The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ความหลากชนิดของชันโรงและการนำไปใช้ประโยชน์ (ในพื้นที่เชียงใหม่และลำพูน)

สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ

โครงการรวบรวม ความหลากชนดิ ของ
และอนุรักษพนั ธผุ ้งึ
ชนั โรง

และการนาํ ไปใชประโยชน

ในพืน้ ทจ่ี ังหวัดเชยี งใหมและลาํ พูน



ค�ำ น�ำ

ชันโรง (Stingless bees) เป็นแมลงในกลุ่มเดียวกับผ้ึงแต่ไม่มีเหล็กใน พบได้
ทุกภูมิภาคของประเทศไทย เป็นแมลงผสมเกสรพืชที่ส�าคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด
ชวยให้พืชผลท่ีได้รับการผสมเกสรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ นอกจากการน�ารังชันโรงมา
ใชป้ ระโยชนใ์ นพน้ื ทก่ี ารเกษตรแลว้ เกษตรกรยงั สามารถสรา้ งรายไดเ้ สรมิ จากการเพาะ
เล้ียงชนั โรง โดยการเก็บเก่ยี วนา้� ผ้ึงสามารถสรา้ งมลู คา่ เพิ่ม ชนั โรงจงึ กลายเป็นแมลง
ผสมเกสรทม่ี ปี ระสิทธิภาพและเป็นที่ต้องการของกล่มุ เกษตรกรในปจั จุบนั

ในประเทศไทยพบชันโรงจา� นวน 34 ชนดิ ในพืน้ ที่จงั หวัดเชียงใหม่พบ 11 ชนดิ
การกระจายตัวของแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของพืชอาหารและความสูง
จากระดบั นา้� ทะเล การนา� ชนั โรงจากพนื้ ทอี่ น่ื มาเพาะเลย้ี ง เมอื่ เผชญิ กบั สภาพแวดลอ้ ม
ทไ่ี มเ่ หมาะสม ชนั โรงมักอ่อนแอและน�าไปสูก่ ารท้งิ รงั ทา� ใหผ้ เู้ พาะเลี้ยงตอ้ งมีตน้ ทนุ ใน
การผลติ สงู ขน้ึ เกดิ ความเสยี หายในเวลาตอ่ มา นอกจากน้กี ารขนย้ายชนั โรงชนิดอน่ื ๆ
ขา้ มพน้ื ที่ นา� มาซง่ึ แมลงตา่ งถนิ่ บางสายพนั ธ์ุ อาจสง่ ผลกระทบดา้ นระบบนเิ วศ เนอื่ งจาก
แมลงชนดิ นน้ั อาจเปน็ ชนดิ พนั ธต์ุ า่ งถน่ิ ทรี่ กุ ราน นา� ไปสกู่ ารสญู เสยี ความหลากหลายทาง
ชีวภาพ

ทางโครงการจึงได้ท�าการรวบรวมขอ้ มูลความหลากชนดิ ของชนั โรงและข้อมูล
การเพาะเลย้ี ง รวมถงึ การแปรรปู ผลติ ภณั ฑจ์ ากชนั โรง โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ใชใ้ นการ
ถา่ ยทอดความรแู้ ละวธิ กี ารจดั การใหแ้ กเ่ กษตรกรหรอื ผทู้ สี่ นใจนา� ไปประยกุ ตใ์ ชไ้ ดอ้ ยา่ ง
มีประสทิ ธิภาพ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความยง่ั ยนื ในการทา� การเพาะเลย้ี งชนั โรงในอนาคตต่อไป

คณะผจู้ ดั ทา�

1

ส�รบัญ 3 มารู้จักชันโรงกนั เถอะ
10 ความหลากชนิด

ของชนั โรง

22 การเพาะเล้ียงชันโรง
ในประเทศไทย

34
36การใชป้ ระโยชน์จากชันโรง

ผลิตภัณฑ์จากชันโรง

41 คุณสมบตั ิเดน่ ของชันโรง
42บรรณานุกรม

2

ม�รจู้ ัก

ชนั โรง

กันเถอะ

ชนั โรงเปน็ แมลงทม่ี บี ทบาทสา� คญั สา� หรบั การผสมเกสรของพชื นกั กฏี วทิ ยาดา้ น
อนุกรมวิธานได้จัดชันโรงอยู่ในอาณาจักรสัตว์ Kingdom Animalia จัดเป็นแมลง class
Insecta ในอันดับ (Order) Hymenoptera วงศ์ (family) Apidae วงศ์ย่อย (subfamily)
Meliponinae จัดเปน็ แมลงสังคมท่แี ทจ้ รงิ (eusocial insects) ท่ีประกอบไปด้วย 3 วรรณะ
คือ เพศเมียท่เี ป็นนางพญา (queen) เพศผู้ (drone) และชนั โรงงาน (worker)

ลักษณะทั่วไปของชันโรง ปกี

หนวด ตารวม

ขาคทู่ ี่ 1 ขาคทู่ ี่ 2 ขาคทู่ ี่ 3

ชนั โรงมปี กี สองคู่ เปน็ ปกี แบบแผน่ บางใส (membranous) มเี สน้ ปกี เหน็ ไดช้ ดั เจน
ปีกคู่หลังเล็กและมีเส้นปีกน้อยกว่าปีกคู่หน้า ท่ีหัวมีหนวดแบบข้อศอก (geniculate)
มีปากเป็นแบบกัดเลีย (chewing-lapping type) มีทั้งตาเด่ียวและตารวม ชันโรงตัวผู้
มีตารวมขนาดใหญ่ ชันโรงงานมขี าคทู่ ่ี 3 เปน็ ขาแบบเกบ็ เกสร (carrying legs) มีอวัยวะ
พเิ ศษสา� หรบั เกบ็ เกสร (pollen basket) นอกจากนท้ี ่ขี า ลา� ตัว และหัวของชันโรงยงั มขี น
ปกคลุม ตัวเมียมีอวัยวะวางไข่ ชันโรงไม่มีเหล็กในที่ใช้ในการต่อยได้เหมือนผึ้ง แต่มี
การป้องกนั ตัวโดยใช้การกัด

3

วรรณะของชันโรง

ชันโรงมีการดา� รงชีวติ แบบแมลงสงั คมทแ่ี ท้จริง (eusocial insects) มกี ารอยู่ร่วม
กันแบบรวมกลุ่มจ�านวนมากภายในรัง แบ่งหน้าท่ีรับผิดชอบออกเป็น 3 หน้าท่ีหลัก
โดยเรยี กสมาชิกท่ีมีภาระหนา้ ท่แี ต่ละอย่างวา่ “วรรณะ” เชนเดยี วกบั ผ้ึง คอื

วรรณะนางพญา
นางพญามไี ด้ 1-2 ตวั ในรงั มขี นาดลา� ตวั ใหญ่

มีส่วนท้องใหญ่กว่าส่วนหน้าอกและส่วนหัวมาก
ท�าหน้าท่ีวางไข่ในถ้วยตัวอ่อนท่ีชันโรงงานได้
สรา้ งไว้ และควบคมุ ดา� เนนิ กจิ กรรมตา่ งๆ ภายในรงั

วรรณะตวั ผู้
ชันโรงตัวผู้มีหน้าท่ีผสมพันธุ์กับนางพญา

ลา� ตวั ของตวั ผบู้ างชนดิ อาจมขี นาดเลก็ กวา่ ชนั โรง
งาน มีตารวมท่เี จริญดี

วรรณะงาน
ชนั โรงงานเปน็ สมาชกิ ภายในรงั ทม่ี จี า� นวน

มากท่ีสุด มีหน้าที่รับผิดชอบงานท่ีเหลือทั้งหมด
ภายในรัง โดยหน้าท่ีที่รับผิดชอบของชันโรง
แต่ละหน้าที่จะถูกรับผิดชอบโดยชันโรงที่มีอายุ
แตกต่างกัน นั่นคือเม่ือชันโรงออกมาจากถ้วย
ตัวอ่อนเป็นตัวเต็มวัยแล้วจะมีหน้าที่เปลี่ยนไป
เมื่ออายุมากข้ึน

4

ชนั โรงวรรณะงานตวั เตม็ วยั ทมี่ อี ายมุ ากทา� หนา้ ทอี่ อกหาอาหาร
ระยะไข่
6-7 วัน

ระยะ วงจรชวี ิต ระยะตวั หนอน
ตัวเต็ววัย ของชนั โรง 8-19 วนั
32-35 วัน

ระยะดักแด้
18-22 วัน

5

การเจริญเติบโต
ของชันโรง

1มี 4 ระยะ คือ
ระยะไข่ ลักษณะรูปไข่ยาว
ตั้งอยู่บนอาหารเหลวข้นที่ชันโรงงาน
ใส่ในถ้วยตัวอ่อนแล้วปิดถ้วยภายหลัง
ทีน่ างพญาวางไขเ่ สร็จ ถ้วยตวั อ่อนของ
ระยะไข่จะมสี เี ขม้ ทส่ี ุด
ระยะหนอน มีสีขาวขุ่นถึงสีครีม
หนอนจะนอนงอเป็นรูปตัวซีลอยอยู่บนอาหาร
มกี ารลอกคราบหลายคร้ังและเขา้ ดกั แด้ภายใน
ถ้วยตัวอ่อน ระยะแรกมีสีเข้มและค่อยๆ มีสี

2จางลงเมอื่ หนอนมอี ายมุ ากขึ้น
ระยะดกั แด้ พบในถว้ ยตัวอ่อน
3ทีม่ ีสีอ่อนลงมาก ถ้วยมลี ักษณะอ่อนน่มุ
4 ระยะตวั เตม็ วยั ตวั เตม็ วยั ของชนั โรงจะกดั ถว้ ยตวั ออ่ นออกมา
โดยอาจมชี ันโรงงานทอ่ี ายนุ อ้ ย คอยชวยกัดจากภายนอก ชนั โรงท่ีออก
จากถ้วยตวั อ่อนใหม่ๆ มีลา� ตวั สีอ่อน เคล่ือนไหวชา้ มกั พบเดนิ อยู่บรเิ วณ
ถ้วยตัวอ่อน จากนั้นสีของล�าตัวจะเข้มขึ้น เมื่อมีอายุมากขึ้น พร้อมท้ัง
หน้าที่ท่ีรับผิดชอบภายในรังก็จะเปลี่ยนไปตามอายุท่ีมากขึ้นด้วยคล้าย
การแบ่งหน้าที่ของผ้ึง โดยหนา้ ท่ีภายในรงั เชน ท�าความสะอาด สร้าง
ถว้ ยตวั ออ่ น และเตมิ อาหารเปน็ หนา้ ทขี่ องชนั โรงงานทมี่ อี ายนุ อ้ ยทอี่ าศยั
อยใู่ นรงั สว่ นการหาอาหาร และนา้� เปน็ หนา้ ทข่ี องชนั โรงงานทม่ี อี ายมุ าก

