The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัตินบีมูฮัมหมัด
เกิด มูฮัมมัด อิบน์ อับดุลลอฮ์
(อาหรับ: مُحَمَّد بِن عَبد الله‎)
เดือนรอบีอุลเอาวัล คริสต์ทศวรรษ
570
มักกะฮ์, คาบสมุทรอาหรับ
(ปัจจุบันคือประเทศซาอุดีอาระเบีย)
เสียชีวิต 8 มิถุนายน ค.ศ.632 (ประมาณ
62 ปี)
มะดีนะฮ์, คาบสมุทรอาหรับ
(ปัจจุบันคือประเทศ
ซาอุดีอาระเบีย)
สุสาน
โดมเขียวที่มัสยิด อัน-นาบาวี, มะดีนะฮ์
(ปัจจุบันคือประเทศซาอุดีอาระเบีย)
ชื่ออื่น
อบูกอซิม (ชื่อเล่น)
รอซูลุลลอฮ์ (ศาสนทูตของอัลลอฮ์)
(ดูชื่อและสมญานามของมูฮัมหมัด)
ปีปฏิบัติงาน
ค.ศ.583–609 เป็นพ่อค้า
ค.ศ.609–632 เป็นผู้นำทางศาสนา
ผลงานเด่น
รัฐธรรมนูญประจำเมืองมะดีนะฮ์
ผู้สืบตำแหน่ง
สิ่งที่สืบทอดจากมูฮัมหมัด
คู่สมรส
ภรรยาของมูฮัมมัด
แต่งงาน
เคาะดีญะฮ์ บินต์ คุวัยลิด 595–619
เซาดะฮ์ บินติ ซัมอะฮ์ 619–632
อาอิชะฮ์ บินต์ อะบีบักร์ 619–632
ฮัฟเซาะฮ์ บินต์ อุมัร 624–632
ซัยนับ บินต์ คุไซมะฮ์ 625–627
ฮินด์ บินต์ อบีอุมัยยะฮ์ 625–632
ซัยนับ บินต์ ญะหฺช์ 627–632
ญุวัยริยยา บินต์ อัล-ฮาริษ 628–632
รอมละฮ์ บินต์ อะบี ซุฟยาน 628–632
รอยฮานา บินต์ ซัยด์ 629–631
ซอฟียะห์ บินต์ ฮูยัย 629–632
มัยมูนะฮ์ บินต์ อัล-ฮาริษ 630–632
มาเรีย อัล-กิบตียะฮ์ 630–632
บุตร ลูกของมูฮัมมัด
บิดามารดา อับดุ
ลลอฮ์ อิบน์ อับดุลมุฏฏอลิบ (บิดา)
อามีนะฮ์ บินต์ วะฮับ (มารดา)
ญาติ
ครอบครัวต้นไม้ของมูฮัมมัด, อะฮ์ลุลบัยต์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by merjinalmaramat, 2020-02-17 11:36:12

ประวัตินบีมูฮัมหมัด

ประวัตินบีมูฮัมหมัด
เกิด มูฮัมมัด อิบน์ อับดุลลอฮ์
(อาหรับ: مُحَمَّد بِن عَبد الله‎)
เดือนรอบีอุลเอาวัล คริสต์ทศวรรษ
570
มักกะฮ์, คาบสมุทรอาหรับ
(ปัจจุบันคือประเทศซาอุดีอาระเบีย)
เสียชีวิต 8 มิถุนายน ค.ศ.632 (ประมาณ
62 ปี)
มะดีนะฮ์, คาบสมุทรอาหรับ
(ปัจจุบันคือประเทศ
ซาอุดีอาระเบีย)
สุสาน
โดมเขียวที่มัสยิด อัน-นาบาวี, มะดีนะฮ์
(ปัจจุบันคือประเทศซาอุดีอาระเบีย)
ชื่ออื่น
อบูกอซิม (ชื่อเล่น)
รอซูลุลลอฮ์ (ศาสนทูตของอัลลอฮ์)
(ดูชื่อและสมญานามของมูฮัมหมัด)
ปีปฏิบัติงาน
ค.ศ.583–609 เป็นพ่อค้า
ค.ศ.609–632 เป็นผู้นำทางศาสนา
ผลงานเด่น
รัฐธรรมนูญประจำเมืองมะดีนะฮ์
ผู้สืบตำแหน่ง
สิ่งที่สืบทอดจากมูฮัมหมัด
คู่สมรส
ภรรยาของมูฮัมมัด
แต่งงาน
เคาะดีญะฮ์ บินต์ คุวัยลิด 595–619
เซาดะฮ์ บินติ ซัมอะฮ์ 619–632
อาอิชะฮ์ บินต์ อะบีบักร์ 619–632
ฮัฟเซาะฮ์ บินต์ อุมัร 624–632
ซัยนับ บินต์ คุไซมะฮ์ 625–627
ฮินด์ บินต์ อบีอุมัยยะฮ์ 625–632
ซัยนับ บินต์ ญะหฺช์ 627–632
ญุวัยริยยา บินต์ อัล-ฮาริษ 628–632
รอมละฮ์ บินต์ อะบี ซุฟยาน 628–632
รอยฮานา บินต์ ซัยด์ 629–631
ซอฟียะห์ บินต์ ฮูยัย 629–632
มัยมูนะฮ์ บินต์ อัล-ฮาริษ 630–632
มาเรีย อัล-กิบตียะฮ์ 630–632
บุตร ลูกของมูฮัมมัด
บิดามารดา อับดุ
ลลอฮ์ อิบน์ อับดุลมุฏฏอลิบ (บิดา)
อามีนะฮ์ บินต์ วะฮับ (มารดา)
ญาติ
ครอบครัวต้นไม้ของมูฮัมมัด, อะฮ์ลุลบัยต์

Keywords: ประวัติศาสตร์,การเกิด,การเสียชีวิต,การอพยบ

ِ‫تِـ ْســـ ِنِ ّل َلِاِ ال َر ْد َوا ِِى ال َر ِدـ ْيــ ِن‬

ประวตั ิท่านนบีมุฮมั มดั
Nabi Muhammud.

‫ًَثِ ِِي ُه َذ َو ُِذ‬

นบีมุฮมั มดั เกิดที่นครมกั กะหต์ รงกบั วนั จนั ทร์ที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวลั ในปี ชา้ ง ตรงกบั
ค.ศ. 570 ในตอนแรกเกิดกายของมุฮมั มดั (ซ.ล.[[1]]) มีรัศมีสวา่ งไสวและมีกลิ่นหอม เป็นศภุ
นิมิตบ่งถึงความพิเศษของทารก

ปี ท่ีท่านเกิดน้นั เป็นปี ท่ีอบั รอฮะห์ อุปราชแห่งอาณาจกั รอกั ซุม กรีฑาทพั ชา้ งเขา้ โจมตี
มหานครมกั กะห์ เพอื่ ทาลายกะอะบะฮอ์ นั เป็นศนู ยร์ วมชุมทิศของเหล่ามุสลิมีนท้งั หลาย
แต่อลั ลอฮฺไดท้ รงพทิ กั ษม์ กั กะหด์ ว้ ยการส่งกองทพั นก ท่ีคาบกรวดหินลงมาทิง้ ลงบนกองทพั น้ี
จนไพร่พลตอ้ งลม้ ตายระเนระนาด เน้ือตวั ทะลุเหมือนใบไมถ้ กู หนอนกดั กิน อุปราชอบั รอฮะห์
จึงตอ้ งถอยทพั กลบั ไป และเสียชีวติ ในท่ีสุด

ในปี เดียวกนั มีแผน่ ดินไหวเกิดข้ึนในเปอร์เซีย เป็นเหตุใหพ้ ระราชวงั อะนูชิรวานของ
จกั รพรรดิเปอร์เซียสนั่ สะเทือนจนถึงรากเหงา้ และพงั ทลายลง ยงั ผลใหไ้ ฟศกั ด์ิสิทธ์ิในวหิ ารบชู า
ไฟของพวกโซโรอสั เตอร์ zoroaster ภาษาอาหรับวา่ ‫ الوجىسيح‬อลั มะํูซียะต์ ท่ีลุกอยเู่ ป็นพนั
ปี น้นั ตอ้ งดบั ลงไป

บิดาของมุฮมั มดั คอื อบั ดุลลอฮ์ เป็นบุตรสุดทอ้ งของอบั ดุลมุฏฏอลิบ ชาวเผา่ กเุ รช ผู้
ไดร้ ับเกิยรติใหค้ ุม้ ครองบ่อน้าซมั ซมั ริมกะอะบะฮ์ อบั ดุลลอฮไ์ ดเ้ สียชีวติ ไปต้งั แต่ตอนที่มุฮมั มดั
(ซ.ล.) ยงั อยใู่ นครรภข์ องอะมีนะห์ สตรีแห่งเผา่ ซุหฺเราะห์ผเู้ ป็นมารดา อบั ดุลมุฏฏอลิบผเู้ ป็นป่ ไู ด้
ขนานนามวา่ มุฮมั มดั เป็นนามที่ยงั ไม่มีผใู้ ดใชม้ าก่อน

เม่ือเกิดไดเ้ พยี งไม่นาน ท่านตอ้ งไปอาศยั กบั แม่นมรับจา้ งชื่อฮะลีมะฮ์ ชาวเผา่ ซะอดั ซ่ึงมี
สามีชื่อวา่ อะบูกบั ชะห์ ต้งั ถิ่นฐานอยนู่ อกมหานครมกั กะห์ ท้งั น้ีเพราะประเพณีด้งั เดิมของชาว
อาหรับ เม่ือตอ้ งการใหบ้ ุตรของตนเติบโตข้ึนในชนบท เพ่อื สัมผสั กบั วฒั นธรรมของชาวอาหรับ
พ้ืนเมืองท่ีแทจ้ ริง

มุฮมั มดั สูญเสียมารดาเม่ืออายุ 6 ขวบ จึงอยใู่ นความอุปการะของป่ ู ต่อมาอีกสองปี ป่ ู
สิ้นชีวติ มุฮมั มดั จึงอยใู่ นความดูแลของ อะบูฏอลิบผเู้ ป็นลุง ซ่ึงเป็นผมู้ ีเกิยรติคนหน่ึงในเผา่ กเุ ร
ชเช่นกนั

