บันทกึ ขอ้ ความ
ส่วนราชการ โรงเรียนราชประชานเุ คราะห์ 47 อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบรุ ี
ที…่ ………………………………………… วันที่ …………………………………………………….
เรอ่ื ง ขออนุมตั ิใช้โครงสร้างรายวิชา
เรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 47 จังหวดั เพชรบุรี
..........................................................................................................................................................
ด้วยข้าพเจ้านายสุรกิจ เกษตรพูนสุข ตำแหน่ง ครู ค.ศ. 3 ได้รับมอบหมายให้สอนรายวิชาวิทยาศาสตร์
รหัสวิชา ว 23101 จำนวน 1.5 หน่วยกิต เวลาเรียน 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ จำนวน 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน จึงได้
จัดทำโครงสร้างรายวิชาทีส่ อนเพื่อใช้ในการประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ประจำภาคเรียนที่ 1
จึงเรยี นมาเพือ่ โปรดอนมุ ตั ิ
ลงชือ่ ....................................
( นายสรุ กิจ เกษตรพนู สขุ )
..........................................................................................................................................................
ความเหน็ ของรองผอู้ ำนวยการกลุม่ บรหิ ารงานวิชาการ / ผู้ทีไ่ ดร้ บั มอบหมาย
ได้ตรวจสอบโครงสร้างรายวิชาดงั กล่าวแลว้ พบวา่
ครบถ้วน ครอบคลมุ และสอดคลอ้ งตามหวั ข้อ เนอื้ หา สาระมาตรฐานตวั ช้ีวดั / ผลการเรียนรู้
ควรปรบั ปรุง เพิม่ เตมิ หรือแก้ไข ดงั นี้ …………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………….
ลงชือ่ ......................................
( นายชาญยุทธ สุทธธิ รานนท์ )
รองผอู้ ำนวยการกลุม่ บรหิ ารงานวิชาการ
............/............./.............
..............................................................................................................................................................
เรียนเสนอเพื่อโปรดพิจารณา
อนมุ ัติตามเสนอ ไม่อนมุ ัติ เนื่องจาก ......................................................................
ลงชื่อ.....................................................
( นายวีระ แก้วกัลยา )
ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 47 จงั หวัดเพชรบรุ ี
โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 47 จังหวดั เพชรบรุ ี
ประมวลรายวิชา ( Course Syllabus )
**************************************************
1. ชื่อวิชา วิทยาศาสตร์
2. สถานภาพวิชารหัสวิชา วิชาพืน้ ฐาน
3. รหัสวิชา ว 23101
4. จำนวนหนว่ ยกติ 1.5
5. จำนวนช่วั โมง / สัปดาห์ 3
6. เวลาเรียน 60 ช่ัวโมง / ภาคเรียน
7. ภาคเรียนที่ 1
8. ปีการศึกษา ...........
9. ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3
10. ชื่อ สกลุ ครูผู้สอน นายสุรกิจ เกษตรพนู สขุ
11. ขอบขา่ ยเน้ือหาที่สอน ตามคำอธิบายรายวิชา
คำอธิบายรายวิชา
ชื่อวิชา วิทยาศาสตร์ รหสั ว 23101
กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3
เวลาเรยี น 3 ชวั่ โมง / สปั ดาห์ จำนวน 1.5 หนว่ ยกิต
**************************************************
ศึกษาเกี่ยวกับระบบนิเวศ องค์ประกอบของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ การ
ถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ พันธุกรรม โครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การ
แบง่ เซลล์ของสิง่ มชี ีวิต ความผิดปกติทางพันธุกรรม การดัดแปรทางพนั ธกุ รรมความหลากหลายทางชีวภาพ วัสดุใน
ชีวิตประจำวนั สมบตั ิทางกายภาพ และการใช้ประโยชน์พอลเิ มอร์ เซรามิก และวัสดผุ สม ผลกระทบจากการใช้วัสดุ
ประเภทพอลเิ มอร์ เซรามิกและวัสดุผสม ปฏิกิริยาเคมีการเกิดปฏิกิริยาเคมี ประเภทของปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาเคมี
ในชีวิตประจำวนั
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต
การวิเคราะห์ การทดลอง การอภิปราย การอธิบาย และการสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ
มีความสามารถในการตัดสินใจ ส่อื สารส่งิ ทีเ่ รียนรู้และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตของตนเอง มีจติ วิทยาศาสตร์ จริยธรรม
คุณธรรม และคา่ นยิ ม
ตวั ชี้วดั
ว 1.1 ม.3/1 อธิบายปฏิสมั พันธ์ขององคป์ ระกอบของระบบนิเวศที่ได้จากการสำรวจ
ว 1.1 ม.3/2 อธิบายรูปแบบความสัมพนั ธ์ระหว่างสิ่งมชี ีวิตกบั ส่งิ มีชีวิตรูปแบบต่างๆ ในแหลง่ ทีอ่ ย่เู ดยี วกนั ที่ได้
จากการสำรวจ
ว 1.1 ม.3/3 สร้างแบบจำลองในการอธิบายการถ่ายทอดพลงั งานในสายใยอาหาร
ว 1.1 ม.3/4 อธิบายความสมั พันธ์ของผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ยอ่ ยสลายสารอินทรียใ์ นระบบนเิ วศ
ว 1.1 ม.3/5 อธิบายการสะสมสารพิษในส่งิ มีชีวิตในโซอ่ าหาร
ว 1.1 ม.3/6 ตระหนกั ถงึ ความสมั พนั ธ์ของสิง่ มชี ีวิต และส่ิงแวดล้อมในระบบนเิ วศ โดยไมท่ ำลายสมดุลของระบบ
นิเวศ
ว 1.3 ม.3/1 อธิบายความสมั พันธร์ ะหวา่ งยีน ดเี อน็ เอ และโครโมโซม โดยใช้แบบจำลอง
ว 1.3 ม.3/2 อธิบายการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรมจากการผสมโดยพิจารณาลักษณะเดยี วทีแ่ อลลีลเดน่ ขม่
แอลลีลดอ้ ยอย่างสมบูรณ์
ว 1.3 ม.3/3 อธิบายการเกิดจีโนไทป์และฟีโนไทปข์ องลูกและคำนวณอตั ราส่วนการเกิดจีโนไทปแ์ ละฟีโนไทปข์ อง
รุ่นลกู
ว 1.3 ม.3/4 อธิบายความแตกตา่ งของการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสและไมโอซิส
ว 1.3 ม.3/5 บอกไดว้ า่ การเปล่ยี นแปลงของยีนหรือโครโมโซม อาจทำใหเ้ กิดโรคทางพันธุกรรมพร้อมทั้ง
ยกตวั อย่างโรคทางพนั ธกุ รรม
ว 1.3 ม.3/6 ตระหนกั ถงึ ประโยชน์ของความรเู้ รื่องโรคทางพนั ธกุ รรม โดยรู้ว่าก่อนแตง่ งานควรปรกึ ษาแพทย์เพือ่
ตรวจและวินิจฉยั ภาวะเสย่ี งของลูกที่อาจเกิดโรคทางพันธุกรรม
ว 1.3 ม.3/7 อธิบายการใช้ประโยชน์จากสิ่งมชี ีวิตดดั แปรพันธกุ รรม และผลกระทบทีอ่ าจมีต่อมนษุ ยแ์ ละ
ส่งิ แวดล้อมโดยใช้ขอ้ มลู ทีร่ วบรวมได้
ว 1.3 ม.3/8 ตระหนักถงึ ประโยชนแ์ ละผลกระทบของสิ่งมชี ีวิตดัดแปรพนั ธกุ รรมที่อาจมีตอ่ มนุษย์และสิ่งแวดล้อม
โดยการเผยแพรค่ วามรทู้ ีไ่ ด้จากการโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมขี ้อมลู สนบั สนนุ
ว 1.3 ม.3/9 เปรียบเทียบความหลากหลายทางชีวภาพในระดบั ชนิดส่งิ มีชีวิตในระบบนเิ วศต่างๆ
ว 1.3 ม.3/10 อธิบายความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพที่มีตอ่ การรักษาสมดุลของระบบนเิ วศและต่อ
มนษุ ย์
ว 1.3 ม.3/11 แสดงความตระหนกั ในคณุ คา่ และความสำคญั ของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีสว่ นรว่ มใน
การดแู ลรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
ว 2.1 ม.3/1 ระบสุ มบตั ิทางกายภาพและการใช้ประโยชนว์ สั ดปุ ระเภทพอลเิ มอร์ เซรามิก และวัสดุผสม โดยใช้
หลักฐานเชิงประจกั ษ์ และสารสนเทศ
ว 2.1 ม.3/2 ตระหนกั ถงึ คณุ คา่ ของการใช้วสั ดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดผุ สม โดยเสนอแนะแนวทาง
การใช้วัสดอุ ยา่ งประหยดั และคุ้มค่า
ว 2.1 ม.3/3 อธิบายการเกิดปฏิกิริยาเคมี รวมถึงการจดั เรียงตัวใหม่ของอะตอมเมือ่ เกิดปฏิกิริยาเคมี โดยใช้
แบบจำลองและสมการข้อความ
รวม 20 ตวั ชี้วดั
ผงั มโนทัศนร์ ายวิชาวิทยาศาสตร์
ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 เวลา 60 ช่วั โมง จำนวน 1.5 หนว่ ยกิต
หน่วยการเรยี นรู้ที่ ๑ หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 2
เรื่องระบบนเิ วศ เรือ่ งพนั ธุกรรม
ธ
วิชาวิทยาศาสตร์
ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรียนที่ 1
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 4
เรื่องวัสดใุ นชีวิตประจำวนั เรื่องปฎิกิริยา
