The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pakawan Kanwisat, 2020-10-26 09:53:31

หนังสือ e-book

สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม

สารบญั

เรื่อง หนา้

ระบบนิเวศ 1
กลุม่ สิง่ มีชีวติ ในระบบนิเวศ 6
ห่วงโซอ่ าหาร 9
สายใยอาหาร 11
รปู แบบความสัมพันธ์ของสง่ิ มีชวี ิตทอี่ ยูร่ ่วมกนั 14

ระบบนิเวศ 1

ระบบนิเวศ (Ecosystem) หมายถงึ ระบบความสมั พันธ์ระหวา่ ง
กลุ่มส่ิงมีชีวติ ทอ่ี าศยั อยู่ร่วมกนั ในบรเิ วณน้นั และความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งกลมุ่ สง่ิ มีชีวติ กับสภาพแวดลอ้ มของแหล่งที่อยู่ มกี ารถ่ายทอด
พลงั งานระหว่างกลมุ่ ส่งิ มีชวี ติ กลุ่มตา่ ง ๆ และมีการหมนุ เวียนสาร

ประเภทของระบบนเิ วศ 2

ระบบนเิ วศสามารถแบ่งออกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท ดังนี้

1. ระบบนิเวศบนบก (Terrestrial Ecosystems) เป็นระบบนิเวศที่ปรากฏอยู่บน
พ้นื ดินซ่ึงแตกต่างกนั ไปโดยใช้ลกั ษณะเดน่ ของพืชเป็นหลักแบง่ ระบบนเิ วศบนบกนั้น
พอแบง่ ออกไดด้ ังน้ี

• 1.1 ระบบนิเวศปา่ ไม้ (Forest
Ecosystem) เปน็ ระบบนิเวศทพ่ี ื้นท่ีสว่ นใหญ่
ปกคลุมไปด้วยปา่ ไม้ สามารถแบง่ ยอ่ ย
ออกไปได้ดงั น้ี

• 1) ระบบนเิ วศป่าไม้เขตร้อน ได้แก่ ระบบ
นเิ วศป่าเบญจพรรณ ปา่ เต็งรงั ป่าดบิ ชื้น
ปา่ ดิบแล้ง ป่าดิบเขา เปน็ ต้น
2) ระบบนเิ วศป่าไม้เขตอบอ่นุ ได้แก่ ระบบ
นเิ วศปา่ ผลดั ใบเขตอบอนุ่ ป่าเมดิเตอร์เร
เนยี น
3) ระบบนเิ วศป่าไม้เขตหนาว ไดแ้ กร่ ะบบ
นิเวศป่าสน
4) ระบบนิเวศป่าชายฝัง่ (ป่าชายเลน ป่า
ชายหาด ปา่ โขดหิน)

ประเภทของระบบนเิ วศ 3

1.2 ระบบนเิ วศน์ทงุ่ หญา้ (Grassland
Ecosystem) เปน็ ระบบนิเวศทม่ี ีพืช
ตระกูลหญ้าเปน็ พชื เด่น แบง่ ไดด้ งั นี้
1) ระบบนิเวศน์ทุ่งหญ้าเขต
รอ้ น ไดแ้ ก่ ระบบนเิ วศทงุ่ หญ้าซาวนั
นา โดยมที ่งุ หญา้ ท่กี วา้ งใหญท่ สี่ ุดใน
โลกทีร่ จู้ ักกันในนามทุ่งหญ้าซาฟารี
2) ระบบนเิ วศน์ท่งุ หญ้าเขต
อบอนุ่ ได้แก่ ระบบนิเวศทุง่ หญ้าแพรรี่
, ทุ่งหญา้ สเตปป์
3) ระบบนเิ วศนท์ ุ่งหญ้าเขตหนาว ทุ่ง
หญ้าทุนดรา

