The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตร พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.๒๕๖๒

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-26 10:34:24

หลักสูตร พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.๒๕๖๒ ebook

หลักสูตร พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.๒๕๖๒

Keywords: หลักสูตร พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.๒๕๖๒ ebook

มคอ.๒ หลกั สตู รพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๔๘

เอกสารแนบ

มคอ.๒ หลักสตู รพทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๔๙

ภาคผนวก ก

คำอธิบายรายวิชาหลกั สูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาพระไตรปิฎกศกึ ษา

มคอ.๒ หลักสตู รพทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๐

คำอธิบายรายวชิ าหลกั สตู รพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต
สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศึกษา

--------------------
คำอธิบายรายวิชา
วชิ าบังคบั ๙ หน่วยกิต นิสิตตอ้ งศึกษาวิชาบังคับ ๙ หนว่ ยกติ

ก. วชิ าบงั คับแบบนบั หน่วยกิต

๖๐๐๑๐๑ พระไตรปฎิ กวิเคราะห์ ๓ (๓-๐-๖)

Tipitaka Analysis

ศึกษาสาระและพัฒนาการของพระไตรปิฎก โครงสร้างและสาระสังเขปของพระไตรปิฎก วิเคราะห์

หลักธรรมสำคญั อ และสหวทิ ยาการในพระไตรปิฎก

๖๒๐ ๑๐๒ พุทธปรัชญาในพระไตรปิฎก ๓ (๓-๐-๖)

Buddhist Philosophy in the Tipitaka

ศึกษาพุทธปรชั ญาเถรวาททป่ี รากฎในพระไตรปฎิ กและคัมภีร์ทเ่ี กี่ยวข้อง ให้ครอบคลุมถึงทฤษฎีความ

จริง (Metaphysics) ทฤษฎีความรู้ (Epistemology) ทฤษฎีทางจริยศาสตร์ (Ethics) รวมถึงสุนทรียศาสตร์

และการใชเ้ หตุผล โดยการวิเคราะห์จากหลกั ธรรมท่ีเก่ียวข้อง เช่น ปฏจิ จสมปุ บาท ไตรลกั ษณ์ ขนั ธ์ ๕ นิยาม

๕ กรรม อรยิ สัจ ๔ เปน็ ต้น

๖๒๐ ๒๐๓ ระเบียบวิธีวิจัยทางพระไตรปิฏก ๓ (๓-๐-๖)

Research Methodology in the Tipitaka

ศึกษาแนวคิดทฤษฎีในการแสวงหาความรู้แบบวิจัย ทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ

ความสำคัญของการวิจัยต่อการพัฒนาสังคม กระบวนการและขั้นตอนของการวิจัยเช่นการเลือกปัญหา การ

ต้งั สมมติฐาน เครื่องมอื การวจิ ยั การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลการวิเคราะห์ข้อมูล การเขยี นรายงานการวิจัย โดยเน้น

การประยกุ ตใ์ ชใ้ หเ้ หมาะสมกับการวิจยั ทางพระไตรปิฏก

ข. วชิ าบังคับแบบไม่นบั หน่วยกติ

๖๐๐ ๑๐๔ ภาษาองั กฤษ ๓ (๓-๐-๖)

English

ศึกษาภาษาอังกฤษระดับสูง ให้เกิดทักษะความชำนาญทั้ง ๔ ด้าน คือด้านการฟัง การพูด การอ่าน

การเขยี น เน้นศกึ ษาตำราทางพระพุทธศาสนาภาคภาษาองั กฤษ

๖๐๐ ๒๐๕ กรรมฐาน ๓ (๓-๐-๖)

Buddhist Meditation

ศึกษาหลักสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ที่ปรากฏในคัมภรี ์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุ

ฎกี า และปกรณว์ ิเสส รวมทง้ั รปู แบบการปฏิบตั ิกรรมฐานของสำนักตา่ ง ๆ ในสงั คมไทย โดยเนน้ ศึกษาอารมณ์

ของสมถกรรมฐานและวปิ สั สนากรรมฐาน และผลที่เกดิ จากการปฏิบัติ ได้แก่ สมาบัติ ๘ และวิปัสสนาญาณ

๑๖ เปน็ ต้น

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๑

๖๐๐ ๒๐๖ สัมมนาวิทยานิพนธ์ (๓) (๓-๓-๖)

Seminar on Thesis

ศกึ ษาการสัมมนาเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารเก่ียวกบั เทคนิคการเขยี นวิทยานิพนธ์ การวิเคราะหแ์ ละการ

สังเคราะหข์ ้อมลู การตคี วามในเชงิ พรรณนา การอา้ งอิง รูปแบบและวิธีการนำเสนอวทิ ยานิพนธ์ พรอ้ มทั้ง

วิธกี ารเขยี นบทความวจิ ัย

๑๐๒ ๓๐๒ การใชภ้ าษาบาลี ๑ (๓) (๓-๐-๖)

Usage of Pali I

ศกึ ษาไวยากรณแ์ ละโครงสร้างภาษาบาลใี นระดบั พนื้ ฐาน รวมทงั้ การฟงั การอา่ น การพดู และการ

เขียน และการแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทย และการแปลภาษาไทยเป็นภาษาบาลี โดยใช้หนงั สอื ชาตกัฏฐกถา

และธมั มปทัฏฐกถาประกอบ

๑๐๒ ๓๐๖ การใชภ้ าษาบาลี ๒ (๓) (๓-๐-๖)

Usage of Pali II

ศกึ ษาไวยากรณ์และโครงสรา้ งภาษาบาลีในระดับสูง รวมท้ังการฟัง การอ่าน การพูดและการเขยี น

ภาษาบาลี ตอ่ จากการใช้ภาษาบาลี ๑ และแปลภาษาบาลเี ป็นไทย และภาษาไทยเป็นภาษาบาลี โดยใช้

หนงั สือมังคลตั ถทปี นีและวสิ ุทธมิ รรคประกอบ

วิชาเอก ๑๒ หนว่ ยกติ นิสิตตอ้ งศึกษาวชิ าเอกพระไตรปิฎกศึกษา ๑๒ หนว่ ยกิต

๖๒๐ ๒๐๖ พระวนิ ยั ปฎิ กวเิ คราะห์ ๓ (๓-๐-๖)

Vinaya Pitaka Analysis

ศกึ ษาโครงสรา้ งและเน้ือหาของคัมภีรพ์ ระวนิ ัยปิฎก ในประเดน็ สำคญั ทีเ่ ก่ียวข้องกบั การบญั ญัติพระ

วนิ ัย อาบตั แิ ละวิธอี อกจากอาบัติ การบรรพชาอุปสมบท มหาปเทศ ๔ อธิกรณ์ วธิ ีระงบั อธิกรณ์ วตั ร ๑๔

พิธีกรรมที่สำคญั เช่น การเขา้ พรรษา วนั ออกพรรษา กฐนิ และการบริหารจดั การองค์กรของคณะสงฆใ์ ห้

เป็นไปตามกรอบของระบบสงั ฆะโดยใชห้ ลักฐานอ้างอิงจากอรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา ปกรณว์ ิเสส และคมั ภรี ์

อืน่ ๆ ทเ่ี ก่ยี วข้องประกอบในการศึกษา

๖๒๐ ๒๐๗ พระสุตตันตปฎิ กวิเคราะห์ ๓ (๓-๐-๖)

Suttanta Pitaka Analysis

ศึกษาโครงสร้างและเนื้อหาของคัมภีร์พระสุตตันตปิฎก โดยเน้นการวิเคราะห์ประเด็นที่เป็น

สาระสำคญั ในพระสุตตนั ตปิฎกทัง้ ๕ นกิ าย เชน่ ประเดน็ เรอ่ื งกำเนิดชวี ิต เร่ืองกรรมและการเกิดใหม่ เร่ือง

นรกสวรรค์ ความสมั พันธ์ระหว่างอริยสจั ๔ กบั ปฏิจจสมปุ บาท สภาพสังคมอนิ เดียในพระสุตตนั ตปิฎกโดยใช้

หลักฐานอา้ งอิงจากอรรถกถา ฎีกา อนฎุ กี า ปกรณว์ เิ สส และคมั ภรี อ์ ื่น ๆ ที่เก่ียวขอ้ งประกอบในการศึกษา

๖๒๐ ๒๐๘ พระอภธิ รรมปิฎกวิเคราะห์ ๓ (๓-๐-๖)

Abhidhamma Pitaka Analysis

มคอ.๒ หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๒

ศึกษาโครงสร้างและเนื้อหาของคัมภีร์พระอภิธรรมปิฎก เน้นเรื่องพัฒนาการเรื่องกำเนิดของพระ

อภิธรรมในพระพุทธศาสนา ปัญหาความมีอยู่และความเกี่ยวข้องของพระอภิธรรมกับการแตกแยกทางนิกาย

หลักปรมัตถธรรม ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน วิเคราะห์ขันธ์ ๕ ในคัมภีร์วิภังค์ รวมถึงปัญหาทางอภิธรรม

อน่ื ๆที่ปรากฏในพระอภธิ รรมปฎิ กและคัมภรี ์อ่ืน ๆ ท่ีเก่ยี วขอ้ งเช่น กถาวตั ถุ อภิธมั มัตถสังคหะ เป็นต้นโดยใช้

หลักฐานอา้ งองิ จากอรรถกถา ฎีกา อนุฎกี า ปกรณว์ ิเสส และคัมภีร์อืน่ ๆ ทีเ่ กี่ยวขอ้ งประกอบในการศกึ ษา

๖๒๐ ๒๐๙ ประวตั ศิ าสตร์อารยธรรมอนิ เดยี โบราณ ๓ (๓-๐-๖)

The History of Ancient Indian Civilization

ศึกษากำนิดและพัฒนาการทางสังคมของอารยธรรมอินเดียจากยุคเริ่มแรกจนพัฒนามาสู่การเป็น

ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู มาจนถึงพัฒนการของการเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนา โดยเน้นศึกษาประเด็นด้าน

เศรษฐกจิ สงั คม การเมืองการปกครอง และวัฒนธรรมอนิ เดยี จนถึงสมยั พทุ ธกาล

วชิ าเลือก ๖ หน่วยกติ นสิ ติ ต้องเลอื กศึกษาจากรายวิชาที่กำหนดใหไ้ มน่ ้อยกว่า ๖ หนว่ ยกิต

๖๒๐ ๓๑๐ พระไตรปฏิ กกับศาสตรส์ มัยใหม่ ๓ (๓-๐-๖)

The Tipitaka and Modern Sciences

ศึกษาสหวิทยาการในคัมภีร์พระไตรปิฏก อาทิ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์

นิเทศศาสตร์ นิเวศวิทยา และศึกษาศาสตร์ รวมทั้งการประยุกต์ใช้ศาสตร์สมัยใหม่เพื่ออธิบายคำสอนทาง

พระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎกและคัมภีรท์ เ่ี กยี่ วข้อง

๖๒๐ ๓๑๑ พระไตรปิฎกภาคภาษาอังกฤษ ๓ (๓-๐-๖)

English Tipitaka

ศกึ ษาเนอ้ื หาพระไตรปฎิ กภาษาองั กฤษโดยเน้นพระสตู รท่ีสำคัญ เช่น ธมั มจักกัปปวัตตนสูตร มหา

สตปิ ฏั ฐานสูตร อัคคญั ญสูตร มหาปรนิ ิพพานสตู ร และภทั เทกรัตตสูตร

๖๒๐ ๓๑๒ สมั มนาพระไตรปิฎก ๓ (๓-๐-๖)

Seminar on the Tipitaka

ศกึ ษารูปแบบการเรียนรู้พระไตรปิฎก จากการจัดสัมมนาเพ่ือวิเคราะห์วิพากย์ปัญหาในสังคมปัจจุบัน

โดยใชอ้ งคค์ วามรู้ในพระไตรปฎิ กเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา

๖๒๐ ๓๑๓ ศึกษาอิสระในคมั ภีร์พระพุทธศาสนา ๓ (๓-๐-๖)

Independent Studies in Buddhist Scripture

ศึกษาเฉพาะเรื่องที่น่าสนใจในคัมภีร์อื่นๆ นอกจากพระไตรปิฎกเช่น เลือกศึกษาคัมภีร์

พระพุทธศาสนา เช่น อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา ปกรณ์วิเสส โดยศึกษาถึงหลักการเขียนและการอธิบายความ

อรรถกถา เป็นต้น รวมถึงประเด็นปัญหาด้านหลักธรรมหรือเหตุการณ์ที่น่าสนใจในมุมมองของคัมภีร์ชั้น

อรรถกถ ฎีกา อนุฎีกา และปกรณ์วิเสส ในการอธิบายประเด็นปัญหาทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญทั้งในเรื่อง

มคอ.๒ หลกั สตู รพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๓

ของหลักธรรม เช่น ประเด็นเรื่องนิพพาน, อนัตตา ,ไตรลักษณ์,อริยสัจจ์ ๔ และปฏิจจสมุปบาท หรือประเดน็

พระวนิ ยั และพระอภิธรรมท่นี า่ สนใจเพ่อื ประยุกต์ใชก้ ับการอธบิ ายความคำสอนในปจั จบุ นั

๖๒๐ ๓๑๔ พทุ ธประวตั ิในพระไตรปฏิ ก ๓ (๓-๐-๖)

The Buddha’s Biography in The Tipitaka

ศกึ ษาเชงิ วเิ คราะห์ประวัตขิ องพระพุทธเจา้ พระสาวกและเหตกุ ารณส์ ำคัญในสมยั พทุ ธกาลรวมถึงพระ

จริยาวัตรของพระพทุ ธองค์ท่ีปรากฎในพระไตรปฎิ กโดยอาศยั คัมภรี ์อรรถกถา ฎกี า และคมั ภีร์

พระพทุ ธศาสนาฝา่ ยมหายานประกอบ

๖๒๐ ๓๑๕ ชาดกวิเคราะห์ ๓ (๓-๐-๖)

Jataka Analysis

ศกึ ษาโครงสรา้ งและเน้ือหาของชาดก โดยอาศยั คัมภีร์ชาตกฏั ฐกถาและฏกี าประกอบ โดยเน้น

การศกึ ษาสาระสำคญั ของหลักธรรม ประวตั ศิ าสตร์ วฒั นธรรมและสงั คมในคัมภรี ์ชาดก

๖๒๐ ๓๑๖ พระไตรปฏิ กศกึ ษาในประชาคมอาเซียน ๓ (๓-๐-๖)

The Tipitaka Studies in Asian Community

ศึกษากำเนิดและพัฒนาการของคัมภีร์พระไตรปิฎกในประเทศต่าง ๆ ในสมาคมอาเซียนทั้งที่นับถือ

เถรวาทและมหายาน รวมถึงการจัดพิมพ์ บันทึกพระไตรปิฎกในรูปแบบต่าง ๆ ของประเทศนั้น ๆ รวมถึง

รปู แบบความเช่ือและการตีความพระไตรปิฎกตามความเชอ่ื และความเขา้ ใจของชาวพทุ ธในประเทศนัน้ ๆ

๖๒๐ ๓๑๗ เทคนิคการอา่ นพระไตรปิฎก ๓ (๓-๐-๖)

The Tipitaka Reading technique

ศึกษาเทคนิคการอ่านพระไตรปิฎก อรรถกถาและคัมภีร์อื่นๆท่ีสัมพันธ์กับพระไตรปิฎก จากวิธีการ