การเสียชีวติ ของท่านหญิงอามีนะหผ์ เู้ ป็นมารดาท่านนบี
ท่านหญิงอามีนะห์ไดน้ าท่านนบีมฮู มั หมดั มาเล้ียง จนอายขุ องท่าน 6 ขวบ เพอ่ื ที่จะเยย่ี มกุ
โบรของสามีของนาง (ท่านอบั ดุลเลาะห)์ ซ่ึงเป็นพ่อของท่านนบี และเพอื่ ที่จะใหน้ บีรู้จกั บรรดา
นา้ ๆของท่านนบี และท่านกย็ งั คงอยกู่ บั แม่ของท่าน 1 เดือนเตม็ ระหวา่ งการเดินทางกลบั ท่าน
หญิงอามีนะหป์ ่ วยระหวา่ งการเดินทาง และตาย ณ ที่แห่งหน่ึงท่ีช่ือวา่ อบั วาอฺ และท่านรอซูล
ร้องไหเ้ สียใจอยา่ งรุนแรง และอุมมุอยั มนั คนรับใชข้ องท่านรอซูล ไดพ้ าท่านนบีกลบั ไปหาป่ ู
ของท่านท่ีมกั กะห์
ท่านเราะซูล ขณะท่ีอยกู่ บั ป่ ูและลุง
หลงั จากที่ท่านหญิงอามีนะห์ มารดาของท่านเราะซูล เสียชีวติ ท่านนบีมุฮมั มดั ใชช้ ีวติ อยู่
กบั ป่ ขู องท่าน ท่านจะอยพู่ ร้อมกบั ป่ ูของท่านทุก ๆ ที่ ท่ีป่ ขู องท่านจะนง่ั กจ็ ะมีท่านนบีอยดู่ ว้ ย
และท่านนบีกจ็ ะนง่ั พร้อมกบั ผอู้ าวโุ สของชาวมกั กะห์ และดว้ ยความตอ้ งการของอลั เลาะฮฺ ที่จะ
ใหอ้ บั ดุลมุฏฏอลิบ (ป่ ู) เสียชีวติ และอายขุ องท่านนบี 8 ขวบ และท่านนบีกใ็ ชช้ ีวติ หลงั จาก
ดงั กล่าวอยกู่ บั ลุงของท่าน อบีตอลิบ ซ่ึงลุงของท่านรักท่านนบีมาก ในวนั หน่ึง อบตู อลิบไดพ้ า
ท่านนบีไปในการเดินทางไปประเทศชาม และอบตู อลิบกไ็ ดร้ ู้สิ่งหน่ึงที่น่าแปลกใจ

นกั บวชบุฮยั รอ
ระหวา่ งการเดินทาง กองคาราวานไดผ้ า่ นเมอื งหน่ึง และในระหวา่ งการเดินทางของพวก
กไ็ ดผ้ า่ นกระท่อมหลงั หลงั หน่ึง ท่ีมีนกั บุญอาศยั อยู่ ช่ือวา่ บุฮยั รอ และเม่ือบุฮยั รอไดเ้ ห็นกอง
คาราวาน และเขากม็ องเห็นใบหนา้ ของท่านเราะซูล และอายขุ องท่าน 12 ปี
บุฮยั รอกพ็ ดู กบั ลุงของท่านเราะซูลวา่ เดก็ คนน้ีคือใคร
อบตู อลิบกล่าววา่ แทจ้ ริงเขาคือลูกชายของฉนั
บุฮยั รอกล่าววา่ เขาไม่ใช่ลูกของท่าน
อบูตอลิบกล่าววา่ เขาคือลูกของนอ้ งชายของฉนั แต่วา่ พอ่ ของเขาเสียชีวติ ไปแลว้
บุฮยั รอกล่าววา่ จงพาลกู ของนอ้ งชายของท่านกลบั ไป และจงระวงั จากพวกชาวยวิ
แทจ้ ริงหลานของท่านจะเป็นนบีในเวลาน้ี
ดงั น้นั อบตู อลิบกร็ ีบกลบั ไปยงั มกั กะห์
ท่านนบีมุฮมั มดั ไม่รู้หนงั สือเหมือนกบั ชาวอาหรับทว่ั ไป ท่านอ่านและเขียนหนงั สือไม่
เป็นตลอดชีวติ นกั ประวตั ิศาสตร์รายงานวา่ ในสมยั น้นั มีคนท่ีอ่านออกเขียนไดใ้ นมกั กะหไ์ ม่ก่ี
คนเท่าน้นั ชาวอาหรับในสมยั น้นั ถกู ขนานนามวา่ อุมมียนู คือชนผอู้ ่านเขียนไม่เป็น
ในวยั หนุ่ม มุฮมั มดั ไดร้ ับการยอมรับวา่ เป็นบุคคลท่ีมีความซ่ือสตั ยไ์ วว้ างใจได้ มีใจ
เมตตาการุณและจริงใจ จนผคู้ นในสมยั น้นั ใหส้ มญานามท่านวา่ "อลั อะมีน" หรือผซู้ ื่อสัตย์ แม้
ผคู้ นในสมยั น้นั เคารพบชู าเจวด็ และเทวรูปต่าง ๆ แต่มุฮมั มดั ไม่เคยเขา้ ร่วมพธิ ีการบูชารูปป้ัน
ท้งั หลายเลย เพราะครอบครัวของมุฮมั มดั นบั ถือศาสนาแห่งศาสดาอิบรอฮีม (กค็ ือศาสนาอิสลาม
นน่ั เอง หลกั การคือไม่สกั การบูชาอ่ืนใดนอกจากอลั ลอฮฺ) อนั เป็นบรรพบุรุษของท่าน
เมื่อมูฮมั มดั มีอายไุ ด้ 20 ปี กิตติศพั ทแ์ ห่งคุณธรรม และความสามารถในการคา้ ขายก็
เขา้ ถึงหูของเคาะดีญะฮ์ บินติคุวยั ลิด เศรษฐีนีหมา้ ยผมู้ ีเกียรติจากตระกลู อะซดั แห่งเผา่ กเุ รช นาง
จึงเชิญใหท้ ่านเป็นผจู้ ดั การในการคา้ ของนาง โดยใหท้ ่านนาสินคา้ ไปขายยงั เมืองชาม (ประเทศ
ซีเรียปัจจุบนั ) ในฐานะหวั หนา้ กองคาราวาน ปรากฏผลวา่ การคา้ ดาเนินไปดว้ ยความเรียบร้อย
และไดก้ าไรเกินความคาดหมาย จึงทาใหน้ างพอใจในความสามารถ และความซ่ือสตั ยข์ องท่าน
เป็นอยา่ งมาก

เมื่ออายุ 25 ปี ท่านแต่งงานกบั นางเคาะดีญะฮ์ บินติ คุวยั ลิด ซ่ึงแก่กวา่ ถึง 15 ปี สิ่งแรกที่
ท่านนบีมุฮมั มดั ไดก้ ระทาภายหลงั สมรสไดไ้ ม่กี่วนั กค็ ือการปลดปล่อยทาสในบา้ นใหเ้ ป็นอิสระ
ซ่ึงนอ้ ยนกั จะมีผทู้ าเช่นน้นั (ภายหลงั การปลดปลอยทาสไดก้ ลายเป็นบทบญั ญตั ิอิสลาม) ท้งั สอง
ไดใ้ ชช้ ีวติ ครองคู่กนั เป็นเวลา 25 ปี มีบุตรีดว้ ยกนั 4 คน หน่ึงในจานวนน้นั คือท่านหญิงฟาฏิมะฮ์
ท่านหญิงเคาะดีญะฮเ์ สียชีวติ ปี ค.ศ. 619 ก่อนมุฮมั มดั จะล้ีภยั ไปยงั เมืองยษั ริบ 3 ปี ‫( يَ ْث ِر َِب‬หรือ
เมืองมะดินะหป์ ัจจุบนั )
นางเคาะดีญะฮ์ บินตุ คุวยั ลิด เป็นภรรยาคนแรกของท่านนบี ขณะแต่งงานท่านนบีอายุ 25 ปี นาง
เคาะดีญะฮ์ อายุ 40 ปี ท่านนบีอยกู่ ินกบั นางเป็นเวลา 25 ปี ระหวา่ งที่นางมีชีวติ อยู่ ท่านนบีมิได้
แต่งงานใหม่กบั หญิงใดเลย จนกระทงั่ นางถึงแก่กรรมขณะอายไุ ด้ 65 ปี ท่านนบีอายุ 50 ปี
นางอาอิชะฮ์ บินติ อบบู กั ร นางเป็นภรรยที่เป็นสาวโสดคนเดียวของท่านนบี (หลงั จากที่นาง
เคาะดีญะฮจ์ ากไป)
นางรอมละฮ์ บินตะ อบีซุฟยาน ก่อนหนา้ น้นั นางแต่งงานกบั อบั ดุลเลาะฮ์ อิบนิญะฮซ์ ท้งั สองได้
อพยพไปเอธิโอเปี ย และอบั ดุลเลาะฮ์ ไดเ้ ขา้ รีตเป็นคริสเตียน และไดถ้ ึงแก่กรรมลง ส่วนนาง
ปฏิเสธท่ีจะนบั ถือศาสนาคริสต์ และยนื ยนั ในการนบั ถืออิสลาม ท่านนบีจึงไดแ้ ต่งงานกบั นาง
นางมารียะฮ์ อลั กิบฏียะฮ์ ซ่ึง มุเกากิส กษตั ริยอ์ ียปิ ์ ไดม้ อบใหเ้ ป็นของขวญั

บุตรของท่านนบีมี 7 คน ถึงแก่กรรมก่อนท่าน นอกจาก ฟาติมะฮ์ ซ่ึงถึงแก่กรรมหลงั จากที่
ท่านนบีถึงแก่กรรมได้ 6 เดือน

เม่ืออายุ 30 ปี ท่านไดเ้ ขา้ ร่วมเป็นสมาชิกในสหพนั ธ์ฟุดูล อนั เป็นองคก์ ารพิทกั ษส์ าธารณ
ภยั ประชาชน เพื่อขจดั ทุกขบ์ ารุงสุขใหป้ ระชาชน กิจการประจาวนั ของท่าน กค็ ือ ประกอบแต่
กศุ ลกรรม ปลดทุกขข์ จดั ความเดือดร้อน ช่วยเหลือผตู้ กยาก บารุงสาธารณกศุ ล

เมื่ออายุ 35 ปี ไดเ้ กิดมีกรณีขดั แยง้ ในการบูรณะกะอะบะฮ์ ในเรื่องท่ีวา่ ผใู้ ดกนั ที่จะเป็นผู้
นาเอาฮะญะรัลอสั วดั [[2]] (หินดา) ไปประดิษฐานไวส้ ถานที่เดิมคือที่มุมของกะอฺบะหฺ อนั เป็น
เหตุใหค้ นท้งั เมืองเกือบจะรบราฆ่าฟันกนั เองเพราะแยง่ หนา้ ท่ีอนั มีเกียรติ หลงั จากการถกเถียง
ในท่ีประชุมเป็นเวลานาน บรรดาหวั หนา้ ตระกลู ต่าง ๆ กม็ ีมติวา่ ผใู้ ดกต็ ามท่ีเป็นคนแรกที่เขา้ มา
ใน อลั มสั ญิด อลั ฮะรอม ทางประตูบะนีชยั บะหฺในวนั น้นั จะใหผ้ นู้ ้นั เป็นผชู้ ้ีขาดวา่ จะทาอยา่ งไร

