The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

งานวิจัยทางการศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ดร.เจนจิรา ทิพย์ญาณ, 2023-05-10 23:24:12

รวมบทคัดย่อวิจัย

งานวิจัยทางการศึกษา

บทคัด คั ย่อ ย่ งานวิจั วิ ย จัในชั้น ชั้ เรีย รี น งานวิจัวิ ยทางการศึก ศึ ษา 2023 โรงเรียรีนสุร สุ าษฎร์ธร์านี ๒ งายวิจัวิยจัและพัฒพันาครูระบบ PLC


สารบัญ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน้า การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นางบุญเกิด ติลกโชติพงศ์ 1 สาขาภาษาไทย การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความวรรณคดี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี๒ โดยใช้ เทคนิคการเขียนแผนผังความคิดตามแนวคิดของโทนี่ บูซาน นางสาวนิชธาวัลย์ วิภูษณะภัทร์ 2 สาขาการงานอาชีพ การแก้ปัญหาห้องเรียนปฏิบัติโดยจัดกิจกรรมเป็นฐาน (Activities-Based Learning) ในรายวิชาเครื่องดื่มเพื่อ การค้า 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ นางสาวพิชชาภา ทองมณี 3 สาขาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม การศึกษาผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้กิจกรรมเป็น ฐานร่วมกับเทคนิคการใช้ค าถามแบบโสเครติสเพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ นายพนัส นภบุตร์ 4 สาขาคณิตศาสตร์ การพัฒนาชุดฝึกทักษะการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติของมุมแหลม ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ๒ นางสาวมาลิณี จันทร์เพ็ชรพูล 5 สาขาสนับสนุนการสอน การพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ หมวดหมู่หนังสือระบบทศนิยมดิวอี้วิชาการใช้ห้องสมุด1 ด้วยกระบวนการ เรียนรู้แบบใช้กิจกรรมเป็นฐาน(Activity Based Learning : ABL) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นางจิรารัตน์ อุณหศิริกุล 6 สาขาภาษาต่างประเทศ การพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกเสริม ทักษะในรูปแบบ Google Classroom นางสาวนันทิยา บุญศรีนุ้ย 7


SURATTHANI 2 SCHOOL โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ๒ 1 การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นางบุญเกิด ติลกโชติพงศ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยวิธีการเรียนรู้แบบแผนผังความคิด (Concept mapping) หน่วย ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ เรียนด้วยวิธีการเรียนรู้แบบแผนผังความคิด (Concept mapping) หน่วยระบบนิเวศและความหลากหลาย ทางชีวภาพ กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ๒ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 43 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการ ทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้และการเรียนรู้แบบแผนผังความคิด (Concept mapping) 2) เครื่องมือที่ใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ ใบงาน แบบทดสอบและแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย ผลการวิจัยพบว่าเมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของผลการสอบก่อนเรียนและหลังเรียน หน่วยระบบ นิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ว23102) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 จ านวน 43 คน พบว่านักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ย ( X ) ของผลการสอบก่อนเรียน เท่ากับ 5.51 และหลังจากใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบแผนผังความคิด (Concept mapping) แล้ว คะแนน เฉลี่ย ( X ) ของผลการสอบหลังเรียน มีค่าเท่ากับ 12.77 เมื่อเปรียบเทียบค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ ค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย (C.V.) ของผลการสอบก่อนเรียนและหลังเรียน หน่วยระบบนิเวศและความ หลากหลายทางชีวภาพ พบว่า ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย (C.V.) ของผลการ สอบก่อนและหลังเรียน มีค่าเท่ากับ 2.41 และ 43.74 และ 1.09 และ 8.54 ตามล าดับ วิเคราะห์ความพึงพอใจ ของนักเรียนในการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบแผนผังความคิด (Concept mapping) หน่วย ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยใช้แบบสอบถาม พบว่ามีผลการแสดงความคิดเห็น ของ นักเรียน อยู่ในระดับคุณภาพดี ด้วยค่าเฉลี่ย ( X ) เท่ากับ 4.29 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.64 ค าส าคัญ : การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง วิทยาศาสตร์


