ิศาสตร
กฎหมายและการปกครอง ทมี่ หาวทิ ยาลัยออกฟอรต

เม่อื ทรงสำเรจ็ การศกึ ษาแลว เสดจ็ นิวัตพิ ระนคร
เม่อื วนั ท่ี ๒๙ มกราคม พทุ ธศักราช ๒๔๔๕
ทรงดำรงพระยศเปน นายพลเอก
ราชองครักษ จเรทหารบก บงั คบั บญั ชา
กรมทหารมหาดเล็ก



พุทธศกั ราช ๒๔๔๗ ทรงผนวช ตอ มา เม่อื สมเดจ็ พระบรมชนกนาถ
ตามขตั ตยิ ราชประเพณี เสด็จประพาสยุโรป ครง้ั ท่ี ๒

ประทบั จำพรรษา ณ วดั บวรนเิ วศวิหาร ในพทุ ธศกั ราช ๒๔๕๐ โปรดเกลา ฯ ให
เปน ผูสำเรจ็ ราชการแผนดนิ แทนพระองค

ทรงปฏิบัติพระราชกรณกี ิจไดด เี ยีย่ ม

เมือ่ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจา อยูห วั เสดจ็ สวรรคต
เม่อื วนั ท่ี ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๓

ณ พระทนี่ ง่ั อัมพรสถาน สมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าช
เจา ฟา มหาวชิราวธุ สยามมกุฎราชกมุ าร

ไดเ สด็จเถลิงถวลั ยราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ
เปนพระมหากษตั รยิ  รชั กาลท่ี ๖
แหงพระบรมราชจักรวี งศ

วนั ท่ี ๑๐ สิงหาคม พทุ ธศักราช ๒๔๖๗
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัว โปรดเกลาฯ
ใหต ้ังพระราชพธิ ีราชาภเิ ษกสมรสกบั เจาจอมสุวทั นา

(นามเดิม คุณเครอื แกว อภัยวงศ)
ธดิ าของพระยาอภยั ภเู บศร (เลอ่ื ม อภัยวงศ)
และสถาปนาข้ึนเปนพระนางเจา สวุ ัทนา พระวรราชเทวี



ดานการปกครอง โดยเฉพาะสวนภมู ิภาค
โปรดเกลา ฯ ใหตราขอ บงั คบั ลกั ษณะ
การปกครองหวั เมอื ง เพอื่ การบริหารราชการ
สวนภูมภิ าค เปลีย่ นการเรียกชอ่ื เมอื ง
ใหเ ปน จังหวัด สว นมณฑลใหเปน ภาค ยงั ผลให
การบรหิ ารบา นเมืองเปน ระเบยี บมากขึ้น
พระราชกรณยี กจิ สำคัญอกี ประการหน่งึ ทรงตั้ง
“ดสุ ติ ธาน”ี เมือ่ วันท่ี ๒๑ กรกฎาคม พทุ ธศักราช ๒๔๖๑
เพอ่ื ทดลองรปู แบบประชาธปิ ไตยขนาดเล็ก มีพระราชดำริ

ใหทำอยางคอ ยเปน คอ ยไป

โปรดเกลาฯ ใหต ราพระราชบัญญตั ิขนาน
นามสกลุ เมอื่ พทุ ธศักราช ๒๔๕๖ เพือ่ เปน
หลักการสบื สายสกุลฝา ยบดิ าผใู หกำเนดิ

และตอมาพทุ ธศักราช ๒๔๖๐
เปล่ียนสรรพนามผูหญงิ จากทีเ่ คยเรียกอำแดง

เปน นาง หรือ นางสาว

พุทธศักราช ๒๔๕๕ มีบุคคลคณะหนึง่
คิดทำการปฏวิ ัตเิ ปลยี่ นแปลงการปกครอง
แตท ำการไมสำเร็จ เรยี กการปฏิวตั คิ รั้งน้วี า
“กบฏ ร.ศ. ๑๓๐” มีผูถูกจบั กุมลงโทษ