และบินออกนอกรัง ท้ังนี้ระยะเวลาที่ใช้ในแต่ระยะการเจริญเติบโตของ

ชันโรง แตล่ ะชนิดจะแตกต่างกนั ไป

6

องค์ประกอบภายในรงั ชนั โรง

ถว้ ยตัวอ่อน

ถ้วยอาหาร
อินโวลูครัม
ปากทางเขา้ รงั

องคป์ ระกอบ 1 ปากทางเข้ารัง มีหลายรูปแบบ ได้แก่
ภายในรงั ปากทางเข้ารังท่อสั้น ปากทางเข้ารังท่อยาว และ
ปากทางเข้ารังไม่มีส่วนท่ีย่ืนออกมา สีของปากทาง
ของรงั ชนั โรง เข้ารังแบ่งเป็นหลายสีบางรังมีสีค่อนข้างมืดเป็นสี
มี 4 สว่ น ดงั น้ี ด�าจนถึงค่อนข้างสว่าง ลักษณะปากทางเข้ารังมีท้ัง
แบบเหนียวเหนอะหนะและแบบแหง้

2 ถว้ ยตัวออ่ น มลี กั ษณะเป็นรูปไข่ มีการเรียงตัวในหลายลกั ษณะ

3 ถ้วยอาหาร ประกอบด้วย ถว้ ยเก็บนา้� ผงึ้ และถว้ ยเก็บเกสร ลักษณะ
และขนาดของถว้ ยมีความแตกต่างกันไปตามชนดิ ของชันโรง โดยทัว่ ไปมลี กั ษณะ
คลา้ ยรปู ไข่

4 อินโวลูครัม ระหว่างถ้วยตัวอ่อนและถ้วยอาหาร มักพบในรังชันโรง
กลมุ่ ท่มี กี ารสร้างถ้วยตัวออ่ นแบบแผงซ้อน

7

ถนิ่ ทอ่ี ยอู่ าศัยของชันโรง

จากการส�ารวจแหล่งอาศัยของชันโรงส่วนใหญ่พบอาศัยอยู่ตามรอยแตกของ
หนิ โพรงจอมปลวกหรอื รงั มด ตลอดจนตน้ ไมใ้ หญท่ ม่ี โี พรง โดยถน่ิ ทอ่ี ยอู่ าศยั ของชนั โรง
สามารถจ�าแนกได้เป็น 2 แบบ คือ

1. ในโพรงธรรมชาติ

ตัวอย่างแหล่งอาศัยของชันโรงในโพรงไม้ธรรมชาติ ซ่ึงพบอยู่ในเขตชุมชนและ
พ้นื ที่ท�าการเกษตร ได้แก่

ช่ือวิทย�ศ�สตร์ 8 ชื่อส�มญั

Canarium subulatum ต้นมะเกม้ิ
Dipterocarpus alatus ต้นยางนา
Duabanga grandiflora ต้นตุม้ เต๋น
Ficus carica ตน้ มะเดอ่ื
Ficus infectoria ตน้ ผกั เฮอื ด
Ficus religiosa ต้นโพธิ์
Gluta usitata ต้นรักใหญ่
Lagerstroemia speciosa ต้นอินทนลิ
Lithocarpus ceriferus ต้นมะกอ่
Litsea glutinosa ต้นหม่ี
Mitrephora sirikitiae ตน้ มหาพรหมราชนิ ี
Pterocarpus indicus ตน้ ประดู่
Schleichera oleosa ตน้ ตะครอ้
Shorea obtusa ต้นเต็ง
Tamarindus indica ต้นมะขาม
Tectona grandis ต้นสัก

2. ในโพรงเทียมหรอื
สง่ิ กอ่ สรา้ งที่มนุษย์
สรา้ งขึ้น

แหลง่ อาศยั ของชนั โรงในโพรงเทยี มหรอื สง่ิ กอ่ สรา้ งทม่ี นษุ ยส์ รา้ งขนึ้ สามารถพบ
ไดต้ ามโพรงชองวา่ ง หรอื ตามรอยแตกรอยแยกของสง่ิ กอ่ สรา้ ง เชน กา� แพงหรอื เสาจาก
ปูนซีเมนต์ ก�าแพงอิฐ เสาไม้ เสาเหล็ก ท่อนา้� ทอ่ เหลก็ จนถงึ กลอ่ งไม้ กลอ่ งกระดาษ
และกล่องพลาสตกิ เป็นต้น

การแพรก่ ระจายของชนั โรง

สีแดง คอื พื้นที่ท่ีพบการกระจายตัวของชันโรง

ชันโรงเป็นแมลงสังคมขนาดเล็ก ไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในรัง จึง
ไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศท่ีรุนแรงได้ การแพร่กระจายของชันโรงจึงพบเฉพาะใน
เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนเท่านั้น ชันโรงแพร่กระจายมาจากลาตินอเมริกา นักวิชาการ
ลงความเหน็ วา่ เปน็ ศนู ยก์ ลางการกา� เนดิ ของชนั โรงในโลกน้ี ทงั้ นมี้ กี ารคน้ พบแทง่ อา� พนั
ซากดกึ ด�าบรรพข์ องชันโรง Creptotrigona prisca ในทะเลบัลติด (Baltic sea) มอี ายุ 65
ล้านปี ชวงปลายยุคครีตาเซียส (Last Cretaceous) แล้วชันโรงได้แพร่กระจายไปทั่ว
โลก ตงั้ แต่ละตจิ ดู ที่ 32 องศาใต้ ไปจนถึง ละติจูดท่ี 25 องศาเหนอื การน�าชนั โรงไป
เลยี้ งในเขตอบอนุ่ จงึ เปน็ สง่ิ ทท่ี า� ไดย้ าก ซง่ึ ตา่ งจากผงึ้ พนั ธซ์ุ งึ่ สามารถปรบั พฤตกิ รรมให้
ทนตอ่ สภาพอากาศหนาวรุนแรงได้

9

คว�มหล�กชนิด

ของชันโรง

มีการส�ารวจชนิดของชันโรงทั่วโลก
แล้วพบว่ามีมากว่า 500 ชนิด ส�าหรับ
ในประเทศไทยมีการรายงานพบชันโรง
ประมาณ 34 ชนิด ซ่ึงการกระจายตัว
ของชนิดชันโรงในแต่ละพ้ืนท่ีมีความ
แตกตา่ งกนั ขน้ึ อยกู่ บั ความอดุ มสมบรู ณ์
ของสภาพแวดลอ้ มพชื อาหารและความสงู
จากระดบั นา�้ ทะเล

10

ชนิดของชันโรงทีพ่ บในประเทศไทยมีทง้ั หมด 34 ชนิด ดังน้ี

ลำ�ดับที่ ชอื่ วทิ ย�ศ�สตร์ ชื่อส�มัญ

1 Geniotrigona thoracica (Smith, 1857) ชนั โรงปากหมใู หญ่
2 Heterotrigona itama (Cockerell, 1918) ชันโรงอติ ามา่
3 Homotrigona aliceae (Cockerell, 1918) -
4 Homotrigona fimbriata (Smith, 1857) ชนั โรงยักษ์ขาดา�
5 Homotrigona lutea (Bingham, 1897) ชันโรงยักษข์ าแดง
6 Lepidotrigona doipaensis (Schwarz, 1939) ชันโรงปากแตรกลาง
7 Lepidotrigona flavibrasis (Cockerell, 1929) ชันโรงปากแตรจ๋วิ
8 Lepidotrigona nitidiventris (Smith, 1857) ชนั โรงปากแตรขาใบพาย
9 Lepidotrigona satun (Attasopa & Bänziger, 2018) -
10 Lepidotrigona terminata (Smith, 1878) ชันโรงปากแตรใหญ่
11 Lisotrigona cacciae (Nurse, 1907) -
12 Lisotrigona furva (Engel, 2000) ชนั โรงคชิ ฌกฏู
13 Lophotrigona canifrons (Smith, 1857) ชนั โรงอุงหมี
14 Pariotrigona klossi (Schwarz, 1939) ชันโรงซุปเปอร์จิ๋วคลอสซี
15 Pariotrigona pendleburyi (Schwarz, 1939) -
16 Tetragonilla atripes (Smith, 1857) ชันโรงใต้ดินอาทรเิ ปส
17 Tetragonilla collina (Smith, 1857) ชนั โรงใต้ดิน
18 Tetragonilla fuscibasis (Cockerell, 1920) ชนั โรงใต้ดนิ สนี า้� ตาล
19 Tetragonula fuscobalteata (Cameron, 1908) ชนั โรงหลังลาย
20 Tetragonula geissleri (Cockerell, 1918) ชนั โรงหวั โต
21 Tetragonula hirashimai (Sagakami, 1978) ชนั โรงญีป่ นุ
22 Tetragonula laeviceps (Smith, 1857) ชนั โรงร่งุ อรุณ
23 complex of species: pagdeni, pagdeniformis -
24 Tetragonula malaipanae ชันโรงเมลินา่
25 (Engel, Michener & Boontop, 1857) ชันโรงไมเนอร์
26 Tetragonula melina (Gribodo, 1893) -
27 Tetragonula minor (Sakagami, 1978) -
28 Tetragonula pagdeni complex of species: -
29 laeviceps, pagdeniformis ชนั โรงสริ ินธร
Tetragonula pagdeniformis complex of species:
laeviceps, pagdeni
Tetragonula reepeni (Friese, 1918)
Tetragonula sirindhornae
(Michener & Boongird, 2004)

11

ล�ำ ดบั ท่ี ชอ่ื วิทย�ศ�สตร์ ชื่อส�มัญ

30 Tetragonula testaceitarsis (Cameron, 1901) -
31 Tetrigona binghami (Schwarz, 1937) ชนั โรงปลายปกี ขาวตวั แดง
32 Tetrigona melanoleuca (Cockerell, 1929) ชนั โรงปลายปกี ขาวหนา้ ดา�
33 Tetrigona peninsularis (Cockerell, 1927) -
34 Tetrigona apicalis (Smith, 1857) ชนั โรงปลายปกี ขาว

โครงการรวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์ผึ้ง ได้ด�าเนินการศึกษาความหลากชนิดและ
แหล่งอาศัยของชันโรงในเขตจังหวัดเชียงใหม่และล�าพูนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือน
สงิ หาคม 2561 โดยส�ารวจในเขตพืน้ ทีช่ มุ ชนและพ้นื ที่เกษตร พบแหลง่ อาศยั ของชันโรง
แบง่ ออกเปน็ 2 กลุ่ม ไดแ้ ก่ กลมุ่ ทอ่ี าศยั อยู่ในโพรงไมธ้ รรมชาติ และกลมุ่ ที่อาศยั อยใู่ น
โพรงเทียมหรือสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างข้ึน ท�าการรวบรวมชันโรงได้ท้ังหมด 11 ชนิด
แต่ละชนิดมีถิ่นที่อยู่แตกต่างกันข้ึนอยู่กับความสูงจากระดับน�้าทะเล สามารถจ�าแนก
ไดเ้ ปน็ 3 กลมุ่ ดังนี้