ของนักวิชาการด้านพระไตรปฎิ ก เพอ่ื เข้าใจในพระไตรปิฎกอยา่ งแตกฉาน

๖๒๐ ๓๑๘ พระไตรปฏิ กกบั ศาสตร์แห่งการตคี วาม ๓ (๓-๐-๖)

The Tipitaka and Hermeneutics

ศึกษาศาสตร์ของการตีความคัมภีร์ในเชิงศาสนศาสตร์และปรัชญาตะวันตกแล้วนำมาวิเคราะห์

เปรยี บเทียบเทียบกับศาสตรแ์ หง่ การตีความเชิงพุทธทปี่ รากฏในพระไตรปฎิ ก อรรถกถา ฎีกา และคัมภีร์อื่นๆ

ทเี่ กยี่ วขอ้ ง ประยกุ ตศ์ าสตรแ์ หง่ การตีความเชิงพทุ ธเพื่อการอธบิ ายพระไตรปิฎกในภาษาร่วมสมัย

๖๒๐ ๓๑๙ พระไตรปิฎกกบั ภมู ปิ ัญญาไทย ๓ (๓-๐-๖)

The Tipitaka and Thai wisdom

ศึกษาแนวคิดเรื่องภูมิปัญญาไทยที่ได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์พระไตรปิฎก โดยเน้นศึกษาพิธีกรรม

ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และประเพณีทปี่ รากฏในสงั คมไทย

๖๐๒๔๐๐ วทิ ยานิพนธ์ ๑๒ หน่วยกิต

Thesis

เปน็ โครงการเฉพาะบคุ คลที่มเี นื้อหาตามลักษณะวิชาท่ีกำหนดไว้ในหลกั สูตร

๖๐๒ ๒๐๐ สารนิพนธ์ ๖ หน่วยกิต

Research Paper

มคอ.๒ หลกั สตู รพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๔
เปน็ โครงการเฉพาะบคุ คลท่มี เี นื้อหาตามลักษณะวชิ าที่กำหนดไว้ในหลักสูตร

มคอ.๒ หลกั สตู รพทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๕

ภาคผนวก ข

ตารางเปรยี บเทียบ คำอธิบายรายวิชา
หลกั สตู รพุทธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศึกษา

(หลกั สตู รปรบั ปรงุ พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๑)

มคอ.๒ หลกั สูตรพุทธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๖

หลกั สูตร พ.ศ. ๒๕๕๖ หลักสูตร พ.ศ. ๒๕๖๐ หมายเหตุ

๓.๑.๒ โครงสรา้ งหลักสูตร ๓.๑.๒ โครงสรา้ งหลกั สตู ร เพ่มิ เตมิ
โครงสร้าง
โครงสร้างหลกั สูตรเป็นแบบ แผน โครงสรา้ งหลักสตู รเปน็ แบบ แผน ก แบบ ก หลกั สูตร
แผน ข
ก แบบ ก (๒) และแผน ข โดยแบง่ (๒) และแผน ข โดยแบง่ หมวดวชิ าตามท่ีกำหนดไว้

หมวดวิชาตามที่กำหนดไวใ้ นประกาศ ในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรอื่ ง เกณฑ์

กระทรวงศกึ ษาธิการ เร่ือง เกณฑ์ มาตรฐานหลักสตู รระดับบัณฑติ ศกึ ษา พ.ศ.๒๕๕๘

มาตรฐานหลักสตู รระดบั บัณฑติ ศกึ ษา ดังน้ี

พ.ศ.๒๕๕๘ หมวดวชิ า แผน ก แบบ ก แผน ข/

ดงั น้ี (๒)/หน่วยกิต หนว่ ยกติ

หมวดวิชา รายวิชา รายวิชาที่ ๑.บงั คบั นบั ๙ ๙

ที่นบั ไม่นับ หน่วยกติ

หน่วยกติ หนว่ ยกิต ๒.บังคบั ไมน่ ับ (๑๕) (๑๕)

๑.บงั คบั ๙ (๑๕) หน่วยกติ

๒.วิชาเอก ๑๒ ๓.วชิ าเอก ๑๒ ๑๒

๓.วชิ าเลือก ๖ ๔.วิชาเลอื ก ๖ ๑๒

๔. ๑๒ ๕.วิทยานิพนธ์ ๑๒ -

วิทยานิพนธ์ ๖.สารนพิ นธ์ - ๖

รวมทัง้ ส้นิ ๓๙ (๑๕) รวมทัง้ สิ้น ๓๙ ๓๙

หลักสตู รพระไตรปฎิ กศกึ ษา มหาบณั ฑิต หลกั สตู รพระไตรปฎิ กศึกษา มหาบณั ฑติ หมายเหตุ

๒๕๕๖ ๒๕๖๐ (หลกั สตู รปรบั ปรงุ )

วิชาบังคับ ๙ หน่วยกิต นิสิตต้องศึกษา วิชาบังคับ ๙ หน่วยกิต นิสิตต้องศึกษาวิชา

วชิ าบังคับ ๙ หน่วยกิต บงั คับ ๙ หน่วยกติ

ก. วชิ าบงั คบั แบบนบั หนว่ ยกติ ก. วชิ าบงั คับแบบนบั หน่วยกิต

๖๐๐ ๑๐๑ พระไตรปิฎกวเิ คราะห์ ๖๐๐ ๑๐๑ พระไตรปฎิ กวเิ คราะห์

๓ (๓-๐-๖) ๓ (๓-๐-๖) ปรับปรงุ

Tipitaka Analysis Tipitaka Analysis คำอธิบาย

ศึกษาสาระและพัฒนาการของการ ศ ึ ก ษ า ส า ร ะ แ ล ะ พ ั ฒ น า ก า ร ข อ ง รายวชิ า

รวบรวมพระธรรมวินัยเป็นพระไตรปิฎก พระไตรปิฎก โครงสร้างและสาระสังเขปของ

โครงสร้างและสาระสังเขปของพระไตรปิฎก

มคอ.๒ หลกั สูตรพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๗

วิเคราะห์หลักธรรมสำคัญที่เป็นจุดหมาย พระไตรปิฎก วิเคราะห์หลักธรรมสำคัญอ และสห
สูงสุด หลักธรรมที่ประยุกต์ใช้ในการดำเนิน วิทยาการในพระไตรปิฎก
ชวี ติ เพือ่ การอยูร่ ่วมกันอย่างสนั ติในสงั คม

๖๒๐ ๑๐๒ พุทธปรชั ญาในพระไตรปฎิ ก ๖๒๐ ๑๐๒ พุทธปรชั ญาในพระไตรปิฎก คงเดมิ

๓ (๓-๐-๖) ๓ (๓-๐-๖)

Buddhist Philosophy in Tipitaka Buddhist Philosophy in The Tipitaka

ศึกษาพุทธปรัชญาเถรวาทท่ีปรากฎ ศกึ ษาพุทธปรัชญาเถรวาทที่ปรากฎใน

ในพระไตรปิฎกและคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง ให้ พระไตรปิฎกและคมั ภรี ท์ ีเ่ ก่ียวข้อง ใหค้ รอบคลุม

ค ร อ บ ค ล ุ ม ถ ึ ง ท ฤ ษ ฎ ี ค ว า ม จ ริ ง ถึงทฤษฎคี วามจรงิ (Metaphysics) ทฤษฎีความรู้

( Metaphysics) ท ฤ ษ ฎ ี ค ว า ม รู้ (Epistemology) ทฤษฎีทางจรยิ ศาสตร์ (Ethics)

(Epistemology) ทฤษฎีทางจริยศาสตร์ รวมถึงสนุ ทรียศาสตร์ และการใชเ้ หตผุ ล โดยการ

(Ethics) รวมถึงสุนทรียศาสตร์ และการใช้ วเิ คราะหจ์ ากหลักธรรมที่เกยี่ วขอ้ ง เช่น

เหตุผล โดยการวิเคราะห์จากหลักธรรมท่ี ปฏจิ จสมปุ บาท ไตรลกั ษณ์ ขันธ์ ๕ นยิ าม ๕

เกี่ยวข้อง เช่น ปฏิจจสมุปบาท ไตรลักษณ์ กรรม อริยสจั ๔ เป็นตน้

ขนั ธ์ ๕ นิยาม ๕ กรรม อริยสัจ ๔ เป็นต้น

๖๒๐ ๒๐๓ ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางพระ ๖๒๐ ๒๐๓ ระเบียบวิธวี ิจัยทางพระ คงเดมิ

ไตรปฏิ ก ไตรปิฏก

๓ (๓-๐-๖) ๓ (๓-๐-๖)

Research Methodology in Tipitaka Research Methodology in Tipitaka

ศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎีในการแสวงหา ศึกษาแนวคิดทฤษฎีในการแสวงหา

ความรู้แบบวิจัย ทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพ ความรู้แบบวิจัย ทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพ และเชิง

และเชิงปรมิ าณ ความสำคัญของการวิจัยต่อ ปริมาณ ความสำคัญของการวิจัยต่อการพัฒนา

การพัฒนาสังคม กระบวนการและขั้นตอน สังคม กระบวนการและขั้นตอนของการวิจัยเช่น

ของการวิจัยเช่นการเลือกปัญหา การ การเลือกปัญหา การตั้งสมมติฐาน เครื่องมือการ

ตั้งสมมติฐาน เครื่องมือการวิจัย การเก็บ วิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูล

รวบรวมขอ้ มลู การวเิ คราะห์ข้อมูล การเขียน การเขยี นรายงานการวจิ ัย โดยเน้นการประยุกต์ใช้

รายงานการวิจัย โดยเน้นการประยุกต์ใช้ให้ ใหเ้ หมาะสมกบั การวิจัยทางพระไตรปิฏก

เหมาะสมกบั การวจิ ยั ทางพระไตรปฏิ ก

ข. วชิ าบังคับแบบไมน่ บั หน่วยกิต ข. วิชาบังคบั แบบไม่นับหน่วยกิต ปรบั ปรงุ
๖๐๐ ๑๐๔ ภาษาอังกฤษ ๖๐๐ ๑๐๔ ภาษาองั กฤษ คำอธบิ าย
รายวชิ า
๓ (๓-๐-๖) ๓ (๓-๐-๖)
English English

มคอ.๒ หลกั สตู รพุทธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๘

ศึกษาภาษาอังกฤษโดยการฝึกจริง ศึกษาภาษาอังกฤษระดบั สงู ใหเ้ กิดทักษะ

ให้เกิดความชำนาญทั้ง ๔ ด้าน คือด้านการ ความชำนาญทั้ง ๔ ด้าน คือด้านการฟัง การพูด

เขียน การพูด การอ่าน การฟัง โดยเฉพาะ การอ่าน การเขียน เน้นศึกษาตำราทาง

อย่างยิ่งเน้นการอภิปรายในหัวข้อคำสอน พระพทุ ธศาสนาภาคภาษาองั กฤษ

ของพระพุทธศาสนา เช่น ศีล ๕ พระ

รัตนตรัย ไตรลักษณ์ อริยสัจ ๔ มรรคมีองค์

๘ ปฏิจจสมปุ บาท กรรมและการเกดิ ใหม่

๖๐๐ ๒๐๕ กรรมฐาน ๖๐๐ ๒๐๕ กรรมฐาน

๓ (๓-๐-๖) ๓ (๓-๐-๖) ปรับ

Buddhist Meditation Buddhist Meditation รายละเอียดวชิ า

ศึกษาหลักสมถกรรมฐานและ ศึกษาหลักสมถกรรมฐานและวิปัสสนา

วิปัสสนากรรมฐาน ที่ปรากฏในคัมภีร์ กรรมฐาน ที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถ

พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และ กถา ฎกี า อนฎุ ีกา และปกรณ์วิเสส รวมทงั้

ปกรณ์วิเสส รวมทั้งรูปแบบการปฏิบัติ รปู แบบการปฏบิ ัตกิ รรมฐานของสำนกั ตา่ ง ๆ ใน

กรรมฐานของสำนักต่าง ๆ ในสงั คมไทย โดย สังคมไทย โดยเน้นศึกษาอารมณข์ องสมถกรรม

เน้นศึกษาอารมณ์ของสมถกรรมฐานและ ฐานและวิปสั สนากรรมฐาน และผลทีเ่ กดิ จากการ

วิปัสสนากรรมฐานลำดับขั้นตอนของการ ปฏบิ ัติ ได้แก่ สมาบัติ ๘ และวิปัสสนาญาณ ๑๖

เจริญกรรมฐานและผลที่เกิดจากการเจริญ เปน็ ต้น

กรรมฐาน ได้แก่สมาบัติ ๘ และวิปัสสนา

ญาณ ๑๖ เปน็ ต้น

๖๐๐ ๒๐๖ สัมมนาวิทยานพิ นธ์ ๖๐๐ ๒๐๖ สัมมนาวิทยานิพนธ์ คงเดมิ
(๓) (๓-๓-๖) (๓) (๓-๓-๖)

Seminar on Thesis Seminar on Thesis
ศกึ ษาการสัมมนาเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร ศกึ ษาการสัมมนาเชงิ ปฏิบตั ิการเกย่ี วกบั
เก่ยี วกบั เทคนคิ การเขยี นวทิ ยานพิ นธ์ การ เทคนิคการเขียนวทิ ยานิพนธ์ การวเิ คราะห์และ
วเิ คราะห์และการสงั เคราะหข์ ้อมลู การ การสงั เคราะห์ข้อมลู การตีความในเชงิ พรรณนา
ตีความในเชงิ พรรณนา การอ้างองิ รูปแบบ การอา้ งอิง รปู แบบและวธิ ีการนำเสนอ
และวิธกี ารนำเสนอวทิ ยานิพนธ์ พรอ้ มทัง้ วทิ ยานพิ นธ์ พรอ้ มท้ังวิธกี ารเขียนบทความวจิ ัย
วธิ ีการเขียนบทความวจิ ัย

๑๐๒ ๓๐๒ การใช้ภาษาบาลี ๑ ๑๐๒ ๓๐๒ การใช้ภาษาบาลี ๑ ปรบั ปรุง
(๓)(๓-๐-๖) (๓)(๓-๐-๖) คำอธิบาย
Usage of Pali I Usage of Pali I รายวชิ า

มคอ.๒ หลกั สูตรพทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๙

ศึกษาการพดู อา่ น เขียน ภาษา ศกึ ษาไวยากรณแ์ ละโครงสร้างภาษาบาลี

บาลใี นระดับพ้นื ฐาน และแปลบาลเี ปน็ ในระดับพ้ืนฐาน รวมทง้ั การฟัง การอ่าน การพดู

ภาษาไทยและภาษาไทยเป็นภาษาบาลี โดย และการเขยี น และการแปลภาษาบาลเี ปน็

ใชห้ นังสอื ชาตกัฏฐกถาและธรรมปทฏั ฐกถา ภาษาไทย และการแปลภาษาไทยเปน็ ภาษาบาลี

ประกอบ โดยใช้หนงั สอื ชาตกัฏฐกถาและธัมมปทฏั ฐกถา

ประกอบ

๑๐๒ ๓๐๖ การใชภ้ าษาบาลี ๒ ๑๐๒ ๓๐๖ การใช้ภาษาบาลี ๒ ปรบั ปรงุ

(๓) (๓-๐-๖) (๓) (๓-๐-๖) คำอธิบาย

Usage of Pali II Usage of Pali II รายวชิ า

ศกึ ษาการพูด อา่ น เขยี น ภาษา ศึกษาไวยากรณแ์ ละโครงสรา้ งภาษาบาลี

บาลี ต่อจากการใช้ภาษาบาลี ๑ และ ในระดบั สงู รวมท้ังการฟัง การอา่ น การพดู และ

แปลภาษาบาลีเปน็ ไทย และภาษาไทยเป็น การเขียนภาษาบาลี ตอ่ จากการใชภ้ าษาบาลี ๑

ภาษาบาลี โดยใช้หนงั สือมงั คลตั ถทปี นแี ละ และแปลภาษาบาลีเปน็ ไทย และภาษาไทยเป็น

