The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ใบความรู้วิชาพฤกษศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nokedith, 2023-09-27 05:09:20

ใบความรู้วิชาพฤกษศาสตร์

ใบความรู้วิชาพฤกษศาสตร์

บทที่ 1 ความหมายและความสำคัญของวิชาพฤกษศาสตร์ 1. ความหมายของพฤกษศาสตร์ พฤกษศาสตร์ (Botany) เป็นสาขาวิชาหนึ่งของชีววิทยา ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆของพืชใน ด้านโครงสร้าง ส่วนประกอบ หน้าที่ของเซลล์ ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล และเมล็ด ตลอดทั้งการศึกษาถึง กระบวนการต่างๆเพื่อการดำรงชีพของพืช ได้แก่ การหายใจ การสังเคราะห์แสง การลำเลียงน้ำ แร่ธาตุ และอาหาร การเจริญเติบโต การจัดหมวดหมู่พืช วิวัฒนาการ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างพืชและ สิ่งแวดล้อม ปัจจุบันได้มีการศึกษาวิชาพฤกษศาสตร์กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งสามารถจำแนกเป็นสาขาวิชาย่อยได้ หลายสาขา เช่น 1. กายวิภาคศาสตร์ของพืช ( plant anatomy) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับลักษณะโครงสร้างภายใน พืช 2. สัณฐานวิทยาของพืช (plant morphology) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับรูปร่างลักษณะ และ โครงสร้างภายนอกของพืช 3. สรีรวิทยาของพืช (plant physiology) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับหน้าที่การปฏิบัติงานของส่วน ต่างๆของพืช กิจกรรมและการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีต่างๆ ในกระบวนการดำรงชีพของพืช 4. พันธุศาสตร์ของพืช ( plant genetics) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรม การผันแปร และการผสมพันธุ์พืช 5. นิเวศวิทยาของพืช ( plant ecology ) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับ สิ่งแวดล้อม 6. พฤกษานุกรมวิธานหรือนุกรมวิธานพืช (plant taxonomy) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการจำแนก พรรณพืช โดยการแบ่งชั้นของพืช (Plant classification) เป็นการจำแนกพืชเป็นหมวดหมู่ การตั้งชื่อพืช ( plant nomenclature) เป็นการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific name) ของพืชแต่ละชนิด การ ตรวจสอบหาชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องของพืช ( plant identification) 2. ความสำคัญของพฤกษศาสตร์ ในการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์มีความเกี่ยวข้องกับพืชตลอดมา ทั้งทางตรงละทางอ้อมมาตั้งแต่ สมัยโบราณ มนุษย์ได้อาศัยพืชเป็นฐานของปัจจัยในการดำรงชีพ ทั้งด้านอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และใช้เป็นยารักษาโรค เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ที่มนุษย์ได้รับจากพืชจะเห็นได้ว่าพืชเป็นผู้ผลิตเบื้องต้นที่ สำคัญ ในขบวนการสังเคราะห์แสง พืชเปลี่ยนสารอนินทรีย์ คือคาร์บอนไดออกไซด์ กับน้ำ โดยอาศัย พลังงานแสง พืชเปลี่ยนสารอนินทรีย์ คือ น้ำตาล หรือแป้ง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และสัตว์ทั่วไป พืช หลายชนิด เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี ธัญพืชต่างๆ และถั่วต่างๆที่ใช้เป็นอาหารหลักเพื่อเลี้ยงประชากร โลก พืชเส้นใยต่างๆที่ใช้ประโยชน์ในการนำมาใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม วัสดุต่างๆที่ใช้ในการสร้างอาคารบ้านเรือน เครื่องเรือน เครื่องใช้ เชื้อเพลิง ถ่าน ฟืน รวมทั้งก๊าซและน้ำมันปิโตรเลียม ก็ล้วนเป็นผลิตผลที่ได้มาจาก


พืช นอกจากนี้ยารักษาโรค ยาปฏิชีวนะ และสมุนไพรต่างๆ หลายชนิดได้มาจากพืช อีกทั้งในปัจจุบันพืช หลายชนิดยังมีการปลูกเพื่อนำมาใช้ผลิตพลังงานทดแทนอีกด้วย พืชเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของมนุษย์และสัตว์ เป็นผู้ผลิตในระบบนิเวศน์ พืชช่วยลด ปัญหามลภาวะ อากาศเป็นพิษ น้ำเสีย ลดคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อนและช่วยเพิ่ม ออกซิเจนให้แก่บรรยากาศ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของแร่ธาตุ อาหาร น้ำ ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของ ดิน รักษาความชุ่มชื้น ลดปัญหาความแห้งแล้งตลอดทั้งป้องกันน้ำท่วมและการพังทลายของหน้าดิน ซึ่ง ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ต่อมวลมนุษย์และสัตว์ทั่วไป 3. ประวัติการศึกษาพฤกษศาสตร์ มนุษย์สมัยโบราณรู้จักนำพืชมาใช้ประโยชน์ต่างๆ และมีการวาดภาพบันทึกไว้ตามผนังถ้ำ กำแพงวัด และหลักฐานทางเอกสารต่างๆทำให้เราทราบว่า ชาวอียิปต์ กรีก โรมัน จีน อินเดีย และชนพื้นเมือง ดั้งเดิมของอเมริกาใต้ ได้มีการศึกษาเรื่องราวของพืชมาตั้งแต่สมัยโบราณ ชาวอียิปต์ที่อาศัยอยู่ลุ่มแม่น้ำไนล์ตั้งแต่ยุคหิน เริ่มทำการเกษตรกรรม โดยรู้จักใช้ความรู้ทางกด้าน วิศวกรรมช่วยการการชลประทาน รู้จักการทำสวนแบบขั้นบันได พืชที่ปลูกในสมัยนั้นได้แก่ อินทผาลัม มะกอกฝรั่ง มะเดื่อฝรั่ง กล้วย มะนาว แตง กระเทียม หอม ผักกาดหอม อติโชค ชิโครี่ พืชเครื่องเทศ พืชเครื่องหอม ตลอดจนพืชสมุนไพรหลายชนิด ในช่วง 384- 287 ก่อนคริสศักราช (384-287 B.C.) อริสโตเติล และ ธีโอเฟรสตัส (Theophratus of Eresos )ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของอริสโตเติล ได้ศึกษาโครงสร้างพืช กิจกรรมของพืช การแพร่กระจายของพืช การตั้งชื่อพืช และรวบรวมความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร ซึ่ง ธีโอเฟรสตัส ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของวิชา พฤกษศาสตร์ ในสมัยโรม (500 B.C. – A.D. 500) มีการปรับปรุงความรู้ต่างๆ ที่ได้มาจากสมัยอียิปต์และสมัยกรีก รู้จักการติดตา ต่อกิ่ง การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกผักนอกฤดู การอนุรักษ์ดิน พืชที่ทำการเพาะปลูก พืชที่ ปลูกในรสมัยนั้น ได้แก่ แอบเปิ้ล สาลี่ มะเดื่อ มะกอก ทับทิม กุหลาบ ฝิ่น ดาวเรือง ลิ้นมังกร แอสเตอร์ ลิลลี่ ในยุคมืด (Dark Age ) คือประมาณ 1,000 ปี มานี้ การศึกษาเกี่ยวกับพฤกษศาสตร์มีน้อยลง เนื่องจากโรมสิ้นอำนาจลง ต่อมาในศตวรรษที่ 13 และ 14 จึงเริ่มมีการตื่นตัวอีกครั้งโดยเริ่มจากยุโรป เริ่มมี การจัดทำหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติดูแลรักษาไม้ผล เช่น แอบเปิ้ล การใช้ยาป้องกันแมลง การขยายพันธุ์พืช การผสมพันธุ์ การควั่นกิ่งเพื่อกระตุ้นตาดอก การเก็บเกี่ยวพืชที่ถูกต้อง การทำอุตสาหกรรม และการใช้ ประโยชน์ทางการแพทย์ ในยุคก้าวหน้า (modern age) เมื่อปี ค.ศ. 1492 เริ่มมีการติดต่อเพื่อการค้าและโยกย้ายพืชไป ปลูกข้ามทวีป ทำให้มีการขยายพื้นที่ปลูกพืชอย่างกว้างขวาง ในปี ค.ศ. 1635 – 1703 โรเบิร์ต ฮุก นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ที่มี กำลังขยายสูง ได้ส่องกล้องจุลทรรศน์พบหน่วยเล็กเป็นห้องมากมายในชิ้นส่วนของพืช และตั้งชื่อว่าเซลล์


ในปี ค.ศ. 1707-1778 คาลลอส ลินเนียส นักชีววิทยาชาวสวีเดน ได้วางรากฐานในการจัด หมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิต เป็นคนแรกที่เริ่มใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่ง อนุกรมวิธานพืช ในปี ค.ศ. 1822-1884 เมนเดล แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรียเป็นผู้พบว่าลักษณะต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตต่างๆที่ถ่ายทอดไปสู่ลูกหลาน จะถูกควบคุมโดยหน่วยพันธุกรรมที่เรียกว่า ยีน ซึ่งได้รับการยก ย่องว่าเป็นบิดาของวิชาพันธุศาสตร์


บทที่ 2 เซลล์และเนื้อเยื่อ (Plant Cells and Tissues) 1. ชนิดและองค์ประกอบของเซลล์ 1.1 ชนิดของเซลล์ 1.1.1 Prokaryotic cells คือเซลล์ของสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ ได้แก่ แบคทีเรีย สาหร่ายสีเขียว แกมน้ำเงิน และไมโครพลาสมา ลักษณะเด่นคือ ไม่มีเยื่อหุ้ม แบ่งแยกต่างหาก มีขนาดประมาณ 0.2-1.0 ไมโครเมตร 1. 1.2 Ukaryotic cells ได้แก่ เห็ด รา เซลล์ของพืช และสัตว์ทั่วๆไป มีขนาดประมาณ 10- 100 ไมโครเมตร ก. ข. รูปที่ 2 ก. เซลล์พืช ข. เซลล์สัตว์ ตารางที่ 1 เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเซลล์พืช และเซลล์สัตว์ เซลล์พืช เซลล์สัตว์ 1. มีรูปร่างเป็นเหลี่ยม 1. มีรูปร่างกลม หรือรี 2. มีผนังเซลล์อยู่ด้านนอก 2. ไม่มีผนังเซลล์ แต่มีสารเคลือบเซลล์อยู่ด้านนอก 3. มีคลอโรพลาสต์ 3. ไม่มีคลอโรพลาสต์ 4. ไม่มีเซนทริโอล 4. มีเซนทริโอลใช้ในการแบ่งเซลล์ 5. แวคคิวโอลมีขนาดใหญ่ มองเห็นได้ชัดเจน 5. แวคคิวโอลมีขนาดเล็ก มองเห็นได้ไม่ชัดเจน 6. ไม่มีไลโซโซม 6. มีไลโซโซม 1.2 องค์ประกอบของเซลล์พืช เซลล์พืชโดยทั่วไปจะมีรูปร่าง ขนาด และหน้าที่ต่างๆ กันออกไป แต่มีส่วนประกอบพื้นฐานเหมือนๆ กัน ได้แก่


1.2.1 ผนังเซลล์ ( cell wall) เป็นโครงสร้างที่พบอยู่นอกเซลล์ สร้างจากโปโตพลาสซึม เป็นส่วนที่ไม่มีชีวิต พบได้ในสิ่งมีชีวิตหลายชนิด เช่น พืช สาหร่าย แบคทีเรีย และรา ทำหน้าที่ป้องกันและให้ ความแข็งแรงแก่เซลล์ ผนังเซลล์ของพืช ประกอบด้วย เซลลูโลส และสารประกอบเพคติก เช่น แคลเซียมเพคเตด เป็นต้น ผนังเซลล์พืชที่อยู่ติดๆ กันส่วนที่ติดกันเรียกว่า มิดเดิลลาเมลลา (middle lamella) และมีทางติดต่อ ของไซโตพลาสซึมทั้ง 2 เซลล์ ที่เรียกว่า พลาสโมเดสมาตา ( plasmodesmata) ผนังเซลล์มี 2 ระยะคือ 1) ผนังเซลล์ปฐมภูมิ (primary cell wall) เกิดขึ้นเมื่อเซลล์เริ่ม เจริญเติบโต ประกอบด้วยสารพวก เซลลูโลส เซลล์ที่มีผนังเซลล์ระยะนี้คือ เนื้อเยื่อเจริญ 2) ผนังเซลล์ทุติยภูมิ (secondary wall) เกิดขึ้นเมื่อเซลล์ หยุดขยายขนาด แล้ว ประกอบด้วย cellulose cutin suberin lignin และ pectin เซลล์ที่มีผนังเซลล์ร ยะนี้ได้แก่ fiber , tracheid , vessel เป็นต้น ผนังเซลล์ของแบคทีเรียมีโพลีแซคคาไรด์เป็นแกน และมีโปรตีนกับไขมันยึดเกาะ ชั้นที่ให้ ความแข็งแรง และอยู่ชั้นในสุดเรียกว่า ชั้นมิวรีน หรือเปปติโดไกลแคน (murein หรือ peptidoglycan) สำหรับ เห็ดรา ผนังเซลล์เป็นพวกไคติน ( chitin) ซึ่งเป็นสารประกอบชนิดเดียวกันกับเปลือก กุ้ง อาจพบว่า มีเซลลูโลสปนอยู่ด้วย ส่วนผนังเซลล์ของสาหร่ายประกอบด้วย เพคติน ( pectin) เป็น องค์ประกอบหลักและมีเซลลูโลสแทรกอยู่ 1.2.2 เยื่อหุ้มเซลล์ (plasma membrane หรือ cell membrane) เป็นส่วนที่ห่อหุ้ม ของเหลวที่อยู่ภายใน มีความหนาหนาประมาณ 7.5 nm. โดยทั่วไปเยื่อหุ้มเซลล์มีคุณสมบัติเป็นเยื่อเลือก ผ่าน (semipermeable membrane or diferrential permeble membrane) ซึ่งยอมให้สารบางชนิด แพร่ผ่านเข้าออกได้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนสารระหว่างเซลล์และสิ่งที่อยู่โดยรอบ รวมทั้งการกระจายประจุ ไฟฟ้าจนทำให้เกิดความต่างศักย์ไฟฟ้าขึ้นได้ระหว่างภายในเซลล์ และนอกเซลล์ มีลักษณะเป็น 2 ชั้น (bilayer) ประกอบด้วยสารประกอบสองชนิด คือ ไขมันชนิดฟอสโฟลิปิด กับโปรตีน รวมทั้งหมดหนา 75 อังสตรอม ลักษณะที่แสดงส่วนประกอบ ของเยื่อหุ้มเซลล์นี้ ต้องส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน จึงจะ เห็นได้ สารที่เป็นไลปิดหรือสารที่ละลายในไลปิดสามารถผ่านเข้าออกได้ง่ายกว่าสารอื่นๆ นอกจากนี้เยื่อหุ้ม เซลล์ยังมีรูพรุนที่ยอมให้สารโมเลกุลเล็กประมาณ 8 อังสตรอม รวมทั้งอิออนบางอย่างที่ละลายน้ำผ่านได้ดี สารเคลือบเซลล์ ( cell coat) โดยทั่วไป เซลล์จะมีสารเคลือบ เยื่อหุ้มเซลล์ด้านนอก อีก ชั้นหนึ่ง สารเหล่านี้ ไซโตปลาสซึมเป็นตัวสร้างขึ้นมา ในพืชมีสารเคลือบต่างๆ เช่น ลิกนิน ( lignin) เซลลูโลส คิวติน ( cutin)


ซูเบอริน (suberin) เพคติน ทำให้เกิดเป็นผนังเซลล์ที่ไร้ชีวิตอยู่ชั้นนอกของเยื่อหุ้มเซลล์โดยมีเซลลูโลสเป็น แกนนำสำคัญของผนังเซลล์พืชทุกชนิด และมีสารอื่นๆ ปะปนอยู่ 1.2.3 โปรโตปลาสซึม ( protoplasm) หรือของเหลวภายในเซลล์ มีส่วนประกอบ สำคัญอยู่ 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนของนิวเคลียส และส่วนที่อยู่รอบนิวเคลียส เรียกว่า ไซโตพลาสซึม ซึ่งแบ่งเป็น ส่วนที่มีชีวิต (organell) ส่วนที่ไม่มีชีวิต (inclusion) แบ่งเป็น 1. nucleus เซลล์ของสิ่งมีชีวิตโดยทั่วไปมีนิวเคลียสเพียงหนึ่งนิวเคลียส ถูกค้นพบโดย รอเบิร์ต บราวน์ นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1831 มีลักษณะเป็นก้อนทึบแสงเด่นชัด อยู่บริเวณ กลาง ๆ หรือค่อนไปข้างใดข้างหนึ่งของเซลล์มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของเซลล์โดยทำงานร่วมกับไซ โทพลาสซึม มีรูปร่างค่อนข้างกลม และมีเยื่อหุ้มนิวเคลียส( nuclear membrane) เป็นเยื่อสองชั้น ล้อมรอบ ส่วนประกอบภายในของนิวเคลียส เยื่อหุ้มนิวเคลียสมีรูเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไปเรียกว่านิวเคลียร์พอร์ ( Nuclear pore) หรือ แอนนูลัส ( Annulus) เป็นทางเข้าออกของสารระหว่างภายในและภายนอกนิวเคลียส นอกจากนี้เยื่อหุ้มนิวเคลียส ยังมีลักษณะเป็นเยื่อเลือกผ่าน เช่นเดียวกับเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มนิวเคลียสชั้นนอก จะติดต่อกับเอนโดพลาสมิกเรติคูลัม และมีไรโบโซมมาเกาะ เพื่อทำหน้าที่ลำเลียงสารต่าง ๆ ระหว่างนิวเคลียส และไซโทพลาสซึมด้วย นิวเคลียสเป็นที่อยู่ของสารพันธุกรรม เรียกว่า ดี เอ็น เอ ( DNA) ย่อมาจาก deoxyribonucleic acidดีเอ็นเอจะรวมตัวกับโปรตีน เกิดเป็นโครงสร้างที่เรียกว่า โครมาทิน ( chromatin) มี หน้าที่ควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ของเซลล์และควบคุมการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตทั่วไป ขณะที่มีการแบ่งเซลล์ จะเห็นโครมาทินมีลักษณะเป็นแท่งเรียกว่า โครโมโซม ( chromosome) ถ้าย้อมสี นิวเคลียสพบว่า ส่วนที่ติดสีเข้มจะเป็นส่วนที่ไม่มียีน (Gene) อยู่เลย หรือมีก็น้อยมาก เรียกว่า เฮเทอโรโครมา ทิน (Heterochromatin) ส่วนที่ย้อมติดสีจาง เรียกว่า ยูโครมาทิน ( Euchromatin) ซึ่งเป็นที่อยู่ของยีน บางบริเวณของนิวเคลียสจะติดสีย้อมเข้มกว่าบริเวณอื่นๆ เรียกบริเวณนี้ว่า นิวคลีโอลัส ( nucleolus) ประกอบด้วย โปรตีน และ RNA โดยโปรตีนเป็นชนิดฟอสโฟโปรตีน(Phosphoprotein) แต่จะไม่พบฮิสโตน ในเซลล์ที่มีกิจกกรรมสูงจะมีนิวคลีโอลัสขนาดใหญ่ นิวคลีโอลัสมีหน้าที่ในการสังเคราะห์ RNA ชนิดต่างๆ และถูกนำออกทางรูของเยื่อหุ้มนิวเคลียส เพื่อสร้างเป็นไรโบโซมต่อไป ดังนั้น นิวคลีโอลัส จึงมีความสำคัญต่อ การสร้างโปรตีนเป็นอย่างมากเนื่องจากไรโบโซมทำหน้าที่สร้างโปรตีน สารประกอบทางเคมีของนิวเคลียส ประกอบด้วย 1. ดีออกซีไรโบนิวคลีอิก แอซิด ( Deoxyribonucleic acid) หรือ DNA เป็นส่วนประกอบ ของ โครโมโซมในนิวเคลียส 2. ไรโบนิวคลีอิก แอซิด ( Ribonucleic acid) หรือ RNA เป็นส่วนประกอบของนิวคลีโอลัส