1. ต่า� กว่าระดับนา�้ ทะเล 650 เมตร พืน้ ท่ี ได้แก่ อ�าเภอสารภี, ดอยหลอ่ , แมแ่ ตง,
ดอยสะเก็ด, สนั กา� แพง, แมร่ ิม และอ�าเภอเมืองจงั หวัดเชยี งใหม่ ส�าหรับจงั หวดั ล�าพูน
ได้แก่ อ�าเภอเมอื ง, แมท่ า, บ้านโฮง่ , ลี้ และเวียงหนองลอ่ ง พบชนั โรง 5 ชนดิ ได้แก่
H. fimbriata, L. terminata, T. apicalis, T. collina และ T. melanoleuca

2. สูงกวา่ ระดับน้�าทะเล 650 เมตร พน้ื ที่ ได้แก่ อ�าเภอแมอ่ อน, ดอยสะเก็ด และ
แมอ่ าย จงั หวดั เชยี งใหม่ พบชันโรง 2 ชนิด ได้แก่ L. doipaensis, L. flavibrasis

3. พบไดท้ งั้ สองพนื้ ทท่ี งั้ พนื้ ทตี่ า�่ กวา่ และสงู กวา่ 650 เมตรจากระดบั นา้� ทะเล พบ
ชันโรง 4 ชนิด ไดแ้ ก่ L. furva, T. fuscobalteata, T. laeviceps-pagdeni species complex,
T. testaceitarsis-hirashimai species complex

ผลการวเิ คราะหค์ า่ ดชั นคี วามหลากหลายของชนั โรงทง้ั สามกลมุ่ โดยอาศยั หลกั
การของ Shannon - Wiener พบในพืน้ ทที่ ่ีต�่ากวา่ 650 เมตรมีค่าความหลากหลายปาน
กลาง พน้ื ทสี่ งู กวา่ 650 เมตรมคี า่ ความหลากหลายตา�่ เมอ่ื พจิ ารณาคา่ ดชั นกี ารกระจาย
ตวั พบมคี ่าเท่ากบั 0.85 โดยมีชนั โรง T. collina เปน็ ชนิดเด่น และพบวา่ L. flavibrasis
เป็นชนดิ เดน่ ในพ้ืนทสี่ ูงกว่า 650 เมตร ท้งั นี้พบว่าชันโรงบางชนดิ สามารถพบไดใ้ นพน้ื ที่
ทงั้ สองระดบั มคี า่ ความหลากหลายปานกลาง ค่าดัชนีการกระจายตวั 0.58 โดยมชี ันโรง
T. laeviceps-pagdeni species complex เป็นชนดิ เดน่

12

ชนิดของชนั โรงทส่ี ำ�รวจพบในระดบั
คว�มสูงจ�กนำ�้ ทะเล ต�ำ่ กว่� 650 เมตร

ล�ำ ดับที่ ชนิดชันโรง ตวั อย�่ งแหลง่ อ�ศยั ทสี่ ำ�รวจพบ

1 H. fimbriata (ชนั โรงยกั ษ์ขาด�า) ต้นสัก, ต้นมะเก้ิม, ต้นยางนา, เสาปูน,
เสาไม้
2* L. furva (ชนั โรงคิชฌกูฏ)
3 L. terminata (ชนั โรงปากแตรใหญ่) ต้นสกั , เสาไม้
4 T. apicalis (ชันโรงปลายปกี ขาว)
ตน้ สกั , ตน้ โพธ,์ิ ตน้ มะเดอื่ , เสาไม,้ โพรงปนู
5 T. collina (ชันโรงใต้ดิน)
ต้นโพธ์ิ, ต้นสัก, ต้นมะเดื่อ, โพรงใต้ดิน,
6* T. laeviceps species complex โพรงไม,้ โพรงปูน
(ชนั โรงรุ่งอรุณ)
ต้นโพธิ์, ต้นยางนา, ต้นสัก,โพรงใต้ดิน,
7 T. melanoleuca โพรงปูน
(ชนั โรงปลายปีกขาวหนา้ ด�า)
ต้นโพธิ์, ต้นสัก, ต้นยางนา, ต้นตุ๋มเต๋น,
8* T. testaceitarsis (-) ตน้ มะขาม, ตน้ ประด,ู่ ตน้ ตะครอ้ , ตน้ เตง็ ,
ตน้ หม,ี่ ตน้ มะกอ่ , ตน้ อนิ ทนลิ , ตน้ รกั ใหญ,่
ตน้ ผกั เฮอื ด, เสาไม,้ เสาอฐิ , โพรงปนู , โอง่ ,
ทอ่ ระบายอากาศ

ต้นสัก, ต้นโพธ์ิ

ตน้ สกั , ตน้ มหาพรหมราชนิ ,ี ขอนไม,้ เสาไม,้
โพรงปูน, กา� แพงหนิ

13

ชนิดของชนั โรงทส่ี �ำ รวจพบในระดบั
คว�มสงู จ�กน้�ำ ทะเล 650 เมตรข้นึ ไป

ลำ�ดับท่ี ชนิดชันโรง ตวั อย่�งแหล่งอ�ศัยท่สี �ำ รวจพบ

1* L. furva (ชันโรงคชิ ฌกฏู ) ต้นสกั , เสาไม้
2 L. doipaensis (ชนั โรงปากแตรกลาง)
ต้นต๋มุ เตน๋ ตน้ ประด,ู่ ตน้ ตะคร้อ, ตน้ เตง็ ,
3 L. flavibrasis (ชันโรงปากแตรจิ๋ว) ตน้ หม่,ี ตน้ มะก่อ, โอง่ , ขอนไม้

4* T. fuscobalteata (ชนั โรงหลังลาย) ต้นไผ่, ต้นยางนา, ต้นตุ๋มเต๋น ต้นประดู่,
ตน้ ตะครอ้ , ต้นเตง็ , ตน้ หม,่ี ตน้ มะกอ่ ,
5* T. laeviceps species complex เสาไม,้ โพรงปนู , โอ่ง
(ชนั โรงรงุ่ อรณุ )
เสาไม,้ ตน้ โพธ,์ิ ตน้ สกั , ตน้ ยางนา, ตน้ เตง็ ,
6* T. testaceitarsis (-) ตน้ หม,ี่ ตน้ มะกอ่ , เสาไม,้ เสาอฐิ , โพรงปนู ,
โอ่ง

ต้นโพธิ์, ต้นสัก, ต้นยางนา, ต้นตุ๋มเต๋น,
ตน้ มะขาม, ตน้ ประดู่, ต้นตะครอ้ , ต้นเต็ง,
ตน้ หม,่ี ตน้ มะกอ่ , ตน้ อนิ ทนลิ , ตน้ รกั ใหญ,่
ตน้ ผกั เฮอื ด, เสาไม,้ เสาอฐิ , โพรงปนู , โอง่ ,
ทอ่ ระบายอากาศ

ต้นโพธิ์, ต้นสัก, ต้นยางนา, ต้นตุ๋มเต๋น,
ตน้ ประดู,่ ต้นตะคร้อ, ตน้ อินทนิล, เสาไม,้
เสาอิฐ, โพรงปูน

* พบไดท้ ั้งพน้ื ท่ีตา�่ กว่าและสูงกว่า
650 เมตร จากระดับนา้� ทะเล

14

แหลง่ อาศัยของชันโรง
แบง่ เปน็ 2 รปู แบบ ไดแ้ ก่ โพรงไมธ้ รรมชาติ

และโพรงเทียมท่ีมนุษย์สรา้ งขึน้

15

ลกั ษณะ การจา� แนกชนดิ ของชนั โรง สามารถจา� แนก
ปากทางเข้ารงั ชนิดโดยอาศัยลักษณะปากทางเข้ารัง (nest
entrance) และลักษณะด้านสัณฐานวิทยาของ
และลักษณะ ชนั โรง (insect morphology) ซ่ึงชนั โรงแต่ละชนิด
ด้านการจำาแนกชนดิ มีลักษณะของปากทางเข้ารังท่ีเป็นเอกลักษณ์
สามารถใช้จ�าแนกชนิดได้ แต่มีชันโรงในสกุล
ของชันโรง Tetragonula และ Lepidotrigona บางชนิดท่ีมี
ความซับซ้อนของลักษณะปากทางเข้ารัง ท�าให้
ตอ้ งอาศยั รายละเอยี ดดา้ นอน่ื ๆ ในการจดั จา� แนก
รวมไปถงึ ขอ้ มลู ดา้ นสณั ฐานวทิ ยาของชนั โรงแตล่ ะ
ชนดิ มลี กั ษณะแตกตา่ งกนั ไป ตามรายละเอยี ด ดงั น้ี

1 H. fimbriata : ชนั โรงยักษข์ าดาำ

ชันโรงชนิด H. fimbriata ปากทางเข้ารังมีลักษณะเป็นก้อนแบนๆ หลาย
ชั้นทับกันเหมือนรูปทรงหยดน�้า วงกลมรี สีน้�าตาลเข้ม แข็ง เหนียวเหนอะหนะ
พฤตกิ รรมเมอ่ื ถกู รบกวนไม่ดุร้าย ล�าตัวมีขนาดใหญ่ มปี ีกแบบบางใส สว่ นปลาย
มีสนี �้าตาล ทัง้ ตัวเปน็ สนี �้าตาลสว่างสงั เกตเห็นได้ชดั เจน

16

L. furva : ชนั โรงคชิ ฌกฏู 2

ชันโรงชนดิ L. furva ปากทางเขา้ รังมลี กั ษณะเปน็ วงกลมรี เปน็ ทอ่ เล็กๆ
หรือไม่มีท่อ สีของปากทางเข้ารังเป็นสีด�าปนน�้าตาล เม่ือถูกรบกวนแต่ละรังจะมี
พฤติกรรมหลบเข้าไปด้านใน ไมด่ ุร้าย ลา� ตัวมขี นาดเลก็ มปี ีกแบบบางใส บรเิ วณ
ส่วนทอ้ งเป็นสดี า�

3 L. terminata : ชันโรงปากแตรใหญ่

ชนั โรงชนดิ L. terminata ปากทางเขา้ รงั มลี กั ษณะเปน็ ทอ่ ยาว
ออกมาเปน็ รปู ปากแตร สขี องปากทางเขา้ รงั มหี ลายสคี อ่ นขา้ งสวา่ ง
สีขาวปนเหลอื ง หรือสเี หลอื งปนนา�้ ตาล ลักษณะปากทางเข้ารังน่มิ
เมือ่ ถกู รบกวนแตล่ ะรังจะมพี ฤติกรรมหลายแบบ ตั้งแต่ดุรา้ ยจนถงึ
หลบเขา้ ไปดา้ นในรงั ลา� ตวั มขี นาดใหญ่ มปี กี แบบบางใส มสี ว่ นทอ้ ง
ด้านบนเป็นสนี ้�าตาลปนเหลอื งและสว่ นปลายของส่วนท้องเปน็ สีด�า