วสิ ทุ ธมิ รรคประกอบ ภาษาบาลี โดยใช้หนงั สือมงั คลัตถทปี นแี ละวิสทุ ธิ

มรรคประกอบ

วิชาเอก ๑๒ หน่วยกิต นิสิตตอ้ งศกึ ษา วิชาเอก ๑๒ หนว่ ยกิต นิสิตตอ้ งศึกษา ปรบั ปรงุ

วิชาพระไตรปฎิ ก ๑๒ หนว่ ยกติ วิชาเอกพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๑๒ หน่วยกติ คำอธบิ าย

รายละเอียดวชิ า

๖๒๐ ๒๐๖ พระวนิ ยั ปฎิ กวเิ คราะห์ ๖๒๐ ๒๐๖ พระวนิ ัยปฎิ กวิเคราะห์

๓ (๓-๐-๖) ๓ (๓-๐-๖)

Vinaya Pitaka Analysis Vinaya Pitaka Analysis

ศึกษาโครงสร้างและเนื้อหาของ ศกึ ษาโครงสร้างและเนื้อหาของคัมภีร์

คัมภีร์พระวินัยปิฎก ในประเด็นสำคัญท่ี พระวนิ ัยปิฎก ในประเดน็ สำคญั ทเ่ี ก่ียวข้องกับการ

เกี่ยวข้องกับการปกครองคณะสงฆ์ บัญญัติพระวนิ ยั อาบตั ิและวธิ อี อกจากอาบตั ิ การ

การบัญญวินัย อธิกรณ์ การระงับอธิกรณ์ บรรพชาอปุ สมบท มหาปเทศ ๔ อธิกรณ์ วธิ ี

การบรรพชาอุปสมบท การดำเนินการใน ระงับอธิกรณ์ วตั ร ๑๔ พธิ ีกรรมท่ีสำคัญ เช่น การ

เรื่องของระเบียบพิธีกรรมที่สำคัย และการ เขา้ พรรษา กฐนิ และการบรหิ ารจัดการองคก์ ร

บริหารจดั การองค์กรของคณะสงฆใ์ ห้เป็นไป ของคณะสงฆ์ใหเ้ ปน็ ไปตามกรอบของระบบสังฆะ

ตามกรอบของระบบสังฆะเพื่อความเป็นอยู่ โดยใชห้ ลกั ฐานอา้ งอิงจากอรรถกถา ฎีกา อนฎุ ีกา

โดยผาสุกของคณะสงฆ์ โดยใช้หลักฐาน ปกรณ์วิเสส และคมั ภรี ์อน่ื ๆ ทเ่ี กย่ี วข้องประกอบ

อ้างองิ จากอรรถกถา ฎกี า อนุฎีกา ปกรณ์ ในการศึกษา

วิเสส และคัมภีร์อื่น ๆ ที่เก่ียวข้องประกอบ

ในการศกึ ษา

มคอ.๒ หลกั สตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๐

๖๒๐ ๒๐๗ พระสุตตนั ตปิฎก ๖๒๐ ๒๐๗ พระสตุ ตันตปิฎก ปรบั ปรงุ

วเิ คราะห์ วิเคราะห์ คำอธิบาย

๓ (๓-๐-๖) ๓ (๓-๐-๖) รายละเอยี ดวิชา

Suttanta Pitaka Analysis Suttanta Pitaka Analysis

ศึกษาโครงสร้างและเนื้อหาของ ศึกษาโครงสร้างและเนื้อหาของคัมภีร์

คัมภีร์พระสุตตันตปิฎก โดยเน้นการ พระสุตตันตปิฎก โดยเน้นการวิเคราะห์ประเด็นท่ี

วิเคราะห์ประเด็นที่เป็นสาระสำคัญในพระ เป็นสาระสำคัญในพระสุตตันตปิฎกทั้ง ๕ นิกาย

สุตตันตปิฎก เช่น ประเด็นเรื่องกำเนิด โลก เช่น ประเด็นเรื่องกำเนิดชีวิต เรื่องกรรมและการ

มนุษย์ และจักรวาล เรื่องกรรมและการเกิด เกิดใหม่ เรื่องนรกสวรรค์ ความสัมพันธ์ระหว่าง

ใหม่ เรื่องนรกสวรรค์ เรื่องอัตตา อนัตตา อริยสัจ ๔ กับปฏิจจสมปุ บาท สภาพสังคมอินเดีย

เรื่องพระเจ้า เรื่องสังสารวัฎฎ์ เรื่องสังคม ในพระสุตตันตปิฎกโดยใช้หลักฐานอ้างอิงจาก

การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ ภูมิหลัง อรรถกถา ฎีกา อนฎุ กี า ปกรณ์วเิ สส และคัมภรี ์

ความเชื่อปละประเพณกี ารบูชายัญ การบูชา อ่นื ๆ ท่ีเก่ียวขอ้ งประกอบในการศึกษา

เทพเจ้า ระบบวรรณะ บทบาทสตรี รวมถึง

ความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมและการ

ดำเนินชีวติ เปน็ ตน้

๖๒๐ ๒๐๘ พระอภิธรรมปิฎก ๖๒๐ ๒๐๘ พระอภธิ รรมปิฎก

วิเคราะห์ วเิ คราะห์ ปรบั ปรงุ

๓ (๓-๐-๖) ๓ (๓-๐-๖) คำอธิบาย

Abhidhamma Pitaka Analysis Abhidhamma Pitaka Analysis รายละเอยี ดวชิ า

ศกึ ษาโครงสรา้ งและเนื้อหาของ ศกึ ษาโครงสรา้ งและเน้ือหาของคัมภีร์

คมั ภีร์พระอภธิ รรมปิฎก เน้นเรอ่ื งพัฒนาการ พระอภิธรรมปฎิ ก เน้นเรอ่ื งพัฒนาการเร่ืองกำเนดิ

เรื่องกำเนิดของพระอภิธรรมใน ของพระอภิธรรมในพระพุทธศาสนา ปัญหาความ

พระพุทธศาสนา ปญั หาความมอี ยู่และความ มอี ยู่และความเกยี่ วข้องของพระอภิธรรมกบั การ

เกยี่ วข้องของพระอภิธรรมกบั การแตกแยก แตกแยกทางนิกาย หลกั ปรมัตถธรรม ๔ คือ จติ

ทางนิกาย หลกั ปรมตั ถธรรม ๔ คือ จิต เจตสกิ รูป นิพพาน วิเคราะห์ขนั ธ์ ๕ ในคัมภรี ์

เจตสกิ รปู นิพพาน รวมถึงปญั หาทาง วิภงั ค์ รวมถงึ ปัญหาทางอภิธรรม อน่ื ๆทปี่ รากฏใน

อภธิ รรม อ่ืน ๆทปี่ รากฏในพระอภธิ รรมปิฎก พระอภธิ รรมปิฎกและคมั ภรี ์อ่ืน ๆ ทเี่ ก่ยี วขอ้ งเช่น

และคัมภีร์อ่นื ๆ ท่เี กี่ยวข้องเช่น กถาวัตถุ กถาวัตถุ อภธิ มั มตั ถสังคหะ เป็นต้นโดยใชห้ ลกั ฐาน

สังคหะ เป็นต้นโดยใช้หลกั ฐานอา้ งอิงจาก อ้างอิงจากอรรถกถา ฎีกา อนฎุ กี า ปกรณ์วิเสส

อรรถกถา ฎีกา อนุฎกี า ปกรณว์ เิ สส และ และคัมภรี ์อ่ืน ๆ ทเ่ี ก่ียวข้องประกอบในการศึกษา

คมั ภรี อ์ ื่น ๆ ทเี่ กยี่ วข้องประกอบใน

การศึกษา

มคอ.๒ หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๑

๖๒๐ ๒๐๙ ประวตั ศิ าสตร์อารยธรรม ๖๒๐ ๒๐๙ ประวัติศาสตรอ์ ารยธรรม ปรับปรุง

อินเดยี โบราณ อินเดยี โบราณ คำอธบิ าย

๓ (๓-๐-๖) ๓ (๓-๐-๖) รายวิชา

The History of Ancient Indian The History of Ancient Indian Civilization

Civilization ศึกษากำนิดและพัฒนาการทางสังคมของ

ศึกษากำนิดและพัฒนาการทาง อารยธรรมอินเดียจากยุคเริ่มแรกจนพัฒนามาสู่

สังคมของอารยธรรมอินเดียจากยุคเริ่มแรก การเป็นศาสนาพราหมณ์ ฮินดู มาจนถึงพัฒน

จนพัฒนามาสู่การเป็นศาสนาพราหมณ์ การของการเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนา โดยเน้น

ฮินดู มาจนถึงพฒั นการของการเกดิ ข้ึนของ ศกึ ษาประเด็นด้านเศรษฐกจิ สงั คม การเมอื งการ

พระพุทธศาสนา และพัฒนาการของการจด ปกครอง และวัฒนธรรมอินเดีย จนถึงสมัย

บันทกึ คมั ภีร์พระไตรปฎิ ก และความจำเป็น พทุ ธกาล

ที่พระพุทธศาสนาจะต้องมีคัมภีร์ไว้บันทึก

คำสอนโดยพิจารณาจากบริบทของ

พัฒนาการด้านคัมภีร์ของศาสนาสำคัญ ๆ

ของอินเดียสมัยนั้น รวมถึงเกณฑ์ในการจัด

หมวดหมู่ของพระธรรมวินัยให้เป็นระบบ

จนสามารถพัฒนามาเป็นรูปแบบของ

พระไตรปิฎกจนมาถึงปจั จุบนั ได้

วชิ าเลือก ๖ หน่วยกิตนิสิตตอ้ งเลือกศึกษา วิชาเลือก ๖ หน่วยกิตนิสิตต้องเลือกศึกษาจาก

จากรายวิชาที่กำหนดให้ไม่น้อยกว่า ๖ รายวชิ าทกี่ ำหนดให้ไม่นอ้ ยกวา่ ๖ หนว่ ยกิต

หน่วยกิต

๖๒๐ ๓๑๐ พระไตรปฏิ กกับศาสตร์ ๖๒๐ ๓๑๐ พระไตรปฏิ กกับศาสตร์ ปรับปรงุ

สมยั ใหม่ สมัยใหม่ คำอธิบาย

๓ (๓-๐-๖) ๓ (๓-๐-๖) รายวิชา

Tipitaka and Modern Sciences The Tipitaka and Modern Sciences

ศึกษาศาสตร์สมัยใหม่ที่ปรากฏใน ศึกษาสหวิทยาการในคัมภีร์พระไตรปิฏก

คัมภีร์พระไตรปิฏก เช่น วิทยาศาสตร์ อาทิ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นเิ ทศ เศรษฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ นิเวศวิทยา และ

ศาสตร์นิเวศวิทยารวมทั้งการประยุกต์ใช้ ศึกษาศาสตร์ รวมทั้งการประยุกต์ใช้ศาสตร์

ศาสตร์สมัยใหม่เพื่ออธิบายคำสอนทาง สมัยใหม่เพื่ออธิบายคำสอนทางพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนาในพระไตรปฎิ กและคัมภีร์ที่ ในพระไตรปิฎกและคัมภีร์ทเี่ กีย่ วข้อง

เกีย่ วข้อง

มคอ.๒ หลักสตู รพทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๒

๖๒๐ ๓๑๑ กรรมวิเคราะห์ ๖๒๐ ๓๑๑ พระไตรปิฎกภาค เปลยี่ นรายวชิ า

๓ (๓-๐-๖) ภาษาองั กฤษ ใหม่

Action (Kamma) Analysis ๓ (๓-๐-๖)

ศึกษาแนวคิดแนวคิดในเรื่องกรรม English Tipitaka

ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา โดย ศกึ ษาเน้ือหาพระไตรปิฎกภาษาองั กฤษ

เปรียบเทียบกับหลักกรรมของศาสนาอื่นใน โดยเน้นพระสตู รทส่ี ำคญั เชน่ ธัมมจักกัปปวัตตน

สมัยนั้น กับแก่นของหลักคำสอนทาง สูตร มหาสติปัฏฐานสูตร อคั คญั ญสตู ร มหา

พระพุทธศาสนาที่เป็นรากฐานของความคิด ปรินพิ พานสตู ร และ ภทั เทกรัตตสูตร

เรื่องกรรม เช่น นิยาม ๕ อิทัปปัจจยตา

ปฏิจจสมุปบาท รวมถึงอิทธิพลความเช่ือ

เรื่องกรรมที่ปรากฏในพระไตรปิฎก รวมถึง

แนวคดิ เรอ่ื งกรรมที่มอี ิทธิพลต่อความเชื่อใน

สังคมไทย โดยใช้หลักฐานอ้างอิงจากอรรถ

กถา ฎีกา อนุฎกี า ปกรณ์วิเสส และคมั ภรี ์

อืน่ ๆ ท่ีเก่ยี วข้องประกอบในการศึกษา

๖๒๐ ๓๑๒ สัมมนาพระไตรปิฎก ๖๒๐ ๓๑๒ สมั มนาพระไตรปิฎก ปรบั ปรุง

๓ (๓-๐-๖) ๓ (๓-๐-๖) คำอธิบาย

Seminar on Tipitaka Seminar on The Tipitaka รายวชิ า

ศึกษารูปแบบการเรียนรู้โดยการ ศึกษารูปแบบการเรียนรู้พระไตรปิฎก

สัมมนาการจัดสัมมนาโดยนำเกี่ยวกับความ จากการจัดสัมมนาเพื่อวิเคราะห์วิพากย์ปัญหาใน

น่าเช่ือถือของพระไตรปิฏกกบั การสังคายนา สังคมปัจจุบัน โดยใช้องค์ความรู้ในพระไตรปิฎก

และปัญหาสังคมปัจจุบันมาตั้งเป็นประเด็น เปน็ แนวทางในการแกป้ ญั หา

ปัญหาแล้วใหน้ ิสิตมีส่วนร่วมในการอภิปราย

เสนอความคดิ เห็น และวเิ คราะหห์ าทางออก

ร่วมกัน รวมทั้งวิเคราะห์หาแนวทาง

ประยุกต์หลักพุทธรรมในพระไตรปิฏกมา

แก้ปัญหาสงั คมปัจจบุ นั

๖๒๐ ๓๑๓ ศึกษาอิสระในคัมภีร์ ๖๒๐ ๓๑๓ ศกึ ษาอิสระในคัมภรี ์
พระพุทธศาสนา
๓ (๓-๐-๖) พระพุทธศาสนา

Independent Studies in Buddhist ๓ (๓-๐-๖) คงเดมิ
Scripture
Independent Studies in Buddhist Scripture