3. โปรตีน เช่น ฮีสโตน ( Histone)โพรตามีน ( Protamine) ซึ่งเป็นโปรตีนเบส ( Basic protein) ทำหน้าที่เชื่อมเกาะอยู่กับ DNA ส่วนโปรตีนเอนไซม์ จะมีทำหน้าที่ในกระบวนการสังเคราะห์กรดนิวคลีอิก และเมแทบอลิซึมของกรดนิวคลีอิก และเอนไซม์ในกระบวนการไกลโคไลซีส ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างพลังงาน ให้กับนิวเคลียส 2. cytoplasm ไซโตพลาสซึม เป็นส่วนที่อยู่ในเซลล์ทั้งหมด ยกเว้นนิวเคลียส ไซโตพลาสซเป็น ของเหลว มีความข้นโปร่งแสง ประกอบด้วย น้ำประมาณ 75 - 90 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเป็นสารชนิดอื่น เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรท ไขมัน และสารอนินทรีย์ที่อยู่ในรูปสารละลาย ส่วนสารอินทรีย์มักอยู่ในรูปของ คอลลอยด์(colloid) ถ้าแยกส่วนที่มีชีวิตออกจะเรียกว่า ไซโตซอล (cytosol) ไซโตพลาสซึมมีหน้าที่ - เป็นบริเวณที่เกิดปฏิกิริยาเคมีของเซลล์ - สลายวัตถุดิบเพื่อให้ได้พลังงานและสิ่งที่จำเป็นสำหรับเซลล์ - สังเคราะห์สารที่จำเป็นสำหรับเซลล์ - เป็นที่เก็บสะสมวัตถุดิบสำหรับเซลล์ - เกี่ยวข้องกับกระบวนการขับถ่ายของเสียของเซลล์ 3. cytoskeleton มี 2 ชนิด คือ 1. ไมโครฟิลาเมนต์ ( Microfilament ) เป็นเส้นใยโปรตีนขนาดเล็ก ทำหน้าที่เป็น โครงสร้างของ เซลล์ ควบคุมการหดตัวของเซลล์ทำให้สามารถเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ได้ 2. ไมโครทูบูล ( Microtubule) เป็นเส้นใยเล็กๆ เป็นท่อกลวงตรงกลาง ประกอบด้วยโปรตีน เป็น โครงสร้างที่กระจายอยู่ทั่วไปภายในเซลล์และเป็นส่วนประกอบโครงสร้างของ ซีเลีย และแฟคเจลลัม ซึ่งเป็น ออร์แกแนลส์ที่ช่วยในการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตเซลเดียว 4. เพอรอกซิโซม ( Peroxisome) หรือไมโครบอดี ( microbodies) เป็นออร์แกเนลล์ขนาดเล็ก ที่ มีเยื่อหุ้มชั้นเดียว รูปร่างคล้ายไลโซโซม แต่สามารถแบ่งตัวได้เอง คล้ายกับไมโทคอนเดรีย และคลอโรพลาสต์ ภายในประกอบด้วย เอนไซม์หลายชนิด ที่มีหน้าที่สำคัญ ในกระบวนการเมตาบอลิซึมของกรดไขมัน เพอรอกซิ โซมจะหลั่งเอนไซม์ชื่อ คะตะเลส (Catalase) มาย่อยไฮโดรเจนเพอรอกไซด์(Hydrpgen peroxide) ซึ่งเป็น พิษต่อเซลล์ ให้กลายเป็นโมเลกุลน้ำ ในพืชเพอรอกซิโซม มีบทบาทสำคัญคือเปลี่ยนกรดไขมันที่สะสมอยู่ใน เมล็ดพืชให้เป็นคาร์โบไฮเดรต สำหรับใช้เป็นแหล่งพลังงาน ในการงอกของเมล็ด โดยผ่านวัฏจักรไกลออกซิ เลท ( Glyoxylate cycle) 5. ไมโตคอนเดรีย (mitochondria) เป็นออร์แกเนลล์ที่พบเฉพาะในเซลล์ของยูคารีโอตที่ใช้ ออกซิเจนในการหายใจเท่านั้น ถูกตั้งชื่อในปี พ.ศ. 2440 โดย เบนดา (benda) รูปร่างของไมโตคอนเดรียเป็น


ก้อนกลม หรือก้อนรีๆ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 0.5-1.0 ไมครอน ความยาวประมาณ 5-10 ไมครอน หรือมากกว่า มีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น ซึ่งเป็นชนิดยูนิตเมมเบรน เยื่อชั้นในมีลักษณะเป็นเยื่อที่พับทบกันอยู่ เรียกว่า ครี สตี(cristae) ซึ่งจะยื่นเข้าไปในส่วนของเมทริกซ์ ( matrix) ที่เป็นของเหลว แต่ละเซลล์ มีจำนวนไมโตคอน เดรียไม่เท่ากัน โดยทั่วไปพบไมโตคอนเดรียมากในเซลล์ที่มีอัตราเมตาโบลิซึมสูง เช่น เซลล์ที่กำลังเจริญเติบโต เป็นต้น หน้าที่ 1. สร้างสารให้พลังงานสูง คือ ATP (Adenosine triphosphate) โดยแยกเป็น 2 ส่วน คือ - เยื่อหุ้มด้านนอก ทำหน้าที่เกี่ยวข้อง กับการสร้างสารประกอบ ฟอสโฟลิปิด - เยื่อหุ้มด้านใน มีเอนไซม์เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ ATP 2. เมทริกซ์ ที่ทำหน้าที่เป็นเอนไซม์ ซึ่งเกี่ยวข้อง กับปฏิกิริยาเคมี ต่างๆ ในวัฏจักรเครปส์ ( Krebs cycle) 3. มี DNA (Deoxyribonucleic acid) RNA (Ribonucleic acid) เอนไซม์ และไรโบโซม อยู่ภายใน ออร์แกเนลล์ ทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีน 6. กอลจิบอดี ( golgi body) มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน เช่น กอลจิคอมเพล็กซ์ ( golgi complex) กอลจิแอพพาราตัส ( golgi apparatus) ดิกไทโอโซม (dictyosome) ตั้งขึ้นตามชื่อของ คามิลโล กอลจิ(camillo golgi) นักชีววิทยาชาวอิตาเลียน ในปี พ.ศ. 2423 โดยศึกษาจากเซลล์ประสาท และพบออร์แกเนลล์นี้ต่อมาเมื่อมี กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน จึงพบและยืนยันว่าออร์แกเนลล์นี้มีจริง ในปี พ.ศ. 2499 กอลจิบอดี มีรูปร่างเป็นลักษณะคล้ายชามซึ่งเรียกว่า ซิสเทอร์นา ( cisterna หรือ flattened sac) เป็นถุงแบนๆ หรือเป็นท่อเรียงซ้อนกัน เป็นชั้นๆ มีจำนวนไม่แน่นอน มีประมาณ 5-10 ชั้น มักพบ 2-8 อัน ตรง ปลายของถุงมักโป่งออก ถุงเหล่านี้มีผนัง 2 ชั้น หรือยูนิตเมมเบรน และมีโครงสร้างคล้าย SER ภายในถุงมี ของเหลวบรรจุอยู่ รูปร่างของกอลจิบอดีจะเปลี่ยนอยู่เสมอเป็นเพราะบางส่วนเจริญเติบโต บางส่วนจะหดและ หายไป ด้านที่มีการเจริญเติบโตจะสร้างตัวเองโดย มีการรวมตัวของเวสิเคลจากเอนโดพลาสมิก เรทิคิวลัม กับ ซิสเทอร์น่า ทำให้ขนาดของซิสเทอร์น่า แต่ละอันเพิ่มขึ้น และในบริเวณช่องว่างของซิสเทอร์น่าจะเปลี่ยนแปลง รูปร่างของสารใหม่ต่างๆ ที่กอลจิบอดีดูดซึมเอาไว้ให้เป็นสารอื่นได้ ที่ด้านตรงกันข้ามของกอลจิบอดีเป็นด้านที่ มีการปลดปล่อยสาร ส่วนเวสิเคิลอื่นซึ่งมีสารใหม่ต่างๆ อยู่จะถูกขับออกมา บางส่วนของเวสิเคิลเหล่านี้จะ รวมกับเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวของเยื่อหุ้มเซลล์ ในเวสิเคิลแต่ละอันนั้นจะมีสารประกอบโพลีแซค คาไรด์ซึ่งเป็นสารสนับสนุนการเจริญเติบโตของผนังเซลล์และเยื่อหุ้มเซลล์


หน้าที่ 1. เก็บสะสมสาร ที่เซลล์สร้างขึ้น ก่อนที่จะปล่อยออกนอกเซลล์ ซึ่งสารส่วนใหญ่ เป็นสารโปรตีน มี การจัดเรียงตัว หรือจัดสภาพใหม่ ให้เหมาะกับสภาพของการใช้งาน 2 . ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การสร้างเมือกทั้งในพืช และสัตว์ ในพืชกอลจิบอด ทำหน้าที่สร้างเมือก บริเวณหมวกราก ( root cap) เพื่อให้รากชอนไชในดิน ได้สะดวกยิ่งขึ้น 3. ทำหน้าที่ขับสารประกอบต่างๆ เช่น ลิปิด ฮอร์โมน เอนไซม์ที่ส่วนต่างๆ ของเซลล์สร้างขึ้นออก ทางเยื่อหุ้มเซลล์ 4. ในพืช ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การสร้างผนังเซลล์ ขึ้นมาใหม่ ในช่วงปลายของการแบ่งเซลล์ เมื่อจะ สร้างเซลล์เพลท ( cell plate) กอลจิบอดีจะมารวมกัน และสร้างถุงเล็กๆ มากมาย 7. เอนโดพลาสมิก เรติคูลัม ( endoplasmic reticulum : ER) เป็นออร์แกเนลที่มีผนังบาง 2 ชั้น มีความหนาน้อยกว่าเยื่อหุ้มเซลล์ มีลักษณะเป็นท่อขดพับไปมา เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีนซึ่งไร โบโซ จะเกาะทางด้าน ไซโตซอลของเยื่อหุ้มโปรตีนถูกสังเคราะห์ข้ามเยื่อหุ้มของเอนโดพลาสมิก เรทิคิวลัม นอกจากจะเป็นที่ให้ไรโบโซมเกาะอยู่แล้ว ยังทำหน้าที่สังเคราะห์สาร sterols และ phospholipids เป็นสารที่ จำเป็น ของทุกๆเยื่อหุ้ม และ ยังทำหน้าที่ขนถ่ายเอนไซม์และโปรตีนโมเลกุล เรียกว่า การหลั่งสารหรือ กระบวนการขับสารออกนอกเซลล์ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ 7.1 เอนโดพลาสมิก เรติคูลัมชนิดขรุขระ (rough endoplasmic reticulum : RER) เป็นชนิดที่มี ไร โบโซมเกาะ หน้าที่ - การสังเคราะห์โปรตีน ของไรโบโซมที่เกาะอยู่ โดยมีกอลจิบอดี ( golgi body) - เป็นตัวสะสม หรือทำให้มีขนาดพอเหมาะ ที่ส่งออกนอกเซลล์ - ลำเลียงสาร ซึ่งได้แก่ โปรตีน ที่สร้างได้ และสารอื่นๆ เช่น ลิพิดชนิดต่างๆ 7.2 เอนโดพลาสมิก เรติคูลัมชนิดเรียบ (smooth endoplasmic reticulum : SER) เป็นชนิดที่ไม่มี ไรโบโซมเกาะ พบมากในเซลล์ที่มีหน้าที่กำจัดสารพิษ และสร้างสารสเตอรอยด์ 8. คลอโรพลาสต์ ( chloroplaast) เป็นพลาสติดที่มีสีเขียว พบเฉพาะในเซลล์พืชและ สาหร่าย เกือบทุกชนิด มีเยื่อหุ้มสองชั้น ภายในจะมีเม็ดสีหรือรงควัตถุบรรจุอยู่ ถ้ามีเม็ดสีคลอโรฟิลล์ ( chlorophyll) จึงเรียกว่า คลอโรพลาสต์ ถ้ามีเม็ดสีชนิดอื่นๆ เช่น แคโรทีนอยด์ เรียกว่า โครโมพลาส ถ้าพลา


สติดนั้นไม่มีเม็ดสี เรียกว่า ลิวโคพลาสต์ ( leucoplast) ทำหน้าที่ เป็นแหล่งเก็บสะสมโปรตีน หรือเก็บสะสม แป้งที่เรียกว่า เม็ดแป้ง ( starch grains) เรียกว่า amyloplast ภายในคลอโรพลาสต์ประกอบด้วย ส่วนที่เป็นของเหลว เรียกว่า สโตรมา ( stroma) มีเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ด้วย แสง แบบที่ไม่ใช้แสง ( dark reaction) มี DNA RNA ไรโบโซม และเอนไซม์อีกหลายชนิดปะปนกันอยู่ ในของเหลวเป็นเยื่อลักษณะคล้ายเหรียญที่เรียงซ้อนกันอยู่ เรียกว่า กรานา (grana) ระหว่างกรานา จะมีเยื่อ เมมเบรนเชื่อมให้กรานาติดต่อถึงกันเรียกว่า อินเตอร์กรานา ( intergrana) หน่วยย่อยซึ่งเปรียบเสมือน เหรียญแต่ละอัน เรียกเหรียญแต่ละอันว่า กรานาลาเมลลา (grana lamella) หรือ ไทลาคอยด์ (thylakoid) ส่วนที่เชื่อมติดกัน เรียกว่า ทั้งกรานา และอินเตอร์กรานา เป็นที่อยู่ของคลอโรฟิลล์ รงควัตถุอื่นๆ และพวก เอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ด้วยแสงแบบที่ใช้แสง ( light reaction) บรรจุอยู่ หน้าที่สำคัญของคลอ โรพลาสต์ คือ การสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis) โดยแสงสีแดง และแสงสีน้ำเงิน 9. แวคิวโอล ( vacuole) เป็นออร์แกเนลล์ ที่มีเยื่อหุ้มชั้นเดียว ซึ่งเรียกว่า โทโนพลาสต์ ( tonoplast) มีลักษณะเป็นถุง ภายในมีสารต่างๆ บรรจุอยู่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำ และสารละลายอื่นๆ โดยทั่วไปจะพบในเซลล์พืช และสัตว์ชั้นต่ำ ในสัตว์ชั้นสูงมักไม่ค่อยพบ แวคิวโอลทำหน้าที่ช่วยให้เซลล์พืช ดำรงความมีชีวิต และยังทำหน้าที่เก็บสะสมสารที่เป็นอันตรายต่อไซโตพลาสซึมของเซลล์ ในเซลล์พืชที่ยัง อ่อนแวคิวโอลเล็กๆ เป็นจำนวนมาก เซลล์พืชที่เจริญเติบโตเต็มที่แวคิวโอลจะรวมกันมีขนาดใหญ่มาก ประมาณ 95 % หรือมากกว่าโดยปริมาตรของแต่ละเซลล์ ทำให้ส่วนของนิวเคลียสและไซโทพลาสซึมส่วน อื่นๆ ถูกดันไปอยู่ทางด้านข้างด้านใดด้านหนึ่งของเซลล์แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ แซปแวคิวโอล ( sap vacuole) ฟูดแวคิวโอล ( food vacuole ) และคอนแทรกไทล์ แวคิวโอล ( contractile vacuole) สำหรับในพืชจะพบเฉพาะแซปแวคิวโอลเท่านั้น การนำอาหารเข้าสู่เซลล์ส่วนใช้ใช้ วิธีการกิน แบบฟาโกไซโทซิส (phagocytosis) 2. เนื้อเยื่อพืช (plant tissue) พืชดอก (angiosperm) จะเป็นกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายของโครงสร้างและลักษณะทาง สัณฐานวิทยาสูง morphology แต่ลักษณะทางกายวิภาค anatomy มักจะมีโครงสร้างพื้นฐาน หรือ รูปแบบของการจัดระบบเนื้อเยื่อที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างและหน้าที่หลักของ อวัยวะพืชในแต่ละส่วน อย่างไรก็ตามในความเหมือนของลักษณะทางกายวิภาคของพืชนั้น หากมีการศึกษา อย่างละเอียดก็จะพบความแปรปรวน (variation) ของ ลักษณะเซลล์เนื้อเยื่อ รวมไปถึงรูปแบบของการจัด ระเบียบของเนื้อเยื่อในรายละเอียดที่แตกต่างกันไปในพืชแต่ละกลุ่ม ความแตกต่างของหน้าที่ของเซลล์ ชนิดนั้นในแต่ละตำแหน่งของพืช ดังนั้นในการศึกษาเซลล์และเนื้อเยื่อพืช ตำแหน่งที่อยู่ของเซลล์และเนื้อเยื่อ จะเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกได้ว่าเซลล์หรือเนื้อเยื่อนั้นเป็นเซลล์หรือเนื้อเยื่อชนิดใด


เนื้อเยื่อพืชอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามคุณสมบัติของการแบ่งเซลล์ได้แก่ เนื้อเยื่อเจริญ (meristematictissue หรือ meristem) และเนื้อเยื่อถาวร (permanent tissue) 2.1 เนื้อเยื่อเจริญ (meristematic tissue) เนื้อเยื่อเจริญประกอบด้วยเซลล์เจริญ (meristematic cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่คง คุณสมบัติของการแบ่งเซลล์แบบไมโตซิส (mitosis cell division) เอาไว้ได้ตลอดชีวิต เนื้อเยื่อเจริญเป็น เนื้อเยื่อที่ทำให้พืชมีการเจริญเติบโตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดตราบเท่าที่พืชยังมีชีวิต ดังนั้นเราจึงสังเกตเห็นได้ว่าลำ ต้นพืชรวมทั้งราก สามารถเจริญเติบโต ยืดยาว หรือแผ่กิ่งก้านหรือสาขาออกไปได้เรื่อยๆ หรือมีขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลางเพิ่มขึ้นเมื่อพืชมีอายุมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่พบในสัตว์ที่การเจริญเติบโตมักจะหยุดหรือ สิ้นสุดลงเมื่อสัตว์มีอายุถึงในระดับหนึ่ง เนื้อเยื่อเจริญอาจแบ่งได้เป็น 3 แบบใหญ่ๆ 2.1.1 เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย (apical meristem)เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายที่พบตาม ปลายยอดของลำต้นหรือกิ่งก้านเรียก เนื้อเยื่อเจริญปลายยอด (apical shoot meristem) แต่ถ้าพบที่ปลาย รากจะเรียก เนื้อเยื่อเจริญปลายราก (apical root meristem) โดยจะสร้างเนื้อเยื่อเจริญอีกชุดหนึ่งที่เรียกว่า เนื้อเยื่อเจริญปฐมภูมิ(primary meristem) ขึ้นมา ซึ่งเนื้อเยื่อเจริญปฐมภูมิยังแบ่งได้ออก 3 กลุ่ม คือ โพรโต เดิร์ม (protoderm) โพรแคมเบียม (procambium) และ กราวด์เมอริสเต็ม (ground meristem) ซึ่ง เนื้อเยื่อเจริญปฐมภูมิทั้ง 3 กลุ่มนี้จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงต่อไปเป็นเนื้อเยื่อถาวรชนิดต่างๆ การเจริญเติบโต ของอวัยวะหรือส่วนต่างๆ ของพืชที่มาจากการทำงานของเนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย หรือ เนื้อเยื่อเจริญปฐมภูมิ เรียกว่า การเจริญเติบโตปฐมภูมิ(primary growth) ซึ่งเป็นการเจริญเติบโตที่ทำให้ส่วนต่างๆ ของพืชมี ความสูง หรือความยาวเพิ่มมากขึ้น 2. 1.2 เนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง (lateral meristem) เนื้อเยื่อเจริญด้านข้างจะเป็น เนื้อเยื่อเจริญที่เกิดหรือพัฒนาขึ้นมาภายหลัง และไม่ได้พบในพืชทุกชนิด เนื้อเยื่อเจริญด้านข้างแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ แคมเบียมท่อลำเลียง (vascular cambium) และ คอร์กแคมเบียม (cork cambium) การ เจริญเติบโตของลำต้นหรือราก ที่มาจากการทำงานหรือการแบ่งเซลล์ของเนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง เรียก การ เจริญเติบโตทุติยภูมิ(secondary growth) ซึ่งเป็นการเจริญเติบโตที่ทำให้ลำต้น หรือรากของพืชมีขนาดเส้น ผ่านศูนย์กลางหรือเส้นรอบวงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเจริญเติบโตทุติยภูมินั้นจะพบได้เฉพาะในพืชที่มีการสร้าง เนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง พืชที่ไม่มีการสร้างเนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง จะไม่มีการเจริญเติบโตทุติยภูมิ 2.1.3 เนื้อเยื่อเจริญระหว่างข้อ (Intercalary meristem ) เป็น Meristem อยู่ตาม บริเวณข้อและปล้อง แบ่งเซลล์ทำให้ลำต้นยืดยาวพบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ( Monocots) จัดเป็นการเจริญเติบโต แบบปฐมภูมิ


