The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา ebook

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-26 11:36:54

หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา ebook

หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา ebook

Keywords: หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา ebook

มคอ.๒ หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎบี ัณฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๔๗

๓. การบรหิ ารคณาจารย์
๓.๑ การรับอาจารย์ใหม่
มีการคัดเลือกอาจารย์ใหม่ตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยโดยอาจารย์ใหม่

จะต้องมวี ุฒกิ ารศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนาหรือท่เี กย่ี วข้อง
๓.๒ การมสี ว่ นรว่ มของคณาจารยใ์ นการวางแผน การติดตามและทบทวนหลักสตู ร
คณาจารย์ผู้รบั ผิดชอบหลักสตู ร และผู้สอน ประชมุ รว่ มกันในการวางแผนจดั การเรียนการสอน

ประเมินผล และให้ความเห็นชอบการประเมินผลทุกรายวิชา เก็บรวบรวมข้อมูลเพ่ือเตรียมไว้สำหรับการ
ปรบั ปรุงหลกั สูตร ตลอดจนปรึกษาหารือแนวทางท่ีจะทำให้บรรลุเป้าหมายตามหลักสตู ร และได้มหาบัณฑิต
เปน็ ไปตามคุณลกั ษณะมหาบณั ฑติ ทพ่ี ึงประสงค์

๓.๓ การแตง่ ต้ังคณาจารยพ์ เิ ศษ
สำหรับอาจารย์พิเศษถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจาก

การปฏิบัติมาให้กับนิสิต ดังนั้น หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา คณะพุทธ
ศาสตร์ จึงกำหนดนโยบายให้มีการเชิญอาจารย์พิเศษหรือวิทยากรมาบรรยาย โดยท่ีอาจารย์พิเศษหรือ
วทิ ยากรจะตอ้ งเป็นผมู้ คี วามเชีย่ วชาญในสาขาวิชานนั้ ๆ

๔. การบริหารบคุ ลากรสนับสนุนการเรยี นการสอน
๔.๑ การกำหนดคณุ สมบัติเฉพาะสำหรับตำแหนง่
บุคลากรสายสนับสนุนควรมีวุฒิปริญญาโทที่เก่ียวข้องกับภาระงานท่ีรับผิดชอบและมีความรู้

พระไตรปฎิ กศึกษา
๔.๒ การเพิม่ ทกั ษะความรู้เพือ่ การปฏิบตั งิ าน
บุคลากรต้องเข้าใจโครงสร้างและธรรมชาติของหลักสูตร และจะต้องสามารถบริการให้

อาจารย์สามารถใชส้ ่ือการสอนได้อย่างสะดวก

๕. การสนับสนนุ และให้คำแนะนำแกน่ สิ ิต
๕.๑. การให้คำปรึกษาดา้ นวิชาการและอน่ื ๆ แก่นสิ ิต
หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

นครปฐม มีการแต่งตง้ั อาจารย์ท่ปี รึกษาทางวิชาการใหแ้ ก่นิสติ ทกุ คน โดยนิสิตท่ีมปี ญั หาในการเรียนสามารถ
ปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาทางวิชาการได้ โดยอาจารย์ของหลักสูตรทุกคนจะต้องทำหน้าท่ีอาจารย์ท่ี
ปรึกษาทางวิชาการให้แก่นิสิต และทุกคนต้องกำหนดช่ัวโมงให้คำปรึกษา เพื่อให้นิสิตเข้าปรึกษาได้
นอกจากนี้ ยังมีระบบอาจารย์ท่ีปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ ซึ่งจะคอยชี้แนะกระบวนการในการพัฒนาศักยภาพการ
เรียนรู้และการวิจัย และมีระบบให้ข้อมูลย้อนกลับจากผลการศึกษาและการประเมินด้านต่าง ๆ เพ่ือให้นิสิต
ได้มีการพฒั นาตนเอง

๕.๒. การอุทธรณข์ องนิสติ
กรณี ที่นิสิตมีความสงสัยเก่ียวกับผลการประเมินในรายวิชาใดสามารถที่จะ ยื่นคำร้องขอดู

กระดาษคำตอบในการสอบ ตลอดจนดูคะแนน และวิธกี ารประเมินของอาจารยใ์ นแตล่ ะรายวชิ าได้

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรดุษฎบี ัณฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๔๘

๖. ความต้องการของตลาดแรงงาน สังคม และ/หรือ ความพึงพอใจของผูใ้ ชม้ หาบัณฑติ
๖.๑ มีการศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการของตลาดแรงงาน สังคม เพ่ือเป็นข้อมูลพ้ืนฐาน

ในการเปดิ และการปรับปรุงและพัฒนาหลกั สูตรอย่างต่อเนอื่ งทกุ ๆ ๕ ปี
๖.๒ มีการศกึ ษาความพงึ พอใจของผูใ้ ช้มหาบัณฑิตและนายจ้าง (ทกุ ๆ ปีการศกึ ษา)

๖.๓ มกี ารติดตามการพัฒนาอาชีพและความกา้ วหน้าในการทำงานของมหาบัณฑติ เพ่ือให้ได้
ข้อมูลย้อนกลับมาพัฒนาและปรบั ปรงุ หลักสูตร
๗. ตวั บง่ ช้ีผลการดำเนนิ งาน

ผลการดำเนินการบรรลุตามเป้าหมายตัวบ่งช้ีท้ังหมดอยู่ในเกณฑ์ต่อเน่ือง ๒ ปีการศึกษา เพื่อ
ตดิ ตามการดำเนินการตาม TQF ต่อไป ทัง้ น้ีเกณฑ์การประเมินผ่าน คือ มีการดำเนินงานตามขอ้ ๑- ๕ และ
อยา่ งน้อย ร้อยละ ๘๐ ของตวั บง่ ช้ผี ลการดำเนินงานทีร่ ะบไุ วใ้ นแต่ละปี

มคอ.๒ หลักสตู รพทุ ธศาสตรดุษฎบี ณั ฑิต สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๔๙

ดชั นบี ง่ ช้ผี ลการดำเนินงาน ปีที่ ๑ ปที ี่ ๒ ปีท่ี ๓ ปที ่ี ๔

๑. อาจารย์ประจำหลักสูตรอย่างน้อยร้อยละ ๘๐ มีส่วนร่วมในการ ✓ ✓ ✓
ประชุมเพื่อวางแผน ตดิ ตาม และทบทวนการดำเนนิ งานหลกั สูตร

๒. มีรายละเอียดของหลักสูตร ตามแบบ มคอ.๒ ที่สอดคล้องกับ ✓ ✓ ✓
มาตรฐานคุณวฒุ สิ าขาวชิ า/สาขาวชิ า

๓. มีรายละเอียดของรายวิชา และประสบการณ์ภาคสนาม (ถ้ามี) ตาม

แบบ มคอ.๓ และ มคอ.๔ อย่างน้อยก่อนการเปิดสอนในแต่ละภาค ✓ ✓ ✓

การศึกษาใหค้ รบทกุ รายวชิ า

๔. จัดทำรายงานผลการดำเนินการของรายวิชา และประสบการณ์

ภาคสนาม (ถา้ มี) ตามแบบ มคอ. ๕ & ๖ ภายใน ๓๐ วัน หลังสน้ิ สุดภาค ✓ ✓ ✓

การศึกษาท่ีเปิดสอนให้ครบทุกรายวิชา

๕. จัดทำรายงานผลการดำเนินการของหลักสูตร ตามแบบ มคอ.๗ ✓ ✓ ✓
ภายใน ๖๐ วนั หลงั ส้ินสุดปีการศึกษา

๖. มีการทวนสอบผลสัมฤทธ์ิของนิสิตตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ ท่ี

กำหนดในมคอ.๓ & ๔ (ถ้ามี) อย่างน้อยร้อยละ ๒๕ ของรายวิชาที่เปิด ✓ ✓ ✓
สอนในแตล่ ะปกี ารศึกษา

๗. มกี ารพัฒนา/ปรับปรงุ การจัดการเรียนการสอน กลยุทธ์การสอน หรือ

การประเมินผลการเรียนรู้ จากผลการประเมินการดำเนินงานท่ีรายงาน ✓✓
ใน มคอ.๗ ปที แ่ี ล้ว

๘. อาจารยใ์ หม่ (ถ้าม)ี ทุกคน ได้รบั การปฐมนิเทศหรือคำแนะนำด้านการ ✓ ✓ ✓
จดั การเรียนการสอน

๙. อาจารย์ประจำทุกคนได้รับการพัฒนาทางวิชาการ และ/หรือวิชาชีพ ✓ ✓ ✓
อยา่ งนอ้ ยปลี ะหน่งึ ครั้ง

๑๐. จำนวนบุคลากรสนับสนุนการเรียนการสอน (ถ้ามี) ได้รับการพัฒนา ✓ ✓ ✓
วชิ าการ และ/หรือวชิ าชพี ไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ ๕๐ ต่อปี

๑๑. ระดับความพึงพอใจของนิสิตปีสุดท้าย/ดุษฎีบัณฑิตใหม่ท่ีมีต่อ ✓✓
คณุ ภาพหลักสตู ร เฉลยี่ ไม่น้อยกว่า ๓.๕ จากคะแนน ๕.๐

๑๒. ระดับความพึงพอใจของผู้ใช้ดุษฎีบัณฑิตที่มีต่อบัณฑิตใหม่ เฉลี่ยไม่ ✓
น้อยกวา่ ๓.๕ จากคะแนนเต็ม ๕.๐

มคอ.๒ หลกั สูตรพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๐

หมวดท่ี ๘
การประเมินและปรับปรงุ การดำเนนิ การของหลักสูตร

๑. การประเมินประสทิ ธผิ ลของการสอน
๑.๑. การประเมนิ กลยุทธ์การสอน
กระบวนการที่จะใช้ในการประเมินและปรับปรุงยุทธศาสตร์ที่วางแผนไว้เพื่อพัฒนาการเรียน

การสอนน้ัน พิจารณาจากตัวผู้เรียน โดยอาจารย์ผู้สอนจะต้องประเมินผู้เรียนในทุก ๆ หัวข้อ ว่ามีความ
เข้าใจหรือไม่ โดยอาจประเมินจากการทดสอบย่อย การสังเกตพฤติกรรมของนิสิต การอภิปรายโต้ตอบจาก
นิสิต การตอบคำถามของนิสิตในช้ันเรียน ซ่ึงเม่ือรวบรวมข้อมูลจากที่กล่าวข้างต้นแล้ว ก็ควรจะสามารถ
ประเมนิ เบ้ืองต้นไดว้ ่า ผู้เรยี นมีความเข้าใจหรือไม่ หากวธิ ีการทใี่ ชไ้ ม่สามารถทำให้ผูเ้ รียนเข้าใจได้ ก็จะต้องมี
การปรับเปล่ียนวิธีสอน การทดสอบกลางภาคเรียนและปลายภาคเรียน จะสามารถช้ีได้ว่าผู้เรียนมีความ
เข้าใจหรือไมใ่ นเน้ือหาท่ไี ด้สอนไป หากพบว่า มีปัญหากจ็ ะต้องมีการดำเนินการวจิ ัยเพอ่ื พัฒนาการเรียนการ
สอนในโอกาสต่อไป

๑.๒. การประเมินทักษะของอาจารยใ์ นการใช้แผนกลยุทธก์ ารสอน
ให้นิสิตได้มีการประเมินผลการสอนของอาจารย์ในทุกด้าน ทั้งด้านทักษะกลยุทธ์การสอน

การตรงต่อเวลา การช้ีแจงเป้าหมาย วัตถุประสงค์รายวิชา ช้ีแจงเกณฑ์การประเมินผลรายวิชา และการใช้
สอ่ื การสอนในทุกรายวชิ า

๒. การประเมินหลักสูตรในภาพรวม
๒.๑ ประเมนิ จากนิสิตและศษิ ยเ์ กา่
ดำเนินการประเมินจากนิสิต โดยติดตามจากผลการทำดุษฎีนิพนธ์ ซึ่งอาจารย์สามารถ

ประเมินผลการทำงานได้ ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการจนถึงขั้นตอนการนำเสนอเป็นรายบุคคล และสำหรับ
ศษิ ยเ์ ก่าน้นั จะประเมนิ โดยใช้แบบสอบถามหรอื อาจจะจดั ประชมุ ศษิ ย์เก่าตามโอกาสที่เหมาะสม

๒.๒ ประเมินจากนายจ้างหรอื สถานประกอบการ
ดำเนินการโดยการสัมภาษณ์จากสถานประกอบการ หรือใช้วิธีการส่งแบบสอบถามไปยังผู้ใช้

บณั ฑติ
๒.๓ ประเมนิ โดยผูท้ รงคณุ วุฒิหรอื ทป่ี รกึ ษา
ดำเนินการโดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความเห็นหรือจากข้อมูลในรายงานผลการดำเนินงาน

หลักสูตร หรอื จากรายงานของการประเมนิ ผลการประกันคณุ ภาพภายใน

๓. การประเมินผลการดำเนนิ งานตามท่ีกำหนดในรายละเอยี ดหลักสตู ร
ให้ประเมินตามตัวบ่งช้ีผลการดำเนินงานท่ีระบุไว้ในหมวด ๗ ข้อ ๗ โดยคณะกรรมการประเมิน

อย่างน้อย ๓ คน ซ่ึงต้องประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาเดียวกันอย่างน้อย ๑ คน (ควรเป็น

คณะกรรมการประเมนิ ชุดเดยี วกับการประกันคุณภาพภายใน)

มคอ.๒ หลกั สูตรพุทธศาสตรดุษฎบี ัณฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๑

๔. การทบทวนผลการประเมนิ และวางแผนปรบั ปรุง
จากการรวบรวมข้อมูลการประเมินทั้งหมด จะทำให้ทราบปัญหาของการบริหารหลักสูตรทั้งใน

ภาพรวม และในแตล่ ะรายวิชา กรณที ี่พบปญั หาของรายวชิ าก็สามารถท่จี ะดำเนนิ การปรับปรุงรายวชิ านน้ั ๆ
ได้ทันที ซึ่งก็จะเป็นการปรับปรุงย่อย ในการปรับปรุงย่อยนั้นควรทำให้ตลอดเวลาท่ีพบปัญหา สำหรับการ
ปรับปรงุ หลักสูตรทั้งฉบับนั้น จะกระทำทุก ๕ ปี ทั้งนี้เพอื่ ให้หลักสูตรมคี วามทันสมัยและสอดคล้องกับความ
ต้องการของผ้ใู ชบ้ ณั ฑิตอย่เู สมอ

มคอ.๒ หลกั สตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๒

เอกสารแนบ

มคอ.๒ หลักสตู รพทุ ธศาสตรดุษฎบี ัณฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๓

ภาคผนวก ก

คำอธบิ ายรายวิชาหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎบี ัณฑิต
สาขาวิชาพระไตรปิฎกศกึ ษา

มคอ.๒ หลักสตู รพทุ ธศาสตรดุษฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๔

คำอธบิ ายรายวิชาหลักสูตรพทุ ธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ
สาขาวชิ าพระไตรปิฎกศกึ ษา

--------------------

๑. หมวดวิชาบังคบั

๑.๑ วชิ าบงั คับ แบบนบั หนว่ ยกิต

๘๐๐ ๑๐๑ พระไตรปิฎกวิเคราะห์ ๓ (๓-๐-๖)

Tipitaka Analysis

ศึกษาสาระและพัฒนาการของการรวบรวมพระธรรมวินัยเป็นพระไตรปิฎก โครงสร้าง และ

สาระสังเขปของพระไตรปิฎก วิเคราะห์หลักธรรมสำคัญที่เป็นจุดหมายสูงสุด หลักธรรมที่ประยุกต์ใช้ในการ