ปรากฏวา่ มุฮมั มดั เป็นคนเดินเขา้ ไปเป็นคนแรก ท่านจึงมีอานาจในการช้ีขาด โดยท่านเอาผา้ ผนื
หน่ึงปูลง แลว้ ท่านกว็ างหินดาลงบนผนื ผา้ น้นั จากน้นั กใ็ หห้ วั หนา้ ตระกลู ต่าง ๆ จบั ชายผา้ กนั
ทุกคน แลว้ ยกข้ึนพร้อม ๆ กนั เอาไปใกล้ ๆ สถานที่ต้งั ของหินดาน้นั แลว้ ท่านกเ็ ป็นผนู้ าเอาหิน
ดาไปประดิษฐานไว้ ณ ที่เดิม

ชาวอาหรับในอาราเบียสมยั น้นั เช่ือวา่ อลั ลอฮฺเป็นพระผเู้ ป็นเจา้ แห่งสากลจกั รวาลตามคา
สอนด้งั เดิมของบรรพบุรุษอาหรับคือ อิสมาอีล และ อิบรอฮีม ผบู้ รู ณะกะอะบะฮ์ แต่ใน
ขณะเดียวกนั พวกกเุ รชส่วนใหญ่กลบั บูชาเทวรูปและนบั ถือผอี ีกดว้ ย ดว้ ยเหตุน้ีพวกเขาจึงถกู
เรียกวา่ ชาวมุชริก นอกจากน้ียงั มีอาหรับส่วนหน่ึงท่ีนบั ถือศาสนาคริสต์ และในยษั ริบกม็ ีชาวยวิ
หลายตระกลู อาศยั อยอู่ ีกดว้ ย

มุฮมั มดั ไดเ้ ป็นเราะซูล
เม่ืออายุ 40 ปี ท่านไดร้ ับววิ รณ์ (วะฮี) จากอลั ลอฮฺในถ้าฮิรออ์ ซ่ึงอยบู่ นภูเขาลูกหน่ึงนอก
เมืองมกั กะห์ โดยทตู สวรรค์ มลาอิกะห์ญิบรีลเป็นผนู้ ามาบอกเป็นคร้ังแรก เรียกร้องใหท้ ่าน
รับหนา้ ที่เป็นผเู้ ผยแผศ่ าสนาของอลั ลอฮฺ ตามท่ีศาสดามซู า (โมเสส) และอีซา (เยซู) เคยทามา
นนั่ คือประกาศใหม้ วลมนุษยน์ บั ถือพระเจา้ เพียงองคเ์ ดียว ท่านไดร้ ับพระราชโองการติดต่อกนั
เป็นเวลา 23 ปี พระราชโองการเหล่าน้ีเรียกวา่ “อลั กรุ อาน” รวบรวมข้ึนเป็นเล่มเรียกวา่ คมั ภีร์อลั
กรุ อาน ในสมยั นบีมุฮมั มดั ยงั อยนู่ ้นั ถูกเขียนบนั ทึกไวบ้ นแผน่ หนงั บนกระดูก บนแผน่ หิน อลั กุ
รอานถกู รวบรวมเขียนเป็นเล่มเม่ือคร้ังสมยั สิ้นยคุ คอลิฟะห์ท้งั สี่ไปแลว้ คาดเดากนั วา่ ประมาณ
สมยั การปกครองของวงศอ์ ุมยั ยะห์ เพราะอาณาเขตการปกครองของวงศอ์ ุมยั ยะห์กวา้ งไกลไปถึง
แดนมกั ริบ (แดนตะวนั ตกดิน นน่ั คือเมืองโมร็อคโค) และยงั ขา้ มทะเลไปเมือง คอโดบา ในทาง
ใตข้ องสเปน ภาษาอาหรับเรียกวา่ เมืองอนั ดารุสสิยะห์ (‫ الأًذلس‬Andarusia.) ดา้ นทิศตะวนั ออก
กแ็ ผไ่ พศาลถึงอินเดีย ซ่ึงเป็นการยากที่จะติดต่อส่ือสารกนั ไดใ้ นเวลาอนั ส้นั ตอ้ งใชเ้ วลาเดินทาง
รอนแรมเป็นเดือนๆ กวา่ จะไปถึงท่ีที่หน่ึง จึงมีความคิดรวบรวมอลั กรุ จากผทู้ รงคุณวฒุ ิท้งั หลาย
ในอาราเบีย ใหน้ ามาเขียนลงเป็นแผน่ หนงั ผนื ใหญ่ผนื เดียว จ่ายแจกไปตามหวั เมืองไกล ๆ ต่าง
ๆ ไวใ้ หอ้ ่านและศกึ ษา

ตามแผนท่ีน้ีจากเมืองอิสลามาบาดในปากีสตานถึงคอโดบา (อนั ดารุสสิยะห์) 8,500 กิโลเมตร
เศษ อูฐเดินทางไดว้ นั ละ 20 กิโลเมตร จะใชเ้ วลาเร็วที่สุด 425วนั (1ปี กบั 2เดือน)

ในตอนแรกท่านเผยแพร่ศาสนาแก่วงศาคณาญาติและเพอื่ นใกลช้ ิดเป็นการภายในก่อน
ท่านเคาะดีญะฮเ์ องไดส้ ละทรัพยส์ ินเงินทองของท่านไปมากมาย และท่านอะบฏู อลิบกไ็ ด้
ปกป้ องหลานชายของตนดว้ ยชีวติ ต่อมาท่านไดร้ ับโองการจากพระเจา้ ใหป้ ระกาศเผยแพร่
ศาสนาโดยเปิ ดเผย ทาใหญ้ าติพี่นอ้ งในตระกลู เดียวกนั ชาวกเุ รชและอาหรับเผา่ อื่น ๆ ท่ีเคยนบั
ถือท่านนบี พากนั โกรธแคน้ ต้งั ตนเป็นศตั รูกบั ท่านอยา่ งรุนแรง ถึงกบั วางแผนสงั หารท่านหลาย
คร้ังแต่กไ็ ม่สาเร็จ

ชนมุสลิมถูกควา่ บาตรไม่สามารถทาธุรกิจกบั ผใู้ ด จนตอ้ งอดอยากเพราะขาดรายไดแ้ ละ
ไม่มีท่ีจะซ้ืออาหาร อะบูสุฟยาน แห่งตระกลู อุมยั ยะฮแ์ ละอะบูญะฮลั คือสองในจานวนหวั หนา้
ชาวมุชริกที่ไดพ้ ยายามทาลายลา้ งศาสนาอิสลาม

ในปี ท่ี 5 หลงั ประกาศการเผยแผอ่ ิสลามอยา่ งเปิ ดเผย ฝ่ ายมุสลิมถูกคุกคามมากข้ึนมากข้ึน
ท่านนบีจึงตอ้ งทาการอพยพ (ฮิจเราะห์คร้ังแรก) พามุสลิมบางส่วนไปฝากไวก้ บั เจา้ เมืองอบิส
เนีย เจา้ เมืองอบิสเนียไตร่สวนแลว้ ไดค้ วามวา่ อิสลามท่ีท่านนบีมุฮมั มดั ประกาศน้นั คือศาสนา
เดียวกนั กบั อบิสเนียซ่ึงเป็นคริสต์ คือ สกั การบูชาแต่อลั ลอฮฺองคเ์ ดียว หลงั จากน้นั อีกไม่นาน
มุสลิมถกู กุ คามหนกั ข้ึนอีก ท่านนบีจึงทาการอพยพอีกเป็นคร้ังที่ 2 เจา้ เมืองอบิสเนียกไ็ ดใ้ หก้ าร
ตอ้ นรับเป็นอยา่ งดี ภายหลงั ท่านเองกเ็ ขา้ รับนบั ถือศาสนาอิสลามดว้ ย ตามอลั กรุ อานบอกไวว้ า่
ศาสนายดู ายและคริสตน์ ้นั ถกู ยกเลิกโดยอลั กรุ อาน ใหท้ ุกคมั ภีร์เก่าๆ หนั มาใชอ้ ลั กรุ อานเล่ม
เดียว

บุคคลสาคญั รับอิสลาม ท่านฮมั ซะฮ์ บุตร อบั ดุลมุตตอลิบ และอุมรั บุตรคอ็ ตตอ็ บ เขา้
รับอิสลามในปี ท่ี 5
อบิสเนีย คือ จกั รวรรดิเอธิโอเปี ย รวมมาถึงเยเมน เป็นจกั รวรรดิท่ีต้งั อยใู่ นเขตประเทศเอธิโอเปี ย
และเอริเทรียในปัจจุบนั ในช่วงที่รุ่งเรืองสูงสุดน้นั อาณาเขตของจกั รวรรดิไดแ้ ผข่ ยายไปถึง
ซูดาน อียปิ ต์ เยเมน และดารงอยใู่ นหลายหลายลกั ษณะนบั ต้งั แต่การสถาปนาเมื่อราว 980 ปี
ก่อน ค.ศ. จนกระสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1974 ดว้ ยการรัฐประหารลม้ ลา้ งระบอบราชาธิปไตย กล่าว

ไดว้ า่ รัฐแห่งน้ีเป็นรัฐท่ีดารงอยมู่ าอยา่ งต่อเนื่องยาวนานท่ีสุดในโลก และเป็นชาติแอฟริกาเพยี ง
ชาติเดียวที่สามารถดารงเอกราชและอธิปไตยของตนเองไดใ้ นยคุ แห่งการล่าอาณานิคมใน
แอฟริกาโดยชาติตะวนั ตกระหวา่ งคริสตศ์ ตวรรษท่ี 19

ปี ที่ 10 หลงั ประกาศการเผยแผอ่ ิสลามอยา่ งเปิ ดเผย ถือวา่ เป็นปี แห่งความโศกเศร้า
เน่ืองจาก นางเคาะดีญะฮฺ ผเู้ ป็นภรรยา และอะบูฏอลิบ ผเู้ ป็นลุง ที่ท้งั สองไดใ้ หก้ ารอุปการะ
กิจกรรมของนบีมาโดยตลอด ไดส้ ิ้นชีวติ ลง ในปี เดียวกนั น้ี ท่านศาสดามุฮมั มดั เดินทางไปเผย
แผศ่ าสนาที่เมืองฎออิฟ ซ่ึงอยทู่ างตะวนั ออกของเมืองมกั กะห์ แต่กไ็ ดร้ ับการปฏิเสธจาก
ชาวฏออิฟ

ในวนั จนั ทร์ท่ี 27 เดือนรอญบั ปี ท่ี 10 ศาสดามุฮมั มดั าดร้ ับโองการ (วะฮี) ใหข้ ้ึนบน
สวรรคแ์ ละนรก เพ่อื เยยี่ มชมดินแดนขา้ งหนา้ หลงั วนั กิยามะห์ (ฟ้ื นคืนชีพ) อลั ลอฮฺไดจ้ ดั พาหนะ
เป็น บุร็อก (คลา้ ยมา้ มีปี ก)เดินทางจากมกั กะหส์ ู่เยรูซาเลม็ ท่ีบยั ตุลมกั ดิส (มสั ญิดอลั อกั ซอ) ใน
เวลาค่าคืนที่ 27 รอยบั การเดินทางน้ีเรียกวา่ “อิสรออฺ ‫ إسراء‬traveling by night” เม่ือถึงมสั ญิด
อลั อกั ซอแลว้ ท่านนบีไดแ้ วะละหมาดบนโขดกอ้ นหินใหญ่หนา้ มสั ญิดอลั อกั ซอ ละหมาดเสร็จ
แลว้ กเ็ ดินทางต่อโดยข้ึนไปที่นรก (การเดินทางจากอลั อกั ซอไปนรกน้นั เรียกวา่ “มิอฺราจ
ِ‫ ِه ْع َرا ُج‬Ascension (แปลวา่ การข้ึนสวรรคท์ ้งั ยงั มีชีวติ )”