ศึกษาเฉพาะเรื่องท่ีน่าสนใจในคมั ภีร์อน่ื ๆ

นอกจากพระไตรปฎิ กเช่น เลือกศึกษาคัมภีร์

มคอ.๒ หลกั สูตรพุทธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๓

ศึกษาเฉพาะเรื่องที่น่าสนใจใน พระพุทธศาสนา เช่น อรรถกถา ฎีกา อนุฎกี า
คัมภีร์อื่นๆ นอกจากพระไตรปิฎกเช่น เลือก ปกรณ์วเิ สส โดยศึกษาถึงหลกั การเขยี นและการ
ศึกษาคมั ภีร์พระพทุ ธศาสนา เชน่ อรรถกถา อธบิ ายความอรรถกถา เปน็ ต้น รวมถึงประเดน็
ฎีกา อนุฎีกา ปกรณ์วิเสส โดยศึกษาถึง ปญั หาดา้ นหลกั ธรรมหรอื เหตุการณ์ทน่ี ่าสนใจใน
หลักการเขียนและการอธิบายความอรรถ มมุ มองของคัมภรี ์ชัน้ อรรถกถ ฎีกา อนุฎีกา และ
กถา เป็นต้น รวมถึงประเด็นปัญหาด้าน ปกรณ์วิเสส ในการอธิบายประเด็นปัญหาทาง
หลักธรรมหรือเหตุการณ์ที่น่าสนใจใน พระพทุ ธศาสนาทีส่ ำคัญท้ังในเรอ่ื งของหลักธรรม
มุมมองของคัมภีร์ชั้นอรรถกถ ฎีกา อนุฎีกา เชน่ ประเด็นเรอื่ งนิพพาน, อนตั ตา ,ไตรลักษณ,์
และปกรณ์วิเสส ในการอธิบายประเด็น อรยิ สจั จ์ ๔ และปฏจิ จสมุปบาท หรอื ประเดน็ พระ
ปัญหาทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญทั้งใน วนิ ยั และพระอภิธรรมที่นา่ สนใจเพอื่ ประยุกต์ใช้
เรื่องของหลักธรรม เช่น ประเด็นเรื่อง กบั การอธิบายความคำสอนในปัจจบุ นั
นิพพาน, อนัตตา ,ไตรลักษณ์,อริยสัจจ์ ๔
และปฏิจจสมุปบาท หรือประเด็นพระวินัย
และพระอภิธรรมที่น่าสนใจเพื่อประยุกต์ใช้
กับการอธบิ ายความคำสอนในปจั จบุ ัน

๖๒๐ ๓๑๔ พุทธประวตั ิในพระไตรปิฏก ๖๒๐ ๓๑๔ พุทธประวตั ใิ นพระไตรปิฏก ปรบั ปรุง

๓ (๓-๐-๖) ๓ (๓-๐-๖) คำอธบิ าย

Buddha’ s History in Tipitaka The Buddha’s Biography in The Tipitaka รายวชิ า

ศกึ ษาเชิงวเิ คราะหป์ ระวัตขิ อง ศึกษาเชงิ วิเคราะหป์ ระวตั ขิ องพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้า พระสาวกและเหตกุ ารณ์ พระสาวกและเหตุการณส์ ำคัญในสมยั พุทธกาล

สำคัญในสมัยพทุ ธกาลรวมถึงพระจริยาวตั ร รวมถึงพระจริยาวตั รของพระพทุ ธองคท์ ีป่ รากฎใน

ของพระพทุ ธองค์ทปี่ รากฎในพระไตรปฎิ ก พระไตรปฎิ กโดยอาศัยคัมภีร์อรรถกถา ฎีกา และ

โดยอาศัยอรรถกถา ฎีกา และคัมภรี อ์ ่นื ๆ คัมภรี ์พระพุทธศาสนาฝา่ ยมหายานประกอบ

ประกอบ

๖๒๐ ๓๑๕ ชาดกวเิ คราะห์ ๓ (๓-๐-๖) ๖๒๐ ๓๑๕ ชาดกวิเคราะห์ ๓ (๓-๐-๖) แกไ้ ข

Analytical Studies of Jataka Jataka Analysis ภาษาอังกฤษ

ศึกษาโครงสรา้ งและเนื้อหา ศกึ ษาโครงสร้างและเนื้อหาของชาดก และปรับปรุง

โครงสรา้ ง ของชาดกโดยอาศัยคัมภรี ์อรรถ โดยอาศัยคัมภีร์ชาตกัฏฐกถาและฏกี าประกอบ คำอธิบาย

กถาและฏกี าประกอบ เพื่อศึกษาถงึ โดยเน้นการศกึ ษาสาระสำคัญของหลักธรรม รายวชิ า

สาระสำคญั ของหลกั ธรรม ประวตั ศิ าสตร์ ประวตั ิศาสตร์ วฒั นธรรมและสังคมในคัมภีรช์ าดก

วฒั นธรรมและสงั คมทปี่ รากฏในคัมภรี ช์ าดก

พร้อมอธิบายประยุกตใ์ ห้สอดคล้องกับสงั คม

ปจั จบุ นั

มคอ.๒ หลกั สูตรพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๔

๖๒๐ ๓๑๖ พระไตรปิฏกศกึ ษาใน ๖๒๐ ๓๑๖ พระไตรปิฏกศึกษาใน แกไ้ ขชอ่ื รายวชิ า

สมาคมอาเซียน ประชาคมอาเซยี น ท้งั ภาษาไทย

๓ (๓-๐-๖) ๓ (๓-๐-๖) และ

Tipitaka Studies in Asian Assocoation The Tipitaka Studies in ASEAN ภาษาองั กฤษ

ศึกษากำเนิดและพัฒนาการของ Community

คัมภีร์พระไตรปิฎกในประเทศต่าง ๆ ใน ศึกษากำเนิดและพัฒนาการของคัมภีร์

สมาคมอาเซียนทั้งที่นับถือเถรวาทและ พระไตรปิฎกในประเทศต่าง ๆ ในสมาคมอาเซียน

มหายาน รวมถึงการจัดพิมพ์ บันทึก ทั้งที่นับถือเถรวาทและมหายาน รวมถึงการ

พระไตรปิฎกในรูปแบบต่าง ๆ ของประเทศ จดั พมิ พ์ บันทึกพระไตรปฎิ กในรูปแบบต่าง ๆ ของ

นั้น ๆ รวมถึงรูปแบบความเชื่อและการ ประเทศนั้น ๆ รวมถึงรูปแบบความเชื่อและการ

ตีความพระไตรปิฎกตามความเชื่อและความ ตคี วามพระไตรปฎิ กตามความเช่ือและความเข้าใจ

เขา้ ใจของชาวพทุ ธในประเทศน้นั ๆ ของชาวพุทธในประเทศนัน้ ๆ

๖๒๐ ๓๑๗ เทคนิคการอา่ น ๖๒๐ ๓๑๗ เทคนคิ การอ่าน ปรับปรุง

พระไตรปิฎก พระไตรปิฎก คำอธบิ าย

๓ (๓-๐-๖) ๓ (๓-๐-๖) รายวิชา

Tipitaka Reading technique The Tipitaka Reading technique

ศึกษาเทคนิคและวิธีการอ่าน ศึกษาเทคนิคการอ่านพระไตรปิฎก อรรถ

พระไตรปิฎกและอรรถกถารวมถึงคัมภีร์ กถาและคมั ภีร์อ่นื ๆท่ีสัมพันธ์กับพระไตรปฎิ ก จาก

อน่ื ๆที่เก่ยี วขอ้ งกบั พระไตรปิฎกเพื่อเป็นการ วธิ กี ารของนักวชิ าการดา้ นพระไตรปฎิ ก เพื่อเข้าใจ

เข้าถึงข้องมูลและสร้างความเข้าใจใน ในพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน

การศึกษาพระไตรปิฎกได้อย่างถ่องแท้ โดย

การศึกษาถึงเทคนิคและวิธีการอ่าน

พระไตรปิฎกจากวิธีการที่ปรากฎใน

พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา

รวมถึงทัศนะของนักวิชาการทางคัมภีร์

พระพุทธศาสนาทัว่ ไป

๖๒๐ ๓๑๘ พระไตรปฏิ กกับศาสตร์ ๖๒๐ ๓๑๘ พระไตรปิฏกกับศาสตร์ แกไ้ ขชือ่

แห่งการตีความ แหง่ การตคี วาม ภาษาองั กฤษ

๓ (๓-๐-๖) ๓ (๓-๐-๖)

Tipitaka and Hermeneutics The Tipitaka and Hermeneutics

ศึกษาศาสตร์ของการตีความคัมภีร์ ศึกษาศาสตร์ของการตีความคัมภีร์ใน

ในเชิงศาสนศาสตร์และปรัชญาตะวันตก เชิงศาสนศาสตร์และปรัชญาตะวันตกแล้วนำมา

แล้วนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบเทียบกับ วิเคราะห์เปรียบเทียบเทียบกับศาสตร์แห่งการ

มคอ.๒ หลักสตู รพทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๕

ศาสตร์แห่งการตีความเชิงพุทธที่ปรากฏใน ตีความเชิงพุทธที่ปรากฏในพระไตรปิฎก อรรถ
พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และคัมภีร์ กถา ฎีกา และคัมภีร์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง ประยุกต์
อื่นๆที่เกี่ยวข้อง ประยุกต์ศาสตร์แห่งการ ศาสตร์แห่งการตีความเชิงพุทธเพื่อการอธิบาย
ตคี วามเชงิ พุทธเพื่อการอธิบายพระไตรปิฎก พระไตรปฎิ กในภาษาร่วมสมยั
ในภาษาร่วมสมยั

๖๒๐ ๓๑๙ พระไตรปฎิ กกับ ๖๒๐ ๓๑๙ พระไตรปิฎกกบั ปรับปรงุ

ภูมิปญั ญาไทย ภมู ิปญั ญาไทย คำอธบิ าย

๓ (๓-๐-๖) ๓ (๓-๐-๖) รายวชิ า

Tipitaka and Thai wisdom The Tipitaka and Thai wisdom

ศึกษาถึงแนวคิดเรื่องภูมิปัญญา ศึกษาแนวคิดเรื่องภูมิปัญญาไทยที่ได้รับอิทธิพล

พื้นบ้านของผู้คนในสมัยพุทธกาลที่ปรากฏ จากคัมภีร์พระไตรปิฎก โดยเน้นศึกษาพิธีกรรม

ในพระไตรปิฎกซึ่งมีอิทธิพลต่อแนวคิดใน ขนบธรรมเนยี ม วัฒนธรรม และประเพณที ป่ี รากฏ

การสร้างองค์ความรู้และภูมิปัญญาของ ในสังคมไทย

สังคมไทย เช่น เรื่องคติชนวิทยา เรื่องวิถี

ชาวบ้าน และวิถีทางวัฒนธรรมที่สังคมไทย

ไดร้ ับอทิ ธิพลจากเร่ืองราวที่มปี รากฏในสมัย

พุทธกาล เช่น พิธีกรรมการบังสุกุลจีวร

ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน การเข้าและออก

พรรณนา ประเพณีการทำบุญในโอกาสท่ี

สำคัญ ๆ เป็นต้นเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจ

ในพระพุทธศาสนากับสังคมไทยในฐานะท่ี

พระพุทธศาสนาชื่อว่าเป็นรากฐานแห่ง

วัฒนธรรมไทย

๖๐๒ ๔๐๐ วิทยานิพนธ์ ๖๐๒ ๔๐๐ วทิ ยานพิ นธ์

๑๒ หน่วยกิต ๑๒ หนว่ ยกิต

Thesis Thesis คงเดมิ

เป็นโครงการเฉพาะบุคคลที่มีเนื้อหาตาม เป็นโครงการเฉพาะบุคคลที่มีเนื้อหาตามลักษณะ

ลักษณะวิชาทกี่ ำหนดไว้ในหลกั สูตร วชิ าทกี่ ำหนดไว้ในหลกั สูตร

๖๐๒ ๒๐๐ สารนิพนธ์ เพิ่มเติม
๖ หน่วยกิต
Research Paper

มคอ.๒ หลักสูตรพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๖

เป็นโครงการเฉพาะบุคคลที่มีเนื้อหาตามลักษณะ
วชิ าที่กำหนดไวใ้ นหลกั สูตร

มคอ.๒ หลักสูตรพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๗

ภาคผนวก ค

ระเบยี บ ข้อบังคบั และประกาศท่ีเกย่ี วข้อง

มคอ.๒ หลกั สตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๘

ข้อบังคับมหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ว่าดว้ ยการศึกษาระดบั บณั ฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑
เพื่อให้การบริหารงานในบัณฑิตวิทยาลัยบรรลุวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยจึงเห็นสมควรออก
ข้อบังคับมหาวิทยาลัยว่าดว้ ยการศึกษาระดับบณั ฑติ ศกึ ษา
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในคราวประชุมครั้งที่ ๙/๒๕๔๑ เม่ือ
วนั ที่ ๒๔ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงมมี ตใิ หอ้ อกข้อบงั คบั ไว้ ดังตอ่ ไปนี้

หมวดท่ี ๑
บททั่วไป
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยว่าด้วยการศึกษา
ระดับบณั ฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑”
ขอ้ ๒ ใหใ้ ช้ข้อบังคับนี้ตงั้ แตว่ นั ถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ บรรดาข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งหรือมติอื่นใดซึ่งขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ ให้ใช้
ข้อบงั คับน้ีแทน
ข้อ ๔ ในข้อบงั คับนี้
“นสิ ิต” ผูท้ ไ่ี ดข้ ้ึนทะเบยี นเปน็ นสิ ติ บณั ฑิตวิทยาลัยเรียบร้อยแลว้
ขอ้ ๕ ให้อธกิ ารบดีรักษาการให้เปน็ ไปตามขอ้ บงั คับนี้
ข้อ ๖ คณุ สมบัตขิ องผู้สมคั รเขา้ ศกึ ษาระดับมหาบัณฑติ
๖.๑ ผู้สมัครเข้าเป็นนิสิตต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจาก
มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง และต้องมีคุณสมบัติอื่นตามที่มหาวิทยาลัย
กำหนด
๖.๒ ต้องได้ค่าระดับเฉลี่ยสะสมในระดับปริญญาตรี ไม่ต่ำกว่า ๒.๕๐ จากระบบ ๔ แต้ม
ยกเว้นผู้มีประสบการณ์การทำงานติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ปีนับตั้งแต่สำเร็จการศึกษา และผู้จบ
เปรียญธรรมเกา้ ประโยค และ
๖.๓ ไม่เคยถูกลงโทษใหพ้ ้นสภาพการเป็นนิสิตบณั ฑิตวทิ ยาลยั
ขอ้ ๗ บณั ฑติ วทิ ยาลยั จะดำเนินการเกี่ยวกบั การรบั สมคั รนิสิตใหม่ โดยพจิ ารณาแตง่ ตั้งคณะกรรมการ
สอบคัดเลอื กผสู้ มัครเข้าศกึ ษาในระดบั บัณฑิตศึกษาในแต่ละปีการศกึ ษา
๗.๑ ผู้สมัครเข้าเป็นนิสิตต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาโท หรือเทียบเท่าจาก
มหาวทิ ยาลัยหรอื สถาบนั การศึกาที่สภามหาวทิ ยาลยั รับรองและต้องมีคณุ สมบตั อิ ื่นตามที่มหาวทิ ยาลัยกำหนด

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๙

๗.๒ ต้องได้ค่าระดับเฉลี่ยสะสมในระดับปริญญาโทไม่ต่ำกว่า ๓.๕๐ จากระบบ ๔ แต้ม
ยกเว้นผู้มีประสบการณ์การทำงานติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๓ ปีนับตั้งแต้สำเร็จการศึกษาหรือมีผลงาน
ทางวชิ าการทคี่ ณะกรรมการบัณฑติ วทิ ยาลัยเห็นชอบ

๗.๓ ไม่เคยถูกลงโทษใหพ้ น้ จากการเป็นนิสิตบัณฑติ วทิ ยาลัย
ข้อ ๘ บณั ฑติ วิทยาลยั จะดำเนนิ การเกี่ยวกับการรบั สมคั รนิสติ ใหม่ โดยพิจารณาแตง่ ตัง้ คณะกรรมการ
สอบคดั เลือกผู้สมคั รเขา้ ศึกษาในระดบั บัณฑิตศกึ ษาในแตล่ ะปกี ารศกึ ษา