ดำเนินชวี ิตเพ่ือการอยรู่ ว่ มกนั อย่างสันติในสังคม

๘๐๐ ๑๐๒ พุทธปรัชญาในพระไตรปิฎก ๓ (๓-๐-๖)

Buddhist Philosophy

ศึกษาพุทธปรัชญาเถรวาทท่ีปรากฏในพระไตรปิฎกและคัมภีร์ท่ีเก่ียวข้อง ให้ครอบคลุมถึง

ทฤษฎีความจริง (Metaphysics) ทฤษฎีความรู้ (Epistemology) ทฤษฎีทางจริยศาสตร์ (Ethics) รวมถึง

สุนทรียศาสตร์ และการใช้เหตุผล โดยการวิเคราะห์จากหลักธรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ปฏิจจสมุปบา ท

ไตรลักษณ์ ขนั ธ์ ๕ นิยาม ๕ กรรม อรยิ สจั ๔ เปน็ ต้น

๑.๒ วชิ าบังคับ แบบไมน่ ับหนว่ ยกติ

๘๐๒ ๒๐๓ ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางพระไตรปิฎกศึกษา ** (๓) (๓-๐-๖)

Research Methodology in Tipitaka Studies

ศึกษาวิธีวิทยาการแสวงหาความรู้เชิงประจักษ์ โดยใช้วิธีการวิจัยทั้งเชิงคุณภาพ และเชิง

ปริมาณ ความสำคัญของการวิจัยต่อการสร้างองค์ความรู้และการพัฒนาสังคม ขั้นตอนและกระบวนการการ

วจิ ัย เช่น การเลือกปัญหาและการกำหนดวัตถุประสงคก์ ารวจิ ัย การตั้งสมมติฐาน เครอ่ื งมือการวิจยั การเก็บ

รวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ขอ้ มูล การเขยี นรายงานการวิจัย โดยเน้นการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการวจิ ัย

ทางพระไตรปิฎกศึกษา

๘๐๐ ๒๐๔ ภาษาอังกฤษ (๓) (๓-๐-๖)

English

ศึกษาภาษาอังกฤษให้เกิดความชำนาญ ๔ ด้าน คือ ด้านการเขียน การพูด การอ่าน การฟัง

และเน้นการอภิปรายในหัวข้อคำสอนของพระพุทธศาสนา เช่น ศีล ๕, พระรัตนตรัย, ไตรลักษณ์, อริยสัจ ๔,

มรรคมีองค์ ๘, ปฏิจจสมุปบาท, กรรมและการเกดิ ใหม่ เปน็ ต้น

มคอ.๒ หลกั สูตรพุทธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๕

๘๐๐ ๒๐๕ วิปสั สนากรรมฐาน (๓) (๓-๓-๖)

Insight Meditation

ศึกษาหลักสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา

ฎีกา อนุฎีกา และปกรณ์วิเสส รวมท้ังรูปแบบการปฏิบัติกรรมฐานของสำนักต่าง ๆ ในสังคมไทย โดยเน้น

ศึกษาอารมณ์ของสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ลำดับขั้นตอนของการเจริญกรรมฐานและผลท่ีเกิด

จากการเจริญกรรมฐาน ได้แก่ สมาบัติ ๘ และวปิ ัสสนาญาณ ๑๖ เป็นตน้

๘๐๐ ๔๐๑ สัมมนาดุษฎีนพิ นธ์** (๓) (๓-๓-๖)

Seminar on Dissertation

ศึกษาการสัมมนาเชงิ ปฏิบัตกิ ารเกี่ยวกับเทคนคิ การเขียนวทิ ยานพิ นธ์ การวิเคราะห์และการ

สังเคราะห์ข้อมูล การตีความในเชิงพรรณนา การอ้างอิง รูปแบบและวิธีการนำเสนอวิทยานิพนธ์ พร้อมท้ัง

วิธีการเขยี นบทความวจิ ัย

๘๐๒ ๓๐๒ การใช้ภาษาบาลี ๑ (๓) (๓-๐-๖)

Usage of Pali I

ศึกษาการพูด อ่าน เขียน ภาษาบาลีในระดับพ้ืนฐาน และแปลบาลีเป็นภาษาไทยและ

ภาษาไทยเปน็ ภาษาบาลี โดยใช้หนงั สอื ชาตกฏั ฐกถาและธรรมปทัฏฐกถาประกอบ

๘๐๒ ๓๐๖ การใชภ้ าษาบาลี ๒ (๓) (๓-๐-๖)

Usage of Pali II

ศึกษาการพดู อ่าน เขยี น ภาษาบาลี ตอ่ จากการใชภ้ าษาบาลี ๑ และแปลภาษาบาลีเป็นไทย

และภาษาไทยเปน็ ภาษาบาลี โดยใชห้ นงั สือมงั คลัตถทปี นแี ละวสิ ทุ ธิมรรคประกอบ

๒. หมวดวชิ าเอก

๒.๑ วิชาเอก แบบนบั หน่วยกิต

๘๒๐ ๒๐๖ พระวนิ ยั ปิฎกวิเคราะห์ ๓ (๓-๐-๖)

Vinaya Pitaka Analysis

ศึกษาโครงสร้างและเนื้อหาของคัมภีร์พระวินัยปิฎก ในประเด็นสำคัญที่เก่ียวข้องกับการ

บัญญัติพระวินัย อาบัติและวิธีออกจากอาบัติ การบรรพชาอุปสมบท มหาปเทศ ๔ อธิกรณ์ วิธีระงับ

อธิกรณ์ วัตร ๑๔ พิธีกรรมที่สำคัญ เชน่ การเข้าพรรษา วันออกพรรษา กฐิน และการบริหารจัดการองค์กร

ของคณะสงฆ์ใหเ้ ป็นไปตามกรอบของระบบสังฆะโดยใช้หลกั ฐานอ้างองิ จากอรรถกถา ฎีกา อนุฎกี า ปกรณ์วิ

เสส และคมั ภรี ์อนื่ ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ งประกอบในการศึกษา

มคอ.๒ หลักสตู รพทุ ธศาสตรดุษฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๖

๘๒๐ ๒๐๗ พระสตุ ตันตปฎิ กวิเคราะห์ ๓ (๓-๐-๖)

Suttanta Pitaka Analysis

ศึกษาโครงสร้างและเนื้อหาของคัมภีร์พระสุตตันตปิฎก โดยเน้นการวิเคราะห์ประเด็นท่ีเป็น

สาระสำคัญในพระสุตตันตปิฎกท้ัง ๕ นกิ าย เชน่ ประเด็นเรือ่ งกำเนิดชีวิต เร่ืองกรรมและการเกดิ ใหม่ เรื่อง

นรกสวรรค์ ความสมั พันธ์ระหว่างอริยสจั ๔ กบั ปฏิจจสมุปบาท สภาพสงั คมอนิ เดียในพระสตุ ตันตปิฎกโดยใช้

หลักฐานอา้ งอิงจากอรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา ปกรณ์วเิ สส และคัมภีร์อืน่ ๆ ทีเ่ ก่ียวข้องประกอบในการศึกษา

๒.๒ วชิ าเอก แบบไมน่ บั หนว่ ยกติ

๘๒๐ ๒๐๘ พระอภิธรรมปิฎกวิเคราะห์ (๓) (๓-๐-๖)

Abhidhamma Pitaka Analysis

ศึกษาโครงสร้างและเน้ือหาของคัมภีร์พระอภิธรรมปิฎก เน้นเรื่องพัฒนาการเรื่องกำเนิดของพระ

อภิธรรมในพระพุทธศาสนา ปัญหาความมีอยู่และความเก่ียวข้องของพระอภิธรรมกับการแตกแยกทางนิกาย

หลักปรมัตถธรรม ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน วิเคราะห์ขันธ์ ๕ ในคัมภีร์วิภังค์ รวมถึงปัญหาทางอภิธรรม

อ่ืน ๆ ที่ปรากฏในพระอภิธรรมปฎิ กและคัมภรี ์อื่น ๆ ที่เก่ียวข้องเช่น กถาวัตถุ อภิธัมมัตถสังคหะ เป็นต้นโดย

ใช้หลักฐานอ้างอิงจากอรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา ปกรณ์วิเสส และคัมภีร์อ่ืน ๆ ท่ีเกี่ยวข้องประกอบใน

การศกึ ษา

๘๐๒ ๓๐๙ สัมมนาในพระไตรปิฎก ** (๓) (๓-๐-๖)

Seminar on Tipataka

ศึกษาการสัมมนาเชิงปฏิบัติการในงานวิจัยและวรรณกรรมทางพระไตรปิฎก ให้นิสิตร่วมกัน

จัดสัมมนาโดยนำประเด็นปัญหาท่ีน่าสนใจทางสังคมมาร่วมกันอภิปราย เสนอความคิดเห็น และวิเคราะห์

หาทางออกรว่ มกนั พรอ้ มท้งั แนวทางการประยกุ ต์หลกั พทุ ธธรรมเพ่ือแก้ไขปญั หาสงั คมในปัจจบุ นั

๓. หมวดวิชาเลอื ก ๒๔ หนว่ ยกติ นิสติ ต้องเลอื กศกึ ษาจากรายวิชาท่ีกำหนดใหไ้ มน่ อ้ ยกว่า ๖ หน่วยกิต

๘๐๒ ๓๑๐ พุทธจรยิ ศาสตรก์ บั ปัญหาสังคมร่วมสมยั ๓ (๓-๐-๖)

Buddhist Ethics and Contemporary Social Problems

ศึกษาแนวคิดทางพุทธจริยศาสตร์ที่เกี่ยวกับเกณฑ์ตัดสินความดี ความชั่ว ควร ไม่ควร เพ่ือ

เป็นฐานในการอธิบายและตอบปัญหาสังคมร่วมสมัย โดยเฉพาะปัญหาที่มีผลกระทบมาจากความก้าวหน้า

ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ การทำแท้ง การตัดต่อพันธุกรรม การทำการุณยฆาต การทำโคลน

น่งิ เป็นต้น รวมท้ังปญั หาความผดิ ศีลธรรมที่สลบั ซบั ซอ้ นในสงั คมยคุ ใหม่

๘๐๐ ๓๑๑ สหวิทยาการในพระไตรปฎิ ก ๓ (๓-๐-๖)

Interdisciplinary in Tipitaka

ศึกษาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับศาสตร์ต่าง ๆ ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกอย่างละเอียดรอบคอบ

ลึกซึ้ง ด้วยการวิเคราะห์ถึงแนวคิด อิทธิพล ความสัมพันธ์ ความแตกต่าง ความเหมือนและแนวทางการ

ประยุกต์ใชข้ ององค์ความรจู้ ากศาสตร์ท้ังหลายอยา่ งเหมาะสม

มคอ.๒ หลักสูตรพุทธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๗

๘๐๐ ๓๑๒ พระไตรปิฎกกับศาสตร์สมยั ใหม่ ๓ (๓-๐-๖)

Tipitaka and Modern Sciences

ศึกษาศาสตร์สมัยใหม่ เช่น วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิเทศ

ศาสตร์ นิเวศวิทยา รวมทั้งการประยุกต์ใช้ศาสตร์สมัยใหม่เพื่ออธิบายคำสอนบนฐานแนวคิดของ

พระพทุ ธศาสนา

๘๐๐ ๓๑๓ พระไตรปิฎกกับภูมปิ ญั ญาไทย ๓ (๓-๐-๖)

Buddhism and Thai Culture

ศึกษาหลักธรรมสำคัญในพระไตรปิฎกที่มีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาไทย ในด้าน

ประวัติศาสตร์ ปรัชญา ความเช่ือ จารีตประเพณี ศิลปะและวัฒนธรรม เป็นต้น โดยวิเคราะห์ความเช่ือมโยง

บทบาทและอทิ ธิพลของพระไตรปิฎกต่อภมู ิปัญญาไทย

๘๐๒ ๓๑๔ การอ่านพระไตรปิฎกและอรรถกถาภาษาองั กฤษ ๓ (๓-๐-๖)

Reading Tipitaka and Commentaries in English

ศึกษาพระไตรปิฎกและอรรถกถาเป็นภาษาอังกฤษ โดยเลือกคัมภีร์สำคัญมาวิเคราะห์และ

วจิ ารณ์เปน็ ภาษาอังกฤษ

๘๐๐ ๓๑๕ จติ วิทยาในพระไตรปิฎก ๓ (๓-๐-๖)

Psychology in Tipitaka

ศึกษาหลักการและทฤษฏีจิตวิทยาในคัมภีร์พระพุทธศาสนา วิเคราะห์หลักคำสอนท่ี

เกีย่ วกบั ปรมัตถธรรมดว้ ยกระบวนการทางจิตวทิ ยา พรอ้ มทัง้ เปรยี บเทยี บกับหลักการของจติ วทิ ยาตะวันตก

๘๐๐ ๓๑๖ พระไตรปิฎกกับอารยธรรมโลก ๓ (๓-๐-๖)

Tipitaka and World civilization

ศึกษาบ่อเกิดของโลกและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ ในระบบสังคม เช่น ศิลปะ

การเมืองการปกครอง กฎหมาย เศรษฐกิจ ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี วัฒนธรรม เชื่อมโยงกับ

พระไตรปิฎก

๘๐๒ ๓๑๗ พระไตรปฎิ กกับศาสตร์แหง่ การตคี วาม ๓ (๓-๐-๖)

Tipitaka and hemanuatics

ศึกษาการตีความท่ีปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎก ท้ังในบาลี และอรรถกถา เช่ือมโยงทฤษฎี

การตีความของศาสตร์ท่วั ไป

มคอ.๒ หลกั สูตรพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๘

๔. วทิ ยานิพนธ์ (Dissertation)

๘๐๐ ๔๐๐ ดุษฎนี ิพนธ์ แบบ ๑.๑ ๕๔ (๐-๑๖๒-๐)

Dissertation

เป็นโครงการเฉพาะบุคคลท่ีมีเนอ้ื หาตามลกั ษณะวชิ าทก่ี ำหนดไวใ้ นหลกั สูตร

๘๐๐ ๔๐๐ ดษุ ฎีนพิ นธ์ แบบ ๒.๑ ๓๖ (๐-๑๐๘-๐)

Dissertation

เป็นโครงการเฉพาะบุคคลท่ีมเี น้ือหาตามลกั ษณะวิชาท่กี ำหนดไว้ในหลกั สูตร

หมายเหตุ : **เปน็ วิชาที่นิสิตต้องศึกษาแบบไม่นับหนว่ ยกติ สำหรบั หลักสตู รแบบ ๑.๑ และแบบ ๒.๑

มคอ.๒ หลักสูตรพทุ ธศาสตรดุษฎบี ณั ฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๕๙

ภาคผนวก ข

ระเบยี บ ข้อบังคบั และประกาศท่เี กย่ี วขอ้ ง

มคอ.๒ หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎบี ณั ฑิต สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๐

ขอ้ บังคบั มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ว่าดว้ ยการศกึ ษาระดับบณั ฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑
เพื่อให้การบริหารงานในบัณฑิตวิทยาลัยบรรลุวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยจึงเห็นสมควรออก
ขอ้ บงั คบั มหาวิทยาลัยวา่ ดว้ ยการศกึ ษาระดับบณั ฑติ ศกึ ษา
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในคราวประชุมครั้งที่ ๙/๒๕๔๑ เม่ือ
วันท่ี ๒๔ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงมีมติให้ออกข้อบังคบั ไว้ ดังตอ่ ไปน้ี