โขดหินหนา้ มสั ญิดอลั อกั ซอท่ีท่านนบีมุฮมั มดั แวะละหมาดน้นั ภายหลงั มา ยคุ ของวงศอ์ ุมยั
ยะห์ไดส้ ร้างอาคารครอบไว้ เรียกกนั ภายหลงั วา่ “โดมแห่งศลิ า Dome of the rock. ‫قثح‬
‫”الصخرج‬และยวิ ไซออนนิสต์ ไดโ้ ฆษณาเผยแพร่อยา่ งหนกั หน่วงวา่ โดมน้ีคือมสั ญิดอลั อกั ซอ
จนคนมุสลิมท่ีไม่รู้เรื่อง ซ้ือพรมรูปโดมหินมาติดขา้ งฝาบา้ นเขา้ ใจวา่ นน่ั เป็นมสั ญิดอลั อกั ซอ
มสั ญิดอลั อกั ซอ Alaqsa Mosque. ‫ َه ْس ِج ِِذ القُ ُّذ ُِس‬คืออาคารล่างซา้ ยมือโดมศิลา Dome of the
rock. กลางภาพ ภาพภายในโดม คือโขดหิน ไม่ใช่มสั ญิด ภาพแสดงภายในโดมและทิศ
เม่ือเยยี่ มชมและพบเจอนบีต่างๆ และเหล่าผทู้ รงคุณธรรมในคืนน้นั อลั ลอฮฺทรงกาหนดการ
ละหมาดฟัรดูเป็น 5 เวลาแก่ประชาชาติอิสลาม (เดิมทีอลั ลอฮฺใชใ้ หท้ า 50 เราะกะอตั แต่นบีต่อ
รองลงมาเหลือ 5 เพอ่ื จะไดไ้ ม่เป็นภาระหนกั แก่ประชาชาติของท่าน)

ปี ที่ 11 ชาวมะดีนะห์ 6 คน เขา้ พบท่านศาสดามุฮมั มดั เพื่อขอรับอิสลาม ต่อมาใน
ปี ท่ี 12 ชาวมะดีนะห์ 12 คน เขา้ พบท่านศาสดาเพ่ือทาสญั ญาอลั อะกอบะห์คร้ังท่ี 1 โดย
ใหส้ ัตยาบนั วา่ จะเคารพภกั ดีอลั ลอฮฺเพยี งองคเ์ ดียว และใน
ปี ท่ี 13 มีชาวมะดีนะห์ 75 คน เขา้ พบท่านศาสดาเพ่ือทาสัญญา อลั อะกอบะห์ คร้ังที่ 2
โดยใหส้ ัตยาบนั วา่ พวกเขาจะสนบั สนุนและช่วยเหลือท่าน ศาสดาพร้อมท้งั บรรดาศอฮาบะหฺท่ี
อพยพไปอยทู่ ี่มะดีนะห์
อพยพจากมกั กะหฺสู่มะดีนะห์
การอพยพ (ฮิจเราะห์คร้ังที่สาม) สู่มะดีนะหค์ ร้ังน้ี นบั เป็นศกั ราชแรกของการอพยพใหญ่
และจริงจงั ของศาสนาอิสลาม ถือเป็น ฮิจเราะห์ศกั ราชที่ 1 ซ่ึงตรงกบั วนั ท่ี 16 กรกฎาคม ค.ศ.
622 หรือ พ.ศ.1165 แต่การเทียบฮิจเราะห์ศกั ราชเป็นพุทธศกั ราชไม่สามารถใชจ้ านวนคงท่ี เทียบ
ได้ เน่ืองจากฮิจเราะหศ์ กั ราชยดึ ถือวนั เดือน ปี ทางจนั ทรคติอยา่ งเคร่งครัด จึงห่างกนั มาก ปี
จนั ทรคติจะมีประมาณ 355 ± 1 วนั ทาใหค้ ลาดเคล่ือนไม่ตรงกนั โดยทุกๆ 32 ปี คร่ึง จะเพิ่มข้ึน
จากปี สุริยคติไป 1 ปี
การเทียบฮิจเราะหศ์ กั ราชเป็นปี พทุ ธศกั ราช ใหบ้ วกฮิจเราะห์ศกั ราชดว้ ย 1122 จะไดป้ ี ฮ.ศ. หรือ
เอา 1122ลบดว้ ยปี พทุ ธศกั ราช จะไดป้ ี พ.ศ.
ท่านศาสดามุฮมั มดั อพยพจากมกั กะห์โดยลาพงั ก่อนโดยมีอะบูบกั รฺคอยช่วยเหลือคุม้ กนั
ร่วมเดินทางไกลดว้ ย เม่ือถึงชายขอบเมืองมะดะนห์ท่านไดพ้ กั อูฐที่กบู าอ์ มีประชาชนชาวมะดี
นะห์ออกมาตอนรับกนั มากมาย ท่านนบีมีดารัสวา่ จะสร้างมสั ญิดสกั หลงั ตรงน้ีเพ่ือจะทาการ
ละหมาด (ซอลาห์ ُِ‫ ) َصلاج‬ผคู้ นชาวเมืองต่างกอ็ ยากให่ท่านนบีสร้างมสั ญิดในที่ดินตน ไดเ้ สนอ
ที่ดินกนั หลายราย แต่โดยท่านดารัสตดั สินวา่ ถา้ อฐู ลม้ ตวั ลงท่ีไหน จะเอาตรงน้นั เป็นมสั ญิด
และแลว้ ท่านกไ็ ดท้ ่ีสร้างมสั ญิด กไ็ ดล้ งมือสร้างมสั ยดิ กบุ าอก์ นั ข้ึนมา ซ่ึงเป็นมสั ญิดหลงั แรกใน
โลกท่ีถูกสร้างข้ึน คร้ันเมื่อถึงวนั ศุกร์ ท่านไดท้ าการละหมาดวนั ศกุ ร์ร่วมกบั พ่นี อ้ งมุสลิมที่นน่ั
ซ่ึงถือวา่ เป็นการละหมาดวนั ศกุ ร์คร้ังแรกของอิสลาม หลายวนั ผา่ นไป ท่านศาสดามุฮมั มดั ก็
เดินทางต่อเขา้ เมืองมะดีนะฮ์ เมื่อถึงเมืองมะดีนะฮ์ ท่านศาสดาไดส้ ร้างความรัก ความเป็นพ่นี อ้ ง
ร่วมศรัทธาระหวา่ งชาวมุฮาญิรีน (‫ ُههَا ِج ِر ْي ُِي‬Immigrants) แปลวา่ ผอู้ พยพ กบั ชาวอนั ศอร(อ่าน

วา่ อนั -ซ็อด-รุ = คือผชู้ ่วยเหลือที่เป็นชาวมะดีนะห์) คือผชู้ ่วยเหลือการอพยพของท่านศาสดามี
ความสาคญั มากในประวตั ิศาสตร์อิสลาม

หลงั จากท่านนบีฮิจเราะหก์ บั อบูบกั รเป็นคร้ังที่สามน้ีน้นั นบั เป็นปี ฮิจเราะหศ์ กั ราชที่ 1
หลงั จากน้นั ชาวมุสลิมในมกั กะหก์ เ็ ริ่มทยอยกนั อพยพมานครมะดีนะหก์ นั เร่ือยๆ ไม่ขาดสาย

ท่านศาสดาชิ้นชีวติ ‫وفاخ‬
อลั ลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา[[3]] ทรงตรัสวา่ “วนั น้ีเป็นวนั ที่ฉนั ไดท้ าใหศ้ าสนา
สมบรู ณ์สาหรับพวกท่านแลว้ เป็นวนั ท่ีฉนั ไดใ้ หเ้ นียะอฺมตั แก่พวกท่านอยา่ งครบถว้ นแลว้ และ
วนั ท่ีฉนั ยนิ ดีใหอ้ ิสลามเป็นครรลองในการดาเนินชีวติ ของพวกท่าน”
มีรายงานจากท่านนบี ซอลลลั ลอฮุอาลยั ฮิวะซลั ลมั [[4]] วา่ เมื่อโองการน้ีไดถ้ ูกประทาน
ลงมา ท่านซยั ยดิ ินาอุมรั ถึงกบั ร้องไห้ ซ่ึงท่านนบี ไดพ้ ดู กบั ท่านอุมรั วา่ “โออ้ ุมรั เหตุใดท่านจึง
ร้องไห”้ ท่านอุมรั กล่าววา่ “ฉนั ร้องไหเ้ พราะพวกเราไดร้ ับทราบขอ้ มูลในเรื่องศาสนาเพมิ่ เติม
เมื่อศาสนาสมบรู ณ์แลว้ กจ็ ะไม่มีสิ่งใด ๆ อีกนอกจากจะค่อย ๆ เสื่อมลง” ท่านนบี ไดบ้ อกกบั
ท่านอุมรั วา่ “ความจริงเป็นอยา่ งที่ท่านเขา้ ใจ”
มีรายงานจากท่านนบี อีกวา่ โองการน้ีถกู ประทานลงมาเมื่อตอนหลงั ละมาดอสั ริของวนั อา
รอฟะฮฺ ซ่ึงตรงกบั วนั ศุกร์ในขณะที่ท่านนบี กาลงั บาเพญ็ หจั ญค์ ร้ังสุดทา้ ย (หจั ญว์ ะดาอ)์ ในขณะ
ท่ีโองการน้ีถูกประทานลงมาน้นั ท่านนบีวกุ ฟู อยบู่ นหลงั อฐู (หลงั จากโองการน้ีถกู ประทานลง
มาแลว้ ไม่มีโองการใด ๆ จากอลั กรุ อานที่เกี่ยวกบั ขอ้ กาหนดใดๆ (ฟัรฎ)ู ประทานลงมาอีก ท่าน
กล่าววา่ “ฉนั มิอาจจะประคองตวั เพือ่ รับความเขา้ ใจในความหมายของโองการน้ีได้ จึงนง่ั
ประคองบนหลงั อฐู จนในท่ีสุดอูฐกต็ อ้ งนอนลงกบั พ้ืน” แลว้ ญิบรีล อาลยั ฮิสลาม ไดม้ าหาท่านน
บี พร้อมกบั บอกวา่ “โอม้ ุฮมั มดั ท่านจงเรียกซอฮาบะฮฺของท่านมาชุมนุม และท่านจงบอกกบั
พวกเขาวา่ ฉนั (ญิบรีล) จะไม่มาพบกบั ท่านอีกแลว้ หลงั จากวนั น้ี”
เมื่อท่านนบี เดินทางกลบั จากมกั กะห์ สู่มะดินะฮฺ ท่านไดเ้ รียกซอฮาบะฮฺของท่านมา
ชุมนุมกนั จากน้นั ท่านกอ็ ญั เชิญอลั กุรอานโองการน้ีแก่บรรดาซอฮาบะฮฺ แลว้ บอกพวกเขาถึงส่ิง
ท่ีญิบรีลไดแ้ จง้ แก่ท่าน ปรากฏวา่ บรรดาซอฮาบะฮฺท้งั หมดต่างมีความปิ ติยนิ ดีและกล่าววา่
“ศาสนาของเราสมบรู ณ์แลว้ ” ดา้ นท่านอบบู กั ร รอฎิยลั ลอฮุอนั ฮุ[[5]] หลงั จากท่ีไดฟ้ ังคาของ