17

4 T. apicalis : ชันโรงปลายปกี ขาว

ชนั โรงชนดิ T. apicalis
ปากทางเขา้ รงั มลี กั ษณะเปน็
ท่อยื่นยาวออกมา แคบเป็น
วงรีแนวดิ่ง บริเวณท่ีพบรัง
มักมีเศษปลายของปากทางเข้า
รงั ตกอยบู่ รเิ วณรอบๆ สขี องปากทางเขา้ รงั มหี ลายชวงสเี ปน็ สนี า�้ ตาลเขม้ จนถงึ สขี าวปน
ดา� ลกั ษณะปากทางเขา้ รงั แขง็ มตี วั ชนั โรงบนิ อยบู่ รเิ วณปากทางเขา้ รงั โดยหนั หนา้ เขา้ หารงั
ทา� หนา้ ทด่ี แู ลรงั เมอ่ื ถกู รบกวนแตล่ ะรงั จะมพี ฤตกิ รรมหลบเขา้ ไปดา้ นใน ไมด่ รุ า้ ย ลา� ตวั
มีขนาดใหญ่ มีปีกแบบบางใส สว่ นปลายของปกี มสี ีด�า มสี ว่ นท้องสีน�้าตาลเข้มออกด�า

T. collina ชันโรงใต้ดนิ 5

ชันโรงชนิด T. collina ปากทางเข้ารังมีลักษณะเป็นท่อยื่นออกมาต้ังแนวด่ิง
ปากทางเขา้ เป็นวงกลม ส่วนใหญ่มกั พบอยบู่ รเิ วณโคนต้นไม้ บนรังจอมปลวกเกา่ ขา้ ง
อาคารส่ิงปลูกสร้างท่ีมีโพรง สีของปากทางเข้ารังเป็นสีเหลืองสว่างอ�าพัน ลักษณะ
ปากทางเข้ารังแข็ง เปราะ หักง่าย มีตัวชันโรงเกาะอยู่บริเวณปากทางเข้ารัง เม่ือถูก
รบกวนแต่ละรังจะมีพฤติกรรมหลบเข้าไปด้านใน ไม่ดุร้าย ล�าตัวมีขนาดใหญ่ มีปีก
แบบบางใส ส่วนปลายของปีกมีสีด�าคล้ายกับชันโรง T. apicalis แต่ล�าตัวมีขนาดเล็ก
กว่า ส่วนท้องมีสีดา�

18

T. fuscobalteata : ชันโรงหลงั ลาย 6

ชนั โรงชนิด T. fuscobalteata มีขนาดตวั เล็ก ปากทางเขา้ รงั
มีหลายรปู แบบ ได้แก่ ปากทางเข้ารังท่อสน้ั ท่อยาว และไม่มี
สว่ นทยี่ น่ื ออกมา สขี องปากทางเขา้ รงั มสี คี อ่ นขา้ งมดื จนถงึ
สีค่อนข้างสว่าง สีเหลืองปนน้�าตาล หรือสีขาวปนเทา
ลักษณะปากทางเข้ารังมีทั้งแบบเหนียวเหนอะหนะ และ
แบบแห้ง เมื่อถูกรบกวนจะมพี ฤตกิ รรม
หลายรูปแบบ พบว่ามีการหลบ
เขา้ ไปดา้ นในจนหมดไมย่ อมออกมา
จนถงึ มกี ารจโู่ จมแบบกา้ วรา้ ว กดั
บรเิ วณเสน้ ผม ผวิ หนงั และเสอื้ ผา้
ลา� ตวั มีขนาดเลก็ มปี กี แบบบางใส
มสี ่วนทอ้ งสีนา้� ตาลสว่าง

7 T. laeviceps species complex :

ชนั โรงรุ่งอรุณ

ชนั โรงชนิด T. laeviceps-
pagdeni species complex
ปากทางเข้ารังมีหลายรูปแบบ
ไดแ้ ก่ ปากทางเขา้ รงั ทอ่ สน้ั ทอ่ ยาว
และไม่มีส่วนที่ยื่นออกมา สีของ
ปากทางเข้ารังแบ่งเป็นหลายสีบางรังมีสีค่อนข้างมืดเป็นสีด�า สีน้�าตาล หรือสีด�าปน
น�้าตาล บางรังมสี คี ่อนข้างสวา่ ง สีเหลืองปนนา้� ตาล หรอื สีขาวปนเทา ปากทางเข้ารงั
มที ั้งแบบเหนียวเหนอะหนะ และแบบแหง้ เมื่อถูกรบกวนจะมพี ฤตกิ รรมหลายรปู แบบ
เมอ่ื มกี ารรบกวนหลบชนั โรงมพี ฤตกิ รรรมหลบเขา้ ไปดา้ นในจนหมดไมย่ อมออกมา จนถงึ
มีการจูโ่ จมแบบก้าวร้าว กัดบริเวณเสน้ ผม ผวิ หนัง และเสอ้ื ผา้ ล�าตวั มขี นาดเล็ก แต่มี
ขนาดใหญก่ วา่ T. fuscobalteata มปี กี แบบบางใส มีส่วนทอ้ งสนี ้�าตาลสวา่ ง วัดส่วนหวั
มีความกว้างเฉล่ีย 1.7 มม. ความกว้างของปีก เฉลี่ย 1.1 มม. และความยาวของ
ขาค่หู ลังเฉลี่ย 1.5 มม.

19

8 T. melanoleuca : ชนั โรงปลายปีกขาวหนา้ ดาำ

ชนั โรงชนดิ T. melanoleuca ปากทางเขา้ รังมลี กั ษณะเปน็ ท่อยื่นยาวออกมาขนาน
กบั พน้ื บรเิ วณทส่ี า� รวจพบเจอเศษปากทางเขา้ รงั ตกบรเิ วณรอบๆ ปากทางเขา้ เปน็ วงกลมรี
ปาดเฉยี ง สขี องปากทางเขา้ รงั เปน็ สสี วา่ ง สขี าวปนเหลอื ง บางรงั มสี เี หลอื งออกนา�้ ตาล
ลักษณะปากทางเขา้ รงั แข็ง เปราะ หกั งา่ ย เมอื่ ถูกรบกวนแตล่ ะรงั จะมพี ฤตกิ รรมหลบ
เข้าไปด้านใน ไม่ดุร้าย ล�าตัวมีขนาดใหญ่ มีปีกแบบบางใส ส่วนปลายของปีกมีสีดา�
คล้ายกบั ชันโรง T. apicalis และ T. collina สว่ นท้องมสี ีดา� น�า้ ตาล

9 T. testaceitarsis

ชนั โรงชนดิ T. testaceitarsis ปากทางเขา้ รงั มหี ลายรปู แบบคลา้ ยกบั T. laeviceps
species complex ไดแ้ ก่ ปากทางเขา้ รงั ทอ่ สน้ั ปากทางเขา้ รงั ทอ่ ยาว และปากทางเขา้ รงั
ไมม่ สี ว่ นทย่ี น่ื ออกมา สขี องปากทางเขา้ รงั แบง่ เปน็ หลายสบี างรงั มสี คี อ่ นขา้ งมดื เปน็ สดี า�
สีน้�าตาล หรือสีด�าปนน�้าตาล บางรังมีสีค่อนข้างสว่าง สีเหลืองปนน�้าตาล หรือสีขาว
ปนเทา เป็นต้น ลักษณะปากทางเข้ารังมีทั้งแบบเหนียวเหนอะหนะ และแบบแห้งเมื่อ
ถกู รบกวนแตล่ ะรงั จะมพี ฤตกิ รรมแตล่ ะแบบ บางรงั มพี ฤตกิ รรม
ก้าวร้าว มักกัดบริเวณเส้นผม
ผิวหนัง และเส้ือผ้า บางรัง
มีการหลบเข้าไปด้านในจน
หมดไม่ยอมออกมา ล�าตัว
มขี นาดเลก็ มปี กี แบบบางใส
มีส่วนท้องสีด�าปนน้�าตาลมืด

20

10 L. doipaensis : ชนั โรงปากแตรกลาง

ชนั โรงชนิด L. doipaensis ปากทางเข้ารงั มีลกั ษณะเป็นทอ่ ยื่นยาวออกมาเป็นรปู
ปากแตร สขี องปากทางเขา้ รงั แบง่ เปน็ หลายสคี อ่ นขา้ งสวา่ ง สขี าวปนเหลอื ง หรอื สเี หลอื ง
ปนนา�้ ตาล ลกั ษณะปากทางเข้ารงั นมิ่ เมอื่ ถูกรบกวนแตล่ ะรงั จะมีพฤติกรรมก้าวร้าว ดุ
ลา� ตัวมีขนาดเล็กกว่า L. terminata มีปกี แบบบางใส มสี ่วนทอ้ งสีด�า

11 L. flavibrasis : ชันโรงปากแตรจว๋ิ

ชนั โรงชนดิ L. flavibrasis ปากทางเข้ารังมีลกั ษณะเปน็ ทอ่ ยน่ื ยาวออกมาเปน็
รปู ปากแตร สขี องปากทางเข้ารังแบ่งเป็นหลายสคี อ่ นข้างสวา่ ง สีขาวปนเหลือง หรอื สี
เหลอื งปนนา้� ตาล ลกั ษณะปากทางเขา้ รงั นมิ่ เมอ่ื ถกู รบกวนแตล่ ะรงั จะมพี ฤตกิ รรมหลบ
เขา้ ไปดา้ นใน ไม่ดรุ ้าย ล�าตัวมขี นาดเล็ก มีปกี แบบบางใส มีส่วนท้องสดี �า

21

ก�รเพ�ะเล้ียง

ชนั โรง

ในประเทศไทย

22

ประวตั ิ
ในประเทศไทยพบการเล้ียงการชันโรงเพื่อใช้ประโยชน์อย่างจริงจังประมาณ
10 กวา่ ปที ผ่ี า่ นมา ในระยะแรกพบการเลยี้ งใน 2 พน้ื ที่ คอื ทางภาคใตแ้ ละภาคตะวนั ออก
ท่ี อ.เทภา จ.สงขลา โดยลงุ ดาโหะ๊ หนหิ ะ ทเี่ ลย้ี งชนั โรงในกระบอกไมไ้ ผ่ ยาวประมาณ 1 เมตร
โดยแขวนชันโรงไว้รอบ ๆ บ้าน และเก็บเกี่ยวน้�าผึ้งปีละครั้ง โดยขายน้�าผึ้งประมาณ
ขวดละ 400 บาท พชื อาหารทพ่ี บเปน็ ดอกของผลไมท้ ว่ั ไป เชน ชมพแู่ ละมะพรา้ ว ภายหลงั
จากการเก็บนา�้ ผึ้งแล้วก็จะแยกขยายรังไปพรอ้ มๆ กัน
สว่ นในอกี พน้ื ทท่ี พ่ี บเลย้ี งอยทู่ ภ่ี าคตะวนั ออก บรเิ วณจงั หวดั จนั ทบรุ ี เรมิ่ สง่ เสรมิ
การเลยี้ ง โดยศนู ยส์ ง่ เสรมิ และพฒั นาอาชพี การเกษตร จงั หวดั จนั ทบรุ ี (ศนู ยผ์ ง้ึ ) โดยการนา�
ของ ผอ.รุ่งโรจน์ เจริญโพธ์ิ คณุ ชาญณรงค์ ยาวส่ง และคณุ วศิ ษิ ฐ์ ธนอู าจ ซงึ่ จดุ ประสงค์
ของศนู ยฯ์ ณ ขณะน้นั คอื การสง่ เสรมิ ให้ใชช้ ันโรงเพอ่ื ผสมเกสรไมผ้ ล เชน เงาะ มังคุด
จากนน้ั ทางศนู ยผ์ งึ้ จนั ทบรุ ไี ดถ้ า่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเลย้ี งชนั โรงออกไปอยา่ งกวา้ งขวาง