2.2 เนื้อเยื่อถาวร (permanent tissue) เป็นเนื้อเยื่อที่เมื่อเซลล์พัฒนาไปเต็มที่แล้ว โดยปกติจะไม่มี เกิดการแบ่งเซลล์ต่อไปอีก เนื้อเยื่อถาวรมีหลายชนิด แต่ละชนิดพัฒนาและเปลี่ยนสภาพ(differentiation) มา จากเนื้อเยื่อเจริญ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเยื่อเจริญปฐมภูมิหรือเนื้อเยื่อเจริญทุติยภูมิก็ตาม แบ่งได้ออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ 1)พาเรนไคมา(Parenchyma)เ ป็นเนื้อเยื่อที่พบได้ทั่วไปในเกือบทุกส่วนของพืช มักจะพบ ช่องว่างระหว่างเซลล์(intercellular space) ปรากฏอยู่ภายในเนื้อเยื่อเสมอ เนื้อเยื่อพาเรนไคมา ประกอบด้วยเซลล์พาเรนไคมา (parenchyma cell)ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีชีวิต มีแวคิวโอล (vacuole) ขนาดใหญ่ โดยทั่วไปมีผนังเซลล์ปฐมภูมิ(primary cell wall) ที่บางสม่ำเสมอทั่วทั้งเซลล์มีรูปร่างของเซลล์แตกต่างกัน ไปได้หลายแบบ โดยปกติจะมีรูปร่างค่อนข้างกลมหรือเป็นรูปหลายเหลี่ยม อาจพบที่มีลักษณะรูปร่างของเซลล์ คล้ายดาว เซลล์พาเรนไคมาเป็นเซลล์ที่มีกิจกรรมหรือกระบวนการต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของพืช เกิดขึ้นมากมาย เช่น การสังเคราะห์และสะสมสารต่างๆ โดยเฉพาะกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงที่เกิดขึ้นใน เซลล์พาเรนไคมาในใบพืช เซลล์พาเรนไคมานั้นจัดเป็นเซลล์ที่มีความซับซ้อนของโครงสร้างและผนังเซลล์น้อย ในการเจริญเติบโตของพืชเซลล์ชนิดอื่นๆ ที่พบในเนื้อเยื่อส่วน ต่างๆนั้นก็มักจะเปลี่ยนสภาพ (differentiation) มาจากเซลล์พาเรนไคมานั่นเอง 2) คอลเลนไคมา(collenchyma) เป็นเนื้อเยื่อที่ให้ความแข็งแรงแก่ส่วนที่ยังอ่อนของพืช โดย ปกติไม่พบในราก แต่มักพบในลำต้น ก้านใบและแผ่นใบ มักพบอยู่เป็นกลุ่มหรือเป็นมัดถัดเข้ามาจากชั้น เนื้อเยื่อผิว ประกอบด้วยเซลล์คอลเลนไคมา(collenchyma cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีชีวิตคล้ายกับเซลล์พาเรนไค มา แต่primary cell wall นั้นมีความหนาบางไม่สม่ำเสมอทั่วทั้งเซลล์เช่น หนาตามมุมของเซลล์มากกว่า บริเวณอื่นๆ เซลล์คอลเลนไคมาสามารถยืดตัวได้เมื่อพืชมีการเจริญเติบโตปฐมภูมิหรือขยายขนาด 3) เคลอเรนไคมา (sclerenchyma) เป็นเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงแก่ส่วนต่างๆ ของพืช ประกอบด้วยเซลล์สองชนิดคือ ไฟเบอร์(fiber) และสเคลอรีด (sclereid) เซลล์ทั้งสองชนิดเมื่อเจริญ เต็มที่จะไม่มีชีวิต มักพบเกิดขึ้นในบริเวณที่ไม่มีการเจริญเติบโตปฐมภูมิอีกต่อไป เนื่องจากเซลล์ทั้งสองชนิดนี้ ไม่สามารถยืดตัวได้มีการสะสมผนังเซลล์ทุติยภูมิ(secondary cell wall) ซึ่งมีสารประกอบพวกลิกนิน (lignin) เป็นองค์ประกอบสำคัญ และทำให้ลักษณะโครงสร้างของเซลล์มีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น ลักษณะ โดยทั่วไปของเซลล์ทั้งสองชนิดจะแตกต่างกัน คือเซลล์ไฟเบอร์มักมีรูปร่างเซลล์ผอม ยาว ในผนังเซลล์ทุติยภูมิ มีรอยเว้าไม่มีขอบ (simple pit) จำนวนน้อย โดยปกติมักพบเพียงหนึ่งหรือสองแนวเท่านั้น ส่วนสเคลรีดนั้นมี รูปร่างแตกต่างกันไปมากมาย แต่มักจะไม่เรียวยาวเหมือนเซลล์ไฟเบอร์และพบรอยเว้าไม่มีขอบจำนวนมาก และเป็น รอยเว้าไม่มีขอบที่มักแตกแขนงหรือแยกสาขาด้วย รอยเว้า (pit) คือ รอยบางที่เกิดขึ้นบนผนังเซลล์ ทุติยภูมิเนื่องจากเป็นบริเวณที่ไม่มีการสะสมสารพวกลิกนิน นอกจากนั้นถึงแม้ว่าเซลล์ทั้งสองชนิดจะทำหน้าที่ ให้ความแข็งแรงกับส่วนต่างๆ ของพืช แต่เซลล์ไฟเบอร์จะมีความยืดหยุ่นที่ดีกว่า ทำให้มักพบเซลล์ไฟเบอร์ใน อวัยวะหรือส่วนของพืชที่ต้องการความแข็งแรงและความยืดหยุ่นในเวลาเดียวกัน เช่น ลำต้น หรือก้านใบ แต่ ตำแหน่งที่พบสเคอลรีดมักจะพบในบริเวณที่ไม่ต้องการความยืดหยุ่น เช่น ผลหรือ เมล็ด เนื้อเยื่อถาวรมี 2 ประเภท เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว (simple permanent tissue) และ


เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน ( complex permanent tissue ) ดังนี้ 2.2.1 เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว (simple permanent tissue) 1 .เนื้อเยื่อผิว (epidermis) เนื้อเยื่อผิวเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่รอบนอกสุด ทำหน้าที่ป้องกัน เนื้อเยื่ออื่นๆ ที่อยู่ภายใน โดยปกติประกอบด้วยเซลล์ผิว (epidermal cell) ที่เรียงตัวหนึ่งแถวหรือหนึ่งชั้น แต่ ในพืชบางชนิดอาจพบเนื้อเยื่อชั้นนี้มี มากกว่าหนึ่งชั้น นอกจากนั้นยังอาจพบเซลล์คุม (guard cell) เซลล์ข้าง เซลล์คุม (subsidiary cell) และขน (trichomes) ระหว่างเซลล์คุมหนึ่งคู่จะมีช่องเล็กๆ เรียกว่า ปากใบ (stoma) ซึ่งเป็นบริเวณหรือ ตำแหน่งที่เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซระหว่างอากาศภายนอกกับพืช โดยเฉพาะก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ที่จำเป็นต่อกาสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis) นอกจากนั้นปากใบยังเป็นช่องทางที่ ทำให้เกิดการคายน้ำ(transpiration) ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญต่อการลำเลียงน้ำและธาตุอาหารของพืชอีก ด้วย ด้านนอกผนังเซลล์ของเซลล์ผิวจะมีสารคิวติน (cutin) เคลือบอยู่เห็นเป็นชั้นเรียก คิวติเคิล (cuticle) ซึ่ง จะช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำของพืชออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก นอกจากนี้ยังอาจพบสารอื่นๆ เช่น ซิลิกา (silica) สะสมร่วมอยู่ด้วย เซลล์ใน เนื้อเยื่อผิวเหล่านี้เปลี่ยนสภาพมาจากเซลล์ของเนื้อเยื่อเจริญปฐมภูมิกลุ่ม โพรโตเดิร์ม 2. เพอริเดิร์ม(Periderm) ประกอบด้วย 3 ชั้น 1) cork cambium เป็นเนื้อเยื่อเจริญ 2) cork cell เป็นส่วนที่อยู่ด้านนอกสุด เมื่อโตเต็มที่ เยื่อหุ้มเซลล์และไซโตพลา สซึมสลาย เหลือแต่ผนังเซลล์ suberin cutin 3) phelloderm อยู่ด้านใน cork cambium เป็น parenchyma 3.เนื้อเยื่อพื้น (Ground tissue)ได้แก่พื้นที่ส่วนใหญ่ของโครงสร้างเช่น cortex 4. เอนโดเดอร์มิส (Endodermis) 2.2.2 เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน ( complex permanent tissue ) ซึ่งได้แก่เนื้อเยื่อ ลำเลียง (vascular tissue)เป็นเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ในการลำเลียงน้ำและอาหาร แบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ เนื้อเยื่อลำเลียงน้ำ(xylem) และเนื้อเยื่อลำเลียงอาหาร (phloem) เนื้อเยื่อลำเลียงมีจุดกำเนิดมาจากเนื้อเยื่อ เจริญสองชนิดที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงของการเจริญเติบโต ถ้าเป็นเนื้อเยื่อลำเลียงที่เกิดขึ้นในระยะการ เจริญเติบโตปฐมภูมิเรียกว่า เนื้อเยื่อลำเลียงปฐมภูมิ(primary vascular tissue) ซึ่งเจริญมาจากโพรแคม เบียม และแบ่งออกเป็นเนื้อเยื่อลำเลียงน้ำปฐมภูมิ(primary xylem) กับเนื้อเยื่อลำเลียงอาหารปฐมภูมิ (primary phloem) ส่วนเนื้อเยื่อลำเลียงที่เจริญมาจากแคมเบียมเรียกว่า เนื้อเยื่อลำเลียงทุติยภูมิ (secondary vascular tissue) ซึ่งแบ่งได้เป็นเนื้อเยื่อลำเลียงน้ำทุติยภูมิ(secondary xylem) และเนื้อเยื่อ ลำเลียงอาหารทุติยภูมิ(secondary phloem) เช่นกัน 1 ) ท่อลำเลียงน้ำ (xylem) เป็นเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุจากรากไปยัง ส่วนต่างๆ ของพืช ประกอบด้วยเซลล์ 3 แบบ ได้แก่เซลล์พาเรนไคมา เซลล์ไฟเบอร์และเซลล์ลำเลียงน้ำ (tracheary element) สองชนิด คือ เซลล์เวสเซล (vessel member) และ เทรคีด (tracheid) เซลล์ทั้งสอง ชนิดเมื่อเจริญเต็มที่จะไม่มีชีวิตและโปรโทพลาสต์(protoplast) ภายในจะสลายไป รวมทั้งมีการสะสมผนัง เซลล์ทุติยภูมิก่อนที่เซลล์จะตาย ลักษณะของเซลล์เวสเซล และเทรคีดนั้นแตกต่างกัน ที่โดยเทรคีดเป็น เซลล์ที่มีลักษณะค่อนข้างผอมยาว หัวท้ายเซลล์สอบและไม่พบแผ่นมีรู(perforation plate) ที่หัวท้ายของ


เซลล์การลำเลียงน้ำในเทรคีด จะเกิดผ่านส่วนที่เป็นรอยเว้าซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่มีการสะสมผนังเซลล์ทุติยภูมิ ทำให้เกิดการลำเลียงได้ง่ายกว่า ส่วนเซลล์เวสเซลมักจะมีลักษณะรูปร่างของเซลล์ที่ค่อนข้างกว้างเมื่อเทียบกับ ความยาวและมีแผ่นมี รูที่หัวท้ายของเซลล์การลำเลียงน้ำในเวสเซลล์จะเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องผ่านแผ่นมีรูที่ หัวท้ายของเซลล์ที่ต่อกันนี้ 2) เนื้อเยื่อลำเลียงอาหาร (phloem) เป็นเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่ได้จาก กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงไปยังส่วนต่างๆ ของพืช ในพืชดอกประกอบด้วยเซลล์ท่อลำเลียงอาหาร (sieve tube member) เซลล์ประกบ(companion cell) นอกจากนั้นยังอาจพบเซลล์พาเรนไคมาและเซลล์ ไฟ เบอร์แทรกรวมอยู่ในเนื้อเยื่อลำเลียงอาหารได้เช่นเดียวกันกับในเนื้อเยื่อลำเลียงน้ำเซลล์ท่อลำเลียงอาหารเป็น เซลล์หลักที่ทำหน้าที่ในการลำเลียงอาหาร ลักษณะเซลล์ค่อนข้างกว้าง หัวท้ายของเซลล์มักจะมีลักษณะตัด ตรงหรือเอียงเล็กน้อยและมีแผ่นตะแกรง (sieve plate) อาจมีบริเวณตะแกรง (sieve area) ขนาดเล็กตามผิว ด้านข้างของเซลล์เมื่อเซลล์เจริญเต็มที่นิวเคลียส (nucleus) ไรโบโซม(ribosome) และแวคิวโอล (vacuole) จะสลายไป แต่เซลล์ยังคงมีชีวิต โดยการทำงานของเซลล์จะถูกควบคุมด้วยนิวเคลียสของเซลล์ประกบ ซึ่งเป็น เซลล์ที่มีขนาดเล็กกว่าและอยู่ติดกับเซลล์ท่อลำเลียงอาหารเสมอ โดยจะมีช่องทางติดต่อกับเซลล์ท่อลำเลียง อาหารผ่านทางพลาสโมเดสมา (plasmodesma) ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เอกสารอ้างอิง ชุมพล คุณวาสี .เอกสารประกอบการสอนวิชา 2303 107. ภาควิชาพฤกษศาสตร์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


บทที่ 3 ราก 1. เนื้อเยื่อบริเวณปลายราก เนื้อเยื่อบริเวณปลายรากแบ่งออกเป็น 3 บริเวณ(zone/region) คือ 1.1 zone of cell division (บริเวณเซลล์แบ่งตัว) บริเวณนี้มีเนื้อเยื่อเจริญ(meristematic tissue) ที่มีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซีสตลอดเวลา ส่วนปลายของบริเวณนี้บางส่วนจะเปลี่ยนเป็นหมวกราก (root cap)ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันอันตรายให้แก่ปลายราก 1.2 zone of cell elongation (บริเวณเซลล์ยืดตัว) บริเวณนี้เป็นกลุ่มเซลล์ที่ได้จาก zone of cell division มีการยืดยาวของเซลล์ขึ้น 1.3 zone of cell maturation (บริเวณเซลล์เจริญเต็มที่) เป็นบริเวณที่เซลล์มีการเจริญเติบโต เต็มที่ มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเช่น เปลี่ยนแปลงไปเป็นขนราก (root hair) เป็นต้น ภาพที่ 1 เนื้อเยื่อบริเวณปลายราก (ที่มา: http://www.cropsci.uiuc.edu/classes/cpsc121/images/PlantSystems/longlrootareas.jpg http://www.lsa.umich.edu/mcdb1/faculty/schiefel/lab/research/) 2. โครงสร้างภายในของราก เมื่อนำรากมาตัดตามขวางในส่วนที่เป็นบริเวณเจริญเต็มที่(zone of cell maturation) จะพบว่าราก ประกอบด้วยเนื้อเยื่อชนิดต่างๆคือ 2.1. epidermis (เอพิเดอร์มิส) เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุด ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายให้แก่เนื้อเยื่อ ภายในราก บางชนิดมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นขนราก(root hair) เพื่อทำหน้าที่ดูดน้ำและแร่ธาตุส่วนใหญ่เอพิ เดอร์มิสในรากจะเรียงตัวชั้นเดียวแต่รากพืชบางชนิดเช่น รากของกล้วยไม้เอพิเดอร์มิสจะมีหลายชั้น (multiple epidermis) เรียกชื่อเฉพาะว่า velamen


ภาพที่19 velamen ของรากกล้วยไม้ (ที่มา http://www.botany.hawaii.edu/faculty/webb/BOT410/410Labs/LabsHTML99/Epidermis/LABEpiderm99.html) 2.2 cortex(คอร์เทกซ์) เป็นชั้นของเนื้อเยื่อที่อยู่ถัดจากเอพิเดอร์มิสเข้ามาจนถึงเนื้อเยื่อเอนโดเดอมิส (endodermis) ดังนั้นชั้นคอร์เทกซ์ในรากจึงประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อชนิดต่างๆหลายชนิดซึ่งได้แก่ 2.2.1 parenchyma ส่วนใหญ่มีหน้าที่สะสมอาหาร 2.2.2 endodermis เป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุดของชั้นคอร์เทกซ์เซลล์เรียงตัวเพียงชั้นเดียวที่ผนัง เซลล์มีสารลิกนิน และ ซูเบอริน มาพอกหนาทั้งทางด้านรัศมีและด้านขวาง มีลักษณะเป็นแถบ เรียกว่า แถบแคสพาเรียนสตริพ (Casparianstrip) และไม่มีช่องว่างระหว่างเซลล์ “ชั้นคอร์เทกซ์ในรากจะกว้างกว่า ในลำต้น” 2.3 stele(สตีล)เป็นชั้นของเนื้อเยื่อที่อยู่ถัดจากเอนโดเดอร์มิสเข้ามาจนถึงใจกลางของราก(pith) ดังนั้นชั้นสตีลของรากจึงประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อต่างๆหลายชนิดด้วยกันซึ่งได้แก่ 2.3.1 pericycle เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ถัดจากเอนโดเดอร์มิสเข้ามา เซลล์มีขนาดเล็กผนังบาง เรียง ชิดติดกันประมาณ 1-2 แถว มีหน้าที่สำคัญคือเป็นจุดกำเนิดของรากแขนง(secondary root / lateral root) 2.3.2 vascular bundle เป็นกลุ่มของเนื้อเยื่อที่เรียกรวมระหว่างส่วนของ xylem และ phloem วาสคูลาร์บันเดิลในรากจะเรียงตัวมีลักษณะเป็นแฉก(arch) โดยที่รากพืชใบเลี้ยงคู่จะพบ 4-6 แฉก และมีชื่อ เรียกเฉพาะต่างกันตามจำนวนแฉกเช่น ถ้ามี 4 แฉกก็เรียกว่า tetra arch เป็นต้น ส่วนพืชใบเลี้ยงเดี่ยวนั้น จะมีจำนวนแฉกมากมายเรียกว่า polyarch เนื้อเยื่อลำเลียง (Vascular bundle) ประกอบด้วยเนื้อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ (Xylem) และ เนื้อเยื่อลำเลียงอาหาร (Phloem) 1) เนื้อเยื่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ (Xylem) ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ที่ทำหน้าที่หลักในการ ลำเลียงน้ำคือ (1) เทรคีด (Tracheid) เป็นกลุ่มเซลล์ที่มีรูปร่างยาวปลายค่อนข้างแหลม ที่ผนังเซลล์มีสาร พวกลิกนิน ไม่พบในพืชมีดอก เมื่อโตเต็มที่เซลล์จะตาย (2) เวสเซล เมมเบอร์ (Vesel member) ซึ่งเป็นกลุ่มเซลล์ที่มีผนังหนา และมีสารพวกลิกนิน เซลล์มีรูปร่างยาวหรือสั้นปลายเซลล์อาจเฉียงหรือตรงและมีช่องทะลุถึงกัน เมื่อโตเต็มที่เซลล์จะตาย เรียกเวส เซลเมมเบอร์หลายเซลล์มาเลียงต่อกันและมีช่องทะลุถึงกันว่าเวสเซล (Vesel)