ท่านนบีแลว้ ท่านกร็ ีบเดินทางกลบั บา้ นปิ ดประตใู ส่กลอน และอยใู่ นน้นั ตลอดวนั ตลอดคืน
บรรดาซอฮาบะฮฺต่างกไ็ ดย้ นิ เสียงร้องไหข้ องท่าน อบบู กั รจึงไดไ้ ปรวมตวั กนั ที่บา้ นของท่าน

พวกเขาไดถ้ ามท่านอบูบกั รวา่ ท่านน้นั ร้องไหด้ ว้ ยสาเหตุใด ในขณะที่ทุกคนกาลงั ปิ ติ
ยนิ ดีที่อลั ลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ไดป้ ระกาศถึงความสมบรู ณ์ของอิสลาม ท่านอบูบกั รกล่าว
วา่ “โอบ้ รรดามิตรสหาย พวกท่านไม่ทราบกนั หรือวา่ อะไรจะเกิดข้ึน พวกท่านไม่ไดย้ นิ หรือวา่
เมื่อสิ่งใดบรรลุสู่ความสมบรู ณ์สูงสุดแลว้ นนั่ ยอ่ มหมายถึง หะซนั และฮุเซ็น กาลงั จะกาพร้า (
กาพร้าป่ ู ) บรรดาภรรยานบีกาลงั จะเป็นหมา้ ย” บรรดาซอฮาบะฮฺไดฟ้ ังเช่นน้นั ต่างกพ็ ากนั ร่าไห้
และเมื่อผคู้ นไดย้ นิ เสียงร่าไหน้ ้นั จึงไดถ้ ามท่านนบี วา่ “โอท้ ่าน เราะซูลุลลอฮ์ พวกเราไม่ทราบ
วา่ บรรดาซอฮาบะฮฺเหล่าน้นั ร้องไหก้ นั เพราะเหตุใด” ท่านนบี ถึงกบั ใบหนา้ เปลี่ยนสี และรีบเดิน
ไปยงั บา้ นของท่านอบบู กั ร ซ่ึงท่านไดเ้ ห็นเหตุการณ์ดว้ ยตนเองจึงถามวา่ “สาเหตุใดกนั ที่ทาให้
พวกท่านร้องไห”้

ท่านอะลี รอฎิยลั ลอฮุอนั ฮุ กล่าวตอบวา่ “ฉนั ไดย้ นิ ท่านอบูบกั รกล่าววา่ ฉนั (อบบู กั ร) ได้
ยนิ โองการน้ีบ่งบอกวา่ ท่านนบีใกลท้ ี่จะจากเราไปแลว้ ใช่ไหม” ท่านนบี กล่าววา่ “อบูบกั รเขา้ ใจ
ถกู ตอ้ งแลว้ ” และกล่าวอีกวา่ “ ใกลจ้ ะถึงเวลาท่ีฉนั ตอ้ งพรากจากพวกท่านไปแลว้ ” เมื่อท่านอ
บบู กั รไดย้ นิ คากล่าวของท่านนบี กถ็ ึงกบั ร้องไหโ้ ฮ แลว้ ร่างของท่านกท็ รุดลงกบั พ้ืน ทาให้
ท่านอะลี และบรรดาซอฮาบะฮฺต่างกร็ ้องไหก้ นั มากข้ึน และในการยนื ยนั ของท่านนบี เกี่ยวกบั
ความเขา้ ใจของท่านอบูบกั รในคร้ังน้ี ไดท้ าใหภ้ ูเขา , มวลมะลาอิกะฮห์บนฟากฟ้ า, เหล่าสรรพ
สตั วท์ ้งั บนบก ในน้า และในอากาศต่างกร็ ่าไห้ หลงั จากน้นั ท่านนบี กไ็ ดส้ มั ผสั มือกบั บรรดาซอ
ฮาบะฮฺทุกคนพร้อมกบั บอกอาลา พลางร้องไห้ และใหค้ าตกั เตือน ท่านนบีมีชีวติ อยหู่ ลงั จาก
โองการน้ีถูกประทานลงมาเพยี ง 81 วนั

ก่อนที่ท่านนบี จะเสียชีวติ ไม่นานนกั ท่านนบี ไดข้ ้ึนแสดงธรรมบนมิมบรั ท่านไดแ้ สดง
คุตบะฮฺพร้อมท้งั น้าตาและหวั ใจท่ียาเกรง ร่างกายของท่านนบี สน่ั สะทา้ น ท่านไดแ้ จง้ ข่าวดีแก่
บรรดาผปู้ ระพฤติดี และแจง้ ข่าวร้ายแก่บรรดาผปู้ ระพฤติชวั่ มีรายงานจากท่านอิบนุอบั บาสเล่า
วา่ เม่ือใกลถ้ ึงเวลาที่ท่านนบี จะสิ้นชีวติ ท่านไดใ้ ชใ้ หบ้ ิลาลทาการอะซานเรียกบรรดาซอฮาบะฮฺ
มาละหมาด บรรดามุฮาญิรีน (ผทู้ ่ีอพยพจากมกั กะห์มามะดีนะห)์ และชาวอนั ศอรกไ็ ดม้ าร่วม

ละหมาด 2 เราะกะอตั พร้อมกบั ท่านนบีท่ีมสั ญิด หลงั จากน้นั ท่านนบี ไดข้ ้ึนบนมิมบรั สรรเสริญ
อลั ลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แลว้ แสดงธรรม ซ่ึงเป็น คุตบะฮฺท่ีสุดจะบรรยายดว้ ยหวั ใจ และ
ดว้ ยดวงตาท่ีชุ่มฉ่าไปดว้ ยน้าตา ท่านกล่าววา่ “โอบ้ รรดามุสลิมท้งั หลาย ฉนั เคยเป็นนบีของพวก
ท่าน, เคยเป็นผตู้ กั เตือนพวกท่าน, เคยเป็นผเู้ ชิญชวนพวกท่านสู่อลั ลอฮฺ ซุบฮนะฮูวะตะอาลา ดว้ ย
ความปรารถนาดีของพระองค์ ฉนั เคยเป็นประดุจพี่นอ้ งท่ีคลานตามกนั มากบั พวกท่าน, ฉนั เคย
เป็นพ่อท่ีมีแต่ความรักและมีความปรารถนาดีต่อท่านท้งั หลาย ดงั น้นั ใครมีสิ่งท่ีใหอ้ ภยั ฉนั ไม่ได้
ขอไดโ้ ปรดเรียกร้องสิทธิของท่านกลบั คืน ก่อนที่ฉนั จะถกู พิพากษาในวนั กิยามะฮฺ” ซ่ึงกไ็ ม่มี
ใครทวงสิทธิใด ๆ จนกระทง่ั ท่านไดพ้ ดู ถึงเร่ืองสิทธิซ้าถึงสามคร้ัง

ปรากฏวา่ มีชายคนหน่ึงมีนามวา่ อุกาซะฮฺ บิน มุอฺซิน ไดอ้ อกมายนื ต่อหนา้ ท่านนบี แลว้
กล่าววา่ “หากท่านพดู ในเรื่องสิทธิอยา่ งเม่ือครู่น้ี เพียงคร้ังเดียวหรือสองคร้ัง ฉนั กจ็ ะทวงคืนใน
วนั สงครามบะดรั อูฐซ่ึงเป็นพาหนะที่ฉนั ไดข้ ่ีอยเู่ คียงขา้ งอูฐซ่ึงเป็นพาหนะของท่าน ฉนั ไดล้ ง
จากหลงั อฐู เพือ่ ท่ีจะใหร้ ่างกายของฉนั ไดม้ ีโอกาสอยใู่ กลช้ ิดท่านใหม้ ากที่สุด ท้งั น้ีเพ่ือที่ฉนั จะ
ไดส้ มั ผสั บนขาอ่อนของท่าน เผอิญในวนั น้นั ท่านไดย้ กแสข้ ้ึนเพอื่ ตีอฐู ใหเ้ คลื่อนไหวเร็วข้ึน แต่
ปรากฏวา่ แสน้ ้นั ไดห้ วดลงบนหลงั ของฉนั ขณะน้นั ฉนั ไม่ทราบวา่ ท่านตอ้ งการท่ีจะตีฉนั หรือตี
อูฐ”

ท่านนบี ไดฟ้ ังคากล่าวของอุกาซะฮฺแลว้ ท่านยงั กล่าววา่ “เป็นไปไดห้ รือท่ี เราะซูลุลลอฮ์
จะใชแ้ ส้ตีท่าน โออ้ ุกาซะฮฺ” แลว้ ท่านนบี กส็ งั่ ท่านบิลาลวา่ “โอบ้ ิลาล ท่านจงไปเอาแสท้ ี่บา้ น
ของฟาติมะฮฺมาใหฉ้ นั ” บิลาลไดเ้ ดินเอามือกมุ ศรี ษะออกไปจากมสั ญิดพร้อมกบั กล่าววา่ “ท่าน
เราะซูลุลลอฮ์ กาลงั จะถูกแกแ้ คน้ หรือน่ี” บิลาลจึงมาเคาะประตูบา้ นฟาติมะฮฺ และแจง้ ฟาติมะฮฺ
วา่ “โอฟ้ าติมะฮฺ ฉนั มาเอาแสข้ องท่านเราะซูลุลลอฮ์ ซ่ึงท่านจะเอาแสไ้ ปใหอ้ ุกาซะฮฺตีกลบั คืน
เพอื่ ชาระความแคน้ ” ฟาตมิ ะฮฺราพงึ วา่ “ใครกนั ท่ีมีจิตใจจะแกแ้ คน้ ท่านเราะซูลุลลอฮ”์ แลว้
บิลาลกน็ าแส้จากฟาติมะฮฺเดินไปในมสั ญิด และใหแ้ ก่ท่านเราะซูลุลลอฮ์ เมื่อท่านรับแส้แลว้ กส็ ่ง
ใหแ้ ก่อุกาซะฮฺ เมื่อท่านอบูบกั รและท่านอุมรั รอฎิยลั ลอฮุอนั ฮุ ไดเ้ ห็นเหตุการณ์ ท้งั สองจึงไดย้ นื
ข้ึนพร้อมกล่าววา่ “โอ้ อุกาซะฮฺ เราท้งั สองยนื ต่อหนา้ ท่านแลว้ ขอท่านจงตีเราแทนท่านรอซู
ลุลลอฮเ์ ถิด ท่านอยา่ ไดต้ ีท่านเราะซูลุลลอฮเ์ ลย” ท่านเราะซูลุลลอฮ์ กล่าววา่ “อบูบกั รและอุมรั

