รายงานวิชานาฏศิลป์
เร่อื ง องคป์ ระกอบของนาฏศลิ ป์
จัดทำโดย
เดก็ ชาย อตเิ ทพ ไชยสาสน์
เสนอ
คณุ ครู จตุภมู ิ สายะบวร
รายงานน้เี ป็นส่วนหนึง่ ของการศกึ ษารายวิชานาฏศิลป์
ภาคเรียนท่ี ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕
โรงเรยี นอดุ รพิทยานกุ ลู
ก
คำนำ
รายงานเลม่ นเ้ี ปน็ ส่วนหนึ่งของวิชานาฏศลิ ป์ไทย มจี ดุ ประสงค์เพ่ือศกึ ษาเกี่ยวกับองคป์ ระกอบทาง
นาฏศลิ ป์ ซ่งึ เปน็ เนอื้ หาส่วนหนง่ึ ของวชิ านาฏศลิ ป์ไทยเกย่ี วกับ การฟ้อนรำหรอื ลีลาทา่ รำ จงั หวะ เน้ือร้อง
ทำนองเพลง การแตง่ กาย การแตง่ หนา้ เครื่องดนตรที ใ่ี ชป้ ระกอบการแสดง อปุ กรณป์ ระกอบการแสดง
ทางผูจ้ ัดทำได้ทำการศกึ ษา คน้ คว้า และสรปุ เรียบเรยี งเนอ้ื หาตา่ ง ๆ เป็นรายงานเลม่ นี้
โดยมจี ุดประสงคเ์ พอ่ื นำเสนอต่อผูอ้ า่ นทสี่ นใจ ทางผู้จัดทำหวงั วา่ รายงานเล่มนี้จะเปน็ ประโยชน์แกผ่ อู้ า่ นไม่
มากก็น้อย หากรายงานเล่มนมี้ ขี ้อผดิ พลาดประการใด ตอ้ งขออภัยมา ณ ที่น้ดี ้วย
ผจู้ ดั ทำ
เด็กชาย อตเิ ทพ ไชยสาสน์
สารบญั ข
เรื่อง หน้า
คำนำ ก
สารบญั ข
บทที่ ๑ ความหมายของนาฏศิลป์ ๑
บทท่ี ๒ องค์ประกอบของนาฏศิลป์ ๔
๔
การฟ้อนรำหรอื ลลี าการใชท้ า่ รำ ๔
จังหวะทใ่ี ช้ในการแสดง ๕
ดนตรที ี่ใชป้ ระกอบการแสดง ๕
คำร้องหรือเนื้อร้อง ๖
การแตง่ กาย การแต่งหนา้ ๖
อปุ กรณท์ ่ีใช้ประกอบการแสดง ๗
บรรณานุกรม
๑
บทที่ ๑
ความหมายของนาฏศิลป์
การแสดงละคร ฟอ้ น รำระบำ เต้น เปน็ ศิลปะทม่ี นุษยป์ ระดิษฐข์ นึ้ มาตง้ั แตม่ นษุ ย์ เริ่มอยู่รว่ มกนั เป็น
ชมุ ชนมวี ิวฒั นาการและการพฒั นาการเป็นลำดบั อยา่ งต่อเนื่องทีไ่ ปสกู่ ารละเลน่ รอ้ งรำทำเพลงแลว้ มาเปน็ การ
แสดงทเี่ ล่นเปน็ เรือ่ งเปน็ ราว ท่มี าของการแสดงเหลา่ นไี้ ด้มี ผสู้ นั นิษฐานถงึ มลู เหตุของทมี่ าไวห้ ลายประการ
ซึ่งอาจประมวลได้ดังน้ี
๑. เกดิ จากการเลยี นแบบธรรมชาติ โดยเฉพาะการเคลอ่ื นไหวอริ ิยาบถตามธรรมชาตขิ องมนษุ ย์ เช่น
แขน ขา หนา้ ตา หรอื การแสดงความรสู้ กึ อารมณต์ ่าง ๆ ของมนษุ ยท์ ่แี สดงออกมาในกริ ิยาอาการต่างๆ เช่น
ความโกรธ ความรัก โศกเศร้า เสียใจ มนษุ ยไ์ ด้ใชล้ กั ษณะท่าทางตา่ ง ๆ เหล่านใี้ นการสอ่ื ความหมายและนำมา