ตามคำพิพากษาศาล จำนวน ๒๓ คน
ตอมา พระราชทานอภยั โทษ
ซ่ึงแสดงถงึ แนวพระราชดำริ

ในการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย



เมอ่ื วนั ท่ี ๑ พฤษภาคม พุทธศกั ราช ๒๔๕๔
มพี ระราชดำรใิ หจัดตงั้ กองเสือปา

เพื่อฝกอบรมขาราชการพอ คา และพลเรือน
ใหไ ดร ับการฝก อยางทางทหาร เปนกำลังประเทศ

ในยามคบั ขัน มรี ะเบียบวินยั เคารพกฎหมาย
บานเมือง ปลูกฝง ใหม คี วามจงรักภักดี
ตอ ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ 
โดยเฉพาะสงเสรมิ ความกลา หาญ
เขมแขง็ สามคั คี และเสียสละ

มีการตงั้ กองเสอื ปา ในชื่ออ่นื ๆ ตามกจิ กรรม เชน
กองเสอื ปารกั ษาพระองค หรือ กองเสือปา หลวง

กองเสือปา รกั ษาแผนดิน
หรือกองเสือปารกั ษาดินแดน
กองเสือปาจึงเปน ท่รี วมขา ราชการ สามญั ชน
และพลเรือนทั่งประเทศ แบง เปน ๔ ภาค
ดแู ลตามกลุม จงั หวัด ถอื เปนตนแบบของ
ตำรวจตระเวนชายแดนในเวลาตอมา

วันที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศกั ราช ๒๔๕๔
โปรดเกลา ฯ ใหตง้ั กองลกู เสือเปน กจิ การของ
เยาวชนกองแรกขึน้ ณ โรงเรยี นมหาดเล็กหลวง

หรือโรงเรยี นวชริ าวุธวิทยาลัยในปจจุบัน
ตอมาจงึ ขยายกิจการไปตามโรงเรยี นตา งๆ
กำหนดใหครกู ำกบั โดยตำแหนง บรรจุ
วชิ าลกู เสืออยูในหลกั สตู รกระทรวงธรรมการ

และพระราชทานคำขวญั ใหล ูกเสือวา
“เสียชพี อยา เสียสัตย”



เดือนสิงหาคม พุทธศกั ราช ๒๔๕๗
เกดิ สงครามโลกคร้งั ท่ี ๑ ในทวีปยโุ รป

ระหวางกลมุ มหาอำนาจกลาง
ประกอบดว ย

เยอรมนี ออสเตรีย ฮงั การี เปนผูนำ
สงครามกบั ฝา ยสัมพันธมิตร
โดยอังกฤษ ผรัง่ เศส และรัสเซยี

ในชัน้ ตน ทรงรกั ษาความเปนกลางอยา งเครง ครดั ทรงตดิ ตามสถานการณสงครามอยางใกลชิด
ตอ มา เมอื่ วนั ที่ ๒๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๖๐มพี ระบรมราชโองการใหรว มกับฝา ยสัมพนั ธมิตร

โปรดเกลาใหประกาศรับอาสาสมคั รประมาณ ๑,๒๕๐ คน เพื่อเขา รว มรบในสมรภูมยิ โุ รป
เดินทางเม่ือ วนั ท่ี ๑๙ มถิ นุ ายน พทุ ธศกั ราช ๒๔๖๑

พทุ ธศกั ราช ๒๔๖๐ มีพระราชดำริ พุทธศกั ราช ๒๔๖๑ โปรดใหส งทหาร
ใหใชธงสามสี เพื่อความสงางาม เขา รวมรบในสงครามโลกคร้ังท่ี ๑
คือธงไตรรงค แทนธงชา งเผือก ทำใหธ งชัยเฉลิมพล ซ่ึงนำรูปแบบธงไตรรงค
เปนธงประจำชาตไิ ทยสบื มาตราบปจจบุ นั มาเปน พืน้ ไดไ ปโบกสะบดั ปรากฎแกสายตา
ชาวโลกในสมรภมู ิยโุ รปเปน ครั้งแรก



เม่อื สงครามยตุ ิ ฝา ยสัมพนั ธมติ ร
เปน ฝา ยชนะ ทหารไทยเดนิ ทางกลับ
ประเทศไทย วันท่ี ๒๔ มิถนุ ายน พทุ ธศกั ราช ๒๔๖๒
โปรดเกลา ฯ ใหสรางอนุสรณแหงการ

เขารว มสงครามโลกครั้งท่ี ๑ คอื
“วงเวยี น ๒๒ กรกฎา”

เขตปอมปราบศัตรพู าย กรงุ เทพมหานคร
เปน สถานทที่ พ่ี ระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยูหัว

ทรงประกาศสงคราม
และโปรดเกลาฯ ใหส รา ง “อนุสาวรียทหารอาสา”
สำหรบั บรรจุอัฐขิ องทหารอาสาทเี่ สยี ชวี ติ ในสมรภมู ิ
ณ บริเวณสนามสามเหลยี่ ม มุมตะวนั ตกเฉยี งเหนือ
ของสนามหลวง ตรงขามโรงละครแหง ชาติ

การสงกองทหารอาสาเขาสูสงครามโลกครัง้ ท่ี ๑ ไดกอใหเ กิดประโยชนห ลายประการ
เชน ไดรบั การยกยอ งเทาเทียมนานาอารยประเทศ ความไมเ ทา เทียมท่ีเคยมีคอ ยๆ นอยลง
ทำใหประเทศไทยมโี อกาสเจรจากับชาติมหาอำนาจแกไขสนธิสัญญาทไ่ี มเ ปน ธรรม เชน
สนธิสัญญาสทิ ธิสภาพนอกอาณาเขต ท้ังยงั ไดม โี อกาสเขา รว มลงนามในสนธสิ ัญญาสันติภาพ

ท่กี รงุ ปารีส และไดรับเชิญใหเขารว มกอตงั้ องคก ารสันนบิ าตชาติ



ดา นเศรษฐกจิ มพี ระราชดำรใิ หป ระชาชนรจู กั ทรงรเิ ร่ิมงานดานสหกรณ โดยตั้ง
การออมทรพั ย เพอ่ื ความมน่ั คงทางดา นเศรษฐกจิ “สหกรณวดั จันทรไ มจำกดั สนิ ใช”
ทต่ี ำบลวดั จันทร อำเภอเมอื ง จงั หวดั พษิ ณโุ ลก
ทรงตราพระราชบญั ญตั คิ ลงั ออมสนิ นับเปนสหกรณแหง แรกในประเทศไทย
สำหรบั เปน ทอ่ี อมทรพั ยเ มอ่ื พทุ ธศกั ราช

๒๔๕๖ ปจ จบุ นั คอื ธนาคารออมสนิ

โปรดใหก อ ต้ังบรษิ ทั ปนู ซเี มนตไทย เปน อตุ สาหกรรมขนาดใหญ
เพือ่ สรา งพื้นฐานใหเศรษฐกจิ ม่ันคง ลดการนำเขา จากตา งประเทศ

พทุ ธศกั ราช ๒๔๕๘ โปรดใหจดั ตง้ั กรมพาณิชย พทุ ธศกั ราช ๒๔๕๙ ประกาศหา มมอี บายมุข
กรมสรรพากร กรมตรวจเงนิ แผนดิน กรมสถติ ิ ลักษณะเส่ียงทาย หวย ก ข เพราะทำลาย
พยากรณ เพอื่ ใหคำปรกึ ษาแกหนว ยงานตางๆ เศรษฐกจิ ของชาติ ปตอ มาใหเลิกการพนันบอนเบ้ยี

สง เสริมสนบั สนุนการพาณิชยข องประเทศ



โปรดใหต ั้งกรมรถไฟหลวง ปรบั ปรุงและขยายกจิ การรถไฟตอ จากรชั สมยั พระบาทสมเด็จ
พระจลุ จอมเกลาเจา อยหู ัวเปนอนั มาก และขยายเสน ทางเดนิ รถไฟสายเหนอื อีสาน ภาคใต
และตะวันออก และเปด ใชส ถานรี ถไฟกรงุ เทพ หรือ สถานหี ัวลำโพง เมือ่ พทุ ธศักราช ๒๔๕๙

โปรดใหสรางสะพานพระราม ๖ พทุ ธศกั ราช ๒๔๖๓ ทรงวางรากฐาน
เชือ่ มเสน ทางรถไฟภาคใต การคมนาคมทางอากาศ ขนสงไปรษณียภัณฑ
สศู นู ยก ลางทหี่ วั ลำโพง
ระหวางกรุงเทพฯ กับจังหวดั นครราชสมี า
ตอ มา จึงตั้งเปน กรมอากาศยาน

พทุ ธศกั ราช ๒๔๕๖ โปรดใหต ้ังสถานีวิทยโุ ทรเลข ๒ สถานี คอื ตำบลศาลาแดงในกรุงเทพฯ
และท่จี ังหวดั สงขลา ทรงบญั ญตั ิศพั ทภ าษาไทยวา “วิทยุ”