1.3 ระบบนเิ วศน์ทะเลทราย (Desert
Ecosystem) เป็นพ้นื ท่ที ี่มปี รมิ าณฝน
ตกนอ้ ยกว่าปรมิ าณการระเหยนา้ แต่
บางพื้นทอี่ าจมีฝนตกบ้างเล็กนอ้ ยกจ็ ะ
มหี ญา้ เขตแหง้ แล้งงอกงามได้ ได้แก่
1) ระบบนิเวศน์ทะเลทรายเขต
รอ้ น ทะเลทรายเขตอบอ่นุ
2) ระบบนเิ วศน์ทุง่ หญา้ กงึ่ ทะเลทราย
เขตรอ้ น ทงุ่ หญ้าก่ึงทะเลทรายเขตรอ้ น

ประเภทของระบบนิเวศ 4

2. ระบบนเิ วศทางน้า (Aquatic Ecosystems) เป็นระบบนเิ วศในแหล่งนา้
ต่าง ๆ ของโลก ซงึ่ โครงสรา้ งหลัก
คอื น้าน่นั เอง แบ่งออกไดด้ ังนี้

2.1 ระบบนิเวศน้าจดื (Fresh water
Ecosystem) เปน็ ระบบท่นี ้าเปน็ น้าจืดอาจ
แบง่ ยอ่ ยเปน็

2.1.1 ระบบนเิ วศน้า
นิ่ง เช่น หนอง บงึ ทะเลสาบน้า
จืด เป็นต้น

2.1.2 ระบบนเิ วศนา้
ไหล เชน่ ลา้ ธาร ห้วย แม่น้า เปน็ ต้น

2.2 ระบบนเิ วศนา้ กรอ่ ย (Estuarine
Ecosystem) เป็นระบบนเิ วศทเ่ี กิดขึ้น
ตรงรอยตอ่ ระหวา่ งนา้ จืดกบั นา้ เคม็ มกั
เปน็ บริเวณทเ่ี ปน็ ปากแมน่ ้าต่าง ๆ จะ
มีตะกอนมากจงึ มีปา่ ไม้กลุม่ ป่าชายเลน
ขนึ้ จึงเรยี กวา่ ระบบนิเวศปา่ ชายเลน

ประเภทของระบบนิเวศ 5

2.3 ระบบนิเวศน้าเคม็ (Marine Ecosystem) เป็นระบบนิเวศท่ีมนี ้าเปน็ นา้ เค็ม โดย
ปกติจะมคี วามเค็มประมาณพันละ 35 มีท้งั ทเ่ี ป็นทะเลปดิ และทะเลเปิด เนอ่ื งจากเปน็
หว้ งนา้ ขนาดใหญ่ จึงนิยมแบง่ ออกเป็นระบบนเิ วศย่อยตามความลึกของนา้ อีก
ดว้ ย คอื

2.3.1 ระบบนเิ วศชายฝ่ัง (Coastal Ecosystem) เป็นบรเิ วณทตี่ กอยู่ภายใต้
อิทธิพลของน้าขนึ้ น้าลง สงิ่ มีชวี ติ ต้องปรบั ตวั ให้เขา้ กับสภาพการเปล่ยี นแปลง
ของระดับน้าดังกลา่ ว มีระบบยอ่ ย 2 ประเภท คอื ระบบนเิ วศโขดหนิ ชายฝง่ั และ
ระบบนเิ วศชายหาด

2.3.2 ระบบนิเวศน้าตืน้ เปน็ ระบบนิเวศทน่ี บั จากระบบนเิ วศชายฝัง่ ลง
ไปจนถงึ น้าลกึ 200 เมตร

2.3.3 ระบบนิเวศทะเลลกึ เป็นระบบนิเวศทน่ี บั ต่อเนอื่ งจากความ
ลกึ 200 เมตรลงไปถึงทอ้ งทะเล สว่ นนมี้ ักเป็นบริเวณทแี่ สงแดดสอ่ งลงไปไม่
ถงึ ดังนน้ั จงึ ขาดแคลนผู้ผลิตของระบบ สัตวน์ ้าต่าง ๆ จึงมีจา้ นวนนอ้ ยและใชช้ วี ติ
โดยรอซากส่ิงชวี ิตอน่ื ที่ตายจากดา้ นบนแล้ว

