The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เศรษฐกิจเปรียบเทียบ (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วรเทพ เพิ่มรัตน์, 2023-09-07 21:18:56

เศรษฐกิจเปรียบเทียบ (1)

เศรษฐกิจเปรียบเทียบ (1)

1 เศรษฐกิจของประเทศในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รองศาสตราจารย์ดร.มนูญ โต๊ะยามา บทนํา การที่ประเทศในสมาชิกประชาคมอาเซียน ประกอบด้วย 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ฟิลิปปินส์เวียดนาม บรูไน ดารุสซาลาม เมียนมาร์หรือพม่า ลาว และกัมพูชา มีการรวมตัวกันเป็นประชาคมด้านต่างๆนั้น ประชาคมอาเซียน (Asean Economic Community หรือ AEC) เป็นประชาคมส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนที่ประกอบด้วยอีก 2 เสาหลัก คือ ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community หรือ ASCC) และประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community หรือ APSC) โดยที่ประเทศสมาชิกที่รวมตัวกันนั้นแม้อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน แต่ในแต่ละประเทศมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่ต่างกันในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง รวมทั้งลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์บางประเทศมีพื้นที่ติดต่อแผ่นดินใหญ่ที่ติดชายทะเล ได้แก่ ไทย พม่า มาเลเซีย และเวียดนาม ขณะที่บางประเทศ คือลาว ไม่มีอาณาเขตติดทะเล และบางประเทศมีสภาพเป็นเกาะ คือ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ฟิลิปปินส์และบรูไน ปัจจัยและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันนั้นอาจมีผลต่อลักษณะทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางเศร ษฐกิจที่แตกต่างกันได้ แม้แต่ประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมมาก่อนที่มีประเทศเมืองแม่ต่างกันก็อาจส่งผลต่อการดําเนินการทางเ ศรษฐกิจแตกต่างกันได้ดังเช่น พม่า สิงคโปร์และมาเลเซียที่เคยเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ ในขณะที่ลาว กัมพูชาและเวียดนามที่เคยเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ทางด้านการเมืองการปกครองในอดีตที่ผ่านมาสามารถแบ่งระบบการปกครองเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มประเทศที่ใช้ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย มีระบบเศรษฐกิจที่ค่อนข้างไปทางทุนนิยม ใช้กลไกราคาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เอกชนมีเสรีภาพและมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน แต่อีกกลุ่มใช้ระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ มีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมที่รัฐเป็นผู้กําหนดกิจกรรมและกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เอกชนถูกจํากัดทั้งในเสรีภาพและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน อย่างไรก็ตามต่อมาประเทศในกลุ่มหลังนี้ได้ปรับระบบเศรษฐกิจที่ให้เอกชนทั้งในและต่างประเทศสามาร ถเข้าไปเป็นเจ้าของและดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ รวมทั้งรัฐบาลลดบทบาททางเศรษฐกิจของตัวเองลง ให้กลไกราคาเข้าไปมีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น หรือที่เรียกว่าระบบเศรษฐกิจการตลาดแบบสังคมนิยม (Socialist-oriented market economy) ประเทศเหล่านี้ประกอบด้วย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ในขณะที่บางประเทศ คือ พม่าที่ในอดีตใช้นโยบายเศรษฐกิจค่อนข้างไปทางสังคมนิยมและปิดประเทศมานาน นอกจากนี้บางประเทศต้องประสบกับศึกสงคราม ดังเช่น เวียดนาม ที่หลังจากได้เอกราชจากฝรั่งเศส ในปีพ.