ดัดแปลงให้นุ่มนวลนา่ ดชู ดั เจนไปกวา่ ธรรมชาติ จนเกดิ เป็นศิลปะ การฟอ้ นรำขึ้นและใชเ้ ป็นการแสดงโดยมี
ววิ ฒั นาการมาเปน็ ลำดบั จนกระทัง่ เกดิ เปน็ ทา่ ทางการรา่ ยรำทง่ี ดงามทเี่ ปน็ พน้ื ฐานของการฟอ้ นรำทาง
นาฏศลิ ป์ เรยี กว่า ภาษาท่ารำทางนาฏศลิ ป์
๒. เกิดจากการมนษุ ย์คิดประดษิ ฐ์เครอ่ื งบันเทงิ ใจ เม่อื หยุดพักจากภารกิจประจำวนั เปน็ การผอ่ น
คลายความเหนด็ เหนือ่ ยโดยเรมิ่ จากการเลา่ เรอ่ื งต่าง ๆ สู่กนั ฟัง เช่น นิทาน นยิ าย ต่อมาได้มีววิ ัฒนาการโดย
นำเอาดนตรีมาประกอบการเลา่ เรอ่ื งเหล่าน้ันเรียกว่า การขับเสภา ภายหลงั มีการประดษิ ฐ์ท่าทางตา่ ง ๆ
และมีการพฒั นารปู แบบไปเปน็ การรา่ ยรำจนถึงข้ันการแสดงเปน็ เร่ืองราว
๓. เกดิ จากการละเลน่ เลยี นแบบของมนษุ ย์ ทม่ี ักหาความสนกุ สนานเพลดิ เพลนิ จากการเลียนแบบ
แม้เร่ืองราวของตนเอง เช่น เลยี นแบบทา่ ทางของพ่อ แม่ ครู ผใู้ หญ่ หรอื เลยี นแบบธรรมชาติสง่ิ แวดลอ้ มตา่ ง
ๆ เช่น การเลน่ งูกินหาง การเลน่ ขายของ การเล่นมอญซอ่ นผ้า ความสนกุ ของการเลน่ เลยี นแบบอยู่ท่ีการ
ได้เลน่ เปน็ คนอื่น ซึ่งถอื เปน็ การเรยี นร้ใู นเรอื่ งของ การแสดงข้นั ต้นของมนษุ ย์ ทน่ี ำไปสกู่ ารสรา้ งสรรคก์ าร
แสดงนาฏศลิ ป์
๔. เกดิ จากการเซ่นบวงสรวงบชู าเทพเจา้ ในสมัยก่อนมนษุ ยม์ ีความเช่ือในเรอ่ื งเทพเจา้ พระผเู้ ป็น
เจ้า สงิ่ ศกั ดส์ิ ิทธ์ิ และจะเคารพบูชาในสงิ่ ท่ีตนนบั ถือ เมอื่ มนษุ ยเ์ กดิ ความหว่ันกลวั จะมกี ารเคารพ
สักการบูชาส่งิ ศกั ดิ์สทิ ธิ์ เร่มิ จากการอธษิ ฐานบวงสรวงบชู าด้วยอาหาร ต่อมา มกี ารบวงสรวงบชู าด้วยการ
๒
รา่ ยรำ มีการเลน่ เครือ่ งดนตรดี ีดสตี ีเปา่ และมกี ารร้องประกอบ เพอื่ ใหเ้ ทพเจา้ พอใจมีความกรณุ าผ่อนผนั หนกั
เปน็ เบาหรือประทานใหป้ ระสบความสำเรจ็ ในสิง่ ทป่ี รารถนา
จากความเช่ือเหล่านี้ จงึ ได้เกิดลทิ ธิทางศาสนาและตำนานเก่ยี วกบั เทพเจา้ ในสมัยสุโขทัย มหี ลกั ฐาน
สำคญั คอื หลกั ศลิ าจารึกที่ปรากฏคำว่า “ระบำรำเต้นเล่นทกุ วนั ” ทำให้เข้าใจไดว้ ่า สมัยสุโขทยั นมี้ รี ะบำ
เกดิ ข้ึน แตค่ ำวา่ ละครยงั ไมป่ รากฏและในสมัยน้ี มวี ฒั นธรรมของอินเดีย แพร่หลายเขา้ มามากมาย