6

กลุ่มสิ่งมีชวี ติ ในระบบนิเวศ

กล่มุ สง่ิ มีชวี ิต หมายถึง การอยูร่ ว่ มกันในบริเวณแหลง่ ทอ่ี ยเู่ ดียวกันของ
ส่งิ มชี ีวติ ตัง้ แต่ 2 ชนดิ ขึน้ ไป ซ่ึงส่งิ มชี ีวติ นัน้ หมายรวมถึง สตั ว์, พืช, เหด็ รา ไปจนถึง
จุลนิ ทรีย์ต่าง ๆ ตา่ งจากส่ิงไม่มชี วี ิต เชน่ ดิน, หนิ , นา้ , อากาศ หรอื สภาพแวดล้อม
ซึ่งเมื่อรวมทงั้ สองสว่ นเข้าดว้ ยกนั เราจะเรยี กวา่ ระบบนเิ วศ (Ecosystem)

กลุ่มส่ิงมีชวี ติ ในขอนไม้ผุ ประกอบดว้ ย เหด็ , รา, ไลเคน, หนอน, แมลง
ตา่ งๆ รวมถึงสตั วข์ นาดเล็ก เช่น กิง้ กา่ , จิง้ เหลน, หนู เปน็ ต้น

กลุม่ สง่ิ มีชวี ิตในบอ่ นา้ ประกอบดว้ ย พืชน้า, สาหร่าย, ลูกออ๊ ด, กบ, เตา่ , ปลา, ปู,
กุ้ง, หอย, เป็ด และแมลงต่างๆ เปน็ ตน้

กลมุ่ ส่งิ มชี ีวติ ในนาขา้ ว ไดแ้ ก่ ตน้ ขา้ ว, เพล้ยี , ตัก๊ แตน, นกกระจบิ , กบ, ปู, หน,ู ปลา, งู
และเหยีย่ ว เปน็ ต้น

7

กลุม่ ส่ิงมชี ีวติ ในระบบนิเวศ

1. ผู้ผลติ (Producer)
ผผู้ ลิต คอื สงิ่ มชี วี ิตท่ีมกี ารสังเคราะหอ์ าหารขน้ึ มาเองได้เพราะมคี ลอโรฟลิ ล์

ได้แก่ พืชต่าง ๆ เช่น สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงิน ต้นหญา้ ต้นถว่ั ต้นส้ม พืชเหล่าน้ี
สามารถสรา้ งอาหารได้เองโดยอาศัยแสงอาทติ ย์

2. ผ้บู รโิ ภค (Consumer)
ผูบ้ รโิ ภค คอื ส่งิ มีชวี ติ ทไี่ ม่สามารถสร้างอาหารเองได้ สามารถแบ่งออกได้เปน็ 3 กล่มุ คอื

2.1 สงิ่ มชี วี ติ ท่ีกนิ พืชเปน็ อาหาร (Herbivore) เราเรียกสง่ิ มีชวี ติ นีว้ ่า ผู้บรโิ ภคอันดับ 1
เปน็ ส่ิงมชี ีวติ ที่กินผู้ผลติ สง่ิ มีชวี ติ เหล่านีม้ กั จะเป็นเหย่ือเพราะถกู กนิ โดยผบู้ รโิ ภคอันดับ
อ่ืน ๆ เชน่ หนู นก ม้า ชา้ ง กวาง ปลา

8

กลุ่มสิง่ มชี วี ติ ในระบบนิเวศ

2.2 สง่ิ มชี วี ิตที่กนิ สัตว์เป็นอาหาร (Carnivore) สัตวเ์ หลา่ น้ีเปน็ ผูล้ า่ เชน่
สงิ โต เสือ งู ไฮยีน่า หมาปา่ ฉลาม เต่าทะเล

2.3 สง่ิ มีชวี ติ ทกี่ ินทงั้ พชื และสตั ว์เปน็ อาหาร (Omnivore) เช่น มนุษย์

3. ผยู้ ่อยสลาย (Decomposer)
เปน็ สง่ิ มีชวี ิตที่มีหน้าท่ยี อ่ ยสลายซากพืชซากสัตว์ตา่ ง ๆ เชน่ รา (Fungi) แบคทีเรีย
(Bacteria)