๑๐

เมอ่ื วันท่ี ๓๐ กันยายน พุทธศกั ราช ๒๔๕๗ โปรดใหจดั ตง้ั “กรมทดนำ้ ” ตอมา
โปรดให สรา งเขอ่ื นพระราม ๖ เขือ่ นทดน้ำขนาดใหญแหง แรกของประเทศไทย ท่ีตำบลทา หลวง
อำเภอทาเรือ จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา สามารถชวยขยายพ้นื ทเ่ี พาะปลูกเพม่ิ ข้ึน ๖๘๐,๐๐๐ ไร

พระราชทานท่ีดนิ สวนพระองค
๑๔๑ ไร ๔๘ ตารางวา

สรา ง “โรงพยาบาลจฬุ าลงกรณ”
ถวายเปน พระอนุสรณ

แดส มเด็จพระบรมชนกนาถ
ทรงกอ ต้ัง”สถานเสาวภา”เปนพระอนุสรณ
แดส มเด็จพระบรมชชนนี (สมเด็จพระศรีพชั รินทรา
บรมราชนิ ี พระบรมราชชนนพี นั ปห ลวง)
สถานเสาวภา น้ีเปนสถานทผ่ี ลติ วคั ซนี และเซรุม
สำหรับปองกนั และรักษาโรคไขทรพษิ พษิ สนุ ขั บา และพษิ งู
ทีต่ ้งั อาคารเปน สว นหนึ่งของสถากาชาดไทย

รวมถงึ พระราชทาน
พระราชทรพั ยสราง “วชิรพยาบาล”ทถ่ี นนสามเสน

๑๑

ทรงตระหนักถงึ ความสำคัญของการศึกษา
จงึ ทรงสรา งโรงเรยี นแทนการสรางวดั
พทุ ธศกั ราช ๒๔๕๓
พระราชทานทีด่ ินและพระราชทรพั ย
กอ สรา งโรงเรยี นมหาดเล็ก
ในพระบรมมหาราชวัง
ตอ มา เปล่ยี นเปน
โรงเรยี นขา ราชการพลเรอื น

พุทธศกั ราช ๒๔๕๓ ตั้งโรงเรยี น พุทธศกั ราช ๒๔๕๔ โอนชา งสิบหมูม หาดเลก็
พาณิชยการวัดมหาพฤฒาราม และกรมพิพธิ ภัณฑจากกระทรวงธรรมการ
และวัดราชบรู ณะ เปน โรงเรยี นอาชีวะ รวมเปน “กรมศิลปากร” เพ่ือการอนรุ กั ษ

แหง แรกในประเทศ วัฒนธรรม ศลิ ปกรรม โบราณคดี
และโบราณสถานแหงชาติ

พทุ ธศกั ราช ๒๔๕๖ ต้งั โรงเรียน “เพาะชา ง” พทุ ธศกั ราช ๒๔๕๖ ต้ังโรงเรียนครสู ตรี (ปจ จบุ ัน
เพือ่ ฝกฝนเยาวชนใหส ืบทอดงานศลิ ปกรรม คือโรงเรียนเบญจมราชาลัย) เพ่อื เลือกนกั เรียน
สตรจี ากมณฑลตา งๆ มาอบรมฝก หัดการเปน
อันเปน เอกลักษณของชาติ ครู ใหกลบั ไปเปน ครูทีบ่ านเกิด และมีการเปด
โรงเรียนสตรีประจำจังหวดั อยา งแพรห ลาย

๑๒

พทุ ธศักราช ๒๔๕๗ จดั ตงั้ โรงเรียน
นางพยาบาลสภากาชาดแหง แรกในสยาม
เม่ือแรกดำเนินการ ขึน้ อยกู ับแผนกศกึ ษา
โรงพยาบาลจฬุ าลงกรณ (กองพยาบาล

ทหารบกกลาง กระทรวงกลาโหม)

พทุ ธศักราช ๒๔๕๙ ยกฐานะโรงเรยี นขา ราชการ
พลเรอื น สถาปนาเปน จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย
ยังผลใหเ กดิ ประโยชนด า นการศกึ ษาของชาติ