(3) ไซเล็มพาเรงคิมา (Xylem parenchyma) เป็นเซลล์พาเรงคิมาที่พบในเนื้อเยื่อลำเลียงน้ำ และแร่ธาตุ (4) ไซเล็มไฟเบอร์(Xylem fiber) เป็นเซลล์ไฟเบอร์ที่พบในในเนื้อเยื่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ 2) เนื้อเยื่อลำเลียงอาหาร (Phloem) ประกอบด้วย (1) ซีฟทิวบ์เมมเบอร์ (Sieve tube member) เป็นเซลล์รูปร่างทรงกระบอกยาวที่ปลายผนัง 2 ด้าน จะมีรูพรุนเรียก ซีฟเพลต(Seive plate) ซีฟทิวบ์เมมเบอร์หลายเซลล์มาเรียงต่อกันเรียกว่าซีฟทิวป์(Sieve tube) ซีฟทิวบ์เมมเบอร์เมื่อโตเต็มที่นิวเคลียสจะสลายไปเพื่อให้การลำเลียงอาหาร มีประสิทธิภาพมากขึ้น (2) คอมพาเนียนเซลล์(Companion cell) เป็นเซลล์ที่อยู่ติดกับซีฟทิวป์เมมเบอร์โตเต็มที่มี ชีวิตตลอดโดยทำหน้าที่สร้างสารที่จำเป็นส่งให้กับซีฟทิวบ์เมมเบอร์(Sieve tube member) ซึ่งไม่มีนิวเคลียส (3) โฟลเอ็มพาเรงคิมา (Phloem parenchyma) เป็นเซลล์พาเรงคิมาที่พบอยู่ในเนื้อเยื่อโฟล เอ็ม (4) โฟลเอ็มไฟเบอร์(Phloem fiber) เป็นเซลล์ไฟเบอร์ที่พบในเนื้อเยื่อโฟลเอ็ม 2.3.3 pith (พิธ)คือเนื้อเยื่อส่วนที่อยู่ตรงกลางของราก ถ้าเป็นรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวตรงกลาง จะเป็นเนื้อเยื่อพาเรนไคมา (parenchyma) แต่ถ้าเป็นรากพืชใบเลี้ยงคู่ส่วนของพิธจะเป็นไซเลม(xylem) ภาพที่ 3 โครงสร้างภายในของรากพืชใบเลี้ยงคู่ (ที่มา: http://www.umanitoba.ca/faculties/science/biological_sciences/lab9/biolab9_3.html#Growth )


ภาพที่4 โครงสร้างภายในของรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (ที่มา:http://www.umanitoba.ca/faculties/science/biological_sciences/lab9/biolab9_3.htm l#Growth ) ภาพที่5 การเกิดรากแขนงจาก pericycle (ที่มา : http://www.eou.edu/~kantell/img0020.jpg ) 3. หน้าที่ของราก 3.1 ดูด (Absorbption) น้ำและแร่ธาตุที่ละลายน้ำ จากดินเข้าสู่ภายในราก 3.2 ลำเลียง (Conduction) น้ำและแร่ธาตุรวมทั้งธาตุอาหารซึ่งพืชสะสมไว้ในรากขึ้นสู่ส่วนต่างๆ ของลำต้น 3.3 ยึด (Anchorage) ลำต้นพืชให้ตั้งตรงกับพื้นดิน 3.4 สร้างฮอร์โมน (Production hormones)รากเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตฮอร์โมนพืชหลาย ชนิด เช่น ไซโตไคนิน และจิบเบอเรลลิน :ซึ่งจะถูกลำเลียงไปยังส่วนต่างๆของพืชเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต 4. ชนิดของราก 4.1 จำแนกตามแหล่งกำเนิด 4.1. 1 primary root (รากปฐมภูมิ) คือรากที่เกิดจาก radicle (รากอ่อน) อาจเรียกอีก อย่างว่า รากแก้ว (tap root) ลักษณะรูปร่างจะใหญ่และเรียวลง 4.1.2 secondary root (ราก)ทุติยภูมิเป็นรากที่เจริญมาจากเนื้อเยื่อเพอริไซเคิล (pericycle)ของ primary root อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า รากแขนง (lateral root) 4.1.3 adventitious root (รากพิเศษ) เป็นรากที่มาจากส่วนอื่นๆที่ไม่ได้เกิดจาก radicle และ pericycle ของ primary root ตัวอย่างเช่น รากค้ำจุน(prop root)ในข้าวโพด เป็นต้น


ภาพที่ 6 รากค้ำจุน(prop root) ของต้นข้าวโพด (ที่มา http://www.cropsci.uiuc.edu/classes/cpsc121/images/PlantSystems/Cornproproots.jpg) 4.2 จำแนกตามรูปร่างลักษณะการแผ่กระจายไปในดิน 4.2.1 ระบบรากแก้ว (Tap root system)ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยรากแก้วและรากแขนง ล้อมรอบ ขนาดของรากจะใหญ่และเรียวลง พบในพืชใบเลี้ยงคู่เป็นส่วนใหญ่ 4.2.2. ระบบรากฝอย(Fibrous root system)เป็นรากเส้นเล็กๆมากมาย ขนาดโตสม่ำเสมอ กัน แผ่ไปทุกทิศทุกทางรอบอาณาเขต พบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่ ภาพที่7 ระบบรากแก้วและระบบรากฝอย (ที่มา http://scidiv.bcc.ctc.edu/rkr/Biology203/lectures/roots/roots.html 4.3 จำแนกตามรูปร่างและหน้าที่ 4.31 Prop root (รากค้ำจุน)เป็นรากที่แตกออกมาจากข้อของล้ำต้น แล้วพุ่งทแยงลงไปใน ดินเพื่อช่วยพยุงลำต้นเอาไว้ไม่ให้ล้มง่าย เช่นรากข้าวโพด รากโกงกาง เป็นต้น 4.3.2 Climbing root (รากเกาะ/ไต่ )เป็นรากที่มักแตกออกตามข้อของลำต้น ใช้เกาะตาม หลักหรือเสาเพื่อพยุงลำต้นให้ติดแน่นแล้วขึ้นที่สูงเช่น รากของต้นพลูด่าง เป็นต้น 4.3.3. Photosynthetic root (รากสังเคราะห์ด้วยแสง)เป็นรากที่มีสีเขียวของคลอโรฟีลล์ ทำหน้าที่ในการสังเคราะห์ด้วยแสง เช่น รากกล้วยไม้ 4.3.4. Respiratory root or Aerating root (รากหายใจ) เป็นรากที่ช่วยในการหายใจเป็น พิเศษ รากชนิดนี้แทนที่จะงอกลงไปในดินกลับชูปลายขึ้นมาเหนือพื้นดินหรือผิวน้ำ บางทีก็ลอยตามผิวน้ำ เช่น รากแสม ลำพูผักกระเฉด เป็นต้น


4.3.5 Parasitic root / Haustorium root (รากกาฝาก) เป็นรากของพืชบางชนิดที่ปลาย รากจะแทงลงไปถึงท่อ xylem , phloem ของลำต้นพืชที่ไปอิงอาศัย(host) เพื่อแย่งดูดน้ำและอาหาร เช่น รากของต้นกาฝาก เป็นต้น 4.3.6 Storage root (รากสะสมอาหาร) เป็นรากที่ทำหน้าที่สะสมอาหารไว้โดยอาจเป็นราก แก้วทั้งราก เช่น ผักกาดหัว แครอท หรือเปลี่ยนแปลงจากรากแขนงบริเวณโคนราก เช่น หัวบีต หรือ เปลี่ยนแปลงจากรากแขนง เช่น มันสำปะหลัง มันแกว กระชาย มันเทศ เป็นต้น


บทที่ 4 ลำต้น 1. โครงสร้างและหน้าที่ของลำต้น เป็นอวัยวะหรือส่วนของพืช ซึ่งมักจะเจริญขึ้นเหนือดินในทิศทางต้านต่อแรงดึงดูดโลก (Negative geotropism) ซึ่งเป็นทิศทางที่เจริญตรงกันข้ามกับราก ยกเว้นลำต้นบางชนิดที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเจริญ ตรงกันข้ามกับรากและลำต้น บางชนิดที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเจริญอยู่ใต้ดิน ลำต้นยังเป็นที่เกิดของใบอีกด้วย ในช่วงที่ลำต้นยังอ่อนอยู่มักจะมีสีเขียวเนื่องจากสีของคลอโรฟิลล์ ลักษณะของลำต้นที่แตกต่างจากรากคือ มี ข้อ (Node) และปล้อง (Inter node) บริเวณที่เป็นข้อมักพบตา (Bud) ที่จะเจริญต่อไปเป็นกิ่งหรือดอก ในลำ ต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เห็นข้อปล้องได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ต้นไผ่ มะพร้าว หมาก หญ้า เป็นต้น ส่วนในพืช ใบเลี้ยงคู่จะเห็นปล้องในช่วงที่ลำต้นยังอ่อนอยู่ เมื่อลำต้นมีอายุมากขึ้นมีการสร้างคอร์กหุ้มทำให้มองไม่เห็นข้อ ปล้อง 1.1 โครงสร้างภายในของลำต้น ลำต้นถือว่าเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของพืช เช่นเดียวกับราก ดังนั้นจึงมีเนื้อเยื่อชนิดต่าง ๆ เช่นเดียวกัน แต่อาจแตกต่างกันในลักษณะการเรียงตัว อีกทั้งพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่ยังมีโครงสร้างภายในที่ แตกต่างกัน ภาพที่3-1 แสดงโครงสร้างภายในของลำต้นตัดตามขวางระยะที่มีการเจริญเติบโตขั้นแรก ก. ภาพถ่ายลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่ (ถั่วเขียว) ข. ภาพวาดลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่ (ถั่วเขียว) ค. ภาพถ่ายลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (ข้าวโพด) ง. ภาพวาดลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (ข้าวโพด) (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2548, หน้า 18)


1) โครงสร้างภายในของลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่ เมื่อนำลำต้นอ่อนของพืชใบเลี้ยงคู่มาตัดตามขวางแล้วส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบว่ามีเนื้อเยื่อชั้น ต่าง ๆ อยู่เรียงตั้งแต่ชั้นนอกเข้าไปชั้นในได้ดังนี้ (1) เอพิเดอร์มิส อยู่ด้านนอกสุดปกติมีอยู่เพียงแถวเดียวอาจเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์คุม (Guard cell) ขน หรือหนาม ด้านนอกของ เอพิเดอร์มิส มีคิวทิน เคลือบอยู่ (2) คอร์เทกซ์ ชั้นคอร์เทกซ์ของลำต้นแคบกว่าของราก เซลล์ในชั้นคอร์เทกซ์ส่วนใหญ่เป็น เซลล์พาเรงคิมา (Parenchyma เป็นเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วย Parenchyma cell หมายความว่า คำ เดียวกันอาจใช้เป็นชนิดของเซลล์หรือชนิดของเนื้อเยื่อก็ได้) เซลล์บริเวณด้านนอก 2-3 แถว ที่อยู่ติดกับ เอพิ เดอร์มิส เป็นเซลล์คอลเลงคิมา ที่ช่วยให้ลำต้นมีความแข็งแรงขึ้น และมีเนื้อเยื่อที่สเกลอเรงคิมา แทรกอยู่ทั่ว ๆ ไป ในระยะแรกที่ลำต้นยังอ่อนอยู่ พาเรงคิมา อาจมีคลอโรพลาสต์ช่วยในการสังเคราะห์ด้วยแสง เรียก เซลล์นี้ว่า คลอเรงคิมา (Chlorenchyma) การแตกกิ่งของลำต้นแตกมาจากชั้น คอร์เทกซ์ชั้นคอร์เทกซ์นี้ สิ้นสุดที่ เอนโดเดอร์มิส ในลำต้นพืชส่วนใหญ่จะเห็น เอนโดเดอร์มิสได้ไม่ชัดเจนหรืออาจจะไม่มีต่างจากรากที่ เห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อลำต้นเจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น เซลล์พาเรงคิมา หรือ คอลเลงคิมาในชั้นคอร์เทกซ์จะ แปรสภาพเป็น คอร์กแคมเบียม (Cork cambium) ซึ่งจะแบ่งตัวตลอดเวลาให้คอร์ก หรือ เฟลเลม (Phellem) ทางด้านนอก เซลล์เหล่านี้มีอายุสั้นมากและตายเร็วและมีสารพวก ซูเบอริน หรือ ลิกนิน มาสะสม ทำให้ชั้น คอร์ก หนาขึ้นและดันเอพิเดอร์มิส ให้หลุดร่วงไป (3) สตีล ในลำต้นชั้นนี้จะกว้างมากไม่สามารถแบ่งแยกออกจากคอร์เทกซ์ได้ชัดเจน ซึ่ง แตกต่างจากรากที่แบ่งชั้นเห็นได้ชัดเจนกว่า ชั้นนี้มีส่วนประกอบต่าง ๆ ดังนี้ 1. วาสคิวลาร์บันเดิลหรือมัดท่อลำเลียง ประกอบด้วยเนื้อเยื่อไซเลมอยู่ด้านในและโฟลเอ็มอยู่ด้าน นอก มัดท่อลำเลียงจะเรียงตัวอยู่ในแนวรัศมีเดียวกันและเรียงอยู่รอบลำต้นอย่างมีระเบียบระหว่างเนื้อเยื่อทั้ง สองชนิดมีวาสคิวลาร์แคมเบียมอยู่ตรงกลางในพืชใบเลี้ยงคู่ 2. พิธ เป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุดของลำต้น เนื้อเยื่อส่วนนี้คือ พาเรงคิมาทำหน้าที่สะสมอาหารพวกแป้ง หรือสารอื่น ๆ เช่น ลิกนิน ผลึกแทนนิน (Tannin)เป็นต้น 2) โครงสร้างภายในของลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวส่วนใหญ่มีการเจริญเติบโตขั้นต้น (Primary growth)เท่านั้นมีเนื้อเยื่อชั้นต่าง ๆ เช่นเดียวกับลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่คือ มีชั้นเอพิเดอร์มิสคอร์เทกซ์และ สตีล ต่างกันที่มัดท่อลำเลียงรวมกันเป็น กลุ่ม ๆ ประกอบด้วยเซลล์ค่อนข้างกลมขนาดใหญ่ 2 เซลล์ได้แก่ไซเลม และมีเซลล์เล็ก ๆ ด้านบนคือ โฟลเอ็ม ส่วนทางด้านล่างของไซเลมเป็นช่องกลม ๆ เช่นกันคือช่องอากาศ กลุ่มท่อลำเลียงจะกระจายอยู่ทุกส่วนของลำ ต้น แต่จะมีปริมาณรอบนอกมากกว่าภายใน มัดท่อลำเลียงไม่มีเนื้อเยื่อเจริญด้านข้างหรือ แคมเบียมจึงทำให้ การเจริญด้านข้างมีความจำกัด มักจะเจริญทางด้านสูงมากกว่าเพราะมีเนื้อเยื่อเจริญข้อและปล้องทำให้ยืดยาว ได้ดีกว่า พืชบางชนิดเนื้อเยื่อตรงกลางจะสลายไปเป็นช่องกลวงภายในของลำต้น เรียกว่า ช่องพิธ (Pith cavity) เช่นในลำต้นของต้นไผ่ หญ้า เป็นต้น มีพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด เช่น จันทน์ผา หมากผู้หมาก เมีย จะมีแคมเบียม เป็นเนื้อเยื่อเจริญคล้ายลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่ ทำให้เจริญเติบโตทางด้านข้างได้และสามารถ สร้าง คอร์กได้เมื่อมีอายุมากขึ้นในลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ที่มัดท่อลำเลียงจะมีบันเดิลชีท (Bundle sheath) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อพวก พาเรงคิมา ที่มีแป้งสะสม หรืออาจเป็นเนื้อเยื่อ สเกลอเรงคิมา มาหุ้มล้อมรอบเอาไว้


ภาพที่3-2 แสดงภาพตัดตามขวางของลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่ (ประสงค์หลำสะอาด และจิตเกษม หลำสะอาด, 2542, หน้า 27) เปรียบเทียบลักษณะที่แตกต่างระหว่างลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่และพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่ ลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว 1. วาสคิวลาร์บันเดิล เรียงเป็นระเบียบ ในแนวรัศมี 2. มีแคมเบียมระหว่าง โฟลเอ็ม และ ไซเลม จึงมีการเจริญเติบโตขั้นที่ สอง ทำให้ลำต้นอ้วนขึ้น 3. ชั้นคอร์เทกซ์รวมกับโฟลเอ็มที่มี อายุกลายเป็นเปลือกไม้ 4. เมื่อพืชอายุมากขึ้นไซเลมที่มีอายุ มากจะถูกดันเข้าไปข้างในกลายเป็น ไม้เนื้อแข็ง 1. วาสคิวลาร์บันเดิล กระจัดกระจายทั่ว ลำต้น 2. ส่วนใหญ่ไม่มีแคมเบียมระหว่าง โฟลเอ็มและไซเลมจึงไม่เพิ่มขนาด ทางด้านข้าง มีแต่การเพิ่ม ความสูง 3. ชั้น คอร์เทกซ์บาง ๆไม่มีการรวมตัว เป็นเปลือกไม้ 4. ส่วนใหญ่ไม่มีการสร้างไม้เนื้อแข็ง และกลางลำต้น อาจกลวง 2. หน้าที่ของลำต้น หน้าที่ของลำต้นที่สำคัญคือ 2.1 เป็นแกนสำหรับพยุง (Support) กิ่งก้าน ใบ และดอกให้ได้รับแสงแดดมากที่สุด เนื่องจาก แสงแดดจำเป็นสำหรับกระบวนการสร้างอาหารของพืช จึงต้องมีกระบวนการที่จะคลี่ใบให้ได้รับแสงแดดได้ อย่างทั่วถึง 2.2 เป็นตัวกลางในการลำเลียง (Transport) น้ำ แ ร่ธาตุและอาหารส่งผ่านไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของพืช คือ เมื่อลำต้นได้รับน้ำและแร่ธาตุที่ส่งมาจากรากแล้ว ลำต้นจะลำเลียงส่งไปยังใบและส่วนอื่น ๆ เมื่อใบ สังเคราะห์อาหารโดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงแล้วจะส่งผ่านไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น เดียวกัน นอกจากนี้ลำต้นยังทำหน้าที่ต่าง ๆ เพิ่มอีกหลายอย่างได้แก่สะสมอาหารแพร่พันธุ์สังเคราะห์ด้วยแสง และ ยังอาจเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปทำหน้าที่อื่น เช่นเปลี่ยนเป็นมือเกาะ (Tendril) หรือเปลี่ยนแปลงเป็นหนาม (Spine) สะสมยางลาเทกซ์แทนนิน เป็นต้น