9

หว่ งโซ่อาหาร

หว่ งโซ่อาหาร (Food chain) หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดพลงั งานในรปู ของ
อาหารเปน็ ล้าดบั ข้ันจากสิ่งมีชวี ติ หน่ึงไปยังส่ิงมีชวี ติ อีกหน่ึงโดยการกินกันเป็นทอดๆ

ชนดิ ของหว่ งโซ่อาหาร

1. Decomposition food chain เป็นหว่ งโซ่อาหารทเ่ี รม่ ตน้ จากการย่อยสลายซากอินทรยี ์
โดยพวกจุลนิ ทรยี ์ ได้แก่ เหด็ รา แบคทเี รีย และ Detritivorous animals เป็นระบบนเิ วศท่ีมี
สายใยอาหารของผ้ยู อ่ ยสลายมากกว่า เชน่

ซากพืชซากสัตว์ → ไส้เดอื นดิน → นก → งู

2. Parasitism food chain เป็นหว่ งโซ่อาหารทเ่ี ริ่มต้นจากภาวะปรสิต ตวั อย่างเชน่
ไก่ → ไรไก่ → โปรโตซัว → แบคทีเรีย

3. Predation food chain เปน็ หว่ งโซ่อาหารที่เป็นการกินกันของสัตว์ผลู้ า่ (สัตวก์ ินพชื
สัตวก์ ินเนือ้ )อาจเป็นพวกขดู กนิ (Grazing food chain) ซ่ึงหว่ งโซ่เริม่ ต้นท่สี ัตว์พวกขูดกิน
อาหาร เชน่ หอยทากและสัตวก์ ินพืชอ่ืนๆ เช่น สัตว์เค้ยี วเอ้อื ง

4. Mix food chain เปน็ ห่วงโซ่อาหารแบบผสม โดยมกี ารกินกนั และมีปรสิต เช่น
สาหรา่ ยสเี ขยี ว → หอยขม → พยาธิใบไม้ → นก

10

ห่วงโซอ่ าหาร

หว่ งโซอ่ าหารแบง่ เปน็ 4 แบบ

1. หว่ งโซ่อาหารแบบผ้ลู ่า (Predator chain or Grazing food chain) เรม่ิ จากผู้ผลิตคือพชื
ตามด้วยผบู้ ริโภคอันดับต่าง ๆ การถ่ายทอดพลังงานจงึ ประกอบดว้ ย ผลู้ ่า (Predator)
และเหย่ือ (Prey)

2. หว่ งโซ่อาหารแบบปรสิต (Parasitic chain) เร่ิมจากผู้ถกู อาศยั (Host) ถ่ายทอด
พลังงานไปยังปรสติ (Parasite) และต่อไปยงั ปรสิตอนั ดับสงู กว่า (Hyperparasite) โดย
ภายในห่วงโซ่น้จี ะใชก้ ารเกาะกนิ ซ่งึ กนั และกนั

3. หว่ งโซอ่ าหารแบบเศษอินทรีย์ (Detritus chain) เริ่มจากซากพืชหรอื ซากสัตว์
(Detritus) หรอื สิ่งที่ไม่มชี ีวติ ถูกผบู้ รโิ ภคซากพชื ซากสตั วก์ ัดกิน และผูบ้ ริโภคซากอาจถกู
กินตอ่ โดยผู้บริโภคสตั ว์ อกี ทอด

4. หว่ งโซอ่ าหารแบบผสม (Mixed chain) เปน็ การถ่ายทอดพลงั งานระหว่างสงิ่ มีชีวติ
หลายๆ ประเภท อาจมีทง้ั แบบผู้ลา่ และปรสติ เชน่ จากผู้ผลติ ไปยังผ้บู ริโภคพืช และไปยัง
ปรสติ เป็นต้น