ศ. 2497 ถูกแบ่งเป็น 2 ประเทศ คือ เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ แล้วหลังจากนั้นอยู่ในช่วงสงครามเวียดนามจนถึงปีพ.ศ. 2518 ถึงได้กลับมารวมตัวกันเป็นประเทศเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง


2 การที่ประเทศสมาชิกมีความเป็นมาทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ตลอดจนลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันในช่วงที่ผ่านมามากบ้างน้อยบ้างนั้นน่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจ ของแต่ละประเทศไม่มากก็น้อย ดังนั้นการทําความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก รวมทั้งเปรียบเทียบลักษณะต่างๆ ได้แก่ ลักษณะทั่วไปและโครงสร้างเศรษฐกิจรวมทั้งสินค้าเข้าและสินค้าออก การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความยากจนและการกระจายรายได้ น่าจะช่วยให้สามารถเข้าใจลักษณะทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกด้วยกัน ซึ่งจะทําให้เข้าใจความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้มากขึ้น โดยพิจารณาลักษณะที่คล้ายกันและแตกต่างกันระหว่างประเทศสมาชิก โดยการเปรียบเทียบปัจจัยที่ต่างกันของประเทศสมาชิกที่กล่าวมาก่อนหน้านี้นั้นจะเป็นการชี้ให้เห็นว่ามีค วามเกี่ยวข้องกับลักษณะทางเศรษฐกิจที่ต่างกันหรือไม่อย่างไร สําหรับเนื้อหาที่กล่าวถึงในที่นี้ประกอบด้วย ลักษณะและโครงสร้างเศรษฐกิจด้านต่างๆของประเทศสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การเปรียบเทียบลักษณะทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ขนาดเศรษฐกิจ โครงสร้างเศรษฐกิจ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สินค้าเข้าและสินค้าออก การเปรียบเทียบด้านประชากร การจ้างงาน การกระจายรายได้และความยากจน เพื่อให้สามารถเข้าใจภาพรวมลักษณะทางเศรษฐกิจโดยรวมของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนรวมทั้งเปรีย บเทียบในประเด็นต่างๆดังที่กล่าวมาระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกัน และที่สําคัญคือการเปรียบเทียบระหว่างเศรษฐกิจของไทยกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ลักษณะและโครงสร้างเศรษฐกิจ ไทย ประเทศไทยนับเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ เศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการส่งออก ในปีพ.ศ. 2555 (2012) การส่งออกของไทยมีมูลค่ามากกว่า 2 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) โดย GDP มีมูลค่า 366 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ (11.933.796 พันล้านบาท) 1 รายได้ต่อหัวต่อปีเท่ากับ 5,390 ดอลลาร์สหรัฐฯ (175,746 บาท) นับว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่32 ของโลก ทางด้านโครงสร้างการผลิต สัดส่วนของมูลค่าผลผลิตสาขาเกษตรกรรม สาขาอุตสาหกรรมการผลิต และสาขาบริการต่อ GDP คิดเป็นร้อยละ 8.4 39.2 และ 52.4 ตามลําดับ สําหรับผลผลิตหลักในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม สินค้าออกหลักและสินค้าเข้าหลักของไทยรวมทั้งประเทศคู่ค้าสําคัญแสดงในตารางที่1 ประชากรมีจํานวน 64.46 ล้านคน ประชากรที่อยู่ต่ํากว่าเส้นความยากจนมีอยู่ร้อยละ 13.15 กําลังแรงงานจํานวน 39.41 ล้านคน อัตราการว่างงานร้อยละ 0.7 และในปี2554 (2011) 1 คํานวณโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน 32.606 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558