หมวดท่ี ๑
บทท่ัวไป
ข้อ ๑ ข้อบังคับน้ีเรียกว่า “ ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยว่าด้วยการศึกษา
ระดบั บณั ฑติ ศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑”
ข้อ ๒ ใหใ้ ชข้ อ้ บงั คับนตี้ งั้ แต่วันถัดจากวนั ประกาศเป็นตน้ ไป
ข้อ ๓ บรรดาข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ คำส่ังหรือมติอ่ืนใดซ่ึงขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ ให้ใช้
ข้อบังคับนแี้ ทน
ขอ้ ๔ ในขอ้ บังคับนี้
“นิสิต” ผทู้ ่ไี ด้ขึน้ ทะเบยี นเปน็ นิสิตบณั ฑิตวทิ ยาลัยเรยี บรอ้ ยแลว้
ขอ้ ๕ ให้อธกิ ารบดีรักษาการให้เปน็ ไปตามขอ้ บงั คับน้ี
ข้อ ๖ คุณสมบัติของผ้สู มคั รเขา้ ศกึ ษาระดับมหาบัณฑิต
๖.๑ ผู้สมัครเข้าเป็นนิสิตต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจาก
มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาท่ีสภามหาวิทยาลัยรับรอง และต้องมีคุณสมบัติอ่ืนตามที่มหาวิทยาลัย
กำหนด
๖.๒ ต้องได้ค่าระดับเฉลี่ยสะสมในระดับปริญญาตรี ไม่ต่ำกว่า ๒.๕๐ จากระบบ ๔ แต้ม
ยกเว้นผู้มีประสบการณ์การทำงานติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ปีนับตั้งแต่สำเร็จการศึกษา และผู้จบ
เปรียญธรรมเก้าประโยค และ
๖.๓ ไมเ่ คยถกู ลงโทษใหพ้ น้ สภาพการเปน็ นิสิตบัณฑติ วทิ ยาลัย
ข้อ ๗ บัณฑิตวิทยาลัยจะดำเนินการเกี่ยวกับการรับสมัครนิสิตใหม่ โดยพิจารณาแต่ง ต้ัง
คณะกรรมการสอบคัดเลอื กผ้สู มคั รเขา้ ศกึ ษาในระดบั บณั ฑิตศึกษาในแตล่ ะปีการศึกษา
๗.๑ ผู้สมัครเข้าเป็นนิสิตต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาข้ันปริญญาโท หรือเทียบเท่าจาก
มหาวทิ ยาลัยหรือสถาบันการศกึ าท่ีสภามหาวิทยาลัยรับรองและต้องมีคณุ สมบัติอน่ื ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๑

๗.๒ ต้องได้ค่าระดับเฉล่ียสะสมในระดับปริญญาโทไม่ต่ำกว่า ๓.๕๐ จากระบบ ๔ แต้ม
ยกเว้นผู้มีประสบการณ์การทำงานติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๓ ปีนับตั้งแต้สำเร็จการศึกษาหรือมีผลงาน
ทางวชิ าการทีค่ ณะกรรมการบัณฑติ วทิ ยาลัยเห็นชอบ

๗.๓ ไมเ่ คยถกู ลงโทษให้พ้นจากการเป็นนิสิตบณั ฑิตวทิ ยาลัย
ข้อ ๘ บัณฑิตวิทยาลัยจะดำเนินการเก่ียวกับการรับสมัครนิสิตใหม่ โดยพิจารณาแต่งตั้ง
คณะกรรมการสอบคัดเลอื กผ้สู มัครเขา้ ศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาในแตล่ ะปีการศึกษา

หมวดท่ี ๒

การจดั และวธิ กี ารศกึ ษา

ขอ้ ๙ ระบบการศึกษา

บณั ฑติ วิทยาลัย จัดการศึกษาเป็นระบบหน่วยกิตทวิภาค โดยแบ่งเวลาการศึกษาในแต่ละปีการศึกษา

ออกเปน็ ๒ ภาคการศึกษาปกติ แต่ละภาคการศกึ ษามีเวลาศกึ ษาไม่น้อยกว่า ๑๖ สัปดาห์

บณั ฑิตวิทยาลัยอาจจัดการศึกษาภาคฤดูร้อนไดอ้ ีก ๑ ภาคมเี วลาศกึ ษาไม่น้อยกวา่ ๖ สปั ดาห์ และจะ

กำหนดระเบียบว่าด้วยการศึกษาภาคฤดูร้อนที่ไม่ขัดกับข้อบังคับนี้โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

ประจำบัณฑิตวิทยาลยั

ขอ้ ๑๐ หลกั สูตร

๑๐.๑ หลกั สูตรปรญิ ญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต ให้ศกึ ษางานรายวิชาไม่นอ้ ยกว่า ๓๖ หน่วย

กติ และวิทยานพิ นธ์ ๑๒ หน่วยกิต จำแนกประเภทดงั น้ี

วิชาบังคบั ๑๒ หน่วยกติ

วชิ าเอก ๑๘ หน่วยกติ

วิชาเลือก ไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกติ

วทิ ยานพิ นธ์ ๑๒ หน่วยกิต

รวมทง้ั สนิ้ ๔๘ หนว่ ยกิต

๑๐.๒ หลกั สตู รปรญิ ญาพุทธศาสตรดุษฎบี ัณฑิต ให้ศกึ ษางานรายวชิ าไมน่ อ้ ยกวา่ ๒๔ หน่วย

กิต และวิทยานิพนธ์ ๓๖ หน่วยกติ จำแนกประเภทดงั น้ี

วชิ าบังคับ ๙ หนว่ ยกติ

วชิ าเอก ๙ หน่วยกติ

วชิ าเลอื ก ไมน่ อ้ ยกวา่ ๖ หน่วยกติ

วทิ ยานพิ นธ์ ๓๖ หน่วยกิต

รวมทง้ั สิน้ ๖๐ หนว่ ยกิต

ข้อ ๑๑ ระยะเวลาการศึกษาตามหลักสูตรระดบั บัณฑิตศกึ ษามีดังนี้

๑๑.๑ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต ให้มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๔ ภาค

การศึกษาปกติ และไม่เกนิ ๑๐ ภาคการศกึ ษาปกติ

มคอ.๒ หลกั สูตรพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๒

๑๑.๒ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต ให้มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๖ ภาค
การศกึ ษาปกติ และไมเ่ กนิ ๑๐ ภาคการศกึ ษาปกติ

ในกรณีท่ีนิสิตไม่สามารถจบการศึกษาได้ในระยะเวลา ๑๐ ภาคการศึกษาปกติ ตามข้อ
๑๑.๑ และข้อ ๑๑.๒ คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยอาจอนุมัตใิ ห้ต่ออายุสภาพนิสิตไดอ้ ีก แต่ท้ังน้ีต้อง
ไมเ่ กิน ๒ ภาคการศกึ ษาปกติ

๑๑.๓ การนับเวลาในข้อ ๑๑.๑ ให้นับรวมเวลาที่นิสิตได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษาด้วย
ยกเว้นนสิ ติ ทไ่ี ด้รบั อนมุ ัติใหล้ าพักการศกึ ษาตามข้อ ๑๓.๑.๑

๑๑.๔ รายวิชาท่ีกำหนดให้นิสิตฟังการบรรยายสัปดาห์ละ ๑ ช่ัวโมงและศึกษานอกเวลาอีก
ไม่น้อยกวา่ สปั ดาหล์ ะ ๓ ชวั่ โมงตลอดภาคการศึกษา ให้มีคา่ เท่ากับ ๑ หน่วยกติ

๑๑.๕ รายวิชาที่นิสิตใช้เวลาปฎิบัติการ อภิปรายหรือสัมมนาสัปดาห์ละ ๒ ถึง ๓ ชั่วโมง
และเมื่อรวมเวลาการศึกษานอกเวลาแล้ว นิสิตใช้เวลาไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ ๓ ช่ัวโมง ตลอดภาคการศึกษา
ให้มคี า่ เท่ากับ ๑ หนว่ ยกติ

ข้อ ๑๒ การเปล่ียนสาขาวิชาจะกระทำได้ก็ต่อเม่ือได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ท่ีปรึกษาทั่วไป
และคณบดบี ณั ฑติ วิทยาลัย

บั ณ ฑิ ต วิ ท ย า ลั ย อ า จ อ นุ มั ติ ให้ นิ สิ ต ท่ี ข อ เป ล่ี ย น ส า ข า วิ ช า โอ น ห น่ ว ย กิ ต ข อ งร า ย วิ ช า ใน ร ะ ดั บ
บัณฑิตศึกษาท่ีได้ศึกษาไว้แล้วไม่เกิน ๕ ปีได้ตามที่เห็นสมควรแต่ต้องไม่เกิน ๙ หน่วยกิต โดยไม่ให้นำไป
คำนวนค่าระดับเฉลีย่ สะสมและรายวชิ านนั้ ตอ้ งไดผ้ ลการศกึ ษาไม่ต่ำกว่า B หรือ S

ข้อ ๑๓ การลาพักรอ้ นและการกลบั เข้าศกึ ษาใหม่
๑๓.๑ นิสิตมีเหตุจำเป็น อาจลาพักการศึกษาภาคใดภาคหน่ึง เมื่อได้ศึกษาในบัณฑิต

วทิ ยาลยั ไม่น้อยกว่า ๑ ภาคการศึกษาปกติ โดยความเหน็ ชอบของอาจารย์ท่ปี รึกษาทัว่ ไป
นิสิตต้องยื่นคำร้องต่อคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยภายใน ๓๐ วันนับจากวันเปิดภาคการศึกษาใหม่ หาก

พ้นจากกำหนดการลาพักการศึกษาดังกล่าว นิสิตอาจขอลาพักการศึกษาเป็นกรณีพิเศษในกรณีใดกรณีหนึ่ง
ดงั ตอ่ ไปน้ี

๑๓.๑.๑ ถกู เกณฑ์หรอื ระดมเข้ารบั ราชการทหารกองประจำการ
๑๓.๑.๒ มีความจำเป็นตอ้ งเดนิ ทางไปต่างประเทศ
๑๓.๑.๓ เจ็บป่วยต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานานตามคำส่ังแพทย์โดยมีใบรับรอง
แพทย์มาแสดงต่อบณั ฑติ วิทยาลยั
๑๓.๑.๔ มเี หตจุ ำเปน็ สุดวสิ ยั อืน่ ท่สี ำคัญ
ในกรณีที่นิสิตได้รบั อนุมัติให้ลาพักการศึกษา ให้นับระยะเวลาท่ีลาพักการศึกษารวมอยู่ในระยะเวลา
ศึกษาดว้ ย ยกเว้นนสิ ิตทีไ่ ดร้ บั อนุมตั ิใหล้ าพักการศึกษาตามข้อ ๑๓.๑.๑
นิสิตที่ได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษา ต้องชำระค่าธรรมเนียมเพื่อรักษาสภาพการเป็นนิสิตทุกภาค
การศึกษา ยกเว้นนิสิตท่ีได้รับอนุมัตใิ ห้ลาพักการศึกษาหลังจากที่ได้ลงทะเบียนรายวิชาแล้ว ในกรณีน้ีให้นิสิต
ได้ w ในทกุ รายวิชาทไ่ี ดล้ งทะเบียนไว้ในภาคการศึกษาท่ีไดร้ บั อนุมตั ใิ หล้ าพักการศึกษา
ข้อ ๑๔ การพน้ สภาพการเป็นนิสิต

มคอ.๒ หลักสตู รพทุ ธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๓

นิสิตพน้ สภาพการเปน็ นสิ ติ ในกรณใี ดกรณหี นง่ึ ดงั ต่อไปน้ึ
๑๔.๑ สอบไดค้ ่าระดับเฉลยี่ ประจำภาคการศกึ ษาท่ี ๑ ต่ำกว่า ๒.๕๐
๑๔.๒ สอบไดค้ ่าระดบั เฉลีย่ สะสมต่ำกวา่ ๓.๐๐
๑๔.๓ ไม่สามารถสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรภายในกำหนดเวลาตามข้อ ๑๑.๑ หรือข้อ
๑๑.๒ แลว้ แต่กรณี
๑๔.๔ มหาวิทยาลยั ลงโทษให้พ้นสภาพการเป็นนิสติ ตามข้อ ๓๒.๕
๑๔.๕ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลาพักตามข้อ ๑๓ หรือไม่ลงทะเบียนรายวิชาในภาค
การศึกษาปกตติ ามขอ้ ๑๗.๕
๑๔.๖ ไดร้ บั อนุมตั ใิ หล้ าออกจากการเปน็ นิสติ
ข้อ ๑๕ นิสติ ที่พ้นสภาพตามข้อ ๑๔.๕ และ ๑๔.๖ อาจขอกลับเขา้ เป็นนสิ ติ ใหม่ได้ภายในกำหนด
ระยะเวลา ๒ ปี นับจากวันท่ีนิสิตพ้นสภาพการเป็นนิสิต และถ้าคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยโดยคำแนะนำของ
คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย เห็นสมควรอนุมัติโดยให้คิดระยะเวลาท่ีพ้นสภาพการเป็นนิสิตน้ัน
รวมอยู่ในระยะเวลาการศึกษาทั้งหมด ในกรณีเช่นนี้นิสิตต้องเสียค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เหมือนกับผู้ลาพัก
การศึกษาทว่ั ไป

หมวดท่ี ๓
การขน้ึ ทะเบียนเปน็ นสิ ิตและการลงทะเบียนรายวิชา
ข้อ ๑๖ การข้นึ ทะเบียนเปน็ นสิ ติ
๑๖.๑ ผู้ขึ้นทะเบียนเป็นนิสิตต้องนำหลักฐานท่ีบัณฑิตวิทยาลัยกำหนดมายื่นต่อกอง
ทะเบียนและวัดผลด้วยตนเองตามวันเวลา และสถานท่ีท่ีกำหนด พรอ้ มท้ังชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตามที่
มหาวิทยาลัยกำหนด สำหรับภาคการศึกษาแรกทเ่ี ขา้ ศกึ ษาในบัณฑิตวิทยาลยั นิสิตต้องลงทะเบียนรายวิชาท่ี
ต้องศกึ ษาในภาคนนั้ ทัง้ หมดพร้อมกับการข้นึ ทะเบยี นเป็นนสิ ิตดว้ ย
๑๖.๒ ผู้ไม่สามารถมาย่ืนคำร้องขอข้นึ ทะเบียนเปน็ นิสติ ตามวนั ท่ีกำหนดตอ้ งแจง้ เหตุขดั ขอ้ ง
ให้กองทะเบียนและวัดผลทราบ เป็นลายลักษณ์อักษรภายใน ๗ วันหลังจากวันที่กำหนดไว้ มิฉะนั้นจะถือว่า
สละสทิ ธิ์
ในกรณีที่ได้แจ้งให้กองทะเบียนและวัดผลทราบตามความความในวรรคแรกแล้ว ต้องมาข้ึน
ทะเบียนเป็นนิสิตด้วยตนเอง ยกเว้นกรณีที่มหาวิทยาลัยพิจารณาเห็นว่ามีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง จึงอนุญาตให้
มอบหมายผู้แทนมาข้ึนทะเบยี นแทนได้ ท้งั นตี้ ้องทำใหเ้ รียบร้อยภายใน ๗ วัน นับจากวันเปดิ ภาคการศกึ ษา
๑๖.๓ ผู้ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าศึกษาในสาขาวิชาใด ต้องข้ึนทะเบียนเป็นนิสิตของบัณฑิต
วิทยาลัยในสาขาวชิ านน้ั และจะศกึ ษาเกินกวา่ ๑ สาขาวิชาในขณะเดยี วกันไมไ่ ด้
ขอ้ ๑๗ การลงทะเบียนรายวิชา
๑๗.๑ นิสิตต้องลงทะเบียนรายวิชาทุกภาคการศึกษาตามกำหนดเวลาในปฏิทินการศึกษา
โดยความเห็นชอบจากอาจารยท์ ่ีปรึกษาท่ัวไป

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๔

๑๗.๒ นิสิตที่ไมม่ าลงทะเบยี นรายวิชาภายใน ๑๔ วันแรกของภาคการศึกษาปกตินับจากวัน
เปิดภาคการศึกษา ไม่มสี ทิ ธิลงทะเบียนในภาคการศึกษานน้ั เวน้ แต่จะได้รบั อนุมัติจากคณบดบี ณั ฑิตวทิ ยาลัย