11

สายใยอาหาร

สายใยอาหาร (Food Web) กค็ ือ โซ่อาหารที่ซบั ซอ้ นโยงใยเหมือนใยแมงมุม เพราะ
ในธรรมชาติ ผ้ผู ลติ อยา่ งพชื ไมไ่ ดถ้ กู บริโภคโดยสตั วเ์ พยี งชนิดเดียว สัตว์กินเน้ือกไ็ มไ่ ดล้ ่า
เหย่อื เพียงชนิดเดียวเชน่ กนั โซ่ท่ีโยงออกจากส่ิงมชี ีวิตชนดิ หนึ่งจงึ มไี ด้หลายเส้น ขน้ึ อย่กู ับ
ความสมบูรณแ์ ละความสมดลุ ของระบบนิเวศหนงึ่ ๆ

การถ่ายทอดพลงั งานในโซอ่ าหาร

การถา่ ยทอดพลงั งานในโซ่อาหารอาจแสดงในในลกั ษณะของสามเหล่ยี มพรี ามิด
ของสงิ่ มชี ีวิต (ecological pyramid) แบง่ ได้ 3 ประเภทตามหนว่ ยที่ใชว้ ัดปริมาณของ
ลา้ ดบั ข้ันในการกนิ

1. พรี ามดิ จ้านวนของสง่ิ มีชวี ติ (pyramid of number) แสดงจา้ นวนส่ิงมีชวี ติ เปน็
หนว่ ยตัวต่อพืน้ ท่ี โดยทว่ั ไปพรี ะมดิ จะมีฐานกว้าง ซึ่งหมายถึง มจี ้านวนผู้ผลิตมากทีส่ ุด
และจ้านวน ผ้บู ริโภคล้าดับตา่ ง ๆ ลดลงมา

12

สายใยอาหาร

2. พรี ามดิ มวลของสิ่งมชี วี ิต (pyramid of mass) โดยพริ ามดิ นี้แสดงปรมิ าณของ
สง่ิ มีชีวิตในแต่ละล้าดบั ขั้นของการกนิ โดยใช้มวลรวมของนา้ หนักแหง้ (dry weight) ของ
สง่ิ มีชวี ิตตอ่ พนื้ ทแี่ ทนการนบั จ้านวนพรี ามิดแบบนี้มคี วามแมน่ ย้ามากกวา่ แบบที่ 1 แต่ใน
ความเป็นจริงจา้ นวนหรอื มวล ของสง่ิ มชี วี ติ มกี ารเปล่ียนแปลงตามช่วงเวลา

3. พรี ามดิ พลงั งาน (pyramid of energy) เป็นปิรามิดแสดงปรมิ าณพลังงานของแต่
ละล้าดบั ชน้ั ของการกนิ ซึ่งจะมีค่าลดลงตามลา้ ดับขัน้ ของการโภค

14

ความสมั พนั ธ์ระหว่างสง่ิ มชี ีวิตกบั

สงิ่ มชี ีวติ

1. ภาวะการล่าเหย่ือ (predation) + , -
เป็นการอยู่ร่วมกันของส่งิ มีชีวิต 2 ชนดิ ฝ่ายหนง่ึ เป็นผู้ลา่ (predator) มคี วาม

แขง็ แรง สว่ นอีกฝ่ายหนึง่ ถกู ผลู้ ่ากนิ เปน็ อาหารเรียกว่า “เหยื่อ(prey)” มีความสมั พนั ธ์
แบบ +,- เช่นแมวจับหนู นกกนิ หนอน เหยย่ี วล่าไก่หรือกระต่ายเป็นอาหาร สงิ โตลา่
ละม่งั เป็นอาหาร

2.ภาวะปรสิต (parasitism) + , -
เป็นการอยรู่ ่วมกันของสงิ่ มีชีวติ 2 ชนิด โดยส่ิงมีชีวิตชนิดหนึ่งไปอาศัยอยู่กับ

สิ่งมชี วี ติ อกี ชนดิ หน่งึ โดยผู้อาศัย(parasite) ไดป้ ระโยชน์ และผถู้ กู อาศัย (host) เสยี
ประโยชน์ มคี วามสมั พนั ธแ์ บบ +, - เช่น เห็บกับสุนขั ต้นกาฝากบนต้นมะมว่ งหรอื ต้นไม้
อน่ื ๆ