หนว่ ยที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ โครงสร้างรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทค
รหัสวิชา ว 23101 รายวิชา
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเ
เวลาเรียน 3 ชัว่ โมง / สัปดาห์ จำนวน 60
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ สาระ / มาตรฐานการเรียน
/ ตวั ช้ีวดั / ผลการเรียนร
1 ระบบนเิ วศ ระบบนเิ วศ ว 1.1
ม.3/1
ม.3/2
ม.3/3
ม.3/4
ม.3/5
ม.3/6
คโนโลยี ชือ่ วิชา วทิ ยาศาสตร์ ( พืน้ ฐาน) เวลา น้ำหนกั คะแนน
า วิทยาศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1 (ชม.) K A P รวม
เทคโนโลยี ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
0 ชั่วโมง / ภาคเรียน จำนวน 1.5 หนว่ ยกติ
นรู้ สาระสำคญั
รู้
ระบบนเิ วศประกอบดว้ ยองค์ประกอบที่ไม่ 12 8 4 3 15
มีชีวิตและองค์ประกอบที่มชี ีวิตซึง่ มปี ฏิสัมพนั ธ์
กันอยา่ งเป็นระบบ ตวั อย่างปฏิสมั พันธ์ระหว่าง
องค์ประกอบทีม่ ชี ีวิตกบั องค์ประกอบทีไ่ มม่ ี
ชีวิต เชน่ ต้นไมต้ ้องการน้ำ แสง ธาตุอาหาร
และแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ ตวั อยา่ ง
ปฏิสมั พนั ธร์ ะหว่างองค์ประกอบทีม่ ชี ีวิตกับ
องค์ประกอบทีม่ ชี ีวิต เช่น กวางกินหญา้ เสอื
กินกวาง แรง้ กินซากเสอื ที่ตายแล้ว และ
จุลนิ ทรยี จ์ ะย่อยสลายซากเสอื ให้กลายเปน็
สารอินทรยี ก์ ลับคืนสู่ธรรมชาติ
สง่ิ มีชีวิตในระบบนเิ วศมอี ยู่หลายชนิด ซึ่ง
แต่ละชนิดต่างกม็ ีรูปแบบความสมั พนั ธ์ที่
แตกต่างกนั ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสิ่งมชี ีวิตใน
ระบบนเิ วศอาจทำให้สิง่ มชี ีวิตบางชนิด
ได้ประโยชน์ เสยี ประโยชน์ หรือไมม่ ผี ลต่อการ
ดำรงชีวิตของสิ่งมชี ีวิตน้ัน
2 พนั ธกุ รรม พนั ธุกรรม ว 1.3
ม.3/1
ม.3/2
ม.3/3
ม.3/4
ม.3/5
สง่ิ มีชีวิตในระบบนเิ วศมคี วามเกี่ยวข้อง
สมั พันธก์ ัน โดยมีการถา่ ยทอดพลังงานในรปู
ของโซอ่ าหารและสายใยอาหาร ซึ่งโซอ่ าหารมี
ความสัมพันธ์กับสง่ิ มีชีวิตในบรเิ วณเดยี วกันที่
มีการถา่ ยทอดพลังงานผา่ นการกินต่อกัน
เป็นทอดๆ เริม่ จากสิ่งมชี ีวิตที่เป็นผผู้ ลติ และ
สายใยอาหารเป็นการถ่ายทอดพลังงานผ่าน
การกินที่ซบั ซ้อนมากขึน้ ในระบบนเิ วศจะมกี าร
ถา่ ยทอดพลงั งานเกิดขนึ้ พร้อมกบั การ
หมุนเวียนสาร และในระบบหนึง่ ประกอบดว้ ย
องค์ประกอบทีไ่ ม่มีชีวิตและองค์ประกอบทีม่ ี
ชีวิต ซึ่งมคี วามสมั พนั ธก์ นั อยา่ งเหมาะสม
ระบบนเิ วศจงึ จะอยู่ในสภาวะสมดุล
ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมของสิ่งมชี ีวิต 24 15 6 4 25
สามารถถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรนุ่ หนึ่ง
ได้ โดยมียีนเป็นหน่วยควบคมุ ลกั ษณะทาง
พนั ธุกรรม โดยยีนเป็นสว่ นหนึ่งของสายดเี อน็
เอ และดเี อ็นเอจะขดกันเปน็ โครโมโซมอยู่
ภายในนิวเคลียสของเซลล์ สิง่ มชี ีวิตชนิด
เดยี วกนั จะมจี ำนวนโครโมโซมเทา่ กนั และอาจ
มีจำนวนโครโมโซมเท่าหรือไม่เท่ากบั สิ่งมชี ีวิต
ต่างชนิดกัน ซึ่งโครโมโซมแบ่งออกเป็น 2
ประเภท คือ โครโมโซมรา่ งกายและโครโมโซม
ม.3/6
ม.3/7
ม.3/8
ม.3/9
ม.3/10
ม.3/11
เพศ และส่งิ มีชีวิตทีม่ ีโครโมโซม 2 ชดุ อยู่กัน
เปน็ คแู่ ละมกี ารเรียงลำดับยีนบนโครโมโซม
เหมือนกัน เรียกวา่ ฮอมอโลกัสโครโมโซม
เมลเดลเป็นบิดาแห่งวิชาพนั ธศุ าสตร์
ศึกษาการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรมของ
ต้นถวั่ ลันเตา พบว่า ผลการผสมพันธ์ุถั่วลนั เตา
ที่มีลกั ษณะต่างกันในรุ่นพอ่ แม่ ได้ลูกที่ปรากฏ
ลกั ษณะเดน่ ในทกุ รนุ่ และลกั ษณะดอ้ ยจะมี
โอกาสปรากฏในแต่ละรุ่นน้อยกวา่ นำมาสู่
หลกั การพืน้ ฐานการถา่ ยทอดลักษณะทาง
พนั ธกุ รรม นอกจากนี้ เมนเดลไดส้ นั นิษฐานว่า
ยีนแตล่ ะตำแหนง่ บนฮอมอโลกัสโครโมโซมมี
2 แอลลีล จะแยกออกจากกันเมอื่ มีการสร้าง
เซลล์สืบพนั ธุ์ หลังปฏิสนธิแอลลีลจะกลบั มา
เข้าคู่กนั อย่างอิสระ โดยแอลลีลหนึง่ ไดร้ บั มา
จากพ่อ และอีกแอลลีลหนึ่งไดร้ บั มาจากแม่
ซึ่งอาจมีรูปแบบเดยี วกันหรอื แตกตา่ งกนั โดย
แอลลีลที่ต่างกนั จะมีแอลลีลหนึง่ สามารถข่ม
อีกแอลลีลหนึง่ ได้ เรียกแอลลีลทีข่ ่มอีกแอล
ลลี หนง่ึ ว่า แอลลีลเดน่ ทำให้ส่งิ มีชีวิตแสดง
ลักษณะเดน่ ส่วนแอลลีลทีถ่ กู ขม่ เรียกว่า แอล
ลลี ด้อย
ส่งิ มีชีวิตทุกชนิดลว้ นมกี ารแบ่งเซลล์ ซึ่ง
แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คือ การแบง่ เซลล์
แบบไมโทซิสและไมโอซิส
การแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซิสเป็นการแบ่งเซลล์
เพื่อเพิ่มจำนวนเซลลร์ า่ งกาย ได้เซลล์ใหม่
จำนวน 2 เซลล์ ซึง่ แตล่ ะเซลล์มจี ำนวน
โครโมโซมเหมือนเซลล์ต้ังต้น และการแบ่ง
เซลล์แบบไมโอซิสเปน็ การแบ่งเซลลเ์ พือ่ สร้าง
เซลล์สืบพนั ธุ์ ได้เซลล์ใหม่จำนวน 4 เซลล์ ซึง่
แตล่ ะเซลล์จะมจี ำนวนโครโมโซมเปน็ ครง่ึ หนึ่ง
ของเซลลเ์ ดมิ
การเปลย่ี นแปลงของยีนหรือโครโมโซม
ก่อให้เกิดโรคทางพนั ธุกรรม เชน่ โรคธาลัสซี
เมียเกิดจากการเปล่ยี นแปลงของยีน กลมุ่
อาการดาวนเ์ ป็นกลมุ่ อาการเกิดจากการ
เปล่ยี นแปลงจำนวนของโครโมโซม กลุ่ม
อาการคริดชู าเป็นกลมุ่ อาการที่เกิดจากความ
ผิดปกติที่เกิดขนึ้ กับรูปรา่ งโครโมโซม
