1 ภาพยนตร์สารคดี“พิบูลสวัสดี (เดอะซีรี่ย์) unSpoken DREAMocracy” -ในส่วนชื่อภาษาไทยนั้น “พิบูลสวัสดี” นำมาจากนามสกุลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม คำสวัสดีก็เป็นคำที่ กำหนดขึ้นในยุคนั้น โดย สวัสดี เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า “ขอความดีความงามจงมี (แก่ท่าน)” ซึ่งผู้จัดทำ นิยามว่า คำ “พิบูลสวัสดี” ใกล้เคียงกับคำว่า “Heil Hitler” ของนาซีแห่งเยอรมันในอดีต ส่วนชื่อภาษาอังกฤษ เป็นการเล่นคำ คำว่า "unSpoken" หมายถึงสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมา หรือสิ่งที่เงียบ ไม่ เปิดเผย คำว่า "DREAM" ในภาษาอังกฤษหมายถึง "ฝัน" ซึ่งส่วนมากมักใช้เป็นสัญลักษณ์ของความหวัง, ความ ปรารถนา, หรือเป้าหมายในชีวิต ส่วนคำเสียง "-ocracy" ในภาษาอังกฤษ เป็นคำส่วนประกอบที่บ่งบอกถึง รูปแบบหรือระบบการปกครอง หรือการมีอำนาจในบางสิ่งบางอย่าง เมื่อกึ่งสนธิคำ "DREAM" และ "-ocracy" เป็น “DREAMocracy” ก็จะสื่อไปถึง คำ Democracy (ประชาธิปไตย) แต่นัยก็คือ ประชาธิปไตยในภาพฝัน ไม่ใช่ความจริง “unSpoken DREAMocracy” ความรวมคือ “ประชาธิปไตยในภาพฝัน ที่ไม่ได้เปิดเผยออกมา” และอาจจะเป็นไปได้ว่า ในความคิดของผู้จัดทำ ยังเชื่อมโยงถึงนิยามของ Democracy ในสมัยโบราณ ที่เชื่อว่า ประชาธิปไตย อาจทำให้เกิดการปกครองของฝูงชนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเมืองเพียงพอ และนำไปสู่การ ตัดสินใจที่อาจไม่ดีต่อรัฐ ไม่มีแหล่งข้อมูลผู้จัดทำ (แต่จากเสียงของผู้จัดทำ ประเมินว่า คล้ายกับ... ยูทูบเบอร์ช่องเล่าเรื่องฆาตกรรม ท่านหนึ่ง) เริ่มฉายทางช่อง Youtube ในเดือน ต.ค. 2566 ตีมหลักของภาพยนตร์: -เป็นการคัดเอาอัตชีวประวัติและพฤติกรรมบางส่วนของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มาขยายความเป็นสารคดี โดยมีการเล่าเรื่องประกอบกับข้อมูลเอกสารที่ได้จากการสืบค้นและสถานที่ เพื่อประกอบความน่าเชื่อถือ มีส่วน ความเป็นจริงในหน้าประวัติศาสตร์อยู่มาก แต่ก็มีส่วนที่เป็นการอนุมานจากพฤติกรรม โดยใช้แนวคิด “หลักฐานบอกพฤติกรรม พฤติกรรมส่อเจตนา”(เหมือนกับแนวคิดเรื่องคดีฆาตกรรม) มาวิเคราะห์พฤติการณ์ ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อยู่ไม่น้อย วัตถุประสงค์ในการนำเสนอ : -ประเมินว่าเป็นความต้องการการสำแดงความรูจากการที่ไปได้สืบค้นมา เป็นเรื่องหลัก เป็น esteem and self- actualization needs ที่ไม่ใช่ตัวเงินหรือการยอมรับจากสังคม คืออยากจะบอกว่า “เราอยู่เหนือกว่า เพราะเรารู้และเราอยากจะให้คนอื่นได้รู้”
2 สไตล์การนำเสนอ : -ภาพยนตร์สารคดีนี้ใช้เทคนิคการนำเสนอ คือการตัดฉากสลับไปมา ระหว่างตัวแสดง ภาพเอกสาร ภาพ สถานที่ ทั้งแบบเป็นภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหว สลับกับการเล่นมุขตลก ขำขัน เสียดสี ในภาพรวมถือว่ามี ความน่าเชื่อถือและน่าสนใจ เพราะมีภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวจากสถานที่จริง รวมทั้งเอกสารอ้างอิงเป็น จำนวนมาก น้ำเสียงของผู้จัดทำถือว่าชัดเจน ลำดับเนื้อหาถือว่าไล่เรียงได้ค่อนข้างดีฟังเสนาะหูเข้าใจง่าย แต่มองภาพรวมของเหตุการณ์และยุคสมัยไม่ออก เป็นการเพ่งเล็งไปที่ตัวละครหลัก เป็นหลัก เนื้อหาหลัก : -กล่าวถึงช่วงชีวิตของจอมพล ป. เริ่มเวลาตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงลงจากอำนาจ โดยยกเอาส่วนเนื้อหา ที่ไม่สามารถค้นคว้าได้จากในโลกอินเตอร์เน็ตมาเป็นตัวชูโรง