หมวดท่ี ๒

การจดั และวิธกี ารศึกษา

ข้อ ๙ ระบบการศึกษา

บณั ฑิตวิทยาลัย จัดการศกึ ษาเป็นระบบหนว่ ยกิตทวภิ าค โดยแบ่งเวลาการศึกษาในแต่ละปีการศึกษา

ออกเป็น ๒ ภาคการศึกษาปกติ แตล่ ะภาคการศกึ ษามเี วลาศึกษาไมน่ ้อยกว่า ๑๖ สัปดาห์

บณั ฑิตวทิ ยาลัยอาจจัดการศึกษาภาคฤดูร้อนได้อีก ๑ ภาคมเี วลาศึกษาไมน่ ้อยกวา่ ๖ สปั ดาห์ และจะ

กำหนดระเบียบว่าด้วยการศึกษาภาคฤดูร้อนที่ไม่ขัดกับข้อบังคับนี้โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

ประจำบณั ฑติ วิทยาลัย

ข้อ ๑๐ หลกั สูตร

๑๐.๑ หลักสูตรปรญิ ญาพทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ ให้ศกึ ษางานรายวชิ าไม่น้อยกว่า ๓๖ หน่วย

กติ และวทิ ยานิพนธ์ ๑๒ หนว่ ยกิต จำแนกประเภทดังน้ี

วิชาบงั คับ ๑๒ หนว่ ยกติ

วิชาเอก ๑๘ หน่วยกิต

วชิ าเลือก ไม่นอ้ ยกวา่ ๖ หน่วยกิต

วทิ ยานิพนธ์ ๑๒ หนว่ ยกิต

รวมทั้งสิ้น ๔๘ หนว่ ยกติ

๑๐.๒ หลกั สูตรปริญญาพทุ ธศาสตรดุษฎีบัณฑติ ใหศ้ กึ ษางานรายวิชาไมน่ ้อยกวา่ ๒๔ หน่วย

กติ และวิทยานิพนธ์ ๓๖ หน่วยกติ จำแนกประเภทดังนี้

วิชาบงั คบั ๙ หนว่ ยกติ

วิชาเอก ๙ หนว่ ยกิต

วชิ าเลือก ไม่นอ้ ยกวา่ ๖ หนว่ ยกิต

วิทยานพิ นธ์ ๓๖ หนว่ ยกติ

รวมทง้ั สน้ิ ๖๐ หน่วยกิต

ข้อ ๑๑ ระยะเวลาการศึกษาตามหลักสตู รระดบั บัณฑติ ศึกษามดี ังนี้

๑๑.๑ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต ให้มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๔ ภาค

การศกึ ษาปกติ และไมเ่ กนิ ๑๐ ภาคการศกึ ษาปกติ

มคอ.๒ หลักสูตรพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๐

๑๑.๒ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต ให้มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๖ ภาค
การศกึ ษาปกติ และไม่เกิน ๑๐ ภาคการศกึ ษาปกติ

ในกรณีที่นิสิตไม่สามารถจบการศึกษาได้ในระยะเวลา ๑๐ ภาคการศึกษาปกติ ตามข้อ
๑๑.๑ และข้อ ๑๑.๒ คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยอาจอนุมัตใิ ห้ตอ่ อายุสภาพนิสติ ไดอ้ ีก แต่ทั้งนี้ตอ้ ง
ไมเ่ กนิ ๒ ภาคการศกึ ษาปกติ

๑๑.๓ การนับเวลาในข้อ ๑๑.๑ ให้นับรวมเวลาที่นิสิตได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษาด้วย
ยกเวน้ นสิ ิตท่ีได้รับอนุมตั ใิ ห้ลาพักการศึกษาตามข้อ ๑๓.๑.๑

๑๑.๔ รายวิชาที่กำหนดให้นิสิตฟังการบรรยายสัปดาห์ละ ๑ ชั่วโมงและศึกษานอกเวลาอีก
ไมน่ อ้ ยกว่าสัปดาห์ละ ๓ ช่วั โมงตลอดภาคการศกึ ษา ใหม้ ีค่าเทา่ กับ ๑ หน่วยกติ

๑๑.๕ รายวชิ าทีน่ ิสิตใช้เวลาปฎบิ ตั กิ าร อภิปรายหรือสมั มนาสปั ดาห์ละ ๒ ถงึ ๓ ช่วั โมง และ
เมื่อรวมเวลาการศึกษานอกเวลาแล้ว นิสิตใช้เวลาไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ ๓ ชั่วโมง ตลอดภาคการศึกษา ให้มี
ค่าเท่ากับ ๑ หน่วยกติ

ข้อ ๑๒ การเปลี่ยนสาขาวิชาจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป
และคณบดบี ัณฑิตวทิ ยาลัย

บัณฑิตวิทยาลัยอาจอนุมัติให้นิสิตที่ขอเปลี่ยนสาขาวิชาโอนหน่วยกิตของรายวิชาในระดับ
บัณฑิตศึกษาที่ได้ศึกษาไว้แล้วไม่เกิน ๕ ปีได้ตามที่เห็นสมควรแต่ต้องไม่เกิน ๙ หน่วยกิต โดยไม่ให้นำไป
คำนวนค่าระดบั เฉล่ียสะสมและรายวิชาน้ันต้องได้ผลการศึกษาไมต่ ่ำกว่า B หรือ S

ขอ้ ๑๓ การลาพกั รอ้ นและการกลบั เข้าศึกษาใหม่
๑๓.๑ นสิ ิตมเี หตุจำเป็น อาจลาพักการศกึ ษาภาคใดภาคหน่ึง เมื่อได้ศกึ ษาในบัณฑิตวิทยาลัย

ไม่น้อยกว่า ๑ ภาคการศึกษาปกติ โดยความเหน็ ชอบของอาจารยท์ ีป่ รึกษาท่ัวไป
นิสิตต้องยื่นคำร้องต่อคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยภายใน ๓๐ วันนับจากวันเปิดภาคการศึกษาใหม่ หาก

พ้นจากกำหนดการลาพักการศึกษาดังกล่าว นิสิตอาจขอลาพักการศึกษาเป็นกรณีพิเศษในกรณีใดกรณีหนึ่ง
ดังตอ่ ไปน้ี

๑๓.๑.๑ ถูกเกณฑห์ รือระดมเข้ารับราชการทหารกองประจำการ
๑๓.๑.๒ มีความจำเปน็ ต้องเดนิ ทางไปตา่ งประเทศ
๑๓.๑.๓ เจ็บป่วยต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานานตามคำสั่งแพทย์โดยมีใบรับรอง
แพทยม์ าแสดงต่อบัณฑติ วทิ ยาลัย
๑๓.๑.๔ มีเหตจุ ำเปน็ สดุ วสิ ยั อนื่ ทีส่ ำคญั
ในกรณที ี่นสิ ิตไดร้ ับอนุมัติให้ลาพักการศึกษา ใหน้ บั ระยะเวลาทีล่ าพักการศึกษารวมอยู่ในระยะเวลา
ศึกษาดว้ ย ยกเว้นนสิ ิตที่ไดร้ ับอนมุ ัติให้ลาพกั การศึกษาตามข้อ ๑๓.๑.๑
นิสิตที่ได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษา ต้องชำระค่าธรรมเนียมเพื่อรักษาสภาพการเป็นนิสิตทุกภาค
การศึกษา ยกเว้นนิสติ ที่ไดร้ ับอนมุ ัติใหล้ าพักการศึกษาหลังจากท่ีได้ลงทะเบยี นรายวิชาแล้ว ในกรณีน้ีให้นิสิต
ได้ w ในทุกรายวชิ าที่ได้ลงทะเบยี นไว้ในภาคการศึกษาท่ีได้รับอนุมตั ิให้ลาพักการศึกษา
ขอ้ ๑๔ การพ้นสภาพการเป็นนสิ ิต

มคอ.๒ หลักสตู รพทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๑

นสิ ติ พน้ สภาพการเปน็ นสิ ติ ในกรณใี ดกรณีหนง่ึ ดงั ต่อไปนึ้
๑๔.๑ สอบไดค้ ่าระดบั เฉลีย่ ประจำภาคการศกึ ษาที่ ๑ ต่ำกวา่ ๒.๕๐
๑๔.๒ สอบไดค้ ่าระดบั เฉล่ยี สะสมต่ำกว่า ๓.๐๐
๑๔.๓ ไม่สามารถสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรภายในกำหนดเวลาตามข้อ ๑๑.๑ หรือข้อ
๑๑.๒ แลว้ แต่กรณี
๑๔.๔ มหาวทิ ยาลัยลงโทษใหพ้ น้ สภาพการเปน็ นิสิตตามข้อ ๓๒.๕
๑๔.๕ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลาพักตามข้อ ๑๓ หรือไม่ลงทะเบียนรายวิชาในภาค
การศึกษาปกตติ ามขอ้ ๑๗.๕
๑๔.๖ ได้รับอนุมัติให้ลาออกจากการเปน็ นิสติ
ขอ้ ๑๕ นสิ ติ ทีพ่ น้ สภาพตามข้อ ๑๔.๕ และ ๑๔.๖ อาจขอกลบั เขา้ เปน็ นิสติ ใหม่ได้ภายในกำหนด
ระยะเวลา ๒ ปี นับจากวันที่นิสิตพ้นสภาพการเป็นนิสิต และถ้าคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยโดยคำแนะนำของ
คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย เห็นสมควรอนุมัติโดยให้คิดระยะเวลาที่พ้นสภาพการเป็นนิสิตน้ัน
รวมอยู่ในระยะเวลาการศึกษาทั้งหมด ในกรณีเช่นนี้นิสิตต้องเสียค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เหมือนกับผู้ลาพัก
การศึกษาทัว่ ไป

หมวดท่ี ๓
การขึ้นทะเบียนเป็นนสิ ติ และการลงทะเบียนรายวชิ า
ข้อ ๑๖ การขน้ึ ทะเบียนเป็นนิสติ
๑๖.๑ ผู้ขึ้นทะเบียนเป็นนิสิตต้องนำหลักฐานที่บัณฑิตวิทยาลัยกำหนดมายื่นต่อกอง
ทะเบียนและวัดผลด้วยตนเองตามวนั เวลา และสถานที่ที่กำหนด พร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตามที่
มหาวิทยาลัยกำหนด สำหรับภาคการศึกษาแรกที่เข้าศึกษาในบัณฑิตวทิ ยาลัย นิสติ ตอ้ งลงทะเบียนรายวิชาท่ี
ตอ้ งศกึ ษาในภาคนนั้ ทง้ั หมดพร้อมกบั การข้นึ ทะเบยี นเป็นนสิ ติ ด้วย
๑๖.๒ ผไู้ ม่สามารถมายนื่ คำร้องขอข้ึนทะเบียนเปน็ นิสิตตามวันท่กี ำหนดต้องแจ้งเหตุขัดข้อง
ให้กองทะเบยี นและวัดผลทราบ เปน็ ลายลักษณ์อักษรภายใน ๗ วันหลังจากวันที่กำหนดไว้ มิฉะนั้นจะถือว่า
สละสิทธิ์
ในกรณีที่ได้แจ้งให้กองทะเบียนและวัดผลทราบตามความความในวรรคแรกแล้ว ต้องมาข้ึน
ทะเบียนเป็นนิสิตด้วยตนเอง ยกเว้นกรณีที่มหาวิทยาลัยพิจารณาเห็นว่ามีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง จึงอนุญาตให้
มอบหมายผูแ้ ทนมาขนึ้ ทะเบยี นแทนได้ ทั้งนต้ี อ้ งทำให้เรยี บร้อยภายใน ๗ วนั นบั จากวนั เปิดภาคการศกึ ษา
๑๖.๓ ผู้ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าศึกษาในสาขาวิชาใด ต้องขึ้นทะเบียนเป็นนิสิตของบัณฑิต
วิทยาลัยในสาขาวิชานัน้ และจะศกึ ษาเกินกว่า ๑ สาขาวิชาในขณะเดยี วกนั ไมไ่ ด้
ขอ้ ๑๗ การลงทะเบยี นรายวชิ า
๑๗.๑ นิสิตต้องลงทะเบียนรายวิชาทุกภาคการศึกษาตามกำหนดเวลาในปฏิทินการศึกษา
โดยความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาทัว่ ไป

มคอ.๒ หลกั สตู รพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๒

๑๗.๒ นสิ ิตทไ่ี ม่มาลงทะเบยี นรายวชิ าภายใน ๑๔ วันแรกของภาคการศึกษาปกตินับจากวัน
เปิดภาคการศึกษา ไม่มีสทิ ธิลงทะเบียนในภาคการศึกษานนั้ เวน้ แต่จะไดร้ ับอนมุ ัติจากคณบดีบณั ฑิตวิทยาลัย

๑๗.๓ จำนวนหน่วยกิตที่กำหนดให้นิสิตลงทะเบียนแต่ละภาคการศึกษาต้องไม่น้อยกว่า ๖
หนว่ ยกติ และไมเ่ กนิ ๑๕ หนว่ ยกิต

๑๗.๔ นิสิตที่ลงทะเบียนล่าช้ากว่าที่กำหนด ต้องชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาตามที่
มหาวิทยาลัยกำหนด

๑๗.๕ นิสิตที่ไม่ลงทะเบียนรายวิชาในภาคการศึกษาใดต้องลาพักการศึกษา ตามเงื่อนไขที่
ระบุไวใ้ นข้อ ๑๓ หากไม่ปฏบิ ัติตามตอ้ งพน้ สภาพการเปน็ นิสติ

๑๗.๖ นิสิตที่ได้ศึกษารายวิชาครบตามหลักสูตรแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จการศึกษาต้อง
ลงทะเบียนรกั ษาสภาพการเปน็ นสิ ิตทกุ ภาคการศกึ ษา

ขอ้ ๑๘ อาจารย์ทปี่ รกึ ษาทั่วไป
นิสติ ตอ้ งมอี าจารย์ทป่ี รึกษาทวั่ ไปหนึ่งทา่ นเป็นผู้แนะนำและช่วยวางแผนการศึกษาโดยคณบดีบัณฑิต
วิทยาลัยเปน็ ผแู้ ต่งตง้ั จากอาจารยท์ ่มี ชี อื่ ในทำเนียบอาจารย์บณั ฑิตวทิ ยาลยั
ขอ้ ๑๙ การถอน เพิ่ม และเปลย่ี นรายวิชา

๑๙.๑ การถอนรายวิชาจะกระทำไดภ้ ายใตเ้ ง่อื นไข และมีผลสบื เนื่องดงั ตอ่ ไปนี้
๑๙.๑.๑ ในกรณีที่ขอถอนภายใน ๑๔ วันแรกของภาคการศึกษาปกติโดยได้รับ

ความเหน็ ชอบจากอาจารยท์ ่ปี รกึ ษาทวั่ ไป รายวชิ าท่ถี อนนน้ั จะไมป่ รากฎในระเบยี น
๑๙.๑.๒ ในกรณที ่ขี อถอนหลักจาก ๑๔ วันของภาคการศกึ ษาปกติแตไ่ ม่เกิน ๓๐

วันแรกของภาคการศึกษาปกติ โดยได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป นิสิตจะได้รับ w ใน
รายวิชาที่ถอน