นอกจากน้ัน โรคทางพนั ธุกรรมสามารถ
ถ่ายทอดจากพ่อแมไ่ ปสู่ลูกได้ ดังน้ัน เพือ่
ป้องกนั ความเส่ยี งจากการถา่ ยทอดโรคทาง
พนั ธุกรรม จึงควรตรวจและวินิจฉยั ภาวะเสย่ี ง
จากการถา่ ยทอดโรคทางพันธกุ รรมกอ่ น
แต่งงานหรือในระหว่างต้ังครรภ์
สง่ิ มีชีวิตดดั แปรพันธุกรรม คือ ส่ิงมีชีวิตที่
มีการเปล่ยี นแปลงพนั ธุกรรมโดยมนุษยซ์ ่งึ
อาศัยความรทู้ างพนั ธวุ ิศวกรรม ซึง่ เป็น
กระบวนการทีน่ อกเหนือไปจากการ
เปล่ยี นแปลงตามธรรมชาติ การสร้างสิง่ มีชีวิต
ดัดแปรพนั ธกุ รรมทำได้โดยการถ่ายทอดยีนที่
มีลักษณะที่ต้องการจากสิง่ มชี ีวิตหนึ่งเข้าไปอยู่
ในดเี อ็นเอของสิง่ มชี ีวิตอีกชนิดหนึง่ ทำให้
ส่งิ มีชีวิตที่ได้รบั ยีนแสดงลกั ษณะตามที่
ต้องการ และลักษณะดังกล่าวสามารถ
ถ่ายทอดไปยังรนุ่ ลกู และหลานต่อไปได้ โดย
มนษุ ย์ใช้ประโยชนจ์ ากสง่ิ มีชีวิตดัดแปร
พนั ธกุ รรมในดา้ นตา่ งๆ เช่น การผลติ อาหาร
ดา้ นการแพทย์ ดา้ นการเกษตร ดา้ น
อตุ สาหกรรม อยา่ งไรก็ตาม สงั คมกย็ ัง
มีความกงั วลเกี่ยวความปลอดภัยในการ
บรโิ ภคและผลกระทบของสิง่ มชี ีวิตดดั แปร
พันธกุ รรมทีม่ ีตอ่ สง่ิ มีชีวิตและสง่ิ แวดล้อม
ดงั น้ัน จึงควรศึกษาและติดตามผลกระทบ
ต่อไป
ความหลากหลายทางชีวภาพแบ่งออกเปน็ 3
ระดับ ได้แก่ ความหลากหลายทางระบบนเิ วศ
ความหลากหลายของชนิดส่งิ มีชีวิต และความ
หลากหลายทางพันธุกรรม ซึ่งความ
หลากหลายทางชีวภาพในแตล่ ะพื้นที่จะ
แตกต่างกนั บางพนื้ ที่มีความหลากหลายทาง
ชีวภาพสูง บางพนื้ ทีม่ ีความหลากหลายทาง
3 วสั ดุในชีวิตประจำวัน วสั ดใุ นชีวิตประจำวนั ว 2.1
ม.3/1
ม.3/2
ชีวภาพต่ำ ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพมี
ความสำคัญต่อการรกั ษาสมดุลของระบบ
นิเวศ และมีความสำคัญต่อมนษุ ย์ ดังน้ัน จึง
ควรร่วมกนั ดูแลรกั ษาความหลากหลายทาง
ชีวภาพโดยการร่วมกันอนรุ กั ษ์พันธุ์สัตว์ ใช้
ทรพั ยากรอยา่ งประหยดั และรู้คณุ ค่า
พอลเิ มอรเ์ ปน็ สารประกอบโมเลกลุ ใหญท่ ี่ 11 8 5 2 15
เกิดจากโมเลกลุ จำนวนมากรวมตัวกนั ทางเคมี
เช่น พลาสติกเป็นพอลเิ มอรท์ ีส่ ามารถขึ้นรูป
เป็นรปู ทรงตา่ ง ๆ ได้ ยางเป็นพอลเิ มอรท์ ี่
สามารถยืดหยนุ่ ได้ และเสน้ ใยเป็นพอลเิ มอร์ที่
สามารถดึงเปน็ เสน้ ยาวได้ จึงถูกนำมาใช้
ประโยชน์ได้แตกต่างกัน
เซรามิกเป็นวัสดุทีผ่ ลติ จากดิน หิน ทราย
และแร่ธาตุตา่ งๆ จากธรรมชาติ และสว่ นมาก
จะผา่ นการเผาที่อณุ หภมู ิสูงเพือ่ ให้ไดเ้ นือ้ สารที่
แขง็ แรง เซรามิกสามารถทำเปน็ รูปทรงต่างๆ
ได้ มีลักษณะแข็ง ทนตอ่ การสกึ กรอ่ น และ