มีอยู่ 3 องค์ใหญ่ หรือแบ่งย่อยเป็น 16 บท โดยมี รายละเอียดของบทต่างๆดังนี้ บทนำ : -เป็นภาพตัวแสดงในบ้านพักจอมพล ป. ณ กรมทหารปืนใหญ่ บางซื่อ ในปี 2481 โดยมียศในขณะนั้นเป็น พัน เอก โดย เอาเรื่องวีรกรรมการรอดตายจากการลอบสังหาร มาขึ้นต้นเพื่อความน่าสนใจ ว่าหลังจากถูกลอบยิง ได้1 เดือน พันเอกหลวง“พิบูลสงคราม” ก็ขึ้นครองอำนาจ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของประเทศไทย บทที่ 1 การค้นหา Search Engine -กล่าวนำว่า หาก ใช้ Search Engine ค้นหาคำว่า จอมพล ป. เราจะได้ฉายาต่างๆมากมาย เช่น “จอมพล กระดูกเหล็ก” , “จอมพลคนหัวปี”, “จอมพลตราไก่” , “กัปตัน” , “โจโฉ” , “นายกที่ยาวนานที่สุด” , “ทำเนียบตราไก่” , “ผู้นำยุคสร้างชาติ” ซึ่งภาพยนตร์สารคดีนี้จะโยงไปถึงคำนิยามต่างๆเหล่านี้ในบทต่อๆไป และกล่าวต่อว่า พวกเรารู้จักจอมพล ป. กลุ่มคณะราษฎร์ที่นำประชาธิปไตยมาสู่เมืองไทย จากหลักฐานอ้างอิง มากมายซึ่งถูกตีความทั้งด้านดีและไม่ดี แต่ภาพยนตร์สารคดีนี้จะพูดในสิ่งที่ไม่มีในโซเชียล(ค้นหาข้อมูลไม่เจอ) และไม่มีใครเคยพูดถึง กล่าวต่อเรื่องความฝันของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และถามว่า ทำไมเราต้องอยากรู้ความฝันของจอมพล ป. รวมทั้งยังตอบกลับให้กับผู้ชมเองว่า เพราะว่า สิ่งที่ได้สรรสร้างขึ้นในยุคสมัยของจอมพล ป. นั้นมีหลายสิ่ง ที่ยังคงอิทธิพล ถูกใช้เป็นมาตรฐานในสังคมไทยปัจจุบัน เช่น การกล่าวคำว่า สวัสดีการยืนเคารพธงชาติ จากนั้น โยงเข้าหาแนวคิด “หลักฐานบอกพฤติกรรม พฤติกรรมส่อเจตนา” โดยกล่าวว่า “อยากจะรู้ว่าจอมพล ป. มีความฝันอย่างไร เราก็คงต้องดูจากสิ่งที่เขาปฏิบัติเป็นหลักฐานอ้างอิง” และยกตัวอย่าง มหาตมะคานธี ผู้ปฏิบัติตามแนวทางอหิงสา เพราะอยากได้ความเท่าเทียมและเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของคนอินเดียจากเจ้า อาณานิคม เพื่อเป็นการเน้นย้ำว่า การจะอนุมานความฝันใครสักคน คงต้องดูที่หลักฐานและการกระทำที่ผ่านๆ มาของคนๆนั้น เพื่อเข้าสู่เนื้อเรื่องในบทต่อไป
3 บทที่ 2 ประวัติจอมพล ป. -เป็นการแนะนำประวัติ จอมพล ป. แบบย่อและเร็ว(โดยประวัติส่วนนี้ สามารถสืบค้นกันได้เอง) และเสริม ประเด็นวันเกิดของ จอมพล ป. ว่าคือวันที่ 14 กรกฎาคม ตรงกับวันชาติฝรั่งเศส หรือวันที่มีการบุกทำลายคุก บาสติล อันเป็นการสิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในฝรั่งเศส ส่งท้ายคือการที่ผู้จัดทำนำเสนอว่าความฝัน ของจอมพล ป. เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 หรือก็คือ วันที่คณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครองฯ บทที่ 3 เริ่มต้นความฝัน -กล่าวต่อจากบทที่ 2 ถึงการเริ่มความฝันของจอมพล ป. โดยร่วมคณะราษฎร์ทำการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลง การปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยวันที่ 25 มิถุนายน 2475 คณะราษฎร์ทูลเกล้าถวายรัฐธรรมนูญปกครองแผ่นดินสยาม ให้แก่รัชกาลที่ 7 ทว่ารัฐธรรมนูญซึ่งร่างโดยคณะ ราษฎร์มีนัยแฝงเรื่องเกี่ยวกับผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศ(โดยส่วนหนึ่ง เป็นข้อมูลที่ตีความอนุมานขึ้นเอง แต่ หลายส่วนสามารถสืบค้นได้) เช่น เรื่องสงครามอักษรเชิงสัญลักษณ์ในรัฐธรรมนูญและเอกสารต่างๆ ระหว่าง รัชกาลที่ 7 กับคณะราษฎร์จนกระทั่งเกิด”รัฐธรรมนูญชั่วคราว” คือพระมหากษัตริย์ถูกจำกัดอำนาจ ให้พระมหากษัตริย์เป็นประมุขเชิงสัญลักษณ์ไม่มีอำนาจมาบริหารประเทศได้โดยตรง แต่ต้องใช้อำนาจผ่าน คณะรัฐมนตรีผู้แทนราษฎร และศาล , เพิ่มอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร(ซึ่งแท้จริงแล้วก็คืออำนาจของคณะ ราษฎร์) กระทั่งวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม โดยผู้จัดทำ อนุมานว่า การมีรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ของความฝันจอมพล ป. ซึ่งต่อมา เกิดเหตุการณ์ต่างๆ เช่น คณะราษฎร์ขัดแย้งกันเอง , นาย ปรีดีฯ ถูกขับออกนอกประเทศ , พระยา มโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนที่ ๑ ถูกรัฐประหาร โดยพระยาพหลพลพยุหเสนา , เกิดกบฏบวรเดช และการปราบปราม จนกระทั่งไม่กี่ปีต่อมา พันเอกหลวงพิบูลสงครามก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดใน ประวัติศาสตร์ชาติไทย(ควบรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย) และได้รับความดีความชอบ กลายเป็นฮีโร่ของคนไทยด้วยสามารถทวงคืนดินแดนที่ฝรั่งเศสยึดครองกลับมาได้และได้รับพระราชทานยศ เป็น จอมพล ป. พิบูลสงคราม บทที่ 4 พระเจ้าองค์ใหม่ -กล่าวถึงพฤติกรรมของ จอมพล ป. ที่ส่อเจตนาว่าต้องการสร้างศูนย์รวมจิตใจใหม่แทนสถาบัน พระมหากษัตริย์คือ “รัฐธรรมนูญ” โดยรัฐธรรมนูญนี้เป็นลักษณะสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทพเจ้า ไม่ใช่กฎหมาย บัญญัติแต่อย่างใด ผู้จัดทำกล่าวว่า หมากตัวต่อไปของ จอมพล ป. ถูกวางอย่างชาญฉลาด คือไม่เพียงลด อำนาจพระมหากษัตริย์แต่ยังสร้างสิ่งใหม่มาให้ประชาชนนับถือ คือ “เทพแห่งรัฐธรรมนูญ” ที่ถูกสร้างมาใน ฐานะวัตถุบูชาที่เหนือธรรมชาติว่ารัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนเทพเจ้าองค์หนึ่ง กล่าวต่อว่า จอมพล ป. สั่งการให้สร้างรัฐธรรมนูญให้มีความศักดิ์สิทธิ์มีรูปลักษณ์เห็นเด่นชัด มีพิธีกับมีการ เฉลิมฉลอง โดยวางแผนจะนำรัฐธรรมนูญจำลองไป“ประดิษฐาน”ไว้ณ ศาลากลางฯทุกจังหวัด โดยพาน รัฐธรรมนูญจะเรียกว่า“พานแว่นฟ้า” ซึ่งปกติจะใช้รองรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่นพระบรมสารีริกธาตุการอัญเชิญ
4 รัฐธรรมนูญจำลองนี้ต้องจัดขึ้นอย่างมโหฬารครึกครื้น ซึ่งแต่ละจังหวัดก็มีการแห่ให้ประชาชนสักการะ รอบเมือง ต่อมากล่าวถึงหลักฐานเรื่อง“เทพรัฐธรรมนูญ”ว่ายังคงมีให้เห็นในวัดต่างๆมากมายแทนที่เรื่องราวของ พระพุทธเจ้า และเรื่องราวอื่นๆทางพุทธศาสนา รวมทั้งจะมีการอัญเชิญต้นฉบับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย ซึ่งฝากไว้ณ กระทรวงการคลัง มาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม มีการแต่งเนื้อเพลงสดุดีให้กับ รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีคำสาบานตนของสมาชิกของสมาคมฯคณะราษฎร์ว่าจะต้องเคารพเลื่อมใส รัฐธรรมนูญ บทที่ 5 งานเฉลิมฉลองพระเจ้า -กล่าวถึงการสร้างภาพลักษณ์โดยให้พานรัฐธรรมนูญเป็นสัญลักษณ์ใหม่แทนที่พระมหากษัตริย์อ้างถึงวิธีการ และตีมที่สื่ออกมาในการฉลองรัฐธรรมนูญ ว่านอกจากการมหรสพแล้ว โดยวาระสำคัญของงานคือการจัดแสดง พานรัฐธรรมนูญฉบับจริงให้ประชาชนได้รู้จัก ซึ่งวันที่ 10 ธันวาคม 2477 มีการประกวดนางสาวสยามในวัน รัฐธรรมนูญ ในการประกวด ผู้ชนะจะได้รางวัลเข็มกลัดทองคำลงยาอักษรว่ารัฐธรรมนูญ การประกวดนางสาว สยามมีต่อๆมา นางสาวสยามกลายเป็นสัญลักษณ์ที่เรียกว่า “เทพีรัฐธรรมนูญ” บทที่6 บทสุดท้ายของจุดเริ่มต้น -ทิ้งท้ายว่า ความฝันนักประชาธิปไตยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยังคงดำเนินต่อไป