๑๗.๓ จำนวนหน่วยกิตท่ีกำหนดให้นิสิตลงทะเบียนแต่ละภาคการศึกษาต้องไม่น้อยกว่า ๖
หน่วยกติ และไม่เกนิ ๑๕ หนว่ ยกติ

๑๗.๔ นิสิตที่ลงทะเบียนล่าช้ากว่าที่กำหนด ต้องชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาตามท่ี
มหาวทิ ยาลัยกำหนด

๑๗.๕ นิสิตที่ไม่ลงทะเบียนรายวิชาในภาคการศึกษาใดตอ้ งลาพักการศึกษา ตามเงื่อนไขที่
ระบุไว้ในขอ้ ๑๓ หากไมป่ ฏบิ ตั ิตามตอ้ งพน้ สภาพการเป็นนิสิต

๑๗.๖ นิสิตท่ีได้ศึกษารายวิชาครบตามหลักสูตรแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จการศึกษาต้อง
ลงทะเบียนรกั ษาสภาพการเป็นนิสิตทกุ ภาคการศกึ ษา

ขอ้ ๑๘ อาจารย์ท่ปี รกึ ษาทัว่ ไป
นิสิตต้องมอี าจารยท์ ่ีปรกึ ษาทัว่ ไปหนึ่งท่านเป็นผู้แนะนำและช่วยวางแผนการศึกษาโดยคณบดีบัณฑิต
วิทยาลยั เปน็ ผูแ้ ตง่ ต้งั จากอาจารยท์ ี่มีช่อื ในทำเนียบอาจารยบ์ ัณฑิตวทิ ยาลัย
ขอ้ ๑๙ การถอน เพ่ิม และเปล่ยี นรายวชิ า

๑๙.๑ การถอนรายวิชาจะกระทำไดภ้ ายใต้เงื่อนไข และมผี ลสบื เน่ืองดงั ตอ่ ไปน้ี
๑๙.๑.๑ ในกรณีที่ขอถอนภายใน ๑๔ วันแรกของภาคการศึกษาปกติโดยได้รับ

ความเห็นชอบจากอาจารยท์ ่ีปรกึ ษาท่วั ไป รายวชิ าทถ่ี อนนั้นจะไมป่ รากฎในระเบียน
๑๙.๑.๒ ในกรณีที่ขอถอนหลักจาก ๑๔ วันของภาคการศกึ ษาปกติแต่ไม่เกิน ๓๐

วันแรกของภาคการศึกษาปกติ โดยได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ท่ีปรึกษาท่ัวไป นิสิตจะได้รับ w ใน
รายวชิ าทีถ่ อน

๑๙.๑.๓ ถ้านิสิตขอถอนรายวิชาใด เมื่อพ้นกำหนดตามข้อ ๑๙.๑.๒ นิสิตจะได้ F
ในรายวชิ านั้น เวน้ แต่กรณีที่มีเหตุผลพิเศษซ่ึงคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยเห็นสมควรอนุมัติให้ถอน
ได้ ในกรณเี ชน่ น้นี ิสติ จะได้ w ในรายวิชานนั้

๑๙.๒ การเพิ่มหรือเปลี่ยนรายวิชา ให้กระทำได้ภายใน ๑๔ วันแรกของภาคการศึกษาปกติ
โดยได้รบั ความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาท่ัวไป และหากพ้นกำหนดน้ีต้องไปรับอนุมัติจากคณบดีบัณฑิต
วิทยาลัย ท้ังน้ีนิสิตผู้นั้นจะต้องมีเวลาศึกษาต่อไปไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของเวลาการศึกษาทั้งหมดในภาค
การศกึ ษาน้ัน

หมวดท่ี ๔
การวดั ผลและประเมนิ ผลการศกึ ษา
ขอ้ ๒๐ การวดั ผลการศึกษา
๒๐.๑ ให้มีการวัดผลการศึกษาทุกรายวิชาที่นิสิตลงทะเบียนในแต่ละภาคการศึกษา โดย
อาจทำการวัดผลระหว่างภาคด้วยวิธีการทดสอบ การเขียนรายงานการมอบหมายงานให้ทำหรือวิธีอื่นใดที่
เหมาะสมกับรายวชิ าน้ัน

มคอ.๒ หลกั สูตรพทุ ธศาสตรดุษฎบี ัณฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๕

เม่ือสิ้นภาคการศึกษา ให้มีการสอบไล่สำหรบั แตล่ ะรายวิชาที่ศกึ ษาในภาคการศึกษานั้นหรือ

จะใชว้ ิธีการวดั ผลอย่างอนื่ ที่เหมาะสมกับลกั ษณะของวชิ าน้ัน ๆ ก็ได้

บัณฑิตวิทยาลัยอาจกำหนดระเบียบที่ไม่ขัดกับข้อบังคับนี้ เพ่ือใช้ในการวัดผลตามความ

เหมาะสมของแต่ละสาขาวชิ าหรอื รายวิชาก็ได้

๒๐.๒ เมื่อส้ินภาคการศึกษาแต่ละภาค นิสิตจะมีสิทธิเข้าสอบไล่หรือได้รับการวัดผลใน

รายวิชาใดก็ต่อเม่ือมีเวลาศึกษาในรายวิชาน้ันมาแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของเวลาการศึกษาท้ังหมด ใน

ภาคการศึกษานั้นและ/หรอื มีผลการทดสอบระหว่างภาคการศึกษาหรืองานท่ีได้รับมอบหมายเป็นที่พอใจของ

อาจารยป์ ระจำวิชา

ขอ้ ๒๑ การประเมนิ ผลการศึกษา

๒๑.๑ ระบบการประเมินผลการศึกษารายวิชาของบัณฑิตวิทยาลัยใช้เพียง ๖ ระดับ มีผล

การศึกษาระดับและคา่ ระดับดงั น้ี

ผลการศึกษา ระดับ ค่าระดับ

ดีเยย่ี ม (Excellent) A ๔.๐

ดมี าก (Very good) B+ ๓.๕

ดี (Good) B ๓.๐

คอ่ นขา้ งดี (Very Fair) C+ ๒.๕

พอใช้ (Fair) C ๒.๐

ตก (Failed) F๐

๒๑.๒ ในรายวิชาใดที่หลักสูตรกำหนดให้เป็นรายวิชาที่ไม่นับหน่วยกิตให้แสดงผลการศึกษา

ในรายวิชาน้ันดว้ ยสญั ลกั ษณ์ดังนี้

สัญลักษณ์ ผลการศึกษา

S (Satisfactory) เป็นทพ่ี อใจ

U (Unsatisfactory) ไม่เป็นทพี่ อใจ

๒๑.๓ ในรายวิชาใดยังไม่ได้ทำการวัดผลหรือไม่มีการวัดผล ให้รายงานการศึกษารายวิชา

นน้ั ดว้ ยสัญลักษณ์อย่างใดอยา่ งหน่งึ ดังตอ่ ไปน้ี

สัญลักษณ์ สภาพการศกึ ษา

I (Incomplete) ไมส่ มบรู ณ์

SP (Satisfactory Progress) กา้ วหน้าเปน็ ท่ีนา่ พอใจ

UP (Unsatisfactory Progress) ไม่ก้าวหน้าเป็นท่ีน่าพอใจ

W (Withdrawn) ถอนรายชื่อวชิ าทศ่ี กึ ษา

Au (Audit) ศกึ ษาโดยไม่นับหนว่ ยกติ

๒๑.๔ การประเมินผลวิทยานิพนธ์

๒๑.๔.๑ ให้ใช้ IP (In Progress) สำหรับวิทยานพิ นธ์ท่อี ยรู่ ะหวา่ งการเรียบเรียง

มคอ.๒ หลักสตู รพทุ ธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๖

๒๑.๔.๒ การประเมินผลวิทยานิพนธ์ที่เรียบเรยี งเสร็จเรียบร้อยแล้วให้กำหนดเป็น

๔ ระดบั ดงั นี้

ผลการศกึ ษา ระดับ

ดีเยย่ี ม (Excellent) A

ดี (Good) B+

ผา่ น (Passed) B

ตก (Failed) F

๒๑.๕ การให้ F ใหก้ ระทำในกรณใี ดกรณีหนงึ่ ดงั ตอ่ ไปนี้

๒๑.๕.๑ นสิ ติ ขอถอนรายวชิ า เมอื่ พ้นกำหนดตามขอ้ ๑๙.๑.๓

๒๑.๕.๒ นสิ ิตเข้าสอบและสอบตกตามข้อ ๒๐.๑

๒๑.๕.๓ นสิ ิตไมม่ สี ิทธเิ ขา้ สอบตามขอ้ ๒๐.๒

๒๑.๕.๔ นสิ ติ ไมแ่ กค้ า่ I ตามข้อ ๒๑.๖.๒ วรรคสุดทา้ ย

๒๑.๕.๕ นสิ ติ ทำผดิ ระเบยี บการสอบไล่และได้รับการตัดสนิ ใหส้ อบตก

๒๑.๖ การให้ I จะกระทำไดใ้ นกรณใี ดกรณีหนง่ึ ดังตอ่ ไปน้ี

๒๑.๖.๑ นิสิตมีเวลาเรียนในรายวิชาไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ แต่มิได้สอบเพราะ

ปว่ ยหรอื เหตุสุดวสิ ยั และไดร้ ับอนมุ ัตจิ ากคณบดบี ณั ฑิตวิทยาลยั

๒๑.๖.๒ อาจารย์ประจำวิชาและคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยเห็นสมควรให้รอผล

การศึกษาเพราะนิสติ ยงั ปฏิบตั งิ าน ซงึ่ เป็นส่วนประกอบการศึกษารายวิชาน้นั ยังไมส่ มบรู ณ์

การแก้ค่า I นิสิตจะต้องสอบและ/หรือปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์

ประจำวิชาใหค้ รบถ้วน เพอ่ื ให้อาจารย์ประจำวิชาวดั ผล และส่งผลการศกึ ษาของนสิ ติ ผ้นู ั้นแก่บัณฑิตวิทยาลัย

ภายในภาคการศกึ ษาถัดไป

๒๑.๗ การให้ S จะกระทำไดใ้ นกรณใี ดกรณีหน่ึงดังต่อไปน้ี

๒๑.๗.๑ รายวิชาซึ่งมีผลการศึกษาเป็นที่พอใจ และหลักสูตรกำหนดให้วัดผล

การศกึ ษาโดยไม่มีค่าระดบั

๒๑.๗.๒ รายวิชาซึ่งนิสิตได้ลงทะเบียนศึกษาในระดับบัณฑิตวิทยาลัยและได้รับ

อนุมัตใิ ห้โอนหนว่ ยกติ ตามขอ้ ๑๒

๒๑.๘ การให้ U จะกระทำได้เฉพาะในรายวิชาท่ีหลักสูตรกำหนดว่าให้วัดผลโดยไม่มีค่า

ระดับและมีผลการศึกษาไม่เปน็ ทพ่ี อใจ

๒๑.๙ การให้ IP จะกระทำเพื่อแสดงฐานะของวิทยานิพนธ์ท่ีอยู่ในระหว่างการเรียบเรียง

เม่อื สิ้นภาคการศึกษาปกตทิ กุ ภาค นับแตภ่ าคทน่ี ิสติ ลงทะเบยี นเพ่อื ทำวิทยานิพนธ์

๒๑.๑๐ การให้ W จะกระทำไดเ้ ฉพาะในกรณีท่ีได้ระบุไว้ในข้อ ๑๓ ข้อ ๑๙.๑.๒ และข้อ

๑๙.๑.๓

๒๑.๑๑ การให้ Au ในรายวชิ าใดจะกระทำได้ในกรณีท่ีนิสติ ได้รับอนมุ ัตใิ หล้ งทะเบียนเรียนเป็นพเิ ศษ

โดยไมน่ บั หนว่ ยกิต

มคอ.๒ หลักสูตรพุทธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๗

๒๑.๑๒ การให้ SP จะให้เฉพาะกรณีท่ีเป็นรายวิชาต่อเนื่องกับรายวิชาในภาคการศึกษาถัดไป และ
ผลการศึกษาเมอื่ สน้ิ ภาคการศึกษาก้าวหนา้ เปน็ ที่น่าพอใจ แต่ยังมไิ ด้วดั ผล

การวัดผลให้กระทำเมื่อนิสิตได้ศึกษารายวิชาต่อเน่ืองในภาคการศึกษาถัดไปตามหลักสูตรแล้ว แต่ถ้า
นิสิตไม่ศึกษารายวิชาต่อเนื่องในภาคการศึกษาถัดไปด้วยเหตุใดก็ตามให้ทำการวัดผล รายวิชาที่ได้ SP เป็น
ระดับและใช้ผลนนั้ แทน

๒๑.๑๓ การให้ UP จะให้เฉพาะกรณีทเี่ ป็นรายวิชาต่อเน่ืองกับรายวิชาในภาคการศึกษาถัดไป และ
ผลการศกึ ษาไม่ก้าวหนา้ เปน็ ท่นี า่ พอใจแตย่ งั มไิ ด้วดั ผล

การวดั ผลให้กระทำเม่ือนสิ ิตได้ศึกษารายวิชาต่อเน่ืองในภาคการศึกษาถัดไปตามหลักสตู รแล้ว แต่ถ้า
นิสิตไม่ศึกษารายวิชาต่อเนื่องในภาคการศึกษาถัดไปด้วยเหตุใดก็ตาม ให้ทำการวัดผลรายวิชาท่ีได้ UP นั้น
เปน็ ระดบั และใชผ้ ลนนั้ แทน

ขอ้ ๒๒ การนับหน่วยกติ และการลงทะเบียนรายวชิ าซ้ำ
๒๒.๑ การนับหน่วยให้ครบหลักสูตร ให้นับหน่วยกิตเฉพาะรายวิชาที่นิสิตสอบได้ระดับ A,

B, C หรือ S เท่านั้น เวน้ แต่รายวชิ าที่หลกั สูตรกำหนดไว้เป็นวิชาบังคับหรือวิชาเอก ซึ่งนิสิตต้องไดไ้ ม่ตำ่ กว่า
B หรือ S

๒๒.๒ นิสิตท่ีได้ต่ำกว่า B หรือได้ U ในรายวิชาบังคับหรือวิชาเอกต้องลงทะเบียนศึกษา
รายวิชานนั้ อีก และสอบใหไ้ ดร้ ะดบั ไม่ตำ่ กวา่ B หรอื S แลว้ แต่กรณี

๒๒.๓ ในกรณีที่นสิ ติ ได้ตำ่ กว่า B หรือได้ U ในวชิ าเลือก นสิ ิตมีสิทธลิ งทะเบียนรายวิชาเดิม
หรอื อาจลงทะเบียนรายวิชาอ่นื ในกล่มุ เดียวกนั ได้

๒๒.๔ ในกรณีท่ีนิสิตลงทะเบียนรายวิชาซ้ำหรือแทนตามท่ีหลักสูตรกำหนดการนับหน่วยกิ
ตตามขอ้ ๒๒.๑ นบั จำนวนหน่วยกติ ได้เพยี งคร้งั เดยี ว

ข้อ ๒๓ ให้มีการประเมินผลการศึกษาเม่ือสิ้นภาคการศึกษาปกติทุกภาค โดยคำนวณหาค่าระดับ
เฉล่ียประจำภาคของรายวิชาท่นี ิสิตได้ลงทะเบยี นไว้ในภาคการศึกษาน้ัน และคำนวณหาคา่ เฉล่ียสะสมสำหรับ
รายวิชาทง้ั หมดทกุ ภาคการศึกษา ตั้งแต่เริม่ เข้าศกึ ษาจนถงึ ภาคการศึกษาปจั จบุ นั