3. ชนิดของลำต้น ปกติลำต้นจะขึ้นตั้งตรงเหนือพื้นดิน พืชหลายชนิดใช้ลำต้นพันหลักหรือเลื้อยไปตามดิน บางชนิดลำ ต้นอาจเจริญอยู่ใต้ดิน ดังนั้นจึงมีการแบ่งชนิดของลำต้นออกเป็นสองพวกใหญ่ๆ คือ ลำต้นเหนือดิน (Terrestrial stem) และลำต้นใต้ดิน(Underground stem) 3.1 ลำต้นเหนือดิน (Terrestrial stem) ลำต้นเหนือดิน เป็นลำต้นที่ปรากฏอยู่เหนือพื้นดินทั่ว ๆ ไปของต้นไม้ต่าง ๆ ทั้งต้นไม้ใหญ่ ไม้พุ่ม ไม้ล้มลุก(ไม้กอ) ทั้งที่เป็นไม้เนื้อแข็งและไม้เนื้ออ่อน ลำต้นเหนือ ดินบางชนิด ยังเปลี่ยนแปลงรูปร่างและหน้าที่ได้ต่างกันดังนี้ 3.1.1 ลำต้นเลื้อยขนานไปกับผิวดิน หรือผิวน้ำ (Prostrate หรือCreeping stem) ส่วนใหญ่ของ พืชพวกนี้มีลำต้นอ่อน ตั้งตรงไม่ได้จึงต้องเลื้อยขนานไปกับผิวดิน เช่น ผักบุ้ง หญ้า แตงโม บัวบก ผักกระเฉด ผักตบชวา สตรอเบอรี่ เป็นต้นบริเวณข้อมีรากแตกเป็นแขนงออกมาแล้วปักลงดินเพื่อยึดลำต้นให้ติดแน่นกับที่ มีการแตกแขนงลำต้นออกจากตาบริเวณที่เป็นข้อ ทำให้มีลำต้นแตกแขนงออกไป ซึ่งเป็นการแพร่พันธุ์วิธีหนึ่ง แขนงที่แตกออกมาเลื้อยขนานไปกับผิวดินหรือน้ำนี้เรียกว่า สโตลอน(Stolon) หรือรันเนอร์(Runner) ที่ตรง กับภาษาไทยว่า ไหล ภาพที่3-3 แสดงลำต้นเลื้อยขนานไปกับผิวดิน หรือผิวน้ำ (Armstrong, W.P., 2006) ที่มา : http://waynesword.palomar.edu/images/stolon.jpg 3.1.2 ลำต้นเลื้อยขึ้นสูง (Climbing stem หรือ Climber) พืชพวกนี้มีลำต้นอ่อนเช่นเดียวกับพวก แรก แต่ไต่ขึ้นสูงโดยขึ้นไปตามหลักหรือต้นไม้ที่อยู่ติดกันวิธีการไต่ขึ้นสูงนั้นมีอยู่หลายวิธีคือ 1) ใช้ลำต้นพันหลักเป็นเกลียวขึ้นไป (Twining stem หรือ Twiner)การพันอาจเวียนซ้าย หรือ เวียนขวา เช่น ต้นถั่ว ฝอยทอง เถาวัลย์ชนิดต่าง ๆ ผักบุ้งฝรั่ง บอระเพ็ด 2) ลำต้นเปลี่ยนเป็นมือเกาะ (Stem tendril หรือ Tendril climber)มือเกาะจะบิดเป็นเกลียว คล้ายสปริงเพื่อให้มีการยืดหยุ่น เมื่อลมพัดผ่านมือเกาะจะยืดหดได้ตัวอย่างเช่น ต้นบวบ น้ำเต้า ฟักทอง องุ่น แตงกวา ตำลึง พวงชมพูกะทกรก ลัดดาลิ้นมังกร เสาวรส โคกกระออม เป็นต้น (บางครั้ง Tendril อาจเกิด จากใบที่เปลี่ยนแปลงไปจะทราบจากการสังเกต เช่น ใบถั่วลันเตา บริเวณปลายใบเปลี่ยนไปเป็นมือเกาะ) 3) ใช้รากพัน (Root climber) เป็นลำต้นที่ไต่ขึ้นสูงโดยงอกรากออกมาบริเวณข้อยึดกับหลักหรือ ต้นไม้ต้นอื่น ตัวอย่างเช่น ต้นพลูพลูด่าง พริกไทย รากพืชเหล่านี้หากยึดติดกับต้นไม้จะไม่แทงรากเข้าไปในลำ


ต้นของพืชที่เกาะ ไม่เหมือนพวกกาฝากหรือฝอยทองซึ่งเป็นพืชปรสิตที่แทงรากเข้าไปในมัดท่อลำเลียงของพืชที่ เกาะ 4) ลำต้นเปลี่ยนเป็นหนาม (Stem spine หรือ Stem thorn) หรือขอเกี่ยว (Hook) บางทีเรียกลำ ต้นชนิดนี้ว่า สแครมเบลอร์(Scrambler) เพื่อใช้ในการไต่ขึ้นที่สูง และยังทำหน้าที่ป้องกันอันตรายอีกด้วย เช่น หนามของต้นเฟื่องฟ้าหรือตรุษจีน มะนาว มะกรูด และส้มชนิดต่าง ๆ หนามเหล่านี้จะแตกออกมาจากตาที่อยู่ บริเวณซอกใบ หนามบางชนิดเปลี่ยนแปลงมาจากใบ หนามบางชนิดไม่ใช่ทั้งลำต้น ใบและกิ่งที่ เปลี่ยนแปลงไป แต่เกิดจากผิวนอกของลำต้นงอกออกมาเป็นหนาม เช่น หนามกุหลาบ ต้นกระดังงา และ การเวก มีขอเกี่ยวที่เปลี่ยนแปลงมาจากลำต้นแล้วยังมีดอกออกมาจากขอเกี่ยวได้ด้วย 3.1.3 ลำต้นที่เปลี่ยนแปลงไปมีลักษณะคล้ายใบ (Cladophyll หรือPhylloclade หรือ Cladode) ลำต้นที่เปลี่ยนไปอาจแผ่แบนคล้ายใบ หรือเป็นเส้นเล็กยาวและยังมีสีเขียว ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็น ใบ เช่น สนทะเล หรือ สนประดิพัทธ์ที่มีสีเขียวต่อกันเป็นท่อน ๆ นั้นเป็นส่วนของลำต้นที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วน ใบที่แท้จริงเป็นแผ่นเล็ก ๆ ติดอยู่รอบ ๆ ข้อ เรียกว่า ใบเกล็ด (Scale leaf) เช่นเดียวกับต้นโปร่งฟ้า (Asparcus) ที่เห็นเป็นเส้นฝอยแผ่กระจายอยู่เป็นแผงและมีสีเขียวนั้นเป็นลำต้น ส่วนใบเป็นใบเกล็ดเล็ก ๆ ติด อยู่ตรงข้อ นอกจากนั้นยังมีลำต้นอวบน้ำ (Succulent) เป็นลำต้นของพืชที่อยู่ในที่แห้งแล้งกันดารน้ำ จึงมีการสะสมน้ำไว้ ในลำต้น เช่น ต้นกระบองเพชร สลัดได และพญาไร้ใบ ลำต้นบางชนิดอาจเกิดจากตาหรือหน่อเล็ก ๆ ที่อยู่เป็น ยอดอ่อนหรือใบเล็ก ๆประมาณ 2-3 ใบที่แตกออกบริเวณซอกใบกับลำต้น หรือแตกออกจากยอดลำต้นแทน ดอก เมื่อหลุดออกจากต้นเดิมร่วงลงดินสามารถเจริญไปเป็นต้นใหม่ได้ตัวอย่างเช่น หอม กระเทียม ตะเกียง สับปะรด ศรนารายณ์เป็นต้น 3.2 ลำต้นใต้ดิน (Underground stem) ลำต้นใต้ดินส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าเป็นราก เนื่องจากมี รากแตกออกมาจากลำต้นเหล่านั้น ลักษณะเหมือนกับรากแขนงแตก ออกมาจากรากแก้ว ลักษณะของลำต้น ใต้ดินที่แตกต่างจากรากคือมีข้อ และปล้องเห็นได้ชัดเจนบางครั้งมีตาอยู่ด้วย ต้นไม้ที่มีลำต้นใต้ดินมักมีอายุยืน ในแต่ละปีจะส่งหน่อ ที่เป็นส่วนของลำต้นหรือกิ่งขึ้นมาเหนือพื้นผิวดินเพื่อออกดอกและให้ผลแล้วส่วนนี้ก็ตาย ไปเหลือแต่ลำต้นใต้ดินเอาไว้ รูปร่างลักษณะของลำต้นใต้ดินต่างจากลำต้นเหนือดินที่พบเห็นทั่วไป อาจมีรูปร่างลักษณะกลมหรือเป็นแท่งยาว เป็นแง่ง หรือเป็นหัว เช่นเดียวกับรากสะสมอาหาร จากรูปร่างของ ลำต้นใต้ดินที่แตกต่างกันจึงมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป ชนิดของลำต้นใต้ดินจำแนกจากรูปร่างลักษณะดังนี้ 3.2.1 แง่งหรือเหง้า (Rhizome) ลำต้นใต้ดินจะอยู่ขนานกับผิวดินเห็นข้อปล้องได้ชัดเจน ตามข้อมี ใบสีน้ำตาลที่ไม่มีคลอโรฟิลล์มีลักษณะเป็นเกล็ด เรียกว่า ใบเกล็ด หุ้มตาเอาไว้มีรากงอกออกจากเหง้า หรือ แง่งนั้น ๆ ตาอาจแตกแขนงเป็นใบอยู่เหนือดิน หรือเป็นลำต้นอยู่ใต้ดินก็ได้เช่นหญ้าแห้วหมูขิง ข่า ขมิ้น มัน ฝรั่ง ว่าน สะระแหน่ หญ้าแพรก พุทธรักษา กล้วย เป็นต้น สำหรับต้นกล้วยที่เราเห็นส่วนที่อยู่ เหนือดิน ขึ้นมานั้นเป็นก้านใบที่แผ่ออกเป็นกาบ (Sheath) ซ้อนรวมกันเหมือนเป็นมัดนั่นเอง โดยลำต้นจริงเป็นเหง้าอยู่ ใต้ดิน เช่นเดียวกับพุทธรักษา ขิง ข่า ที่มีลักษณะเป็นแง่ง บางคนแบ่งแยกว่าลำต้นกล้วยงอกส่วนที่เป็นกาบใบ ขึ้นมาในแนวตั้ง จึงเรียกลำต้นใต้ดินของกล้วยว่า รูทสตอก (Root stock) ส่วนลำต้นใต้ดินที่งอกขนานไปกับ พื้นดินเรียกว่า ไรโซม (Rhizome) 3.2.2 ทูเบอร์(Tuber) เป็นลำต้นใต้ดินที่งอกออกมาจากปลายไรโซม มีปล้องเพียง 3-4 ปล้อง ตาม ข้อไม่มีใบเกล็ดและรากสะสมอาหารเอาไว้มากในลำต้น ส่วนใต้ดิน จึงดูอ้วนใหญ่กว่าหัวชนิดไรโซม แต่บริเวณ ที่เป็นตาจะบุ๋มลงไป ตัวอย่างเช่น มันฝรั่ง เหนือดินมีลำต้น และใต้ดินมีไรโซม ซึ่งบริเวณปลายพองออกเป็นทู เบอร์ดังในรูปที่ชี้ว่าเป็น “Eye” นั้นคือตานั่นเองถ้ามีความชื้นพอเพียง ต้นใหม่จะงอกออกมาจาก


บริเวณตา ซึ่งผิดกับหัวมันเทศซึ่งเป็นรากไม่สามารถงอกต้นใหม่จากบริเวณหัวที่มีรอยบุ๋มได้เพราะไม่ใช่ตา ตัวอย่างอื่น ๆ ของหัวชนิดทูเบอร์ได้แก่ หญ้าแห้วหมูหัวมันมือเสือ มันกลอย 3.2.3 หัวกลีบ หรือบัลบ์(Bulb) เป็นลำต้นใต้ดินที่ตั้งตรง อาจมีส่วนพ้นดินขึ้นมาบ้างก็ได้ลำต้นมี ขนาดเล็กที่มีปล้องที่สั้นมากบริเวณปล้องมีใบเกล็ดที่ซ้อนกันหลายชั้นจนเห็นเป็นหัว เช่น หัวหอม หัวกระเทียม อาหารสะสมอยู่ในใบเกล็ดในลำต้นไม่มีอาหารสะสม บริเวณส่วนล่างของลำต้นมีรากเส้นเล็ก ๆ แตกออกมา หลายเส้น เมื่อนำหัวหอมมาผ่าตามยาว จะพบใบเกล็ดเป็นชั้น ๆ ชั้นนอกสุดเป็นแผ่นบาง ๆ เนื่องจากไม่มีอาหารสะสม ชั้นถัดเข้าไปมีอาหารสะสม จึงมีความหนากว่าแผ่นนอกชั้นในสุดของลำต้นเป็นส่วน ยอด ถ้าเอาหัวชนิดนี้ไปปลูกส่วนยอดจะงอกออกมาเป็นใบสีเขียว 3.2.4 คอร์ม (Corm) ลักษณะของลำต้นใต้ดินที่ตั้งตรงเช่นเดียวกับหัวกลีบ ลักษณะที่แตกต่างกันคือ เก็บอาหารไว้ในลำต้นแทนที่จะเก็บไว้ในใบเกล็ดลำต้นจึงมีลักษณะอวบใหญ่ ทางด้านล่างของลำต้นมีรากเส้น เล็ก ๆ หลาย ๆ เส้นที่ข้อมีใบเกล็ดบาง ๆ หุ้ม ตาแตกออกมาจากข้อเป็นใบชูขึ้นสูงหรืออาจเป็นลำต้นใต้ดิน ต่อไป ตัวอย่างเช่น เผือก ซ่อนกลิ่นฝรั่ง และแห้ว เป็นต้น ขนิดของลำต้น


บทที่ 5 ใบ 1. โครงสร้างและหน้าที่ของใบ ใบ (Leaf) เป็นอวัยวะหรือส่วนของพืชที่เจริญเติบโตยื่นออกมาจากด้านข้างของลำต้นบริเวณข้อ และมักมีตาอยู่บริเวณซอกใบ (Leaf a xil) ที่อยู่ระหว่างใบกับลำต้น(หรือกิ่ง) ใบทำหน้าที่สังเคราะห์อาหาร (คือเปรียบเสมือนเป็นครัวของพืชนั่นเอง) ปกติใบมีสีเขียวของคลอโรฟิลด์ซึ่งทำหน้าที่สังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthesis)นอกจากนั้นอาจมีรงควัตถุอื่นปนอยู่ด้วย เช่น แคโรทีนอยด์(Carotenoid) แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) แต่มีปริมาณน้อยกว่าคลอโรฟิลล์จึงไม่เห็นสีของสารประกอบเหล่านั้น ใบมีขนาดและรูปร่าง แตกต่างกันไปตามชนิดของพืช แต่ส่วนใหญ่แล้วใบมีลักษณะแผ่แบน บางชนิดใบอาจลดขนาดมีรูปร่างคล้าย เข็ม บางชนิดอาจเป็นแผ่นหรือเกล็ดเล็ก ๆ ไม่มีสีเขียว เรียกว่า ใบเกล็ด (Scale leaf) เช่นใบที่อยู่นอกสุดของ หัวหอม หรือบางชนิดอาจเปลี่ยนเป็นรูปทรงกระบอกกลวง เช่น ใบหอม บางชนิดอาจเปลี่ยนเป็นที่จับแมลง เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง 1.1 โครงสร้างของใบ ใบของพืชทำหน้าที่ในการสังเคราะห์ด้วยแสง หายใจ และคายน้ำ ดังนั้นโครงสร้างของใบพืชจึงต้อง มีลักษณะเหมาะสมกับกิจกรรมดังกล่าวซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พืชประกอบด้วย 1.1.1 โครงสร้างภายนอกของใบ โครงสร้างภายนอกของใบที่มีส่วนประกอบสมบูรณ์ (Complete leaf) จะมีส่วนประกอบ 3 ส่วนดังนี้ 1) ตัวใบหรือแผ่นใบ (Lamina หรือ Blade) ตัวใบมีลักษณะเป็นแผ่นแบนบางทำให้เซลล์ที่มี คลอโรฟิลล์รับแสงได้มากที่สุด ปลายสุดของตัวใบเรียกว่า ยอดใบ (Apex) ลักษณะเรียว แหลม มน หรือเว้า แตกต่างไปตามชนิดของพืช ด้านตรงข้ามกับยอดใบเป็นส่วนโคนของตัวใบ เรียกว่าฐานใบ (Base) ภายในตัวใบ จะเห็นเป็นเส้นนูนเป็นสันขึ้นมา เส้นที่อยู่ตรงกลางใบเรียกว่าเส้นกลางใบ (Midrib) ทำให้ใบแบ่งเป็นซ้ายขวา จากเส้นกลางใบมีเส้นแตกแขนงออกมามากมาย เรียกเส้นเหล่านั้นว่า เส้นใบ (Vein) เส้นใบเหล่านี้ทำให้ใบแผ่ กางออกได้การจัดเรียงตัวของเส้นใบ (Venation) มีอยู่ 2 แบบ คือการจัดเรียงตัวแบบตาข่าย (Netted venation) หมายถึง เส้นใบย่อยที่แตกแขนงออกมาจากเส้นกลางใบมีขนาดเล็กลงและสานกันเป็นร่างแห พบ ได้ในพืชใบเลี้ยงคู่ทั่วไป และการจัดเรียงตัวแบบขนาน (Paralleld venation) หมายถึงเส้นใบมีขนาดใหญ่ เท่า ๆ กันจัดเรียงตัวอยู่ในแนวเดียวกันจากฐานไปยังยอดใบ หรือจากแกนกลางใบออกไปสู่ขอบใบ พบในพืชใบ เลี้ยงเดี่ยว เช่นใบกล้วยใบอ้อย ใบข้าวโพด เป็นต้น 2) ก้านใบ (Petiole หรือ Stalk) ก้านใบอยู่ติดกับเส้นกลางใบเป็นส่วนที่เชื่อมระหว่างใบกับ ลำต้น (หรือกิ่ง) ในพืชใบเลี้ยงคู่มีก้านใบค่อนข้างกลม หรือ กลม แต่ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ก้านใบมักแผ่ออกเป็น แผ่นหุ้มข้อที่ลำต้นเรียกว่า กาบใบ (Sheath) ในก้านใบมีท่อลำเลียงทั้งไซเลมและโฟลเอ็ม เชื่อมระหว่างใบกับ ลำต้น ท่อลำเลียงทำหน้าที่ลำเลียงน้ำ และแร่ธาตุจากลำต้นผ่านไปยังใบเพื่อให้ทำหน้าที่สังเคราะห์ด้วยแสง เมื่อสังเคราะห์อาหารได้แล้วส่งผ่านก้านใบไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช


3) หูใบ (Stipule) หูใบเป็นส่วนของใบที่ยื่นออกมาจากโคนก้านใบบริเวณที่ต่อกับลำต้น อาจจะออกมาจากก้านใบหรือซอกใบก็ได้หูใบอาจมี1 ถึง 2 อัน แต่พืชส่วนใหญ่ไม่มี หูใบบางชนิดถึงจะมี หูใบแต่ก็หลุดล่วงไปตั้งแต่ใบเจริญเติบโตออกมาเพียงเล็กน้อย หูใบมักมีสีเขียวเช่นเดียวกับใบ จึงทำหน้าที่ สังเคราะห์ด้วยแสงได้ด้วยเช่นกัน ใบที่ไม่มีหูใบถือว่าเป็นใบไม่สมบูรณ์เรียกใบชนิดนี้ว่า Exstipulate leaf ส่วนใบที่มีหูใบเรียกว่า Stipulate leaf ภาพที่5-1 แสดงโครงสร้างภายนอกของใบ (Hydro and Agro Informatics Institute,1994) ที่มา : http://village.haii.or.th/botany/index.php?option=content&task=view&id=253&Itemid=49 ภาพที่5-2 แสดงลักษณะเส้นกลางใบ เส้นใบและกาบใบพืช ก. ใบขนุน ข. ใบข้าวโพด ค. กาบใบของข้าวโพด (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2548, หน้า 23) 1.1.2 โครงสร้างภายในของใบ ส่วนต่าง ๆ ของใบเมื่อตัดตามขวาง และนำมาส่องดูด้วยกล้อง จุลทรรศน์พบว่าประกอบด้วยชั้นต่าง ๆ 3 ชั้นคือ 1) เอพิเดอร์มิส (Epidermis) เป็นเยื่อหุ้มใบที่มีอยู่ทั้งด้านบนและด้านล่างของใบประกอบด้วยเซลล์ แถวเดียว และรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมือนในลำต้น เป็นเซลล์ที่ไม่มีคลอโรพลาสต์จึงทำให้เอพิเดอร์มิส ทั้ง ด้านบนและด้านล่างไม่มีสีเขียว มีคิวทินเคลือบที่ด้านนอกของผนังเซลล์จึงป้องกันการระเหยของน้ำออกจาก ใบเอพิเดอร์มิสด้านบน (Upper epidermis) มักมีคิวทินฉาบหนากว่าเอพิเดอร์มิสด้านล่าง(Lower


epidermis) คิวทิน (Cutin) ที่ฉาบอยู่เป็นเยื่อบาง ๆ ใส ๆ เรียกว่า คิวทิเคิล (Cuticle) มีลักษณะคล้ายขี้ผึ้ง เอพิเดอร์มิสบางเซลล์มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์คุม(Guard cell) อยู่กันเป็นคู่ๆ มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว หรือคล้ายไต เซลล์คุม 2 เซลล์จะหันด้านเว้าและมีความหนามากกว่ามาประกบกันทำให้เกิดช่องว่าง เรียกว่า ปากใบหรือรูใบ (Stomata) เซลล์คุมเป็นเซลล์ที่มีเม็ดคลอโรพลาสต์อยู่ภายใน ในขณะที่เซลล์ของเอพิเดอร์มิ สไม่มีเม็ดคลอโรพลาสต์ ใบพืชทั่วๆไปมักมีปากใบอยู่ทางด้านล่าง (Ventral side) ของใบมากกว่าด้านบน หากมีปากใบมากจะเกิดการคายน้ำมาก พืชที่มีใบอยู่ปริ่มน้ำ เช่น บัวสาย ปากใบจะอยู่ทางด้านบน (Dorsal side) ของใบเท่านั้น และพืชที่จมอยู่ในน้ำ เช่น สาหร่ายหางกระรอก (ไม่ได้จัดเป็นสาหร่าย แต่เป็นพืชชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในน้ำ) ใบของสาหร่ายหางกระรอกจะไม่มีปากใบ และไม่มีสารคิวทินฉาบใบด้วย จำนวนปากใบของพืช แตกต่างไปตามชนิดของพืช 2) มีโซฟิลล์ (Mesophyll) อาจเรียกว่าเป็นส่วนของเนื้อใบ หมายถึงส่วนของเนื้อเยื่อที่อยู่ ระหว่างเอพิเดอร์มิสด้านบนและเอพิเดอร์มิสด้านล่างเนื้อเยื่อส่วนใหญ่เป็นพวกพาเรงคิมาที่มีคลอโรพลสต์ อยู่ด้วยจึงเรียกชื่อใหม่ว่าคลอเรงคิมา (Chlorenchyma = Chloroplast + Parenchyma) มีโซฟิลล์แบ่ง ออกเป็นสองชั้นคือ (1) แพลิเซดมีโซฟิลล์(Palisade mesophyll) เป็นชั้นที่อยู่ใต้เอพิเดอร์มิสด้านบนเข้ามาใน เนื้อใบประกอบด้วยเซลล์ยาวและแคบเรียงตั้งฉากกับเอพิเดอร์มิสด้านบน (ลักษณะคล้ายเสารั้ว) เซลล์เรียงกัน เป็นแถวอัดแน่น อาจจัดตัวเรียงเป็นแถวเดียวหรือหลายแถวขึ้นอยู่กับชนิดของพืช ภายในเซลล์เหล่านี้มีคลอ โรพลาสต์อยู่กันอย่างหนาแน่นเต็มไปหมด เรียกเซลล์เหล่านี้ว่า แพลิเซดเซลล์(Palisade cell) (2) สปันจีมีโซฟิลล์(Spongy mesophyll) เป็นชั้นที่อยู่ถัดจากแพลิเซดมีโซฟิลล์เข้าไปอีก จนถึง เอพิเดอร์มิสด้านล่างเป็นเซลล์ที่อยู่กันอย่างหลวม ๆไม่เป็นระเบียบ เซลล์มีรูปร่างค่อนข้างกลมจึงเรียกเซลล์ เหล่านี้ว่า จีเซลล์(Spongy cell) มีช่องว่างระหว่างเซลล์มาก ผิวเซลล์จึงมีโอกาสสัมผัสกับอากาศได้มาก ทำ ให้แก๊สต่าง ๆ แพร่เข้าออกได้สะดวก ในแต่ละเซลล์มีปริมาณ คลอโรพลาสต์น้อยกว่าเซลล์ในชั้น แพลิเซดมีโซ ฟิลล์จึงทำให้ด้านล่างของใบมีสีเขียวน้อยกว่าด้านบนของใบ 3) มัดท่อลำเลียง (Vascular bundle) คือส่วนของเส้นใบขนาดต่าง ๆกันที่อยู่ภายในเนื้อใบนั่นเอง มัดท่อลำเลียงประกอบด้วยไซเลมและโฟลเอ็มมาเรียงติดต่อกันเป็นเส้นใบ มัดท่อลำเลียงมีกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า บันเดิลชีท (Bundle sheath) ล้อมรอบจึงทำให้มัดท่อลำเลียงมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น บันเดิลชีท ประกอบด้วย เซลล์พาเรงคิมาหรือสเกลอเรงคิมาเรียงตัวกันอยู่ 1 หรือ 2 ชั้น ส่วนใหญ่ของมัดท่อลำเลียงอยู่ ในชั้นสปันจีมีโซฟิลล์จึงเห็นเส้นใบนูนออกทางด้านท้องใบ


ภาพที่5-3 แสดงโครงสร้างภายในของใบ มัดท่อลำเลียง (Vascular bundle)และเซลล์คุม (Guard cell) (University of Kashmir, Srinagar, 2006) ที่มา : http://203.129.216.164/emmrcsite/multimedia/photoynthesis/contents.html 1.2 หน้าที่ของใบ หน้าที่สำคัญของใบ มี3 ประการคือ 1.2.1 สร้างอาหารด้วยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง 1.2.2 หายใจ (Respiration) 1.2.3 คายน้ำ (Transpiration) นอกจากนั้นใบยังมีหน้าที่อื่น ๆ ได้แก่ 1. ยึดหรือค้ำจุนลำต้น โดยเปลี่ยนไปเป็นมือเกาะ (คล้ายกับลำต้นที่ได้กล่าวมาแล้ว) 2. สะสมอาหารและน้ำ เช่นกาบกล้วย ใบว่านหางจระเข้กลีบหัวหอมเป็นต้น 3. แพร่พันธุ์เช่นใบต้นตายใบเป็น หรือเศรษฐีพันล้าน ทองสามย่านที่มีการสร้างตาบริเวณใบ ซึ่ง ตามปกติแล้วใบไม่มีตา 4. ป้องกันลำต้น ด้วยการเปลี่ยนใบเป็นหนาม เช่น หนามเหงือกปลาหมอ หนามกระบองเพชร 5. ช่วยผสมเกสรโดยเปลี่ยนเป็นกลีบดอกและใบประดับสีต่าง ๆเพื่อล่อแมลง 6. ป้องกันยอดอ่อนหรือใบอ่อน เช่น เปลี่ยนเป็นเกล็ดหุ้มตา 2. ชนิดของใบ ใบพืชแบ่งออกเป็นชนิดต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้3 ชนิดคือใบเลี้ยง ใบแท้และใบที่ เปลี่ยนแปลงไป 2.1 ใบเลี้ยง (Cotyledon) เป็นใบแรกของพืชที่อยู่ในเมล็ด ทำหน้าที่สะสมอาหารเพื่อเลี้ยงต้นอ่อน ขณะงอก ถ้าเป็นพืชใบเลี้ยงคู่จะมีใบเลี้ยง 2 ใบ แต่ถ้าเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะมีใบเลี้ยงใบเดียว เช่น อ้อย ข้าว ข้าวโพด กล้วย เป็นต้น 2.2 ใบแท้(Foliage leaf) เป็นใบที่มีสีเขียวทำหน้าที่สร้างอาหารด้วยกระบวนการสังเคราะห์ด้วย แสง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่หายใจและคายน้ำด้วยใบแท้ของพืชแบ่งออกเป็น2 กลุ่มใหญ่ๆ คือใบเดี่ยว (Simple leaf) และใบประกอบ(Compound leaf)


ภาพที่5-7 แสดงใบเลี้ยง (Cotyledon) (Cambell, N. A., 1990, p. 750) 2.2.1 ใบเดี่ยว หมายถึงใบที่มีตัวใบเพียงแผ่นเดียวหรือใบเดียวติดอยู่กับก้านใบ (Petiole) ที่ แตกออกมาจากลำต้นหรือกิ่ง เช่นใบอ้อย กล้วย ชมพู่ มะม่วง ถึงแม้ใบนั้นจะหยักเว้า แต่ไม่แหว่งจนหลุดออก จากกัน ถือว่าเป็นใบเดี่ยวทั้งสิ้น เช่น มะละกอ มะม่วง ชมพู่อ้อย ละหุ่ง มันสำปะหลัง ลูกใต้ใบ ฟักทอง ตำลึง ตาล สาเก เหงือกปลาหมอ ต้นไทร เป็นต้น 2.2.2 ใบประกอบ เป็นใบที่แยกออกเป็นใบเล็ก ๆ ตั้งแต่2 ใบขึ้นไปติดอยู่กับก้านใบก้านเดียว เช่น ใบกุหลาบ จามจุรีมะขาม กระถิน มะพร้าว หางนกยูงไทยเป็นต้น ใบเล็ก ๆ ของใบประกอบนี้เรียกว่า ใบ ย่อย (Leaflet หรือ Pinna) ก้านใบของใบย่อยเรียกว่า ก้านใบย่อย (Petiolule) ส่วนก้านที่อยู่ระหว่างก้านใบ ย่อยเรียกว่าราคิส (Rachis) 2.3 ใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf) เป็นใบที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากใบแท้ที่มีสีเขียวและ แผ่แบน ไปเป็นรูปอื่นที่เหมาะสมกับหน้าที่ได้แก่ 2.3.1 ใบสะสมอาหาร (Storage leaf) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นที่เก็บสะสมอาหาร จึงมี ลักษณะอวบหนา ได้แก่ใบเลี้ยง (Cotyledon) และใบพืชอีกหลายชนิด เช่น ใบว่านหางจระเข้หัวหอม หักระ เทียม กาบกล้วย ส่วนกะหล่ำปลีเก็บอาหารสะสมไว้ที่เส้นใบ และก้านใบอนึ่งใบเลี้ยงเป็นใบแรกที่อยู่ในเมล็ด พืช บางชนิดมีใบเลี้ยงขนาดใหญ่เนื่องจากการสะสมอาหารไว้โดยดูดอาหารมาจาก เอนโดสเปิร์ม (Endosperm) เพื่อนำไปใช้ในการงอกของต้นอ่อน ใบเลี้ยงจึงมีลักษณะอวบใหญ่ ใบเลี้ยงยังมีหน้าที่ปกคลุม เพื่อป้องกันยอดอ่อนไม่ให้เป็นอันตราย ในพืชบางชนิดเมื่อยอดอ่อนแทงทะลุดินขึ้นมาและเมื่อพ้นดินแล้วยัง ช่วยสร้างอาหารอีกด้วย 2.3.2 ใบดอก (Floral leaf) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปมีสีสวยงามคล้ายกลีบดอกทำหน้าที่ช่วย ล่อแมลงเช่น หน้าวัว (เป็นส่วนที่เป็นแผ่นสีแดงเรียกว่า Spathe) อุตพิด คริสต์มาส เฟื่องฟ้า 2.3.3 ใบประดับ (Bract) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไป ทำหน้าที่ช่วยรองรับดอกหรือช่อดอกอยู่ บริเวณซอกใบและมักมีสีเขียวแต่อาจมีสีอื่นก็ได้ใบประดับมิได้เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของดอก ตัวอย่างเช่น กาบ ปลีของกล้วย กาบเขียง (ใบที่หุ้มจั่นมะพร้าวและหมาก) ของมะพร้าวและหมาก ซึ่งมีสีเขียว บางท่านจัดรวมใบ ดอกและใบประดับไว้เป็นชนิดเดียวกัน แต่ถ้ามีสีสวยงามเรียกว่า ใบดอก 2.3.4 ใบเกล็ด (Scale leaf) เป็นใบที่เปลี่ยนมาจากใบแท้เพื่อทำหน้าที่ป้องกันอันตราย ให้แก่ตาและยอดอ่อน ใบเกล็ดไม่มีสีเขียวเพราะไม่มีคลอโรฟิลล์เช่นใบเกล็ดของสนทะเล ที่เป็นแผ่นเล็ก ๆ ติด


อยู่รอบ ๆ ข้อ ใบเกล็ดของโปร่งฟ้า เป็นแผ่นเล็ก ๆ ติดอยู่ตรงข้อเช่นเดียวกัน ใบเกล็ด ของขิง ข่า เผือก แห้ว จีน เป็นต้น นอกจากนี้ใบเกล็ดบางชนิดยังสะสมอาหารไว้ด้วย ใบเกล็ดจึงมีขนาดใหญ่ เช่น หัวหอม หัว กระเทียม 2.3.5 เกล็ดตา (Bud scale) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่หุ้มตาหรือคลุมตาไว้ เมื่อตาเจริญเติบโตออกมา จึงดันให้เกล็ดหุ้มตาหลุดไปพบในต้นยาง จำปีสาเก เป็นต้น 2.3.6 มือเกาะ (Leaf tendrill) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นมือเกาะเพื่อยึดและพยุงลำต้นให้ ขึ้นสูง มือเกาะอาจเปลี่ยนมาจากใบบางส่วน หรือใบทั้งใบก็ได้ตัวอย่างมือเกาะของถั่วลันเตา ถั่วหอม บานบุรีสี ม่วง มะระ ดองดึง หวายลิง กะทกรก เป็นต้น 2.3.7 หนาม (Leaf spine) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงเป็นหนาม เพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์ ที่มากัดกิน พร้อมกับป้องกันการคายน้ำ เนื่องจากปากใบลดน้อยลงกว่าปกติหนามที่เกิดอาจมีการ เปลี่ยนแปลงทั้งใบกลายเป็นหนาม หรือบางส่วนของใบกลายเป็นหนามก็ได้ตัวอย่างเช่น หนามของต้นเหงือก ปลาหมอเปลี่ยนแปลงมาจากขอบใบและหูใบ หนามของต้นกระบองเพชรเปลี่ยนแปลงมาจากใบ หนามมะขาม เทศเปลี่ยนแปลงมาจากหูใบ หนามของศรนารายณ์(หรือต้นร้อยปี) เปลี่ยนแปลงมาจากขอบใบ เป็นต้น 2.3.8 ฟิลโลด (Phyllode หรือ Phyllodium) บางส่วนของใบเปลี่ยนแปลงไปเป็นแผ่นแบน คล้ายใบแต่แข็งแรงกว่าปกติทำให้ไม่มีตัวใบที่แท้จริงจึงลดการคายน้ำได้ด้วย เช่น ใบกระถินณรงค์ซึ่ง เปลี่ยนแปลงมาจากก้านใบ 2.3.9 ทุ่นลอย (Floating leaf) พืชน้ำบางชนิดมีการเปลี่ยนแปลงก้านใบให้พองโตคล้ายทุ่น ภายในมีเนื้อเยื่อที่จัดตัวอย่างหลวม ๆ ทำให้มีช่องอากาศกว้างใหญ่ สามารถพยุงลำต้นให้ลอยน้ำมาได้เช่น ผักตบชวา 2.3.10 ใบแพร่พันธุ์ (Vegetative reproductive organ) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อช่วยแพร่พันธุ์ โดยบริเวณของใบที่มีลักษณะเว้าเข้าเล็กน้อยมีตา (Aventitious bud) ที่งอกต้นเล็ก ๆ ออกมาได้ตัวอย่างเช่น ใบของต้นตายใบเป็น(หรือคว่ำตายหงายเป็น) ต้นเศรษฐีพันล้าน ต้นโคมญี่ปุ่น เป็นต้น 2.3.11 ใบจับแมลง (Insectivorous leaf หรือ Carnivorous leaf) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นกับ ดักแมลง หรือสัตว์ขนาดเล็ก ภายในกับดักมีต่อมสร้างเอนไซม์ประเภทโพรทีเอส (Protease) ที่ย่อยโปรตีนสัตว์ ที่ติดอยู่ในกับดักได้พืชชนิดนี้มีใบปกติที่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้เหมือนพืชทั่ว ๆ ไป แต่พืชเหล่านี้มักอยู่ ในที่มีความชื้นมากกว่าปกติอาจขาดธาตุอาหารบางชนิดจึงต้องมีส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นกับดัก เช่น ต้น หม้อข้าวหม้อแกงลิง (หรือน้ำเต้าฤๅษี) ต้นกาบหอยแครง ต้นหยาดน้ำค้าง ต้นสาหร่ายข้าวเหนียวหรือสาหร่าย นา (ไม่ใช่สาหร่ายแต่เป็นพืชน้ำขนาดเล็ก) เป็นต้น


ภาคผนวก การจำแนกรูปร่างใบ ก .รูปร่างแผ่นใบ ข. ปลายใบ


ค. ฐานใบ หรือโคนใบ ง. ขอบใบ


จ. การเรียงตัวของใบบนลำต้น เอกสารอ้างอิง เชาวน์ชิโนรักษ์และพรรณีชิโนรักษ์. 2541. ชีววิทยา 3. สำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร.กรุงเทพมหานคร. ประสงค์หลำสะอาด และจิตเกษม หลำสะอาด. ชีววิทยา ม. 5 ว 049. สำนักพิมพ์พ.ศ. พัฒนา จำกัด. กรุงเทพมหานคร. ปรีชา สุวรรณพินิจและนงลักษณ์สุวรรณพินิจ. คู่มือเตรียมสอบ ชีววิทยา 3 ว 049 . บริษัทไฮเอ็ดพลับลิชชิ่ง จำกัด. กรุงเทพมหานคร. พัชรีพิพัฒวรรณกุล. 2542. หนังสือเสริมประสบการณ์ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 (ว 049). สำนักพิมพ์ฟิสิกส์เซ็นเตอร์. กรุงเทพมหานคร. ภูวดล บุตรรัตน์. 2543. โครงสร้างภายในของพืช. พิมพ์ครั้งที่ 6. สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด. กรุงเทพมหานคร. เทียมใจ คมกฤส. 2542. กายวิภาคของพฤกษ์. พิมพ์ครั้งที่ 4. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพมหานคร.__ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดาริฯ .2560 คู่มือการดาเนินงานสวนพฤกษศาสตร์ โรงเรียน พุทธศักราช 2560 .28 กรกฎาคม 2560 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์(องค์การมหาชน).2549.เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา 4 (ว 40144) สาขาวิชาชีววิทยา