๑๙.๑.๓ ถ้านิสิตขอถอนรายวิชาใด เมื่อพ้นกำหนดตามข้อ ๑๙.๑.๒ นิสิตจะได้ F
ในรายวิชานั้น เว้นแตก่ รณีที่มีเหตุผลพิเศษซึ่งคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลยั เห็นสมควรอนุมตั ใิ หถ้ อน
ได้ ในกรณเี ชน่ นีน้ สิ ติ จะได้ w ในรายวชิ าน้ัน

๑๙.๒ การเพิ่มหรือเปลี่ยนรายวิชา ให้กระทำได้ภายใน ๑๔ วันแรกของภาคการศึกษาปกติ
โดยได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ท่ีปรึกษาทั่วไป และหากพ้นกำหนดนี้ต้องไปรับอนุมตั ิจากคณบดีบณั ฑติ
วิทยาลัย ทั้งนี้นิสิตผู้น้ันจะต้องมเี วลาศึกษาต่อไปไม่น้อยกว่ารอ้ ยละ ๘๐ ของเวลาการศึกษาทัง้ หมดในภาค
การศกึ ษานน้ั

หมวดท่ี ๔
การวัดผลและประเมินผลการศึกษา
ขอ้ ๒๐ การวัดผลการศึกษา
๒๐.๑ ให้มีการวัดผลการศึกษาทุกรายวิชาที่นิสิตลงทะเบียนในแต่ละภาคการศึกษา โดย
อาจทำการวัดผลระหว่างภาคด้วยวิธีการทดสอบ การเขียนรายงานการมอบหมายงานให้ทำหรือวิธีอื่นใดท่ี
เหมาะสมกับรายวชิ าน้นั

มคอ.๒ หลักสูตรพทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๓

เม่ือส้นิ ภาคการศึกษา ให้มีการสอบไลส่ ำหรับแต่ละรายวชิ าที่ศึกษาในภาคการศึกษานั้นหรือ

จะใชว้ ิธีการวดั ผลอย่างอื่นท่เี หมาะสมกับลักษณะของวิชานนั้ ๆ กไ็ ด้

บัณฑิตวิทยาลัยอาจกำหนดระเบียบที่ไม่ขัดกับข้อบังคับนี้ เพื่อใช้ในการวัดผลตามความ

เหมาะสมของแตล่ ะสาขาวชิ าหรอื รายวชิ ากไ็ ด้

๒๐.๒ เมื่อสิ้นภาคการศึกษาแต่ละภาค นิสิตจะมีสิทธิเข้าสอบไล่หรือได้รับการวัดผลใน

รายวิชาใดก็ต่อเมื่อมีเวลาศึกษาในรายวิชานั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของเวลาการศึกษาทั้งหมด ใน

ภาคการศึกษานั้นและ/หรอื มีผลการทดสอบระหว่างภาคการศึกษาหรืองานท่ีได้รับมอบหมายเปน็ ท่ีพอใจของ

อาจารยป์ ระจำวชิ า

ขอ้ ๒๑ การประเมนิ ผลการศึกษา

๒๑.๑ ระบบการประเมินผลการศึกษารายวิชาของบัณฑิตวิทยาลัยใช้เพียง ๖ ระดับ มีผล

การศึกษาระดบั และคา่ ระดับดงั นี้

ผลการศกึ ษา ระดบั คา่ ระดบั

ดีเยี่ยม (Excellent) A ๔.๐

ดมี าก (Very good) B+ ๓.๕

ดี (Good) B ๓.๐

คอ่ นข้างดี (Very Fair) C+ ๒.๕

พอใช้ (Fair) C ๒.๐

ตก (Failed) F๐

๒๑.๒ ในรายวิชาใดท่หี ลกั สตู รกำหนดใหเ้ ปน็ รายวิชาท่ีไมน่ ับหน่วยกิตให้แสดงผลการศึกษา

ในรายวิชาน้ันด้วยสญั ลักษณด์ งั น้ี

สญั ลกั ษณ์ ผลการศกึ ษา

S (Satisfactory) เป็นท่พี อใจ

U (Unsatisfactory) ไมเ่ ป็นท่ีพอใจ

๒๑.๓ ในรายวิชาใดยังไม่ได้ทำการวัดผลหรือไม่มีการวัดผล ให้รายงานการศึกษารายวิชา

นน้ั ดว้ ยสัญลกั ษณอ์ ยา่ งใดอย่างหน่งึ ดงั ตอ่ ไปน้ี

สญั ลกั ษณ์ สภาพการศึกษา

I (Incomplete) ไมส่ มบรู ณ์

SP (Satisfactory Progress) ก้าวหน้าเปน็ ท่ีน่าพอใจ

UP (Unsatisfactory Progress) ไม่ก้าวหนา้ เปน็ ท่ีนา่ พอใจ

W (Withdrawn) ถอนรายชอื่ วชิ าทศ่ี ึกษา

Au (Audit) ศกึ ษาโดยไมน่ ับหน่วยกติ

๒๑.๔ การประเมินผลวทิ ยานพิ นธ์

๒๑.๔.๑ ให้ใช้ IP (In Progress) สำหรับวิทยานิพนธ์ท่อี ยรู่ ะหวา่ งการเรียบเรยี ง

มคอ.๒ หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๔

๒๑.๔.๒ การประเมินผลวิทยานิพนธ์ทีเ่ รียบเรียงเสร็จเรียบร้อยแล้วให้กำหนดเป็น

๔ ระดบั ดังนี้

ผลการศกึ ษา ระดับ

ดีเยี่ยม (Excellent) A

ดี (Good) B+

ผา่ น (Passed) B

ตก (Failed) F

๒๑.๕ การให้ F ใหก้ ระทำในกรณีใดกรณีหนึ่งดงั ตอ่ ไปน้ี

๒๑.๕.๑ นสิ ติ ขอถอนรายวิชา เมอ่ื พ้นกำหนดตามขอ้ ๑๙.๑.๓

๒๑.๕.๒ นสิ ติ เขา้ สอบและสอบตกตามข้อ ๒๐.๑

๒๑.๕.๓ นิสิตไม่มีสิทธิเขา้ สอบตามข้อ ๒๐.๒

๒๑.๕.๔ นิสิตไมแ่ กค้ า่ I ตามขอ้ ๒๑.๖.๒ วรรคสดุ ท้าย

๒๑.๕.๕ นสิ ติ ทำผดิ ระเบียบการสอบไลแ่ ละได้รบั การตัดสนิ ใหส้ อบตก

๒๑.๖ การให้ I จะกระทำได้ในกรณใี ดกรณหี น่ึงดังต่อไปน้ี

๒๑.๖.๑ นิสิตมีเวลาเรียนในรายวิชาไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ แต่มิได้สอบเพราะ

ปว่ ยหรอื เหตุสุดวิสยั และไดร้ ับอนุมัตจิ ากคณบดีบัณฑติ วิทยาลัย

๒๑.๖.๒ อาจารย์ประจำวิชาและคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยเห็นสมควรให้รอผล

การศึกษาเพราะนิสิตยังปฏิบัติงาน ซึ่งเปน็ ส่วนประกอบการศึกษารายวิชานน้ั ยังไม่สมบรู ณ์

การแก้ค่า I นิสิตจะต้องสอบและ/หรือปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์

ประจำวิชาใหค้ รบถว้ น เพ่อื ให้อาจารยป์ ระจำวชิ าวดั ผล และสง่ ผลการศกึ ษาของนิสิตผูน้ ้นั แกบ่ ัณฑิตวิทยาลัย

ภายในภาคการศกึ ษาถดั ไป

๒๑.๗ การให้ S จะกระทำไดใ้ นกรณใี ดกรณหี นงึ่ ดังตอ่ ไปน้ี

๒๑.๗.๑ รายวิชาซึ่งมีผลการศึกษาเป็นที่พอใจ และหลักสูตรกำหนดให้วัดผล

การศกึ ษาโดยไม่มคี า่ ระดับ

๒๑.๗.๒ รายวิชาซึ่งนิสิตได้ลงทะเบียนศึกษาในระดับบัณฑิตวิทยาลัยและได้รับ

อนุมตั ใิ หโ้ อนหน่วยกิตตามข้อ ๑๒

๒๑.๘ การให้ U จะกระทำได้เฉพาะในรายวิชาที่หลักสูตรกำหนดว่าให้วัดผลโดยไม่มีค่า

ระดับและมีผลการศกึ ษาไมเ่ ป็นทีพ่ อใจ

๒๑.๙ การให้ IP จะกระทำเพื่อแสดงฐานะของวิทยานิพนธ์ที่อยู่ในระหว่างการเรียบเรียง

เมื่อสน้ิ ภาคการศกึ ษาปกติทกุ ภาค นบั แตภ่ าคทน่ี สิ ิตลงทะเบียนเพอ่ื ทำวิทยานพิ นธ์

๒๑.๑๐ การให้ W จะกระทำได้เฉพาะในกรณีที่ได้ระบุไว้ในข้อ ๑๓ ข้อ ๑๙.๑.๒ และข้อ

๑๙.๑.๓

๒๑.๑๑ การให้ Au ในรายวชิ าใดจะกระทำได้ในกรณีท่นี สิ ติ ไดร้ ับอนุมัติให้ลงทะเบียนเรียนเป็นพิเศษ

โดยไม่นบั หน่วยกติ

มคอ.๒ หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๕

๒๑.๑๒ การให้ SP จะให้เฉพาะกรณีที่เป็นรายวิชาต่อเนือ่ งกับรายวิชาในภาคการศึกษาถัดไป และ
ผลการศกึ ษาเมือ่ สนิ้ ภาคการศกึ ษากา้ วหน้าเป็นทีน่ ่าพอใจ แต่ยงั มิได้วดั ผล

การวัดผลใหก้ ระทำเมื่อนิสิตได้ศกึ ษารายวชิ าต่อเนื่องในภาคการศึกษาถัดไปตามหลักสูตรแล้ว แต่ถ้า
นิสิตไม่ศึกษารายวิชาต่อเนื่องในภาคการศึกษาถัดไปด้วยเหตุใดก็ตามให้ทำการวัดผล รายวิชาที่ได้ SP เป็น
ระดบั และใช้ผลน้นั แทน

๒๑.๑๓ การให้ UP จะให้เฉพาะกรณีที่เป็นรายวิชาต่อเนื่องกับรายวชิ าในภาคการศึกษาถัดไป และ
ผลการศกึ ษาไมก่ า้ วหน้าเป็นทน่ี ่าพอใจแตย่ งั มิไดว้ ัดผล

การวดั ผลให้กระทำเม่ือนิสติ ได้ศึกษารายวิชาต่อเนื่องในภาคการศึกษาถัดไปตามหลักสตู รแลว้ แต่ถ้า
นิสิตไม่ศึกษารายวิชาต่อเนื่องในภาคการศึกษาถัดไปด้วยเหตุใดก็ตาม ให้ทำการวัดผลรายวิชาที่ได้ UP น้ัน
เป็นระดับและใช้ผลนน้ั แทน

ขอ้ ๒๒ การนบั หนว่ ยกิตและการลงทะเบยี นรายวชิ าซำ้
๒๒.๑ การนับหน่วยให้ครบหลักสูตร ให้นับหน่วยกิตเฉพาะรายวิชาที่นิสิตสอบได้ระดับ A,

B, C หรอื S เทา่ นัน้ เว้นแต่รายวิชาท่ีหลักสูตรกำหนดไว้เป็นวชิ าบังคบั หรือวิชาเอก ซึ่งนิสิตต้องได้ไม่ต่ำกว่า
B หรอื S

๒๒.๒ นิสิตที่ได้ต่ำกว่า B หรือได้ U ในรายวิชาบังคับหรือวิชาเอกต้องลงทะเบียนศึกษา
รายวชิ านัน้ อกี และสอบใหไ้ ด้ระดบั ไม่ตำ่ กวา่ B หรอื S แล้วแตก่ รณี

๒๒.๓ ในกรณีทนี่ ิสิตไดต้ ำ่ กว่า B หรือได้ U ในวชิ าเลือก นิสิตมีสทิ ธิลงทะเบียนรายวิชาเดิม
หรืออาจลงทะเบียนรายวิชาอ่ืนในกลุม่ เดยี วกนั ได้

๒๒.๔ ในกรณีที่นิสิตลงทะเบียนรายวิชาซ้ำหรือแทนตามที่หลักสูตรกำหนดการนับหน่วยกิ
ตตามขอ้ ๒๒.๑ นบั จำนวนหนว่ ยกิตได้เพยี งครง้ั เดยี ว

ข้อ ๒๓ ให้มีการประเมินผลการศึกษาเมื่อสิ้นภาคการศึกษาปกติทุกภาค โดยคำนวณหาค่าระดับ
เฉลย่ี ประจำภาคของรายวิชาท่นี ิสิตได้ลงทะเบยี นไว้ในภาคการศึกษานั้น และคำนวณหาค่าเฉล่ียสะสมสำหรับ
รายวิชาทัง้ หมดทุกภาคการศกึ ษา ตงั้ แต่เร่มิ เขา้ ศึกษาจนถงึ ภาคการศึกษาปจั จุบัน

ขอ้ ๒๔ การคดิ ค่าระดับเฉลี่ยประจำภาค ใหค้ ำนวณโดยคูณค่าระดับของแต่ละรายวิชาด้วยหน่วยกิ
ตของรายวิชานั้นแล้วรวมผลคูณของแต่ละรายวิชาเข้าด้วยกัน และหารผลรวมนั้นด้วยจำนวนหน่วยกิต
ทงั้ หมดท่ลี งทะเบียนไวใ้ นภาคการศกึ ษาน้นั โดยคิดทศนิยมสองตำแหน่งไม่ปดั เศษ

ข้อ ๒๕ รายวชิ าใดที่มีรายงานผลการศึกษาเป็นสญั ลักษณ์ I S U W และ Au ไม่ให้นำรายวิชานั้น
มาคำนวณหาค่าระดบั เฉลีย่ ตามขอ้ ๒๔

หมวดท่ี ๕
การทำวิทยานพิ นธ์
ขอ้ ๒๖ ให้บัณฑติ วิทยาลยั วางระเบยี บว่าด้วยการทำวิทยานิพนธ์และการสอบวิทยานพิ นธ์
ข้อ ๒๗ การเสนอโครงรา่ งวทิ ยานิพนธ์และลงทะเบยี นทำวิทยานพิ นธ์ มหี ลักปฏบิ ตั ดิ งั นี้

มคอ.๒ หลกั สตู รพทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๖

ข้อ ๒๗.๑ ระดับปรญิ ญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต นสิ ติ ทศ่ี กึ ษารายวิชามาแล้วไมน่ ้อยกว่า ๒
ภาคการศึกษาปกติ และมีหน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่า ๑๖ หน่วยกิต จึงจะมีสิทธิ์เสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์
เพื่อขออนมุ ัติลงทะเบียนทำวิทยานิพนธ์

๒๗.๒ ระดับปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต นิสิตที่ศึกษารายวิชามาแล้วไม้น้อยกว่า ๒
ภาคการศึกษาปกติ และมีหน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่า ๑๒ หน่วยกิตจึงจะมีสิทธิ์เสนอโครงร่าง วิทยานิพนธ์
เพ่ือขออนุมัติลงทะเบยี นทำวทิ ยานิพนธ์

๒๗.๓ นิสิตสามารถลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ได้หลังจากได้รับอนุมัติหัวข้อและโครงร่าง
วิทยานพิ นธ์แลว้