โดยเฉพาะศลิ ปะการฟ้อนรำอินเดยี เปน็ ชาตทิ ม่ี คี วามเจรญิ กอ่ นวฒั นธรรมจงึ แพร่หลายเข้าไปในชมพูทวีป
การฟ้อนรำของอนิ เดียมีตำราแต่โบราณ เรยี กวา่ “นาฏยศาสตร์” ประเทศไทย กไ็ ดร้ ับอทิ ธพิ ลทางอารยธรรม
น้ใี นด้านการฟอ้ นรำ โดยไดน้ ำมาดัดแปลงแตง่ เติมให้เหมาะสมตรงกับความนิยม
ตำนานการฟอ้ นรำของอนิ เดีย
ในกาลครั้งหนึ่งทปี่ ่าตาระกะเป็นสถานท่ีอุดมด้วยพชื ผลนานาชนิด มคี วามสงบรม่ ร่นื สวยงาม บรรดา
ฤๅษที ั้งชายและหญิงตา่ งพากนั ไปต้ังอาศรมบำเพ็ญพรตอยกู่ นั เป็นจำนวนมาก ต่อมาบรรดาฤๅษีเหล่านน้ั ได้
ประพฤติผิดเทวบญั ญัตมิ ักมากไปด้วยกามราคะ ร้อนถงึ พระอิศวร เม่ือทรงทราบเหตุดังน้ีจงึ ชวนพระนารายณ์
ลงไปปราบพญาอนนั ตนาคราช ซงึ่ เป็นบลั ลังก์ ของพระนารายณก์ ข็ อตามเสดจ็ ไปด้วย พระอศิ วรทรงแปลงรา่ ง
เป็นดาบสหนมุ่ รปู งาม สว่ นพระนารายณ์ทรงแปลงร่างเปน็ ดาบสสนิ สี าวกสาว ทั้งสองพระองค์ก็เสดจ็ มายัง
บริเวณปา่ ตาระกะและบรเิ วณอาศรมของฤๅษี บรรดาฤๅษหี ญงิ ทัง้ ปวงแลเห็นดาบสหนมุ่ รูปงามเดินเขา้ มาตา่ ง
กเ็ กดิ อารมณ์รกั พากนั เขา้ รุมลอ้ มพูดจายวั่ ยวนตา่ ง ๆ สว่ นพวกฤๅษชี ายแลเห็นดาบสสินสี าวสวยต่างเข้ารมุ
ล้อมเก้ยี วพาราสีจงึ ทำใหเ้ กิดความหึงหวงกันทงั้ สองฝา่ ย ประหัตประหารกันเองจนได้รบั ความเจบ็ ปวดอย่าง
แสนสาหสั พระอศิ วรและพระนารายณต์ า่ งกลายรา่ งกลับคืนตามเดมิ พรอ้ มทงั้ กล่าวสง่ั สอน ใหร้ ู้สำนึกผิดชอบ
ชวั่ ดี
ได้มียกั ษค์ อ่ มตนหนง่ึ ช่อื มยุ ะละคะ (หรอื อสรู มลู าคนี) เขา้ มาขัดขวางพยายาม จะชว่ ยเหลอื เหลา่ บรรดาฤๅษี
พวกนั้น พระอิศวรจงึ ลงโทษโดยเอาพระบาทเหยยี บยักษต์ นนัน้ ไว้ แลว้ แสดงทา่ ทางการรา่ ยรำด้วยความ
งดงามอยา่ งทไ่ี มเ่ คยมีปรากฏมาในโลก
พญาอนันตนาคราชที่ไดต้ ามเสด็จมาในคราวน้ัน ได้เหน็ การรา่ ยรำของพระอศิ วรเกดิ ความประทับใจชื่นชมใคร่
อยากจะเหน็ พระอิศวรทรงฟ้อนรำอกี จงึ ได้กราบทลู ปรกึ ษาพระนารายณ์ และพระนารายณ์ไดท้ รงแนะนำให้
พญาอนนั ตนาคราชไปบำเพ็ญตบะ พญาอนนั ตนาคราช จึงไปน่ังบำเพญ็ ตบะทเี่ ขาไกรลาศซง่ึ เป็นสถานท่ที ี่
๓
พระอศิ วรประทบั อยแู่ ละเพ่งกระแสจติ อย่างแนวแน่ จนในทสี่ ุดพระอิศวรก็ไดเ้ สดจ็ ลงมา พญาอนนั ตนาคราช