เปราะ จึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น
ภาชนะทีเ่ ป็นเครื่องปั้นดนิ เผา ชิน้ ส่วน
อิเลก็ ทรอนิกส์
วสั ดุผสมเป็นวัสดุทีเ่ กิดจากวสั ดุตั้งแต่ 2
ประเภท ทีม่ ีสมบตั ติ า่ งกัน เพื่อนำไปใช้
ประโยชน์ได้มากข้ึน เชน่ เส้อื กันฝนบางชนิด
เป็นวสั ดผุ สมระหว่างผ้ากบั ยาง คอนกรีตเสริม
เหล็กเป็นวัสดผุ สมระหว่างคอนกรีตกบั เหล็ก
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำ
จากวัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุ
ผสม ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ย่อยสลายยาก จึงเกิดการ
สะสมและตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม ยากต่อ
การกำจัด หากนำไปเผาจะก่อให้เกิดควันพิษ
เมื่อสูดดมจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย หาก
นำไปฝังดินก็จะทำให้ดินเสื่อมสภาพ ส่งผลให้
สภาพแวดล้อมปนเปื้อนสารเคมี เพือ่ ลดปญั หา
จึงควรเลือกใช้วัสดุให้เหมาะสมต่อการใช้งาน
และง่ายต่อการกำจัดหรือนำกลับมาใช้ใหม่
เพื่อลดปริมาณขยะซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหา
สง่ิ แวดล้อม
4 ปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาเคมี ว 2.1
ม.3/3
ม.3/4
ม.3/5
ม.3/6
ม.3/7
ม.3/8
ปฏิกิริยาเคมีหรือการเปลีย่ นแปลงทาง 13 8 4 3 15
เคมีของสาร ทำให้เกิดสารใหม่ โดยสารที่เข้า
ทำปฏิกิริยาเรียกวา่ สารต้ังต้น และสารที่
เกิดขนึ้ ใหม่ เรียกว่า ผลติ ภัณฑ์ ทีม่ ีสมบัติ
แตกต่างไปจากสารตั้งต้น เนือ่ งจากมีการ
จดั เรียงอะตอมใหม่ของสารตั้งต้นขณะ
เกิดปฏิกิริยา ซึ่งการเกิดปฏิกิริยาเคมีดังกล่าว
สามารถเขียนได้เป็นสมการข้อความทีแ่ สดงถึง
จำนวนอะตอมแต่ละชนิดก่อนและหลังการทำ
ปฏิกิริยาเคมีจะมีจำนวนเท่ากันและมวลรวม
ของสารต้ังต้นจะเท่ากับมวลรวมของ
ผลติ ภัณฑซ์ ึ่งเป็นไปตามกฎทรงมวล
ในขณะทีเ่ กิดปฏิกิริยาเคมีจะมีการถา่ ย
โอนความรอ้ นควบคู่ไปกบั การจัดเรียงตวั ใหม่
ของอะตอมของสาร แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
ปฏิกิริยาที่มกี ารถ่ายโอนความรอ้ นจาก
ส่งิ แวดล้อมเข้าสรู่ ะบบ เรียกวา่ ปฏิกิริยาดดู
ความรอ้ น และปฏิกริ ิยาที่มกี ารถา่ ยโอนความ
ร้อนจากระบบออกสูส่ ง่ิ แวดล้อม เรียกว่า
ปฏิกิริยาคายความรอ้ น
ปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจำวันมีหลายชนิด เชน่
ปฏิกิริยาการเผาไหม้เปน็ ปฏิกิริยาระหวา่ งสาร
กับออกซิเจน ซึ่งสว่ นใหญเ่ ป็นสารประกอบที่มี
คาร์บอนและไฮโดรเจน
เปน็ องคป์ ระกอบ การเกิดสนิมเหล็กเกิดจาก