15

ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสิ่งมชี วี ติ กบั

สิง่ มชี ีวติ

3.ภาวะพึ่งพากนั (mutualism) + , +
เปน็ การอย่รู ่วมกนั ของส่ิงมชี วี ิต 2 ชนดิ โดยได้ประโยชนท์ ้งั สองฝา่ ยและเม่อื แยก

ออกจากกันจะไมส่ ามารถด้ารงชวี ิตอยไู่ ด้ มคี วามสมั พันธแ์ บบ +, + เช่น แบคทเี รียไร
โซเบียมทีอ่ าศยั อยใู่ นปมรากพชื ตระกูลถว่ั แบคทีเรียได้รบั พลงั งานจากการสลายของ
สารอาหารที่อยูใ่ นรากพชื รากับสาหร่ายสีเขยี วอย่รู วมกนั เรยี กวา่ “ไลเคน” โดย
สาหร่ายสีเขยี วสร้างอาหารได้เอง แต่ตอ้ งอาศัยความชืน้ จากรา สว่ นราได้รับอาหารจาก
สาหร่ายสเี ขียว

4.ภาวะอิงอาศัย (commenselism) + , 0
เป็นการอยรู่ ว่ มกันของสิ่งมชี วี ิต 2 ชนิด ในลกั ษณะทฝ่ี ่ายหนง่ึ ไดป้ ระโยชน์ ส่วนอีก

ฝา่ ยไมไ่ ด้ประโยชน์และไม่เสียประโยชน์ มคี วามสัมพนั ธ์แบบ + , 0 เช่นเฟินเกาะบนต้นไม้
ใหญ่ กล้วยไม้เกาะบนต้นไม้ใหญ่

16

ความสัมพนั ธ์ระหว่างส่งิ มชี วี ิตกบั

สิ่งมีชวี ิต

5.ภาวะไดป้ ระโยชน์ซึง่ กนั และกัน (protocooperation) + , +
เปน็ การอยู่รว่ มกันของส่ิงมีชวี ติ 2 ชนิด ซึ่งต่างไดป้ ระโยชน์ทง้ั สองฝา่ ย แต่สามารถ

แยกออกจากกันไดโ้ ดยดา้ เนนิ ชวี ิตตามปกติ มคี วามสมั พันธแ์ บบ +, + เชน่ ดอกไม้กับ
แมลง ควายกบั นกเอย้ี ง มดด้ากบั เพล้ยี

6.ภาวะแขง่ ขนั (competition)
เป็นความสมั พันธ์ของสงิ่ มีชีวิตทที่ ้งั สองฝ่ายต้องการปจั จัยในการดา้ รงชวี ิตอย่างใด

อยา่ งหน่งึ ร่วมกัน แตป่ จั จัยนัน้ มนี อ้ ยจึงต้องแขง่ ขันกนั เชน่ การแยง่ อาหารของจระเข้ การ
แข่งขันด้านความสูงของต้นไมเ้ พอื่ รบั แสงจากดวงอาทิตย์

17

ความสมั พันธ์ระหว่างสิ่งมชี วี ิตกับ

สิง่ มชี วี ติ

7.ภาวะเปน็ กลาง(neutralism)
เป็นการด้ารงชวี ิตของส่งิ มีชวี ติ ทท่ี งั้ สองฝ่ายไมม่ ผี ลประโยชน์ซึ่งกันและกนั เชน่

นกกบั กระตา่ ยในทงุ่ หญ้า

8.ภาวะต่อตา้ น (antibiosis)
เปน็ การดา้ รงชีวติ ของสิ่งมชี ีวติ 2 ชนิดท่ฝี ่ายหนึง่ มีอิทธิพลตอ่ อกี ฝา่ ยหนงึ่ เชน่

ราเพนซิ ิลเลยี มจะหล่ังสารยับยัง้ การเจริญเติบโตของแบคทีเรยี


Click to View FlipBook Version