23

การคดั เลอื กชนดิ ของชนั โรง
สาำ หรบั การเพาะเลย้ี งเชงิ อุตสาหกรรม
การเลอื กชนดิ ชนั โรงทจ่ี ะนา� มาเพาะเลย้ี งมคี วามสา� คญั ตอ่ การเลยี้ งชนั โรงอยา่ งมาก
อาศัยหลกั การในการคดั เลือก ดงั น้ี

1 เปน็ ชนั โรงทพี่ บไดใ้ นทอ้ งถนิ่

2 สามารถน�ามาเพาะเล้ียงในลังไม้ประกอบได้
ไมม่ พี ฤตกิ รรมทง้ิ รงั สามารถปรบั ตวั ในสภาพ
แวดลอ้ มไดด้ แี ละสามารถอยรู่ ว่ มกบั มนษุ ยไ์ ด้

3 เมอ่ื เพาะเลยี้ งแลว้ มกี ารสรา้ งรงั ตอ่ เนอื่ ง มกี ารสะสม
นา�้ ผง้ึ เพมิ่ ขนึ้ นางพญามปี ระสทิ ธภิ าพในการวางไขด่ ี

4 ขยายพนั ธไ์ุ ดง้ า่ ย

5 สามารถทนตอ่ การรกุ รานของศตั รู
ทง้ั ตวั หา�้ และตวั เบยี นไดด้ ี

24

ชนิดของชันโรงท่ีพบในพ้ืนทใ่ี นจังหวัดเชียงใหม่
ท่ีนิยมนำามาเพาะเล้ยี งเชิงอุตสาหกรรม
ชนดิ ของชนั โรงท่พี บในพ้นื ทีจ่ งั หวัดเชียงใหม่ มีท้ังหมด 11 ชนดิ สามารถนา� มา
ท�าการเพาะเล้ียงเพมิ่ ปรมิ าณในลังไมป้ ระกอบไดเ้ พยี ง 5 ชนิด ส่วนใหญเ่ ป็นชนั โรงกลมุ่
ตัวเล็ก หรือที่ภาษาเหนือนิยมเรียกว่า “ข้ีตังนี” เป็นชันโรงท่ีมีพฤติกรรมจู่โจมเม่ือมี
คนเดนิ ผ่านหรอื รบกวน มกั กัดเสน้ ผม กดั เส้ือผา้ แล้วทิ้งชันเหนียวไว้ติดผม ชนั โรงกล่มุ
น้ีมคี วามทนทานต่อศัตรทู ่เี ขา้ มาบกุ ท�าลายรัง ส่วนมากไมพ่ บพฤตกิ รรมทง้ิ รงั สามารถ
อาศยั อยรู่ ว่ มกบั ชมุ ชนได้ รงั ชนั โรงสามารถแยกขยายรงั เพอ่ื เพม่ิ จา� นวนได้ เกบ็ เกยี่ วนา�้
ผึ้งได้ และน�ามาต่อยอดพัฒนาเป็นการเพาะเล้ียงเชิงอุตสาหกรรมได้ ทั้งนี้กลุ่มชันโรง
ท่ีท�าการเพาะเลี้ยงได้ ยังจ�าแนกเป็น 2 กลุ่มย่อย ตามลักษณะพื้นท่ีตามความสูงจาก
ระดับนา้� ทะเล ดังน้ี

1.1 ความสงู จากระดับนา้� ทะเลต่า� กวา่ 650 เมตร พบชันโรงที่สามารถน�ามาเพาะ
เลีย้ งในลังไมป้ ระกอบได้ เป็นชันโรงในกลมุ่ สกุล (genus) Tetragonula ไดแ้ ก่

1) ชนั โรงร่งุ อรุณ (T. laeviceps-pagdeni species complex)
2) ชันโรงหลงั ลาย (T. fuscobalteata)
3) ชนั โรง T. testaceitarsis

ชนั โรงทง้ั 3 ชนดิ นเี้ ปน็ ชนดิ ทพ่ี บไดท้ ว่ั ไปในจงั หวดั เชยี งใหม่ ลกั ษณะปากทางเขา้
รังและล�าตัวของชันโรงท้งั สามชนิดนีม้ ีความคล้ายคลึงกนั แต่แตกตา่ งกันท่ขี นาดและสี
ของลา� ตวั ซงึ่ ทงั้ สามชนดิ นสี้ ามารถเพาะเลยี้ งไดแ้ ละพฒั นาตอ่ ยอดในเชงิ อตุ สาหกรรมได้

1.2 ความสูงจากระดบั น้�าทะเลสูงกว่า 650 เมตร พบชันโรงทส่ี ามารถนา� มาเพาะ
เลย้ี งในลังไมป้ ระกอบได้ ได้แก่ ชนั โรงในกลมุ่ สกุล (genus) Lepidotrigona และยงั พบ
มีการเพาะเล้ียงชันโรงในสกุล Tetragonula ในบางพ้ืนที่แต่มีปริมาณไม่มาก ชันโรงใน
สกลุ Lepidotrigona ไดแ้ ก่

1) ชนั โรงปากแตรเล็ก (L. flavibrasis)
2) ชนั โรงปากแตรกลาง (L. doipaensis)

25

สว่ นมากพบชนั โรงปากแตรเลก็ และชนั โรงปากแตรกลางบนพน้ื ทสี่ งู ของจงั หวดั
เชียงใหม่ เม่ือมีการน�าชันโรงปากแตรเล็กและปากแตรกลางมาเพาะเลี้ยงในพื้นที่สูง
จากระดบั นา้� ทะเลตา�่ กวา่ 650 เมตร บางครง้ั เกิดการล่มสลายของรัง การเจริญเติบโต
ลดลง จึงเหมาะสมกับการเพาะเลี้ยงบนพื้นท่ีสูงมากกว่า ยกเว้นในกรณีท่ีมีพืชอาหาร
สมบูรณ์ ไมม่ ีศตั รรู บกวน

ลักษณะปากทางเข้ารังและล�าตัวของชันโรงทั้งสามชนิดนี้มีความคล้ายคลึงกัน
แตแ่ ตกตา่ งกนั ทขี่ นาดและสขี องลา� ตวั ซงึ่ ทง้ั สองชนดิ นสี้ ามารถเพาะเลย้ี งไดแ้ ละพฒั นา
ตอ่ ยอดในเชงิ อตุ สาหกรรมได้

สา� หรับชนั โรงอกี 6 ชนิด ไม่นยิ มน�ามาเพาะเล้ียงในลงั ไม้ประกอบ ส่วนใหญเ่ ปน็
ชนั โรงทพ่ี บอยใู่ นแหลง่ ธรรมชาติ ไมค่ อ่ ยพบในแหลง่ ชมุ ชน เมอ่ื นา� มาเพาะเลย้ี งในลงั ไม้
ประกอบจะเกดิ พฤตกิ รรมการทงิ้ รงั ไมท่ นทานต่อการรกุ รานของศัตรู จงึ ไมน่ ิยมน�ามา
เพาะเล้ียงในเชงิ อุตสาหกรรม ท้งั หมด 6 ชนิด ไดแ้ ก่

1) H. fimbriata ชนั โรงยักษ์ขาด�า
2) L. furva ชนั โรงคิชฌกฏู
3) L. terminata ชันโรงปากแตรใหญ่
4) T. apicalis ชนั โรงปลายปีกขาว
5) T. collina ชนั โรงใตด้ นิ
6) T. melanoleuca ชันโรงปลายปกี ขาวหนา้ ด�า

26

การจัดการและการดแู ลรัง
การจดั การรงั ทดี่ แี สดงถงึ โอกาสทจ่ี ะประสบความสา� เรจ็ ในการเลย้ี งชนั โรง โดย
ต้องค�านึงถงึ การตงั้ รงั เทคนิคการขยายรังและการป้องกนั กา� จัดศัตรขู องชันโรง ดงั น้ี
1. ควรมีขาตั้งรังปอ้ งกันมด โดยทานา�้ มนั เครอื่ งท่ใี ช้แลว้ (น�้ามันขโ้ี ล้) บรเิ วณ

ขาตง้ั รัง หรอื ทา� ทแี่ ขวน
2. ในกรณีท่ีมีการวางรังชันโรงไว้ในพ้ืนที่โล่ง บริเวณสวน ควรวางไว้ในท่ีร่ม

หรือมีหลังคาขนาดเล็กคลุมรังชันโรงเพ่ือป้องกันแสงแดดที่อาจส่งผลต่อ
อณุ หภมู ิภายในรงั ได้
3. บริเวณทตี่ ้ังควรมีพชื อาหารเพยี งพอ และสมดุลกนั กบั ปริมาณของชันโรง
4. ควรวางรงั ชนั โรงใหก้ ระจายในพนื้ ที่ เพอ่ื ประสทิ ธภิ าพในการหาอาหารและ
ผสมเกสรของชนั โรง
5. ควรตรวจสภาพรังอย่างนอ้ ยเดอื นละ 1 ครงั้ เพื่อตรวจดปู ริมาณการเจรญิ
เติบโต สภาพความสมบูรณ์ของอาหารและศัตรูชันโรง กรณีถ้าอาหารไม่
เพียงพอตอ้ งเคลอื่ นย้ายไปในทที่ เี่ หมาะสม