จึงกราบทลู ความประสงคแ์ กพ่ ระอศิ วร พระองค์จงึ ไดป้ ระทานพรให้แสดงทา่ ทางการร่ายรำตา่ งๆ เหมือนครัง้
กอ่ นตามท่ี พญาอนนั ตนาคราชทลู ขอ (ซ่ึงตอ่ มาราว พ.ศ. ๑๘๐๐ ชาวอนิ เดียไดส้ รา้ งเทวสถานและได้สลัก
รปู ทา่ รำต่างๆ ของพระอศิ วรครบ ๑๐๘ ทา่ เรยี กว่า “เทวรปู ปางนาฏราช”) ของคนไทยดงั น้นั การศึกษา
เรอ่ื งราวของนาฏศลิ ปไ์ ทยจงึ จำเปน็ ทผี่ ูเ้ รยี นตอ้ งเข้าใจเร่ืองราวที่มาของการฟอ้ นรำของอนิ เดยี ควบคู่ไปดว้ ย
ต่อมาพระอิศวรทรงมีประสงคท์ ่ีจะใหเ้ หลา่ บรรดาเทวดานางฟา้ ทั้งหลายได้เหน็ การร่ายรำของพระองค์
จงึ ประกาศใหป้ ระชุมเทวสภา พระอิศวรกแ็ สดงการรา่ ยรำท่ามกลางทป่ี ระชมุ เทวสภาดว้ ยท่าทาง อนั สงา่
สวยงาม เปน็ ทน่ี ยิ มยินดโี ดยท่วั กนั พระนารทฤๅษีซึง่ อยู่ในทน่ี นั้ ได้จดบันทกึ สร้างเป็นตำราการฟอ้ นรำขน้ึ
พระภรตฤๅษีเปน็ ผบู้ ัญญตั วิ ิธกี ารแสดงละคร โดยแตง่ เป็นโศลกบรรยายทา่ รำต่างๆ ของพระอิศวรท้งั ๑๐๘ ท่า
ให้รำเบกิ โรงดว้ ยลลี ารำตามโศลกท่ขี บั เปน็ ทำนองตัง้ แต่ต้นจนจบ แล้วจบั เรอื่ งใหแ้ สดงเรื่องกวนนำ้ อมฤต
ซ่ึงตำนานการแสดงละครของพระภรตฤๅษนี ี้มชี อ่ื วา่ นาฏยศาสตร์ บางที่กเ็ รียกวา่ ภรตศาสตร์ ตามช่ือของ
ทา่ นผแู้ ตง่ พระภรตฤๅษผี รู้ จนานาฏยศาสตร์ คนไทยนบั ถือเปน็ ปรมาจารย์ทางด้านนาฏศลิ ป์
๔
บทท่ี ๒
องค์ประกอบของนาฏศิลป์ไทย
นาฏศลิ ป์ไทยเปน็ ศลิ ปะการแสดงทม่ี คี วามงดงาม อ่อนชอ้ ย และเปน็ เอกลักษณข์ องชาตไิ ทยทอ่ี ยคู่ ู่
ชาติไทยมาตัง้ แต่อดีตจนถงึ ปัจจุบนั การแสดงนาฏศลิ ป์ไทยแตล่ ะประเภททม่ี ีความงดงามนนั้ จะต้องมี
องคป์ ระกอบนาศลิ ปท์ ชี่ ว่ ยให้การแสดงมคี วามงดงามและสมบูรณ์ ดงั น้ี
๑. การฟ้อนรำหรอื ลีลาการใชท้ ่ารำ
การแสดงนาฏศลิ ป์ไทยเปน็ การแสดงทมี่ ีการร่ายรำสวยงาม โดยการประดิษฐค์ ดิ คน้ ทา่ รำต่าง ๆ ให้
เป็นระเบยี บแบบแผน ใหเ้ หมาะสมกับการแสดงเพอ่ื ถา่ ยทอดเร่อื งราว และสอื่ ความหมายในการแสดง เชน่
ระบำพรหมาสตร์ เปน็ การรา่ ยรำของเทวดา นางฟ้า ที่มีความหมายสวยงาม ดมู คี วามสขุ
๒. จังหวะทใี่ ชใ้ นการแสดง
จงั หวะถือวา่ เป็นพน้ื ฐานในการฝึกหดั การแสดงนาฏศลิ ป์ ผแู้ สดงนาฏศลิ ปไ์ ทยจะตอ้ งทำความเข้าใจ