SURATTHANI 2 SCHOOL โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ๒ 2 การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความส าคัญวรรณคดี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ๒ โดยใช้เทคนิคการเขียนแผนผังความคิดตามแนวคิดของโทนี่ บูซาน นางสาวนิชธาวัลย์ วิภูษณะภัทร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความส าคัญวรรณคดีโดยใช้ เทคนิคแผนผังความคิดตามแนวคิดของโทนี่ บูซาน ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ๒ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยการใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการ อ่านจับใจความส าคัญโดยใช้เทคนิคแผนผังความคิดตามแนวคิดของโทนี่ บูซาน ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ๒ กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 จ านวน 35 คน เครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัย 1) แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน 2) แบบฝึกเสริมทักษะแผนผังความคิดวรรณคดีจ านวน 3 ชิ้น 3) แผนการจัดการเรียนรู้จ านวน 10 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และคะแนนทดสอบ ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนผู้เรียนมีการพัฒนาความรู้ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น เมื่อได้รับการจัดการ เรียนการสอน เรื่อง การเขียนแผนผังความคิดโดยใช้รูปแบบการสอน KWL-Plus ส่งผลให้นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2/7 ผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 100 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนในรายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท 22101 หน่วยการเรียนรู้ บทเสภาสามัคคีเสวก ดังนี้คะแนน เฉลี่ย (Average T Score) ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน เท่ากับ 40.73 คะแนนเฉลี่ย (Average T Score) ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เท่ากับ 59.27 ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนเรียนและ หลังเรียนเพิ่มขึ้น เท่ากับ 18.54 คิดเป็นร้อยละของคะแนนที่เพิ่มขึ้น 45.55 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 3.03 ค าส าคัญ : แผนผังความคิดตามแนวคิดของโทนี่ บูซาน รูปแบบการสอน KWL-Plus


SURATTHANI 2 SCHOOL โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ๒ 3 การแก้ปัญหาห้องเรียนปฏิบัติโดยจัดกิจกรรมเป็นฐาน (Activities-Based Learning) ในรายวิชาเครื่องดื่มเพื่อการค้า 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ นางสาวพิชชาภา ทองมณี กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมเป็น ฐาน (Activities-Based Learning) 2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในรายวิชาเครื่องดื่มเพื่อการค้า 2 กลุ่ม ตัวอย่าง คือ ผู้เรียนที่เลือกเรียนในรายวิชาเครื่องดื่มเพื่อการค้า 2 (รายวิชาเพิ่มเติม) โดยด าเนินการด้านการ สอนโดยใช้การจัดกิจกรรมเป็นฐาน (Activities-Based Learning) จ านวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) ชุดกิจกรรมเป็นฐาน (Activities-Based Learning) 2) แผนการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาเครื่องดื่มเพื่อการค้า 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ จ านวน 10 แผน 3) แบบส ารวจความพึงพอใจของผู้เรียนก่อนและหลังการ ใช้ชุดกิจกรรมเป็นฐาน (Activities-Based Learning) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจในภาพรวมการเรียนรู้ด้วยการจัดกิจกรรมเป็นฐาน (ActivitiesBased Learning) ในรายวิชาเครื่องดื่มเพื่อการค้า 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.48) ค าส าคัญ: การแก้ปัญหาห้องเรียนปฏิบัติกิจกรรมเป็นฐาน (Activities-Based Learning)


SURATTHANI 2 SCHOOL โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ๒ 4 การศึกษาผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้กิจกรรม เป็นฐานร่วมกับเทคนิคการใช้ค าถามแบบโสเครติสเพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ นายพนัส นภบุตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ของของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน ร่วมกับเทคนิคการใช้ค าถามแบบโสเครติส 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลัง การจัดการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการใช้ค าถามแบบโสเครติส กลุ่ม ตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/8 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ๒ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 มี นักเรียนจ านวน 36 คน ได้มาด้วยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Radom Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วย สุ่ม ด้วยวิธีการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์โดยใช้ กิจกรรมเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการใช้ค าถามแบบโสเครติสแผนละ 2 คาบ 2) แบบประเมินความพึงพอใจใน การจัดการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการใช้ค าถามแบบโสเครติส 3) แบบทดสอบเพื่อประเมินความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานร่วมกับเทคนิคการใช้ค าถามแบบโสเครติส ก่อนเรียนและหลังเรียน มีความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยยะส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแหล่งเรียนรู้ในภาพรวมค่าเฉลี่ย ( X ) คือ 4.63 และค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) คือ 0.56 อยู่ในระดับความคิดเห็นมากที่สุด ค าส าคัญ : กิจกรรมเป็นฐาน เทคนิคการใช้ค าถามแบบโสเครติส ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์