ตัวอย่างการจัดการรังชันโรงทีด่ ี

27

แหล่งอาหารของชนั โรง
อาหารของชนั โรงคอื นา้� หวานและเกสรจากดอกไม้ นอกจากนชี้ นั โรงยงั ตอ้ งการ
ชันหรือยางจากพืชมาใช้ในการท�ารังและส่วนต่างๆ ภายในรัง เชน องค์ประกอบของ
ถ้วยตัวอ่อน ซึ่งทั้งหมดน้ีชันโรงจะต้องไปเก็บยางจากต้นไม้โดยรอบที่ต้ังรังของชันโรง
ซงึ่ ชนั โรงตวั เลก็ ชนดิ ทนี่ ยิ มนา� มาเพาะเลย้ี ง ออกบนิ หากนิ ไดใ้ นรศั มปี ระมาณ 300 เมตร
จึงควรค�านึงถงึ แหลง่ อาหารบรเิ วณรอบๆ ทตี่ ้งั รงั ในสภาวะการขาดแคลนพืชอาหารใน
ธรรมชาติ เชน ฤดฝู นมีพืชออกดอกน้อย ผเู้ ลี้ยงชันโรงท่ีมรี ังชันโรงจา� นวนมากอาจตอ้ ง
ปลกู พชื เสรมิ เชน พชื ตระกลู แตง หรอื ขา้ วโพด เพอื่ เสรมิ เกสรใหก้ บั ประชากรในรงั ชนั โรง
หรืออาจใช้วิธีให้อาหาร โดยใช้เกสรผึ้งผสมน�้าผ้ึงปั้นเป็นก้อนวางนอกรังเพื่อให้ชันโรง
มาเกบ็ เกสรเข้าไปใช้ในรงั เอง นอกจากนี้ยังมีชนั โรงขนาดเล็กสองสกุล คอื Lisotrigona
และ Pariotrigona ท่มี แี หล่งอาหารจากน้�าตาของสัตวป์ าทอ่ี อกหากนิ ตอนกลางวันด้วย

ดอกพชื ตระกูลแตง
แหล่งอาหารของชนั โรง

ดอกลำาไย
แหลง่ อาหารของชนั โรง

28

ศัตรูที่สาำ คญั ของชนั โรง
มด เปน็ ศตั รทู ช่ี อบกนิ นา�้ หวาน ทร่ี บกวนในระยะทม่ี กี ารแยกขยายรงั ใหมๆ่ โดย
จะเขา้ ไปกนิ นา้� หวานภายในรงั ทา� ใหช้ นั โรงทง้ิ รงั ไป ชนั โรงบางชนดิ มดไมส่ ามารถเขา้ ไป
ได้ เพราะการสรา้ งยางเหนยี วเปน็ เกราะปอ้ งกนั รงั หรอื สามารถปอ้ งกนั ไดโ้ ดยใชน้ า�้ หรอื
ผา้ ชุบน�้ามันเครื่องเก่าพันที่หลกั หรอื ขาตัง้ กล่องชนั โรง
นกกินแมลง มักเกาะบริเวณดอกไม้ท่ีมีชันโรงตอมอยู่ ท�าให้ง่ายต่อการจับ
ชันโรงกนิ เป็นอาหาร
มวน เปน็ ศตั รใู ช้ปากเจาะแทงดูดน�้าเล้ียงของชันโรง โดยจะจับชนั โรงที่ใกล้ ๆ
รัง ถ้าหากมีมากท�าให้ประชากรชันโรงลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด มวนชอบอาศัยตาม
ก่ิงไม้ ใบไม้ บริเวณไม่ไกลรังของชันโรง ป้องกันโดยคอยสังเกตเม่ือพบไข่หรือตัวเต็ม
วัยให้จบั ท�าลาย
หนอนแมลงวัน เข้าท�าลายในระยะที่เป็นหนอนโดยเข้าไปกัดถ้วยน�้าหวาน
และกนิ น�้าหวานของชนั โรง หากมมี ากท�าใหช้ ันโรงทิ้งรงั ได้ ดังน้ันเพ่อื ให้ชนั โรงมีความ
สมบรู ณแ์ ข็งแรงจงึ ควรหม่นั สังเกต และตรวจสภาพรังชนั โรงอยา่ งน้อยเดอื นละ 1 ครัง้

มดเปน็ แมลงศตั รทู ี่ส�าคัญชนิดหนึ่ง
ของการเพาะเลย้ี งชันโรง

29

การแยกขยายพันธ์ชุ ันโรง
การเลือกชนั โรงท่ีพรอ้ มจะนา� มาใสใ่ นลงั ไม้ ตอ้ งเป็นชันโรงทม่ี ีตัวเตม็ วยั และ
ตัวอ่อนพร้อมดักแด้ที่มีปริมาณพอสมควร และมีถ้วยเกสรและถ้วยน�้าผึ้งในอัตราส่วน
ทเ่ี หมาะสม สงั เกตจากปรมิ าณตัวเตม็ วัยท่มี ีการบินเขา้ ออกมาก โดยปฏิบตั ิดงั น้ี

การแยกขยายรังชันโรง ชวงทเ่ี หมาะสม
ตอ้ งเปน็ ชวงทม่ี อี าหารสมบรู ณ์

1

ตรวจดูปริมาณกลุ่มไขแ่ ละตัวเตม็ วัยให้
มปี รมิ าณเหมาะสมกอ่ นทา� การแยกรงั

2

รงั ชนั โรงที่มีความสมบรู ณ์พร้อมส�าหรับการแยกรัง

30

การแยกไข่ ดักแด้ ตัวเต็มวัย (ชันโรงท่ี
เล้ียง) ให้แยกออกมาปริมาณคร่ึงหน่ึง
ของรังเดิม หากเจอถ้วยนางพญา ซ่ึงมี
ขนาดใหญ่กว่าถ้วยปกติ ให้ตัดไปใส่
ในรังใหม่เพ่ือเพ่ิมโอกาสรอดให้กับรัง
โดยรังใหม่ต้องแห้งไม่ชื้น ที่ส�าคัญคือ ชันโรงตัวงาน
ควรให้เข้ามาอยู่ในรังมาก พร้อมกันนี้ต้องส�ารวจดู
นางพญา หรอื ถว้ ยนางพญาใหส้ มั พนั ธก์ บั กลมุ่ ไข่ และ
ดกั แด้ เพอ่ื รงั ชนั โรงจะไดม้ นี างพญาพรอ้ มออกเปน็ ตวั

3เต็มวัย และท�าการผสมพนั ธุ์กับชันโรงตวั ผู้

ใสถ่ ว้ ยอาหาร (ถว้ ยเกสรและถ้วยนา�้ ผ้งึ )
ลงในรัง วางใกลป้ ากทางเข้าออกของรงั

4

น�าไขหรือข้ีชันมาป้ายบริเวณทางเข้า

เพ่ือล่อตัวเต็มวัยของชันโรงให้กลับเข้า

รังเพาะเลย้ี ง 5

31

นา� รงั ชนั โรงรงั เดมิ ที่ท�าการผา่ รังเสรจ็ แล้ว ออกห่างจากจดุ เดมิ
ประมาณ 20-30 เมตร และนา� รงั ชันโรงที่ท�าการแยกขยาย (รงั

6ใหม)่ มาต้งั ไวท้ เ่ี ดมิ แทนที่รงั เกา่ เพ่อื ให้ชนั โรงงานกลับเข้ารงั

การแยกรังเลี้ยงชันโรง ควรเตรียมวัสดุกันศัตรู

ชันโรง โดยเฉพาะพวกมดท่ีชอบกินนา้� หวาน เพราะ

มดนีจ้ ะเขา้ ไปกนิ น้�าหวาน และทา� ลายถ้วยไข่ ดกั แด้

ของชันโรง ท�าให้การแยกขยายชันโรงเสียหาย

การป้องกันโดยการใช้น้�า รองขาตั้งรัง หรือน้�ามัน

เครือ่ งเก่าทาบริเวณขาตัง้ หรือหลกั ที่จะน�ารงั ชนั โรง
7
ไปตั้งเลีย้ งและขยายพนั ธุ์

ชุดปฏิบตั ิการ (เสอ้ื ผ้า) ในการแยกขยายชันโรง ควร

เปน็ ชดุ ทท่ี า� จากผา้ รม่ และมสี อี อ่ นๆ เชน สขี าว เพราะ

ชันโรงจะเสียหายน้อยกว่าผ้าสีเข้ม ถ้าเป็นสีเข้ม

เชน สีด�า หรือสีน�้าเงินเข้ม ชันโรงงานจะกัดและ

เกาะติดผ้า โดยจะกัดแบบไม่ยอมปล่อย และตาย

ในทสี่ ดุ และควรสวมหมวกตาข่าย ใส่ถงุ มือ ทกุ ครั้ง
8
ทีป่ ฏิบตั ิงาน

32

การตอ่ รังชันโรงจากแหล่งท่ีอยู่ในธรรมชาติ
เปน็ ทท่ี ราบกันดีวา่ ชนั โรงมีแหลง่ อาศยั อยู่ท่ัวไปในธรรมชาติ ตามรอยแตก

รอยแยกของหนิ โพรงไม้ตลอดจนโพรงซีเมนต์ต่างๆ เม่อื ต้องการรงั ชันโรงจากแหล่งที่
อยู่ในธรรมชาติมาเพาะเล้ียงในลังไม้ประกอบ สามารถใช้วิธีต่อรังจากแหล่งธรรมชาติ
ได้ง่ายๆ โดยแนะน�าให้ท�าการต่อรังในเวลากลางคืน เพ่ือให้ตัวงานของชันโรงเข้ารัง
ทั้งหมด ลดการสูญเสยี ประชากรภายในรงั ของชนั โรง วิธกี ารตอ่ รังสามารถทา� ได้ ดงั นี้

1 หารังชันโรงท่ีอยู่ในธรรมชาติ โดยต�าแหน่ง
รังไม่ควรสูงเกินไป เพ่ือให้ง่ายต่อการสังเกตการ
เปลี่ยนแปลงภายในรงั และงา่ ยต่อการป้องกนั มด

2 ใช้ท่อต่อจากด้านหลังของลังไม้ประกอบเช่ือม
ตอ่ กบั รปู ากทางเขา้ รังของรงั ท่อี ยู่ในธรรมชาติ โดย
ใหท้ ่อมีลักษณะตรง ไม่โค้งงอ และไม่พบั เน่ืองจาก
ทา� ให้ชันโรงไมส่ ามารถเดินออกจากท่อได้

3 เมื่อน�าท่อต่อรังจากปากทางเข้ารังของชันโรง
ในแหล่งธรรมชาติแลว้ ใหใ้ ชด้ นิ นา�้ มนั ปิดทบั บรเิ วณ
จุดเช่ือมต่อของท่อทั้งสองด้าน เพ่ือไม่ให้ท่อหลุด
ออกมา จากน้ันใช้พลาสติกปิดทับดินน้�ามันอีกชั้น
ก่อนทับด้วยดินน�้ามันอีกรอบเพ่ือกันไม่ให้ชันโรง
กัดดินนา้� มนั ออกมา

4 ติดต้ังลังไม้ประกอบให้อยู่ในลักษณะท่ีเหมาะสม เมื่อชันโรงเดินออกมาจากรังใน
ตอนกลางวัน ชันโรงจะเดินผา่ นภายในลังไม้ประกอบทุกวนั แล้วคอ่ ยๆ สรา้ งรงั ใหม่ใน
ลงั ไม้ประกอบ โดยในระยะแรกจะสร้างชันข้ึนมา จากน้ันสร้างถว้ ยอาหารแล้วตามด้วย
กลุ่มไข่ เม่ือชันโรงอยู่ภายในรังในจ�านวนท่ีมากพอแล้วสามารถตัดรังชันโรงแล้วน�าไป
เพาะเลย้ี งไดต้ อ่ ไป