บทที่ 6 ดอก 1. ส่วนประกอบของดอกไม้ ดอกไม้ (flower) คือ ส่วนของพืชที่เจริญและเปลี่ยนแปลงมาเพื่อทำหน้าสืบพันธุ์ ซึ่งดอกไม้ ทั่วไปประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน โดยแต่ละส่วนจะเรียงกันเป็นชั้นหรือเป็นวงบนฐานรองดอก คือ 1.วงกลีบเลี้ยง (Calyx) แต่ละกลีบเรียกว่า กลีบเลี้ยง (Sepal) เป็นส่วนที่อยู่ชั้นนอกสุด มักมีสี เขียวเนื่องจากเจริญมาจากใบ ทำหน้าที่ห่อหุ้มป้องกันอันตรายให้แก่ส่วนอื่นๆ และช่วยในการสังเคราะห์แสง กลีบเลี้ยงที่อยู่แยกกันเป็นกลีบๆ เรียกว่า อะโปเซพิลัส (Aposepalous) หรือ พอลิเซพิลัส (Polypalous) เช่น ดอกบัว ดอกพุทธรักษา บางชนิดกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเรียก แกมโมเซพิลัส (Gamosepalous) หรือ ซินเซพิลัส (Synsepalous) เช่น ชบา บานบุรี พืชบางชนิดอาจมีกลีบเลี้ยงสีอื่นนอกจากสีเขียวซึ่งจะทำหน้าที่ล่อแมลงใน การผสมเกสรเช่นเดียวกับกลีบดอก พืชบางชนิดมี ริ้วประดับ (Epicalyx) เป็นกลีบเล็กๆ ใกล้กลีบเลี้ยง เช่น ชบา พู่ระหง พืชบางชนิดกลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีลักษณะเหมือนกันจนแยกไม่ออกเรียกว่า วงกลีบรวม (Perianth) และเรียกแต่ละกลีบว่า กลีบรวม (Tepal) ได้แก่ บัวหลวง จำปี จำปา 2.วงกลีบดอก (Corolla) แต่ละกลีบเรียกว่า กลีบดอก (Petal) คือส่วนของดอกที่อยู่ถัดจากกลีบ เลี้ยงเข้ามาข้างใน มีสีสันต่างๆ สวยงาม เนื่องจากมีรงควัตถุชนิดต่างๆ ภายในเซลล์ ส่วนกลีบดอกที่มีสีขาวจะ ไม่มีรงควัตถุภายในเซลล์ของกลีบดอก นอกจากนี้บางชนิดกลีบดอกมีกลิ่นหอม เช่น กุหลาบ มะลิ กระดังงา ราตรี สายหยุด พืชบางชนิดตรงโคนกลีบดอกจะมีต่อมน้ำต้อยหรือน้ำหวานไว้ล่อแมลงเพื่อช่วยในการผสมเกสร กลีบดอกที่อยู่แยกกันเป็นอิสระ เรียกว่า อะโปเซพิลัส Aposepalous) หรือ พอลิเซพิลัส (Polypalous) เช่น กุหลาบ ชบา มะลิ บัว กลีบดอกเชื่อมติดกันเรียก แกมโมเซพิลัส (Gamosepalous) หรือ ซินเซพิลัส (Synsepalous) เช่น มะเขือ ผักบุ้ง เข็ม กลีบบดอกทั้ง 2 ประเภท 3.วงเกสรตัวผู้(Androecium) ประกอบด้วย เกสรตัวผู้ (Stamen) อยู่ถัดจากกลีบดอกเข้าไป เกสรตัวผู้มีหลายอันเรียงกันเป็นชั้น เป็นส่วนของดอกที่จำเป็นในการสืบพันธุ์ โดยมีอับเรณู (Anther)อยู่ปลาย ก้าน (Filament)เป็นถุงมี 2 พู เมื่อดอกเจริญเติบโตเต็มที่ถุงเรณูจะแตกออก ละอองเรณูจะปลิวไปผสมกับ เกสรตัวเมีย เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ คือ ละอองเกสร (Pollen) 4.วงเกสรตัวเมีย (Gynoecium) ประกอบด้วย เกสรตัวเมีย (Pistill or carpel) จะเป็นส่วนที่อยู่ ในสุดของดอก โดยมากแล้วแต่ละดอกจะมีเกสรตัวเมียเพียง 1 อัน ตรงส่วนปลายยอด (stigma) จะเป็นปุ่มมี ขนหรือน้ำเหนียวๆ สำหรับจับละอองเรณูที่ปลิวมา และมีก้านชู(Style)เป็นทางผ่านของท่อละอองเกสร ส่ง มายังรังไข่ (Ovary) บรรจุด้วย เซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย คือ ไข่อ่อน (Ovule) 2. ประเภทของดอกไม้ 2.1จำแนกตามลักษณะของเพศ 2.1.1 ดอกสมบูรณ์เพศ(Perfect flower) คือดอกที่มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน เช่น ดอกตำลึง พู่ระหง กุหลาบ มะม่วง ต้อยติ่ง อัญชัญ มะเขือ ชบา 2.1.2 ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (Imperfect flower) คือในดอกจะมีเพียงเกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียเพียง อย่างเดียวเท่านั้น ดอกที่มีแต่เกสรตัวผู้เรียก ดอกตัวผู้ ดอกที่มีแต่เกสรตัวเมียเรียก ดอกตัวเมีย ดอกที่ไม่มีทั้ง เกสรตัวผู้และตัวเมียเรียก ดอกเป็นกลางหรือดอกเป็นหมัน และหากในพืชต้นหนึ่งๆ มีดอกสมบูรณ์เพศหรือมี


ทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียในต้นเดียวกัน แม้จะคนละดอกหรือต่างช่อดอก เรียกพืชต้นนั้นว่า พืชกระเทย เช่น ข้าวโพด ดอกตัวผู้และตัวเมียแยกต่างช่อดอก มะพร้าว ดอกตัวผู้และตัวเมียต่างดอกในช่อเดียวกัน ตำลึง ฟักทอง ดอกตัวผู้และตัวเมียแยกดอกกัน ส่วนพืชที่มีดอกเพียงเพศเดียวทั้งต้น เรียกพืชเพศแยก เช่น อินท ผาลัม มะเดื่อ ตาล พืชบางชนิดมีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและดอกไม่สมบูรณ์เพศอยู่บนต้นเดียวกัน เช่น มะละกอ เงาะ และทานตะวัน 2.2 จำแนกตามการเกิดดอก 2.2.1 ดอกเดี่ยว เป็นดอกที่เกิดขึ้นบนก้านดอก เป็นดอกเดียวโดดๆ ในแต่ละข้อของกิ่งหรือลำต้น เช่น ชบา จำปี การะเวก 2.2.2 ดอกช่อ เป็นดอกที่เกิดเป็นกลุ่มอยู่บนก้านดอกใหญ่เดียวกัน และประกอบด้วยก้านดอก ย่อยๆ หลายดอก ลักษณะการติดของดอกทำให้เกิดช่อดอกแบบต่างๆ กัน แบ่งเป็น 2 กลุ่มตามลักษณะการ บานของดอก เช่น ดอกหางนกยูง ดอกกล้วยไม้ ดอกทานตะวัน ดอกกระถินณรงค์ เป็นต้นแต่การจัดเรียงตัว และการแตกกิ่งก้านของช่อดอกมีความหลากหลาย นักวิทยาศาสตร์ใช้ลักษณะการจัดเรียงตัว และการแตกกิ่ง ก้านของช่อดอกจำแนกช่อดอกออกเป็นแบบต่างๆ ช่อดอกบางชนิดมีลักษณะคล้ายดอกเดี่ยว ดอกย่อยเกิดตรงปลายก้านช่อดอกเดียวกัน ไม่มีก้านดอก ย่อย ดอกย่อยเรียงกันอยู่บนฐานรองดอกที่โค้งนูนคล้ายหัว เช่น ทานตะวัน ดาวเรือง บานชื่น บานไม่รู้โรย ดาวกระจาย เป็นต้น ช่อดอกแบบนี้ประกอบด้วยดอกย่อยๆ 2 ชนิด คือ ดอกวงนอกอยู่รอบนอกของดอก และ ดอกวงในอยู่ตรงกลางดอก ดอกวงนอกมี 1 ชั้น หรือหลายชั้นเป็นดอกสมบูรณ์เพศ หรือไม่สมบูรณ์เพศก็ได้ ส่วนมากเป็นดอกเพศเมีย ส่วนดอกวงในมักเป็นดอกสมบูรณ์เพศมีกลีบดอกเชื่อมกันเป็นรูปทรงกระบอ กอยู่ เหนือรังไข่ 2.3 จำแนกตามรูปร่างของดอก 2.3.1 ดอกสมมาตรแบบรัศมี คือดอกที่ส่วนประกอบของดอกเรียงตัวอย่างสม่ำเสมอ กลีบเลี้ยงหรือ กลีบดอกขนาดเท่าๆ กัน สามารถแบ่งออกเป็นสองส่วนเท่ากันโดยผ่าได้หลายแนวตามแนวรัศมีของดอก เช่น จำปี บัว ชบา 2.3.2 ดอกสมมาตรครึ่งซีก คือดอกที่มีส่วนประกอบของดอกมีขนาดไม่เท่ากัน การจัดระเบียบของ ดอกไม่เป็นรัศมี ถ้าผ่าเป็นสองซีกให้เหมือนกันจะสามารถผ่าได้เพียงแนวเดียวเท่านั้น เช่น ดอกกล้วยไม้ ชงโค อัญชัน 2.4 จำแนกตามโครงสร้าง 2.4.1 ดอกสมบูรณ์(Complete flower) คือ ดอกที่มีส่วนประกอบครบ 4 ส่วน ได้แก่ กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมีย เช่น ดอกชบา ดอกกุหลาบ ดอกอัญชัน เป็นต้น 2. 4.2ดอกไม่สมบูรณ์(Incomplete flower) ดอกที่มีส่วนประกอบไม่ครบ 4 ส่วน เช่น ดอก หน้าวัว ดอกตำลึง ดอกฟักทอง ดอกมะละกอ เป็นต้น 3. หน้าที่ของดอก มีดังนี้ 3.1 ช่วยล่อแมลงให้มาผสมเกสร 3.2. ทำหน้าที่ผสมพันธุ์ 4. การสร้างเซลล์สืบพันธุ์ของพืชดอก Microsporogenesis การสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ ของพืชดอกจะเกิดขึ้นภายใน อับเรณู (anther) โดยมีไมโครสปอร์มาเทอร์เซลล์(microspore mother cell) แบ่งเซลล์แบบไมโอซิสได้ 4 ไมโครส ปอร์ (microspore) แต่ละเซลล์มีโครโมโซมเท่ากับ n หลังจากนั้นนิวเคลียสของไมโครสปอร์จะแบ่งแบบไมโท


ซิส ได้ 2 นิวเคลียส คือ เจเนอเรทิฟนิวเคลียส (generative nucleus) และทิวบ์นิวเคลียส (tube nucleus) เรียกเซลล์ในระยะนี้ว่า ละอองเรณู(pollen grain) หรือแกมีโทไฟต์เพศผู้ (male gametophyte) ละอองเรณู จะมีผนังหนา ผนังชั้นนอกอาจมีผิวเรียบหรือเป็นหนามเล็กๆแตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิดของพืช เมื่อ ละอองเรณูแก่เต็มที่อับเรณูจะแตกออก ทำให้ละอองเรณูกระจายออกไปพร้อมที่จะผสมพันธุ์ต่อไปได้ Megasporogenesis การสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียของพืชดอกเกิดขึ้นภายในรังไข่ ภายในรังไข่ อาจมีหนึ่งออวุล (ovule)หรือหลายออวุล ภายในออวุลมีหลายเซลล์ แต่จะมีเซลล์หนึ่งที่มีขนาดใหญ่ เรียกว่า เมกะสปอร์มาเทอร์เซลล์ (megaspore mother cell) มีจำนวนโครโมโซม 2n ต่อมาจะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส ได้ 4 เซลล์สลายไป 3 เซลล์ เหลือ 1 เซลล์ เรียกว่า เมกะสปอร์ (megaspore) หลังจากนั้นนิวเคลียสของเมกะ สปอร์จะแบ่งแบบไมโทซิส 3 ครั้ง ได้ 8 นิวเคลียส และมีไซโทพลาซึมล้อมรอบ เป็น 7 เซลล์ 3 เซลล์อยู่ตรง ข้ามกับไมโครไพล์ (micropyle) เรียกว่า แอนติแดล (antipodals) ตรงกลาง 1 เซลล์มี 2 นิวเคลียสเรียก เซลล์โพลาร์นิว คลีไอ (polar nuclei cell) ด้านไมโครไพล์มี 3 เซลล์ ตรงกลางเป็นเซลล์ไข่ (egg cell) และ 2 ข้างเรียก ซินเนอร์จิดส์ (synergids) ในระยะนี้ 1 เมกะสปอร์ได้พัฒนามาเป็นแกมีโทไฟต์ที่เรียกว่า ถุง เอ็มบริโอ (embryo sac) หรือ แกมีโทไฟต์เพศเมีย (female gametophyte) 5. การถ่ายละอองเรณู พืชดอกแต่ล่ะชนิดมีละอองเรณูและรังไข่ที่มีรูปร่างลักษณะ และจำนวนที่แตกต่างกัน เมื่ออับเรณูแก่เต็มที่ผนังของอับเรณูจะแตกออกละอองเรณูจะกระจายออกไปตกบนยอดเกสรตัวเมีย โดยอาศัยสื่อต่างๆพาไป เช่น ลม น้ำ แมลง สัตว์ รวมทั้งมนุษย์ เป็นต้น ปรากฏการณ์ที่ละอองเรณูตกลงสู่ยอด เกสรตัวเมียเรียกว่า การถ่ายละอองเรณู (pollination) พืชบางชนิดที่เป็นพืชเศรษฐกิจ หรือพืชที่ใช้บริโภคเป็นอาหาร ถ้าปล่อยให้เกิดการถ่ายละออง เรณูตามธรรมชาติ ผลผลิตที่ได้จะไม่มากนัก เช่น ทุเรียนพันธุ์ชะนีจะติดผลเพียงร้อยละ 3 ส่วนพันธุ์ก้านยาวติด ผลร้อยละ 10 พืชบางชนิด เช่น สละ เกสรเพศผู้มีน้อยมาก จึงทำให้การถ่ายละอองเรณูเกิดได้น้อย นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลให้การถ่ายละอองเรณูได้น้อย เช่น จำนวนของแมลงที่มาผสมเกสร ระยะเวลา ของการเจริญเติบโตเต็มที่ของเกสรเพศเมีย และเกสรเพศผู้ไม่พร้อมกัน ปัจจุบันมนุษย์จึงเข้าไปช่วยทำให้เกิด การถ่ายละอองเรณูได้มากขึ้น เช่น เลี้ยงผึ้งเพื่อช่วยผสมเกสร ศึกษาการเจริญของละอองเรณู และออวุล แล้ว นำความรู้มาช่วยผสมเกสร เช่น ในทุเรียนการเจริญเติบโตของอับเรณูจะเจริญเต็มที่ในเวลา 19.00 – 19.30 น. ชาวสวนก็จะตัดอับเรณูที่แตกเก็บไว้ และเมื่อเวลาที่เกสรเพศเมียเจริญเต็มที่ คือ ประมาณเวลา 19.30 น. เป็น ต้นไป ก็จะนำพู่กันมาแตะละอองเรณูที่ตัดไว้วางบนยอดเกสรเพศเมีย หรือเมื่อตัดอับเรณูแล้วก็ใส่ถุงพลาสติก แล้วไปครอบที่เกสรเพศเมีย เมื่อเกสรเพศเมียเจริญเต็มที่แล้วการถ่ายละอองเรณูจะเกิดได้ดี และในผลไม้อื่น เช่น สละก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้ 6. การปฏิสนธิซ้อน เมื่อละอองเรณูตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย ทิวบ์นิวเคลียสของละอองเรณูแต่ละอันจะสร้างหลอด ละอองเรณูด้วยการงอกหลอดลงไปตามก้านเกสรเพศเมียผ่านทางรูไมโครไพล์ของออวุล ระยะนี้เจเนอเรทิฟ นิวเคลียสจะแบบนิวเคลียสแบบไมโทซิสได้ 2 สเปิร์มนิวเคลียส (sperm nucleus) สเปิร์มนิวเคลียสหนึ่งจะ ผสมกับเซลล์ไข่ได้ไซโกต ส่วนอีกสเปิร์มนิวเคลียสจะเข้าผสมกับเซลล์โพลาร์นิวเคลียสไอได้ เอนโดสเปิ.ร์ม (endosperm) เรียกการผสม 2 ครั้งของสเปิร์มนิวเคลียสนี้ว่า การปฏิสนธิซ้อน (double fertilization)


การจำแนกดอก


บทที่ 7 ผลและเมล็ด ไว้อาจมีบางส่วนของดอกเจริญมาด้วย เช่น ฐานรองดอก กลีบเลี้ยง ภายในมีเมล็ดหรือไม่มีก็ได้ สำหรับผลที่เกิดจากรังไข่ที่ไม่ได้รับการปฏิสนธิและไม่มีเมล็ด เรียกว่า ผลลม (parthenocarpic fruit) 1. โครงสร้างของผล (Structure of Fruit) โครงสร้างของผลส่วนมากประกอบด้วย ผนังผล (pericarp) และเมล็ด (seed) ผนังรังไข่คือส่วนที่ เจริญเปลี่ยนแปลงมาจากรังไข่ มี 3 ชั้น ได้แก่ 1.1 ผนังชั้นใน (Endocarp) ผนังชั้นใน มีทั้งอ่อนนุ่มเช่น ส้ม และมีลักษณะแข็งเช่น มะม่วง มะพร้าว 1.2ผนังชั้นกลาง (Mesocarp) ผนังชั้นนี้มักนุ่ม เช่น มะม่วง มะละกอ ผลบางชนิดมีผนังชั้น กลางเป็นเส้นใยเหนียว เช่น มะพร้าว ตาล จาก 1.3ผนังชั้นนอก (Exocarp) ชั้นผิวนอกสุดของผล ชั้นนี้ในผลบางชนิดมีผิวชั้นนอกบางหรืออ่อนเช่น ผลองุ่น ชมพู่ มะม่วง ผลบางชนิดผิวชั้นนอกแข็งและเหนียว เช่นมะพร้าว ฟักทอง 2. ประเภทของผล นักพฤกษศาสตร์ได้แบ่งผลตามลักษณะของดอกและการเกิดผลออกเป็น 3 ประภท ดังนี้ 2.1 ผลเดี่ยว (simple fruit) เป็นผลที่เกิดจากดอกเดี่ยว หรือ ช่อดอกซึ่งแต่ละดอกมีรังไข่เพียง อันเดียว เช่น ลิ้นจี่ เงาะ ลำไย ทุเรียน ตะขบ เป็นต้น 2. 2 ผลกลุ่ม (aggregate fruit) เป็นผลที่เกิดจากดอกหนึ่งดอกซึ่งมีหลายรังไข่อยู่แยกกันหรือ ติดกันก็ได้อยู่บนฐานรองดอกเดียวกัน เช่น น้อยหน่ากระดังงา สตรอเบอรี่ มณฑา เป็นต้น 2.3 ผลรวม (multiple fruit) เป็นผลเกิดจากรังไข่ของดอกย่อยแต่ละดอกของช่อดอกหลอม รวมกันเป็นผลใหญ่ เช่น ยอ ขนุน หม่อน สับปะรด เป็นต้น ผลแบบมะเดื่อ (syconium) ผลรวมที่ข้างในผลกลวง ซึ่งเป็นผลที่เจริญมาจากช่อดอกที่มีฐานรอง ดอกรูปถ้วย (hypanthium) ภายในประกอบด้วยดอกย่อยมีขนาดเล็ก ไม่มีกลีบดอก และแยกเพศ ภายในช่อ ดอกมีช่องเปิดขนาดเล็ก (ostiolum) ให้แมลงขนาดเล็กเข้าไปช่วยการผสมเกสร ได้แก่ ไทร มะเดื่อ กร่าง นอกจากนี้ยังมีการแยกย่อยออกเป็น ผลวิสามัญ (accessory fruit) คือผลที่เกิดจากเนื้อเยื่อคาร์เพล พิเศษ (extracarpellary tissue) เช่น เกิดจากหลอดดอก (floral tube) หรือฐานดอกรูปถ้วย (hypanthium) ตัวอย่างเช่น แตงกวา และแอปเปิล อาจเรียกผลประเภทนี้ว่าผลวิสามัญเดี่ยว (simple accessory fruit) หรือ เกิดจากฐานดอก (receptacle) เช่นสตรอว์เบอร์รี่ อาจเรียกผลประเภทนี้ว่า ผลวิสามัญกลุ่ม (aggregate accessory fruit) 3. ชนิดของผล แบ่งออกป็น 2 ชนิด ได้แก่ ผลสด (Fleshy Fruit) และ ผลแห้ง (Dry Fruit) 3.1 ผลสด (Fleshy Fruit) คือผลที่แก่แล้วมีผนังผลสดไม่แห้ง ความชื้นสูงถึง ประมาณร้อยละ 80-90 ดังนั้น ผลจึงมีความนิ่ม เนื่องจากมีเนื้อเยื่อพาเรงคิมาที่มีผนังบางจำนวนมาก แบ่งย่อย ได้ดังนี้ 1) ผลสด-เปลือกบาง ผลประเภทนี้มีเปลือกผลกับเนื้อเยื่อสดอยู่ด้านนอก แบ่งออกเป็น