กับจังหวะดนตรี เพื่อใหส้ ามารถรา่ ยรำ แสดงท่าทางไดถ้ ูกตอ้ งตามจังหวะ หากแสดงไมถ่ ูกตอ้ งตามจังหวะ
หรอื ท่ีเรยี กว่า บอดจังหวะ จะทำให้การแสดงไมส่ วยงามและไมพ่ ร้อมเพรยี ง
๕
๓. ดนตรที ใี่ ชป้ ระกอบการแสดง
ในการแสดงนาฏศลิ ป์ไทย จะใชว้ งปพ่ี าทย์บรรเลงประกอบการแสดง บทเพลงท่ีใช้บรรเลงประกอบ
กิริยาของตัวละครแบ่งออกเปน็ หนา้ พาทย์ธรรมดาและหนา้ พาทย์ชัน้ สงู สว่ นมากบรรเลงโดยไมม่ เี น้ือร้อง การ
บรรเลงเพลงหนา้ พาทย์จะบรรเลงตามความหมายและอารมณ์ของตวั ละครทแ่ี ตกตา่ งกนั ไป
๔. คำร้องหรอื เน้อื รอ้ ง
การแสดงนาฏศลิ ป์ไทยมที ้ังชุดการแสดงที่มบี ทร้องและไม่มบี ทรอ้ งประกอบการแสดงซง่ึ ในการแสดง
ทม่ี เี นอื้ รอ้ ง ประกอบการแสดงจะทำใหผ้ ู้ชมเขา้ ใจการแสดงมากข้นึ และผูค้ ดิ ค้นประดษิ ฐท์ ่ารำให้เหมาะสมกบั
คำรอ้ งเพอื่ ใหผ้ ูช้ มเขา้ ใจการแสดงมากข้นึ และผคู้ ิดคน้ ประดษิ ฐ์ทา่ รำใหเ้ หมาะสมกบั คำรอ้ งเพ่อื ให้ผู้แสดง
สามารถถ่ายทอดอารมณไ์ ดถ้ กู ต้องและมคี วามสวยงาม เชน่ ระบำดาวดึงส์ เปน็ การแสดงท่ีมบี ทร้องประกอบ
มที า่ รา่ ยรำท่สี ื่อความหมายตามบทร้อง ทมี่ คี วามยินดีปรีดา
๖
๕. การแตง่ กาย การแตง่ หนา้
การแต่งกายที่ใชใ้ นการแสดงนาฏศลิ ป์ไทยจะมีความสวยงามวิจติ รและบง่ บอกถงึ ความเป็นไทยทำให้
การแสดงมีเอกลกั ษณ์ เช่น การแสดงโขนทมี่ ีการแต่งกายทงี่ ดงาม มศี รี ษะโขนที่ตกแต่งลวดลายประดษิ ฐข์ ้ึน
อยา่ งวิจติ ร ซง่ึ ศีรษะโขนกจ็ ะแตกตา่ งกนั ไปตามลกั ษณะของตวั ละครทำใหผ้ ู้ชมเขา้ ใจการแสดงไดม้ ากขึน้
การแตง่ หนา้ เปน็ องคป์ ระกอบหนึ่งทท่ี ำใหผ้ แู้ สดงสวยงาม และอำพรางขอ้ บกพรอ่ งของใบหนา้ ของผู้
แสดงได้ นอกจากนี้กย็ งั สามารถใชว้ ธิ กี ารแต่งหน้าเพ่อื บอกวยั บอกลกั ษณะเฉพาะของตวั ละครได้ เช่น
แตง่ หน้าคนหนมุ่ ใหเ้ ปน็ คนแก่แต่งหน้าใหผ้ ู้แสดงเป็นตวั ตลก เป็นตน้
๖. อุปกรณท์ ี่ใชป้ ระกอบการแสดง
อุปกรณท์ ่ีใช้ประกอบการแสดงนาฏศลิ ป์ไทยเปน็ องคป์ ระกอบนาฏศลิ ป์ทสี่ ำคญั อยา่ งหน่งึ ทท่ี ำใหก้ าร
แสดงมคี วามสวยงามและมีเอกลกั ษณ์ซ่ึง การแสดงนาฏศลิ ป์ไทยบางชดุ อาจไม่มอี ุปกรณป์ ระกอบการแสดง
แตบ่ างชุดกม็ อี ปุ กรณป์ ระกอบการแสดง ทำใหก้ ารแสดงน่าสนใจมากข้นึ เช่น ฟ้อนเทยี นมอี ปุ กรณ์ คือ เทียน