ขอ้ ๒๔ การคิดค่าระดับเฉล่ียประจำภาค ให้คำนวณโดยคูณค่าระดับของแต่ละรายวิชาดว้ ยหนว่ ยกิ
ตของรายวิชาน้ันแล้วรวมผลคูณของแต่ละรายวิชาเข้าด้วยกัน และหารผลรวมน้ันด้วยจำนวนหน่วยกิต
ท้งั หมดทล่ี งทะเบยี นไว้ในภาคการศกึ ษาน้ัน โดยคิดทศนยิ มสองตำแหนง่ ไมป่ ัดเศษ

ข้อ ๒๕ รายวชิ าใดท่มี ีรายงานผลการศกึ ษาเป็นสัญลักษณ์ I S U W และ Au ไม่ใหน้ ำรายวิชาน้ัน
มาคำนวณหาคา่ ระดับเฉลย่ี ตามข้อ ๒๔

หมวดท่ี ๕
การทำวิทยานพิ นธ์
ข้อ ๒๖ ใหบ้ ณั ฑติ วิทยาลยั วางระเบยี บว่าด้วยการทำวทิ ยานพิ นธ์และการสอบวทิ ยานิพนธ์
ข้อ ๒๗ การเสนอโครงร่างวทิ ยานิพนธ์และลงทะเบียนทำวทิ ยานิพนธ์ มีหลักปฏบิ ตั ิดังน้ี

มคอ.๒ หลักสูตรพทุ ธศาสตรดุษฎบี ัณฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๘

ขอ้ ๒๗.๑ ระดบั ปริญญาพุทธศาสตรมหาบณั ฑิต นิสิตท่ีศึกษารายวชิ ามาแล้วไม่น้อยกวา่ ๒
ภาคการศึกษาปกติ และมีหน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่า ๑๖ หน่วยกิต จึงจะมีสิทธ์ิเสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์
เพ่อื ขออนมุ ตั ลิ งทะเบียนทำวทิ ยานิพนธ์

๒๗.๒ ระดับปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต นิสิตท่ีศึกษารายวิชามาแล้วไม้น้อยกว่า ๒
ภาคการศึกษาปกติ และมีหน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่า ๑๒ หน่วยกิตจึงจะมีสิทธิ์เสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์
เพอ่ื ขออนมุ ตั ิลงทะเบียนทำวทิ ยานิพนธ์

๒๗.๓ นิสิตสามารถลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ได้หลังจากได้รับอนุมัติหัวข้อและโครงร่าง
วิทยานิพนธ์แลว้

ขอ้ ๒๘ รปู แบบของวทิ ยานพิ นธ์ให้เป็นไปตามทบี่ ณั ฑติ วิทยาลัยกำหนด
ข้อ ๒๙ วิทยานิพนธ์ซึ่งผ่านการประเมินผลแล้ว ให้นับเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพ่ือรับปริญญา
พุทธศาสตรมหาบัณฑติ หรือปรญิ ญาพุทธศาสตรดุษฎีบณั ฑติ
การนำวิทยานพิ นธ์ออกโฆษณาเผยแพร่ ต้องได้รับอนมุ ตั จิ ากบณั ฑติ วิทยาลยั ก่อน

หมวดที่ ๖
การสำเร็จการศึกษา
ข้อ ๓๐ คณุ สมบตั ขิ องผูส้ ำเร็จการศกึ ษา
๓๐.๑ มเี วลาศกึ ษาไม่นอ้ ยกว่าหรอื ไมเ่ กินกว่าทก่ี ำหนดไว้ใน ข้อ ๑๑.๑ และขอ้ ๑๑.๒
๓๐.๒ ไดศ้ ึกษารายวิชาตา่ ง ๆ ครบถ้วนและถูกต้องตามเงอ่ื นไขท่ีกำหนดไวใ้ นหลักสูตร
๓๐.๓ ไดห้ นว่ ยกิตสะสมไม่นอ้ ยกว่าทีก่ ำหนดไว้ในหลักสตู ร
๓๐.๔ ได้คา่ ระดับเฉลย่ี สะสมไมต่ ำ่ กวา่ ๓.๐๐ จากระบบ ๔ แต้ม
๓๐.๕ ได้ระดับไม่ตำ่ กวา่ B ในรายวชิ าบังคับและรายวชิ าเอกทุกวิชาและไดร้ ะดบั S ในกรณี
ทีห่ ลักสูตรกำหนดให้วัดผลเปน็ S เปน็ U
๓๐.๖ สอบผ่านการประเมินผลวิทยานิพนธ์ และส่งวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ตามที่
มหาวทิ ยาลยั กำหนด
ข้อ ๓๑ คุณสมบัติของผ้มู สี ิทธริ บั ปรญิ ญา
๓๑.๑ มคี ุณสมบตั ติ ามขอ้ ๓๐
๓๑.๒ ไมต่ ิดคา้ งค่าธรรมเนียมใด ๆ
๓๑.๓ ไม่อยรู่ ะหว่างการถูกลงโทษใด ๆ

หมวดที่ ๗
ความประพฤติและวนิ ัยนสิ ติ
ข้อ ๓๒ ในกรณีท่ีนิสิตกระทำผิดเก่ียวกับการสอบ ต้องได้รับโทษสถานใดสถานหนึ่งตามสมควรแก่
ความผิด ดังนี้
๓๒.๑ ภาคทณั ฑ์

มคอ.๒ หลกั สูตรพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๖๙

๓๒.๒ ให้สอบตกรายวิชาใดวิชาหนงึ่ หรอื หลายรายวชิ า
๓๒.๓ ใหส้ อบตกหมดทุกรายวิชาในภาคการศึกษาน้ัน
๓๒.๔ ใหพ้ กั การศกึ ษาต้ังแต่ ๑ ภาคการศึกษา ถึง ๓ ภาคการศกึ ษาแล้วแต่กรณี
๓๒.๕ ให้พ้นสภาพการเป็นนิสิต
ข้อ ๓๓ นิสิตต้องมีความประพฤติเรียบร้อยดีงาม ในกรณีที่นิสิตกระทำผิดข้อบังคับ ระเบียบ คำส่ัง
หรือประกาศของบัณฑิตวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย และได้รับโทษนอกจากที่ระบุไว้แล้วใน ข้อ ๓๒ นิสิตต้อง
ได้รับโทษสถานใดสถานหน่งึ ตามสมควรแก่ความผดิ ดังน้ี
๓๓.๑ ชดใช้ค่าเสยี หาย
๓๓.๒ ระงับการให้ปรญิ ญามกี ำหนดไมเ่ กนิ ๓ ปีการศกึ ษา
๓๓.๓ ระงบั การออกใบแสดงผลการศึกษามกี ำหนดไมเ่ กิน ๓ ปกี ารศึกษา
ข้อ ๓๔ ให้คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย เป็นผู้พิจารณาลงโทษนิสิตที่มีความประพฤติ
เสียหายหรอื กระทำผดิ ต่าง ๆ ตามเกณฑ์ทร่ี ะบุไวใ้ นข้อ ๓๒ และขอ้ ๓๓ ตามสมควรแก่กรณี
เฉพาะกรณีท่ีนสิ ิตกระทำผดิ ระเบียบการสอบทุกประเภทของบณั ฑิตวทิ ยาลัยให้คณะกรรมการประจำ
บัณฑิตวิทยาลัยร่วมกับกรรมการควบคุมการสอบ เป็นผู้พิจารณาลงโทษตามสมควรแก่กรณีตามเกณฑ์ท่ีระบุ
ไว้ในขอ้ ๓๒

บทเฉพาะกาล
ข้อ ๓๕ ใหใ้ ช้ขอ้ บงั คบั น้ีกับนสิ ิตระดบั บณั ฑิตศกึ ษา ดงั ตอ่ ไปนี้

๓๕.๑ นิสิตที่เข้าศึกษาตามหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต ก่อนปีการศึกษา ๒๕๔๒ ยังคง
ปฏิบัติตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่าด้วยการศึกษาระดับ
ปริญญาโท พุทธศกั ราช ๒๕๓๐

๓๕.๒ นิสติ ที่เข้าศกึ ษาตามหลักสูตรระดับบัณฑติ ศึกษา ตง้ั แตป่ ีการศึกษา ๒๕๔๒ เปน็ ต้นไป
ใหป้ ฏิบตั ติ ามข้อบังคบั นี้

ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๔๑

(พระสุเมธาธบิ ดี)
นายกสภามหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั

มคอ.๒ หลักสูตรพทุ ธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๐

ขอ้ บังคับมหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ว่าด้วยการศกึ ษาระดบั บณั ฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑

แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๔๘

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช

วิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ และมติสภามหาวิทยาลัย ในคราวประชุมครั้งที่ ๔/๒๕๔๘ เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๒๘

เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ จึงมีมติให้แก้ไขเพ่ิมเติมข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วย

การศึกษาระดบั บณั ฑิตศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๑ ดงั น้ี

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยว่าด้วยการศึกษา

ระดบั บัณฑติ ศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ พ.ศ. ๒๕๔๘”

ข้อ ๒ ใหย้ กเลกิ ข้อความในข้อ ๑๐.๑ และใหใ้ สชข้ อ้ ความตอ่ ไปนี้แทน

“๑๐.๑ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต ให้ศึกษางานรายวิชาไม่น้อยกว่า ๒๖

หนว่ ยกติ และวทิ ยานิพนธ์ ๑๒ หน่วยกิจ จำแนกประเภทดังน้ี

วชิ าบงั คบั ไมน่ ้อยกวา่ ๘ หน่วยกิต

วิชาเอก ไม่น้อยกวา่ ๑๒ หนว่ ยกติ

วชิ าเลอื ก ไมน่ อ้ ยกวา่ ๖ หนว่ ยกิต

วทิ ยานิพนธ์ ๑๒ หน่วยกติ

รวมทงั้ สน้ิ ไมน่ อ้ ยกว่า ๓๘ หนว่ ยกติ

ประกาศ ณ วันท่ี ๙ พฤษภาคม พุทธศกั ราช ๒๕๔๘

(พระราชรตั นโมลี)
อปุ นายกสภามหาวิทยาลยั ทำหน้าท่แี ทน
นายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั

มคอ.๒ หลกั สตู รพทุ ธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๑

ขอ้ บังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วา่ ด้วยการศึกษาระดบั บัณฑิตศึกษา พุทธศกั ราช ๒๕๔๑ (ฉบบั ท่ี ๓)

แก้ไขเพิ่มเตมิ พุทธศกั ราช ๒๕๔๙

เพ่ือให้การบริหารจัดการเกี่ยวกับการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยดำเนินไปด้วยความ
เรียบรอ้ ย มีประสทิ ธภิ าพ และบรรลวุ ตั ถุประสงคต์ ามนโยบายของมหาวทิ ยาลยั

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ และมติสภามหาวทิ ยาลยั ในคราวประชุมครั้งท่ี ๕/๒๕๔๙ เม่ือวันศุกรท์ ่ี ๑ กันยายน
พ.ศ.๒๕๔๙ จึงให้แก้ไขเพ่ิมเติมข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับ
บัณฑิตศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๑ ดงั ต่อไปน้ี

ข้อ ๑ คณุ สมบัตขิ องผ้เู ข้าศึกษาระดบั ประกาศนียบตั รบณั ฑิตและมหาบัณฑิต
๖.๑ ผ้สู มคั รเข้าศกึ ษาระดบั ประกาศนียบัตรบัณฑติ
๖.๑.๑ ต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัย

หรอื สถาบนั การศกึ ษาทส่ี ภามหาวทิ ยาลยั รบั รอง และ
๖.๑.๒ ไม่เคยถกู ลงโทษใหพ้ น้ สภาพการเปน็ นสิ ติ บณั ฑติ วิทยาลยั

๖.๒ ผูส้ มคั รเขา้ ศกึ ษาระดับมหาบณั ฑิต
๖.๒.๑ ต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัย

หรือสถาบันการศกึ ษาทีส่ ภามหาวทิ ยาลัยรบั รอง
๖.๒.๒ ตอ้ งได้รับคา่ ระดับเฉลี่ยสะสมในระดับปริญญาตรีไม่ต่ำกว่า ๒.๕๐ จากระบบ

๔ แต้ม ยกเว้นผู้มีประสบการณ์การทำงานติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ปี นับแต่สำเร็จการศึกษาและผู้
จบเปรียญธรรมเกา้ ประโยค และ

๖.๒.๓ ไมเ่ คยถกู ลงโทษใหพ้ น้ สภาพการเป็นนสิ ิตบัณฑิตวิทยาลัย
ข้อ ๗ ผสู้ มัครเข้าศกึ ษาระดับดษุ ฎีบัณฑติ

๗.๑ ระดบั ดุษฎบี ณั ฑติ แบบ ๑.๑ และแบบ ๒.๑
๗.๑.๑ ต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัย

หรือสถาบันการศกึ ษาที่สภามหาวทิ ยาลยั รับรอง
๗.๑.๒ ต้องได้ค่าระดับเฉล่ียสะสมในระดับปริญญาโทไม่ต่ำกว่า ๓.๕๐ ระบบ ๔ แต้ม

ยกเวน้ ผู้มีประสบการณ์การทำงานตดิ ต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ปี นับแต่วันสำเร็จการศึกษาหรือมีผลงาน
ทางวชิ าการทค่ี ณะกรรมการประจำบณั ฑิตวทิ ยาลยั เหน็ ชอบ และ

๗.๑.๓ ไม่เคยถูกลงโทษให้พน้ สภาพการเปน็ นสิ ิตบณั ฑิตวทิ ยาลัย

มคอ.๒ หลกั สตู รพทุ ธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๒

๗.๒ ระดบั ดษุ ฎีบณั ฑติ แบบ ๑.๒ และแบบ ๒.๒
๗.๒.๑ ต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัย

หรือสถาบนั การศึกษาทสี่ ภามหาวิทยาลยั รับรองหรอื เปรยี ญธรรมเกา้ ประโยค ซงึ่ บณั ฑิตวทิ ยาลัยอนุมตั ิให้เข้า
ศึกษาเปน็ กรณีพิเศษ

๗.๒.๒ ต้องได้คา่ ระดับเฉล่ยี สะสมในระดับปรญิ ญาตรีไม่ต่ำกว่า ๓.๒๕ จากระบบ ๔
แต้ม ยกเว้นผู้มีประสบการณ์การทำงานติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ปี นับแต่สำเร็จการศึกษาและผู้จบ
เปรียญธรรมเกา้ ประโยค

๗.๒.๓ ไม่เคยถกู ลงโทษให้พน้ สภาพการเป็นนสิ ติ บณั ฑติ วทิ ยาลัย
ข้อ ๓ ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๙ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วย
การศกึ ษาระดับบณั ฑติ ศึกษา พ.ศ.๒๕๔๑ และให้ใชข้ อ้ ความตอ่ ไปนแ้ี ทน
ข้อ ๙ การศึกษาในบัณฑิตวิทยาลัยใช้ระบบทวิภาคหรือไตรภาค ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแต่ละ
สาขาวิชา

ระบบทวิภาค ๑ ปี การศึกษาแบ่งออกเป็น ๒ ภาคการศึกษาปกติ ๑ ภาคการศึกษาปกติ มี
ระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกวา่ ๑๕ สปั ดาห์ และอาจจัดการศึกษาภาคฤดูรอ้ นได้อีก ๑ ภาค มีระยะเวลาศึกษา
ไม่น้อยกว่า ๖ สัปดาห์ และจะกำหนดระเบียบวา่ ด้วยการศึกษาภาคฤดูร้อน ท่ีไม่ขัดกบั ข้อบังคับนี้โดยความ
เห็นชอบของคณะกรรมการประจำบัณฑติ วทิ ยาลยั ก็ได้