3 สัดส่วนการจ้างงานในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมและบริการ ต่อการจ้างงานทั้งสิ้น เท่ากับ ร้อยละ 41.1 19.3 และ 39.6 ตามลําดับ อินโดนีเซีย ประเทศอินโดนีเซียมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของอาเซียน เป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศ 20 ชาติว่าด้วยเศรษฐกิจ (G-20 major economies) และนับเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่เช่นเดียวกัน มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดแต่รัฐบาลมีบทบาทสําคัญโดยการเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลกลางเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจจํานวน 141 แห่ง และเป็นผู้กําหนดราคาสินค้าและบริการของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งกิจการรัฐวิสาหกิจครอบคลุมสินค้าพื้นฐานประกอบด้วยเชื้อเพลิง ข้าว และไฟฟ้า ในปีพ.ศ. 2555 GDP ของอินโดนีเซียมีมูลค่าเท่ากับ 894.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ (29,179.109 พันล้านบาท) รายได้ต่อหัวต่อปีเท่ากับ 4,943 ดอลลาร์สหรัฐฯ (161,171 บาท) สัดส่วนผลผลิตของสาขาเกษตรกรรม สาขาอุตสาหกรรม และสาขาบริการ ต่อ GDP เท่ากับร้อยละ 14.4 47.0 และ 38.6 ตามลําดับ สําหรับผลผลิตหลักในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม สินค้าออกหลักและสินค้าเข้าหลักของอินโดนีเซียรวมทั้งประเทศคู่ค้าสําคัญแสดงในตารางที่1 สําหรับประชากร ในปีพ.ศ. 2555 มีจํานวน 241.0 ล้านคน และจากข้อมูลในปีพ.ศ. 2554 มีประชาการที่อยู่ต่ํากว่าเส้นความยากจนร้อยละ 12.5 ค่าสัมประสิทธ์จีนี่ (Gini coefficient) เท่ากับ 0.343 เมื่อพิจารณาจากข้อมูลในปีพ.ศ.2551(2008) มีกําลังแรงงานเท่ากับ 119.5 ล้านคน โดยอยู่ในสาขาเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ ร้อยละ 38.9 22.2 และ 47.9 ตามลําดับ มาเลเซีย มาเลเซียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ประกอบด้วย 3 ภูมิภาคหลัก คือ คาบสมุทรมาเลเซีย ซาบาห์ และซาวารัค โดย 2 ภูมิภาคหลังอยู่บนเกาะบอร์เนียวที่มีพื้นที่ติดกับบรูไน ดารุสซาลาม และอินโดนีเซีย มาเลเซียมีลักษณะทางเศรษฐกิจเป็นเศรษฐกิจตลาดอุตสาหกรรมใหม่ ระบบเศรษฐกิจเปิดและกิจการหลายอย่างเป็นของรัฐ (relatively open and state oriented) รัฐบาลมีบทบาทสําคัญในการกําหนดและชี้แนะกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านแผนเศรษฐกิจมหภาค ในปีพ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) เศรษฐกิจมาเลเซียมีขนาดใหญ่ในอาเซียนอันดับ 3 รองจากอินโดนีเซียและไทย ในปีพ.ศ. 2556 (2013) GDP ของมาเลเซียมีมูลค่า 312.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ (10,186.114 พันล้านบาท) และรายได้ต่อหัวต่อปีเท่ากับ 10,412 ดอลลาร์สหรัฐฯ (339,493 บาท) ในปีพ.ศ. 2555 ประชากรมีจํานวน 29.0 ล้านคน ในปี2556 มีกําลังแรงงาน 13.19 ล้านคน อัตราการว่างงาน ร้อยละ 3.1 จากข้อมูลในปีพ.