33

ก�รใชป้ ระโยชน์
จ�กชันโรง

STINGLESS BEE

1. การใชช้ นั โรงเปน็ แมลงผสมเกสร

ชนั โรงเปน็ แมลงผสมเกสรทม่ี ศี กั ยภาพมากชนดิ
หนง่ึ เพราะชนั โรงลงตอมดอกไมไ้ ดห้ ลากหลายชนดิ

การใชช้ นั โรงผสมเกสรลา� ไย

2. การขายรังหรือให้เช่ารงั ชนั โรง

ชันโรงเป็นแมลงผสมเกสรไม้ผล
หลายชนิดที่มีประสิทธิภาพ ท�าให้มีธุรกิจ
การขายรังชนั โรงหรอื ให้เชารังชันโรง

รังชนั โรงสามารถเคลือ่ นย้าย
น�าไปวางไว้ในสวนเพอื่ ชว่ ยผสมเกสร

34

3. การใช้ประโยชน์จากผลติ ภณั ฑข์ องชันโรง
ทัง้ การบรโิ ภคและจาำ หน่าย

นา้� ผงึ้ ชนั โรงและผลติ ภณั ฑแ์ ปรรปู จากนา�้ ผงึ้ ชนั โรง

ด้วยคุณสมบัติมีสารต่อต้านอนุมูล
อิสระ (antioxidant) และยังมีสารต่อต้าน
เชอ้ื ปฏชิ วี นะ (antibiotic) อกี ทง้ั วติ ามนิ และยงั
มีน้�าตาลกลูโคสเป็นองค์ประกอบในสัดส่วน
ทม่ี ากกวา่ นา�้ ผง้ึ จากผงึ้ พนั ธ์ุ จงึ เปน็ ทนี่ ยิ มของ
ตลาดและมกี ารจ�าหน่ายในราคาคอ่ นข้างสงู

ชนั (propolis) ของชนั โรง

ชนั สามารถนา� มาใชป้ ระโยชนไ์ ดห้ ลาย
ด้าน เชน ใชใ้ นการยาเรอื อุดภาชนะ อดุ ฐาน
พระ ท�ายาแผนโบราณ และอนื่ ๆ แตป่ ัจจุบัน
มีการค้นพบสารส�าคัญหลายชนิดเป็นสารใน
กลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ซ่ึงให้ผลใน
การเปน็ สารตา้ นอนมุ ลู อสิ ระตา้ นเชอื้ โรคและ
เพิ่มภมู ิคุ้มกนั มีคณุ สมบตั ิในการยบั ย้ังเช้ือรา
ไวรสั การเกิดเนือ้ งอกและเซลล์มะเร็ง รกั ษา
แผลอักเสบโรคในชองปาก เปน็ ตน้

35

การใช้ประโยชนจ์ ากนาำ้ ผง้ึ ของชนั โรง

คนไทยรจู้ กั การใชป้ ระโยชนจ์ ากผลผลติ ทไี่ ดจ้ ากชนั โรงซง่ึ สามารถเกบ็ ไดจ้ ากรงั
ชันโรงตามธรรมชาติมาเป็นระยะเวลานาน ได้แก่ การน�าน้�าผึ้งมาบริโภคโดยตรง
โดยมคี วามเชอื่ กนั วา่ นา้� ผง้ึ จากชนั โรงมสี รรพคณุ ทางยามากกวา่ นา้� ผง้ึ จากผง้ึ จงึ มกั นยิ ม
ใช้นา้� ผง้ึ ชนั โรงเป็นองค์ประกอบของยาสมนุ ไพร

การใช้ประโยชนจ์ ากชันของชันโรง

ชันของชนั โรง คนไทยนา� มาใชป้ ระโยชนห์ ลายดา้ น เมอื่ ชนั โรงเกบ็ ยางไม้จาก
ต้นพืชหลากหลายชนดิ นา� มาผสมรวมกับไขผงึ้ ทีช่ ันโรงผลติ ข้ึนจากภายในล�าตวั ชนั โรง
จะไดช้ นั ซง่ึ เปน็ สารในกลมุ่ ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) มผี ลในการเปน็ สารตา้ นอนมุ ลู อสิ ระ
ตา้ นเชื้อโรคและเพิ่มภมู ิคมุ้ กัน ปัจจุบันมีการน�าชันมาใช้ผลิตเปน็ ผลติ ภณั ฑ์หลายอยา่ ง
เชน ใช้เป็นยารักษาการติดเชื้อในชองปาก รักษาเหงือกอักเสบ รักษาการอักเสบของ
ผวิ หนงั ทา� เป็นยาหม่อง ใช้ในผลิตภัณฑ์เครอ่ื งสา� อาง เชน สบู่ ยาสีฟันแชมพสู ระผม ใช้
ยาสง่ิ ของเครอื่ งใชต้ า่ งๆ เชน ภาชนะบรรจนุ า�้ จอกนา้� ขนั นา้� ใชอ้ ดุ ยงุ้ ฉางทส่ี านดว้ ยไมไ้ ผ่
ใช้อุดเครือ่ งดนตรี อยา่ งแคน ใช้ตดิ ลูกระนาดกับระนาด ใชท้ า� วตั ถมุ งคล ใชอ้ ุดฐานพระ

36

การเก็บเกยี่ ว
ผลิตภณั ฑ์
จากชนั โรง

1. การเกบ็ น้ำาผง้ึ ชันโรง

สามารถท�าได้โดยใช้มีดตัดถ้วยน้�าผึ้งของ

ชนั โรง แยกเอาถว้ ยเกสรออกไวไ้ มค่ วรนา� มารวมกัน

แล้วน�าถ้วยน้�าผ้ึงของชันโรงมาวางบนภาชนะที่มีผ้า

ขาวบาง หรือตะแกรงกรอง แล้วใช้ช้อนหรือมีดกด

ที่ถ้วยน้�าหวานของชันโรง น�้าผึ้งจากชันโรงจะไหล

ออกมา ผ้าขาวบางและตะแกรงกรองจะท�าหน้าที่

แยกส่ิงเจือปนและชันออกจากน�้าผึ้ง จากน้ันจึงน�า

น�้าผ้ึงบรรจุในภาชนะและควรเก็บไว้ในตู้เย็นจะชวย

ยืดอายุการเก็บรักษาของนา�้ ผึง้ ชันโรง น�า้ ผึ้งชนั โรง

2. การเกบ็ ชันของชันโรง

หลังจากเก็บน�้าผึ้งจากชันโรงแล้ว ชัน คือ
ส่วนเหลือจากการบีบถ้วยน�้าผึ้ง การเก็บชันควรคัด
แยกสง่ิ เจอื ปนออกกอ่ น แลว้ นา� กอ้ นชนั มาลา้ งนา้� ผงึ่
ให้แห้งสนิทแล้วน�าไปใส่ในตู้เย็นสามารถเก็บไว้ได้
นาน และยงั คงคุณสมบตั ขิ องสารที่สา� คญั ในชันไวไ้ ด้

37

การแปรรปู การแปรรปู ผลิตภัณฑ์ คอื การเปลยี่ นแปลงสถานะ
ผลิตภณั ฑ์ ของผลิตภัณฑ์ทม่ี อี ยู่ให้แตกต่างไปจากเดิม เพ่ือประโยชน์
จากชันโรง ในด้านต่าง ๆ โดยผลิตภัณฑ์แปรรูป ควรจะคงคุณสมบัติ
เดิมของผลิตภัณฑก์ อ่ นแปรรูปไว้ใหไ้ ด้มากที่สุด

วตั ถุประสงค์ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากวัตถดุ บิ ท่ไี ด้จากชนั โรง

ของการแปรรูป เพอื่ การรกั ษาคณุ ภาพ การแปรรปู ผลติ ภณั ฑใ์ หอ้ ยใู่ นรปู ทเ่ี หมาะสม
ทา� ให้ผลิตภณั ฑ์น้นั คงสภาพอยไู่ ดน้ าน
เพอื่ เปลย่ี นลกั ษณะผลติ ภณั ฑใ์ หอ้ ยใู่ นรปู ทเี่ หมาะสมกบั การคา้ หรอื
การน�าไปใช้ประโยชน์ เชน แปรรปู เพือ่ การรบั ประทานทงี่ ่ายขึ้น
เพ่ือเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์เป็นกรรมวิธีท่ีน�ามาใช้ในการเพิ่ม
มลู คา่ ผลติ ภัณฑใ์ ห้สูงขน้ึ เชน เครือ่ งส�าอาง

38

การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากชันโรง เชน การแปรรูปน�้าผึ้งชันโรง แปรรูปเป็น
สบู่น�้าผึ้งชันโรงเป็นสบู่ท่ีผลิตจากสารธรรมชาติ ชวยปกป้องผิวจากความแห้งกร้าน
ดว้ ยสว่ นผสมจากนา�้ ผงึ้ ชนั โรง ทม่ี สี รรพคณุ บา� รงุ ผวิ ดว้ ยคณุ สมบตั ขิ องนา�้ ผงึ้ ชนั โรงทมี่ ี
ฤทธเ์ิ ป็นกรดอ่อนๆ ซ่ึงมี pH ใกลเ้ คยี งกบั สภาพผวิ ปกติ และมีฤทธิ์ยับยั้งเชือ้ แบคทีเรยี
บนผิวได้ดี การแปรรูปอาจแปรรูปเป็นสบู่ก้อน หรือสบู่เหลว โดยสบู่น�้าผ้ึงชันโรงมี
คณุ สมบตั เิ ดน่ เชน สว่ นผสมจากนา้� ผง้ึ ชนั โรง อดุ มไปดว้ ยวติ ามนิ ตา่ งๆ ชวยใหผ้ วิ เนยี นนมุ่
ช่มุ ชน่ื ลดเลอื นริ้วรอยที่เกดิ จากอนมุ ลู อิสระไมร่ ะคายเคอื งผิว เน่อื งจากมสี ว่ นผสมจาก
สารธรรมชาติ นอกจากนย้ี งั สามารถนา� นา้� ผง้ึ ชนั โรงไปเปน็ สว่ นประกอบในการผลติ แชมพู
น้�าผง้ึ ชันโรงผสมสมุนไพร ลปิ บาลม์ ไขผง้ึ ผสมน�้าผึ้งชันโรง และ ยาหม่องขี้ผึ้งผสมสาร
สกัดจากชนั ของชันโรง เป็นตน้

การแปรรปู ผลิตภัณฑจ์ ากชนั โรง

39

ยกตวั อย่าง
การทำาแปรรปู

ผลติ ภณั ฑ์
จากชนั โรง

แชมพสู มนุ ไพรน้ำาผ้ึงชันโรง

ส่วนประกอบ

1 นา�้ สมุนไพรดอกอญั ชัน 3.5 ลติ ร
2 ผงฟอง Emal10G 100 กรมั
3 นา�้ ผ้งึ ชนั โรง 250 มลิ ลิลติ ร
4 แชมพอู อย (Emal 28CT) 1 ลิตร
5 ลาโนลนี (PEG 75) 25 กรัม
6 สารกันบูด (Bronidox L) 5 มิลลิลิตร
7 นา�้ หอม/สตี ามตอ้ งการ
8 ผงปรบั ขน้ (Sodium chloride) ~200 กรัม