ระบบไตรภาค ๑ ปี การศึกษาแบ่งออกเป็น ๓ ภาคการศึกษาปกติ ๑ ภาคการศึกษาปกติ
มีระยะเวลาไม่นอ้ ยกวา่ ๑๒ สปั ดาห์

ขอ้ ๔ ให้ยกเลกิ ข้อความในข้อ ๑๐ แห่งขอ้ บงั คับมหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าดว้ ย
การศึกษาระดบั บณั ฑิตศกึ ษา พ.ศ.๒๕๔๑ แก้ไขเพิม่ เตมิ พ.ศ.๒๕๔๘ และให้ใช้ข้อความต่อไปน้ีแทน

“ข้อ ๑๐ หลกั สตู ร
๑๐.๑ หลักสูตรประกาศนียบัตรบณั ฑติ
๑๐.๒ หลกั สูตรระดบั มหาบณั ฑติ แผน ก แบบ ก (๑) และ แผน ก (๒)
๑๐.๓ หลกั สตู รระดับมหาบัณฑิต แผน ข
๑๐.๔ หลักสูตรระดบั ดุษฎบี ณั ฑิต แบบ ๑ และแบบ ๒
โครงสร้างของแต่ละหลักสูตร การศึกษารายวิชาและการทำวิทยานิพนธ์ตาม

จำนวนหนว่ ยกติ ใหเ้ ป็นไปตามประกาศของมหาวทิ ยาลัย
ข้อ ๕ ระยะเวลาการศึกษาตามหลักสูตร
๑๑.๑ หลักสูตรประกาศนียบัตร ให้มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๒ ภาคการศึกษาปกติ

และไม่เกิน ๔ ภาคการศึกษาปกติ ในระบบทวิภาคหรือให้มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๓ ภาคการศึกษาปกติ
และไมเ่ กนิ ๖ ภาคการศึกษาปกตใิ นระบบไตรภาค

๑๑.๒ หลักสูตรระดับมหาบัณฑิต ให้มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๔ ภาคการศึกษาปกติ
และไม่เกิน ๑๐ ภาคการศึกษาปกติ ในระบบทวิภาคหรือให้มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๔ ภาคการศึกษาปกติ
และไม่เกิน ๑๕ ภาคการศึกษาปกตใิ นระบบไตรภาค

มคอ.๒ หลกั สูตรพทุ ธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๓

๑๑.๓ หลักสูตรระดับดุษฎีบัณฑิต แบบ ๑.๑ และ ๒.๑ ให้มีระยะเวลาศึกษามีน้อยกว่า ๖
ภาคการศึกษาปกติ และไม่เกิน ๑๐ ภาคการศึกษาปกติ ในระบบทวิภาคหรือให้มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๖
ภาคการศึกษาปกติ และไม่เกิน ๑๕ ภาคการศึกษาปกติในระบบไตรภาค

๑๑.๔ หลักสูตรระดับดุษฎีบัณฑิต แบบ ๑.๒ และ ๒.๒ ให้มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๘
ภาคการศึกษาปกติ และไม่เกิน ๑๔ ภาคการศึกษาปกติ ในระบบทวิภาคหรือให้มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๘
ภาคการศึกษาปกติ และไมเ่ กิน ๒๑ ภาคการศกึ ษาปกติในระบบไตรภาค

ในกรณีท่ีนิสิตไม่สามารถสำเร็จการศึกษาในระยะเวลาตามที่กำหนดคณะกรรมการประจำ
บณั ฑิตวทิ ยาลยั อาจอนุมตั ิให้ตอ่ อายสุ ภาพนสิ ิตได้อีก แต่ทั้งน้ตี ้องไมเ่ กนิ ๒ ภาคการศกึ ษาปกติ

๑๑.๕ การนับเวลาในข้อ ๑๑ ให้นับรวมเวลาท่ีนิสิตได้รับอนุมัติให้ลาพักการศึกษาด้วย
ยกเวน้ นิสิตท่ไี ดร้ บั อนุมัติใหล้ าพักการศกึ ษาตามข้อ ๑๓.๑.๑

ข้อ ๖ ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๒๑.๑ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่า
ดว้ ยการศกึ ษาระดบั บณั ฑติ ศกึ ษา พ.ศ.๒๕๔๑ และใหใ้ ชข้ อ้ ความต่อไปนี้แทน

ข้อ ๒๑.๑ ระบบการประเมินผลการศึกษารายวชิ า แบง่ เป็น ๗ ระดบั และค่าระดับ ดังนี้

ระดบั A A- B+ B C+ C F

คา่ ระดับ ๔.๐๐ ๓.๖๗ ๓.๓๓ ๓.๐๐ ๒.๕๐ ๒.๐๐ ๐

ข้อ ๗ ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๒๗ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วย

การศึกษาระดบั บัณฑติ ศึกษา พุทธศักราช ๒๕๔๑ และให้ขอ้ ความตอ่ ไปนแ้ี ทน

ขอ้ ๗ การเสนอโครงร่างวทิ ยานพิ นธ์และลงทะเบียนทำวทิ ยานพิ นธ์ มหี ลกั ปฏิบตั ิดงั นี้

๒๗.๑ นิสิตหลกั สตู รระดบั มหาบัณฑิต ท่ีศึกษารายวิชามาแล้วไมน่ อ้ ยกว่า ๑ ภาค

๒๗.๒ นิสิตหลักสูตรระดับดุษฎีบัณฑิต แบบ ๑ มีสิทธิ์เสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์ เพ่ือขอ

อนุมตั ลิ งทะเบยี นทำวิทยานพิ นธ์ หลงั จากข้ึนทะเบยี นเปน็ นิสิตแลว้

๒๗.๓ นิสิตหลักสูตรระดับดุษฎีบณั ฑติ แบบ ๒ ที่ศึกษารายวิชามาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ภาค

การศึกษาปกติ และมีหน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกิต มีสิทธิ์เสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์ เพ่ือขอ

อนมุ ตั ิลงทะเบียนทำวทิ ยานิพนธ์

๒๗.๔ นิสิตสามารถลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ได้ หลังจากได้รับอนุมัติหัวข้อและโครงร่าง

วทิ ยานพิ นธ์แล้ว

ประกาศ ณ วันท่ี ๑๘ กันยายน พุทธศกั ราช ๒๕๔๙

(พระธรรมสุธี)
นายกสภามหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๔

ข้อบังคบั มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วา่ ด้วยการศกึ ษาระดับบัณฑิตศึกษา พุทธศักราช ๒๕๔๑ (ฉบับท่ี ๔)

แก้ไขเพิ่มเตมิ พุทธศักราช ๒๕๕๓
---------------------

เพือ่ ใหก้ ารบริหารจดั การเกีย่ วกับการศึกษาระดบั บัณฑิตศึกษา ของมหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราช
วทิ ยาลยั ดำเนนิ ไปดว้ ยความเรยี บรอ้ ย มีประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงคต์ ามนโยบายของมหาวิทยาลยั

อาศํยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ และมติสภามหาวิทยาลัย ในคราวประชุมคร้ังที่ ๑/๒๕๕๓ เม่ือวันพฤหัสบดีที่ ๑๘
กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ จึงแก้ไขเพ่ิมเติมข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วย
การศกึ ษาระดบั บัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ ดังตอ่ ไปน้ี

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้ เรียกว่า “ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษา
ระดบั บณั ฑติ ศกึ ษา พุทธศักราช ๒๕๔๑ (ฉบับที่ ๔) แก้ไขเพมิ่ เติม พุทธศักราช ๒๕๕๓”

ขอ้ ๒ ให้ใชข้ อ้ บังคับนี้กับนสิ ิตทร่ี บั เข้าศึกษา ต้งั แตป่ กี ารศกึ ษา ๒๕๕๓ เป็นต้นไป
ขอ้ ๓ ให้ยกเลิกขอ้ ความในข้อ ๓๐ แห่งข้อบงั คับมหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วา่ ดว้ ย
การศึกษาระดับบัณฑติ ศกึ ษา พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๑ และใหใ้ ช้ขอ้ ความตอ่ ไปนี้แทน

“ขอ้ ๓๐ คุณสมบัติของผสู้ ำเรจ็ การศกึ ษา
๓๐.๑ มีเวลาศกึ ษาไม่นอ้ ยกว่าและไมเ่ กินกวา่ ทกี่ ำหนดไวใ้ นข้อ ๑๑
๓๐.๒ ไดศ้ กึ ษารายวิชาตา่ ง ๆ ครบถ้วนและถูกต้องตามเง่อื นไขที่กำหนด
ไว้ในหลกั สูตร
๓๐.๓ ได้หนว่ ยกติ สะสมไม่น้อยกวา่ ท่ีกำหนดไว้ในหลักสตู ร
๓๐.๔ ได้ค่าระดบั เฉล่ียสะสมไมต่ ำ่ กว่า ๓.๐๐ จากระบบ ๔ แตม้
๓๐.๕ ได้ระดับไมต่ ่ำกว่า B ในรายวิชาบังคบั และรายวชิ าเอกทุกรายวชิ า
และได้ระดับ S ในกรณที หี่ ลกั สตู รกำหนดใหว้ ดั ผลเป็น S หรือ U
๓๐.๖ สอบผ่านการประเมนิ ผลวทิ ยานพิ นธ์ และสง่ วทิ ยานพิ นธ์ฉบับสมบูรณ์
ตามที่มหาวิทยาลยั กำหนด
๓๐.๗ วิทยานพิ นธ์ในหลกั สตู รพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต จะตอ้ งไดร้ ับการ
ตพี ิมพ์ หรืออยา่ งน้อยดำเนินการใหท้ ้ังหมดหรือสว่ นหนง่ึ ของ
วิทยานพิ นธ์ไดร้ บั การยอมรับให้ตพี ิมพ์ในวารสารหรอื สิง่ พิมพท์ าง
วชิ าการ หรือเสนอต่อทปี่ ระชมุ วิชาการท่ีมรี ายงานการประชุม
(proceeding)

มคอ.๒ หลกั สตู รพุทธศาสตรดุษฎบี ัณฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๕

๓๐.๘ วิทยานพิ นธ์ในหลักสตู รพทุ ธศาสตรดษุ ฎีบณั ฑติ จะตอ้ งได้รับการ
ตีพมิ พ์ หรอื อยา่ งน้อยดำเนนิ การใหท้ ง้ั หมดหรอื ส่วนหน่ึงของ
วทิ ยานพิ นธ์ได้รับการยอมรบั ใหต้ ีพิมพใ์ นวารสารหรือสิง่ พมิ พ์ทาง
วชิ าการท่มี ีกรรมการภายนอกร่วมกลั่นกรองกอ่ นการตพี ิมพ์
(Pre-review) และเปน็ ทยี่ อมรบั ”

ประกาศ ณ วนั ที่ ๒๖ มนี าคม พทุ ธศักราช ๒๕๕๓

(พระธรรมสธุ )ี
นายกสภามหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย

มคอ.๒ หลกั สตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๖

ขอ้ บังคบั มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ว่าดว้ ยการศกึ ษาระดบั บณั ฑิตศกึ ษา (ฉบบั ที่ ๕)
พทุ ธศักราช ๒๕๕๓
-----------------------

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงบางส่วนของข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่า
ด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พุทธศักราช ๒๕๔๑ (ฉบับที่ ๔) แก้ไขเพ่ิมเติม พุทธศักราช๒๕๕๓ ให้มี
ความเหมาะสมมากยิ่งขนึ้

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ และมติสภามหาวิทยาลัย ในคราวประชุมคร้ังที่ ๔/๒๕๕๓ เม่ือวันพฤหัสบดี ท่ี ๑๗
มถิ นุ ายน จึงออกข้อบงั คับไว้ ดงั ต่อไปนี้

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยว่าด้วยการศึกษา
ระดับบัณฑิตศึกษา (ฉบับที่ ๕ แก้ไขเพ่ิมเตมิ พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๓”

ขอ้ ๒ ใหใ้ ช้ขอ้ บังคับน้ีกับนิสิตเขา้ ศกึ ษา ตง้ั แต่ปีการศึกษา ๒๕๕๓ เป็นตน้ ไป
ขอ้ ๓ ใหย้ กเลกิ ข้อความในข้อ ๒ แห่งขอ้ บังคบั มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
วา่ ดว้ ยการศึกษาระดบั บัณฑติ ศึกษา พทุ ธศักราช ๒๕๔๑ (ฉบับที่ ๔) แก้ไขเพมิ่ เตมิ พทุ ธศักราช ๒๕๕๓
และให้ใชข้ ้อความตอ่ ไปนี้แทน

“ขอ้ ๒ ใหใ้ ชข้ ้อบงั คบั บกี้ ับนสิ ติ ท่ีรับเข้าศกึ ษา ต้ังแต่ปีการศกึ ษา ๒๕๔๙ เป็นต้นไป”

ประกาศ ณ วนั ท่ี ๑๕ กรกฎาคม พุทธศกั ราช ๒๕๕๓

(พระธรรมสุธี)
นายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๗

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๘

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๗๙

มคอ.๒ หลักสตู รพทุ ธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๐

ข้อบังคับมหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วา่ ดว้ ยคณะกรรมการประจำบณั ฑิตวิทยาลัยและคณะกรรมการประจำคณะ

พ.ศ. ๒๕๔๑

เพื่ออนุวัตให้เป็นไปตามความในมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ จึงเห็นสมควรออกขอ้ บังคับมหาวิทยาลยั ว่าด้วยคณะกรรมการประจำบัณฑิตวทิ ยาลัย
และคณะกรรมการประจำคณะ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในคราวประชุมครั้งท่ี ๘/๒๕๔๑ เมื่อ
วนั ที่ ๒๗ สงิ หาคม พ.ศ.๒๕๔๑ จงึ มมี ติใหอ้ อกบังคบั ไว้ดังต่อไปน้ี

ข้อ ๑ ข้อบังคับน้ีเรียกว่า “ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วย
คณะกรรมการประจำบัณฑติ วิทยาลยั และคณะกรรมการประจำคณะ พ.ศ.๒๕๔๑”

ขอ้ ๒ ใหใ้ ชข้ อ้ บงั คับนตี้ ัง้ แต่วันถัดจากวันประกาศเปน็ ต้นไป
ข้อ ๓ บรรดากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด คำส่ัง หรือประกาศอ่ืนใดซึ่งขัดหรือแย้งกับ
ขอ้ บังคบั น้ี ให้ใชข้ ้อบังคบั นีแ้ ทน
ขอ้ ๔ ใหม้ คี ณะกรรมการประจำบณั ฑิตวทิ ยาลัย ประกอบด้วย

(๑) ประธานกรรมการ ไดแ้ ก่ คณบดี
(๒) รองประธานกรรมการ ได้แก่ รองคณบดีซง่ึ เปน็ พระภกิ ษุ
(๓) กรรมการผเู้ ปน็ คณาจารยป์ ระจำบัณฑิตวิทยาลยั จำนวนสีร่ ูปหรือคนท่ี

อธิการบดีแต่งตั้งโดยคำแนะนำของคณบดี
(๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินห้ารูปหรอื คนทอ่ี ธกิ ารบดแี ตง่ ต้ังโดย

คำแนะนำของคณบดี
(๕) กรรมการและเลขานุการ ได้แก่ เลขานกุ ารบัณฑิตวิทยาลัย
ข้อ ๕ ใหม้ ีคณะกรรมการประจำคณะ ประกอบด้วย
(๑) ประธานกรรมการ ได้แก่ คณบดี
(๒) รองประธานกรรมการ ไดแ้ ก่ รองคณบดีซ่งึ เปน็ พระภกิ ษุ
(๓) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ หวั หนา้ ภาควชิ า
(๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินห้ารูปหรือคนที่อธิการบดีแต่งตั้งโยคำแนะนำ