ศ. 2555 กําลังแรงงานอยู่ในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ร้อยละ 11.1 36 และ 53.5 ตามลําดับ ลักษณะเด่นของเศรษฐกิจมาเลเซีย คือ เป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ควบคุมช่องแคบมะละกา ซึ่งมีบทบาทสําคัญในการค้าต่างประเทศของมาเลเซีย และมาเลเซียยังเป็นศูนย์กลางทางการเงินและธนาคารอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในโลก เดิมเศรษฐกิจของมาเลเซียขึ้นอยู่กับดีบุก ยางพารา และปาล์มน้ํามัน


4 แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตมีบทบาทสําคัญอย่างมาก ทําให้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับภาคนอกเกษตร (โดยเฉพาะสาขาอุตสาหกรรมการผลิต) โดยสาขาเกษตร (รวมป่าไม้และประมง) ในปีพ.ศ. 2551 (2009) มีเท่ากับร้อยละ 8.49 ของ GDP ในขณะที่สาขาอุตสาหกรรมการผลิตมีร้อยละ 25.80 ต่อมาในปีปีพ.ศ. 2556 มูลค่าผลผลิตสาขาเกษตรมีสัดส่วนลดลงเหลือร้อยละ 7.64 ของ GDP ในขณะที่สาขาอุตสาหกรรมการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 26.63 สําหรับผลผลิตหลักในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม สินค้าออกหลักและสินค้าเข้าหลักของมาเลเซียรวมทั้งประเทศคู่ค้าสําคัญแสดงในตารางที่ 1 สิงคโปร์ สิงคโปร์เป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มที่พัฒนาแล้วระดับสูง (highly developed countries) และพึ่งพาการค้าการลงทุนจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก มีการเก็บภาษีในอัตราต่ํา มีGDP ต่อหัวต่อปี ที่คิดบนฐานของความเท่าเทียมกันของอํานาจซื้อ (Purchasing Power Parity : PPP) สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก มีคอร์รัปชั่นน้อยมาก และมีบริษัทขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเข้าไปมีบทบาทในการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประ เทศเป็นอย่างมาก การลงทุนต่างประเทศของสิงคโปร์มีทั้งที่เป็นการนําเงินไปลงทุนในต่างประเทศและเป็นการลงทุนจากต่า งประเทศ มีนักลงทุนจากต่างประเทศจํานวนมากที่เข้าไปลงทุนในสิงคโปร์เนื่องจากมีแรงจูงใจจากบรรยากาศการล งทุนที่ดีและการเมืองมีเสถียรภาพ ในปีพ.ศ. 2554 GDP ของสิงคโปร์มีมูลค่า 318.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (10,398.053 พันล้านบาท) รายได้ต่อหัวต่อปีเท่ากับ 52,709 ดอลลาร์สหรัฐฯ (1,718,629.654 ล้านบาท) โดยสัดส่วนมูลค่าผลผลิตของสาขาบริการ และอุตสาหกรรมการผลิต คิดเป็นร้อยละ 73.4 และ 26.6 ตามลําดับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการผลิตในภาคเกษตรกรรมอาจมีน้อยมากหรือแทบไม่มีการผลิต เพราะคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0 ของ GDP สําหรับผลผลิตหลักในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม สินค้าออกหลักและสินค้าเข้าหลักของสิงคโปร์รวมทั้งประเทศคู่ค้าสําคัญแสดงในตารางที่1 ในปี2555 สิงคโปร์มีประชากรมีจํานวน 5.3 ล้านคน สําหรับกําลังแรงงาน ในปี2556 มีจํานวน 3.444 ล้านคน โดยอยู่ในสาขาบริการ อุตสาหกรรมการผลิต และการก่อสร้าง ร้อยละ 70.1 15.5 และ 13.7 ตามลําดับ ส่วนอัตราการว่างงาน อยู่ที่ร้อยละ 1.9 (ในปีพ.