แต่ใช่ว่าความฝันจอมพล ป. จะสะดวกสบาย เพราะมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับความฝันของจอมพล ป. เป็นจำนวนมาก การลอบสังหารเกิดขึ้น หลายครั้งแต่จอมพล ป. ก็มาสามารถรอดมาได้ทุกครั้ง กระทั่ง จอมพล ป. ต้องสร้างบ้านพักของตนเองเป็น ลักษณะ ป้อมปราการ ที่มีการกำบัง มีความแข็งแรง และมีช่องทางลับมากมาย ใช้สำหรับเตรียมการหลบหนี บทที่ 7 แผนลบสยามสร้างไทยพิบูล -กล่าวถึงประเทศมหาอำนาจในขณะนั้น คือ เยอรมัน อิตาลีและญี่ปุ่น อยู่ในสมัยสร้างชาติด้วยระบอบ ฟาสซิสต์คือมุ่งจัดระเบียบชาติและชนชาติใหม่ ว่าแนวคิดนี้ส่งอิทธิพลต่อจอมพล ป. เป็นอย่างมาก โดย สะท้อนออกมาให้เห็นเป็นแนวนโยบายสร้างชาติใหม่ด้วยการลบล้างของดั้งเดิม เช่น สถาบันพระมหากษัตริย์หลังมีการให้เปลี่ยนชื่อจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ก็มีการยกเลิกตำแหน่ง ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งคุมผลประโยชน์ของเงินแผ่นดิน และมีคำสั่งยกเลิกพระราชพิธีสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์เช่น พระราชพิธีพยุหยาตราทางสถลมารคและชลมารค และ พระราชพิธีจรด พระนังคัลแรกนาขวัญ มีการเปลี่ยนวันชาติซึ่งเดิมคือวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นวันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งคือวัน เปลี่ยนแปลงการปกครองฯให้เป็นวันชาติรวมทั้งกำหนดให้วันที่ 14 กรกฎาคม คือวันเกิดของตัวเอง ให้เป็น วันหยุดราชการ กำหนดแผนการรวมเชื้อชาติให้เป็นหนึ่งเดียว ทุกคนต้องเป็น “ไทย” ห้ามใช้ชื่อเชื้อชาติซึ่งแบ่งแยกคนไทย
5 ออกเป็นหลายพวกหลายเหล่า(เช่น ไทยเหนือ,ไทยอีสาน) ผู้จัดทำกล่าวว่า การสร้างเชื้อชาติไทยสร้างปัญหาให้ แนวคิดชาวสยามเดิม ที่อยู่ด้วยกันหลายชนชาติผสมผสาน และคิดเชื่อมโยงว่า จากการรวมชาติอาจเป็น จุดเริ่มต้นของการก่อปัญหาของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บทที่ 8 เพลงชาติไทย -กล่าวถึงคณะราษฎร์กับการประพันธ์เพลงชาติซึ่งสมัยก่อนนั้น ใช้เพลงสรรเสริญพระบารมีตามแบบอังกฤษ เป็นเพลงชาติ ซึ่งเมื่อประพันธ์เพลงชาติแล้วเสร็จ เพลงสรรเสริญพระบารมีจึงถูกแยกออกจากเพลงชาติและ การแก้ไขคำในเพลงชาติให้มีคำว่า “ไทย” แทนคำว่า “สยาม” รวมทั้งนัยของเพลงชาติที่ได้รับอนุมัติโดย จอมพล ป. จากนั้นกล่าวถึง กฎการเคารพธงชาติซึ่งกำหนดเชิงบังคับ และเพลงที่ประพันธ์ในยุคนั้น ทว่ายังมี การร้องอยู่ในยุคปัจจุบันจนติดหุติดปาก โดยอ้างถึงทฤษฎี Ear Worm บทที่ 9 สร้างลัทธิพิบูลสงคราม -กล่าวถึงการแต่งกายตามแนวทางรัฐนิยม ที่ผู้จัดทำนิยามว่าเป็น “ลัทธิพิบูลสงคราม” และสุดท้ายกลายเป็น การบังคับให้ทำตามรัฐนิยม นำมาซึ่งปัญหาของรัฐนิยม และก็เข้ามาสู่การลิดรอนสิทธิ์ว่าด้วย การกำหนด กิจวัตรประจำวันของคนไทย เวลาตื่น เวลานอน และเวลารับประทานอาหาร ซึ่งผู้ไม่ปฏิบัติตามต้องถูกลงโทษ ตามกฎหมาย บทที่ 10 สถาปนาจอมพล ป. -กล่าวถึง เมื่อลบสัญลักษณ์แห่งพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ดั้งเดิม และสร้างรัฐธรรมนูญให้กลายเป็น พระเจ้า รวมทั้งสร้างลัทธิพิบูลสงคราม ก้าวต่อไปคือต้องมีสัญลักษณ์แทนตัวเอง เฉกเช่นเดียวกับผู้นำชาติอื่นๆ ณ เวลานั้น คือ “สัญลักษณ์ไก่”(เนื่องจาก จอมพล ป. เกิดปีระกา) โดยสัญลักษณ์ไก่นั้น คล้ายกับสัญลักษณ์ ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ทว่า สัญลักษณ์ไก่นั้น เหยียบบน คฑาจอมพล