ของคณบดี
(๕) กรรมการและเลขานกุ าร ได้แก่ เลขานุการประจำคณะ

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๑

ข้อ ๖ คณะกรรมการประจำบณั ฑิตวทิ ยาลยั และคณะกรรมการประจำคณะมีวาระ
การดำรงตำแหนง่ เทา่ กบั วาระการดำรงตำแหนง่ ของคณบดี

ในกรณที ีก่ รรมการตามขอ้ ๔ และขอ้ ๕ พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระและไดม้ กี าร
แต่งตง้ั ผ้ดู ำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผูท้ ไ่ี ด้รับแต่งตง้ั อย่ใู นตำแหนง่ เพียงเท่าวาระท่ีเหลือของผูซ้ ึง่ ตนแทน

ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหนง่ ตามวาระแตย่ งั มิได้แต่งต้ังกรรมการข้ึนใหมใ่ ห้
กรรมการซึง่ พน้ จากตำแหน่งปฏิบัติหนา้ ทต่ี อ่ ไปจนกว่าจะได้แตง่ ต้งั กรรมการข้นึ ใหม่ ทง้ั น้ตี ้องไม่เกินหกสิบวนั

ขอ้ ๗ คณะกรรมการประจำบัณฑิตวทิ ยาลยั และคณะกรรมการประจำคณะมีอำนาจและ
หน้าท่ี ดังนี้

(๑) วางนโยบายและแผนงานให้สอดคลอ้ งกบั นโยบายของมหาวิทยาลยั
(๒) พจิ ารณาหลกั สูตรเพือ่ นำเสนอต่อสภาวิชาการ
(๓) พจิ ารณาวางระเบียบ ข้อบงั คบั ทเ่ี กีย่ วกบั การบรหิ ารและการดำเนินงาน

เพือ่ เสนอตอ่ สภาวชิ าการ
(๔) ให้คำปรึกษาและเสนอความเหน็ แก่คณบดี
(๕) ปฏบิ ัติหนา้ ท่อี ื่น ๆ ตามทีส่ ภาวิชาการหรืออธกิ ารบดีมอบหมาย
ข้อ ๘ ให้มีการประชมุ คณะกรรมการประจำบณั ฑิตวทิ ยาลัยและคณะกรรมการประจำคณะ
อย่างน้อยปีละส่ีครั้ง วิธีการประชุมให้นำข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการ
ประชุมสภามหาวิทยาลยั มาใชบ้ ังคับโดยอนุโลม
ขอ้ ๙ ใหอ้ ธิการดีรกั ษาการใหเ้ ป็นไปตามข้อบังคบั น้ี

ประกาศ ณ วนั ท่ี ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑

(พระสเุ มธาธิบด)ี
นายกสภามหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๒

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๓

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๔

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๕

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๖

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๗

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๘

มคอ.๒ หลักสตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๘๙

มคอ.๒ หลักสูตรพทุ ธศาสตรดุษฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๙๐

ระเบียบบัณฑติ วิทยาลัย
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
วา่ ดว้ ยวิธีปฏิบตั เิ กี่ยวกบั วทิ ยานิพนธ์ พ.ศ. ๒๕๔๒

เพ่ือให้การทำวิทยานิพนธ์ และการสอบวิทยานิพนธ์ของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาเป็นไปด้วยความ
เรียบร้อย จึงเห็นสมควรวางระเบียบว่าดว้ ยวธิ ปี ฏบิ ตั ิเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์

อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๒๖ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วย
การศึกษาระดบั บัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ บัณฑติ วิทยาลยั จึงวางระเบียบไวด้ งั ต่อไปน้ี

หมวดท่ี ๑
บทท่ัวไป

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่า
ด้วยวิธปี ฏิบัตเิ กยี่ วกบั วทิ ยานพิ นธ์ พ.ศ.๒๕๔๒

ขอ้ ๒ ใหใ้ ชร้ ะเบยี บนี้ตั้งแต่วนั ถดั จากวันประกาศเป็นตน้ ไป
ข้อ ๓ ให้คณะบดีบัณฑิตวิทยาลยั รกั ษาการให้เปน็ ไปตามระเบยี บน้ี

หมวดที่ ๒
การอนุมัติหัวข้อและโครงรา่ งวทิ ยานพิ นธแ์ ละการลงทะเบียน

ขอ้ ๔ การอนุมตั หิ วั ข้อและโครงร่างวทิ ยานพิ นธ์
๔.๑ ให้นิสิตจดั ทำโครงร่างวทิ ยานิพนธ์โดยความเหน็ ชอบของผทู้ จ่ี ะได้รบั แต่งตง้ั เป็นประธาน

หรือกรรมการควบคมุ วทิ ยานพิ นธ์
๔.๒ โครงร่างวิทยานพิ นธ์ มสี ว่ นประกอบดงั นี้
(๑) หวั ข้อวทิ ยานพิ นธท์ ั้งภาษาไทยและภาษาองั กฤษ
(๒) รายชอื่ คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์
(๓) ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
(๔) วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
(๕) วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ยั
(๖) ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะไดร้ บั จากการวิจัย
(๗) โครงสร้างของรายงานวทิ ยานิพนธ์
(๘) บรรณานุกรม
(๙) เชงิ อรรถ

ส่วนประกอบอื่น ๆ นอกจากน้ี ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของบัณฑิตวทิ ยาลยั

มคอ.๒ หลักสตู รพทุ ธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๙๑

๔.๓ การเสนอขออนุมัติหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ ให้นิสิตย่ืนแบบคำร้อง บท ๘
พร้อมดว้ ยหัวขอ้ และโครงร่างวิทยานิพนธ์ จำวน ๘ ชุดต่อบัณฑติ วทิ ยาลยั

๔.๔ คณบดบี ณั ฑิตวทิ ยาลัยแตง่ ตั้งคณะกรรมการพิจารณาหัวข้อ และโครงร่างวิทยานพิ นธ์
ในแต่ละปีการศึกษา คณะกรรมการที่ได้รับแต่งต้ังจะเป็นผู้พิจารณาหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ท่ีนิสิต
เสนอ และในการประชุมพิจารณาแต่ละคร้ังประธานกรรมการอาจให้นิสิตเข้าชี้แจงเก่ียวกับโครงร่าง
วทิ ยานิพนธ์ด้วยกไ็ ด้

๔.๕ ให้ประธานคณะกรรมการพิจารณาหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์เสนอผลการ
พิจารณาหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ของนิสิตที่ผ่านความเห็นชอบแล้วพร้อมรายชื่อผู้สมควรเป็น
คณะกรรมการควบคมุ วทิ ยานพิ นธ์ ในหวั ขอ้ นนั้ ตอ่ คณบดบี ัณฑิตวิทยาลัยเพอื่ พจิ ารณาอนุมตั ิ

๔.๖ เมื่อคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยอนุมัติหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์และเมื่อบัณฑิต
วิทยาลัยประกาศรายช่ือนิสิตละหัวข้อวิทยานิพนธ์ พร้อมท้ังรายช่ือคณะกรรมการควบคุมวิทยานสิพนธ์ท่ี
ไดร้ ับอนมุ ัตแิ ล้ว นิสติ จงึ มีสทิ ธลิ งทะเบยี นวทิ ยานิพนธ์

ขอ้ ๕ การลงทะเบียนวิทยานิพนธ์
๕.๑ นิสิตระดับปริญญาโทที่มีสิทธิลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ ต้องศึกษารายวิชาในหลักสูตร

ของบัณฑิตวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ภาคการศึกษาปกติ และมีหน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่า ๑๖ หน่วย
กิต

๕.๒ นสิ ิตรตะดับปริญญาเอกท่ีมสี ิทธิลงทะเบียนวทิ ยานพิ นธ์ ตอ้ งศึกษารายวชิ าในหลักสตู ร
ของบัณฑิตวทิ ยาลยั มาแล้วไม่น้อยกวา่ ๒ ภาคการศึกษาปกติ และมีหน่วยกติ สะสมไมน่ อ้ ยกว่า ๑๒ หนว่ ยกิต

๕.๓ ใหน้ ิสติ ลงทะเบยี นวิทยานพิ นธ์ ภายใน ๓๐ วนั นับจากวันทีบ่ ณั ฑติ วทิ ยราลัยประกาศ
อนุมัติหัวข้อวิทยานิพนธ์ โดยกรอกแบบการลงทะเบียนวิทยานิพนธ์บท ๙ แล้วยื่นต่อบัณฑิตวิทยาลัยพร้อม
ทั้งชำระเงนิ ค่าลงทะเบียน ในสว่ นงานตามทีม่ หาวิทยาลยั กำหนด

ข้อ ๖ การเปลยี่ นแปลงเก่ยี วกบั โครงร่างวทิ ยานิพนธ์
๖.๑ การขอเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ท่ีไม่ใช่สาระสำคัญให้นำสิตยื่นแบบคำ

ร้อง บท ๘ พร้อมท้ังชี้แจงเหตุผลท่ีขอเปลี่ยนแปลงต่อคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยเพ่ื อขออนุมัติโดยผ่าน
คณะกรรมการควบคมุ วิทยานพิ นธ์

๖.๒ หากการเปลี่ยนแปลงหัวข้อหรือโครงร่างวิทยานิพนธ์ท่ีเป็นสาระสำคัญ นิสิตต้อง
ปฏบิ ตั เิ ชน่ เดยี วกับการยืน่ ขออนมุ ัติหัวขอ้ และโครงร่างวิทยานิพนธใ์ หมแ่ ต่ไม่ต้องลงทะเบยี นวทิ ยานพิ นธซ์ ำ้ อกี

๖.๓ ให้นิสิตติดตามผลการขออนุมัติการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์หลังจากท่ีได้ยื่น
คำรอ้ งแลว้

หมวดที่ ๓
คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์

ข้อ ๗ คณะกรรมการควบคุมวทิ ยานิพนธ์
๗.๑ คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธต์ ้องมีทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์จำนวนไม่น้อยกว่า ๒

ทา่ น แตไ่ มเ่ กนิ ๓ ท่าน ทั้งนี้จะต้องมีอาจารยป์ ระจำมหาวทิ ยาลยั อย่างนอ้ ย ๑ ทา่ น
๗.๒ คณะกรรมการผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ของนิสิตระดับปริญญาโท ต้องมีคุณสมบัติได้รับ

ปรญิ ญาช้ันใดชน้ั หน่ึงในสาขาวชิ าท่ีนสิ ติ ทำวทิ ยานิพนธ์หรือสาขาวิชาท่ีเกีย่ วข้อง
คณะกรรมการผู้มีคุณสมบัติได้รับปริญญาต่ำกว่าระดับปริญญาโท ต้องมีตำแหน่งทาง

วิชาการไม่ตำ่ กวา่ ผชู้ ่วยศาสตราจารยห์ รือเป็นผ้เู ชีย่ วชาญ

มคอ.๒ หลักสตู รพทุ ธศาสตรดุษฎบี ัณฑติ สาขาวชิ าพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๙๒

๗.๓ คณะกรรมการผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ของนิสิตระดับปรญิ ญาเอก ต้องมีคุณสมบัติได้รับ
ปริญญาช้นั ใดช้ันหนง่ึ ในสาขาวชิ าทน่ี ิสิตทำวทิ ยานพิ นธ์หรอื สาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง

คณะกรรมการผู้มีคุณสมบัติได้รับปริญญาต่ำกว่าระดับปริญญาเอก ต้องมีตำแหน่งทาง
วชิ าการไมต่ ำ่ กว่ารองศาสตราจารย์หรือเปน็ ผเู้ ช่ียวชาญ

๗.๔ คณะกรรมการควบคมุ วิทยานพิ นธม์ ีหนา้ ที่ดงั ตอ่ ไปน้ี
(๑) ให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับวิธีทำวิทยานิพนธ์ รวมทั้งตัดสินแก้ไขปัญหาที่

เกดิ ข้ึนขณะทำวทิ ยานพิ นธ์
(๒) ใหค้ ำปรึกษาแนะนำเกยี่ วกับการเขียนวทิ ยานพิ นธ์
(๓) พจิ ารณาใหค้ วามเหน็ ชอบในการขอสอบวทิ ยานิพนธ์ของนสิ ติ

ขอ้ ๘ การเขยี นวทิ ยานพิ นธ์
ให้นิสิตเรียบเรียงวิทยานิพนธ์โดยให้มีรูปแบบและขนาดวิทยานิพนธ์ ตามคู่มือการทำ
วทิ ยานพิ นธข์ องบัณฑติ วิทยาลัย

หมวดท่ี ๔
การสอบวิทยานิพนธ์

ขอ้ ๙ การขอสอบวทิ ยานิพนธ์
๙.๑ นสิ ติ ระดับปริญญาโทมีสทิ ธขิ อสอบวทิ ยานิพนธ์ได้เม่ือ
(๑) ใช้เวลาทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า ๓ เดือน นับตั้งแต่วันท่ีได้รับอนุมัติหัวข้อ

และโครงรา่ งวทิ ยานพิ นธ์ และลงทะเบียนวทิ ยานิพนธ์
(๒) สอบผ่านรายวชิ าต่าง ๆ ครบถ้วนตามเง่ือนไขท่ีกำหนดไวใ้ นหลักสตู ร และได้

คา่ ระดับเฉล่ียสะสมในรายวิชาตลอดหลักสูตรไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐
(๓) เขียนวิทยานิพนธ์เสร็จสมบูรณ์ตามคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุม

วิทยานิพนธ์ และได้รบั ความเห็นชอบจากคณะกรรมการดังกล่าวใหท้ ำการขอสอบได้
๙.๒ นิสิตระดับปรญิ ญาเอกมีสทิ ธขิ อสอบวทิ ยานพิ นธไ์ ด้เมอื่
(๑) ใชเ้ วลาทำวทิ ยานิพนธไ์ ม่น้อยกว่า ๙ เดอื น นับต้งั แต่วนั ที่ได้รบั

อนมุ ัติหัวขอ้ และโครงรา่ งวทิ ยานพิ นธ์ และลงทะเบยี นวิทยานิพนธ์
(๒) สอบผา่ นรายวชิ าต่าง ๆ ครบถว้ นตามเงือ่ นไขทก่ี ำหนดไวใ้ น

หลักสตู รและได้รบั ค่าระดับเฉล่ยี สะสมในรายวิชาตลอดหลักสตู รไม่ต่ำกว่า ๓.๐๐
(๓) สอบผ่านการสอบวัดคุณสมบตั ิในรายวชิ าตามท่ีบัณฑติ วิทยาลยั

กำหนด
(๔) เขยี นวทิ ยานิพนธ์สำเรจ็ สมบูรณต์ ามคำแนะนำของคณะกรรมกา

ควบคุมวิทยานพิ นธ์ และได้รบั ความเห็นชอบจากคณะกรรมการดงั กล่าวให้ทำการขอสอบได้
๙.๓ ให้นิสติ ยื่นคำร้องขอตรวจรปู แบบวิทยานพิ นธ์ พรอ้ มทัง้ แนบวิทยานิพนธ์ ๑ ฉบบั ต่อ

บณั ฑิตวิทยาลัยก่อนวันสอบวทิ ยานพิ นธไ์ มน่ อ้ ยกวา่ ๓๐ วนั
๙.๔ ให้นสิ ิตรับผลการตรวจรูปแบบวิทยานิพนธ์จากบัณฑิตวทิ ยาลัยหลังจากยื่นคำร้องแล้ว

๑๐ วนั ทำการ
๙.๕ ให้นิสิตย่ืนแบบคำร้องขอสอบวิทยานิพนธ์ บท ๘ ต่อบัณฑิตวิทยาลัยผ่านประธาน

คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ พร้อมกับเสนอวิทยานิพนธ์ท่ีเรียบเรียงเสร็จแล้ว รวมท้ังบทคัดย่อ
ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ อยา่ งละ ๖ ชุด