ศ. 2554 กําลังแรงงานอยู่ในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ คิดเป็นร้อยละ 0.1 19.6 80.3 ตามลําดับ) ฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 40 ของโลก เป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ประเทศหนึ่งที่เปลี่ยนจากการพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลักไปสู่การพึ่งพ าภาคบริการและสาขาอุตสาหกรรมการผลิตมากขึ้น ในปีพ.ศ. 2555 GDP ของฟิลิปปินส์มีมูลค่า 257 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (8,379 พันล้านบาท) รายได้ต่อหัวต่อปีเท่ากับ 2,614 ดอลลาร์สหรัฐฯ (85,232 ล้านบาท) สัดส่วนผลผลิตของสาขาเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ ต่อ GDP


5 คิดเป็นเท่ากับร้อยละ 12.3 33.3 และ 54.4 ตามลําดับ สําหรับผลผลิตหลักในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม สินค้าออกหลักและสินค้าเข้าหลักของฟิลิปปินส์รวมทั้งประเทศคู่ค้าสําคัญแสดงในตารางที่ 1 ในปีพ.ศ. 2555 ฟิลิปปินส์มีประชากรมีจํานวน 96.2 ล้านคน กําลังแรงงานในปีพ.ศ. 2554 มีจํานวน 59.81 ล้านคน โดยอยู่ในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ร้อยละ 33 15 และ 52 ตามลําดับ ในปีพ.ศ. 2551 ประชากรอยู่ต่ํากว่าเส้นความยากจนร้อยละ 22.9 ค่าสัมประสิทธิ์Gini เท่ากับ 43.0 บรูไน ดารุสซาลาม บรูไน ดารุสซาลาม เป็นประเทศขนาดเล็ก เศรษฐกิจมั่งคั่ง มีการผสมผสานระหว่างกิจการของคนในประเทศกับของต่างชาติ กฎระเบียบของรัฐบาลและมาตรการสวัสดิการและประเพณีของชุมชน (village tradition) รายได้หลักของประเทศมาจากการส่งออกน้ํามันดิบและก๊าซธรรมชาติ รายได้จากสาขาปิโตรเลียมมีมากกว่าครึ่งของ GDP บรูไนเป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงมาก รายได้จํานวนมากมาจากการลงทุนจากต่างประเทศ (oversea investment) และการผลิตภายในประเทศ ในขณะที่รัฐบาลพยายามให้เศรษฐกิจมีความหลากหลายมากขึ้นไม่ขึ้นอยู่เฉพาะกับน้ํามันและก๊าซธรรมช าติในปีพ.ศ. 2553 (2010) GDP เท่ากับ 20.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (664,510 พันล้านบาท) รายได้ต่อหัวต่อปีเท่ากับ 51,600 ดอลลาร์สหรัฐ ฯ (1,682,469 ล้านบาท) สัดส่วนผลผลิตต่อ GDP ของภาคอุตสาหกรรม การบริการและเกษตรกรรม เท่ากับ ร้อยละ 73.3 26.0 และ 0.7 ตามลําดับ สําหรับผลผลิตหลักในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม สินค้าออกหลักและสินค้าเข้าหลักของบรูไนรวมทั้งประเทศคู่ค้าสําคัญแสดงในตารางที่1 ประชากรในปีพ.ศ. 2555 มีจํานวน 0.4 ล้านคน และประชากรอยู่ต่ํากว่าระดับเส้นยากจนน้อยมาก (ร้อยละ 0.25) กําลังแรงงานในปีพ.ศ. 2551(2008) มีจํานวน 188,800 คน โดยอยู่ในภาคอุตสาหกรรม บริการ และเกษตรกรรม คิดเป็นร้อยละ 63.1 32.4 และ 4.5 ตามลําดับ ด้วยเหตุที่เป็นประเทศที่มีรายได้สูงในขณะที่ประชากรมีจํานวนน้อย รัฐบาลจึงได้จัดให้มีสวัสดิการบริการทางการแพทย์และสนับสนุนอาหารและที่อยู่อาศัยทั้งหมด เวียดนาม เวียดนามเป็นประเทศที่มีลักษณะทางเศรษฐกิจเป็นเศรษฐกิจการตลาดที่มีการวางแผนจากส่วน กลาง (planned economy) ตั้งแต่กลางทศวรรษ 19802 เวียดนามได้เปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่มีการวางแผนจากส่วนกลางอย่างมาก ไปสู่เศรษฐกิจการตลาดแบบสังคมนิยม (socialist oriented market economy) ธุรกิจส่วนใหญ่เป็นขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and medium enterprises : SMEs) เศรษฐกิจของวียดนามในปัจจุบันขึ้นอยู่กับการลงทุนจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศในการสนับสนุนการดําเนินของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ในปีพ.ศ. 2 ช่วงปีพ.ศ. 2523 - 2532