อยางกวางขวาง
พทุ ธศักราช ๒๔๖๐ จดั ตงั้ โรงเรยี น
ฝก หดั ครปู ระถมกสกิ รรมแหงแรก
ณ หอวังหรอื บานสวนหลวงสระปทุม

ใหก ารศึกษาดา นเกษตรกรรม
พุทธศักราช ๒๔๖๑

ตราพระราชบญั ญัติโฺ รงเรียนราษฎร
ควบคมุ ใหก ารศึกษาภาคเอกชน

มปี ระสิทธิภาพ
พุทธศกั ราช ๒๔๖๔ ตราพระราชบัญญัติฺ
ประถมศึกษา บงั คบั ใหเ ด็กท่ีอายตุ ้งั แต ๗ ปข ้ึนไป
เขาเรยี นหนงั สือในโรงเรยี นจนถงึ อายุ ๑๔ ป

โดยไมเ สียคา เลาเรยี น

๑๓

ทรงทำนุบำรุงวัดวาอารามตา งๆ
ทรงปรับปรงุ การปกครองสงฆ และ
ขยายการศึกษา และทรงสง เสรมิ
สนบั สนนุ การเผยแผพุทธศาสนา

อยางกวางขวาง
หากแตมีพระราชดำรวิ า วัดน้นั มีจำนวนมากมายแลว

โปรดใหส รางโรงเรียนแทน จึงปรากฎมีโรงเรียน
เกดิ ขน้ึ เปนอนั มาก

ทรงพระราชนิพนธเร่ืองราวเก่ยี วกับ
พระพทุ ธศาสนาไวห ลายเรือ่ ง เชน
เทศนาเสอื ปา พระพุทธเจา ตรสั รูอะไร
แปล “เทศนามงคลวิเสสกถา” ท่ที รงไว
เปน ภาษาอังกฤษ ซง่ึ รัฐบาลพมา ขณะนัน้
ขอพระราชทานพระบรมราชานญุ าต

นำไปอบรมสอนทหารของตน

โปรดเกลาฯ ใหอัญเชิญพระพทุ ธรปู
ทม่ี เี พยี งพระเศียร พระหัตถ และพระบาท
จากเมอื งศรีสัชนาลัย มาปฏสิ งั ขรณใหส มบูรณง ดงาม

พระราชทานนามวา
“พระรวงโรจนฤทธศิ์ รีอนิ ทราทิตยธรรมโมภาส
มหาวชริ าวุธราชปูชนียบพิตร” ประดิษฐาน

ณ ซุม ประตดู านเหนอื องคพ ระปฐมเจดยี 

๑๔

ทรงเปน พระมหากษตั ริยท่มี ีงานพระราชนพิ นธ
มากที่สุด ถงึ ๑,๒๓๖ เร่อื ง

ดวยทรงใฝพระราชหฤทัยในการประพนั ธ
ตัง้ แตท รงพระเยาว ทรงเช่ยี วชาญทั้งรอยแกว

และรอยกรองทกุ ประเภท ทั้งโคลง ฉันท
กาพย กลอน

บทพระราชนพิ นธทัง้ วรรณคดี กวนี ิพนธ ทรงต้ังวรรณคดีสโมสร เพอื่ ยกยอ ง
บทละครรอ ง บทละครรำ บางสว นคอื งานที่มคี ุณคาของชาติ สงเสริมสนบั สนนุ
พระนลคำหลวง นารายณส บิ ปาง มัทนะพาธา
หัวใจนักรบ เวนสิ วาณชิ เทศนาเสอื ปา ดานวรรณกรรมอยางเสรี เกดิ กวี
นิทานทองอนิ กฎหมายทะเล กันปวย นักประพนั ธส ำคญั ๆ หลายทาน

โปรดเกลาฯ ใหออกหนังสือพิมพ ทรงพระราชนพิ นธบทความลงในหนังสอื พิมพ
ไดแก หนังสอื พมิ พท วปี ญ ญา และ ดสุ ติ สมติ เปน ประจำ พระบรมนามาภิไธยทที่ รงใช
ในการประพนั ธน ัน้ มีท้งั พระนามจริง และ
เปนหนังสือพิมพเ ฉพาะกลมุ
ซ่งึ แพรห ลายมากในขณะน้นั พระนามแฝง เชน อัศวพาหุ ศรีอยธุ ยา รามจิตติ
พนั แหลม นายแกวนายขวญั นอ ยลา และ สุครีพ