อันเป็นสัญลักษณ์ ขององค์จอมทัพไทย และ ได้สั่งจัดทำคฑาของตนเองเฉกเช่นพระมหากษัตริย์ และสัญลักษณ์ไก่จะถูกนำไปอยู่ในที่ต่างๆเพื่อแสดงให้เห็นอำนาจ ถูกแจกแก่ข้าราชการ บุคคลสำคัญและ ประชาชน และประดับอยู่ในสถานที่ต่างๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล มีการใช้ธงตราไก่แทนตราครุฑ วางประดับประดาในงานวันเกิดในวันที่ 14 กรกฎาคม โดยของขวัญ ก็จะมอบ อาวุธต่างๆให้ จอมพล ป. นอกจากนี้ยังกล่าวถึงบทบาทของภรรยาคือท่านผู้หญิงละเอียด โดยยังกล่าวถึง เหตุที่ต้องยืนในโรงภาพยนตร์ว่าจุดกำเนิดการยืนเคารพในโรงภาพยนตร์มาจากจอมพล ป. ซึ่งทำตามแนวทาง มุโสลินีและ ฮิตเลอร์โดยจอมพล ป. เขียนบทภาพยนตร์ขึ้นมาเอง กำหนดชื่อเรื่องว่า “บ้านไร่นาเรา” ซึ่งเรื่องนี้พูดถึงแนวความคิดชาตินิยมและลัทธินิยมทหาร โดยภาพยนตร์“บ้านไร่นาเรา” เข้าฉายใน เมษายน 2485 และ เป็นจุดเริ่มต้นให้เปิดเพลงทำความเคารพก่อนภาพยนตร์จะฉาย โดยเพลง “สดุดีพิบูลสงคราม” ผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิด ต้องโทษระวังปรับหรือจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ
6 กล่าวต่อว่า ในฐานะผู้นำเช่นเดียวกับ ฮิตเลอร์ที่ใช้การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อชิงความนิยมของมวลชน ภาพยนตร์ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ วิทยุกระจายเสียง ต้องถูกควบคุม และส่งเสริมบารมีจอมพล ป. และก็เกิดคำทักทายว่า สวัสดีที่ใช้กันแพร่หลาย โดยผู้บัญชาการพยายามเปรียบเทียบคำ “Heil Hitler” ของนาซีคือคำว่า “พิบูล สวัสดี” ของประเทศไทย และยังกล่าวถึง การปลดรูปของพระมหากษัตริย์และรูปวัฒนธรรมดั้งเดิมลง โดยให้ ติดรูปของ จอมพล ป. แทนที่ สุดท้ายกล่าวต่อเรื่องบ้านพักของจอมพล ป. พบเสาหินโบราณที่เป็นลักษณะเดียวกับเสาหินในวัดราชาธิวาส ซึ่งเป็นวัดที่มีความสำคัญกับสถาบันฯ รวมทั้งท่าเทียบเรือที่วัดราชาธิวาส ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือที่มีลักษณะการ ก่อสร้างแบบเดียวกับบ้านพักของจอมพล ป. ซึ่งผู้จัดทำคาดเดาไว้ 2 ประเด็น หนึ่ง เป็นสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัย ภายในบริเวณบ้าน สอง อนุมานว่า จอมพล ป. ต้องการจะมีศักดิ์ทัดเทียมกับพระมหากษัตริย์ บทที่ 11 รักษาอำนาจและปิดบัญชี -กล่าวถึง จอมพล ป. ที่รวบอำนาจทั้งหมดไว้ที่ตนเพียงคนเดียว ตามแนวทางอันเป็นที่นิยมช่วงสงครามโลก ผลจากการดำเนินดังกล่าว ทำให้จอมพล ป. ถูกลอบสังหารบ่อยครั้ง และจอมพล ป. จึงได้ใช้อำนาจกำจัดศัตรู ทางการเมือง โดยมีการคุมขังตลอดชีวิต และประหารชีวิตศัตรูทางการเมืองไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งจอมพล ป. นั้นไม่ยอมให้มีการถวายฎีกาถึงพระมหากษัตริย์เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ ในภาพยนตร์สารคดียังมีการ แสดงบทบาทสมมุติของความไม่ใส่ใจ ถึงความเป็นตายของศัตรูทางการเมือง โดย จอมพล ป. ยิ่งทำให้ ภาพลักษณ์ของเจ้าตัวย่ำแย่ลงไปอีก ไล่เรียงจาก คดีกบฏเสนาธิการ คดีกบฏวังหลวง คดีของนายปรีดีคดีกบฏ แบ่งแยกดิน คดีกบฏสันติภาพ ฯลฯ บทที่ 12 เซ็นเซอร์ครั้งแรกในยุคประชาธิปไตย -กล่าวถึงการควบคุมสื่อ และการออกกฎหมายซึ่งเคร่งครัดกับสื่อ และมีบทลงโทษรุนแรง มากกว่ายุค สมบูรณาญาสิทธิราชย์ และกล่าวถึงประวัติศาสตร์ในยุคนั้น ว่านอกจากหนังสือพิมพ์ของประเทศไทยแล้ว หนังสือพิมพ์ของประเทศจีนในไทยซึ่งเป็นในสมัย ซุนยัดเซน ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวต่างๆอย่าง ตรงไปตรงมา ก็ยิ่งถูกปิดกั้น มาถึงบทนี้ผู้จัดทำได้กล่าวว่าความฝันของจอมพล ป. ใกล้จะบรรลุโดยอ้างถึงหลักฐานสำคัญ คือสมุดสั่งการที่ เขียนด้วยลายมือของจอมพล ป. ทุกฉบับ บทที่ 13 จังหวัดพิบูลสงครามและสวิตเซอร์แลนด์ของประเทศไทย - กล่าวถึงการดำเนินการของจอมพล ป. ที่ทำสำเร็จมาหลายขั้น และขั้นต่อไปคือการวางแผนจะสร้างจังหวัด ที่เป็นนามสกุลของตัวเองคือ “จังหวัดพิบูลสงคราม” ที่เมืองเสียมราฐ และกล่าวต่อถึงแผนการย้ายเมืองหลวง ตามที่สั่งการในสมุดปกเขียวที่เขียนด้วยลายมือของจอมพล ป. ว่าให้ย้ายเมืองหลวง มาอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ในปีพุทธศักราช 2481
7 ซึ่งจังหวัดเพชรบูรณ์มีความไม่พร้อมหลายอย่างที่จะเป็นเมืองหลวงของไทยแทนกรุงเทพมหานคร และผู้จัดทำ ยังกล่าวถึงการขนย้ายสมบัติชาติและสมบัติส่วนพระมหากษัตริย์กระทั่งผลประโยชน์ที่จอมพล ป. ได้รับจาก ญี่ปุ่นคือทองคำจำนวนมหาศาล โดยผู้จัดทำมีหลักฐานประกอบ การนำเสนอจำนวนมาก ที่ประเมินดูแล้วมีเค้า ความเป็นจริงอยู่มาก และกล่าวถึง สมบัติจำนวนมหาศาลที่สูญหายไป โครงการนี้ถูกวาดฝันว่าจะเป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งประเทศไทยแต่ก็ประสบกับปัญหามากมาย และมีการ ตีความไปต่างๆนานาว่า จอมพล ป. จะทำไปทำไม บ้างก็ว่าเพื่อเตรียมการหักหลังต่อสู้กับประเทศญี่ปุ่น หรือ บ้างก็ว่าเพื่อสนองความต้องการเฉพาะของตนเอง โดย โครงการย้ายเมืองของจอมพล ป. นี้ทำให้มีผู้ถูกเกณฑ์ มาใช้แรงงานและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อันเป็นเหตุให้จอมพล ป. ต้องลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บทที่ 14 พิบูลซัง อาชญากรสงคราม -กล่าวถึง รัฐบาลจอมพล ป. ได้มีสัมพันธ์ที่ดีกับญี่ปุ่น ตั้งแต่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทอินโดจีน(ซึ่งไทยเรา ได้ดินแดนคืน จากชาติตะวันตกมาหลายส่วน) และกล่าวถึงการยกพลขึ้นบก ของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น วันที่ 7 ธันวาคม 2484 ขณะที่ประชาชนชาวไทยกำลังอยู่ในบรรยากาศของงานฉลองรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลจัดขึ้น กระทั่งมีการปะทะกันราว 5 ช.ม. จอมพล ป. จึงสั่งให้มีการหยุดยิง โดยจอมพล ป. ได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตร ทางทหารกับญี่ปุ่นเมื่อ 21 ธันวาคม 2484 ก่อนที่รัฐบาลไทยจะประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ละทิ้งความเป็นกลาง ทว่าเหตุการณ์กลับพลิกผันที่ญี่ปุ่นกลับเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เรียกร้องให้ลงโทษคนไทย โดยเฉพาะอดีตผู้นำไทยที่ประกาศสงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในฐานะอาชญากรสงคราม และมีการจับกุมและ ฟ้องร้องจอมพล ป. ในเวลาต่อมา ทว่าต่อมา ก็เกิดรัฐประหารพุทธศักราช 2490 โดยกลุ่มทหารนอกราชการ นำโดย พลโท ผิน ชุณหะวัณ ซึ่งผู้จัดทำมีความคิดว่าจอมพล ป. เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และอีกไม่นานจอมพล ป. ก็ได้กลับมามีอำนาจ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ในปี2491 บทที่ 15 มือที่ขาวสะอาดกับการเลือกตั้งแสนสกปรก -กล่าวถึงการกลับมาของจอมพล ป. ในยุค อำนาจ 3 ฐาน(ป. เผ่า สฤษดิ์ ) ภาพลักษณ์ของจอมพล ป. เปลี่ยน จากผู้นำเผด็จการทหาร เป็นนักการเมืองเต็มตัว จึงต้องใช้ตัวกฎหมายเรียกว่า พ.ร.บ.