ท่านท้งั สองจงนงั่ ลง” อลั ลอฮฺทรงรู้ดีในเจตนาของท่านท้งั สอง แลว้ ท่านอะลีกย็ นื ข้ึนอีกและหนั
ไปพดู กบั อุกาซะฮฺวา่ “ท้งั ชีวติ ของฉนั ฉนั อยกู่ บั ท่านเราะซูลุลลอฮ์ มาโดยตลอด ขอใหต้ ีฉนั แทน
ท่านเราะซูลุลลอฮเ์ ถิด นี่คือหลงั และนี่คือทอ้ งของฉนั จงตีฉนั ดว้ ยมือของท่าน” ท่านเราะซู
ลุลลอฮจ์ ึงกล่าววา่ “โออ้ ะลี อลั ลอฮฺทรงรู้ดีในเจตนาของท่าน” และท่าน หะซนั และฮุเซ็นไดย้ นื
ข้ึนพร้อมกล่าววา่ “โอ้ อุกาซะฮฺ ท่านกร็ ู้จกั เราดีมิใช่หรือ วา่ เราท้งั สองเป็นหลานของท่านเราะซู
ลุลลอฮ”์ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ไดพ้ ดู กบั หลานท้งั สองวา่ “จงนง่ั ลงโอส้ ุดท่ีรักของฉนั ”
และท่านนบี ไดก้ ล่าววา่ “โออ้ ุกาซะฮฺ ท่านจงตีฉนั หากฉนั ไดต้ ีท่านในวนั น้นั ”
อุกาซะฮฺ กล่าววา่ “โอท้ ่านเราะซูลุลลอฮ์ วนั ที่ท่านตีฉนั น้นั ฉนั ไม่ไดส้ วมเส้ือ” และท่านเราะซู
ลุลลอฮ์ กถ็ อดเส้ือออก บรรดาพ่ีนอ้ งมุสลิมต่างส่งเสียงร้องไห้ และเม่ืออุกาซะฮฺไดเ้ ห็นความขาว
ของผวิ กายท่านนบี อุกาซะฮฺไดก้ ม้ ลงจูบ ที่กลางหลงั ของท่านนบี พร้อมกล่าววา่ “นี่เป็นการไถ่
ความผดิ เพอ่ื วญิ ญาณของฉนั โอท้ ่านเราะซูลุลลอฮ์ จะมีใครหรือท่ีจะใจถึงในการลา้ งแคน้ ท่าน
การท่ีฉนั ไดท้ าทุกอยา่ งไปกเ็ พ่อื เรือนร่างของฉนั จะไดส้ ัมผสั กบั เรือนร่างของท่าน ท้งั น้ีกเ็ พ่อื
พระผอู้ ภิบาล จะไดป้ กป้ องฉนั ใหค้ ลาดแคลว้ จากขมุ นรก” และทนั ใดน้นั ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ได้
กล่าววา่ “พึงทราบโดยทวั่ กนั เถิดวา่ ใครปรารถนาที่จะเห็นชาวสวรรคก์ จ็ ง มองบุรุษผนู้ ้ี” ทาให้
บรรดามุสลิมท้งั หลายต่างกเ็ ขา้ มากอดจูบระหวา่ งตาของ อุกาซะฮฺ และพากนั กล่าววา่ สวรรค์
เป็นของท่าน ท่านเป็นผบู้ รรลุตาแหน่งอนั สูงส่ง ตาแหน่งของผทู้ ี่อยกู่ บั ท่านนบีในสรวงสวรรค์
ท่านอิบนุมสั อูด กล่าววา่ เม่ือใกลเ้ วลาที่ท่านเราะซูลุลลอฮ์ จะอาลาจากเราไป พวกเราไดร้ วมตวั
กนั อยทู่ ่ีบา้ นของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิยลั ลอฮุอนั ฮา ท่านนบี ไดเ้ หลียวมองดูพวกเราดว้ ยน้าตา
พร้อมท้งั กล่าววา่ “ขออลั ลอฮฺทรงประทานความสุขใหแ้ ก่พวกท่านท้งั หลาย ฉนั ขอเตือนพวก
ท่านใหม้ ีความยาเกรงต่ออลั ลอฮฺ ปฏิบตั ิตามคาส่ังของพระองค์ ขณะน้ีใกลเ้ วลาท่ีจะตอ้ งพราก
จากกนั แลว้ ใกลถ้ ึงเวลาท่ีฉนั จะตอ้ งกลบั คืนสู่อลั ลอฮฺ สู่สวรรคอ์ นั เป็นสถานท่ีพานกั อนั นิรันดร์
เมื่อถึงตอนน้นั ฉนั ขอใหอ้ ะลีเป็นผอู้ าบน้าศพของฉนั ใหอ้ ลั ฟัดลุ บิน อบั บาส และ อุซามะฮฺ บิน
เซด เป็นผชู้ ่วยรดน้า ขอใหก้ ะฝ่ันฉนั ดว้ ยผา้ ของฉนั ท่ีมีอยหู่ ากเป็นความประสงคข์ องพวกท่าน
หรือไม่กด็ ว้ ยผา้ สีขาวจากเยเมน และเม่ือพวกท่านไดอ้ าบน้าศพของฉนั แลว้ พวกท่านจงวางศพ
ของฉนั ไวบ้ นเตียงในบา้ นของฉนั และขอใหพ้ วกท่านปล่อยฉนั ตามลาพงั สักระยะหน่ึง พึงทราบ

เถิดวา่ อลั ลอฮฺคือผแู้ รกท่ีประทานเราะฮฺมะหใ์ หแ้ ก่ศพของฉนั ถดั ไปกญ็ ิบรีล พร้อมดว้ ยมะลิกลุ
เมาต์ และมวลมะลาอิกะหต์ ามลาดบั จากน้นั ใหพ้ วกท่านเขา้ มาละหมาดใหฉ้ นั เป็นคณะ ๆ”

เม่ือพวกเขาไดย้ นิ วา่ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ กาลงั จะจากไป พวกเขาต่างกส็ ่งเสียงร้องไห้
พลางราพงึ ราพนั วา่ “โอท้ ่านเราะซูลุลลอฮ์ ท่านคือเราะซูลของพวกเรา, ท่านคือดวงประทีปของ
พวกเรา, ท่านคือศนู ยร์ วมจิตใจของพวกเรา เมื่อท่านจากเราไป พวกเราจะพ่ึงใคร ท่านนบี กล่าว
วา่ “ฉนั ไดท้ ิ้งไวใ้ หพ้ วกท่านแลว้ ซ่ึงทางท่ีสวา่ งไสว และไดท้ ิง้ ไวซ้ ่ึงสองสิ่งท่ีเป็นขอ้ ตกั เตือน
สาหรับพวกท่าน คืออลั กรุ อาน และซุนนะฮฺ และหากหวั ใจของพวกท่านแขง็ กระดา้ ง หรือด้ือดึง
พวกท่านจงทาใหน้ ิ่มนวลดว้ ยการพิจารณาถึงความตาย”
ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ลม้ ป่ วยในเดือนศอ่ ฟัร ซ่ึงท่านป่ วยอยเู่ พียง 18 วนั อาการเร่ิมแรกน้นั ท่านปวด
ศรี ษะ เม่ือถึงวนั จนั ทร์ในตน้ สัปดาห์ อาการป่ วยของท่านกเ็ ริ่มหนกั ข้ึน ขณะน้นั เป็นเวลา
เดียวกนั กบั ที่บิลาล ทาการอะซานซุบฮิ เมื่ออะซานเสร็จแลว้ บิลาลไดไ้ ปยนื ที่ประตูบา้ นของ
ท่านเราะซูลุลลอฮ์ พร้อมกบั ใหส้ ลามวา่ “ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่าน โอเ้ ราะซูลุลลอฮ”์
ท่านหญิงฟาติมะฮฺ รอฎิยลั ลอฮุอนั ฮา กล่าววา่ “ท่านเราะซูลุลลอฮก์ าลงั พะวงอยกู่ บั ตวั เอง” บิลาล
จึงเดินเขา้ ไปในมสั ญิด ดว้ ยความรู้สึกท่ีไม่เขา้ ใจคาพดู ของท่านญิงฟาติมะฮฺ

เมื่อใกลอ้ รุณรุ่ง ซ่ึงหมายถึงเวลาซุบฮิจะจากไป บิลาลไดไ้ ปยนื หนา้ บา้ นของท่านนบี อีก
คร้ังหน่ึง และไดก้ ล่าวสลามเหมือนคร้ังแรก ซ่ึงในคร้ังน้ีท่านเราะซูลุลลอฮ์ ไดย้ นิ เสียงของบิลาล
จึงไดก้ ล่าววา่ “จงเขา้ มาเถิดบิลาลเอ๋ย ขณะน้ีฉนั กาลงั พะวงอยกู่ บั ตวั เอง อาการป่ วยของฉนั ยง่ิ ทวี
ข้ึน โอบ้ ิลาล ท่านจงบอกใหอ้ บูบกั ร นาละหมาดไปก่อน” บิลาลไดเ้ อามือกมุ ศีรษะเดินออกจาก
บา้ นของท่านนบี พร้อมกบั กล่าววา่ “เราหมดหวงั โอแ้ ม่ของฉนั ทาไมแม่ตอ้ งใหฉ้ นั เกิดมาดว้ ย”
เม่ือบิลาลเดินเขา้ มาในมสั ญิดอีกคร้ังหน่ึง กไ็ ดก้ ล่าวแก่อบบู กั รวา่ “ท่านเราะซูลุลลอฮไ์ ดม้ ีคาส่ัง
ใหท้ ่านทาหนา้ ที่เป็นผนู้ าละหมาด ซ่ึงในขณะน้ีท่านเราะซูลุลลอฮ์ กาลงั พะวงอยกู่ บั ตวั ของท่าน
มาก” ท่านอบบู กั รจึงไดผ้ นิ หนา้ ไปมองท่ีเมียะหฺรอบของท่านนบี ท่านมิไดเ้ ห็นท่านนบี ยนื ทา
หนา้ ที่ของท่านเหมือนทุกคร้ังท่ีผา่ นมา ท่านอบบู กั รถึงกบั ทรุดตวั ลงกบั พ้ืน ไม่สามารถประคอง
ตวั ใหย้ นื เพ่อื ทาหนา้ ท่ีแทนร่อซูลุลลอฮฺ ได้ ท่านร้องไหด้ ว้ ยเสียงอนั ดงั ทาใหม้ ุสลิมทุกคนท่ีรอ