ปฏิกิริยาเคมีระหวา่ งเหล็ก น้ำ และออกซิเจน
ได้ผลิตภณั ฑเ์ ปน็ สนิมของเหลก็ ปฏิกิริยาของ
กรดกับโลหะจะได้ผลิตภัณฑเ์ ปน็ เกลอื ของ
โลหะกบั แก๊สไฮโดรเจน ปฏิกิริยาของกรดกับ
สารประกอบคาร์บอเนตจะได้ผลิตภณั ฑ์เป็น
แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ เกลือของโลหะ และ
น้ำ ปฏิกิริยาของกรดกบั เบสจะไดผ้ ลติ ภัณฑ์
เป็นเกลอื ของโลหะและน้ำ ปฏิกิริยาของเบส
กับโลหะบางชนิดจะได้ผลิตภณั ฑเ์ ปน็ เกลอื ของ
เบสและแก๊สไฮโดรเจน การเกิดฝนกรดเกิด
จากปฏิกิริยาระหวา่ งน้ำฝนกบั ออกไซดข์ อง
ไนโตรเจน หรือออกไซด์ของซลั เฟอร์ ทำให้ได้
น้ำฝนทีม่ ีสมบตั เิ ปน็ กรด การสงั เคราะห์ดว้ ย
แสงของพชื เป็นปฏิกริ ิยาที่เกิดขนึ้ ระหว่าง แก๊ส
คาร์บอนไดออกไซดก์ ับน้ำ โดยมีแสงเป็นปัจจยั
ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยา และได้ผลิตภัณฑ์เป็น
รวม เวลา / คะแนน หนว่ ยการเรียน
สอบวดั ผลกลางภาคเรียน
สอบวดั ผลปลายภาคเรียน
รวมเวลาเรียน / คะแนน ตลอดภาคเรียน
น้ำตาลกลโู คสและแก๊สออกซิเจน ความรู้
เกี่ยวกบั ปฏิกิริยาเคมีสามารถนำไปประยุกต์ใช้
ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และสามารถบูรณา
การกับคณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และ
วิศวกรรมศาสตร์ เพือ่ ใช้ปรับปรงุ ผลติ ภัณฑ์ให้
มีคุณภาพตามตอ้ งการ หรืออาจสร้าง
นวัตกรรมเพื่อป้องกนั และแก้ปัญหาทีเ่ กิดจาก
ปฏิกิริยาเคมี โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับปฏิกิริยา
เคมี เชน่ การเปล่ยี นแปลงพลังงานความร้อน
อันเนือ่ งมาจากปฏิกริ ิยาเคมี
การเพิม่ ปริมาณผลผลิต
58 39 19 12 70
1 - - - 10
1 - - - 20
60 - - - 100
เกณฑ์การวัดและประเมินผล
1. อัตราส่วนคะแนน ระหว่างภาคเรียน : กลางภาค : ปลายภาค ( 70 : 10 :20 )
1.1 คะแนนระหวา่ งภาคเรียน
- งานทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย 30 คะแนน
- ฝึกทักษะ 20 คะแนน
- สอบเกบ็ คะแนน 10 คะแนน
- พัฒนาการการเรียนรู้ 10 คะแนน
1.2 คะแนนสอบกลางปี 10 คะแนน
1.3 คะแนนสอบปลายปี 20 คะแนน
2. การคิดคะแนน
ระดบั คะแนน 0 คะแนน 0 - 49 คะแนน
ระดับคะแนน 1 คะแนน 50 - 54 คะแนน
ระดบั คะแนน 1.5 คะแนน 55 - 59 คะแนน
ระดับคะแนน 2 คะแนน 60 - 64 คะแนน
ระดบั คะแนน 2.5 คะแนน 65 - 69 คะแนน
ระดบั คะแนน 3 คะแนน 70 - 74 คะแนน
ระดบั คะแนน 3.5 คะแนน 75 - 79 คะแนน
ระดบั คะแนน 4 คะแนน 80 - 100 คะแนน
แหล่งเรียนรู้
- แหลง่ เรียนรู้ในโรงเรียน
- แหล่งเรียนรู้ทางอินเตอร์เนต็
- แหลง่ เรียนรู้ห้องสมดุ