พรรคการเมือง ในการ ควบคุมเกมอำนาจ และตั้งพรรคการเมืองของตัวเองขึ้นชื่อ “พรรคเสรีมนังคศิลา” วิธีของจอมพล ป. ในยุคนี้ อาจจะเรียกว่า วิธีสู่กระบวนการเผด็จการรัฐสภา มีการทุจริตในการเลือกตั้งทุกรูปแบบอย่างกว้างขวางเพื่อการ ขึ้นสู่อำนาจ โดยผู้จัดทำโยงความคิดว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นวิธีโกงการเลือกตั้งที่ยังคงดำรงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ที่ถูกเรียกว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในยุคประชาธิปไตยของประเทศไทย ได้จุดชนวน ให้เกิดความไม่พอใจของหมู่ประชาชนโดยเฉพาะนิสิตนักศึกษา จนเกิดเป็นการประท้วงครั้งใหญ่
8 จน 16 กันยายน 2500 จอมพล สฤษดิ์ธนะรัชต์รัฐประหารเพื่อโค่นรัฐบาลจอมพล ป. ลง ซึ่งถือได้ว่าจอมพล ป. เป็นนายกรัฐมนตรีที่ยาวนานที่สุดในประเทศไทย รวมเวลาที่อยู่ในตำแหน่ง ยาวนานถึง 15 ปี 25 วัน ความฝันที่ยิ่งใหญ่ของ “นักประชาธิปไตยพิบูลสงคราม” ยังมีอีกหลายอย่างสร้างไม่สำเร็จ แต่ฝันก็ต้องมา สิ้นสุดลง โดยจอมพล ป. ต้องลี้ภัยไปญี่ปุ่น และถึงแก่อสัญกรรมในบ้านพักเล็กๆชานกรุงโตเกียว บทที่ 16 วอทอีฟ? -ถ้าเรื่องของจอมพล ป. ไม่จบแบบนี้ ไม่ถูกจอมพล สฤษดิ์ธนะรัชต์ปฏิวัติไม่ได้ลี้ภัยไปญี่ปุ่น ลัทธิบูชา รัฐธรรมนูญยังไม่หายไป อิทธิพลของความฝันที่ยิ่งใหญ่ของจอมพล ป. อยู่ต่อเนื่องมาถึงปี 2566 มันจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา? เราก็น่าจะมีรัฐธรรมนูญในวัดไว้กราบไหว้ทุกวัด มีร่างทรงเทพรัฐธรรมนูญ มีคอหวยไปขูดหวยกับพาน รัฐธรรมนูญ มีแก้บนกับรัฐธรรมนูญ วัตถุมงคลรัฐธรรมนูญก็คงจะราคาสูงพอๆกับพระสมเด็จ ที่อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตยจะเต็มไปด้วยผ้าสามสี ใครผ่านไปผ่านมาก็ต้องยกมือไหว้ เราจะแต่งตัวตามที่เราอยากจะแต่งไม่ได้สาวๆใส่บิกินี่ถ่ายรูปลงไอจีลงเฟซบุ๊กไม่ได้เราจะใช้ชีวิตแบบฮิปสเตอร์ สโลว์ไลฟ์ตามใจฉันไม่ได้รูปท่านผู้นำจะเต็มเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์อินสตาแกรม อย่างแน่นอน หนังสือพิมพ์ก็คง ต้องเว้นกรอบใส่สโลแกน “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย รวมไทยศรีวิไลก้าวไกล 4.0” พรรคเสรีมนังคศิลายังอยู่และเป็นพรรคที่เป็นรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย สามารถสรรหาวิธีต่างๆที่จะทำให้ผลการ เลือกตั้งเป็นในแบบที่ท่านผู้นำต้องการ เพลงที่เปิดในโรงหนังก็คงต้องเป็นเพลงสดุดีพิบูลสงคราม ใครไม่ยืนจะ ถูกลงโทษ ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร ศาล นักการเมืองทุกอย่าง จะถูกควบคุมโดยคนคนเดียว แบบ Absolute Power เราจะไม่มีสิทธิที่เรียกว่าวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น พระราชพิธีพยุหยาตราทางสถลมารคและชลมารค พระราชพิธี จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เราจะไม่โขน ไม่มีดนตรีไทย เราจะไม่มีรากเหง้า ต้องเชื่อฟังทุกอย่าง ปฏิบัติตามทุกอย่าง เราจะเป็นแบบที่เราอยากเป็นไม่ได้ไม่มีความอิสระเสรีไม่มีความคิด สร้างสรรค์ไม่สามารถใช้ชีวิตในรูปแบบของเราเอง มีศาสนาตามที่ได้กำหนดไว้มีสถาบันกษัตริย์ที่อยู่ใต้เงาของ จอมพล ป. นายปรีดีฯ เคยกล่าวไว้ว่าจอมพล ป. นั้นกระทำการเพื่อจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินเสียเอง
9 แต่ถ้าเราดูจากหลักฐานที่เล่ามาทั้งหมด จอมพล ป. ไม่ได้อยากจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เพราะพระเจ้าแผ่นดิน อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ความฝันอันสูงสุดของนักประชาธิปไตยจอมพลปพิบูลสงครามนั่นก็คือ.... (ละไว้ให้ผู้รับชมพิจารณาเอง) วิจารณ์และข้อเสนอแนะ : -ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้มีความสนุก น่าสนใจ ทว่าในการขยายความ ยังมีการโน้มเอียงในความรู้สึกของ ผู้จัดทำอยู่ค่อนข้างมาก คือความเกลียดชังที่มีต่อจอมพล ป. อาจจะทำให้มีการเชื่อมโยงความคิดที่ไม่ค่อย ถูกต้องนักกับสภาวการณ์ในขณะนั้น เพราะถึงแม้พฤติกรรมของจอมพล ป. จะมีพฤติกรรมที่เรียกได้ว่า ประพฤติชั่วอยู่หลายส่วน ทว่าหากเป็นผู้นำในยุคนั้น การที่จะพาประเทศชาติให้รอดจากสถานการณ์ ภัยคุกคามต่างๆ เราอาจจะต้องเลือกวิธีอย่างที่จอมพล ป. ได้กระทำไป ก็เป็นได้ สำหรับผู้ที่ได้รับการศึกษาเกี่ยวกับด้านประวัติศาสตร์มีความรู้ความเข้าใจในเหตุการณ์ต่างๆภายในภาพยนตร์ สารคดีเรื่องนี้ถือว่าได้รับความรู้เพิ่มเติม และอาจจะเกิดข้อขัดแย้งซึ่งอยากจะถกแถลงกับผู้จัดทำ เพราะ เนื้อหาบางส่วนในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการอนุมานขึ้นมา และมีบางส่วนซึ่งเป็นการ อนุมานประกอบกับอคติส่วนตัวของผู้จัดทำ แต่หากเป็นผู้ที่ไม่มีความรู้ไม่มีผู้คุ้มกันใดๆเลย คิดว่าควรจะ รับชมประกอบกับแหล่งข้อมูลหรือรับชมร่วมกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันมีความรู้ในลักษณะค่อยๆรับชม และ แลกเปลี่ยนความรู้หลายทางไปพร้อมๆกันครับ
10 สรุป: -ภาพรวม และ 2 ประเด็นสำคัญที่ได้จากการชม ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ในภาพรวมเราได้เกร็ดความรู้เชิงลึกในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย อีกหลายประเด็นมากๆ ได้เชื่อมโยงสิ่งที่เป็นอดีตมาจนถึงปัจจุบันว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งข้อมูลในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ส่วนใหญ่ แล้วไม่สามารถสืบค้นเจอ ทางโลกไซเบอร์ ประเด็นสำคัญที่ได้จากการชม หนึ่ง ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ตอกย้ำ และขัดแย้ง เรื่อง “ทฤษฎีผลไม้พิษ” (ว่าด้วย ผลไม้ของต้นไม้มีพิษ ย่อม เป็นพิษ > ต้นไม้พิษจากการรัฐประหาร เติบใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขา ผลจากการรัฐประหารย่อมเป็นพิษ ใช้การ ไม่ได้ ต้องโค่นทิ้งถอนรากโคนให้หมด) ตอกย้ำว่า ยุคของจอมพล ป. ได้สิ้นสุดลงและไม่มีการสืบต่อความไม่ดีงามในหลายเรื่องมาถึงปัจจุบัน แต่ก็ขัดแย้งว่า สิ่งที่ยังสืบทอดจากยุคของจอมพล ป. มาจนถึงปัจจุบัน มันนับเป็นผิดเป็นสิ่งที่ไม่ดีงามหรือไม่ เราควรจะปฏิบัติมันต่อหรือไม่ สอง ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ได้สื่อว่า สิ่งใดก็ตาม เมื่อผ่านการเวลานานเขาสิ่งนั้นจะไม่มีดีไม่มีเลว เหลือเพียง ความเป็นจริงที่พร้อมจะถูกบิดเบือนหรือสูญหายไปกับกาลเวลา ครับ ขอบพระคุณ พี่ๆเพื่อนๆ อีกหลายท่านที่ช่วยกันสรุปเกี่ยวกับ พิบูลสวัสดี เดอะซีรี่ย์ (Unspoken DREAMocracy) (หนังสือที่ จอมพล ป. อ่านในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้คือ Mein Kampf ไมน์ คัมพฟ์ หรือ การต่อสู้ของ ข้าพเจ้า เป็นหนังสือ แถลงการณ์ทางการเมืองแบบอัตชีวประวัติใน ค.ศ. 1925 ที่เขียนโดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ หัวหน้าพรรคนาซี ผลงานนี้กล่าวถึงกระบวนการที่ฮิตเลอร์กลายเป็นผู้ต่อต้านยิว และภาพรวมของอุดมการณ์ ทางการเมืองและแผนการในอนาคตสำหรับประเทศเยอรมนี)