๑๕

ในรชั สมัยน้ี การละคร โขนนาฏศลิ ป โปรดใหต ั้งกรมมหรสพเพอ่ื สง เสริมศลิ ปวฒั นธรรม
และการดนตรี รุงเรืองสูงสดุ ไทยใหม ั่นคงยิง่ ขึ้น ทรงตัง้ โรงละครหลวงจัด
แสดงนาฏศลิ ปแ ละดนตรไี ทย
ใหเ จริญวฒั นา เปน เอกลกั ษณของชาติ

ทรงพระอจั ฉรยิ ภาพในดา นสถาปตยกรรม ทรงประยกุ ตส ิ่งกอ สรา งไทย
ผสมผสานกับศิลปกรรมแบบสากลไดอยางกลมกลืนสงางดงาม สะทอ นถึง
การอนรุ ักษแ ละฟน ฟใู นเวลาเดียวกนั รชั กาลนี้นับไดวา เปนยคุ ฟนฟูศลิ ปะ
ไดแ ก หอประชมุ โรงเรยี นวชริ าวธุ วิทยาลยั ตึกคณะอกั ษรศาสตรจ ฬุ าลงกรณม หาวิทยาลัย

พระราชวงั สนามจนั ทร จังหวดั นครปฐม พระราชวังพญาไท
พระราชนเิ วศนมฤคทายวัน จงั หวัดเพชรบรุ ี ลวนเปนมรดกอนั มคี าของแผนดนิ

จิตรกรรม ภาพจติ รกรรมฝาผนัง ณ วหิ ารทิศ ในรชั สมยั วฒั นธรรมการแตง กายสตรไี ทย
พระปฐมเจดยี  ผนังพระอโุ บสถวัดระฆงั โฆสิตาราม เรม่ิ พฒั นา นยิ มไวผมยาวเกลา เปน มวย หรอื
ไวผมบอบแบบตะวนั ตก สวมผาซิ่นเปนผาถุง
ภาพเขยี นที่ผนังโดมพระทีน่ งั่ อนันตสมาคม แทนนงุ โจงกระเบน โปรดใหส ตรใี นราชสำนกั

แตง กายตามสมยั นยิ ม

๑๖

พระบาทสมเด็จพระมงกฏุ เกลาเจา อยหู ัว
ทรงพระประชวรดว ยพระโรคโลหิตเปนพิษในพระอุทร

เสด็จสวรรคต ณ พระทนี่ งั่ จักรพรรดพิ ิมาน
ในพระบรมราชวัง

วนั พฤหสั บดีท่ี ๒๖ พฤศจกิ ายน พุทธศกั ราช ๒๔๖๘
พระชนมายุ ๔๖ พรรษา

ทรงดำรงสริ ริ าชสมบัติ ๑๕ ป
กอนเสดจ็ สวรรคต ๒ ชว่ั โมง พระนางเจาสุวทั นาพระวรราชเทวี
มีประสตู ิการสมเด็จพระเจาภคินีเธอ เจาฟาเพชรรัตนราชสดุ า
สริ โิ สภาพณั ณวดี เปน พระราชธดิ าพระองคเ ดยี่ วในรชั กาลน้ี

ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกจิ
อันเปน คุณอเนกอนนั ตแ กช าตแิ ละ

ประชาชนชาวไทย
ดวยพระอจั ฉรยิ ภาพล้ำเลิศ
ทรงไดร ับการถวายพระราชสมญั ญา
“สมเด็จพระมหาธรี ราชเจา”
หมายถึง มหาราชผูท รงเปนจอมปราชญ
และในวาระครบ ๑๐๐ ป
วนั ที่ ๑ มกราคม พทุ ธศักราช ๒๕๒๔
องคการศึกษา วิทยาศาสตร และวัฒนธรรม
แหงสหประชาชาติหรือยเู นสโก (UNESCO)
ประกาศยกยองพระเกยี รตคิ ณุ
ใหทรงเปน บคุ คลสำคัญของโลก
ทรงเปน ผูม ีผลงานดีเดน
ดา นวฒั นธรรมระดบั โลก

๑๗

จัดทำโดย
ชื่อ น.ส. ชาลินนั ท สวุ รรณรัตนมณี
รหัส ๖๔๒๑๑๒๖๐๐๙ เลขท่ี ๘ D ๑


Click to View FlipBook Version