6 2555 เวียดนาม มีประชากร 89.0 ล้านคน กําลังแรงงาน 49.18 ล้านคน โดยอยู่ในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ ร้อยละ 48 21 และ 31 ตามลําดับ สําหรับอัตราการว่างงานในปีพ.ศ. 2556 เท่ากับ ร้อยละ 2.22 ในปีพ.ศ. 2555 GDP ของเวียดนาม มีมูลค่า 257 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (8,379.742 พันล้านบาท) รายได้ต่อหัวต่อปีเท่ากับ 2,614 ดอลลาร์สหรัฐฯ (85,232 ล้านบาท) เศรษฐกิจของเวียดนามมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น โดย ในปีพ.ศ. 2551 ผลผลิตสาขาการเกษตรกรรมคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP สูงสุด คือ ร้อยละ 24.52 ของ GDP ในขณะที่สาขาอุตสาหกรรมการผลิตคิดเป็นร้อยละ 22.02 ตามด้วย สาขาการค้าส่ง ค้าปลีก และการซ่อมแซมรถยนต์และจักรยาน คิดเป็นร้อยละ 15.43 ต่อมาในปีพ.ศ. 2555 สัดส่วนผลผลิตของสาขาเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ ต่อ GDP เท่ากับร้อยละ 21.6 40.8 และ 37.6 ตามลําดับ สําหรับผลผลิตหลักในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม สินค้าออกหลักและสินค้าเข้าหลักของเวียดนามรวมทั้งประเทศคู่ค้าสําคัญแสดงในตารางที่2 ลาว ลาวเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจคล้ายกับเวียดนามที่เปลี่ยนจากเศรษฐกิจวางแผนจากส่วนก ลางมาเป็นเศรษฐกิจการตลาดแบบสังคมนิยม ลาวเริ่มแปรรูปรัฐวิสาหกิจในปีพ.ศ. 2532 (1986) ลาวเป็นประเทศเดียวในประชาคมอาเซียนที่ไม่มีอาณาเขตติดต่อทะเล สําหรับมูลค่าของ GDP ของลาวในปีพ.ศ. 2554 มีมูลค่าเท่ากับ 17.66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (575.821 พันล้านบาท) รายได้ต่อหัวต่อปีเท่ากับ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ (88,036 บาท) โดยสัดส่วนผลผลิตของสาขาเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ ต่อ GDP เท่ากับร้อยละ 37.4 20.2 และ 42.6 ตามลําดับ ในปี2555 ประชากรของลาวมีจํานวน 6.5 ล้านคน กําลังแรงงาน ในปีพ.ศ. 2553 เท่ากับ 3.69 ล้านคน โดยอยู่ในภาคเกษตรถึงร้อยละ 75.1 และมีอัตราว่างงานร้อยละ 2.5 ของกําลังแรงงานทั้งหมด เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของลาวเดิมขึ้นอยู่กับสาขาเกษตรกรรมเป็นหลักต่อมาพึ่งพาภาคนอกเกษตร กรรมมากขึ้น เช่น สาขาอุตสาหกรรมการผลิต และสาขาบริการโดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่นับวันมีความสําคัญมากขึ้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็วและมีบทบาทสําคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของลาว หลังจากรัฐบาลเปิดลาวสู่โลกในทศวรรษ 19903 และกลายเป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสําคัญของนักท่องเที่ยว จนในปี 2013 ลาวได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่คนสนใจไปเที่ยวมากที่สุดในโลก (World’s best tourism destination 2013)4 นอกจากนี้การผลิตในสาขาไฟฟ้าและประปามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ซึ่งในปีพ.ศ. 2551 คิดเป็นร้อยละ 2.74 ของGDP เพิ่มเป็นร้อยละ 4.44 ในปีพ.ศ. 2555 ทั้งนี้ลาวมีบทบาทสําคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ําส่งขายให้แก่จีน เวียดนาม และไทย นอกจากการผลิตในสาขาก่อสร้างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.11 เป็นร้อยละ 7.11 3 ช่วงปีพ.ศ.2533 - 2542 4 http://www.asean.org/news/asean-secretariat-news/item/lao-pdr-awarded-world-s-best-tourist-destination สืบค้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2557