(1) ผลมีเนื้อหลายเมล็ด (berry) เกิดจากเกสรเพศเมียเดี่ยวและรังไข่อยู่เหนือวง กลีบ มีการเรียงพลาเซนตารอบแกนร่วม (axile placentation) ดังนั้น เมล็ดที่อยู่ในผลจึงชี้ปลายออกด้าน นอกหรือเข้าหาเปลือกผล ในส่วนผนังผล ทั้งผนังแบ่งกั้นและเนื้อเยื่อส่วน ที่ออวุลติดกับรังไข่ (พลาเซนตา) มี ลักษณะเป็นเนื้อสดทั้งหมด ผลประเภทนี้มีหลายเมล็ด เช่น มะเขือเทศ มะละกอ กล้วย ฝรั่ง และองุ่น (2) ผลเมล็ดเดียวแข็ง (drupe) ผลประเภทนี้อาจมาจากรังไข่ที่อยู่ในคาร์เพล เดียว หรือหลายคาร์เพล แต่ผลที่เจริญเติบโตเต็มที่จะมีเพียงเมล็ดเดียว ผนังผลชั้นนอก (exocarp) และผนัง ผลชั้นกลาง (mesocarp) มีลักษณะเป็นเนื้อสด แต่ผนังผลชั้นใน (endocarp) มีลักษณะแข็งมากที่เรียกว่า pit เนื่องจากมีเนื้อเยื่อสเกลอเรงคิมามาก ผนังผลชั้นในจะติดแน่นกับเปลือกเมล็ด เช่น มะพร้าว ตาล มะกอก มะม่วง ผลไม้ในสกุล Prunus (พีช พลัม และเชอร์รี่) และวอลนัทดำ (3) ผลแบบแอปเปิล (pome) ผลประเภทนี้เป็นผลวิสามัญที่มีวิวัฒนาการก้าวหน้า มากที่สุด เกิดจากรังไข่เชิงชนิดอยู่ต่ำกว่าส่วนอื่นๆของดอก ยู่ภายในหลอดดอกขนาดใหญ่ การจัดวางตัวของ ออวุลในรังไข่เป็นแบบพลาเซนตารอบแกนร่วม (axile placentation) ดังนั้น เมล็ดที่อยู่ในผลจึงชี้ปลายออก ด้านนอก โปรดสังเกตว่า เนื้อแอปเปิลที่เราบริโภคเป็นส่วนที่พัฒนามาจากฐานดอกรูปถ้วย (hypanthium) ขณะที่ใจกลางผล (apple core) ที่เราทิ้งไปนั้นคือส่วนของผลที่แท้จริง มีห้าคาร์เพล เช่นแอปเปิล และแพร์ ชมพู่ 2) ผลสด-เปลือกหนา เปลือกหนาทำหน้าที่ห่อหุ้มเนื้อเยื่อสดไว้ภายในผล ผลกลุ่มนี้ส่วน ใหญ่เป็นผลมีเนื้อหลายเมล็ดที่ปรับแปลง (modified berry) แบ่งย่อยได้ดังนี้ (1) ผลแบบแตง (pepo) เป็น ผลแบบแตงเป็นผลวิสามัญของพืชในวงศ์ Cucurbitaceae เช่นแตงกวา และแตงโม เกิดจากเกสรเพศเมียเดี่ยวและรังไข่อยู่ต่ำกว่าส่วนอื่นๆของดอก มี การเรียงพลาเซนตาตามแนวตะเข็บ (parietal placentation) ดังนั้น เมล็ดที่อยู่ในผลจึงชี้ปลายเข้าด้านใน หรือเข้าหาจุดศูนย์กลาง ยากที่จะแยกแยะผนังผลออกจากเนื้อเยื่อคาร์เพลพิเศษหรือฐานดอกรูปถ้วย (hypanthium) ได้ และไม่สามารถแยกแยะ ช่องว่างในผลได้เนื่องจากเต็มไปด้วยเนื้อเยื่อพาเรงคิมาที่มีกำเนิด มาจากคาร์เพล (2) ผลแบบส้ม (hesperidium) เป็นผลของพืชในวงศ์ Rutaceae เช่นส้ม เกิดจากรังไข่ที่ อยู่สูงกว่าส่วนอื่นๆของดอก การจัดวางตัวของออวุลในรังไข่เป็นแบบพลาเซนตารอบแกนร่วม (axile placentation) มีประมาณ 10 คาร์เพล แต่ไม่แน่นอนนัก ผนังผลไม่มีเนื้อเยื่อคาร์เพลพิเศษเหมือนกับในผล แบบแตง (pepo) (3) ผลแบบกล้วย (false berry) เป็นผลในสกุล Musa มีลักษณะคล้ายผลแบบแตง คือเกิดจากรังไข่ที่อยู่ต่ำกว่าส่วนอื่นๆ ของดอก แต่มีฐานรองดอกพัฒนาเป็นส่วนเปลือกหุ้มรังไข่ไว้ 3.2 . ผลแห้ง (dry fruit) เป็นผลที่แก่แล้วผนังผลแข็งและแห้ง ความชื้นในผลลดลงมาก เหลือ เพียงประมาณร้อยละ 10-15 ผลจึงมีความแข็ง เนื่องจากมีเนื้อเยื่อสเกลอเรงคิมาที่เสริมลิกนินให้กับเปลือก จำนวนมาก แบ่งย่อยได้เป็น 1) ผลไม่แตก (indehiscent fruit) เปลือกผลยังคงปิดอยู่เมื่อเจริญเต็มวัย ดังนั้น ผลและเมล็ดจึงแพร่กระจายไปในลักษณะเป็นหน่วยเดียวกัน มีเพียงหนึ่งหรือสองเมล็ดเท่านั้น แบ่งได้ดังนี้ (1) ผลแห้งเมล็ดล่อน (achene) มาจากรังไข่เดี่ยว ผลขนาดเล็ก ผนังผลแห้งและ บาง มี 1 เมล็ด ผนังผลกับเปลือกหุ้มเมล็ดแยกกัน ส่วนมากมีฐานรองดอกขนาดใหญ่เช่น บัวหลวง ถ้าผลเกิด


จากรังไข่ใต้วงกลีบ และมีขนที่ปลายเมล็ด เรียกว่าผลแห้งเมล็ดล่อนปลายมีขน(cypsela)พืชวงศ์ Asteraceae เช่น ทานตะวัน (2) ผลปีกเดียว (samara) เป็นผลแห้งเมล็ดล่อน (achene) ที่มีปีก เกิดจากรังไข่ แบบธรรมดาและอยู่สูงกว่าส่วนอื่นๆของดอก มี 1-2 เมล็ด ปีกที่ผลเป็นส่วนที่เจริญออกมาของผนังผล (pericarp) เช่นผลประดู่ ก่วม ส่วนผลคล้ายผลปีกเดียว (samaroid) มีกลีบเลี้ยงเจริญไปเป็นปีก เช่น ผลยาง นา เหียง พะยอม รักใหญ่ (3) ผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียว (nut) เป็นผลแห้งเมล็ดล่อน (achene) เกิดจากรังไข่ เชิงประกอบ มีหลายคาร์เพล เป็นคาร์เพลเชื่อม (syncarpous) เป็นผลที่มีเมล็ดเดียว ผนังผลหนามากและแข็ง มาก เนื่องจากมีสเกลอเรงคิมาที่มีผนังหนาอย่างมากมาย เช่นมะม่วงหิมพานต์ กระจับ เกาลัดจีน และโอ๊ก (4) ผลเปลือกแข็งมีกาบรูปถ้วย (Acorn) ผลคล้ายผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียว แต่มี กาบหุ้มผล (cupule) ทั้งหมดหรือบางส่วน เช่นผลเกาลัด ก่อชนิดต่างๆ โอ๊ค (5) ผลแยกแล้วแตก (schizocarp) เกิดจากรังไข่เชิงประกอบที่แยกตัวเมื่อเจริญ เต็มวัย กลายเป็นส่วนย่อยๆที่แต่ละส่วนมีเพียงหนึ่งเมล็ด แต่ละส่วนเรียกว่าซีกผลแบบผักชีเช่นเมเปิ้ล ผลพืชในวงศ์ Apiaceae (Umbelliferae เดิม; เช่นพวกแคร์รอท หรือพาร์สลี่) ในผลชนิดแยกแล้วแตกนี้ผนังผลไม่ได้แตก ออกแล้วปล่อยเมล็ดออกมาในลักษณะเป็นอิสระเดี่ยวๆ (6) ผลธัญพืช (caryopsis หรือ kernel) เป็นผลของพืชในวงศ์Poaceae เป็นผลแห้ง เมล็ดล่อน (achene) ประเภทที่มีลักษณะพิเศษมากที่สุด เกิดจากรังไข่เชิงประกอบแบบ ที่อยู่สูงกว่าส่วนอื่นๆ ของดอก มีสามคาร์เพล (tricarpellate) มีหนึ่งช่อง ออวุลอยู่ที่ฐาน ในการเรียงพลาเซนตา เปลือกเมล็ดห ลอมรวมติดกับผนังผล มีเพียงหนึ่งเมล็ดต่อผล เช่นข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี 2 )ผลแตก (dehiscent fruit) รังไข่อาจมาจากหนึ่งหรือหลายคาร์เพล แต่ผลมีหลายเมล็ด เปลือกผลแตกออกเมื่อเจริญเต็มวัย เพื่อช่วยในการแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์ที่มีจำนวนมาก ดังนั้น เมล็ดจึงเป็น ส่วนเดียวที่แพร่กระจายออกไป ลักษณะการแตกมีความแปรปรวนเป็นอย่างมาก ส่วนที่ทำให้เปลือกผลแตก เรียกว่าลิ้น (valve) แบ่งออกเป็น (1) ผลแตกแนวเดียว (follicle) เกิดจากดอกที่มีคาร์เพลเดียว รังไข่ธรรมดา ผลชนิดนี้แตก ตามรอยต่อที่ด้านเดียวเท่านั้น เป็นลักษณะดึกดำบรรพ์มากที่สุดในแง่วิวัฒนาการ ทั้งนี้เนื่องจากคาร์เพลมี ลักษณะดึกดำบรรพ์นั่นเอง เช่นแมกโนเลีย และมิลค์วีด ผลจำปี จำปา (2) ฝักแบบถั่ว (legume หรือ pod) เกิดจากรังไข่ธรรมดาคล้ายผลแตกแนวเดียว แต่ผล ชนิดนี้แตกทั้งสองด้านตามรอยต่อหรือด้านหลังของคาร์เพล เช่นผลของพืชในวงศ์Fabaceae (3) ผลแบบฝักหักข้อ (loment, lomentum) ผลคล้ายผลแบบถั่วแต่มีรอยคอดรอบฝัก เป็นช่วงๆหรือเว้าเป็นข้อๆ เมื่อผลแก่จะหักบริเวณนี้ แต่ละข้อมี 1 เมล็ด เช่น ไมยราพ คูน มะขาม (4) ผลแห้งแตก (capsule) เกิดจากรังไข่เชิงประกอบ มีหลายคาร์เพลและหลายเมล็ด ลักษณะการแตกของผลชนิดนี้มีหลายแบบ แต่มักจะแตกจากบนสุดลงมา และส่วนที่แตกยังคงติดอยู่ ยัง สามารถแบ่งย่อยเป็น - ผลแห้งแตกตามรอยประสาน (septicidal capsule) แตกตามแนวยาวของผนังคาร์เพล เช่น กระเช้าสีดา - ผลแห้งแตกกลางพู (loculicidal capsule) เช่น ผลทุเรียน ตะแบก - ผลแห้งแตกเป็นช่อง (poricidal capsule) ผลแห้งที่เปิดเป็นช่องหรือรูใกล้ยอดผล เช่น ฝิ่น


- ผลแห้งแตกแบบฝาเปิด (circumscissile capsule, pyxis) แตกตามขวางรอบผล ลักษณะเป็นฝาเปิด มีเมล็ดจำนวนมาก เช่น ผลหงอนไก่ (5) ผลแตกแบบผักกาด (silique) เป็นผลของพืชในวงศ์ Brassicaceae ที่เกิดจากรังไข่ที่ มี 2 คาร์เพลเชื่อมกันจึงเป็นประเภทพิเศษ รูปร่างยาวเรียว มีหลายเมล็ด ผลแตกตามรอยเชื่อมจากด้านล่าง ขึ้น ออกเป็น 2 ซีก เมล็ดติดอยู่แนวกลางของผล (central false septum) เช่นผักกาด กะหล่ำ (6) ผลแบบผักชี (cremocarp) ผลขนาดเล็กมี 2 เมล็ด เมื่อผลแก่และแตกออก เมล็ดจะ แยกจากกันโดยมีคาร์โพฟอร์(carpophores) เส้นเล็กๆยึดไว้ 4. เมล็ด (Seed) เมล็ดคือออวุลที่ได้รับการปฏิสนธิและเจริญเติบโตเต็มที่ ประกอบด้วย เปลือกเมล็ดซึ่งมี 2 ชั้น เอน โดสเปิร์ม และเอ็มบริโอ 4.1 การเกิดเมล็ด การปฏิสนธิของพืชดอกเกิดขึ้นภายในรังไข่ทำให้เกิดไซโกต และเอนโดสเปิร์ม จากนั้นไซโกตก็จะ แบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนมากขึ้น เพื่อพัฒนาเป็นเอ็มบริโอต่อไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเอ็มบริโอ และอัตรา การแบ่งเซลล์รวมทั้งขนาดของเซลล์ที่ได้จากการแบ่งแต่ละบริเวณของเอ็มบริโอไม่เท่ากัน 4.2 ส่วนประกอบของเมล็ด เมล็ดประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้ 4.1.1. เปลือกหุ้มเมล็ด (seed coat) เป็นส่วนที่อยู่นอกสุดของเมล็ดเจริญเติบโตมาจาก เนื้อเยื่อชั้นนอกสุดของออวุล ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายต่างๆ ให้แก่เอ็มบริโอที่อยู่ภายในเมล็ด เช่น ป้องกัน ไม่ให้จุลินทรีย์เข้าไปในเมล็ด ซึ่งจะทำให้เมล็ดไม่สามารถงอกได้ นอกจากนั้นเปลือกหุ้มเมล็ดยังมีสารพวกไข เคลือบอยู่ทำให้ลดการสูญเสียน้ำได้ด้วย 4.1.2 เอ็มบริโอ (Embryo) เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่จะเจริญไปเป็นต้นพืช ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้ ใบเลี้ยง (cotyledon) เมล็ดพืชใบเลี้ยงคู่มีใบเลี้ยง 2 ใบ ส่วนเมล็ดพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีใบเลี้ยง เพียง 1 ใบ ใบเลี้ยงของพืชบางชนิดทำหน้าที่สะสมอาหาร เช่น ถั่วชนิดต่างๆ มะขาม บัว เป็นต้น เอพิคอทิล (epicotyl) เป็นส่วนของเอ็มบริโอที่อยู่เหนือตำแหน่งที่ติดกับใบเลี้ยง ส่วนนี้จะเจริญเติบโตไปเป็นลำต้น ใบและดอกของพืช ไฮโพคอทิล (hypocotyl) เป็นส่วนเอ็มบริโอที่อยู่ใต้ตำแหน่งที่ติดกับใบเลี้ยง ในระหว่างการงอกของเมล็ดพืชใบเลี้ยงคู่หลายชนิดไฮโพคอทิลจะเจริญดึงใบเลี้ยงให้ขึ้นเหนือดิน แรดิเคิล (radicle) เป็นส่วนล่างสุดของเอ็มบริโออยู่ต่อจากไฮโพคอทิลลงมา ต่อไป จะเจริญเป็นราก 4.1.3.เอนโดสเปิร์ม ( Endosperm) เป็นเนื้อเยื่อที่มีอาหารสะสมไว้สำหรับการ เจริญเติบโตของเอ็มบริโอ อาหารส่วนใหญ่ เป็นประเภทแป้ง โปรตีน และไขมัน เมล็ดละหุ่ง เมล็ดละมุด มีเอน โดสเปิร์มหนามาก ส่วนใบเลี้ยงมีลักษณะแบนบาง มี 2 ใบ สำหรับพืชพวกข้าว หญ้า จะมีใบเลี้ยงเพียงใบเดียว อาหารสะสมอยู่ในเอนโดสเปิร์ม เมล็ดพืชบางชนิดไม่มี เอนโดสเปิร์มเนื่องจากสะสมอาหารไว้ที่ใบเลี้ยง


4.3 การงอกของเมล็ด เมล็ดพืชต่างชนิดกันจะมีส่วนประกอบบางอย่างที่เหมือนกัน และบางอย่างแตกต่างกั การงอก ของเมล็ดถั่วเหลือง ไฮโพคอทิลจะยืดตัวชูใบเลี้ยงให้โผล่ขึ้นมาเหนือระดับผิวดิน การงอกแบบนี้จะพบ ในพืช บางชนิด เช่น พริก มะขาม เป็นต้น การงอกของเมล็ดถั่วลันเตาส่วนของไฮโพคอทิลไม่ยืดตัวทำให้ใบเลี้ยงยัง อยู่ใต้ดินเช่นเดียวกับการงอกของเมล็ดพืชใบเลี้ยงเดี่ยวทั่วๆไป หรือใบเลี้ยงคู่บางชนิด เช่น ขนุน มะขามเทศ ส่วนของข้าวโพดงอกแล้วใบเลี้ยงไม่โผล่เหนือดิน มีแต่ส่วนของใบแท้ที่โผล่ขึ้นมาเหนือดิน การจำแนกชนิดของผล


Click to View FlipBook Version