ข้อ ๒๘ รปู แบบของวทิ ยานิพนธ์ให้เปน็ ไปตามทบ่ี ณั ฑติ วิทยาลัยกำหนด
ข้อ ๒๙ วิทยานิพนธ์ซึ่งผ่านการประเมินผลแล้ว ให้นับเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพื่อรับปริญญา
พทุ ธศาสตรมหาบัณฑิตหรอื ปริญญาพุทธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ
การนำวทิ ยานพิ นธ์ออกโฆษณาเผยแพร่ ต้องไดร้ ับอนุมตั จิ ากบัณฑิตวทิ ยาลัยก่อน

หมวดที่ ๖
การสำเรจ็ การศกึ ษา
ข้อ ๓๐ คณุ สมบัติของผู้สำเรจ็ การศึกษา
๓๐.๑ มีเวลาศกึ ษาไม่น้อยกว่าหรอื ไมเ่ กนิ กวา่ ทก่ี ำหนดไวใ้ น ขอ้ ๑๑.๑ และขอ้ ๑๑.๒
๓๐.๒ ไดศ้ ึกษารายวชิ าตา่ ง ๆ ครบถ้วนและถูกตอ้ งตามเง่อื นไขที่กำหนดไว้ในหลักสูตร
๓๐.๓ ได้หน่วยกิตสะสมไม่น้อยกวา่ ทกี่ ำหนดไว้ในหลกั สตู ร
๓๐.๔ ไดค้ ่าระดับเฉลย่ี สะสมไมต่ ำ่ กวา่ ๓.๐๐ จากระบบ ๔ แตม้
๓๐.๕ ไดร้ ะดับไม่ตำ่ กวา่ B ในรายวิชาบังคับและรายวิชาเอกทุกวชิ าและไดร้ ะดับ S ในกรณี
ที่หลกั สตู รกำหนดให้วัดผลเป็น S เป็น U
๓๐.๖ สอบผ่านการประเมินผลวิทยานิพนธ์ และส่งวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ตามที่
มหาวิทยาลยั กำหนด
ขอ้ ๓๑ คณุ สมบัติของผูม้ ีสิทธิรับปริญญา
๓๑.๑ มีคณุ สมบตั ิตามขอ้ ๓๐
๓๑.๒ ไม่ติดคา้ งคา่ ธรรมเนยี มใด ๆ
๓๑.๓ ไม่อยู่ระหว่างการถกู ลงโทษใด ๆ

หมวดที่ ๗
ความประพฤติและวนิ ัยนสิ ิต
ข้อ ๓๒ ในกรณีที่นิสิตกระทำผิดเกี่ยวกับการสอบ ต้องได้รับโทษสถานใดสถานหนึ่งตามสมควรแก่
ความผดิ ดังนี้
๓๒.๑ ภาคทัณฑ์

มคอ.๒ หลักสูตรพทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๗

๓๒.๒ ใหส้ อบตกรายวิชาใดวชิ าหนึ่งหรือหลายรายวิชา
๓๒.๓ ให้สอบตกหมดทกุ รายวิชาในภาคการศกึ ษานนั้
๓๒.๔ ใหพ้ กั การศึกษาตัง้ แต่ ๑ ภาคการศกึ ษา ถงึ ๓ ภาคการศกึ ษาแล้วแตก่ รณี
๓๒.๕ ใหพ้ น้ สภาพการเปน็ นิสิต
ข้อ ๓๓ นิสิตต้องมีความประพฤติเรยี บร้อยดีงาม ในกรณีที่นิสติ กระทำผิดขอ้ บังคับ ระเบียบ คำสั่ง
หรือประกาศของบัณฑิตวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย และได้รับโทษนอกจากที่ระบุไว้แล้วใน ข้อ ๓๒ นิสิตต้อง
ไดร้ ับโทษสถานใดสถานหนึ่งตามสมควรแกค่ วามผดิ ดังนี้
๓๓.๑ ชดใชค้ ่าเสียหาย
๓๓.๒ ระงับการให้ปริญญามกี ำหนดไมเ่ กิน ๓ ปีการศกึ ษา
๓๓.๓ ระงบั การออกใบแสดงผลการศกึ ษามีกำหนดไม่เกิน ๓ ปกี ารศกึ ษา
ข้อ ๓๔ ให้คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย เป็นผู้พิจารณาลงโทษนิสิตที่มีความประพฤติ
เสยี หายหรือกระทำผิดตา่ ง ๆ ตามเกณฑ์ทรี่ ะบุไวใ้ นขอ้ ๓๒ และขอ้ ๓๓ ตามสมควรแก่กรณี
เฉพาะกรณที ี่นิสติ กระทำผดิ ระเบียบการสอบทุกประเภทของบัณฑิตวิทยาลยั ให้คณะกรรมการประจำ
บัณฑิตวิทยาลัยร่วมกับกรรมการควบคุมการสอบ เป็นผูพ้ ิจารณาลงโทษตามสมควรแก่กรณีตามเกณฑ์ที่ระบุ
ไว้ในขอ้ ๓๒

บทเฉพาะกาล
ข้อ ๓๕ ให้ใชข้ อ้ บงั คับน้ีกับนิสิตระดบั บณั ฑิตศึกษา ดังต่อไปน้ี

๓๕.๑ นิสิตที่เข้าศึกษาตามหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต ก่อนปีการศึกษา ๒๕๔๒ ยังคง
ปฏิบัติตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในพระบรมราชปู ถัมภ์ ว่าด้วยการศึกษาระดับ
ปรญิ ญาโท พุทธศกั ราช ๒๕๓๐

๓๕.๒ นิสิตทเี่ ข้าศึกษาตามหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ต้ังแตป่ กี ารศกึ ษา ๒๕๔๒ เป็นต้นไป
ให้ปฏิบัติตามขอ้ บงั คบั นี้

ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๔๑

(พระสุเมธาธบิ ดี)
นายกสภามหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั

มคอ.๒ หลกั สูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๘

ข้อบังคบั มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ว่าดว้ ยการศึกษาระดบั บัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑

แก้ไขเพิ่มเตมิ พ.ศ. ๒๕๔๘

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช

วิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ และมติสภามหาวิทยาลัย ในคราวประชุมครั้งที่ ๔/๒๕๔๘ เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๒๘

เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ จึงมีมติให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วย

การศกึ ษาระดบั บัณฑติ ศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๑ ดังนี้

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยว่าด้วยการศึกษา

ระดับบัณฑิตศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๑ แกไ้ ขเพม่ิ เติม พ.ศ. ๒๕๔๘”

ข้อ ๒ ใหย้ กเลกิ ขอ้ ความในข้อ ๑๐.๑ และให้ใสชข้ ้อความตอ่ ไปนแ้ี ทน

“๑๐.๑ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต ให้ศึกษางานรายวิชาไม่น้อยกว่า ๒๖

หน่วยกิต และวิทยานิพนธ์ ๑๒ หน่วยกจิ จำแนกประเภทดังนี้

วิชาบงั คบั ไมน่ ้อยกวา่ ๘ หนว่ ยกิต

วิชาเอก ไมน่ อ้ ยกว่า ๑๒ หน่วยกติ

วชิ าเลอื ก ไม่นอ้ ยกว่า ๖ หน่วยกิต

วิทยานิพนธ์ ๑๒ หน่วยกติ

รวมทัง้ สิ้น ไม่น้อยกว่า ๓๘ หนว่ ยกติ

ประกาศ ณ วนั ท่ี ๙ พฤษภาคม พุทธศกั ราช ๒๕๔๘

(พระราชรัตนโมลี)
อปุ นายกสภามหาวทิ ยาลยั ทำหน้าท่ีแทน
นายกสภามหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

มคอ.๒ หลกั สตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๙

ข้อบังคบั มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ว่าดว้ ยการศกึ ษาระดับบณั ฑิตศกึ ษา พุทธศักราช ๒๕๔๑ (ฉบับท่ี ๓)

แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๔๙

เพื่อให้การบริหารจัดการเกี่ยวกับการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยดำเนินไปด้วยความ
เรยี บรอ้ ย มีประสทิ ธิภาพ และบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคต์ ามนโยบายของมหาวทิ ยาลยั

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั พ.ศ. ๒๕๔๐ และมติสภามหาวิทยาลัย ในคราวประชุมครง้ั ที่ ๕/๒๕๔๙ เมือ่ วันศกุ รท์ ี่ ๑ กันยายน
พ.ศ.๒๕๔๙ จึงให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับ
บัณฑติ ศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ ดังต่อไปน้ี

ข้อ ๑ คณุ สมบัตขิ องผู้เข้าศึกษาระดบั ประกาศนียบัตรบณั ฑิตและมหาบณั ฑิต
๖.๑ ผู้สมัครเข้าศกึ ษาระดับประกาศนียบตั รบัณฑติ
๖.๑.๑ ต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัย

หรอื สถาบันการศึกษาท่สี ภามหาวทิ ยาลยั รับรอง และ
๖.๑.๒ ไมเ่ คยถูกลงโทษใหพ้ น้ สภาพการเป็นนิสิตบณั ฑติ วทิ ยาลยั

๖.๒ ผ้สู มคั รเขา้ ศกึ ษาระดบั มหาบัณฑติ
๖.๒.๑ ต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัย

หรือสถาบันการศกึ ษาท่ีสภามหาวิทยาลัยรับรอง
๖.๒.๒ ต้องได้รับค่าระดบั เฉลี่ยสะสมในระดับปริญญาตรีไมต่ ่ำกว่า ๒.๕๐ จากระบบ

๔ แต้ม ยกเว้นผูม้ ีประสบการณ์การทำงานติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ปี นับแต่สำเรจ็ การศกึ ษาและผู้
จบเปรียญธรรมเกา้ ประโยค และ

๖.๒.๓ ไมเ่ คยถกู ลงโทษให้พ้นสภาพการเป็นนิสิตบณั ฑติ วทิ ยาลยั
ขอ้ ๗ ผ้สู มคั รเขา้ ศกึ ษาระดับดษุ ฎบี ัณฑิต

๗.๑ ระดบั ดุษฎบี ัณฑติ แบบ ๑.๑ และแบบ ๒.๑
๗.๑.๑ ต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัย

หรือสถาบนั การศกึ ษาท่ีสภามหาวิทยาลัยรับรอง
๗.๑.๒ ต้องได้ค่าระดับเฉลี่ยสะสมในระดับปริญญาโทไม่ต่ำกว่า ๓.๕๐ ระบบ ๔ แต้ม

ยกเว้นผู้มีประสบการณ์การทำงานติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ปี นับแต่วันสำเร็จการศึกษาหรือมีผลงาน
ทางวิชาการทคี่ ณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยเห็นชอบ และ

๗.๑.๓ ไมเ่ คยถูกลงโทษให้พน้ สภาพการเปน็ นสิ ติ บณั ฑิตวทิ ยาลัย

มคอ.๒ หลกั สตู รพทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๐

๗.๒ ระดบั ดษุ ฎีบณั ฑติ แบบ ๑.๒ และแบบ ๒.๒
๗.๒.๑ ต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัย

หรือสถาบันการศึกษาทสี่ ภามหาวทิ ยาลยั รบั รองหรอื เปรยี ญธรรมเก้าประโยค ซึง่ บณั ฑิตวิทยาลยั อนุมัติให้เข้า
ศกึ ษาเป็นกรณีพเิ ศษ

๗.๒.๒ ตอ้ งได้คา่ ระดับเฉลีย่ สะสมในระดับปริญญาตรีไม่ต่ำกวา่ ๓.๒๕ จากระบบ ๔
แต้ม ยกเว้นผู้มีประสบการณ์การทำงานติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกวา่ ๒ ปี นับแต่สำเร็จการศึกษาและผู้จบ
เปรียญธรรมเก้าประโยค

๗.๒.๓ ไม่เคยถูกลงโทษใหพ้ ้นสภาพการเปน็ นิสิตบัณฑิตวิทยาลัย
ข้อ ๓ ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๙ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วย
การศึกษาระดบั บัณฑิตศกึ ษา พ.ศ.๒๕๔๑ และให้ใช้ขอ้ ความต่อไปน้ีแทน
ข้อ ๙ การศึกษาในบัณฑิตวิทยาลัยใช้ระบบทวิภาคหรือไตรภาค ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแต่ละ
สาขาวชิ า

ระบบทวิภาค ๑ ปี การศึกษาแบ่งออกเป็น ๒ ภาคการศึกษาปกติ ๑ ภาคการศึกษาปกติ มี
ระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๕ สปั ดาห์ และอาจจดั การศึกษาภาคฤดูร้อนได้อีก ๑ ภาค มรี ะยะเวลาศึกษา
ไม่น้อยกว่า ๖ สัปดาห์ และจะกำหนดระเบียบว่าด้วยการศึกษาภาคฤดูร้อน ที่ไม่ขัดกับข้อบังคบั น้ีโดยความ
เหน็ ชอบของคณะกรรมการประจำบัณฑติ วิทยาลัยก็ได้

ระบบไตรภาค ๑ ปี การศึกษาแบ่งออกเป็น ๓ ภาคการศึกษาปกติ ๑ ภาคการศึกษาปกติ
มรี ะยะเวลาไม่น้อยกวา่ ๑๒ สัปดาห์

ขอ้ ๔ ให้ยกเลิกขอ้ ความในข้อ ๑๐ แห่งขอ้ บงั คบั มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วย
การศกึ ษาระดบั บณั ฑติ ศกึ ษา พ.ศ.๒๕๔๑ แก้ไขเพิ่มเตมิ พ.ศ.๒๕๔๘ และใหใ้ ช้ข้อความต่อไปนีแ้ ทน

“ข้อ ๑๐ หลกั สตู ร
๑๐.๑ หลักสตู รประกาศนยี บัตรบณั ฑิต
๑๐.๒ หลกั สูตรระดับมหาบัณฑิต แผน ก แบบ ก (๑) และ แผน ก (๒)
๑๐.๓ หลักสูตรระดบั มหาบณั ฑิต แผน ข
๑๐.๔ หลกั สตู รระดบั ดษุ ฎบี ณั ฑติ แบบ ๑ และแบบ ๒
โครงสร้างของแต่ละหลักสูตร การศึกษารายวิชาและการทำวิทยานิพนธ์ตาม

จำนวนหน่วยกติ ให้เปน็ ไปตามประกาศของมหาวิทยาลัย
ขอ้ ๕ ระยะเวลาการศึกษาตามหลักสตู ร
๑๑.๑ หลักสูตรประกาศนียบัตร ให้มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๒ ภาคการศึกษาปกติ

และไม่เกนิ ๔ ภาคการศึกษาปกติ ในระบบทวภิ าคหรอื ใหม้ รี ะยะเวลาไมน่ อ้ ยกวา่ ๓ ภาคการศกึ ษาปกติ และ
ไม่เกนิ ๖ ภาคการศึกษาปกติในระบบไตรภาค

๑๑.๒ หลักสูตรระดับมหาบัณฑิต ให้มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๔ ภาคการศึกษาปกติ
และไม่เกิน ๑๐ ภาคการศึกษาปกติ ในระบบทวิภาคหรือให้มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๔ ภาคการศึกษาปกติ
และไมเ่ กิน ๑๕ ภาคการศึกษาปกติในระบบไตรภาค

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๑

๑๑.๓ หลักสูตรระดับดุษฎีบัณฑิต แบบ ๑.๑ และ ๒.๑ ให้มีระยะเวลาศึกษามีน้อยกว่า ๖
ภาคการศึกษาปกติ และไม่เกิน ๑๐ ภาคการศึกษาปกติ ในระบบทวิภาคหรือให้มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๖
ภาคการศึกษาปกติ และไมเ่ กนิ ๑๕ ภาคการศกึ ษาปกตใิ นระบบไตรภาค