ซง่ึ จะนิยมแสดงในเวลากลางคนื ทำใหก้ ารแสดงมีความงดงามมาก
๗
บรรณานกุ รม
ครอู ุ้ม. (๒๕๖๐,๑๐ พฤษภาคม). ประวัติความเป็นมาของนาฏศลิ ป์ไทย : ท่มี าของนาฏศลิ ป์ไทย.
สืบค้นเมอ่ื ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕. เขา้ ถึงได้จาก https://www.kroobannok.
ป่ินเกศ วัชรปาน (๒๕๕๙,มิถนุ าคม). การสร้างสรรคผ์ ลงานาฏศลิ ป์ : การสรา้ งสรรคผ์ ลงานนาฏศลิ ป์.,
๓๓-๙๑ สบื ค้นเมอื่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕.
เข้าถึงได้จาก http://portal5.udru.ac.th/ebook/pdf/upload/18348x844X9x6wAG28Gw.pdf.
ผลงานการสรา้ งบทเรียนของนักศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สุรินทร์. องคป์ ระกอบของนาฏศลิ ป์.
สบื คน้ เมื่อ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕. เข้าถงึ ได้จาก https://e-learning.srru.ac.th/enrol/index.php?id=224.
รปู ภาพแสดงการฟ้อนรำหรือลลี าการใชท้ า่ รำ.,สบื คน้ เม่ือ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕.
เข้าถึงได้จาก http://dancespictures.blogspot.com/2010/11/blog-post_2028.html.
รูปภาพแสดงจังหวะทีใ่ ช้ในการแสดง.,สืบคน้ เมอื่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕.
เข้าถงึ ได้จาก http://www.esanpedia.oar.ubu.ac.th.
รปู ภาพแสดงดนตรที ใ่ี ชป้ ระกอบการแสดง.,สบื ค้นเมือ่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕.
เข้าถึงได้จาก http://academic.obec.go.th/textbook/web/images/book/1456186663_example.pdf.
รูปภาพแสดงคำร้องหรือเนอื้ ร้อง.,สบื คน้ เมอ่ื ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕.
เขา้ ถงึ ได้จาก https://6211aphisit.home.blog.
รูปภาพแสดงการแต่งกาย การแตง่ หนา้ .,สืบคน้ เมื่อ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕.
เข้าถึงได้จาก https://www.facebook.com/IsanWeddingDress.
รปู ภาพแสดงอปุ กรณท์ ่ีใชใ้ นการแสดง.,สบื คน้ เม่อื ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕.
เข้าถึงได้จาก http://academic.obec.go.th/textbook/web/images/book/1454573013_example.pdf.