7 ในช่วงเวลาดังกล่าว สําหรับผลผลิตหลักในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม สินค้าออกหลักและสินค้าเข้าหลักของลาวรวมทั้งประเทศคู่ค้าสําคัญแสดงในตารางที่2 กัมพูชา กัมพูชามีระบบเศรษฐกิจคล้ายกับลาวและเวียดนามที่เปลี่ยนจากเศรษฐกิจวางแผนจากส่วนกลา งมาเป็นเศรษฐกิจการตลาดแบบสังคมนิยม ในปีพ.ศ 2555 (ค.ศ. 2012) GDP ของกัมพูชามีมูลค่า 257 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (8,379.742 พันล้านบาท) รายได้ต่อหัวต่อปีเท่ากับ 2,614 ดอลลาร์สหรัฐฯ (85,232 บาท) สัดส่วนผลผลิตต่อ GDP ของสาขาเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการเท่ากับร้อยละ 34.7 24.3 และ 41.0 ตามลําดับ สําหรับผลผลิตหลักในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม สินค้าออกหลักและสินค้าเข้าหลักของกัมพูชา รวมทั้งประเทศคู่ค้าสําคัญแสดงในตารางที่ 2 ประชากรมีจํานวน 15.0 ล้านคน และร้อยละ 20 ของประชากรในปีพ.ศ. 2553 อยู่ต่ํากว่าเส้นความยากจน กําลังแรงงานในปีพ.ศ. 2553 มีจํานวน 8.8 ล้านคน โดยอยู่ในสาขาเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการเท่ากับร้อยละ 57.6 15.9 และ 26.5 ตามลําดับ พม่า พม่าหรือเมียนมาร์(Myanmar) เป็นประเทศที่นับว่าเป็นเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging economy) ที่เพิ่งเปิดประเทศในระดับที่มากขึ้นไม่นานมานี้ ภาคเอกชนมีบทบาทสําคัญในกิจกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมเบา และการขนส่ง ในขณะที่รัฐบาลทหารควบคุมพลังงาน อุตสาหกรรมหนักและการค้าข้าว การผลิตปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติในพม่าเป็นบริษัทของรัฐบาล (Myanmar Oil and Gas Enterprises: MOGE) ซึ่งเป็นผู้ผลิตสํารวจดําเนินการท่อส่งก๊าซในประเทศเพียงรายเดียว อุปสรรคสําคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของพม่า ได้แก่ การขาดแคลนแรงงานมีฝีมือสําหรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ ในปีพ.ศ. 2554 GDP ของพม่ามีมูลค่าประมาณ 82.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (2,697.168 พันล้านบาท) รายได้ต่อหัวต่อปีเท่ากับ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ (42,387บาท) เศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร สัดส่วนของผลผลิตในสาขาเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ คิดเป็นร้อยละ 43 20.5 และ 36.66 ตามลําดับ ในปีพ.ศ. 2555 มีประชากรทั้งสิ้นจํานวน 54.6 ล้านคน ในปีพ.ศ. 2554 มีกําลังแรงงาน 32.53 ล้านคน และจากข้อมูลเมื่อปี2544 (ค.ศ. 2001) อยู่ในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ร้อยละ 70 7 และ 23 ตามลําดับ การว่างงานในปีพ.ศ. 2555 อยู่ที่ร้อยละ 37 ของกําลังแรงงานทั้งหมด สําหรับผลผลิตหลักในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม สินค้าออกหลักและสินค้าเข้าหลักของพม่ารวมทั้งประเทศคู่ค้าสําคัญแสดงในตารางที่2


Click to View FlipBook Version