การนาละหมาดจากท่าน อบบู กั รต่างกไ็ ดร้ ้องใหต้ ามไปดว้ ย ความโกลาหลไดเ้ กิดข้ึน เสียงร่าไห้
ระคนไปกบั เสียงถามไถ่ถึงท่านเราะซูลุลลอฮ์
ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ไดย้ นิ เสียงร้องไหข้ องผมู้ าคอยรอละหมาด จึงไดถ้ ามท่านหญิง ฟาติมะฮฺวา่
“นน่ั เป็นเสียงร้องไหจ้ ากท่ีไหน” นางตอบวา่ “นน่ั เป็นเสียงของบรรดาพี่นอ้ งมุสลิมท่ีรอการ
ละหมาด เพราะวนั น้ี พวกเขาไม่มีท่านทาหนา้ ที่นาการละหมาดใหแ้ ก่พวกเขา”
ท่านเราะซูลุลลอฮไ์ ดเ้ รียกท่านอะลีและอลั ฟัดลุ บิน อบั บาส ใหเ้ ขา้ มาใกล้ ๆ แลว้ ท่านกใ็ หท้ ้งั
สองช่วยพยงุ ร่างของท่านเขา้ ไปในมสั ญิดเพื่อร่วมละหมาดซุบฮิในวนั น้นั ซ่ึงตรงกบั วนั จนั ทร์

หลงั จากเสร็จสิ้นการละหมาด ท่านเราะซูลุลลอฮ์ กห็ นั มายงั ท่ีนอ้ งมุสลิมพร้อมกบั กล่าว
วา่ “โอพ้ ีน่ อ้ งมุสลิมท้งั หลาย ขออาลาท่านท้งั หลาย ตามพระประสงคแ์ ห่งองคพ์ ระผเู้ ป็นเจา้
ขอใหท้ ่านท้งั หลายมีความยาเกรงต่ออลั ลอฮฺ ปฏิบตั ิตามคาส่งั ของพระองค์ วนั น้ีเป็นวนั อาคิ
เราะฮฺวนั แรกของฉนั และเป็นวนั สุดทา้ ยแห่งดุนยาของฉนั ” แลว้ ท่านกค็ ่อย ๆ พยงุ ร่างของท่าน
เดินกลบั บา้ น หลงั จากน้นั อลั ลอฮฺจึงทรงวะฮียใ์ หม้ ะลิกลุ เมาตล์ งมาพบท่านนบี โดยจาแลงร่างมา
หาผเู้ ป็นที่รักของท่านนบี และรับส่งั กบั มะลาอิกะห์วา่ หากเราะซูลุลลอฮอ์ นุญาตใหท้ ่านเขา้ ไป
ในบา้ นแลว้ กจ็ งเขา้ ไป แต่หากเราะซูลุลลอฮไ์ ม่อนุญาต ท่านอยา่ ไดเ้ ขา้ ไป และจงกลบั มา แลว้
มะลิกลุ เมาตก์ ล็ งไปโดยจาแลงกายเป็นชายอาหรับชนบท เมื่อมะลิกลุ เมาตไ์ ปถึง ท่านไดก้ ล่าว
สลามวา่ “ขอความสันติสุขจงประสบแด่ครอบครัวของท่านนบี” แลว้ กล่าวถามวา่ “อนุญาตให้
ฉนั เขา้ ไปไดห้ รือไม่” ท่านหญิงฟาติมะฮฺ ตอบวา่ “โออ้ บั ดุลลอฮ์ ( คือมะลิกลุ เมาต์ ) ท่านเราะซู
ลุลลอฮก์ าลงั ป่ วยหนกั ” มะลิกลุ เมาต์ ไดใ้ หส้ ลามอีกคร้ังในสานวนเดิม ซ่ึงในคร้ังน้ี เราะซู
ลุลลอฮไ์ ดถ้ ามท่านนหญิงฟาติมะฮฺวา่ ใครมา นางตอบวา่ “ชายชาวชนบทผหู้ น่ึงไดม้ าหาท่าน ซ่ึง
ฉนั ไดบ้ อกเขาแลว้ วา่ ท่านป่ วย ปรากฏวา่ ชายผนู้ ้นั ไดเ้ พ่งมองมายงั ฉนั จนเน้ือตวั ของฉนั สน่ั
สะทา้ นเพราะความหวาดกลวั อีกท้งั หวั ใจเตน้ ระรัว จนผวิ กายของฉนั เปลี่ยนสี” ท่านนบี ไดถ้ าม
ท่านหญิงฟาติมะฮฺวา่ “ลูกรู้ไหม วา่ เขาผนู้ ้นั คือใคร” นางตอบวา่ “ลกู ไม่ทราบ” ท่านนบี จึงบอก
นางวา่ “เขาผนู้ ้นั คือผพู้ ชิ ิตความอร่อย ผสู้ ยบความอยาก ผทู้ าใหต้ อ้ งพลดั พราก ผทู้ าใหค้ รอบครัว
อยใู่ นอาการโศกเศร้า” ท่าหญิงฟาติมะฮฺร้องไหส้ ะอึกสะอ้ืน พลางราพงึ ราพนั ออกมาวา่ “โอท้ ่าน
เราะซูลุลลอฮ์ โอบ้ ิดาของฉนั ท่านกาลงั จะจากไปแลว้ หรือ วนั น้ีหรือที่เป็นวนั ซ่ึงจะไม่มีวะฮีย์

ประทานมาอีกแลว้ เป็นที่ท่านจะไม่พดู กบั ลกู อีกแลว้ เป็นวนั ท่ีลูกจะไม่ไดย้ นิ เสียงสลามจาก
ท่านอีกแลว้ ”
ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ไดก้ ล่าวแก่ท่านหญิงฟาติมะฮฺวา่ “โอล้ ูกรัก ลกู อยา่ ร้องไห้ ลกู จะเป็นคนแรก
จากครอบครัวของเรา ที่จะติดตามฉนั ไป” จากน้นั ท่านกอ็ นุญาตใหม้ ะลิกลุ เมาตเ์ ขา้ มาหา มะลิกลุ
เมาตไ์ ดใ้ หส้ ลามวา่ “ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่านเถิด โอท้ ่านเราะซูลุลลอฮ”์ ท่านนบี ได้
ตอบรับสลามวา่ “และท่านกเ็ ช่นเดียวกนั โอม้ ะลิกลุ เมาต์ (วะ อาลยั กมุ มุสลาม ยา มะลิกลุ เมาต)์ ”
แลว้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ กไ็ ดเ้ อ่ยถามมะลิกลุ เมาตว์ า่ “ท่านมาเพอ่ื เยยี่ ม หรือมาเพื่อปลิดวญิ ญาณ
ของเรา” มะลิกลุ เมาตต์ อบวา่ “ท้งั เยย่ี ม และปลิดวญิ ญาณ หากท่านอนุญาต หากท่านไม่อนุญาต
ฉนั กจ็ ะกลบั ” ท่านเราะซูลุลลอฮไ์ ดถ้ ามมะลิกลุ เมาตว์ า่ “ญิบรีลอยทู่ ี่ไหน” มะลิกลุ เมาตต์ อบวา่
“อยบู่ นฟ้ าช้นั ท่ีหน่ึง ซ่ึงบรรดา มะลาอิกะฮฺท้งั หลายกาลงั ทาการปลอบขวญั และใหก้ าลงั ใจอย”ู่
สกั ครู่หน่ึงญิบรีล กไ็ ดม้ านงั่ เคียงขา้ งท่านเราะซูลุลลอฮ์ และท่านเราะซูลไดถ้ ามญิบรีลวา่ “โอ้
ญิบรีล ท่านรู้ไหมวา่ ทุกอยา่ งกาลงั จะจบสิ้น” ญิบรีลตอบวา่ “ฉนั รู้ดี โอท้ ่าน” ท่านจึงไดใ้ หญ้ ิบรี
ลบอกท่านถึงเหตุการณ์ท่ีจะเกิดข้ึนบางข้นั ตอนหลงั จากท่ีท่านไดเ้ สียชีวติ ไปแลว้ ญิบรีลกล่าววา่
“ขณะน้ีประตูฟากฟ้ าทุกช้นั เปิ ดหมดแลว้ มะลาอิกะฮฺท้งั หมดเขา้ ยนื รอรับดวงวญิ ญาณของท่าน
อีกท้งั ประตูสวรรคท์ ้งั หมดกเ็ ปิ ดอยู่ ท่านท่าน กล่าววา่ “อลั ฮมั ดุลิลลาฮฺ” แลว้ จึงถามต่อไป
“ประชาชาติของฉนั จะอยใู่ นสภาพใด หลงั จากพวกเขาไม่มีฉนั แลว้ โดยเฉพาะในวนั กิยามะฮฺ
พวกเขาจะเป็นอยา่ งไร” ญิบรีล กล่าววา่ “พระผเู้ ป็นเจา้ ทรงหา้ มมิใหศ้ าสนทูตท่านใดกต็ ามเขา้
สวรรคก์ ่อนท่าน และหา้ มมิใหป้ ระชาชาติของบรรดาศาสนทตู ใดๆ เขา้ สวรรคก์ ่อนประชาชาติ
ของท่าน” ท่านเราะซูลุลลอฮก์ ล่าววา่ “ขณะน้ีฉนั สบายใจแลว้ ” ท่านไดห้ นั ไปพดู กบั มะลิกลุ เมาต์
วา่ “จงเขา้ มาใกล้ ๆ ฉนั ” มะลิกลุ เมาตป์ ฏิบตั ิตาม แลว้ เริ่มถอดวญิ ญาณของท่านนบี เมื่อวญิ ญาณ
มาอยตู่ รงสะดือ ท่านเราะซูลุลลอฮไ์ ดพ้ ดู กบั ญิบรีลวา่ “ฉนั เจบ็ เหลือเกิน” เมื่อญิบรีลไดย้ นิ ดงั น้นั
ถึงกบั ผนิ หนา้ ไปทางอ่ืน ท่านเราะซูลุลลอฮก์ ล่าวแก่ญิบรีลวา่ “ท่านไม่อยากมองหนา้ ฉนั แลว้
หรือ” ญิบรีลตอบวา่ “โอท้ ี่รักของอลั ลอฮฺ ใครกนั ท่ีจะมีจิตใจเขม้ แขง็ พอท่ีจะมองหนา้ ท่านได้
ในขณะที่ท่านกาลงั เจบ็ ปวดอยา่ งน้ี” ท่านอนสั บิน มาลิก กล่าววา่ เมื่อวญิ ญาณของท่านศาสน
ทตู เล่ือนมาอยทู่ ่ีอก ท่านไดก้ ล่าวตกั เตือนเรื่องละหมาด และสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านครอบครอง ท่านได้

พดู ซ้าไปซ้ามาจนกระทงั่ สิ้นเสียงของท่าน ท่านอะลีกล่าววา่ ในช่วงสุดทา้ ยน้นั ท่านนบี กระดิก
ริมฝีปากสองคร้ัง ฉนั กม้ ศีรษะลงฟังใกล้ ๆ ฉนั ไดย้ นิ ท่านพดู อยา่ งแผว่ เบาวา่ “ประชาชาติของ
ฉนั ประชาชาติของฉนั ” ท่านสิ้นชีวติ ในวนั จนั ทร์ ท่ี 12 เดือน รอบิอุลเอาวลั หากจะมีใครสักคน
หน่ึงท่ีจะมีชีวติ อยอู่ ยา่ งนิรันดร์แน่นอนเขาผนู้ ้นั คือ ศาสนทูตมุฮมั มดั