วิธที ำา

1 เตรยี มนา้� สมุนไพรดอกอญั ชนั จา� นวน 3.5 ลิตร
2 แบง่ นา�้ สมนุ ไพรทเี่ ตรยี มไวอ้ อกเปน็ 2 สว่ น สว่ นที่ 1 ปรมิ าตร 3 ลติ รและสว่ นที่ 2

ปริมาตร 0.5 ลติ ร

3 นา� น�้าสมุนไพรสว่ นที่ 1 ใส่ลงในภาชนะผสม เติมผงฟอง Emal10G คนใหเ้ ขา้ กนั
4 เตมิ น�้าผง้ึ ชนั โรงและนา้� หอม คนให้เขา้ กัน และพักไว้
5 น�าน�้าสมุนไพรส่วนที่ 2 ใส่ลงภาชนะผสมเติมลาโนลินและคนจนละลายเป็น

เน้อื เดียวกัน
6 นา� สว่ นผสมในข้อที่ 5 เติมลงในสว่ นผสมขอ้ ท่ี 4 คนใหเ้ ขา้ กัน ค่อๆ เตมิ ผงปรบั ขน้

Sodium chloride ทีละนอ้ ย คนใหเ้ ขา้ กนั เพอ่ื ใหแ้ ชมพูข้นขึ้น
7 พกั แชมพูไวจ้ นกวา่ ฟองจะลดลง
8 บรรจแุ ชมพูลงในขวด

40

คุณสมบัติเด่นของชันโรง
1. มีพฤติกรรมทิง้ รงั น้อย ถ้าสภาพแวดลอ้ มมีความเหมาะสม ชันโรงสามารถอยู่

ในแหล่งน้นั ไดอ้ ย่างถาวร
2. ไม่เลือกตอมเฉพาะดอกไม้ท่ีชอบ ชันโรงลงตอมดอกไม้ทุกชนิดถึงแม้ดอกนั้น

เคยมีการลงตอมของแมลงผสมเกสรตวั อืน่ มาแล้ว
3. ไมต่ อ่ ย ดว้ ยชนั โรงไมม่ เี หลก็ ในจงึ ไมส่ ามารถตอ่ ยได้ แตจ่ ะใชก้ รามทมี่ ลี กั ษณะ

แข็งแรงในการกดั ศตั รเู พอื่ ป้องกันตนเอง
4. ชนั โรงตัวเล็กมีรัศมบี นิ หากนิ จ�ากดั ประมาณ 300 เมตร ชันโรงบินหากนิ ไม่ไกล

เมื่อเทียบกับผ้ึงพันธุ์ ดังนั้นชันโรงจึงลงผสมเกสรดอกไม้ในระยะที่ไม่ไกลจาก
รงั ทอี่ ยอู่ าศยั จงึ เปน็ ประโยชนต์ อ่ การเกษตรเพราะสามารถควบคมุ ชนั โรงใหล้ ง
ตอมดอกพชื เปา้ หมายได้
5. เก็บเกสรมากว่าน้�าหวาน สัดส่วน 80:20 ด้วยชันโรงมีพฤติกรรมเก็บเกสร
มากกวา่ เกบ็ นา�้ หวาน สอดคลอ้ งกบั กระบวนการผสมเกสรของดอกไมเ้ มอื งรอ้ น
ซ่ึงต้องการพฤติกรรมของแมลงผสมเกสรที่ลงตอมดอกไม้เพื่อเก็บเกสรก่อให้
เกิดการผสมเกสรทส่ี มบูรณ์
6. เล้ียงง่าย สามารถเล้ียงชันโรงอยู่กับท่ีได้หรือจะเล้ียงแบบเคล่ือนย้ายไปตาม
สวนของพืชเป้าหมายได้ เพื่อให้ผสมเกสรพืชเป้าหมายตามฤดูกาล หรือตาม
แหล่งปลูก
7. ทนสภาพปดิ รงั ได้นาน ดว้ ยชนั โรงเปน็ แมลงที่มพี ฤติกรรมการหากินจ�ากดั จงึ
สามารถใชช้ นั โรงผสมเกสรในโรงเรอื นทม่ี สี ภาพปดิ ได้ เหมาะตอ่ การผสมเกสร
ของพชื ในโรงเรอื น จากพฤตกิ รรมดงั กลา่ วขา้ งตน้ จงึ กลา่ วไดว้ า่ ชนั โรงเปน็ แมลง
ผสมเกสรของพืชเป้าหมายไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

41

บรรณานกุ รม

กนกวรรณ คา� ยอดใจ Hans Bänziger และ จริ าพร กุลสารนิ . 2558. รปู แบบสถาปตั ยกรรม
ปากทางเข้ารังของชันโรง Tetragonula laeviceps (Smith) Species Complex
(Hymenoptera: Apidae: Meliponinae) ในประเทศไทยและมาเลเซียตะวันตก.
วารสารเกษตร 31(1): 1-9.

กนกวรรณ คา� ยอดใจ ฮนั ซ์ แบนซิเกอร์ ระพพี งศ์ เกษตรสุนทร และ ปยิ ะวรรณ สุทธิประพันธ.์
2560. การรวมกลุ่มของชันโรงเพศผู้เพ่ือการผสมพันธุ์. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์.
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่, เชียงใหม.่

ธนพร รจิตปริญญา. 2543. นเิ วศวทิ ยาและความหลากชนดิ ของชนั โรงในเขตจังหวัดเชียงใหม่.
วิทยานิพนธว์ ิทยาศาสตรมหาบณั ฑิต. มหาวิทยาลัยเชยี งใหม,่ เชยี งใหม่. 118 หนา้ .

ธัชคณิน จงจิตวมิ ล. 2552. ชวี วทิ ยาและความหลากชนิดของชันโรงในประเทศไทย. วารสาร
วทิ ยาศาสตร์ 10(1-2): 12-21.

บาจรีย์ ฉัตรทอง. 2561. พฤติกรรมของผึ้งในการผสมเกสรสตรอเบอรี่. (ระบบออนไลน์).
แหล่งข้อมลู : https://stri.cmu.ac.th/article_detail.php?id=30 (10 กมุ ภาพนั ธ์ 2561).

บาจรยี ์ ฉตั รทอง และ กรวรรณ ศรงี าม. 2558. การพฒั นาระบบการเลย้ี งชนั โรงและการวเิ คราะห์
คุณภาพของน้�าผึ้งชันโรงในประเทศไทย. รายงานฉบับสมบูรณ์. สถาบันวิจัย
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่, เชยี งใหม่.

พนัญญา พบสขุ และ สาวติ รี มาไลยพนั ธ์.ุ 2550. ชีววิทยาของชนั โรงสกุล Trigona และสกลุ
Hypotrigona ในโครงการทองผาภูมิ 72 พรรษามหาราช อา� เภอทองผาภูมิ จังหวัด
กาญจนบุร.ี รายงานวิจัยในโครงการ BRT: 327-335.

สมนกึ บุญเกดิ เสนอ บรู ณภวงั ค์ วนดิ า จรงุ จิตต์ จันทร์เพญ็ ลิมปพะยอม วาทิน จันทร์สง่า
และ บุญฤทธิ์ บญุ ประเสรฐิ . 2529. อิทธพิ ลของผ้ึงพันธุแ์ ละแมลงผสมเกสรต่อการ
ติดผลของล�าไยอีดอ. หน้า 18-23. ใน: รายงานผลการค้นคว้าและวิจัยปี 2529.
กองกฏี วทิ ยา กรมวิชาการเกษตร, กรงุ เทพฯ.

อัญชลี สวาสดิธ์ รรม. 2556. มหศั จรรย์ชันโรง. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 1. บริษทั ทรปิ เพลิ้ กรปุ๊ จา� กดั ,
ปทุมธาน.ี 27 หนา้ .

42

Bänziger, H. and K. Khamyotchai. 2014. An unusually large and persistent male swarm
of the stingless bee Tetragonula laeviceps in Thailand (Hymenoptera: Apidae:
Meliponini). Journal of Melittology 32: 1-5.

Bänziger, H., S. Boongird, P. Sukumalanand and S. Banziger. 2009. Bees (Hymenoptera:
Apidae) that drink human tears. Journal of the Kansas Entomological Society
(Central states Entomological Society) 82(2): 135-158.

Boongird, S. 2011. Aspects of culturing, reproductive behavior and colony formation in the
stingless bee Tetragonula fuscobalteata (Hymenoptera: Apidae: Meliponini). Journal
of the Kansas Entomological Society (Central States Entomological Society) 84(3):
189-196.

Engel, W., E. Engels and W. Francke. 1997. Ontogeny of cephalic volatile pattern of the
Neotropical stingless bee, Scaptotrigona postica. Invertebrate Reproduction and
Development 30(1-3): 251-256.

Klakasikorn, A., S. Wongsiri, S. Deowanish and O. Duangphakdee. 2005. New record of
stingless bee (Meliponini: Trigona) in Thailand. The Natural History Journal of
Chulalongkorn University 5: 1-7.

Lee, S., R. K. Duwal and W. Lee. 2016. Diversity of stingless bees (Hymenoptera, Apidae,
Meliponini) from Cambodia and Laos. Journal of Asia-Pacific Entomology 19: 947-961.

Michener, C. D. 2007. The Bees of the World. Johns Hopkins University Press, Baltimore,
Maryland. 972 pp.

Roubik, D. W. 2006. Stingless bee nesting biology. Apidologie 32(7): 124-143.
Sakagami, S. F. 1978. Tetragonula stingless bees of the continental Asia and Sri Lanka

(Hymenoptera, Apidae). Journal of Faculty of Science, Hokkaido University, Series VI,
Zoolozy 21(2): 165-247.

43

รายนาม
ผเู้ รยี บเรียง

รศ.ดร. จิร�พร กุลส�รนิ
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่

ดร. นนิ �ท บัววงั โป่ง
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่

ดร. บ�จรีย์ ฉตั รทอง
ศูนยว์ ิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
มหาวิทยาลยั เชียงใหม่

น�งส�วสิริญ� คัมภโิ ร
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่

น�งส�วกนกวรรณ คำ�ยอดใจ
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

น�งส�วสมฤทยั ใจเยน็
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่

สนบั สนนุ โดย

โครงการรวบรวมและอนรุ ักษพ์ ันธผ์ุ ึง้
สา� นกั งานพัฒนาเศรษฐกจิ จากฐานชีวภาพ (องคก์ ารมหาชน)
งบประมาณประจ�าปี พ.ศ. 2561

44



จัดทาํ โดย

คณะเกษตรศาสตร

มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม


Click to View FlipBook Version