๑๑.๔ หลักสูตรระดับดุษฎบี ัณฑิต แบบ ๑.๒ และ ๒.๒ ให้มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกวา่ ๘
ภาคการศึกษาปกติ และไม่เกิน ๑๔ ภาคการศึกษาปกติ ในระบบทวิภาคหรือให้มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๘
ภาคการศึกษาปกติ และไมเ่ กนิ ๒๑ ภาคการศึกษาปกติในระบบไตรภาค

ในกรณีที่นิสิตไม่สามารถสำเร็จการศึกษาในระยะเวลาตามที่กำหนดคณะกรรมการประจำ
บัณฑิตวิทยาลัย อาจอนุมัตใิ หต้ อ่ อายสุ ภาพนิสติ ไดอ้ กี แต่ท้ังนี้ต้องไม่เกิน ๒ ภาคการศึกษาปกติ

๑๑.๕ การนับเวลาในข้อ ๑๑ ให้นับรวมเวลาที่นิสิตได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษาด้วย
ยกเว้นนิสิตทไี่ ดร้ บั อนุมัติใหล้ าพักการศึกษาตามข้อ ๑๓.๑.๑

ข้อ ๖ ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๒๑.๑ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่า
ดว้ ยการศกึ ษาระดับบัณฑิตศกึ ษา พ.ศ.๒๕๔๑ และให้ใชข้ ้อความต่อไปนี้แทน

ข้อ ๒๑.๑ ระบบการประเมินผลการศึกษารายวชิ า แบง่ เป็น ๗ ระดับและคา่ ระดบั ดังนี้

ระดบั A A- B+ B C+ C F

คา่ ระดบั ๔.๐๐ ๓.๖๗ ๓.๓๓ ๓.๐๐ ๒.๕๐ ๒.๐๐ ๐

ข้อ ๗ ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๒๗ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วย

การศึกษาระดบั บัณฑติ ศึกษา พุทธศักราช ๒๕๔๑ และให้ขอ้ ความตอ่ ไปนแี้ ทน

ขอ้ ๗ การเสนอโครงรา่ งวทิ ยานิพนธ์และลงทะเบยี นทำวทิ ยานพิ นธ์ มหี ลักปฏิบัตดิ ังนี้

๒๗.๑ นสิ ติ หลักสตู รระดับมหาบณั ฑติ ที่ศกึ ษารายวชิ ามาแลว้ ไม่น้อยกว่า ๑ ภาค

๒๗.๒ นิสิตหลักสูตรระดับดุษฎีบัณฑิต แบบ ๑ มีสิทธิ์เสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์ เพื่อขอ

อนุมตั ิลงทะเบยี นทำวิทยานพิ นธ์ หลังจากขนึ้ ทะเบียนเป็นนสิ ติ แลว้

๒๗.๓ นิสิตหลักสูตรระดบั ดษุ ฎีบัณฑิต แบบ ๒ ที่ศึกษารายวิชามาแล้วไมน่ อ้ ยกว่า ๑ ภาค

การศึกษาปกติ และมหี น่วยกิตสะสมไมน่ อ้ ยกว่า ๖ หน่วยกติ มีสิทธิเ์ สนอโครงรา่ งวทิ ยานพิ นธ์ เพ่อื ขออนุมัติ

ลงทะเบยี นทำวทิ ยานพิ นธ์

๒๗.๔ นิสิตสามารถลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ได้ หลังจากได้รับอนุมัติหัวข้อและโครงร่าง

วทิ ยานิพนธ์แล้ว

ประกาศ ณ วนั ที่ ๑๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

(พระธรรมสุธี)
นายกสภามหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย

มคอ.๒ หลกั สตู รพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๒

ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ว่าด้วยการศกึ ษาระดบั บัณฑิตศกึ ษา พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๑ (ฉบับที่ ๔)

แกไ้ ขเพ่มิ เตมิ พุทธศกั ราช ๒๕๕๓
---------------------

เพอ่ื ใหก้ ารบรหิ ารจัดการเกย่ี วกับการศึกษาระดบั บัณฑิตศึกษา ของมหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั ดำเนินไปดว้ ยความเรียบรอ้ ย มีประสิทธภิ าพ และบรรลวุ ัตถุประสงคต์ ามนโยบายของมหาวทิ ยาลัย

อาศํยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ และมติสภามหาวิทยาลัย ในคราวประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๘
กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ จึงแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วย
การศกึ ษาระดบั บัณฑิตศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๑ ดังตอ่ ไปน้ี

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้ เรียกว่า “ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษา
ระดับบณั ฑติ ศกึ ษา พุทธศักราช ๒๕๔๑ (ฉบับท่ี ๔) แก้ไขเพ่มิ เติม พทุ ธศักราช ๒๕๕๓”

ข้อ ๒ ใหใ้ ชข้ อ้ บังคบั นกี้ ับนสิ ิตท่ีรบั เขา้ ศกึ ษา ต้ังแต่ปีการศึกษา ๒๕๕๓ เป็นต้นไป
ขอ้ ๓ ให้ยกเลิกขอ้ ความในข้อ ๓๐ แห่งข้อบังคบั มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ว่าด้วย
การศึกษาระดบั บัณฑติ ศึกษา พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๑ และให้ใช้ข้อความตอ่ ไปน้ีแทน

“ข้อ ๓๐ คุณสมบตั ิของผสู้ ำเรจ็ การศกึ ษา
๓๐.๑ มีเวลาศึกษาไมน่ อ้ ยกว่าและไมเ่ กินกวา่ ท่ีกำหนดไว้ในข้อ ๑๑
๓๐.๒ ไดศ้ ึกษารายวิชาตา่ ง ๆ ครบถ้วนและถูกต้องตามเง่อื นไขท่ีกำหนด
ไวใ้ นหลกั สูตร
๓๐.๓ ได้หนว่ ยกติ สะสมไมน่ ้อยกว่าทกี่ ำหนดไวใ้ นหลกั สูตร
๓๐.๔ ได้ค่าระดับเฉล่ยี สะสมไม่ตำ่ กว่า ๓.๐๐ จากระบบ ๔ แตม้
๓๐.๕ ไดร้ ะดับไม่ตำ่ กว่า B ในรายวชิ าบังคบั และรายวิชาเอกทุกรายวิชา
และไดร้ ะดบั S ในกรณีท่ีหลักสูตรกำหนดให้วดั ผลเปน็ S หรอื U
๓๐.๖ สอบผา่ นการประเมินผลวทิ ยานิพนธ์ และส่งวิทยานิพนธ์ฉบบั สมบูรณ์
ตามท่ีมหาวทิ ยาลัยกำหนด
๓๐.๗ วิทยานิพนธ์ในหลกั สตู รพทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ จะตอ้ งไดร้ บั การ
ตพี ิมพ์ หรอื อยา่ งนอ้ ยดำเนนิ การให้ทั้งหมดหรือสว่ นหนง่ึ ของ
วทิ ยานิพนธ์ไดร้ บั การยอมรบั ใหต้ ีพิมพใ์ นวารสารหรือสงิ่ พมิ พท์ าง
วชิ าการ หรอื เสนอตอ่ ท่ีประชมุ วิชาการทม่ี รี ายงานการประชมุ
(proceeding)

มคอ.๒ หลกั สตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๓

๓๐.๘ วิทยานพิ นธ์ในหลักสูตรพทุ ธศาสตรดษุ ฎีบณั ฑติ จะต้องไดร้ บั การ
ตพี ิมพ์ หรอื อยา่ งนอ้ ยดำเนินการให้ทง้ั หมดหรือส่วนหนึ่งของ
วทิ ยานิพนธ์ไดร้ บั การยอมรบั ใหต้ พี ิมพใ์ นวารสารหรือส่ิงพมิ พท์ าง
วชิ าการทม่ี ีกรรมการภายนอกรว่ มกลั่นกรองก่อนการตีพิมพ์
(Pre-review) และเปน็ ทยี่ อมรบั ”

ประกาศ ณ วนั ที่ ๒๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓

(พระธรรมสธุ ี)
นายกสภามหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

มคอ.๒ หลกั สูตรพทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๔

ข้อบังคับมหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ว่าดว้ ยการศึกษาระดบั บัณฑิตศกึ ษา (ฉบับท่ี ๕)
พุทธศักราช ๒๕๕๓
-----------------------

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงบางส่วนของข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่า
ด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พุทธศักราช ๒๕๔๑ (ฉบับที่ ๔) แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช๒๕๕๓ ให้มี
ความเหมาะสมมากย่ิงข้ึน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ และมติสภามหาวิทยาลัย ในคราวประชุมครั้งที่ ๔/๒๕๕๓ เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๑๗
มิถนุ ายน จงึ ออกข้อบังคับไว้ ดงั ตอ่ ไปน้ี

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยว่าด้วยการศึกษา
ระดับบัณฑิตศกึ ษา (ฉบับที่ ๕ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ พุทธศกั ราช ๒๕๕๓”

ข้อ ๒ ให้ใช้ขอ้ บังคับนก้ี ับนิสิตเขา้ ศกึ ษา ตง้ั แตป่ กี ารศึกษา ๒๕๕๓ เปน็ ตน้ ไป
ขอ้ ๓ ใหย้ กเลกิ ขอ้ ความในขอ้ ๒ แหง่ ข้อบงั คบั มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
วา่ ดว้ ยการศึกษาระดับบณั ฑติ ศึกษา พุทธศักราช ๒๕๔๑ (ฉบับท่ี ๔) แกไ้ ขเพิ่มเติม พุทธศกั ราช ๒๕๕๓
และให้ใชข้ ้อความตอ่ ไปน้ีแทน

“ข้อ ๒ ใหใ้ ชข้ ้อบงั คบั บกี้ ับนิสิตท่ีรบั เข้าศกึ ษา ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๙ เป็นตน้ ไป”

ประกาศ ณ วนั ท่ี ๑๕ กรกฎาคม พุทธศกั ราช ๒๕๕๓

(พระธรรมสุธี)
นายกสภามหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๕

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๖

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๗

มคอ.๒ หลักสูตรพทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๘

ขอ้ บังคับมหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ว่าดว้ ยคณะกรรมการประจำบณั ฑิตวิทยาลัยและคณะกรรมการประจำคณะ

พ.ศ. ๒๕๔๑

เพื่ออนุวัตให้เป็นไปตามความในมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ จึงเหน็ สมควรออกขอ้ บงั คบั มหาวทิ ยาลยั ว่าดว้ ยคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย
และคณะกรรมการประจำคณะ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในคราวประชุมครั้งที่ ๘/๒๕๔๑ เมื่อ
วันที่ ๒๗ สงิ หาคม พ.ศ.๒๕๔๑ จงึ มมี ตใิ หอ้ อกบงั คบั ไวด้ ังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วย
คณะกรรมการประจำบณั ฑิตวิทยาลัยและคณะกรรมการประจำคณะ พ.ศ.๒๕๔๑”

ข้อ ๒ ให้ใช้ขอ้ บังคบั นตี้ ้งั แต่วนั ถัดจากวนั ประกาศเป็นตน้ ไป
ข้อ ๓ บรรดากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด คำสั่ง หรือประกาศอื่นใดซึ่งขัดหรือแย้งกับ
ข้อบังคบั นี้ ให้ใชข้ ้อบงั คับนี้แทน
ขอ้ ๔ ให้มคี ณะกรรมการประจำบัณฑิตวทิ ยาลัย ประกอบดว้ ย

(๑) ประธานกรรมการ ได้แก่ คณบดี
(๒) รองประธานกรรมการ ไดแ้ ก่ รองคณบดีซึ่งเปน็ พระภิกษุ
(๓) กรรมการผ้เู ปน็ คณาจารยป์ ระจำบัณฑิตวทิ ยาลัยจำนวนส่ีรปู หรอื คนท่ี

อธกิ ารบดีแตง่ ตัง้ โดยคำแนะนำของคณบดี
(๔) กรรมการผู้ทรงคุณวฒุ จิ ำนวนไมเ่ กนิ หา้ รปู หรือคนทอ่ี ธกิ ารบดแี ตง่ ตง้ั โดย

คำแนะนำของคณบดี
(๕) กรรมการและเลขานกุ าร ได้แก่ เลขานกุ ารบัณฑติ วิทยาลัย
ข้อ ๕ ให้มีคณะกรรมการประจำคณะ ประกอบดว้ ย
(๑) ประธานกรรมการ ได้แก่ คณบดี
(๒) รองประธานกรรมการ ไดแ้ ก่ รองคณบดซี งึ่ เปน็ พระภกิ ษุ
(๓) กรรมการโดยตำแหนง่ ได้แก่ หัวหนา้ ภาควิชา
(๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินห้ารูปหรือคนที่อธิการบดีแต่งตั้งโยคำแนะนำ

ของคณบดี
(๕) กรรมการและเลขานกุ าร ได้แก่ เลขานกุ ารประจำคณะ

มคอ.๒ หลักสตู รพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๙

ข้อ ๖ คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยและคณะกรรมการประจำคณะมวี าระ
การดำรงตำแหนง่ เทา่ กับวาระการดำรงตำแหนง่ ของคณบดี

ในกรณีที่กรรมการตามข้อ ๔ และขอ้ ๕ พน้ จากตำแหนง่ ก่อนวาระและได้มีการ
แตง่ ต้งั ผดู้ ำรงตำแหนง่ แทนแลว้ ใหผ้ ทู้ ่ีไดร้ บั แต่งตง้ั อยู่ในตำแหน่งเพียงเทา่ วาระท่เี หลือของผู้ซึง่ ตนแทน

ในกรณีทกี่ รรมการพน้ จากตำแหนง่ ตามวาระแตย่ งั มิไดแ้ ต่งต้ังกรรมการข้ึนใหมใ่ ห้
กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏบิ ัตหิ นา้ ทีต่ ่อไปจนกวา่ จะได้แต่งต้งั กรรมการขึ้นใหม่ ทัง้ นต้ี อ้ งไม่เกนิ หกสบิ วัน

ข้อ ๗ คณะกรรมการประจำบณั ฑิตวทิ ยาลยั และคณะกรรมการประจำคณะมีอำนาจและ
หนา้ ท่ี ดงั นี้

(๑) วางนโยบายและแผนงานให้สอดคลอ้ งกับนโยบายของมหาวิทยาลยั
(๒) พจิ ารณาหลักสูตรเพอ่ื นำเสนอต่อสภาวชิ าการ
(๓) พิจารณาวางระเบียบ ขอ้ บังคบั ทีเ่ กี่ยวกับการบริหารและการดำเนนิ งาน

เพื่อเสนอตอ่ สภาวชิ าการ
(๔) ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นแก่คณบดี
(๕) ปฏิบัตหิ น้าที่อนื่ ๆ ตามท่ีสภาวชิ าการหรืออธิการบดมี อบหมาย
ขอ้ ๘ ให้มกี ารประชุมคณะกรรมการประจำบณั ฑติ วทิ ยาลยั และคณะกรรมการประจำคณะ
อย่างน้อยปีละสี่ครั้ง วิธีการประชุมให้นำข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการ
ประชมุ สภามหาวิทยาลยั มาใช้บงั คับโดยอนุโลม
ข้อ ๙ ใหอ้ ธกิ ารดรี กั ษาการใหเ้ ป็นไปตามข้อบังคับนี้

ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑

(พระสเุ มธาธิบดี)
นายกสภามหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๙๐

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๙๑

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๙๒

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๙๓

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๙๔

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๙๕

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๙๖

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๙๗


Click to View FlipBook Version