มีรายงานวา่ ท่านอะลี ไดอ้ ุม้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ข้ึนวางบนเตียงเพอ่ื อาบน้าและขณะน้นั มี
เสียงตะโกนมาจากมุมดา้ นหน่ึงวา่ “ไม่ตอ้ งอาบน้าใหม้ ุฮมั มดั เพราะมุฮมั มดั สะอาด” ท่านอะลีจึง
ถามวา่ “ท่านเป็นใคร เพราะท่านเราะซูลุลลอฮ์ ใชไ้ ดฉ้ นั อาบน้าใหท้ ่าน” และทนั ใดน้นั มีเสียงดงั
ข้ึนอีกมุมหน่ึงวา่ “โออ้ ะลี จง อาบน้าใหท้ ่านนบี เถิด เสียงตะโกนคร้ังแรกเป็นของอิบลีส มนั
อิจฉาท่านนบี มนั มีเจตนาท่ีจะใหท้ ่านอยใู่ นหลุมศพในสภาพท่ีไม่ไดอ้ าบน้า” ท่านอะลีกล่าววา่
“ขออลั ลลอฮฺทรงประทานความดีแก่ท่านที่ไดแ้ จง้ แก่ฉนั วา่ เสียงเม่ือครู่น้นั คือเสียงของอิบลีส
คร้ังน้ีจงแจง้ แก่ฉนั เถิดวา่ ท่านเป็นใคร” ท่านอะลี ไดร้ ับคาตอบวา่ “ฉนั คือ คิฎิร ฉนั มาร่วมพธิ ีศพ
ของมฮู มั มดั ” แลว้ ท่านอะลีไดอ้ าบน้าใหท้ ่านนบี โดยมีอลั ฟัดลุ บิน อบั บาส และอุซามะฮ์ บิน
เซด เป็นผชู้ ่วยรดน้า ญิบรีลไดน้ าเอาอุปกรณ์ กะฝ่ัน จากสรวงสวรรค์ และไดท้ าการกะฝั่น ฝัง ณ
ท่ีหอ้ งในบา้ นของท่านหญิง อาอิชะฮฺ ในคืนวนั องั คาร ตอนสองยาม โดยมีท่านหญิงอาอิชะฮฺยนื
เคียงขา้ ง กบุ ูร พร้อมกล่าววา่ “โอผ้ ทู้ ี่ไม่สวมใส่ผา้ ไหม ผทู้ ี่ไม่เคยนอนบนท่ีนอน โอผ้ ทู้ ่ีจากดุนยา
ท้งั ที่ชีวติ ไม่เคยกินอาหารอิ่มเลยแมแ้ ต่คร้ังเดียว โอผ้ ทู้ ี่เลือกเอาเส่ือแทนเตียงนอน โอผ้ ทู้ ่ีไม่เคย
นอนเตม็ ตื่นเพราะความกลวั ที่มีต่อพระผอู้ ภิบาล”

เป็นท่ีทราบกนั ดีว่าในอดีตน้นั ชนชาติอาหรบั เป็นชนชาติท่ีมีความเสื่อมโทรมทางดา้ น
อารยะธรรมอยา่ งถึงที่สุด และใคร่กระหายในสงครามเป็นอยา่ งมาก จนกระทง่ั อิสลามไดเ้ ขา้ มา
โดยการนาของท่านศาสดามฮู มั มดั ศาสนทตู ของพระองคอ์ ลั ลอฮฺ ท่านไดน้ าสาส์นจากพระผเู้ ป็น
เจา้ มาสู่มนุษยชาติ สาส์นที่มิใช่เพยี งนิยายปรัมปราอยา่ งที่บรรดาผปู้ ฏิเสธน้นั ใส่ไคร้ แต่เป็น
สาส์นอนั ยง่ิ ใหญ่ สาส์นที่เป็นพจนารถของอลั ลอฮฺ อนั เป็นสจั ธรรมของชีวติ เป็นส่ิงที่บอก
เร่ืองราวในอดีต ปัจจุบนั และอนาคต และยงั ไดบ้ อกถึงวทิ ยาการต่างๆ อนั เป็นที่มาของความ
รุ่งโรจนใ์ นอิสลาม ทาใหท้ ่านศาสดาสามารถเปลี่ยนแปลงชนชาติอาหรับจากชนชาติท่ีเคยอยใู่ น
จุดต่าสุดของยคุ สมยั มีแต่การกดขี่ ข่มเหง ใหก้ ลายเป็นยคุ แห่งความรุ่งเรือง ความสงบสุข ความ

ร่มเยน็ และส่ิงน้ีเอง ที่ทาใหช้ าวโลกรับรู้วา่ อิสลามมิไดเ้ ป็นเพยี งศาสนจกั รเท่าน้นั หากแต่เป็น
อาณาจกั รดว้ ย และนน่ั จึงถือเป็นการเริ่มตน้ อารยะธรรมอิสลาม อารยะธรรมแห่งสจั ธรรม ธรรม
ในยคุ สมยั ของท่านศาสดามูฮมั หมดั ซ็อลลลั ลอฮุอะลยั ฮิวะซลั ลมั

คาศพั พน์ ่ารู้

[1]ซ.ล.ยอ่ มาจากภาษาอาหรับวา่ ซ็อล ลลั ลอฮุ อาลยั ฮิ วะ ซลั ลมั ِ‫َصلَى ّل َلِاُ َعلَ ْي ِهِ َِو َسلَ ُن‬
= Allah bless and Peace be upon him.

[2]ฮะญะระ แปลวา่ หิน, อลั อสั วดั แปลวา่ ดา

[3]ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แปลวา่ อลั ลอฮฺผทู้ รงบริสุทธ์ิจากมลทินท้งั ปวง

[4]ซอลลลั ลอฮุอาลยั ฮิวะซลั ลมั แปลวา่ ขอการสรรเสริญจากอลั ลอฮฺและความศานติสู่ท่านนบี
มุฮมั มดั ดว้ ยเทอญ

[5]รอฎิยลั ลอฮุอนั ฮุแปลว่าขออลั ลอฮฺทรงเอน็ ดูท่าน...(ท่ีเอ่ยนามถึง) ประโยคน้ีใชก้ บั ผชู้ าย ถา้
เปล่ียนจาก “อนั ฮุ” คาสุดทา้ ย เป็น “อนั ฮา” จะเป็นการใชใ้ หผ้ หู้ ญิง

รายชื่อบรรดานบีและรอซูลของศาสนาอิสลาม 25 ท่าน พร้อมอายุ และ

สถานท่ีเกิดของแต่ละท่าน ดงั น้ี

(ที่ถกู กล่าวในอลั กรุ อานและซุนนะฮน์ บี)

‫أسواء الأًثياء و الرسل في القرآى الكرين‬

......................
มุสลิมทุกคนตอ้ งศรัทธาวา่ บรรดานบีและรอซูลเหล่าน้ี เป็นศาสนฑูตของอลั ลอฮท์ ่ีส่งมายงั เผา่
ของพวกท่านแต่ละคนนอกจากนบีมุฮมั หมดั ถูกส่งมายงั มนุษยชาติ(ท้งั โลก)และท่านคือนบีคน
สุดทา้ ย
1.นบีอาดมั (‫)آدم‬
อายุ 1000 ปี เกิดที่ --
2.นบีอิดรีส (‫)إدريس‬
อายุ -- ปี เกิดท่ี --
3.นบีนูหฺ (‫)ًىح‬
อายุ 950 ปี เกิดท่ี จอร์แดน
4.นบีฮูด (‫)هىد‬
อายุ 882 ปี เกิดท่ี เยเมน
5.นบีซอลิหฺ (‫)صالخ‬
อายุ 586 ปี เกิดที่ เลบานอน
6.นบีอิบรอฮีม (‫)إتراهين‬
อายุ 195 ปี เกิดที่ อิรัก
7.นบีลฏู (‫)لىط‬
อายุ 950 ปี เกิดท่ี อิรัก

8.นบีอิสมาอีล (‫)إسواعيل‬
อายุ 137 ปี เกิดท่ี ซาอุดิอาราเบีย
9.นบีอิสฮาก (‫)إسذاق‬
อายุ 120 ปี เกิดท่ี ปาเลสไตน์
10.นบียะอฺก๊บู (‫)يعقىب‬
อายุ 129 ปี เกิดที่ ปาเลสไตน์
11.นบียซู ุฟ (‫)يىسف‬
อายุ 110 ปี เกิดที่ อียปิ ต์
12.นบีอยั ยบู (‫)أيىب‬
อายุ -- ปี เกิดที่ จอร์แดน
13.นบีซุลกิฟลฺ (‫)روِالكفل‬
อายุ -- ปี เกิดที่ –
14.นบีมูซา (‫) هىسى‬
อายุ 125 ปี เกิดท่ี อียปิ ต์
15.นบีฮารูน (‫)هاروى‬
อายุ 119 ปี เกิดท่ี อียปิ ต์
16.นบีดาวดู (‫)داود‬
อายุ -- ปี เกิดท่ี จอร์แดน
17.นบีสุลยั มาน (‫)سليواى‬
อายุ 150 ปี เกิดท่ี จอร์แดน
18.นบีชุอยั บ์ (‫) شعية‬
อายุ -- ปี เกิดท่ี ซีเรีย
19.นบิอิลยาส (‫)الياس‬
อายุ 870 ปี เกิดท่ี ปาเลสไตน์

20.นบีอิลยะซะอฺ (‫) اليسع‬
อายุ -- ปี เกิดที่ จอร์แดน
21.นบียนู ุส (‫)يىًس‬
อายุ -- ปี เกิดท่ี --
22.นบีซะกะรียา (‫) زكريا‬
อายุ 207 ปี เกิดที่ ปาเลสไตน์
23.นบียะหฺยา (‫)يذيى‬
อายุ -- ปี เกิดที่ ปาเลสไตน์
24.นบีอีซา (‫)عيسى‬
(อะลยั ฮิมุซซะลาม/‫)عليهنِالسلام‬
อายุ 40 ปี เกิดท่ี ปาเลสไตน์
25.นบีมุฮมั หมดั (‫)هذوذِتيِعثذِّللا‬
(ศอ๊ ลลั ลอฮุ อะลยั ฮิ วะซลั ลมั /‫)خاتنِالأًثياءِوالورسلييِعليهِأفضلِالصلاجِوالسلام‬
อายุ 63 ปี เกิดท่ี ซาอุดิอาราเบีย

อา้ งอิง

- http://www.halalthailand.com/article/1527. ( 16/02/2552 )
- อิสมาอีล อานนท์ เพญ็ พนั ธ์ .http://oknation.nationtv.tv/blog/pamaju/2017/09/20/entry-

25.( 16/02/2552 )


Click to View FlipBook Version