SURATTHANI 2 SCHOOL โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ๒ 5 การพัฒนาชุดฝึกทักษะการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติของมุมแหลม ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ๒ นางสาวมาลิณี จันทร์เพ็ชรพูล กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1. เพื่อสร้างและพัฒนาชุดฝึกทักษะการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติของมุมแหลม ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพ ( 1 2 E / E ) และ ประสิทธิผล (E.I.) ตามเกณฑ์มาตรฐานที่ก าหนด 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติของมุมแหลม ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้คณิตศาสตร์โดยชุดฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี๒ จ านวน 35 คน ได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1. ชุดฝึกทักษะการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติของมุมแหลม 2. แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติของมุมแหลม จ านวน 3 แผน และ 3. แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 10 ข้อ ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดฝึกทักษะการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติของมุมแหลม ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยได้สร้างและพัฒนาขึ้นมีค่าประสิทธิภาพ E / E 1 2 เท่ากับ 83.50/87.50 และค่า ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับ 0.80 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ก าหนด 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติของมุมแหลม ระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ของผู้เรียนหลังเรียนมีค่าสูงกว่าก่อนเรียนที่ใช้ชุดฝึกทักษะการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน ตรีโกณมิติของมุมแหลม อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค าส าคัญ : ชุดฝึกทักษะการเรียนรู้คณิตศาสตร์อัตราส่วนตรีโกณมิติของมุมแหลม


SURATTHANI 2 SCHOOL โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ๒ 6 การพัฒนาทักษะการวิเคราะห์หมวดหมู่หนังสือระบบทศนิยมดิวอี้วิชาการใช้ห้องสมุด1(ท20211) ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity Based Learning : ABL) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นางจิรารัตน์ อุณหศิริกุล งานสนับสนุนการสอน บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และ หลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ที่เรียนด้วยวิธีการเรียนรู้แบบใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity Based Learning : ABL) เรื่องการจัดหมวดหมู่หนังสือระบบทศนิยมดิวอี้ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการ เรียนรู้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี๒ ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 32 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การจัดหมวดหมวดหมู่หนังสือระบบทศนิยมดิวอี้ใบกิจกรรม แบบประเมินใบกิจกรรม แบบสังเกตพฤติกรรม การท างานกลุ่ม และ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าคะแนนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ย ( ) ก่อนเรียน เท่ากับ 3.41 ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.39 และหลังจากใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity Based Learning : ABL) แล้ว คะแนนเฉลี่ย ( ) ของผลการสอบหลังเรียน เท่ากับ 8.78 ค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.10 เมื่อเปรียบเทียบคะแนนทีเฉลี่ย (Average T Score) ของผลการสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่านักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีคะแนน ทีเฉลี่ย (Average T Score) ของผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียน เท่ากับ 40.98 และหลังจากใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบใช้กิจกรรมเป็น ฐาน (Activity Based Learning : ABL) แล้ว คะแนนทีเฉลี่ย (Average T Score) ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียน มีค่าเท่ากับ 59.02 สรุปร้อยละของคะแนนทีเฉลี่ยหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากการเรียน เท่ากับ 44.01 เมื่อ วิเคราะห์ความ พึงพอใจของนักเรียนในการจัดการเรียนรู้เรื่อง การจัดหมวดหมู่หนังสือระบบทศนิยมดิวอี้ ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้กิจกรรมเป็นฐาน โดยใช้แบบสอบถาม พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียน อยู่ในระดับคุณภาพ มากที่สุด ( =4.72) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.48 ค าส าคัญ : วิธีการเรียนรู้แบบใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity Based Learning : ABL) ระบบทศนิยมดิวอี้


SURATTHANI 2 SCHOOL โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ๒ 7 การพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะในรูปแบบ Google Classroom นางสาวนันทิยา บุญศรีนุ้ย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิผลแบบฝึกเสริมทักษะในรูปแบบ Google Classroom และ 2) เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/6 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ๒ จ านวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย 1) แบบฝึกเสริมทักษะในรูปแบบ Google Classroom 2)แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้แบบฝึกเสริม ทักษะในรูปแบบ Google Classroom จ านวน 8 แผน 3)แบบทดสอบวัดทักษะการเชิงสร้างสรรค์ภาษาอังกฤษ จ านวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกเสริมทักษะในรูปแบบ Google Classroom มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.82 2) แบบฝึกเสริมทักษะในรูปแบบ Google Classroom สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ .05 ค าส าคัญ: การเขียนเชิงสร้างสรรค์ภาษาอังกฤษ ทักษะการเขียน แบบฝึกเสริมทักษะในรูปแบบ Google Classroom


Click to View FlipBook Version