มคอ.๒ หลกั สูตรพทุ ธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๙๓

๙.๖ ให้บัณฑิตวิทยาลัยส่งวิทยานิพนธ์และบทคัดย่อถึงคณะกรรมการตรวจสอบ
วทิ ยานิพนธก์ ่อนวันสอบไม่นอ้ ยกว่า ๒ สปั ดาห์

ข้อ ๑๐ คณะกรรมการตรวจสอบวทิ ยานิพนธ์
๑๐.๑ คณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๓ ท่าน แต่ไม่เกิน ๕

ท่าน ประกอบดว้ ย
(๑) ประธาน ไดแ้ ก่ คณบดหี รอื ผู้ที่คณบดีมอบหมาย
(๒) คณะกรรมการควบคมุ วทิ ยานพิ นธ์
(๓) กรรมการผทู้ รงคณุ วฒุ ิจากภายนอกมหาวทิ ยาลัย จำนวนไมเ่ กนิ ๓ ทา่ น

๑๐.๒ เมื่อบัณฑิตวิทยาลัยติดต่อเชิญผู้ท่ีสมควรได้รับแต่งต้ังเป็นกรรมการตรวจสอบ
วิทยานิพนธไ์ ด้แลว้ ให้เสนอรายนามกรรมการตรวจสอบวทิ ยานิพนธ์ต่อคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย
เพ่อื พิจารณาแตง่ ต้ัง

๑๐.๓ เมื่อประธานคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย ลงนามแต่งต้ังคณะกรรมการ
ตรวจสอบวิทยานิพนธ์แล้ว ให้บัณฑิตวิทยาลัยประกาศกำหนดวัน เวลาและสถานท่ีสอบให้ทราบโดยท่ัวกัน
และมหี นงั สือเชญิ ถึงกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธไ์ ม่สามารถมาตรวจสอบวิทยานพิ นธ์ได้ ให้แจ้งตอ่ บณั ฑิต
วิทยาลัยโดยผ่านประธานคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ พร้อมท้ังแจ้งผลการตรวจสอบวิทยานิพนธ์
ด้วย

หมวดท่ี ๕
การประเมนิ ผลวทิ ยานิพนธ์

ขอ้ ๑๑ การประเมนิ ผลวทิ ยานิพนธ์

๑๑.๑ ในการสอบวิทยานิพนธ์ นิสิตต้องตอบข้อซักถามต่าง ๆ เกี่ยวกับวิทยานิพนธ์หรือ

เร่ืองที่เกี่ยวข้อง หลังจากสอบแล้วให้คณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ประชุมพิจารณาประเมินผล

ในขณะประเมินผลให้นิสติ ออกจากหอ้ งสอบ

๑๑.๒ ใหม้ กี ารจดบนั ทึกรายละเอียดเก่ียวกับการประเมินผลวทิ ยานิพนธท์ ุกคร้ัง

๑๑.๓ หากคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์มีมติให้แก้ไขวิทยานิพนธ์ไม่ว่ากรณีใด ๆ

นิสิตต้องแก้ไขวิทยานิพนธ์ให้ถูกต้องตามมติและคำแนะนำนั้น ก่อนที่จะนำวิทยานิพนธ์ฉบับที่แก้ไขแล้วส่ง

บณั ฑิตวิทยาลัย

๑๑.๔ ให้คณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ทำการประเมินผลวิทยานิพนธ์โดยกำหนด

เปน็ ๔ ระดบั ดังนี้

ผลการศึกษา ระดบั

ดีเยี่ยม (Excellence) A

ดี (Good) B+

ผา่ น (Passed) B

ตก (Failed) F

สว่ นวทิ ยานพิ นธ์ทอี่ ย่ใู นระหวา่ งการเรยี บเรียงให้แสดงสถานะดว้ ยสญั ลักษณ์ IP

๑๑.๕ การลงนามของกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ในหน้าอนุมัติวิทยานิพนธ์ อาจ

กระทำไดเ้ ม่ือเห็นสมควร แต่ประธานคณะกรรมการตรวจสอบวทิ ยานพิ นธ์จะลงนามได้ต่อเมอื่ วทิ ยานพิ นธ์น้ัน

ไดร้ บั การแก้ไขทงั้ รูปแบบ และเนอ้ื หาเรยี บรอ้ ยแลว้ เทา่ นั้น จากนั้นคณะบดบี ัณฑิตวทิ ยาลยั จงึ ลงนามอนุมตั ิ

มคอ.๒ หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎบี ัณฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๙๔

๑๑.๖ ให้ประธานคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์เสนอผลการประเมินต่อคณบดี
บัณฑิตวิทยาลัย หากมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ให้รวบรวมใบประเมินผลของกรรมการทุกท่าน เพื่อส่งให้
คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลยั พิจารณาชี้ขาดเม่อื ทราบผลการประเมิน และนสิ ิตสง่ วิทยานิพนธ์ฉบับที่
แก้ไขเรยี บรอ้ ยแลว้ บัณฑติ วทิ ยาลัยจะประกาศผลใหท้ ราบโดยทั่วกนั

ขอ้ ๑๒ การสง่ วิทยานิพนธ์ฉบับสมบรู ณ์
๑๒.๑ เม่ือนิสิตแก้ไขเน้ือหาและรูปแบบ ตามมติคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์แล้ว

ให้นสิ ิตส่งวิทยานิพนธ์ฉบับที่แก้ไขที่มีลายมือช่ือคณะกรรมการตรวจสอบวทิ ยานิพนธ์ครบถ้วนทุกคน จำนวน
๗ เล่ม โดยเย็บเล่มและเข้าปกแข็งเรียบร้อย ตามรูปแบบที่บัณฑิตวิทยาลัยกำหนดพร้อมด้วย บทคัดย่อ
ภาษาไทยและภาษาอังกฤษอีกอย่างละ ๒ ชดุ ต่อบณั ฑิตวทิ ยาลัย วนั ท่ีนสิ ิตส่งวิทยานิพนธ์ฉบบั สมบรู ณถ์ ือว่า
เปน็ วนั ทน่ี สิ ิตสำเรจ็ การศกึ ษา

๑๒.๒ ในกรณีที่นิสิตประสงค์จะเผยแพร่วิทยานิพนธ์หรือมอบให้แก่หน่วยงานใดตามข้อ
ผูกพันหรืออื่น ๆ หลังจากที่ได้รับอนุมัติวิทยานิพนธ์ ให้นิสิตยื่นคำร้องพร้อมด้วยวิทยานิพนธ์ตามจำนวนที่
ต้องการเสนอต่อคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย เพ่ือพิจารณาลงนามในหน้าอนุมัติ ท้ังน้ีให้แนบวิทยานิพนธ์ฉบับซึ่ง
คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยลงนามไว้แล้ว ๑ เล่ม พร้อมทั้งแผ่นบันทึกข้อมูลวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์จำนวน ๑
ชุด

๑๒.๓ วิทยานิพนธ์และบทคัดย่อทั้งฉบับภาษาไทย และภาษาอังกฤษของนิสิตท่ีสำเร็จ
การศึกษาให้เป็นลิขสิทธิ์ของบัณฑิตวิทยาลัย ก่อนนำไปพิมพ์เผยแร่ต้องได้รับอนุมัติจากคณบดีบัณฑิต
วทิ ยาลยั

บทเฉพาะกาล
ข้อ ๑๓ นิสติ ท่ไี ด้รับอนมุ ัตหิ ัวข้อและโครงการวทิ ยานพิ นธ์และลงทะเบียนไว้แล้วก่อนทีจ่ ะประกาศใช้
ระเบียบนี้ ให้ปฏิบัติตามระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่า
ด้วยวธิ ปี ฏิบัติเกยี่ วกบั วิทยานิพนธ์ พุทธศักราช ๒๕๓๓
ข้อ ๑๔ นิสิตท่ีได้รับอนุมัติหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ และลงทะเบียนภายหลังท่ีประกาศใช้
ระเบยี บนีแ้ ล้ว ให้ปฏิบัตติ ามระเบยี บนี้

ประกาศ ณ วันท่ี ๒ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๔๒

(พระมหาสมจนิ ต์ สมฺมาปญฺโญ)
คณบดบี ัณฑิตวิทยาลัย

มคอ.๒ หลักสตู รพทุ ธศาสตรดุษฎบี ัณฑติ สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๙๕

ระเบียบบัณฑติ วิทยาลัย
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
วา่ ด้วยวิธปี ฏิบัตเิ กยี่ วกับวทิ ยานพิ นธ์ พ.ศ.๒๕๕๐

อนวุ ัตใหเ้ ป็นไปตามความในข้อ ๒๖ แห่งข้อบังคบั มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วา่ ด้วย
การศึกษาระดบั บัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงเห็นสมควรออกระเบยี บบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวทิ ยาลยั วา่ ด้วยวธิ ปี ฏิบัติเกยี่ วกบั วทิ ยานพิ นธ์ของบณั ฑิตวทิ ยาลัย

อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๒๖ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วย
การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๑ คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย ในคราวประชุมคร้ังท่ี ๓/
๒๕๕๐ เมื่อวนั ท่ี ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ จงึ มีมติใหว้ างระเบยี บไว้ดงั ต่อไปน้ี

หมวดท่ี ๑
บทท่ัวไป

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่า
ดว้ ยวธิ ปี ฏิบตั ิเก่ียวกับวิทยานพิ นธ์ พ.ศ.๒๕๕๐”

ข้อ ๒ บรรดา กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือประกาศอ่ืนใดซ่ึงขัดหรือแย้งกับระเบียบน้ี ให้ใช้
ระเบยี บนีแ้ ทน

ขอ้ ๓ ใหย้ กเลิก
(๑) ระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเก่ียวกับ
วทิ ยานพิ นธ์ พ.ศ.๒๕๔๒
(๒) ระเบียบบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเก่ียวกับ
วทิ ยานพิ นธ์ พ.ศ.๒๕๔๒ แก้ไขเพม่ิ เติม พ.ศ. ๒๕๔๖
(๓) ประกาศบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เร่ือง กำหนด
สว่ นประกอบเพมิ่ เติมของโครงรา่ งวิทยานิพนธ์ พ.ศ. ๒๕๔๔
(๔) ประกาศบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การรายงาน
ความกา้ วหน้าวิทยานิพนธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐

ข้อ ๕ ให้ใช้ระเบียบนต้ี ั้งแต่วันถัดจากประกาศ เป็นตน้ ไป
ข้อ ๖ ให้คณบดีบณั ฑติ วิทยาลยั รักษาการใหเ้ ป็นไปตามระเบยี บน้ี

หมวดท่ี ๒
การอนมุ ัตหิ ัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์และการลงทะเบยี น

ขอ้ ๖ การอนุมัติหวั ข้อและโครงรา่ งวทิ ยานิพนธ์

มคอ.๒ หลกั สูตรพทุ ธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาวิชาพระไตรปฎิ กศกึ ษา ๙๖

๖.๑ ให้นิสิตจัดทำหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์โดยความเห็นชอบของผู้ท่ีจะได้รับแต่งต้ัง
เป็นประธานหรือกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ และเสนอต่อบัณฑิตวิทยาลัย เพ่ือตรวจรูปแบบก่อน เม่ือผ่าน
การตรวจรปู แบบและแกไ้ ขแล้ว จึงเสนอขอสอบอนุมัติหัวข้อและโครงรา่ งวิทยานิพนธ์ ตามขนั้ ตอน

๖.๒ โครงร่างวิทยานพิ นธ์ มสี ่วนประกอบดังนี้
(๑) หัวขอ้ วทิ ยานพิ นธท์ ง้ั ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
(๒) รายชอื่ คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์
(๓) ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา
(๔) วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
(๕) ทบทวนเอกสารและงานวจิ ัยท่ีเกี่ยวข้อง
(๖) วธิ ีดำเนินการวิจยั
(๗) ประโยชน์ที่คาดว่าจะไดร้ บั จากการวจิ ยั
(๘) โครงสรา้ งของรายงานวิทยานิพนธ์ (สารบัญชัว่ คราว)
(๙) บรรณานกุ รมและเชิงอรรถ
(๑๐) ประวัตผิ ูว้ ิจยั

ส่วนประกอบอ่ืน ๆ นอกจากน้ี ให้เป็นไปตามคู่มือการทำวิทยานิพนธ์ และข้อกำหนดอื่น ๆ ของ
บณั ฑิตวิทยาลัย

๖.๓ การเสนอขออนุมัติสอบหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ ให้นิสิตยื่นแบบคำร้อง บฑ ๘
พร้อมด้วยหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ จำวน ๖ ฉบับ ในจำนวนน้ีต้องมีลายเซ็นรับรองของผู้สมควรเป็น
กรรมการควบคุมวทิ ยานิพนธท์ ุกคน บนปกของโครงร่างฯ จำนวน ๑ ฉบับ ต่อบัณฑิตวทิ ยาลัย

๖.๔ นิสิตที่ประสงค์จะเสนอหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์เชิงปริมาณ ท่ีมีเคร่ืองมือวิจัย
หรือแบบสอบถามช่วั คราว ต้องสง่ ใหค้ ณะกรรมการตรวจสอบ ในวนั พิจารณาหัวข้อและโครงร่างวทิ ยานพิ นธ์

๖.๕ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยแต่งต้ังคณะกรรมการพิจารณาหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์
ในแต่ละปีการศึกษา คณะกรรมการท่ีได้รับแต่งต้ังจะเป็นผู้พิจารณาหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ท่ีนิสิต
เสนอ และในการประชุมพิจารณาสอบแต่ละคร้ัง นิสิตต้องเข้านำเสนอและช้ีแจงเกี่ยวกับหัวข้อและโครงร่าง
วิทยานพิ นธด์ ว้ ย

๖.๖ เม่ือนิสิตแก้ไขหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ตามมติคณะกรรมการแล้วให้ยื่นแบบคำ
ร้อง บฑ ๘.๑ พร้อมด้วยหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ จำนวน ๔ ชุด ต่อบัณฑิตวิทยาลั ย ให้ประธาน
คณะกรรมการพิจารณาหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์ เสนอผลการพิจารณาหัวข้อและโครงรา่ งวิทยานิพนธ์
ของนิสิตทผ่ี ่านความเห็นชอบแล้วพรอ้ มรายชอ่ื ผู้สมควรเป็นคณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธใ์ นหัวขอ้ นนั้ ต่อ
คณบดบี ัณฑติ วิทยาลยั เพ่อื พิจารณาอนมุ ัติ

๖.๗ เมื่อคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยอนุมัติหัวข้อและโครงร่างวิทยานิพนธ์และเม่ือบัณฑิต
วทิ ยาลัยประกาศรายชื่อนิสิตและหัวข้อวทิ ยานพิ นธ์พร้อมทั้งรายชอื่ คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ที่ได้รับ
อนมุ ตั แิ ลว้ นิสิตจงึ จะมีสทิ ธลิ งทะเบียนวิทยานิพนธ์

ขอ้ ๗ การลงทะเบียนวทิ ยานพิ นธ์
๗.๑ นิสิตระดับปริญญาโทที่มีสิทธิลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ ต้องศึกษารายวิชาในหลักสูตร

ของบัณฑิตวิทยาลยั มาแล้วไมน่ อ้ ยกว่า ๑ ภาคการศึกษาปกติ และมีหนว่ ยกิตสะสมไมน่ ้อยกว่า ๙ หน่วยกิต
๕.๒ นิสิตระดับปริญญาเอก แบบ ๑ ที่มีสิทธิลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ ภายหลังจากข้ึน

ทะเบียนเป็นนิสิตแล้ว นิสิตระดับปริญญาเอก แบบ ๒ ที่มีสิทธิลงทะเบียนวิทยานิพนธ์ ต้องศึกษารายวิชาใน
หลักสูตรของบัณฑิตวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ภาคการศึกษาปกติ และมีหน่วยกิตสะสมไม่น้อยกว่า ๖
หนว่ ยกิต


Click to View FlipBook Version